การรู้จักอุปนิสัยของคนเราคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยนั้น (ตอนที่สอง)
คนบางคนติดต่อกับเรามานานและคุ้นเคยกับเรามากกว่า และแม้ว่าพวกเขาไม่ปฏิบัติต่อเราเสมือนเป็นคู่หู หรือใครบางคนที่มีฐานะเสมอกัน พวกเขาก็ไม่รู้สึกอึดอัดใจเลย และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็กลายเป็นใจกล้ามากขึ้นทุกที และเขตแดนในหัวใจพวกเขาก็ลดหายไปอย่างต่อเนื่อง พวกเขาคิดเสมอว่าพวกเขาจับใจความในทุกสิ่งและบ่อยครั้งที่พวกเขาบอกเราในสิ่งที่พวกเขาเข้าใจ โดยคิดว่านอกจากพวกเขาแล้วไม่มีใครเข้าใจสิ่งใดเลย นี่เป็นอุปนิสัยอะไรหรือ? (ความโอหัง) นี่คือความโอหัง สิ่งภายนอกเหล่านั้น ตวัดตาแวบเดียวก็เข้าใจได้ และถึงอย่างนั้นผู้คนเหล่านี้ก็ยังคิดว่าตัวเองฉลาดแยบยลมาก ซึ่งน่าสะอิดสะเอียน หากอุปนิสัยโอหังของบุคคลหนึ่งไปถึงจุดที่พวกเขาสูญสิ้นเหตุผลทั้งมวล นั่นสามารถนำทางพวกเขาไปสู่การทำความชั่ว และจากนั้นอุปนิสัยโอหังของพวกเขาก็จะกลายเป็นอุปนิสัยอันชั่วร้าย หากใครบางคนฉลาดหลักแหลม หากวาจาและการกระทำของพวกเขาเต็มไปด้วยกลอุบายเสมอ หากพวกเขามีบุคลิกลักษณะที่น่ากริ่งเกรงและยามที่เจ้าอยู่กับพวกเขา พวกเขาต้องการอยู่เสมอที่จะควบคุมและกำกับการเจ้า เจ้ารู้สึกว่าบุคคลนี้ชั่วร้ายหรือใจดีมีเมตตา? (ชั่วร้าย) เจ้าเกรงกลัวพวกเขาและคิดว่า “บุคคลนี้ต้องการควบคุมฉันเสมอ ฉันจำเป็นต้องไปให้พ้นพวกเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ ถ้าฉันไม่ทำอย่างที่พวกเขาพูด พวกเขาก็จะคิดหาหนทางที่จะแก้แค้นฉัน และใครเล่าที่รู้ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการใดลงโทษฉัน” เจ้าสามารถสัมผัสได้ว่าอุปนิสัยของพวกเขาชั่วร้าย ใช่หรือไม่? (ใช่) เจ้าสัมผัสถึงสิ่งนี้ได้อย่างไร? (พวกเขาให้ผู้คนทำสิ่งทั้งหลายไปตามแนวคิดและข้อเรียกร้องของตัวเองเสมอ) พวกเขาผิดหรือที่เรียกร้องให้ผู้อื่นทำสิ่งทั้งหลายในหนทางเฉพาะ? จำเป็นต้องผิดหรือหากผู้คนอื่นสร้างข้อเรียกร้องกับเจ้า? ตรรกะนี้ถูกต้องหรือ? นี่สอดคล้องกับความจริงหรือ? (ไม่สอดคล้อง) วิธีการหรืออุปนิสัยของพวกเขาหรือที่ทำให้เจ้ารู้สึกไม่ชูใจ? (อุปนิสัยของพวกเขา) นั่นถูกต้อง อุปนิสัยของพวกเขาทำให้เจ้ารู้สึกไม่ชูใจ นั่นทำให้เจ้ารู้สึกว่าอุปนิสัยนี้มาจากซาตาน ว่าอุปนิสัยนี้ไม่สอดคล้องกับความจริง และว่าอุปนิสัยนี้รบกวน ควบคุมและผูกมัดเจ้า อุปนิสัยนี้ไม่เพียงทำให้เจ้ารู้สึกไม่ชูใจ แต่ยังทำให้เจ้ารู้สึกกลัว และทำให้เจ้าคิดว่าหากเจ้าไม่ทำสิ่งที่พวกเขาพูด มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจลงโทษเจ้าได้ อุปนิสัยของบุคคลประเภทนี้ช่างชั่วร้ายนัก! พวกเขาไม่ใช่แค่พูดบางสิ่งโดยไม่คิด—พวกเขาต้องการควบคุมเจ้า พวกเขาสร้างข้อเรียกร้องแข็งกร้าวเช่นนั้นให้เจ้าทำสิ่งต่างๆ และเรียกร้องให้เจ้าทำสิ่งเหล่านั้นในหนทางเฉพาะ และการนี้เต็มไปด้วยอุปนิสัยเฉพาะบางชนิดอยู่ พวกเขาไม่เพียงเรียกร้องให้เจ้าทำบางสิ่ง พวกเขาต้องการควบคุมเจ้า หากพวกเขาควบคุมเจ้า เจ้าจะกลายเป็นหุ่นเชิดของพวกเขา ตุ๊กตาตัวหนึ่งในมือของพวกเขา หากเจ้าฟังพวกเขาอย่างครบถ้วนในสิ่งใดก็ตามที่เจ้าพูด สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำ และวิธีที่เจ้าทำสิ่งนั้น เช่นนั้นพวกเขาก็จะมีความสุข เมื่อเจ้าสัมผัสได้ถึงอุปนิสัยนี้ เจ้ารู้สึกอะไรในหัวใจของเจ้า? (ข้าพระองค์รู้สึกกลัว) และเมื่อเจ้ารู้สึกกลัว เจ้าให้คำจำกัดความอุปนิสัยนี้ของพวกเขาว่าอะไร? เป็นการมีความรับผิดชอบ เป็นการใจดีมีเมตตา หรือเป็นการชั่วร้าย? เจ้ารู้สึกว่านั่นชั่วร้าย เมื่อเจ้าล่วงรู้ว่าอุปนิสัยของใครบางคนนั้นชั่วร้าย เจ้ารู้สึกยินดี หรือเจ้ารู้สึกถึงความชัง ความรังเกียจ และความเกรงกลัว? (ความชัง ความรังเกียจและความเกรงกลัว) ความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านี้เกิดขึ้นในตัวเจ้า เมื่อเจ้ารู้สึกถึงความชัง ความรังเกียจ และความเกรงกลัว เจ้ารู้สึกมีเสรีภาพและเป็นอิสระ หรือเจ้ารู้สึกถูกพันธนาการ? (ถูกพันธนาการ) อารมณ์ความรู้สึกและความรู้สึกนึกคิดประเภทเหล่านี้มาจากไหน? อารมณ์ความรู้สึกและความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้มาจากซาตาน และความรู้สึกอะไรที่ผู้คนชื่นชมจากสิ่งทั้งหลายที่มาจากพระเจ้า? (ความมีเสรีภาพและอิสรภาพ) หัวใจของเจ้ามีเสรีภาพและเป็นอิสระ ต่อให้เจ้าถูกตัดแต่ง ถูกตำหนิ ถูกบ่มวินัย หรือพิพากษาและตีสอน อารมณ์ความรู้สึกและความรู้สึกนึกคิดนั้นเป็นเหมือนอะไร? (มีสำนึกของการเป็นหนี้และการสำนึกผิดในหัวใจของข้าพระองค์ และความรู้สึกที่ว่า ข้าพระองค์ได้ทำบางสิ่งผิดไป แล้วจากนั้นข้าพระองค์ก็สามารถที่จะกลับใจอย่างแท้จริงและมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ถึงแม้ข้าพระองค์รู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้างในหัวใจของข้าพระองค์ แต่จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็ชื่นชมในความรักของพระเจ้า รวมทั้งสันติสุขและความชื่นบาน) ผลลัพธ์ที่ได้บรรลุนั้นเป็นบวก และที่คือการทรงทำของพระเจ้า อะไรคือผลสืบเนื่องของการกระทำของซาตาน? (มันวางผู้คนไว้ในพันธนาการ และพวกเขาก็ไม่สามารถพบการปลดปล่อย พวกเขาทนทุกข์อยู่ในหัวใจและไม่รู้ว่าจะทำให้ตัวเองเป็นอิสระได้อย่างไร) มันจำกัดควบคุมผู้คน มันชโลมผู้คนจนชุ่มโชกไปด้วยความเกรงกลัวที่ประหลาดบอกไม่ถูก มันผูกมัดและจำกัดบังคับหัวใจของพวกเขา ทันทีที่พวกเขาพยายามลงมือกระทำ มันก็มัดมือและเท้าของพวกเขา และมันก็ทำให้พวกเขาตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ นั่นคือการทำของซาตาน และการนี้มาจากซาตาน อุปนิสัยใดหรือที่ถูกเปิดเผยเมื่อซาตานกับพวกศัตรูของพระคริสต์กระทำในหนทางนี้? นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วร้าย
ผู้คนซึ่งมีอุปนิสัยที่ชั่วร้ายต้องการควบคุมผู้อื่นเสมอ การควบคุมผู้อื่นหมายถึงอะไร? ใช่แค่การห้ามเจ้าไม่ให้พูดคำบางคำหรือไม่? ใช่แค่การห้ามเจ้าไม่ให้คิดในบางหนทางหรือไม่? ไม่ใช่อย่างแน่นอน—นี่ไม่ใช่ปัญหาของคำพูดหรือความคิด นี่ก็คือการที่อุปนิสัยของพวกเขานั้นชั่วร้าย บนพื้นฐานของคำว่า “ชั่วร้าย” นั้น สิ่งใดหรือที่บุคคลหนึ่งอาจจะทำยามที่พวกเขาเผยอุปนิสัยนี้ออกมา? ก่อนอื่นเลย พวกเขาจะต้องการบงการผู้คน การบงการผู้คนหมายถึงอะไร? นั่นหมายถึงการที่พวกเขาจะต้องการสอดแทรก แทรกแซง และจัดการเตรียมการสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นในคริสตจักร พวกเขาจะตั้งกฎเกณฑ์สำหรับเจ้า และจากนั้นเจ้าก็ต้องรักษากฎเกณฑ์เหล่านั้น หากเจ้าไม่ทำ พวกเขาก็จะโกรธ พวกเขาต้องการบงการเจ้า กล่าวคือ หากพวกเขาบอกเจ้าให้ไปทางตะวันออก เจ้าก็จำต้องไปทางตะวันออก และหากพวกเขาบอกให้เจ้าไปทางตะวันตก เจ้าก็จำต้องไปทางตะวันตก พวกเขามีความอยากนี้ แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะกระทำในหนทางนี้—นี่คือที่เรียกว่าการบงการ ผู้คนเหล่านี้ต้องการกำกับการโชคชะตาของบุคคลหนึ่ง กำกับการและควบคุมชีวิต จิตใจ พฤติกรรม และการเลือกชอบของบุคคลหนึ่ง เพื่อให้จิตใจ แนวคิด การเลือกชอบ และความปรารถนาของบุคคลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาพูดและสิ่งที่พวกเขาต้องการ มากกว่าที่จะสอดคล้องกับสิ่งพระเจ้าตรัส—นี่คือที่เรียกว่าการบงการ พวกเขาต้องการจัดการเตรียมการสำหรับผู้คนให้ทำนี่ทำนั่นไปตามเจตจำนงของพวกเขาเองเสมอ พวกเขาไม่กระทำไปบนพื้นฐานของหลักธรรม แต่บนพื้นฐานของเจตนารมณ์และการเลือกชอบของตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่สนใจว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร พวกเขาบังคับออกคำสั่งกับเจ้า และเจ้าก็จำต้องทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาบอกให้เจ้าทำ หากเจ้าไม่กระทำไปตามเจตจำนงของพวกเขา พวกเขาจะลงมือจัดการเจ้า และทำให้เจ้ารู้สึกว่าเจ้าไม่มีทางเลือกจริงๆ และไม่สามารถทำอะไรได้ เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าเจ้ากำลังถูกหลอกให้หลงกลและควบคุม แต่เจ้าก็ยังคงไม่รู้วิธีที่จะหยั่งรู้การนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่ากล้าที่จะขัดขืน การกระทำของพวกเขาไม่ใช่พฤติกรรมของซาตานหรอกหรือ? (ใช่) นี่คือพฤติกรรมของซาตาน ซาตานหลอกผู้คนเช่นนี้และควบคุมผู้คนเช่นนี้ ดังนั้นอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอย่างหนึ่งสำแดงตนอยู่ในผู้คนในขณะที่พยายามควบคุมและบงการผู้อื่น ไม่สำคัญว่าพวกเขาสามารถสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของการควบคุมและการบงการนี้หรือไม่ ผู้คนล้วนมีอุปนิสัยประเภทนี้ นี่คืออุปนิสัยอะไรหรือ? (ความชั่วร้าย) นี่เป็นความชั่วร้าย เหตุใดนี่จึงเรียกว่าความชั่วร้าย? อะไรคือการเปิดเผยที่ชัดเจนของอุปนิสัยนี้? อุปนิสัยนี้นำมาซึ่งสำนึกของการบังคับขู่เข็ญอยู่หรือไม่? (ใช่) อุปนิสัยนี้นำมาซึ่งสำนึกของการบังคับขู่เข็ญ ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าเจ้าฟังหรือไม่ ไม่ว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร ไม่ว่าเจ้าชื่นชมหรือเข้าใจมันหรือไม่ พวกเขาก็บังคับเรียกร้องให้เจ้าฟังพวกเขา ทำสิ่งที่พวกเขาบอก โดยไม่มีการหารือ ไม่มีการให้โอกาสเจ้าที่จะพูด และไม่มีการให้อิสรภาพใดแก่เจ้า—นี่มีความหมายที่ระดับนี้มิใช่หรือ? (ใช่) นี่เรียกว่า “ความเกรี้ยวกราด” ซึ่งเป็นแง่มุมหนึ่งของความชั่วร้าย[ก] อีกแง่มุมของความชั่วร้ายก็คือ “ความชั่ว”[ข] “ความชั่ว” อ้างอิงถึงอะไร? นั่นอ้างอิงถึงผู้คนที่ใช้วิธีการปราบปรามและการฝังคำสอนแบบบังคับขู่เข็ญเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ของการควบคุมเจ้าและทำให้เจ้าใส่ใจในการบงการของพวกเขา และผลที่ได้คือทำให้พวกเขาพึงพอใจ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ความชั่ว” ในการกระทำทั้งหลายของมัน ซาตานต้องการห้ามเจ้าไม่ให้มีเจตจำนงเสรี ไม่ให้มีการเรียนรู้ที่จะไตร่ตรองและหยั่งรู้ อีกทั้งไม่ให้มีการเข้าใจความจริง เพื่อให้ชีวิตเจ้าสามารถเป็นผู้ใหญ่ ซาตานไม่ปล่อยให้เจ้าทำสิ่งเหล่านั้น และมันต้องการควบคุมเจ้า ซาตานไม่ปล่อยให้เจ้าแสวงหาความจริงและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และมันไม่พาเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แต่มันกลับพาเจ้ามาอยู่ต่อหน้ามันแทน และทำให้เจ้าฟังมัน ราวกับว่ามันคือความจริงและสิ่งใดก็ตามที่มันพูดนั้นถูกต้อง อีกทั้งราวกับว่ามันคือศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นเจ้าจึงจำต้องฟังมันและไม่พยายามวิเคราะห์ว่าคำพูดของมันนั้นถูกหรือผิด อุปนิสัยแห่งการบงการและการควบคุมพฤติกรรมและจิตใจผู้คนอย่างรุนแรงและบังคับขู่เข็ญนั้นเรียกว่าความชั่วร้าย เจ้าเห็นการสำแดงเหล่านี้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวันของพวกเจ้าไม่ใช่หรือ? (ใช่) เมื่อพวกเจ้ามาติดต่อกับพวกเขา เจ้าตระหนักหรือไม่ว่า การสำแดงเหล่านี้เป็นการเปิดเผยของอุปนิสัยชั่วร้าย? (ข้าพระองค์ไม่ได้ตระหนักถึงการนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ข้าพระองค์เข้าใจ) หากผู้คนอื่นทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวกับพวกเจ้าและเปิดเผยอุปนิสัยเช่นนั้นออกมา พวกเจ้าสามารถสำนึกรู้และหยั่งรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยนี้ได้ แต่หากตัวพวกเจ้าเองทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นและเผยอุปนิสัยเช่นนั้นออกมา พวกเจ้าจะตระหนักว่านี่คือปัญหาหนึ่งหรือไม่? เจ้าจะตระหนักหรือไม่ว่า “อุปนิสัยประเภทนี้ช่างชั่วร้ายนัก! การกระทำในหนทางนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก! การมีความอยากและความมักใหญ่ใฝ่สูงที่จะครอบงำผู้คน ที่จะบังคับควบคุมผู้คนเสมอนั้นผิด นี่เป็นของซาตาน เป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ฉันกระทำแบบนี้ไม่ได้ ฉันจำต้องแสวงหาหนทางซึ่งคล้องจองกับความจริงเพื่อปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน”? เจ้าจะมาถึงความตระหนักนี้หรือไม่? (ไม่) หากเจ้าไม่มีความสามารถที่จะตระหนักถึงการนี้ และเจ้าเปิดเผยอุปนิสัยนี้ออกมาบ่อยครั้ง ผลที่ตามมาจะเป็นอะไรเล่า? พวกเจ้ารู้หรือไม่? (พี่น้องชายหญิงจะไม่เต็มใจที่จะใช้เวลากับข้าพระองค์ และพวกเขาจะปฏิเสธข้าพระองค์) นั่นเป็นหนึ่งในผลที่ตามมา บุคคลเช่นนี้ไม่สามารถไปกันได้กับผู้อื่นอย่างกลมเกลียว และผู้คนก็จะมีความรังเกียจอันใหญ่หลวงต่อพวกเขา พวกเขาเป็นเหมือนภัยพิบัติ ทันทีที่พวกเขามาถึง ทุกคนก็จำต้องผละไป และเหตุใดเล่าจึงเป็นเช่นนี้? ไม่มีใครต้องการถูกพวกเขาควบคุม ผู้คนเชื่อในพระเจ้าและเต็มใจที่จะติดตามพระเจ้า อีกทั้งพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะติดตามซาตาน และถึงอย่างนั้น บุคคลประเภทนี้ก็ต้องการควบคุมผู้อื่นเสมอ แล้วผู้คนจะไม่ปฏิเสธพวกเขาได้อย่างไร? ก่อนอื่นเลย พวกเขาจะถูกพี่น้องชายหญิงปฏิเสธและทำให้ผู้คนชิงชังพวกเขาบ่อยครั้ง หากพวกเขาไม่สามารถกลับใจ บุคคลเช่นนั้นอาจไม่สามารถทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงอย่างถูกควรหรือทำเป็นระยะเวลานานด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาไม่สามารถทำงานกับผู้อื่นได้อย่างกลมเกลียว ดังนั้นพวกเขาจะจำเป็นต้องถูกกำจัดออก นอกจากนี้ ผลที่ตามมาอื่นๆ คืออะไร? (ชีวิตของคริสตจักรจะถูกรบกวน) นี่คือผลที่ตามมาอีกประการ บุคคลนั้นจะกลายเป็นแกะดำท่ามกลางพี่น้องชายหญิง และพวกเขาจะรบกวนชีวิตของคริสตจักร โดยส่วนตัวแล้ว พวกเขาจะสูญเสียสิ่งใดเพราะการนี้? (พวกเขาจะไม่สามารถเติบโตในชีวิต) พวกเขาจะไม่สามารถเติบโตในชีวิตโดยสิ้นเชิง ดังนั้นผลลัพธ์ในท้ายที่สุดจะเป็นอะไร? พวกเขาจะถูกลงโทษและกำจัดออกอย่างแน่นอน ใครบางคนที่ถูกพี่น้องชายหญิงปฏิเสธเสมอ ผู้ซึ่งไม่เคยเติบโตในชีวิต และผู้ซึ่งต้องการที่จะควบคุมผู้คน ที่จะทำให้ผู้คนฟังพวกเขา ที่จะยึดที่ทางของพระเจ้าในหัวใจของผู้คนเสมอ และที่สุดแล้วก็ถูกแยกเดี่ยว รวมทั้งผู้ซึ่งยังคงไม่กลับใจและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พระเจ้าจะทรงรับมือกับบุคคลเช่นนั้นอย่างไรเล่า? จงบอกเราที พระเจ้าทรงช่วยมนุษย์หรืออมนุษย์ให้รอด? (มนุษย์) แล้วพระเจ้าทรงให้นิยามบุคคลเช่นนี้อย่างไรเล่า? (ว่าเป็นอมนุษย์) พระเจ้าทรงให้นิยามบุคคลเช่นนี้ว่าเป็นอมนุษย์ และพระเจ้าก็ไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด เช่นนั้น ถึงตอนนั้น จุดจบของพวกเขาไม่ถูกกำหนดหรอกหรือ? บุคคลเช่นนั้นไม่มีความหวัง ไม่มีคุณค่าในการดำรงชีวิต การถูกพระเจ้าทรงให้นิยามว่าเป็นอมนุษย์นั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก!
การไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตพึงต้องมีการตรวจสอบวาจา ความประพฤติ ความคิด และแนวคิดของคนคนหนึ่งในทุกเรื่องของชีวิตประจำวัน โดยการจับความเข้าใจสภาวะของคนคนนั้นเอง และจากนั้นก็ยกสภาวะนั้นมาเปรียบเทียบกับพระวจนะของพระเจ้า แสวงหาความจริง และดำเนินความจริงให้มากที่สุดเท่าที่คนคนนั้นเข้าใจ ในกระบวนการของการปฏิบัติและการรับประสบการณ์ คนเราจำเป็นต้องตรวจสอบสภาวะของตัวพวกเขาเองอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน โดยมองดูว่าสภาวะและสิ่งที่เป็นลบอื่นๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคขวางพวกเขาจากการปฏิบัติความจริงอันใดที่ยังคงอยู่ในหัวใจของพวกเขา และหลังจากขุดสิ่งเหล่านั้นออกไป พวกเขาก็จำเป็นต้องอธิษฐานและอ้อนวอนพระเจ้าให้ทรงแก้ไขสภาวะที่ผิดปกติเหล่านี้—ที่จะทำให้มั่นใจว่าพวกเขาสามารถนำความจริงที่พวกเขาเข้าใจมาสู่การปฏิบัติได้ การแก้ไขสภาวะที่เป็นลบ มโนคติอันหลงผิด และความคิดฝันทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์นั้น เป็นหนทางเดียวของการทำให้มั่นใจว่าคนเราสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ ไม่ว่าแง่มุมใดของความจริงกำลังถูกนำมาปฏิบัติ ย่อมจะมีความลำบากยากเย็นเฉพาะอย่างอยู่ และเมื่อสภาพแวดล้อมและบริบทเปลี่ยน ความลำบากยากเย็นใหม่ก็จะเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น สารพัดมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และเจตนารมณ์ที่ปลอมปนของผู้คนสามารถกันพวกเขาไม่ให้ปฏิบัติความจริง ดังนั้นพวกเขาต้องเปิดใจและสามัคคีธรรมกับบรรดาผู้ที่เข้าใจความจริงให้บ่อยครั้ง และแสวงหาเส้นทางสำหรับการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง อีกทั้งแสวงหาหลักธรรมความจริง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริงในหลากหลายบริบทและสภาพแวดล้อม และในเรื่องทุกประเภท การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยการแสวงหาและปฏิบัติการเข้าสู่ในหนทางนี้เท่านั้น หากผู้คนไม่ทบทวนตนเองให้บ่อย พวกเขาก็จะไม่สามารถจับความเข้าใจสภาวะของตนเองได้ และพวกเขาก็จะไม่รู้ว่าความลำบากยากเย็นอยู่ตรงไหนในการปฏิบัติความจริง และการขัดขวางการเข้าสู่ความจริงนั้นใหญ่หลวงเพียงใด ดังนั้นพวกเขาจึงจะไม่สามารถแน่ใจได้ว่าพวกเขาสามารถนำความจริงมาปฏิบัติได้ บรรดาผู้ที่รู้จักตัวเองและมีการจับความเข้าใจสภาวะของตนเองเท่านั้นที่สามารถพึ่งพาพระเจ้าและหวังพึ่งความช่วยเหลือจากพระองค์ อีกทั้งนำความจริงมาปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย พวกที่ไม่รู้จักตัวเองมักทำตามกฎข้อบังคับบนพื้นฐานของมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเสมอ ดังนั้นอุปสรรคกีดขวางที่พวกเขาเผชิญนั้นนานัปการและความลำบากยากเย็นของพวกเขาก็ใหญ่หลวงนัก ในข้อเท็จจริงนั้น ความลำบากยากเย็นที่ใหญ่หลวงที่สุดที่ผู้คนเผชิญนั้นอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา ตามด้วยความไม่เข้าใจหลักธรรมของการปฏิบัติ ครั้นสองปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้ว ก็เป็นการง่ายสำหรับผู้คนในการนำความจริงมาปฏิบัติ เพื่อที่จะกลายเป็นใครบางคนที่นบนอบต่อพระเจ้าและเข้าไปสู่ความเป็นจริงความจริง ก่อนอื่นคนเราควรทำงานกับการนำความจริงมาปฏิบัติ หากคนเราสามารถนำหลายแง่มุมของความจริงมาปฏิบัติในเรื่องที่แตกต่างซึ่งพวกเขาเผชิญในแต่ละวัน เช่นนั้นพวกเขาก็ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว หากเจ้าฝึกฝนในหนทางนี้อยู่เป็นนิจ อีกทั้งทบทวนตนเองและค้นหาเส้นทางแห่งการปฏิบัติในพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะค่อยๆ สามารถแก้ไขสภาวะอันเสื่อมทรามของตัวเจ้าเอง และเจ้าจะมีเส้นทางสำหรับการปฏิบัติและการเข้าสู่ความจริง ในเวลาเดียวกัน เจ้าจะได้รับการจับใจความพื้นฐานของหลักธรรมทั้งหลายสำหรับการนำทุกแง่มุมของความจริงมาปฏิบัติ แต่บุคคลที่มีความเข้าใจแท้จริงเกี่ยวกับสภาวะเหล่านี้และเกี่ยวกับทุกแง่มุมของความจริง หัวใจของพวกเขารู้สึกเติมเต็ม และพวกเขาเริ่มอุดมสมบูรณ์มากขึ้นทุกที พวกเขาไม่ดูด้านชาและหัวทึบ หรือย่ำแย่และน่าเวทนาอีกต่อไป ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่สามารถพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องภายนอกได้เล็กน้อย แต่เมื่อถูกขอให้แสดงมุมมองที่ถูกต้องของตนที่มีต่อเรื่องถูกและผิด และพูดคุยเกี่ยวกับความเข้าใจของพวกเขาที่มีต่อเรื่องเหล่านี้ ตลอดจนวิธีการของพวกเขาที่จะจัดการกับเรื่องเหล่านี้ และเส้นทางแห่งการปฏิบัติ ผู้คนส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจที่ชัดเจนและภายในก็ว่างเปล่าไปหมด คนบางคนอาจพูดว่า “พระองค์ตรัสผิด ภายในพวกเราไม่ว่างเปล่าทั้งหมด พวกเรารู้ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสายฝน ว่าพระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้ต้นไม้แตกหน่อในฤดูใบไม้ผลิ ว่าพระธรรมบัญญัติที่พระเจ้าได้ทรงสถาปนาไว้นั้นกำหนดเวลาที่นกสร้างรังของพวกมัน และกำหนดเหตุผลที่ดอกไม้สารพันมีความแตกต่างกันและมาในสีสันที่มากมายเหลือเกิน รวมทั้งกำหนดเหตุผลที่ใบไม้ของต้นไม้เป็นสีเขียว—เหล่านี้คือธรรมบัญญัติแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และธรรมบัญญัติเหล่านี้ถูกบัญญัติโดยพระเจ้า พวกเรารู้ว่าพวกเราควรดำรงชีวิตตามธรรมบัญญัติที่บัญญัติไว้ของพระเจ้า ตื่นนอนตอนเช้า เข้านอนตอนกลางคืนและรับประทานวันละสามมื้อ และพวกเราก็รู้ด้วยว่ามีกฎแห่งการเกิด การแก่ ความเจ็บป่วย และความตายสำหรับมนุษย์ และว่าไม่มีใครสามารถแหวกกฎเหล่านี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราไม่พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า—พวกเราขอบคุณพระเจ้าสำหรับการที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ทุกวันนี้ และในทำนองเดียวกัน พวกเราก็จะขอบคุณพระเจ้าหากพวกเราต้องตายในวันพรุ่งนี้ พวกเราก็จะไม่อัตคัดขัดสน ด้านชา และหัวทึบ” แค่การเข้าใจคำสอนเหล่านี้เป็นแบบเดียวกับการเข้าใจความจริงหรือ? นั่นใช่การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงหรือ? (ไม่ใช่) การเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงก้าวแรก และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนต้องเข้าใจเช่นกัน แต่ที่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าใจที่สุดก็คือวิธีที่พวกเขาควรดำเนินชีวิต อะไรคือสิ่งที่พวกเขาควรใช้ดำเนินชีวิต และหน้าที่ใดที่พวกเขาควรปฏิบัติ หากเจ้าไม่สามารถแสวงหาความจริงที่จะแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าก็จะไม่มีการเข้าสู่ชีวิต และเจ้าจะไม่ได้รับความจริงและชีวิต แล้วความเชื่อในพระเจ้าประเภทนี้ไม่ว่างเปล่าหรอกหรือ? นี่หมายความว่าภายในตัวเจ้านั้นว่างเปล่าไปหมด คนอื่นๆ พูดว่า “ในอดีต ฉันมีวุฒิภาวะน้อยและไม่ได้รู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดกับฉันถูกจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และฉันก็ไม่ได้รู้วิธีที่จะมีทัศนะหรือจัดการกับสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ฉันก็รู้สึกหลงทางและจัดการกับสิ่งเหล่านั้นโดยใช้วิธีการแบบมนุษย์ ตอนนี้ฉันเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นทุกวันไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใดล้วนถูกจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และว่าทุกสิ่งถูกสถาปนาโดยพระเจ้า และฉันจะพูดว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบคุณพระองค์สำหรับอธิปไตยของพระองค์ และข้าพระองค์เต็มใจวางชะตากรรมของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และในความกรุณาแห่งการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องการกบฏ ข้าพระองค์ต้องการฟังพระวจนะของพระองค์ และข้าพระองค์จะลุล่วงหน้าที่ให้ดี อีกทั้งมอบความจงรักภักดีและความพยายามทั้งหมดให้กับหน้าที่ของข้าพระองค์อย่างแน่นอน!’ ข้าพระองค์เข้าใจทั้งหมดนี้ ดังนั้น ข้าพระองค์จะยังคงย่ำแย่และน่าเวทนาได้อย่างไรเล่า?” ในข้อเท็จจริงนั้นพวกเขาย่ำแย่และน่าเวทนา เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? (เพราะพวกเขาขาดความรู้เรื่องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขากับแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาสามารถพูดคุยเกี่ยวกับคำสอนฝ่ายวิญญาณมากมายยิ่งนัก แต่พอบางสิ่งเกิดขึ้น พวกเขาก็ยังคงดำเนินชีวิตไปตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาอยู่ดี และหลังจากที่เชื่อพระเจ้ามาหลายปี อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย) สิ่งที่พวกเขาเข้าใจก็แค่เสื้อคลุมฝ่ายวิญญาณเทียมเท็จที่พวกเขาสวมอยู่เท่านั้นเอง พวกเขาดูมีสภาพเสมือนของผู้เชื่อในพระเจ้าและความดีงามเหมาะสมของธรรมิกชน และดูเหมือนพวกเขาได้แตกฉานบางทฤษฎีทางศาสนาฝ่ายวิญญาณและลุ่มลึก แต่สิ่งที่พวกเขาเข้าใจไม่ใช่ความจริง แต่เป็นเพียงทฤษฎีทางศาสนาบางประเภทเท่านั้น นั่นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางชีวิตของบุคคลหนึ่ง หรือทัศนะของบุคคลหนึ่งที่มีต่อสิ่งทั้งหลายหรือหลักธรรมสำหรับการดำรงชีวิตทางโลกได้ นับประสาอะไรที่นั่นจะสามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนได้ ทฤษฎีทางศาสนาเหล่านี้ คำสอนฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ไม่สามารถทำให้สัมพันธภาพกับพระเจ้าของบุคคลหนึ่งเป็นปกติ หรือทำให้พวกเขาสามารถระลึกรู้อุปนิสัยเสื่อมทรามของตัวเอง หรือทำให้พวกเขาปัดทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ นับประสาอะไรที่จะทำให้พวกเขาไปถึงจุดของการรู้จักและนบนอบต่อพระเจ้าได้โดยผ่านทางการรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่าคำสอนและคำพูดฝ่ายวิญญาณไม่นำประโยชน์มาสู่ผู้คนเลยแม้แต่น้อย มีแต่ทำให้พวกเขาโอหังและทะนงตน อีกทั้งเป็นกบฏและขัดขืนพระเจ้ามากขึ้นทุกที เนื่องจากสิ่งเน่าเปื่อยเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความจริงและล้วนเป็นความหน้าซื่อใจคดที่ควรถูกละทิ้งและตัดขาดโดยสิ้นเชิง
ในตอนนี้ อะไรคือสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่ผู้เชื่อในพระเจ้าจำเป็นต้องไล่ตามเสาะหา? (การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัย) การพูดคุยเกี่ยวกับคำสอนมากมายสามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของบุคคลได้หรือไม่? (ไม่ได้) การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคืออะไรกันแน่? การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหมายถึงการที่บุคลิกลักษณะของบุคคลหนึ่งเปลี่ยนไป และการที่พวกเขากลายเป็นอยู่ง่าย ไปด้วยกันได้ง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนอย่างเหลือเชื่ออย่างนั้นหรือ? การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหมายถึงการที่บุคคลหนึ่งกลายเป็นนิ่งเงียบและไม่เต็มใจที่จะพูดหรือหัวเราะอย่างนั้นหรือ? การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหมายถึงการที่บุคคลหนึ่งกลายเป็นกร้านโลก เจนจัด และเป็นผู้ใหญ่อย่างนั้นหรือ? (ไม่ใช่) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคืออะไรหรือ? อะไรคือสิ่งแรกที่ต้องเข้าใจเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา? ก่อนอื่นเลย คนเราต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นพื้นฐานของการสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัย นั่นก็คือ อย่างแรกพวกเราต้องระลึกรู้ว่าแก่นแท้ธรรมชาติของมนุษย์ได้กลายเป็นสิ่งใด และอุปนิสัยของมนุษย์ได้กลายเป็นอะไรหลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม นี่จะทำให้พวกเขาระลึกรู้ความจริงของความเสื่อมทรามของตัวเอง ตัวอย่างเช่น คนบางคนเต็มไปด้วยความหลอกลวงเป็นพิเศษและความหลอกลวงนี้เป็นธรรมชาติของพวกเขาและเป็นอุปนิสัยของพวกเขาด้วยเช่นกัน คนบางคนโอหังเป็นพิเศษ และความโอหังนี้เป็นธรรมชาติของพวกเขาและเป็นอุปนิสัยของพวกเขาเช่นกัน เราจะยกตัวอย่างให้ สมมุติว่าเมื่อบางสิ่งเกิดแก่เจ้า เจ้าก็มีเจตนารมณ์ของตัวเอง เมื่อเจตนารมณ์เหล่านี้ปรากฏขึ้น อะไรกันแน่ที่เป็นตัวคุม? ก่อนอื่นเลย บุคลิกภาพของเจ้าไม่ใช่ตัวคุมอย่างแน่นอน ทั้งยังไม่ใช่ภูมิหลังของครอบครัวเจ้าด้วย และนับประสาอะไรที่จะเป็นบุคคลอื่น เจตนารมณ์ของเจ้าอยู่ภายใต้การควบคุมของอุปนิสัยของเจ้า ดังนั้นอันดับแรกสุด เจ้าต้องตรวจสอบตนเองเพื่อที่จะค้นให้พบว่านี่เป็นอุปนิสัยใด เป็นความโอหัง ความเลว ความชั่วร้าย หรือความดื้อแพ่ง เมื่อเจ้าได้เข้าใจแล้วก็จงตรวจสอบตัวเองต่อไปเพื่อค้นพบว่าอุปนิสัยนี้จะเป็นเหตุให้เกิดสภาวะใด ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเป็นความหลอกลวง เมื่อผู้คนทำการหลอกลวง นี่มาจากเจตนารมณ์ใด? พวกเขากำลังพยายามสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายใด? ไม่มีข้อยกเว้นเลยว่า นี่เป็นไปเพื่อสัมฤทธิ์ความมีชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะ โดยสังเขปก็คือ นี่เป็นไปเพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และสิ่งใดหรือที่นอนอยู่ตรงรากเหง้าของการไล่ตามไขว่คว้าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง? สิ่งนั้นก็คือการที่ผู้คนมองผลประโยชน์ของตัวเองสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาทำการหลอกลวงเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ และอุปนิสัยที่หลอกลวงของพวกเขาก็ถูกเปิดเผยด้วยการนั้น ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างไร? อันดับแรกเจ้าต้องหยั่งรู้และรู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ทั้งหลาย อะไรกันแน่ที่ผลประโยชน์เหล่านั้นนำมาสู่ผู้คน และอะไรคือผลที่ตามมาของการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์เหล่านั้น หากเจ้าคิดเรื่องนี้ไม่ออก เช่นนั้นการละทิ้งสิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นเรื่องที่พูดง่ายกว่าทำ หากผู้คนไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรยากลำบากสำหรับพวกเขาที่จะละวางเกินกว่าผลประโยชน์ของพวกเขาเองแล้ว นั่นเป็นเพราะปรัชญาชีวิตของพวกเขาคือ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” และ “มนุษย์ยอมตายเพื่อทรัพย์สมบัติ เหมือนนกยอมตายเพื่ออาหาร” ชัดเจนว่าพวกเขาดำรงชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง—ว่าหากพวกเขาจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ของตัวเอง—พวกเขาก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้เลย นั่นเป็นราวกับว่าความอยู่รอดของพวกเขานั้นแยกกันไม่ขาดจากผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงมืดบอดต่อทุกสิ่งยกเว้นผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง พวกเขามองผลประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาดำรงชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง และการให้พวกเขาละวางผลประโยชน์ของตัวเองนั้นเหมือนเป็นการขอให้พวกเขาละวางชีวิตของพวกเขาเอง ดังนั้นในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้นควรทำอะไรเล่า? ผู้คนต้องยอมรับความจริง เฉพาะเมื่อพวกเขาเข้าใจความจริงเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถมองเห็นแก่นแท้แห่งผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะเริ่มทิ้งและขบถต่อผลประโยชน์เหล่านั้นได้ รวมทั้งสามารถสู้ทนความเจ็บปวดของการปล่อยมือจากสิ่งที่พวกเขารักมากเหลือเกินได้ และเมื่อเจ้าสามารถทำการนี้ได้และสามารถละทิ้งผลประโยชน์ของตนเอง เจ้าจะรู้สึกสบายใจขึ้นและมีสันติสุขในหัวใจของเจ้ายิ่งขึ้น และในการทำเช่นนั้น เจ้าจะได้เอาชนะเนื้อหนัง หากเจ้ายึดติดในผลประโยชน์ของตนและไม่ยอมที่จะล้มเลิกผลประโยชน์เหล่านั้น และหากเจ้าไม่ยอมรับความจริงเลยแม้แต่น้อย ในหัวใจของเจ้า เจ้าอาจพูดว่า “ผิดอะไรหรือกับการพยายามหาประโยชน์ใส่ตนเองและไม่ยอมทุกข์ทนกับความสูญเสียอันใดๆ? พระเจ้าไม่ได้ทรงลงโทษฉัน แล้วผู้คนทำอะไรกับฉันได้เล่า?”—ไม่มีใครสามารถทำอะไรเจ้าได้ แต่ด้วยความเชื่อในพระเจ้าแบบนี้ สุดท้ายแล้ว เจ้าจะล้มเหลวที่จะได้รับความจริงและชีวิต จะเป็นการสูญเสียอันมหึมาสำหรับเจ้า—เจ้าจะไม่สามารถบรรลุความรอด มีความเสียใจอันใดหรือที่ยิ่งใหญ่กว่านี้? ในท้ายที่สุดแล้ว นี่คือสิ่งที่มาจากการไล่ตามไขว่คว้าผลประโยชน์ของตัวเจ้าเอง หากผู้คนไล่ตามไขว่คว้าเพียงชื่อเสียง ผลตอบแทน และสถานะ—หากพวกเขาเพียงไล่ตามเสาะหาผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น—เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่มีวันได้รับความจริงและชีวิต และท้ายที่สุดพวกเขาจะเป็นผู้ที่ทุกข์ทนกับความสูญเสีย พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงให้รอด หากเจ้าไม่ยอมรับความจริง และหากเจ้าไม่สามารถคิดทบทวนและรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่กลับใจอย่างแท้จริง และเจ้าจะไม่มีการเข้าสู่ชีวิต การยอมรับความจริงและการรู้จักตนเองคือเส้นทางไปสู่การเจริญเติบโตในชีวิตและได้มาซึ่งความรอด เป็นโอกาสให้เจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อยอมรับการพินิจพิเคราะห์ การพิพากษา และการตีสอนจากพระองค์ อีกทั้งได้รับชีวิตและความจริง หากเจ้ายอมทิ้งการไล่ตามเสาะหาความจริงเพื่อไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ความได้เปรียบ สถานะ และผลประโยชน์ของตนเอง นี่ก็เท่ากับการยอมทิ้งโอกาสในการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้า และบรรลุความรอด เจ้ากำลังเลือกชื่อเสียง ผลตอบแทนและสถานะกับผลประโยชน์ของตนเอง แต่สิ่งที่เจ้ากำลังทิ้งไปนั้นคือความจริง และสิ่งที่เจ้ากำลังสูญเสียคือชีวิต และโอกาสที่จะได้รับการช่วยให้รอด สิ่งใดมีความหมายมากกว่ากัน? หากเจ้าเลือกผลประโยชน์ของตัวเจ้าเองและยอมทิ้งความจริง นี่ก็ย่อมโง่เขลามิใช่หรือ? พูดในภาษาทั่วไป นี่คือการทนทุกข์กับการสูญเสียครั้งใหญ่แลกกับประโยชน์เล็กน้อย ชื่อเสียง ผลตอบแทน สถานะ เงินทอง และผลประโยชน์ทั้งหลายล้วนชั่วคราว สิ่งเหล่านี้ไม่จีรังทั้งสิ้น ในขณะที่ความจริงและชีวิตเป็นนิรันดร์และเปลี่ยนแปลงมิได้ หากผู้คนแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เป็นเหตุให้พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียง ผลตอบแทนและสถานะ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีหวังที่จะบรรลุความรอด ที่มากกว่านั้นคือ ความจริงทั้งหลายที่ผู้คนได้รับนั้นเป็นนิรันดร์ ซาตานไม่สามารถเอาความจริงเหล่านี้ไปจากผู้คนได้ อีกทั้งใครคนอื่นก็ไม่สามารถ เจ้าปล่อยวางผลประโยชน์ของตน แต่สิ่งที่เจ้าได้รับคือความจริงและความรอด ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นของเจ้า และเจ้าได้รับผลลัพธ์เหล่านี้ไว้เพื่อตัวเจ้าเอง หากผู้คนเลือกที่จะปฏิบัติความจริงแล้วไซร้ ถึงแม้พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์ของตนไป พวกเขาก็กำลังได้รับความรอดของพระเจ้าและชีวิตนิรันดร์ ผู้คนเหล่านั้นเป็นคนที่หลักแหลมที่สุด หากผู้คนยอมละทิ้งความจริงเพื่อผลประโยชน์ของตน เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็สูญเสียชีวิตและความรอดของพระเจ้า ผู้คนพวกนั้นเป็นพวกโง่เขลาที่สุด สำหรับสิ่งที่บุคคลหนึ่งเลือกนั้น—ผลประโยชน์หรือความจริง—กำลังเปิดเผยบุคคลหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ บรรดาผู้ซึ่งรักความจริงจะเลือกความจริง พวกเขาจะเลือกที่จะนบนอบต่อพระเจ้า และที่จะติดตามพระองค์ พวกเขาย่อมจะทอดทิ้งผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเองเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงเสียมากกว่า ไม่สำคัญว่าพวกเขาจำเป็นต้องทนทุกข์เพียงใด พวกเขามุ่งมั่นที่จะยืนหยัดในคำพยานของพวกเขาเพื่อที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย นี่คือเส้นทางพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติความจริง และการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง
อุปนิสัยอันเสื่อมทรามหยั่งรากลึกในตัวผู้คนทั้งปวง และไม่มีใครที่เสื่อมทรามกว่าผู้อื่นเลย ทัศนะของผู้คนที่มีต่อสิ่งทั้งหลาย มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และระดับความเป็นกบฏไม่ต่างกันมากนักและเหมือนกันเป็นส่วนมาก ผู้คนล้วนดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตาน และพวกเขาทั้งหมดดำเนินชีวิตโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน สิ่งที่เสมอภาคกันก็คือการที่พระเจ้าทรงมอบโอกาสที่เหมือนกันให้บุคคลแต่ละคน พระเจ้าทรงมีท่าทีที่เหมือนกันต่อทุกคน และการจัดเตรียมความจริงกับชีวิตของพระองค์ก็เหมือนกันสำหรับทุกคน ดังนั้นมาตรฐานและข้อพึงประสงค์สำหรับแต่ละบุคคลก็เหมือนกันด้วยเช่นกัน หากเจ้าคิดว่าเจ้าไม่สามารถรับการไถ่ได้ ว่าเจ้าเสื่อมทรามกว่าผู้อื่น และว่าพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยเจ้าให้รอดเพราะเจ้าได้เปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามบางประการออกมาให้ผู้อื่นได้เห็นและรังเกียจ และเจ้าก็ขีดฆ่าตัวเองออกในฐานะต้นเหตุของความสูญเสีย และไม่สามารถสร้างความมีใจกระตือรือร้นอันใดได้เลย และไม่มีหัวใจที่จะทำสิ่งใด อีกทั้งคิดว่าไม่มีจุดประสงค์อะไรในการดำรงชีวิตอยู่ และว่าเจ้าตายไปเสียก็คงจะดีกว่า นี่เป็นท่าทีประเภทใดหรือ? นี่ไม่ใช่การสำแดงของความเป็นผู้ใหญ่ และไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเห็น พระเจ้าไม่ทรงโปรดบุคคลประเภทนี้หรือท่าทีประเภทนี้ ในกระบวนการของการไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้คนจำเป็นต้องแก้คืนสภาวะที่ไม่ถูกต้องมากมาย และพวกเขาจำเป็นต้องแก้ไขทัศนะที่มีต่อการไล่ตามเสาะหาเป็นนิจ และมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอยู่เป็นนิจ อีกทั้งเอ่ยขอพระองค์ให้ทรงพินิจพิเคราะห์พวกเขา และเอ่ยขอให้พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งและทรงนำพวกเขา พระเจ้าจะทรงมอบความช่วยเหลือกับพระคุณแก่พวกเขา และพระเจ้าจะทรงนำทางบุคคลทุกๆ คนด้วยความอดทน ความพระทัยดีมีเมตตา ความกรุณา และการยกโทษอันมหาศาล ดังนั้นเจ้าจึงไม่ควรกังขาในท่าทีที่ถูกต้องของผู้คน และความพึงปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและที่จะโหยหาความยุติธรรมและความสว่าง และเจ้าก็ไม่ควรกังขาเช่นกันว่าแก่นแท้ของพระเจ้าเป็นแก่นแท้ของการช่วยมนุษย์ให้รอด และเป็นแก่นแท้ของความกรุณาและการยกโทษที่มีต่อมนุษย์ พวกเจ้าต้องจดจำคำเหล่านี้! อะไรคือความหมายของการบอกคำเหล่านี้แก่ผู้คน? นั่นหมายถึงการที่พวกเขาไม่ควรเลิกล้มการไล่ตามเสาะหาความจริงไม่ว่าเวลาใด พวกเขาไม่ควรขีดฆ่าตัวในฐานะต้นเหตุแห่งความสูญเสีย หรือเป็นลบ เมื่อเจ้าตกไปอยู่ในความคิดลบ เจ้าควรคิดกับตัวเองว่า ทำไมพระเจ้าทรงแสดงความจริงไว้มากมายเหลือเกิน? เพื่อที่จะจัดหาให้กับผู้คนยิ่งมากขึ้นในการทำความเข้าใจความจริงและในการแก้ไขปัญหาจริงของตนอง เจ้าไม่เพียงได้รับมากมายจากพระเจ้าโดยตรง แต่เจ้ายังได้รับมากมายในยามที่เจ้าสามัคคีธรรมถึงความจริงกับพี่น้องชายหญิงของเจ้าอีกด้วย—นั่นไม่เหมือนกับการที่พระเจ้ากำลังทรงจัดหาให้เจ้าอยู่ ณ เวลานั้นหรอกหรือ? หากเจ้าคิดเช่นนั้นและเจ้าสามารถรู้สึกได้ถึงการนี้ เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงต้องการเลิกล้มเล่า? เหตุใดจึงเกิดการพร่ำบ่นขึ้นในหัวใจของเจ้า? เหตุใดเจ้าจึงกังขาในความจริงใจของพระเจ้าในการช่วยเจ้าให้รอด? ผู้คนสามารถโง่เขลา วุฒิภาวะน้อยและอ่อนแอ แต่พวกเขาไม่สามารถสูญเสียความเชื่อเมื่อเป็นเรื่องของความรอด เราหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อเราเดินไปหาพวกเจ้าและมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเจ้าอีก เราจะเห็นว่าพวกเจ้าไม่ดูย่ำแย่และน่าเวทนา หรือด้านชาและหัวทึบ แต่เห็นว่าพวกเจ้าได้รับและได้มาซึ่งบางสิ่ง พวกเจ้าได้ยินมามาก พวกเจ้าได้เห็นมามาก พวกเจ้าได้เข้าใจมามาก แต่การที่พวกเจ้าได้มาซึ่งความจริงหรือไม่ และพวกเจ้าสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเจ้า เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า หากใครบางคนไล่ตามเสาะหา พวกเขาก็สามารถได้รับ แต่หากพวกเขาไม่ฟังและไม่เสาะหา พวกเขาก็จะไม่มีวันได้รับมา ตราบที่พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง และไล่ตามเสาะหาความรักที่มีแด่พระเจ้ากับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยดังที่เปโตรทำ เจ้าก็จะได้รับความเห็นชอบของพระเจ้า การนั้นแน่นอน
6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018
เชิงอรรถ:
ก.ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “ซึ่งเป็นแง่มุมหนึ่งของความชั่วร้าย”
ข.ข้อความต้นฉบับไม่มีวลี “อีกแง่มุมของความชั่วร้ายก็คือ ‘ความชั่ว’”
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ