มนุษย์เป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า (ตอนที่สาม)
ผู้คนได้รับอะไรจากการติดตามพระเจ้าตลอดหลายปีมานี้? คนส่วนใหญ่จะกล่าวว่าพวกเขาเก็บเกี่ยวผลได้มากมาย สำหรับตอนนี้พวกเราจะไม่พูดถึงเรื่องที่ว่าบรรดาผู้ที่มีขีดความสามารถดีและผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นเก็บเกี่ยวผลได้มากเพียงใด แม้กระทั่งบรรดาผู้ที่มีขีดความสามารถธรรมดาก็เก็บเกี่ยวผลได้มากมาย ก่อนอื่น ผู้คนมีวิจารณญาณเกี่ยวกับโลกที่ชั่วและเสื่อมทรามนี้บ้างหรือไม่? (มี) เมื่อเจ้าปะปนอยู่กับบรรดาผู้ไม่มีความเชื่อ เจ้าเคยรู้สึกอย่างไร? แต่ละวัน เจ้ารู้สึกเหนื่อยล้า ขัดเคือง โมโห เศร้าโศก และอัดอั้นตันใจ เจ้าไม่กล้าระบายออกมาเพราะกลัวว่าเจ้าจะบังเอิญไปเจอคนชั่วที่คอยกลั่นแกล้งเจ้า และเจ้าจะไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ ดังนั้นเจ้าจึงต้องกล้ำกลืนความภาคภูมิใจของตนลงไป นั่นคือการบอกว่า การใช้ชีวิตในโลกของผู้ไม่มีความเชื่อ ในโลกที่ชั่วนี้ บรรดาผู้ที่เจ้าพบปะนั้นคือหมู่มาร พวกมันกระทำทารุณต่อกัน ดังนั้นหัวใจของเจ้าจึงปวดร้าวมาก นี่คือความรู้สึกที่เห็นได้ชัดที่สุด แล้วหลังจากที่เชื่อในพระเจ้า ความรู้สึกที่เห็นได้ชัดนี้กลายเป็นอย่างไร? เศษเสี้ยวแห่งมโนธรรมและการรับรู้ทางศีลธรรมนี้ของเจ้ากลายเป็นเช่นไร? สิ่งนี้ได้กลายเป็นวิจารณญาณที่แท้จริงและความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับยุคสมัยอันเลวร้ายนี้ โดยการทนทุกข์จากการถูกข่มเหงมากมาย เจ้าสามารถมองเห็นโฉมหน้าที่น่าขยะแขยงของกษัตริย์มาร ตลอดจนความมืดมนและความเลวร้ายของยุคสมัยนี้ นี่คือการเก็บเกี่ยวผลมิใช่หรือ? หากเจ้าไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่ยอมรับความจริง เจ้าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลเช่นนั้นได้หรือไม่? เมื่อก่อนเจ้าเพียงรู้สึกว่า “ผู้คนกำลังแย่ลงเรื่อยๆ ได้อย่างไร? นึกไม่ถึงเลย” เดี๋ยวนี้เจ้าจะยังคงกล่าวเช่นนั้นหรือไม่? ตอนนี้เจ้ามีความรู้และวิจารณญาณบ้างแล้วเกี่ยวกับคนชั่ว และหมู่มารทางโลกที่เลวร้าย เจ้าจะเต็มใจที่จะพบปะและมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาหรือไม่? (ไม่) เจ้าคงจะไม่เต็มใจอย่างแน่นอน หากเจ้าถูกขอให้คบค้าสมาคมและคลุกคลีกับพวกเขา เจ้าคงจะอ้าปากค้างแทน พลางกล่าวว่า “ฉันกลัว ฉันไม่สามารถเอาชนะพวกเขาได้ คนเหล่านั้นล้วนเป็นพวกของซาตาน พวกเขาชั่วเหลือเกิน!” สิ่งใดทำให้เจ้าเปลี่ยนไปมากนัก? นี่เป็นผลของพระวจนะของพระเจ้ามิใช่หรือ? นี่เป็นเพราะว่าการกล่าวถึงวิธีหยั่งรู้คนชั่ว ยุคสมัยที่เลวร้าย และกระแสนิยมที่เลวร้ายอยู่เสมอนั้นเปิดโอกาสให้เจ้าเรียนรู้ยุคสมัยนี้และมวลมนุษย์มิใช่หรือ? เจ้ามีความรู้นี้ ดังนั้นเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะคลุกคลีกับผู้คนเหล่านั้น พวกเขาขยะแขยงสำนึกทางศีลธรรมและมโนธรรมภายในตัวเจ้า และเจ้าก็เริ่มมีวิจารณญาณ เจ้ามองเห็นแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่งทีละเล็กละน้อย เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขาคือหมู่มารจากก้นบึ้งของหัวใจของเจ้า การอยู่ร่วมกับพวกเขาทำให้หัวใจของเจ้าเจ็บปวดและทำให้เจ้าปั่นป่วนมากจนกระทั่งเจ้าไม่มีหนทางที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ความปรารถนาเพียงอย่างเดียวของเจ้าก็คือการแยกตัวเจ้าเองออกจากพวกเขาในทันที เมื่อบางคนเข้าสู่คริสตจักรเป็นครั้งแรกและพบปะกับพี่น้องชายหญิง พวกเขารู้สึกว่า “คนเหล่านี้แตกต่างไปอย่างไร? พวกเขาล้วนสามารถกล่าวความคิดที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดออกมาได้อย่างเรียบง่ายและเปิดเผย ราวกับสมาชิกในครอบครัว พวกเขาจะไม่ปกป้องตนเองจากคนอื่นเลยได้อย่างไร? พวกเขาโง่เขลา หรืออะไรกันแน่? ฉันเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง ฉันปกป้องตนเองจากทุกคน และฉันไม่กล่าวความคิดที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของฉันให้ใครฟัง” เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เข้าใจความจริงเล็กน้อย พวกเขาคิดว่าหากพวกเขาไม่เริ่มไล่ตามเสาะหาการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ แต่กลับอำพรางตนเองอยู่เป็นนิตย์ โกหก และหลอกลวงอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่ใช่มารและซาตานหรอกหรือ? พวกเขาคงจะถูกกำจัดอย่างแน่นอน “ฉันต้องยอมรับความจริงและเป็นคนที่ซื่อสัตย์” จากนั้นพวกเขาก็พยายามเปิดหัวใจของตนกับพี่น้องชายหญิงและกล่าวความคิดที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของพวกเขา เมื่อพวกเขาพูดโกหกเป็นครั้งคราว พวกเขาก็อธิษฐานถึงพระเจ้า และพวกเขาก็ละทิ้งการโกหก และปฏิบัติตามการประพฤติปฏิบัติของคนที่ซื่อสัตย์ พวกเขาปฏิบัติในหนทางนี้เสมอ แล้วจากนั้นวันหนึ่ง พวกเขาก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตในหนทางนี้ดีจริงๆ นอกจากพวกเขาจะไม่เหนื่อยล้าแล้ว พวกเขายังไม่อัดอั้นตันใจ และพวกเขาก็ไม่มีความเจ็บปวดด้วย หัวใจของพวกเขาเป็นอิสระและมีเสรีภาพ และพวกเขามีความรู้สึกถึงสันติสุขและความชื่นบานยินดีโดยแท้จริง หลังจากจุดนี้ไป พวกเขาก็สามารถสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความคิดและแนวคิดทั้งหมดของตนกับพี่น้องชายหญิงได้อย่างเปิดเผย “มีเพียงพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้นที่มีสภาพแวดล้อมของความจริง มีเพียงที่นั่นเท่านั้นที่พระวจนะของพระเจ้ามีสิทธิอำนาจ และมีเพียงที่นั่นเท่านั้นที่เป็นดินแดนบริสุทธิ์ มีเพียงในพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้นที่ผู้คนสามารถมีสภาพเสมือนมนุษย์มากขึ้นขณะที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ต่อไป!” หากเจ้ามีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่จากพระเจ้าไป เพราะเจ้ามองเห็นว่าพระเจ้าคือความรัก และเจ้ามีความสุขกับความรักของพระองค์ ผู้ไม่มีความเชื่อไม่อาจทำความเข้าใจได้เมื่อพวกเขาเห็นผู้คนเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ในหนทางนี้ พวกเขาไม่เข้าใจว่าผู้คนเหล่านี้กำลังทำอะไร เหตุใดพวกเขาจึงมีความเชื่อในพระเจ้ามากอย่างนั้น หรือเหตุใดพวกเขาจึงจะยังดึงดันที่จะชุมนุมกันในสภาพการณ์ที่ลำบากยากเย็นเพียงนั้น—แม้กระทั่งตอนที่พวกเขาถูกเอาตัวออกไปและถูกขับไล่ พวกเขาก็ไม่จากพระเจ้าไป พวกเขายังคงดึงดันที่จะออกแรงของตนในการทำงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐเพื่อตระเตรียมทำความประพฤติดี ท่ามกลางพวกเขามีบางคนที่อาจจะไม่อาจหาญที่จะจากพระเจ้าไปเพราะความกลัว พวกเขากลัวว่าการจากไปจะทำให้พระเจ้าทรงลงโทษพวกเขา เราบอกความจริงกับเจ้าว่า เจ้าสามารถจากไปได้อย่างเรียบง่ายโดยที่เจ้ารู้สึกสบายใจ พระเจ้าจะไม่ทรงลงโทษเจ้า พระเจ้าประทานอิสรภาพให้ผู้คน และประตูสู่พระนิเวศของพระเจ้าก็เปิดอยู่ชั่วนิรันดร์ ใครก็ตามที่ต้องการจากไปนั้นสามารถทำได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ โดยไม่มีข้อจำกัด แต่หากใครบางคนต้องการกลับเข้ามาอีกครั้งหลังจากที่ได้จากไป นั่นไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายนัก เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการทรยศพระเจ้า พวกเขาต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด โดยต้องถูกสอบสวนว่าพวกเขากลับใจอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ พวกเขาเป็นคนดีหรือไม่ เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถได้รับการยอมรับกลับเข้าสู่คริสตจักร แต่สำหรับบรรดาผู้ที่ต้องการละทิ้งพระเจ้าและกลับไปสู่ทางโลกนั้น พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยมีข้อจำกัดใดๆ คริสตจักรมีกฎการปกครองใดที่กล่าวว่ามีคนบางคนไม่ได้รับอนุญาตให้จากไปหรือไม่? (ไม่มี) ไม่เคยมีเลย พระนิเวศของพระเจ้าอนุญาตให้ใครก็ตามออกไปจากคริสตจักรได้ หากคนชั่วออกไปจากคริสตจักร พระนิเวศของพระเจ้าจะไปส่งพวกเขาด้วยความยินดีด้วยซ้ำ แต่ก็มีบางคนที่ต้องการแสดงเจตนาดีของตนต่อผู้คนที่ต้องการจากไปอยู่เสมอ โดยกล่าวว่า “คุณจากไปไม่ได้ คุณยังคงมีพรสวรรค์ และขีดความสามารถอยู่บ้าง คุณยังคงมีอนาคตในคริสตจักร และคุณสามารถได้รับพรอย่างยิ่งใหญ่ในอนาคต” มีผู้คนซึ่งมีเจตนาดีบางคนที่พยายามโน้มน้าวคนอื่นในหนทางนี้ โดยคิดว่านี่คือความรัก การขอให้ผู้คนอยู่ต่อเช่นนี้มีประโยชน์บ้างหรือไม่? เจ้าสามารถทำให้ผู้คนอยู่ต่อได้ แต่เจ้าไม่สามารถทำให้หัวใจของพวกเขาอยู่ต่อได้ บรรดาผู้ที่ไม่รักความจริงไม่สามารถตั้งมั่นได้ในพระนิเวศของพระเจ้า ต่อให้เจ้าบังคับให้พวกเขาอยู่ต่อ พวกเขาก็ไม่ได้เป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง แล้วพวกเขาจะสามารถได้รับพรใดเล่า? หากพวกเขาเป็นคนออกแรงทำงานที่จงรักภักดี เช่นนั้นแล้วพรของการมีชีวิตรอดได้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่รักความจริง การเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยหน่าย แล้วพวกเขาจะเต็มใจออกแรงทำงานหรือไม่? ดังนั้น แบบแผนของการโน้มน้าวบนพื้นฐานของเจตนาที่ดีเช่นนี้มีผลลัพธ์อยู่บ้างสำหรับคนดี แต่เขลาไปหน่อยเมื่อนำไปใช้กับคนชั่ว มีหลักธรรมสำหรับการเตือนสติผู้อื่นอยู่ การเตือนสติบรรดาผู้ที่สามารถกลับใจได้นั้นให้ผลลัพธ์อยู่บ้าง ในขณะที่การเตือนสติคนชั่วนั้นไร้ประโยชน์ ยิ่งเจ้าพยายามโน้มน้าวพวกเขามากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งขยะแขยงเจ้ามากเท่านั้น และความอับอายของพวกเขาก็กลายเป็นความโมโห เรื่องนี้แสดงถึงความเขลา—การเตือนสติคนชั่วเป็นเรื่องเขลาเบาปัญญา มีบางคนที่แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เชื่อในพระเจ้ามานานมาก แต่ก็รู้สึกในส่วนลึกในหัวใจของตนว่าการอ่านพระวจนะของพระเจ้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้ให้ความรู้ที่เรียบง่ายและรับรู้ได้เกี่ยวกับความจริงหลายประการ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้รับความจริงอย่างครบถ้วน พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว และได้รับจากพระเจ้ามามากมายแล้วอย่างแท้จริง แม้ว่าเมื่อเจ้าถูกขอให้พูดเกี่ยวกับความรู้ที่ได้จากประสบการณ์และคำพยาน เจ้าก็ยังคงไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เจ้าเพียงรู้สึกว่าตนกำลังก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ดีและเป็นบวก และเจ้าไม่ได้กำลังถอยหลังไปในทิศทางที่ไม่ดีหรือเป็นลบ—และเจ้าบอกตนเองอยู่เสมอว่า “ฉันจำเป็นต้องเป็นคนดี ฉันจำเป็นต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ฉันไม่สามารถเป็นคนหลอกลวงได้โดยเด็ดขาด นับประสาอะไรกับการเป็นสาวกของความเลวร้ายที่โอหัง ซึ่งพระเจ้าทรงรังเกียจ ฉันจำเป็นต้องเป็นใครบางคนที่ทำให้พระเจ้าทรงยินดี” ด้วยเหตุนั้นเจ้าจึงตักเตือนและยับยั้งตนเองอยู่บ่อยๆ และหลังจากผ่านไปสองสามปี ในที่สุดเจ้าก็คิดว่าตนสามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนของมนุษย์ได้เล็กน้อยแล้ว เมื่อพูดจากความรู้สึก ประสบการณ์ และความเข้าใจที่แท้จริงที่สุดของผู้คน มนุษย์ก็คือผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากพระราชกิจของพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด จากการเชื่อในพระเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน พวกเจ้าพลาดอะไรไปบ้าง? เราจะตีแผ่เรื่องนี้ให้เจ้า เจ้าพลาดการตามใจตนเอง ซึ่งเป็นการทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าต้องการ พลาดการใช้ชีวิตอย่างไร้หัวใจ พลาดโอกาสที่จะไปเต้นรำ ร้องเพลง และร่วมงานสังสรรค์ที่ไนต์คลับและบาร์ และเจ้าก็พลาดโอกาสที่จะกินและดื่มจนตนเองโง่เขลาในกระแสคลื่นแห่งความเลวร้าย เจ้าไม่เคยมีวันเหล่านี้ แต่ที่มากกว่านั้น เจ้าได้รับสิ่งใด? ผู้คนรู้สึกอยู่บ่อยๆ ว่าการเชื่อในพระเจ้าทำให้พวกเขามีความสุขและไร้ความกังวลทีเดียว การดำรงชีวิตในหนทางนี้ตลอดชีวิตคงจะดีทีเดียว ส่วนใหญ่สิ่งที่เจ้าได้รับคือความสุข ความชื่นบานยินดี และสันติสุข สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่แท้จริงมิใช่หรือ? (สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่แท้จริง) บางคนอาจกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าฉันจะเหน็ดเหนื่อยนิดหน่อยจากการทำหน้าที่ของฉันในช่วงสองปีที่ผ่านมา แม้กระนั้นฉันก็รู้สึกสบายใจ” ความสบายใจและสันติสุขนี้ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน และสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับสถานะ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ หรือวุฒิทางการศึกษาได้
สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า การได้รับความจริงคือการได้รับชีวิต และการได้รับชีวิตก็คือการได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ในเวลาเดียวกันกับที่มนุษย์ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง พระเจ้าทรงได้รับอะไรจากพวกเขาบ้าง? พระเจ้าทรงพึงประสงค์สิ่งใดจากมนุษย์? พระเจ้าทรงต้องการที่จะได้รับสิ่งใดจากมนุษย์? พระเจ้าทรงมีส่วนร่วมในธุรกรรมใดหรือไม่? (ไม่) ในพระดำรัสและการกระทำของพระเจ้า พระองค์เคยตรัสหรือไม่ว่า “เราได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้แล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจึงต้องมอบเงินให้เราเท่านี้”? พระเจ้าเคยทรงขอเงินจากพวกเจ้าสักสตางค์หรือไม่? (ไม่เคย) บางคนที่เคลือบแคลงใจไม่เคยเชื่อว่าพระเจ้าจะประทานความจริงมากมายเหลือเกินที่สามารถเป็นชีวิตของมนุษย์ให้แก่มวลมนุษย์อย่างเสรีและไม่เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง พวกเขาไม่เชื่อในข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาคิดว่าเรื่องทั้งหมดบนโลกเป็นธุรกรรม ไม่มีสิ่งที่เป็นของฟรี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เชื่อว่าพระวจนะและกิจการทั้งปวงของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ทรงประทานให้มวลมนุษย์โดยเสรี และปราศจากราคาใดๆ พวกเขาคิดว่าต่อให้เรื่องนี้เป็นไปในหนทางนี้ นี่คงเป็นกับดักอย่างแน่นอน ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะสงสัยพระเจ้าในหนทางนี้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยใครให้รอดและทรงทำให้ใครเพียบพร้อม นับประสาอะไรกับการไม่รู้ว่าทรงประทานความจริงให้ใคร แต่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นไปอย่างเสรีโดยแท้จริง ไม่ว่าพระองค์จะทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนทำสิ่งใด ตราบใดที่พวกเขาทำสิ่งนั้น พระองค์ก็พอพระทัย และผู้คนก็สามารถได้รับความเห็นชอบจากพระองค์ ตราบใดที่ผู้คนสามารถยอมรับความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง และสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ นี่คือผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงคาดหวัง และเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจากผู้คนขณะที่พระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้รอด พระเจ้าทรงต้องการสิ่งเล็กน้อยนี้ แต่ผู้คนสามารถมอบสิ่งนี้ให้พระองค์ได้หรือไม่? มีกี่คนที่สามารถปฏิบัติต่อข้อพึงประสงค์นี้ของพระเจ้าในฐานะสิ่งล้ำค่าที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวงเพื่อการตอบแทนพระองค์? ใครสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าได้บ้าง? ไม่มีใครเข้าใจได้ และผู้คนก็ไม่รู้ว่าพวกเขาได้รับสิ่งล้ำค่าที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวง เหตุใดเราจึงพูดว่าพวกเขาได้รับสิ่งล้ำค่าที่สุดในบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวง? พระเจ้าได้ประทานพระชนม์ชีพของพระองค์ ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมี ให้มนุษย์ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตาม เพื่อให้พวกเขาสามารถรับเอาทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงมี และความจริงที่พระองค์ประทานให้มนุษย์ แล้วเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นทิศทางและเป้าหมายชีวิตของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ และทำให้พระวจนะของพระองค์กลายเป็นชีวิตของพวกเขา ในหนทางนี้ ไม่สามารถกล่าวได้หรอกหรือว่าพระเจ้าได้ประทานพระชนม์ชีพของพระองค์แก่มนุษย์โดยปราศจากสิ่งตอบแทนเพื่อที่พระชนม์ชีพของพระองค์จะกลายเป็นชีวิตของพวกเขาได้? (สามารถกล่าวได้) ดังนั้นผู้คนได้รับสิ่งใดจากพระเจ้า? ความคาดหวังของพระองค์หรือ? สัญญาของพระองค์หรือ? หรือสิ่งใดกัน? สิ่งที่ผู้คนได้รับจากพระเจ้าไม่ใช่คำพูดที่กลวงเปล่า สิ่งนี้คือพระชนม์ชีพของพระเจ้า! ในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าประทานชีวิตให้ผู้คน ข้อกำหนดเดียวที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขาก็คือให้พวกเขาทำให้พระชนม์ชีพของพระองค์เป็นชีวิตของตน และใช้ชีวิตแบบพระชนม์ชีพของพระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงเห็นเจ้าใช้ชีวิตตามนี้ พระองค์จึงสมพระทัย นี่คือข้อกำหนดเดียวของพระองค์ ดังนั้น สิ่งที่ผู้คนได้รับจากพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ แต่ในขณะเดียวกันกับที่พระองค์ประทานสิ่งที่ประเมินค่ามิได้นี้ให้พวกเขา พระองค์กลับไม่ทรงได้รับอะไรเลย ผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือมนุษย์ มนุษย์เก็บเกี่ยวผลผลิตมากที่สุด และมนุษย์ก็คือผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ในเวลาเดียวกันกับที่ผู้คนยอมรับพระวจนะของพระเจ้าในฐานะชีวิตของตน พวกเขาก็เข้าใจความจริงและมีหลักธรรมและรากฐานในการประพฤติปฏิบัติตน ดังนั้นพวกเขาจึงมีทิศทางสำหรับเส้นทางชีวิตของตน พวกเขาไม่ถูกซาตานชักพาให้หลงผิดหรือผูกมัดอีกต่อไป พวกเขาไม่ถูกคนชั่วชักพาให้หลงผิดหรือใช้งานอีกต่อไป และพวกเขาก็ไม่ถูกกระแสนิยมที่ชั่วทำให้มีมลทินหรือชักพาอีกต่อไป พวกเขาใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระและมีเสรีภาพระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ไม่มีวันถูกกระทำทารุณโดยกองกำลังแห่งความมืดหรือความชั่วร้ายใดๆ อีกต่อไป นั่นเป็นการบอกว่า ขณะที่คนคนหนึ่งใช้ชีวิตแบบนี้ พวกเขาไม่ทนทุกข์กับความเจ็บปวดอีกต่อไป และพวกเขาไม่มีความลำบากยากเย็นเลย พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีเสรีภาพและสบายใจ พวกเขามีสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระเจ้า พวกเขาไม่กบฏต่อพระองค์ และไม่ต้านทานพระองค์ พวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์อย่างแท้จริง ทั้งภายในและภายนอกพวกเขาใช้ชีวิตในหนทางที่ชอบด้วยเหตุผลอย่างครบบริบูรณ์ พวกเขามีความจริงและความเป็นมนุษย์ และกลายเป็นผู้ที่ควรค่าแก่การใช้ชื่อว่ามวลมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบการได้รับประโยชน์มากมายเช่นนี้กับสิ่งที่มนุษย์จินตนาการว่าเป็นสัญญาที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์หรือพรที่มนุษย์ปรารถนาจะได้รับ—สิ่งไหนดีกว่า? ผู้คนจำเป็นต้องมีสิ่งไหนมากที่สุด? สิ่งไหนสามารถทำให้ผู้คนนบนอบและนมัสการพระเจ้าได้ ทำให้พวกเขาดำรงชีวิตไปชั่วนิรันดร์ได้ โดยไม่ถูกพระเจ้าทรงทำลายหรือลงโทษ? ความอยากได้รับพรของเจ้านั้นเป็นเรื่องสำคัญหรือว่าการใช้ชีวิตตามที่พระเจ้าได้ประทานให้เจ้าอย่างแท้จริงนั้นเป็นเรื่องสำคัญกันแน่? สิ่งใดสามารถช่วยให้เจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้มากกว่า โดยไม่ทำให้พระองค์ทรงรังเกียจ ละทิ้ง หรือลงโทษเจ้า? สิ่งใดสามารถรักษาชีวิตของเจ้าไว้ได้? โดยการยอมรับความจริงที่มาจากพระเจ้าเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถได้รับชีวิตชั่วกาลนี้ เมื่อเจ้ามีชีวิตเช่นนี้แล้ว ชีวิตของเจ้าก็ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา—นี่คือชีวิตนิรันดร์ ความหมายโดยนัยก็คือ หากใครบางคนไม่ได้รับชีวิตที่มาจากพระเจ้า พวกเขาย่อมต้องตาย เพราะชีวิตของมนุษย์ถูกจำกัดด้วยเวลา ชีวิตที่ถูกจำกัดด้วยเวลายังคงเป็นชีวิตนิรันดร์หรือไม่? ไม่ใช่ ความอยากได้รับพรของเจ้าสามารถทดแทนการได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเจ้าหรือไม่? ความอยากได้รับพรของใครบางคนสามารถคุ้มครองให้พวกเขาไม่ตายได้หรือไม่? ไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอน
พระเจ้าเสด็จมาเพื่อแสดงความจริงมากมายนัก ผู้คนได้รับชีวิตจากพระเจ้าและพวกเขาก็ได้รับชีวิตชั่วกาลซึ่งมาจากพระองค์ นั่นคือชีวิตที่เป็นนิรันดร์ พระเจ้าทรงเปลี่ยนไปหรือไม่? (ไม่) กล่าวตามทฤษฎีได้ว่า ในที่สุดโครงการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ทำให้ผู้คนมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะใช้ชีวิตไปชั่วนิรันดร์โดยไม่ตาย ในระดับนี้ พระเจ้าทรงลุล่วงพระประสงค์ของพระองค์แล้ว ทรงลุล่วงแผนการบริหารจัดการระยะเวลาหกพันปีของพระองค์แล้ว—นั่นคือพระราชกิจในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงแล้ว และดูราวกับว่าพระเจ้าทรงได้รับประโยชน์อยู่บ้างจากพระราชกิจนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครคือผู้ที่จะมีชีวิตไปชั่วนิรันดร์? ใครคือผู้ที่ได้รับพรมากที่สุด? (มนุษย์) มวลมนุษย์นั่นเอง หากพระเจ้าไม่ทรงได้รับผู้คนเหล่านี้ สถานะของพระองค์จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่? (ไม่) สถานะของพระเจ้าจะไม่เปลี่ยนแปลง แก่นแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลง และสิ่งอื่นใดก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม ชะตากรรมของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่แตกต่างไปเพียงเล็กน้อย แต่เป็นความแตกต่างระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก! อย่างหนึ่งคือการตายชั่วนิรันดร์ อีกอย่างคือการมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ ผู้คนควรเลือกอย่างไหน? (การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์) พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะเห็นสิ่งใด? ความคาดหวังสูงสุดที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์คืออะไร? เหตุใดพระองค์จึงทรงจ่ายราคาสูงเช่นนี้? พระเจ้าทรงประทานชีวิตของพระองค์ให้มนุษย์อย่างเสรี โดยปราศจากข้อกำหนดหรือธุรกรรมใดๆ และไม่มีข้อพึงประสงค์ใดเพิ่มเติม ทั้งหมดที่พระองค์ทรงพึงประสงค์จากผู้คนก็คือการยอมรับพระวจนะของพระองค์เข้าสู่หัวใจของพวกเขาและใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนของมนุษย์ตามข้อพึงประสงค์ของพระองค์ และเมื่อนั้นพระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์ผล และพระประสงค์ของพระองค์ก็จะได้รับการตอบสนอง แต่มนุษย์นั้นมีจิตใจคับแคบ พวกเขาคิดว่าในการตรัสพระวจนะทั้งหมดนี้และการให้ผู้คนกินและดื่มและเข้าสู่พระวจนะเหล่านี้ ในการทำให้ผู้คนสลัดทิ้งสิ่งทั้งหลายและสละตนเอง ขัดขืนตนเอง ละวางตนเอง และนมัสการพระองค์อยู่เนืองนิตย์นั้น พระเจ้าอาจจะทรงได้รับผลประโยชน์มากมายทีเดียว ตามข้อเท็จจริงแล้วเรื่องเป็นเช่นนี้หรือไม่? (ไม่ใช่ พระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่พระองค์เอง พระองค์ประทานความจริงให้มนุษย์อย่างเสรี โดยไม่มีข้อกำหนด และไม่มีข้อพึงประสงค์ให้ผู้คนตอบแทนพระองค์) เมื่อมองดูเรื่องราวเหล่านี้แล้ว วลีที่ว่า “พระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่พระองค์เอง” นั้นจริงหรือไม่? (จริง) พระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่พระองค์เอง ไม่มีความเห็นแก่พระองค์เองในสิ่งใดๆ ที่พระเจ้าทรงทำ พระเจ้าเคยทรงทำสิ่งใดเพื่อพระองค์เองเท่านั้นและไม่ใช่เพื่อมนุษย์บ้างหรือไม่? พระองค์ไม่เคยทรงทำเช่นนั้นเลย จนถึงปัจจุบัน พระเจ้าไม่เคยทรงทำสิ่งใดในทำนองนั้นเลย ซึ่งผู้คนสามารถรู้ได้ผ่านทางประสบการณ์ของพวกเขา ในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงอำนวยให้ผู้คนได้เข้าใจความจริงและได้รับชีวิตที่มาจากพระองค์ พระองค์ก็ทรงจัดการเตรียมการสภาพการณ์ ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายมากมายมหาศาลอีกด้วย และทรงจัดเตรียมโอกาสที่พอเหมาะพอควรให้ผู้คนในการทำหน้าที่ของตน เพื่อให้พวกเขาอาจได้มีสภาพการณ์และภาวะที่พอเหมาะพอควรในการมีประสบการณ์และเข้าใจความสัตย์จริงของพระวจนะของพระองค์ และความจริงที่มีอยู่ในพระวจนะเหล่านั้นอย่างเพียงพอ พระองค์ทรงใช้วิธีการนานาสารพัด อย่างเช่น การตัดแต่ง การบ่มวินัย บททดสอบ การถลุง การกระตุ้นเตือน และการเตือนสติ ตลอดจนชีวิตคริสตจักรและการสามัคคีธรรมร่วมกัน การเกื้อหนุน และการช่วยเหลือจากพี่น้องชายหญิง เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ ไม่เข้าใจพระทัยของพระองค์ผิด และนำพาผู้คนให้ก้าวไปสู่หนทางที่ถูกต้อง ในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงทำทั้งหมดนี้ พระองค์ทรงมีข้อพึงประสงค์เพิ่มเติมใดๆ สำหรับผู้คน ที่เป็นการกำหนดให้พวกเขาทำสิ่งพิเศษให้พระองค์บ้างหรือไม่? (ไม่มี) โดยสรุปแล้ว ในเวลาที่พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอด พระองค์ก็ทรงให้โอกาสและพื้นที่แก่พวกเขาอย่างเพียงพอ และทรงจัดเตรียมภาวะและสภาพการณ์นานัปการที่เป็นประโยชน์และสะดวกเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แต่ละคน ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ทรงชำระแต่ละคนให้บริสุทธิ์ด้วย และในท้ายที่สุด พระองค์ทรงทำให้บรรดาผู้ที่สามารถทำให้เพียบพร้อมได้กลายเป็นผู้ที่เพียบพร้อม พระองค์ทรงทำให้บรรดาผู้ที่รักและไล่ตามเสาะหาความจริงกลายเป็นผู้ที่เพียบพร้อม กล่าวสั้นๆ ก็คือ ทั้งหมดนี้ที่พระเจ้าทรงทำ ไม่ว่าจะเป็นพระวจนะที่พระองค์ตรัสกับผู้คน พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำ หรือราคาที่พระองค์ทรงจ่ายนั้น ก็เป็นสิ่งที่ทรงทำอย่างเสรี
ที่จริงแล้ว ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจมากี่ปี ผู้คนจะสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้มากเพียงใด พวกเขาจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้มากเพียงใด หรือพวกเขาจะได้รับการจัดเตรียมชีวิตจากพระเจ้ามากเพียงใดก็ตาม ท่ามกลางมวลมนุษย์มีใครสามารถสนทนากับพระเจ้าได้อย่างแท้จริงบ้างหรือไม่? ตอนนี้จงพักเรื่องการสนทนาไว้ก่อน—ข้อพึงประสงค์นี้สูงเกินไปหน่อยสำหรับพวกเจ้าในขณะนี้—มีใครสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงบ้างหรือไม่? พวกเราจงอย่าพูดถึงการทำให้พระองค์พอพระทัย—เจ้าสามารถเข้าใจพระทัยของพระองค์ได้หรือไม่? ไม่มีใครสามารถทำได้ บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เหลือเกิน และมนุษย์อย่างพวกเราช่างตัวเล็กเหลือเกิน พระเจ้าทรงอยู่ในสวรรค์ และพวกเราอยู่บนแผ่นดินโลก หนึ่งในพระดำริของพระเจ้าก็เพียงพอที่จะให้พวกเราไตร่ตรองเป็นเวลาหลายปี—พวกเราจะสามารถเข้าใจพระองค์ได้อย่างไร? การนี้ไม่ใช่เรื่องที่สัมฤทธิ์ง่าย และการสนทนากับพระองค์ก็ยิ่งไม่อาจสัมฤทธิ์ได้มากกว่า” แล้วการสัมฤทธิ์การนี้เป็นเรื่องยากลำบากหรือไม่? มีระดับของความยากลำบากหรือไม่? ความยากลำบากนั้นมาจากที่ใด? พระดำริของพระเจ้าอยู่ในพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ ในความจริงที่พระองค์ทรงแสดงไว้ และในอุปนิสัยของพระองค์ หากใครบางคนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ และไม่สามารถได้รับความจริงและชีวิตที่มาจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่มีวันทำความเข้าใจพระองค์ได้ หากใครบางคนไม่ทำความเข้าใจพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่มีวันมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์เพื่อสนทนากับพระองค์ได้ และพวกเขาก็จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ คำว่าสนทนานี้เราหมายถึงอะไร? นี่คือการตีแผ่หัวใจของคนเรา คือการพูดจากหัวใจ พวกเจ้ารู้วิธีทำการนี้หรือไม่? เจ้ารู้วิธีที่จะพูดจากหัวใจกับพ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนสนิทของตน แต่เจ้าไม่เคยรู้วิธีที่จะพูดจากหัวใจกับพระเจ้า ปัญหานี้มาจากที่ใด? (การไม่ทำความเข้าใจพระทัยของพระเจ้า) เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถทำความเข้าใจพระทัยของพระเจ้าได้? (มนุษย์ไม่มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า) นี่คือสาเหตุหลักประการหนึ่ง ผู้คนไม่ทำความเข้าใจพระทัยของพระเจ้า พวกเขาไม่รู้พระทัยของพระองค์ และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าพระองค์กำลังทรงพระดำริสิ่งใด พระองค์ทรงรักอะไร พระองค์ทรงเกลียดอะไร เหตุใดพระองค์จึงทรงโศกเศร้า หรือเหตุใดพระองค์จึงทรงเศร้าสลด เจ้าไม่สามารถซาบซึ้งกับสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่ได้รับความจริงหรือชีวิตจากภายในพระวจนะของพระเจ้า และหัวใจของเจ้ายังคงห่างไกลจากพระเจ้า เมื่อหัวใจของคนเราห่างไกลจากพระเจ้า นั่นหมายความว่าอย่างไร? ประการแรก นั่นหมายความว่าผู้คนไม่มีที่ทางสำหรับพระเจ้าในหัวใจของตน พวกเขายังคงต้องการเป็นเจ้านายของตนเอง การดำเนินชีวิตไปเช่นนี้นำไปสู่การต้านทานและกบฏต่อพระเจ้าทุกสถานที่และทุกเวลา พวกเขาถึงกับละทิ้งพระเจ้า และไปจากพระองค์ บางคนเผชิญกับความวิบัติและภัยพิบัติและเข้าใจพระเจ้าผิด และพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระองค์ พวกเขากล่าวสิ่งทั้งหลายที่ตัดสินและไม่ยอมรับพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้กำลังต้านทานและทรยศพระเจ้าแล้ว นี่คือความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ สำหรับพระเจ้า หากผู้คนใช้ชีวิตในสภาวะเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี? (ไม่ดี) เหตุใดการนี้จึงไม่ดี? (นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการ และไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงหวังว่าจะเห็น) นี่คือแง่มุมหนึ่ง และพระเจ้าไม่ทรงหวังว่าจะเห็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นเช่นนี้ ดังนั้นพระเจ้าจะทรงรู้สึกอย่างไรในพระทัยของพระองค์? (เสียพระทัยและทรงเจ็บปวด) ประการแรกคือ พระองค์จะทรงเจ็บปวด หากเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังกับใครบางคน และเจ้าหวังว่าพวกเขาจะตีแผ่หัวใจของตนกับเจ้า แต่พวกเขากลับห่างเหินจากเจ้าและเข้าใจเจ้าผิด คอยหลบซ่อนและหลีกเลี่ยงเจ้าอยู่เสมอ เจ้าจะคิดอย่างไร? ต่อให้พวกเขาเปิดหัวใจของตนกับเจ้าและพูดคุยกับเจ้า และสิ่งที่พวกเขากล่าวก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการจะได้ยิน เจ้าจะคิดอย่างไร? เจ้าจะรู้สึกโดดเดี่ยวมิใช่หรือ? (ใช่) ตอนแรกเจ้าจะรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ราวกับว่าเจ้าไม่มีคนที่เจ้ารัก ไม่มีที่ปรึกษา ไม่มีใครที่จะพูดด้วยจากหัวใจ ไม่มีใครให้เชื่อถือหรือพึ่งพา หัวใจของเจ้าจะโดดเดี่ยว ในเวลาเดียวกันกับที่เจ้ารู้สึกโดดเดี่ยว เจ้าจะคิดอย่างไร? เจ้าจะรู้สึกเช่นไร? หัวใจของเจ้าจะไม่เจ็บปวดหรอกหรือ? (เจ็บปวด) หัวใจของเจ้าจะเจ็บปวด การแก้ไขความเจ็บปวดนี้ง่ายหรือไม่? สิ่งจำพวกใดสามารถบรรเทาความเจ็บปวดนี้ได้? เจ้าจะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้อย่างไร? การล้มเลิกความอยากนี้และแสร้งทำเป็นว่าเจ้าไม่อาจเห็นข้อเท็จจริงนี้ได้สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) แล้วในท้ายที่สุดเจ้าจะต้องทำอย่างไร? ทางเลือกสุดท้ายควรเป็นเช่นไร? สถานการณ์เช่นนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? พระเจ้าทรงทำได้สองสิ่ง มนุษย์อาจมีวิธีการอื่นๆ แต่ทางเลือกของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามย่อมแตกต่างจากแนวทางการกระทำของพระเจ้าอย่างแน่นอน ทางเลือกของมนุษย์จะเป็นเช่นนี้ “หากคุณไม่กระทำตามเจตจำนงของฉัน ฉันจะไม่ใส่ใจคุณเลย หากคนนี้จะไม่ทำ ฉันก็จะเลือกคนนั้น หากคนแรกไม่ดี ฉันก็จะเลือกคนที่สอง” พระเจ้าจะทรงกระทำในหนทางนี้หรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน พระเจ้าไม่ทรงล้มเลิกสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงต้องการทำ แล้วพระเจ้าจะทรงทำอย่างไร? นี่เป็นเรื่องที่ประกอบไปด้วยแก่นแท้ของความไม่เห็นแก่พระองค์เองของพระเจ้า สิ่งหนึ่งก็คือ พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทั้งหลายของมนุษย์อย่างเสรีต่อไป รวมถึงสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและวิญญาณของพวกเขา ตลอดจนสิ่งจำเป็นที่เป็นสภาพการณ์และสิ่งจำเป็นอื่นๆ นานัปการ นอกจากนั้น พระเจ้าจะทรงทำสิ่งที่สอง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำมาตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา พวกเจ้าสามารถคิดออกได้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร? (การรอคอย) มีสิ่งใดอีก? (พระเจ้าจะทรงรอคอยต่อไป และทรงนำพวกเขาต่อไป) ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะมีความเข้าใจอยู่บ้าง ในกรอบความคิดนี้ นั่นถูกต้องแล้ว พระองค์จะทรงรอคอย พระเจ้าจะไม่ทรงเลือกวิธีการรองลงมา ไม่ว่าจะเป็นการหลบหนี การล้มเลิก หรือการบรรเทาความโศกเศร้าของพระองค์ ในเวลาเดียวกันกับที่พระองค์ประทานการจัดเตรียมชีวิตให้มวลมนุษย์อย่างเสรี พระองค์ก็ทรงรอคอยอย่างเสรีเช่นกัน นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำ พระองค์ทรงทำได้ดีเพียงใด? หากใช้คำพูดของมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงพิเศษจริงๆ หรือ? (พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำได้และทุกสิ่งที่พระองค์พึงทรงทำ) พระเจ้าทรงทำทั้งหมดนี้อย่างเสรี เพื่อให้ผู้คนสามารถได้รับชีวิตนิรันดร์ พระองค์ไม่ทรงมีข้อพึงประสงค์อื่นใด อย่างน้อยที่สุด อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ไม่ทรงมีข้อพึงประสงค์ที่ไม่สมเหตุสมผลสำหรับมนุษย์ ในเวลาเดียวกันกับที่พระเจ้าประทานทั้งหมดนี้ให้มนุษย์ พระองค์ก็ประทานสิ่งที่ล้ำค่าและมีค่าที่สุดของพระองค์ให้มนุษย์ทีละเล็กละน้อยอย่างเสรี ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงเห็นคุณค่าและหวงแหนเป็นที่สุด ในขณะที่มนุษย์ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างนี้ พวกเขาก็ได้รับความสุข สันติสุข รากฐานสำหรับการอยู่รอดและการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ และประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในเวลาเดียวกันนี้ ในบรรดาผู้คนเหล่านี้มีใครคิดถึงพระเจ้าบ้างหรือไม่? พวกเขาเคยคิดถึงสิ่งที่พระองค์กำลังทรงทำและทรงพระดำริบ้างหรือไม่? พวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยใช่หรือไม่? ขณะที่ผู้คนได้รับทั้งหมดนี้ ในบรรดาพวกเขามีใครถามตนเองบ้างหรือไม่ว่า “พวกเราได้ถวายสิ่งใดให้พระเจ้าเพื่อตอบแทนสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้พวกเราแล้ว? พระเจ้าทรงได้รับอะไรจากพวกเรา? เมื่อพวกเราได้รับความชื่นบานยินดีและความสุข พระเจ้าทรงมีความสุขหรือไม่?” ผู้คนอาจไม่ได้ถามหรือคิดถึงเรื่องนี้กัน เมื่อผู้คนสามัคคีธรรมกับคนอื่นถึงพระวจนะของพระเจ้า และอิ่มเอิบไปด้วยความสุขและความรื่นเริง ในบรรดาพวกเขามีใครเคยคิดถึงพระเจ้าบ้างหรือไม่? พวกเขาไม่คิด พวกเขาไม่เคยคิด และพวกเขาไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร ไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจของพวกเขา ในเวลาเดียวกันกับที่ผู้คนได้รับทั้งหมดนี้จากพระเจ้า พวกเขาคิดว่า “ฉันโชคดีเหลือเกิน! การได้รับทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก ฉันได้รับพรอย่างยิ่ง! ไม่มีใครได้รับพรเท่าฉันเลย เรื่องนี้ต้องขอบคุณพระเจ้าจริงๆ!” ผู้คนเพียงกล่าวคำขอบคุณหนึ่งคำ พวกเขาแค่มีอารมณ์แห่งความรู้คุณประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะจริงใจเพียงใด หรือว่าหัวใจของพวกเขาจะมีความกระตือรือร้นเพียงใด หรือว่าพวกเขาคิดว่าตนจะสามารถแบกรับภาระได้ใหญ่หลวงเพียงใด และไม่ว่าพวกเขาจะคิดว่าตนเข้าใจความจริงมากเพียงใดแล้ว หรือว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งใดเพื่อพระเจ้าได้ แม้กระทั่งในยามที่พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างมนุษย์ พระองค์ก็ยังทรงโดดเดี่ยว! เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพระองค์ทรงโดดเดี่ยว? เพราะว่าตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานอะไรให้มนุษย์ พระองค์จะทรงทำสิ่งใดกับพวกเขา พระองค์จะทรงปรากฏให้พวกเขาเห็นในรูปแบบใด หรือว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจในตัวพวกเขาในลักษณะใด พระเจ้าก็ทรงถูกพวกเขาทิ้งให้อ้างว้าง เรื่องเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) แล้ว ณ จุดใดสถานการณ์นี้จึงจะเปลี่ยนไป เพื่อให้พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องรอคอยอีกต่อไป และไม่ทรงรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป? เพื่อการเปลี่ยนแปลงภาวะและสภาวะนี้ ผู้คนจำเป็นต้องทำสิ่งใดและวุฒิภาวะของพวกเขาจำเป็นต้องอยู่ในระดับใด? การนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งใด? (การนี้ขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของผู้คน) ที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็ยังคงขึ้นอยู่กับมนุษย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ดังที่เรากล่าวไปแล้วว่า เมื่อมนุษย์สามารถพูดจากหัวใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ และเมื่อหัวใจของพวกเขาไม่เหินห่าง เมื่อพวกเขาสามารถสนทนากับพระเจ้าและทำความเข้าใจพระทัยของพระองค์ได้ เมื่อพวกเขารู้ว่าพระองค์กำลังทรงพระดำริอะไรและพระองค์ทรงต้องการทำสิ่งใด พระองค์ทรงชอบอะไรและทรงเกลียดอะไร เหตุใดพระองค์จึงทรงโศกเศร้าและเหตุใดพระองค์จึงทรงยินดี เมื่อนั้นพระเจ้าจะไม่ทรงโดดเดี่ยว หากผู้คนสามารถทำการนี้ได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะถูกพระเจ้าทรงรับไว้อย่างแท้จริง นี่คือสัมพันธภาพที่แท้จริงซึ่งพระเจ้าทรงต้องการเห็นระหว่างพระองค์เองกับมนุษย์ เจ้าเข้าใจหรือไม่? (เข้าใจนิดหน่อย) พระทัยของพระเจ้านั้นเข้าใจง่ายหรือไม่? เมื่อเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างจริงจัง และคำนึงถึงและมีประสบการณ์กับพระวจนะแต่ละคำและความจริงแต่ละประการที่พระองค์ทรงแสดงไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะทำความเข้าใจและเข้าสู่พระทัยของพระเจ้าทีละเล็กละน้อย ในเวลาเดียวกันกับที่เจ้าทำความเข้าใจพระทัยของพระเจ้า เจ้าจะรู้วิธีสนองพระทัยของพระองค์ หากใครบางคนไม่สามารถทำความเข้าใจพระทัยของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะสามารถทำให้พระองค์พอพระทัยได้อย่างไร? นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ เงื่อนไขเบื้องต้นในการทำให้พระเจ้าพอพระทัยคืออะไร? (การทำความเข้าใจ) ความเข้าใจและการทำความเข้าใจมาก่อน จากนั้นเจ้าจึงสามารถพูดถึงความพอพระทัยได้ เรื่องนี้ยากลำบากสำหรับพวกเจ้าหรือไม่? (ด้วยการทุ่มเทพยายามและการคำนึงถึงอย่างขยันหมั่นเพียร การนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบาก) ที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ยากลำบาก ผู้คนสามารถได้ยินพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและเห็นพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำได้ พวกเขาจึงยอมรับพระวจนะเหล่านี้ในหัวใจของตน และไม่มีใครไม่ยอมรับพระวจนะเหล่านี้ การนี้ขึ้นอยู่กับหัวใจของผู้คน ตราบเท่าที่พวกเขามีหัวใจสำหรับเรื่องนี้ การสัมฤทธิ์ก็เป็นเรื่องง่าย หากเจ้าไร้ซึ่งหัวใจ เช่นนั้นแล้วย่อมเป็นความเดือดร้อน ไม่สำคัญว่าเจ้าจะได้รับการบอกกล่าวพระวจนะมามากเพียงใด—พระวจนะเหล่านั้นล้วนสูญเปล่า
เราเพิ่งสามัคคีธรรมเรื่องที่ว่ามนุษย์คือผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากแผนการบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้า นั่นคือข้อเท็จจริงมิใช่หรือ? พวกเจ้ามองเห็นข้อเท็จจริงนี้แล้วหรือยัง? (พวกเรามองเห็นแล้ว) บางคนได้ยินและเข้าใจแล้ว และตอนนี้กำลังไตร่ตรองว่า “ดังนั้นฉันก็สามารถได้รับประโยชน์จริงๆ นี่ไม่ได้เป็นนิทานสำหรับเด็กเท่านั้น ฉันสามารถได้รับชีวิตนิรันดร์จริงๆ!” เจ้าสามารถได้รับชีวิตนิรันดร์ได้อย่างไร? (การปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า) พวกเจ้าคิดว่าใครจำเป็นต้องมีความจริงเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงแสดงไว้มากที่สุด? พระเจ้าทรงจำเป็นต้องมีความจริงเหล่านี้หรือไม่? (พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องมี มนุษย์จำเป็นต้องมีความจริงเหล่านี้) มนุษย์นั่นเองที่จำเป็นต้องมีความจริงเหล่านี้มากที่สุด พระเจ้าไม่ทรงจำเป็นต้องมีความจริงเหล่านี้ พระเจ้าประทานสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีมากที่สุดให้พวกเขาแล้ว พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับพรมากที่สุดมิใช่หรือ? (พวกเขาได้รับพรมากที่สุด) ตอนนี้หากเจ้าต้องเลือกระหว่างโลกทั้งใบกับชีวิตนิรันดร์ เจ้าจะเลือกอย่างไหน? คนเขลาบางคนจะกล่าวว่า “ฉันไม่ต้องการชีวิตนิรันดร์ เนื่องจากฉันไม่สามารถมองเห็นหรือรู้สึกถึงชีวิตนิรันดร์ได้ การไล่ตามเสาะหาชีวิตนิรันดร์ดูเหน็ดเหนื่อยมาก ฉันต้องการเงินทอง คฤหาสน์ และรถยนต์คันหรู—สิ่งเหล่านั้นคือประโยชน์ที่จับต้องได้!” ผู้คนเช่นนี้มีอยู่จริงหรือไม่? เจ้าไม่อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่มีอยู่จริง มีคนโง่ทุกประเภทอยู่ข้างนอกนั่น ไม่ว่าเราพูดอย่างไร พวกเขาก็ไม่เข้าใจ ดังนั้นจงปล่อยพวกเขาไปเถิด พวกเขาไม่มีพรนี้ พวกเขาได้เลือกทางของตนเองแล้ว ในท้ายที่สุดเจ้าจะได้รับสิ่งที่ตนเลือก เจ้าต้องรับผิดชอบการเลือกของตนเอง เจ้าต้องจ่ายราคาสำหรับการเลือกของตนเอง ชีวิตหรือความตายนั้นขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เจ้าเลือกแล้ว หากเจ้าต้องการต้านทานพระเจ้าจนถึงปลายทาง เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมอยู่บนถนนสู่ความตาย หากเจ้ากล่าวว่า “ฉันจะใช้ชีวิตโดยการเดินตามเส้นทางที่พระเจ้าทรงชี้ให้ฉันเห็น” เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ตลอดไป—เรื่องนี้จะเป็นจริง พระวจนะของพระเจ้าจะถูกทำให้ลุล่วงทุกประการและกลายเป็นจริง ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ บางคนกล่าวว่า “เพราะเหตุใดฉันจึงไม่รู้เรื่องนี้?” หากเจ้าไม่รู้และเราบอกเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่รู้เรื่องนี้หรอกหรือ? คนอื่นๆ กล่าวว่า “ต่อให้ฉันได้ยินเรื่องนี้แล้ว ฉันก็ไม่เคยเห็นด้วยตาของฉันเอง ดังนั้นฉันก็ยังคงคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง” เช่นนั้นก็ทำสิ่งใดไม่ได้แล้ว หากใครบางคนไม่มีความเชื่อ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะไม่เชื่อต่อให้พวกเขามองเห็นด้วยตาตนเองก็ตาม บรรดาผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมไม่รู้ต่อให้พวกเขามองเห็น และพวกเขาก็ไม่เข้าใจ ต่อให้พวกเขาได้ยินก็ตาม เฉพาะบรรดาผู้ที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและเข้าใจความจริงเท่านั้นจึงจะสามารถมองเห็นพระวจนะของพระเจ้าถูกทำให้สำเร็จและลุล่วงในแต่ละวัน หากเจ้าเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าทำให้ทุกสิ่งสำเร็จลุล่วง พระเจ้าเป็นผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระวจนะของพระองค์จะถูกทำให้ลุล่วงทุกประการ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ามองเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกทำให้สำเร็จและลุล่วงในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะมีความเชื่อในพระองค์ มั่นใจได้ว่าสัญญาและพรที่พระเจ้าทรงมีให้เจ้าจะเหนือกว่าสิ่งทั้งปวงที่เจ้าสามารถขอหรือจินตนาการได้อย่างแน่นอน!
11 ธันวาคม ค.ศ. 2016
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ