พระวจนะว่าด้วยเรื่องอื่นๆ (บทตัดตอน 81)

อย่างน้อยที่สุดบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าต้องสามารถละทิ้งทั้งหมดที่พวกเขามีได้ ครั้งหนึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ทุกคนในพวกท่านที่ไม่ได้สละสิ่งสารพัดที่มีอยู่จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ลูกา 14:33) คำว่าสละสิ่งสารพัดที่คนเรามีหมายความว่าอย่างไร? คำนี้หมายถึงการละทิ้งครอบครัว ละทิ้งการงาน ละทิ้งสิ่งพัวพันทางโลกทั้งหมดที่คนเรามี การทำสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ง่ายหรือไม่? นี่เป็นเรื่องที่ยากมาก หากไร้ซึ่งความตั้งใจที่จะทำ การนี้ย่อมไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้อย่างแน่นอน เมื่อคนเรามีความตั้งใจที่จะละทิ้ง พวกเขาย่อมจะมีความตั้งใจที่จะสู้ทนความทุกข์ยากไปโดยธรรมชาติ หากคนเราไม่สามารถสู้ทนความทุกข์ยากได้ พวกเขาจะไม่สามารถละทิ้งสิ่งใดได้ทั้งสิ้น แม้ว่าพวกเขาอาจจะปรารถนาที่จะทำเช่นนั้นก็ตาม มีบางคนที่ได้ละทิ้งครอบครัวของพวกเขาและแยกห่างคนที่พวกเขารักมาแล้ว แต่หลังจากปฏิบัติหน้าที่ไปได้ระยะหนึ่งพวกเขาก็เริ่มคิดถึงบ้าน หากพวกเขาไม่สามารถทนสิ่งนี้ได้จริง พวกเขาก็อาจจะแอบรีบกลับบ้านไปดู แล้วจึงกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนที่จากบ้านมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่นั้นอดไม่ได้ที่จะคิดถึงคนที่พวกเขารักในวันหยุดปีใหม่หรือเทศกาลอื่นๆ และในตอนกลางคืนที่ทุกคนนอนหลับ พวกเขาก็แอบร้องไห้ เมื่อร้องไห้เสร็จพวกเขาก็อธิษฐานถึงพระเจ้าและรู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนต่อไป ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะสามารถละทิ้งครอบครัวของพวกเขาได้ พวกเขาก็ไม่สามารถสู้ทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัสได้ หากพวกเขาไม่อาจทิ้งความรู้สึกที่มีต่อความสัมพันธ์ทางเนื้อหนังเหล่านี้ได้เสียด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาจะสามารถสละตนเองเพื่อพระเจ้าโดยแท้จริงได้อย่างไร? บางคนสามารถละทิ้งทั้งหมดที่พวกเขามี ละทิ้งอาชีพการงานและครอบครัวมาติดตามพระเจ้าได้—แต่เป้าหมายที่พวกเขาทำเช่นนี้คืออะไร? บางคนพยายามเพื่อให้ได้รับพระคุณและพระพร และบางคนก็เป็นเช่นเดียวกับเปาโลที่ไล่ตามไขว่คว้ามงกุฎและบำเหน็จเท่านั้น มีเพียงไม่กี่คนที่ละทิ้งทั้งหมดที่พวกเขามีเพื่อให้ได้รับความจริงและชีวิต และเพื่อให้บรรลุความรอด ดังนั้นแล้วในบรรดาการไล่ตามเสาะหาเหล่านี้ สิ่งใดที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า? แน่นอนว่าสิ่งนั้นคือการไล่ตามเสาะหาความจริงและการได้รับชีวิตนั่นเอง สิ่งนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า หากคนคนหนึ่งไม่สามารถปล่อยวางสิ่งทั้งหลายในทางโลกหรือความมั่งคั่งไปได้ พวกเขาจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน มีคนบางคนที่ได้ละทิ้งทั้งหมดที่พวกเขามีเพื่อมารับผิดชอบหน้าที่ของพวกเขา ทว่าพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ทั้งยังปฏิบัติหน้าที่อย่างสุกเอาเผากินอยู่เสมอ หลังจากทำตัวลอยชายเช่นนี้อยู่สองสามปี พวกเขาก็ไม่มีคำพยานจากประสบการณ์และไม่ได้รับสิ่งใดเลย เหล่าผู้ที่ไล่ตามไขว่คว้าแต่เพียงชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ รวมถึงผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ยิ่งไม่สามารถได้รับความจริงได้เลย มีคนมากมายที่การเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาประกอบด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพียงเล็กน้อยในเวลาว่างเท่านั้น การที่ผู้คนเช่นนั้นได้รับความจริงจะเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? สำหรับเราแล้วนี่ดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การได้รับความจริงไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย คนเราต้องสู้ทนความยากลำบากมากมายและยอมลำบากอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเราต้องมีประสบการณ์กับความยากลำบากของการพิพากษาและการตีสอน บททดสอบและการถลุง รวมถึงการตัดแต่ง ทั้งหมดนี้คือความยากลำบากที่ต้องสู้ทน คนเราไม่อาจได้รับความจริงโดยไร้ซึ่งการสู้ทนความเจ็บปวดมหันต์ ในช่วงเวลานี้คนเราต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริงกี่ครั้ง? คนเราต้องหลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจต่อพระเจ้ากี่หน? คนเราต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากมายเพียงไรก่อนที่พวกเขาจะได้รับความรู้แจ้งและได้รับความกระจ่าง? คนเราต้องก้าวผ่านการสู้รบฝ่ายวิญญาณกี่คราวพวกเขาจึงจะสามารถเอาชนะซาตานได้? แล้วกระบวนการของการมีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้ใช้เวลานานเพียงใด? ต้องใช้เวลากี่ปีคนเราจึงจะสามารถได้รับความจริงและความเห็นชอบจากพระเจ้าได้ในที่สุด? จงดูที่ประสบการณ์ของเปโตร แล้วพวกเจ้าจะรู้ ความรอดและการทำให้มนุษย์เพียบพร้อมของพระเจ้านั้นเรียบง่ายดั่งที่ผู้คนคิดฝันหรือ? การละทิ้งทั้งหมดที่คนเรามีไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงแล้วคำว่าละทิ้งทั้งหมดที่คนเรามีหมายความว่าอย่างไร? “ทั้งหมดที่คนเรามี” ไม่ได้หมายรวมถึงเพียงสิ่งภายนอก ครอบครัว บุคคลอันเป็นที่รัก และเพื่อนฝูง อีกทั้งไม่ได้หมายถึงเพียงอาชีพการงาน เงินเดือน ความมั่งคั่ง และโอกาสในอนาคตของคนเรา นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว คำว่าทั้งหมดที่คนเรามียังรวมถึงสิ่งทั้งหลายทางจิตใจและวิญญาณ อันได้แก่ ความรู้ การเรียนรู้ ทัศนคติที่คนเรามีต่อสิ่งทั้งหลาย กฎในการดำเนินชีวิต ความชอบส่วนตนทางเนื้อหนัง รวมไปถึงสิ่งทั้งหลายที่คนเราไล่ตามเสาะหาและใฝ่ฝันถึง อย่างเช่น ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ โดยหลักแล้ว การละทิ้งทั้งหมดที่คนเรามีประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งในความหมายของคำว่าละทิ้งทั้งหมดที่คนเรามี การละทิ้งสิ่งภายนอกทั้งหลายที่คนเรามีในคราวเดียวนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งทั้งหลายที่ผู้คนชื่นชอบ ไล่ตามไขว่คว้า และค้ำจุนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและล้ำค่าที่สุดสำหรับพวกเขา เป็นตัวแทนของคำว่าทั้งหมดที่คนเรามี ทั้งยังเป็นสิ่งที่ละทิ้งได้ยากที่สุด เหตุผลหลักที่ทำให้คนส่วนมากยังไม่สามารถละทิ้งได้ในตอนนี้ก็คือ พวกเขายังไม่อาจปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเขาให้ราคาและหวงแหนมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ หรือความรุ่งโรจน์และโชควาสนา หน้าที่การงานที่คนเรารัก หรือสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาให้ค่ามากที่สุด—สิ่งเหล่านี้คือทั้งหมดที่พวกเขามี และเป็นสิ่งที่ละทิ้งได้ยากที่สุด มีผู้จัดการธนาคารคนหนึ่งมาเชื่อในพระเจ้า เขาเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริงโดยแท้ และเห็นว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำคือพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอด แต่เมื่อเขาตัดสินใจที่จะละทิ้งทั้งหมดที่มีมาติดตามพระเจ้า เขาก็ต้องยุ่งยากใจอย่างหนักกับตำแหน่งของเขาที่ธนาคาร ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดว่า “ตำแหน่งของฉันที่ธนาคารเป็นสิ่งที่ล้ำค่า รายได้ดีแถมยังมีอิทธิพล” แล้วในชั่วขณะต่อมาเขาก็คิดว่า “การเชื่อในพระเจ้าจะทำให้ฉันได้รับความจริงและชีวิตนิรันดร์ นั่นคือสิ่งที่สำคัญ” ในหัวใจของเขาเกิดการสู้รบอยู่ไม่ว่างเว้น ชั่วขณะหนึ่งเขาต้องการที่จะเป็นผู้จัดการธนาคาร และต่อมาเขาก็ต้องการเชื่อในพระเจ้า ชั่วขณะหนึ่งเขาต้องการไขว่คว้าเงินทอง และต่อมาเขาก็ต้องการได้รับความจริง ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่สามารถปล่อยวางสถานะของตนได้ และต่อมาเขาก็ต้องการได้รับชีวิตนิรันดร์ หัวใจของเขาระส่ำระสายไปมา สำหรับเขาสถานะผู้จัดการธนาคารเป็นสิ่งที่ล้ำค่าเหลือเกิน และเขาก็ไม่สามารถปล่อยวางสิ่งนั้นไปได้ ในหัวใจของเขาเกิดการสู้รบนี้อยู่นานหลายเดือน จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ปล่อยวางสถานะนั้นไปได้ แม้อาจจะด้วยความอิดออดก็ตาม สำหรับเขาแล้ว การละทิ้งทั้งหมดที่มีเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกิน! ถึงแม้เขาจะรู้ว่าตำแหน่งผู้จัดการธนาคารของเขาเป็นสิ่งชั่วคราวที่อาจหายไปได้ราวกับควัน แต่การที่เขาจะปล่อยวางสิ่งนั้นไปก็ยังไม่ง่าย บางคนเป็นแพทย์ ทนายความ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีค่าตอบแทนและเงินเดือนสูง การปล่อยวางสิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะต้องต่อสู้กับตัวเองอยู่กี่เดือนถึงจะปล่อยวางได้ หากคนเราต้องใช้เวลาต่อสู้นานหลายปีจึงจะปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ไปได้ ทว่าเมื่อถึงจุดนั้นพระราชกิจของพระเจ้ากลับปิดจบลงไปแล้ว เช่นนั้นแล้ว การนั้นจะมีประโยชน์อะไร? ในเวลานั้นคนเราจะได้แต่ร่วงลงสู่ความวิบัติพลางร่ำไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเท่านั้น เจ้าจะสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเจ้าสามารถละทิ้งทุกสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้ามาติดตามพระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับชีวิตเท่านั้น การเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเจ้าสามารถละทิ้งทั้งหมดที่เจ้ามีและติดตามพระเจ้า เอาใจใส่พระวจนะของพระเจ้า และนบนอบการจัดการเตรียมการ นบนอบพระองค์ได้ในทุกสิ่งนั่นเอง การนี้หมายความว่า พระองค์ได้ทรงกลายมาเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า และเป็นพระเจ้าของเจ้า สำหรับพระเจ้า สิ่งนั้นหมายถึงการที่เจ้าได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ และไม่ว่าเกิดความวิบัติใดขึ้นกับเจ้า เจ้าย่อมจะมีการคุ้มครองของพระองค์และจะสามารถมีชีวิตรอด และเจ้าจะได้กลายเป็นหนึ่งในประชากรแห่งราชอาณาจักรของพระองค์ พระเจ้าจะทรงรับรู้ถึงเจ้าในฐานะผู้ติดตามของพระองค์ หรือทรงสัญญาว่าจะทำให้เจ้าเพียบพร้อม—แต่ในขั้นแรกเจ้าต้องติดตามพระคริสต์เสียก่อน มีเพียงการติดตามพระคริสต์ที่จะทำให้เจ้ามีส่วนร่วมในการฝึกฝนของราชอาณาจักร หากเจ้าไม่ติดตามพระคริสต์และอยู่นอกราชอาณาจักรของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงไม่ยอมรับเจ้า และหากพระเจ้าไม่ทรงยอมรับเจ้า ต่อให้เจ้าปรารถนาที่จะได้รับความรอด ได้รับพระสัญญากับความเพียบพร้อมจากพระเจ้า เจ้าจะสามารถบรรลุสิ่งเหล่านี้ได้หรือ? เจ้าจะไม่บรรลุในสิ่งเหล่านี้ หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า อันดับแรกเจ้าต้องมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ หากเจ้าสามารถละทิ้งทั้งหมดที่เจ้ามีเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงได้ หากเจ้าสามารถแสวงหาความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ หากเจ้าสามารถปฏิบัติตนตามหลักธรรมได้ และหากเจ้ามีคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าและได้รับพระสัญญาจากพระองค์ หากเจ้าไม่สามารถละทิ้งทั้งหมดที่เจ้ามีเพื่อติดตามพระเจ้าได้ เจ้าก็ย่อมไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ และเจ้าจะไม่มีสิทธิ์ในพระพรและพระสัญญาของพระองค์เลย ขณะนี้มีผู้คนมากมายที่ได้ละทิ้งทั้งหมดที่พวกเขามีและกำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า แต่กระนั้นก็ไม่จำเป็นว่าพวกเขาจะสามารถได้รับความจริง คนเราต้องรักความจริงและสามารถยอมรับความจริงได้ก่อน จึงจะได้รับความจริงนั้น หากคนเราไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็ไม่อาจได้รับความจริงนั้นได้ ยังไม่รวมถึงเหล่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในเวลาว่าง—พวกเขามีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าจำกัดมากเสียจนการได้รับความจริงจะเป็นเรื่องที่ยากกว่าสำหรับพวกเขา หากคนเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็ย่อมจะพลาดโอกาสอันแสนวิเศษที่จะได้บรรลุความรอดและความเพียบพร้อมจากพระเจ้า คนบางคนอ้างว่าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน ทั้งยังไล่ตามไขว่คว้าสิ่งทั้งหลายทางโลก นี่คือการที่พวกเขาละทิ้งทั้งหมดที่มีอย่างนั้นหรือ? หากคนเราเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ พวกเขาจะสามารถติดตามพระองค์ไปจนถึงปลายทางได้หรือไม่? จงดูสาวกขององค์พระเยซูเจ้าเป็นตัวอย่าง ในบรรดาสาวกเหล่านั้นมีชาวประมง ชาวนา และคนเก็บภาษี เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเรียกพวกเขาและตรัสว่า “ตามเรามา” พวกเขาก็ทิ้งอาชีพของตนและติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาไม่ได้สนใจประเด็นปัญหาเรื่องอาชีพการงานของพวกเขาเลย อีกทั้งไม่สนใจปัญหาที่ว่าหลังจากนั้นพวกเขาจะมีเส้นทางในการเอาตัวรอดทางโลกหรือไม่ และพวกเขาก็ติดตามองค์พระเยซูเจ้าในทันที เปโตรอุทิศตนเองอย่างสุดหัวใจ ลุล่วงพระบัญชาขององค์พระเยซูเจ้าจนถึงปลายทาง และค้ำจุนหน้าที่ของเขา เปโตรไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้าตลอดทั้งชีวิต และท้ายที่สุดเขาก็ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า ตอนนี้มีบางคนที่ไม่สามารถละทิ้งทั้งหมดที่พวกเขามีได้ด้วยซ้ำ แต่กระนั้นก็ยังปรารถนาที่จะได้เข้าสู่ราชอาณาจักร พวกเขามิได้กำลังฝันอยู่หรอกหรือ?

การเชื่อในพระเจ้านั้น แค่ความกระตือรือร้นยังไม่พอ เจ้าต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ วิธีการที่พระองค์ทรงทำให้ผู้คนเพียบพร้อม บุคคลใดที่พระองค์ทรงทำให้เพียบพร้อม รวมถึงท่าทีกับทัศนะที่คนเราควรมีต่อการที่พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเพียบพร้อม นอกจากนี้ในฐานะผู้ติดตามของพระเจ้า คนเราต้องรู้ว่าการเดินตามหนทางของพระเจ้านั้นสำคัญเพียงใด สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่ว่าคนเราจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่ การเดินตามหนทางของพระเจ้าหมายถึงการปฏิบัติความจริง มีเพียงการปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่คนเราจะนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การปฏิบัติความจริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการได้รับความจริง หากคนเราไม่เข้าใจหรือไม่รู้วิธีปฏิบัติความจริง พวกเขาจะไม่มีทางได้รับความจริงนั้น นั่นคือเหตุผลที่ทำให้การปฏิบัติความจริงเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า มีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่สามารถสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าได้ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่สามารถเข้าใจความจริงโดยสมบูรณ์ และมีเพียงบรรดาผู้ที่เข้าใจความจริงโดยสมบูรณ์เท่านั้นที่รู้จักพระเจ้า ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สัมฤทธิ์ได้ด้วยการปฏิบัติความจริง ไม่ว่ามีคนที่เชื่อในพระเจ้าอยู่กี่คน พระเจ้าก็ทอดพระเนตรว่าพวกเขาคนไหนเดินตามหนทางของพระองค์ คนไหนปฏิบัติความจริง และคนไหนที่นบนอบพระองค์อย่างแท้จริง ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าใจความจริงและปฏิบัติความจริงเพื่อให้กลายเป็นคนที่ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์และนบนอบพระองค์ บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เหตุใดผู้คนจึงควรเชื่อพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา นับตั้งแต่พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์ทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างไร และคนเราต้องสัมฤทธิ์สิ่งใดในการไล่ตามเสาะหาความจริง ก่อนที่จะบรรลุความรอดและเป็นคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้รับพระสัญญาของพระเจ้าและพรของพระองค์ ในอดีตไม่มีใครเข้าใจความจริงเหล่านี้ คนทุกคนต่างเชื่อในพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ และคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องของการได้รับพร มงกุฏ และบำเหน็จ ผลก็คือ พวกเขาล้วนขัดต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า พลัดหลงไปจากหนทางที่แท้จริง และก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เพราะฉะนั้นหากคนเราปรารถนาที่จะเข้าใจความจริง ได้รับความจริง และได้รับความรอด พวกเขาก็ต้องแก้ไขทัศนะเรื่องการเชื่อในพระเจ้าแบบผิดๆ ที่มีมาแต่อดีตให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันทางศาสนา รวมถึงทัศนะด้านเทววิทยาที่ไร้สาระ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงและเป็นตรรกะวิบัติที่ดูเหมือนสมเหตุสมผล พระเจ้าไม่ทรงเห็นชอบในหนทางทั้งปวงที่คนในศาสนาเชื่อ หากเวลานี้ผู้คนยังคงค้ำจุนหนทางเหล่านั้นต่อไป อีกทั้งไล่ตามไขว่คว้าพร มงกุฏ และบำเหน็จ—หากพวกเขายังคงเชื่อในพระเจ้าด้วยท่าทีเช่นนี้ต่อไป พวกเขาจะสามารถได้รับความจริงและชีวิตหรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วผู้คนควรนำทัศนคติแบบใดมาใช้กับการเชื่อในพระเจ้า? เจ้าต้องเริ่มด้วยการเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและมองเห็นโดยชัดเจนว่าพระองค์ทรงช่วยผู้คนให้รอดอย่างไร หากเจ้าไม่แสวงหาความจริง ทว่ายังเชื่อในพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตัวเองต่อไป หากเจ้าเอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลประโยชน์ สถานะ ความมั่งคั่ง และสิ่งทั้งหลายในทางโลก เช่นนั้นแล้วต่อให้เจ้าจะพิชิตทุกสิ่งบนโลก แต่หากท้ายที่สุดสิ่งนั้นแลกมาด้วยชีวิตของเจ้า การนั้นจะคุ้มค่าหรือ? คนบางคนกล่าวว่า “เมื่อฉันหาเงินได้มากพอและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เมื่อฉันได้ลุล่วงความทะเยอทะยานและทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงแล้ว ถึงเวลานั้นฉันจะมาเป็นผู้เชื่อที่ดี” พระเจ้าทรงรอเจ้าหรือไม่? พระราชกิจของพระเจ้ารอเจ้าหรือไม่? หากเจ้าไม่สามารถปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นได้ในเวลานี้ พระเจ้าก็ไม่ทรงเรียกร้องให้เจ้าทำเช่นนั้นในทันที แต่เจ้าต้องปฏิบัติการปล่อยวาง หากเจ้าไม่สามารถทำได้อย่างแท้จริง จงอธิษฐานถึงพระเจ้าและพึ่งพาพระองค์ จงปล่อยให้พระองค์ทรงนำเจ้า นอกจากนี้ เจ้าต้องให้ความร่วมมือและปฏิบัติหน้าที่ของตน จุดประสงค์ของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราคืออะไร? ที่จริงแล้วสิ่งนี้หมายถึงการตระเตรียมความประพฤติดีนั่นเอง ต่อให้ในท้ายที่สุดเจ้าจะไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยสมบูรณ์ อย่างน้อยเจ้าก็ต้องตระเตรียมความประพฤติดีเอาไว้บ้าง เพื่อที่เมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จคนดีและลงโทษคนชั่ว เจ้าจะได้ชี้แจ้งเรื่องเหล่านั้นให้พระองค์ทรงฟัง วันหนึ่งพระราชกิจของพระเจ้าจะมาถึงจุดจบ และพระองค์จะทรงเริ่มปูนบำเหน็จคนดีและลงโทษคนชั่ว พระองค์จะทรงให้เจ้านำเสนอความประพฤติดีของตน และหากไม่มีเลยเจ้าก็ย่อมจบสิ้น—เจ้าจะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาราวสิบปี และหน้าที่ซึ่งมีคุณค่ามากที่สุดที่เจ้าได้ปฏิบัติมีเพียงการเผยแผ่ข่าวประเสริฐในเวลาว่างและรับผู้เชื่อใหม่เข้ามาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท้ายที่สุดคนเหล่านั้นจะสามารถตั้งมั่นได้หรือไม่ เจ้าจะชี้แจงเรื่องนี้แก่พระเจ้าได้หรือไม่? เจ้าย่อมทำไม่ได้อย่างแน่นอน เจ้าต้องพิจารณาว่าผลลัพธ์ประเภทใดที่เจ้าสามารถชี้แจงแก่พระเจ้าได้ และเจ้าต้องมีคำพยานจากประสบการณ์รูปแบบใดจึงจะสามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัยและทำให้พระองค์ทรงยอมรับเจ้าในฐานะผู้ติดตามของพระองค์ได้ เจ้าไม่สามารถพึงพอใจกับการแค่รับรู้ข้อเท็จจริงเรื่องการประสูติเป็นมนุษย์ในปัจจุบันของพระเจ้า และยอมรับพระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายในหัวใจของเจ้าเพียงเท่านั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเห็นคือคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริงของเจ้า และผลแห่งการนบนอบพระราชกิจของพระองค์ของเจ้า สิ่งที่พระเจ้าจะทรงทดสอบในตอนท้ายก็คือเจ้าได้รับความจริงหรือไม่ และเจ้ามีชีวิตหรือไม่ เจ้าต้องเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากเจ้าเพียงแต่เพิ่มชื่อของตนเข้าไปในบัญชีรายชื่อของคริสตจักรหรือปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และหลังจากเชื่อในพระเจ้าไปแล้วสองถึงสามปีเจ้าก็ยังไม่มีคำพยานจากประสบการณ์เลย เช่นนั้นพระเจ้าจะยังทรงยอมรับเจ้าได้อยู่หรือไม่? หากพระเจ้าไม่ทรงยอมรับเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ยังอยู่นอกพระนิเวศของพระองค์ หากเจ้าเพียงแค่อ้างว่าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ท้ายที่สุดแล้วความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าจะได้รับสิ่งใดหรือ? เจ้าจะยังห่างไกลจากมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดอยู่มากทีเดียว! การได้รับความจริงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ผู้คนคิดฝัน คนเราต้องสู้ทนกับบททดสอบและความทุกข์ลำบาก รวมถึงความเจ็บปวดและการถลุงมากมายเสียก่อนที่จะได้รับความจริงและรู้จักพระเจ้า เมื่อเจ้ามีประสบการณ์กับพระราชกิจในลักษณะนี้ของพระเจ้า หากเจ้าไม่ละทิ้งทั้งหมดที่เจ้ามีเพื่อติดตามพระองค์ เจ้าจะได้รับความรอดอย่างนั้นหรือ? เจ้าจะสามารถมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเพียงการเชื่อในพระองค์ในยามว่างที่เจ้ามีอยู่น้อยนิดได้หรือ? เจ้าจะมีประสบการณ์กับพระราชกิจด้วยการเชื่อในพระเจ้าอยู่ที่บ้านได้อย่างไร? เจ้าจะมีประสบการณ์กับสิ่งนี้ด้วยการใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอกได้อย่างไร? ด้วยเหตุนั้น การละทิ้งทั้งหมดที่คนเรามีจึงเป็นเงื่อนไขของการติดตามพระเจ้า หากเจ้าไม่สามารถละทิ้งทั้งหมดที่เจ้ามีได้ เจ้าก็ย่อมไม่ได้รับความจริงอย่างแน่นอน หากเจ้าไม่ได้รับความจริง เจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้

Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger