พระวจนะว่าด้วยการทำความรู้จักพระราชกิจและพระอุปนิสัยของพระเจ้า (บทตัดตอน 26)

ผู้คนมีหลากหลายประเภท และพวกเขาถูกแยกความแตกต่างโดยจำพวกของจิตวิญญาณที่พวกเขามี ผู้คนบางคนมีจิตวิญญาณมนุษย์ และพวกเขาคือผู้คนที่พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าและทรงคัดเลือกไว้แล้ว บางคนไม่มีจิตวิญญาณมนุษย์ พวกเขาเป็นพวกปีศาจที่ใช้เล่ห์กลในหนทางของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าและไม่ได้ถูกเลือกสรรโดยพระเจ้าจึงไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดได้ ต่อให้พวกเขาสามารถแอบเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าได้แล้วก็ตาม และในท้ายที่สุด พวกเขาก็จะถูกเผยตัวและถูกกำจัดออกไป ไม่ว่าผู้คนจะสามารถยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าได้หรือไม่ และหลังจากที่พวกเขายอมรับพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาจะเดินไปตามเส้นทางแบบไหน และพวกเขาจะสามารถแปลงสภาพได้หรือไม่นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณและธรรมชาติภายในตัวพวกเขา ผู้คนบางคนห้ามใจไม่ได้ที่จะไม่หลงเจิ่นไป จิตวิญญาณของพวกเขากำหนดให้พวกเขาเป็นผู้คนเช่นนั้น และพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในผู้คนบางคน พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงพระราชกิจ เพราะพวกเขาไม่เดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาสามารถหันหลังกลับ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็อาจจะยังสามารถทรงพระราชกิจได้ หากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้นแล้ว ทั้งหมดก็จะเป็นอันจบสิ้นสำหรับพวกเขา สถานการณ์ทุกประเภทนั้นดำรงอยู่จริง แต่พระเจ้าก็ทรงชอบธรรมในการที่พระองค์ทรงปฏิบัติกับทุกบุคคล ผู้คนรู้จักและเข้าใจพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกชอบธรรมทั้งหลายได้รับพรจากพระองค์ ส่วนคนชั่วย่อมถูกพระองค์สาปแช่ง นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว และพระองค์ทรงชดเชยให้กับทุกคนตามความประพฤติทั้งหลายของพวกเขา เช่นนี้ถูกต้องแล้ว แต่ในปัจจุบันมีเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่เป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ นั่นคือ มีบางคนที่เชื่อในพระเจ้าและนมัสการพระองค์กลับถูกบดขยี้หรือถูกพระองค์สาปแช่ง หรือมีผู้ที่พระเจ้าไม่เคยประทานพรหรือให้ความสนพระทัยพวกเขาเลย ไม่ว่าพวกเขาจะนมัสการพระองค์มากมายเพียงใด พระองค์ก็ทรงเพิกเฉยต่อพวกเขา มีคนชั่วบางคนที่พระเจ้าไม่ประทานพรหรือลงโทษ แต่พวกเขาก็ยังคงร่ำรวยและมีลูกหลานมากมาย และทุกอย่างยังคงเป็นไปด้วยดีสำหรับพวกเขา พวกเขาประสบความสำเร็จในทุกสิ่ง นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้าเช่นนั้นหรือ? บางคนพูดว่า “พวกเรานมัสการพระเจ้า แต่ไม่เคยได้รับพรจากพระองค์เลย ส่วนคนชั่วที่ไม่นมัสการพระเจ้าและถึงขั้นต่อต้านพระองค์ กลับใช้ชีวิตที่ดีกว่าและมั่งคั่งกว่าพวกเราเสียอีก พระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม!” สิ่งนี้แสดงให้พวกเจ้าเห็นอะไรบ้าง? เราเพิ่งยกตัวอย่างให้พวกเจ้าสองตัวอย่าง ตัวอย่างใดพูดถึงความชอบธรรมของพระเจ้า? ผู้คนบางคนพูดว่า “ทั้งสองตัวอย่างเป็นการสำแดงความชอบธรรมของพระเจ้า!” ทำไมพวกเขาถึงกล่าวเช่นนี้? การกระทำทั้งหลายของพระเจ้าล้วนมีหลักธรรม—เพียงแต่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน และเมื่อไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน พวกเขาจึงไม่สามารถพูดได้ว่าพระเจ้าทรงไม่ชอบธรรม มนุษย์สามารถมองเห็นเพียงสิ่งที่อยู่ภายนอกเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นอยู่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นชอบธรรมแล้ว ถึงแม้ว่าจะสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์เพียงน้อยนิดก็ตาม มีผู้คนมากมายที่พร่ำบ่นตลอดเวลาว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจสถานการณ์นั้นว่าเป็นอย่างไร เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะทำผิดพลาด หากพวกเขายังคงมองสิ่งต่างๆ ผ่านมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขาอยู่เสมอ ความรู้ของผู้คนดำรงอยู่ท่ามกลางความคิดและทัศนคติทั้งหลายของตนเอง อยู่ในแนวคิดของการแลกเปลี่ยน หรืออยู่ในมุมมองเกี่ยวกับความดีและความชั่ว เกี่ยวกับสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิด หรือเกี่ยวกับตรรกะของพวกเขา เมื่อบางคนมองสิ่งทั้งหลายจากมุมมองเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาที่จะเข้าใจพระเจ้าผิด และก่อให้เกิดมโนคติอันหลงผิด แล้วบุคคลผู้นั้นก็จะต่อต้านพระองค์และพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระองค์ มีคนจนคนหนึ่งรู้จักแค่นมัสการพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ทรงเพิกเฉยและไม่ประทานพรให้กับเขา พวกเจ้าอาจจะกำลังคิดว่า “แม้ว่าพระเจ้าไม่ทรงประทานพรให้เขาในชีวิตนี้ แต่แน่นอนว่าพระเจ้าจะทรงประทานพรให้กับเขาในนิรันดร์กาลและจะประทานรางวัลแก่เขาเป็นหมื่นเท่า นั่นไม่ทำให้พระเจ้าทรงชอบธรรมหรอกหรือ?” คนร่ำรวยผู้หนึ่งชื่นชมพรเป็นร้อยเท่าในชีวิตนี้ และพบกับการทำลายล้างในนิรันดร์กาล นี่ไม่ใช่ความชอบธรรมของพระเจ้าเช่นกันหรอกหรือ? คนเราควรเข้าใจความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างไร? ยกความเข้าใจในพระราชกิจของพระเจ้าเป็นตัวอย่าง หากพระเจ้าทรงสรุปพระราชกิจของพระองค์หลังจากทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์ในยุคพระคุณ และไม่ทรงทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาในวาระสุดท้าย และไม่ทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดอย่างครบถ้วน จนนำไปสู่การทำลายล้างมวลมนุษย์โดยบริบูรณ์ พระองค์จะถูกนับว่าทรงครองความรักและความชอบธรรมหรือไม่? หากพวกที่นมัสการพระเจ้าถูกขับสู่บึงไฟและกำมะถัน ในขณะที่พวกที่ไม่นมัสการพระเจ้าและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ ได้รับอนุญาตจากพระเจ้าให้อยู่รอด เราควรได้อะไรจากเรื่องนี้? เมื่อพูดในบริบทของคำสอน โดยทั่วไป ผู้คนมักจะพูดเสมอว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม แต่ถ้าเผชิญกับสถานการณ์ประเภทนี้ พวกเขาอาจจะไม่สามารถแยกแยะได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อาจถึงขั้นพร่ำบ่นพระเจ้าและตัดสินว่าพระองค์ไม่ทรงชอบธรรม

ความรักและความชอบธรรมของพระเจ้าต้องได้รับความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน และต้องได้รับการอธิบายและจับความเข้าใจโดยยึดพระวจนะของพระเจ้าและความจริงเป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้น คนเราต้องผ่านประสบการณ์จริงและบรรลุความรู้แจ้งของพระเจ้าเพื่อที่จะรู้จักความรักและความชอบธรรมของพระเจ้าอย่างแท้จริง การประเมินของคนเราต่อความรักและความชอบธรรมของพระองค์นั้น ไม่ควรอยู่บนพื้นฐานของมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของคนเรา ตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ความดี จะได้รับรางวัล ความชั่วจะถูกลงโทษ คนดีได้รับความดีตอบแทน และคนชั่วได้รับความชั่วตอบแทน และคนที่ไม่ทำชั่วก็ควรได้รับความดีตอบแทน และได้รับพรด้วยกันทั้งสิ้น นั่นแสดงว่าผู้คนที่ไม่ชั่วร้ายก็ควรได้รับความดีตอบแทนในทุกกรณี แบบนี้เท่านั้นจึงเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า นี่ไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดของผู้คนหรอกหรือ? แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้รับความดีตอบแทนเล่า? เช่นนั้น เจ้าก็จะพูดว่าพระเจ้าไม่ชอบธรรมใช่หรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยโนอาห์ พระเจ้าตรัสกับโนอาห์ว่า “เราจะให้มนุษย์และสัตว์ทั้งปวงสิ้นสุดต่อหน้าเรา ด้วยเหตุว่า แผ่นดินโลกเต็มด้วยความโหดร้ายเพราะการกระทำของมนุษย์ ดูเถิด เราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก” (ปฐมกาล 6:13) จากนั้นพระองค์ก็ทรงสั่งโนอาห์ให้สร้างเรือใหญ่ หลังจากโนอาห์รับพระบัญชาจากพระเจ้าและสร้างเรือใหญ่ขึ้นมา ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงบนแผ่นดินโลกอย่างหนักเป็นเวลาสี่สิบวันสี่สิบคืนจนโลกทั้งโลกจมอยู่ใต้น้ำ ยกเว้นโนอาห์และสมาชิกครอบครัวอีกเจ็ดคน พระเจ้าทรงทำลายมนุษย์จนหมดสิ้้นในยุคนั้น เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เจ้าจะพูดว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมรักหรือไม่? ในความคิดเห็นของมนุษย์ ไม่ว่ามวลมนุษย์จะเสื่อมทรามสักเพียงใด ตราบที่พระเจ้าทรงทำลายมวลมนุษย์ ย่อมหมายความว่าพระองค์ไม่ทรงเปี่ยมรัก—พวกเขาถูกต้องหรือไม่ที่เชื่อเช่นนี้? ความเชื่อนี้ไม่ไร้สาระหรอกหรือ? พระเจ้าไม่ทรงรักพวกที่พระองค์ทรงทำลาย แต่เจ้าสามารถพูดอย่างซื่อสัตย์ได้หรือไม่ว่า พระองค์ไม่ทรงรักพวกที่รอดชีวิตและบรรลุความรอดของพระองค์? เปโตรรักพระเจ้าอย่างสุดซึ้ง และพระเจ้าก็ทรงรักเปโตร—เจ้าสามารถพูดได้จริงๆ หรือว่าพระเจ้าไม่ทรงเปี่ยมรัก? พระเจ้าทรงรักผู้คนที่รักพระองค์อย่างแท้จริง พระองค์ทรงเกลียดและสาปแช่งพวกที่ต้านทานพระองค์และไม่ยอมที่จะกลับใจ พระเจ้าทรงมีทั้งความรักและความเกลียด นี่คือความจริง ผู้คนไม่ควรตีกรอบหรือตัดสินพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตน เพราะมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมวลมนุษย์ซึ่งเป็นวิธีในการมองสิ่งต่างๆ ของพวกเขา ไม่มีความจริงเลยสักนิด พระเจ้าต้องเป็นที่รู้จักตามท่าทีของพระองค์ต่อมนุษย์ ตามพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์ คนเราต้องไม่พยายามนิยามแก่นแท้ของพระเจ้าตามสิ่งภายนอกที่พระองค์ทรงทำและตรัสถึงสิ่งเหล่านั้น มวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกเหลือเกิน พวกเขาไม่รู้จักแก่นแท้ตามธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม นับประสาอะไรกับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจะเป็นอย่างไรเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หรือพวกเขาควรได้รับการปฏิบัติอย่างไรตามพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ ลองพิจารณาเรื่องโยบ เขาเป็นคนชอบธรรมและพระเจ้าประทานพรให้เขา นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซาตานทำการเดิมพันกับพระยาห์เวห์ “โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ? พระองค์ไม่ได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา ครอบครัวของเขา และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ? พระองค์ได้ทรงอวยพรงานที่มือเขาทำ และฝูงปศุสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน แต่ขอยื่นพระหัตถ์แตะต้องสิ่งของทั้งสิ้นที่เขามีอยู่ แล้วเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์” (โยบ 1:9-11) พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า “ดูเถิด บรรดาสิ่งที่เขามีอยู่ก็อยู่ในอำนาจของเจ้า เพียงแต่อย่ายื่นมือแตะต้องตัวเขาเท่านั้น” (โยบ 1:12) ดังนั้นซาตานจึงได้ไปหาโยบ โจมตีและทดลองโยบ และโยบก็ต้องเผชิญกับบททดสอบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีถูกพรากไป—เขาสูญเสียลูกหลานและทรัพย์สินของเขา ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยฝี ตอนนี้ ภายในบททดสอบของโยบมีพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอยู่หรือไม่? เจ้าไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนใช่หรือไม่? ต่อให้เจ้าเป็นบุคคลที่ชอบธรรม พระเจ้าทรงมีสิทธิที่จะให้เจ้าอยู่ภายใต้บททดสอบและเปิดโอกาสให้เจ้าเป็นพยานต่อพระองค์ พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นชอบธรรม พระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ว่า ผู้คนที่ชอบธรรมไม่จำเป็นต้องก้าวผ่านบททดสอบถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถทานทนต่อบททดสอบ หรือพวกเขาต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่เช่นนั้นเลย พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ที่จะให้ผู้คนที่ชอบธรรมก้าวผ่านบททดสอบ นี่คือการเผยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า ในที่สุดแล้ว หลังจากโยบได้เสร็จสิ้นการก้าวผ่านบททดสอบและการเป็นพยานต่อพระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ได้ทรงอวยพรเขามากกว่าแต่ก่อน ดีกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ และพระองค์ประทานพระพรให้เขามากเป็นสองเท่าด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พระยาห์เวห์ได้ทรงปรากฏต่อเขา และได้ตรัสกับเขาจากสายลม และโยบได้มองเห็นพระองค์ราวกับอยู่เฉพาะพระพักตร์โดยตรง นี่คือพระพรที่พระเจ้าประทานให้กับเขา นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า แล้วจะเป็นอย่างไร เมื่อโยบได้เสร็จสิ้นการก้าวผ่านบททดสอบและพระยาห์เวห์ได้ทอดพระเนตรเห็นวิธีที่โยบเป็นพยานต่อพระองค์ในการปรากฏอยู่ของซาตานและทำให้ซาตานอดสู จากนั้นพระยาห์เวห์ได้ทรงหันหนีและทรงจากไป โดยทรงเพิกเฉยเขา และโยบไม่ได้รับพระพรหลังจากนั้น—นี่จะมีความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ในการนั้นหรือไม่? ไม่ว่าโยบจะได้รับพรหลังบททดสอบหรือไม่ หรือว่าพระยาห์เวห์จะได้ทรงปรากฏต่อเขาหรือไม่ก็ตาม ทั้งหมดนี้ย่อมมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าแฝงอยู่ทั้งสิ้น การทรงปรากฏต่อโยบถือเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า และการไม่ทรงปรากฏต่อเขาก็เป็นความชอบธรรมของพระเจ้าด้วยเช่นกัน บนพื้นฐานใดหรือที่เจ้า—สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—สร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า? ผู้คนไม่มีคุณสมบัติที่จะสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่ไร้เหตุผลมากไปกว่าการสร้างข้อเรียกร้องต่อพระเจ้าอีกแล้ว พระองค์จะทรงทำในสิ่งที่พระองค์ควรที่จะทำ และพระอุปนิสัยของพระองค์นั้นก็ชอบธรรม ความชอบธรรมไม่ใช่ความเป็นธรรมหรือความมีเหตุผลแต่อย่างใด ความชอบธรรมไม่ใช่สมภาคนิยม หรือเรื่องของการจัดสรรสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับให้แก่เจ้าโดยสอดคล้องกับการที่เจ้าได้ทำงานให้ครบบริบูรณ์ไปมากเท่าใด หรือการจ่ายให้เจ้าสำหรับงานใดก็ตามที่เจ้าได้ทำไป หรือการให้สิทธิอันควรแก่เจ้าไปตามความพยายามอันใดที่เจ้าสละ นี่ไม่ใช่ความชอบธรรม หากแต่เป็นเพียงการปฏิบัติที่เป็นธรรมและมีเหตุผล มีน้อยคนนักที่สามารถรู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า สมมุติว่าพระเจ้าทรงกำจัดโยบทิ้งหลังจากที่โยบเป็นพยานเพื่อพระองค์ เช่นนั้นแล้ว การทำแบบนี้ชอบธรรมหรือไม่? อันที่จริง การทำแบบนี้ชอบธรรม เหตุใดจึงเรียกการทำแบบนี้ว่าความชอบธรรม? มนุษย์มองความชอบธรรมอย่างไร? หากบางสิ่งอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน เช่นนั้นก็ย่อมง่ายมากสำหรับพวกเขาที่จะกล่าวว่า พระเจ้าทรงชอบธรรม อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นการอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา—หากนั่นเป็นบางสิ่งที่พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะจับใจความได้—เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขาที่จะกล่าวว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม เมื่อย้อนกลับไปตอนนั้น หากพระเจ้าได้ทรงทำลายโยบไป ผู้คนก็คงจะไม่ได้กล่าวว่าพระองค์ทรงชอบธรรม ถึงกระนั้นก็ตาม อันที่จริงแล้วไม่ว่าผู้คนได้ถูกทำให้เสื่อมทรามหรือไม่ และไม่ว่าพวกเขาได้ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งหรือไม่ พระเจ้าจำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับพระองค์เองในตอนที่พระองค์ทรงทำลายพวกเขากระนั้นหรือ? พระองค์ควรจำเป็นต้องอธิบายต่อผู้คนกระนั้นหรือ ว่าพระองค์ทรงทำดังนั้นไปบนพื้นฐานใด? พระเจ้าต้องตรัสแจ้งผู้คนถึงกฎเกณฑ์ที่พระองค์ได้ทรงลิขิตไว้หรือ? ไม่มีความจำเป็นเลย ในพระเนตรของพระเจ้านั้น ใครบางคนที่เสื่อมทรามและมีโอกาสต่อต้านพระเจ้า เป็นคนที่ไม่มีค่าใด ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงจัดการพวกเขาอย่างไรย่อมจะเป็นการสมควร และทั้งหมดล้วนเป็นการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หากเจ้าไม่เป็นที่น่ายินดีในสายพระเนตรของพระเจ้า และหากพระองค์ตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงเห็นประโยชน์ของเจ้าแล้วหลังจากคำพยานของเจ้า เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงทำลายเจ้า นี่จะเป็นความชอบธรรมของพระองค์ด้วยหรือไม่? นี่เป็นความชอบธรรม เจ้าอาจจะไม่มีความสามารถที่จะระลึกได้ถึงการนี้ในตอนนี้จากข้อเท็จจริงทั้งหลาย แต่เจ้าก็ต้องเข้าใจในคำสอน พวกเจ้าจะว่าอย่างไร—การทำลายล้างซาตานของพระเจ้านั้นเป็นการแสดงออกถึงความชอบธรรมของพระองค์หรือไม่? (ใช่) จะเป็นอย่างไรหากพระองค์ทรงเปิดโอกาสให้ซาตานคงอยู่? เจ้าไม่กล้าพูดใช่ไหม? แก่นแท้ของพระเจ้านั้นชอบธรรม แม้ว่าไม่ง่ายที่จะจับใจความสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำล้วนชอบธรรม เป็นธรรมดาที่ผู้คนไม่เข้าใจ ตอนที่พระเจ้าทรงมอบเปโตรให้กับซาตาน เปโตรตอบสนองอย่างไร? “มวลมนุษย์นั้นไร้ความสามารถที่จะหยั่งถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ แต่ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำล้วนมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่ด้วย มีความชอบธรรมอยู่ในทั้งหมดนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่ข้าพระองค์จะไม่เปล่งถ้อยคำสรรเสริญแด่พระปัญญาและกิจการของพระองค์?” ตอนนี้เจ้าควรเข้าใจเหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงทำลายซาตานในช่วงเวลาแห่งความรอดสำหรับมนุษย์ของพระองค์ ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์เห็นได้อย่างชัดเจนว่าซาตานทำให้พวกเขาเสื่อมทรามอย่างไร และทำให้พวกเขาเสื่อมทรามขนาดไหน และพระเจ้าทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์และช่วยให้พวกเขารอดได้อย่างไร ในท้ายที่สุด เมื่อผู้คนเข้าใจความจริงและเห็นโฉมหน้าอันน่ารังเกียจของซาตานอย่างชัดเจน และมองเห็นบาปมหันต์ของซาตานที่นำพวกเขาไปสู่ความเสื่อมทราม พระเจ้าก็จะทรงทำลายซาตาน เพื่อแสดงความชอบธรรมของพระองค์ให้พวกเขาเห็น ช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงทําลายซาตานนั้นเปี่ยมด้วยพระอุปนิสัยและพระปัญญาของพระเจ้า ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนชอบธรรม แม้มนุษย์อาจจะไม่สามารถรับรู้ความชอบธรรมของพระเจ้าได้ก็ตาม แต่พวกเขาไม่ควรทำการตัดสินตามใจชอบ หากบางสิ่งที่พระองค์ทรงทำปรากฏแก่มนุษย์ทั้งหลายว่าไร้เหตุผล หรือหากพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดใดเกี่ยวกับเรื่องนั้น และนั่นทำให้พวกเขากล่าวว่าพระองค์ทรงไม่ชอบธรรม เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็กําลังไร้เหตุผลอย่างที่สุด เจ้าก็เห็นว่าเปโตรพบว่าบางสิ่งไม่สามารถเข้าใจได้ แต่เขาแน่ใจว่ามีพระปัญญาของพระเจ้าสถิตอยู่และมีเจตนารมณ์อันดีงามของพระองค์อยู่ในสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ไม่สามารถหยั่งถึงทุกสิ่งได้ มีสิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกินที่พวกเขาไม่สามารถจับความเข้าใจ ดังนั้น การรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีผู้คนมากมายในโลกศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า ทว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถรู้ถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ เมื่อบางคนพยายามประกาศข่าวประเสริฐให้กับผู้คนที่เคร่งศาสนาและให้พวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่เพียงไม่แสวงหาและไม่ตรวจสอบเท่านั้น แต่ยังเผาทำลายหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและถูกลงโทษอีกด้วย ส่วนคนอื่นก็เชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูล หมิ่นประมาทพระเจ้า และถูกลงโทษ มีตัวอย่างประเภทนี้เกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วนจริงๆ ผู้เชื่อใหม่บางคนโอหังและหยิ่งผยอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ยอมรับเมื่อได้ยินเรื่องนี้—พวกเขาเริ่มสร้างมโนคติอันหลงผิด พระเจ้าเห็นว่าเจ้าโง่เขลาและไม่รู้เท่าทัน และพระองค์ทรงเพิกเฉยต่อเจ้า แต่จะมีสักวันหนึ่งที่พระองค์จะทำให้เจ้าเข้าใจ หากเจ้าติดตามพระเจ้ามาหลายปีและยังคงประพฤติในหนทางนี้ ไม่ว่าจะยึดติดกับมโนคติอันหลงผิดมากมายเพียงใด ไม่เพียงแต่ไม่มีการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหา แต่ยังเผยแพร่มโนคติอันหลงผิดของพวกเจ้าไปทุกที่และเย้ยหยันและเสียดสีพระนิเวศของพระเจ้า เจ้าควรพบกับการลงโทษ ในบางกรณี พระเจ้าอาจทรงยกโทษให้เจ้า เพราะเจ้าเพียงโง่เขลาและไม่รู้เท่าทัน แต่ถ้าเจ้ารู้ดีขึ้นและยังกระทำในหนทางนั้นโดยเจตนา ไม่ว่าจะให้คำแนะนำอย่างไรก็ไม่ฟัง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรได้รับลงโทษจากพระเจ้า เจ้ารู้เพียงแค่พระเจ้าทรงมีด้านที่ยอมผ่อนปรน แต่อย่าลืมว่าพระองค์ยังทรงมีด้านที่มิอาจล่วงเกินได้เช่นกัน นั่นคือ อุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์

Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger