พระวจนะว่าด้วยการปฏิบัติต่อความจริงและพระเจ้า (บทตัดตอน 2)
ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าใจสิ่งสำคัญบางประการ อย่างน้อยที่สุดในใจเขาต้องรู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายถึงอะไร ความจริงใดที่ผู้เชื่อควรจะเข้าใจ และรู้ว่าควรปฏิบัติการนบนอบพระเจ้าอย่างไร รวมถึงในการนบนอบพระเจ้า ความจริงข้อใดและพระวจนะของพระองค์ข้อใดที่คนเราควรเข้าใจ และคนเราควรมีความเป็นจริงใดบ้างเพื่อให้พระองค์พอพระทัย หากเจ้ามีความเชื่อและความตั้งใจเช่นนี้ แม้บางครั้งเจ้าจะมีมโนคติอันหลงผิดหรือซ่อนเร้นแรงจูงใจบางประการไปบ้าง การปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นก็เป็นเรื่องง่าย ส่วนคนที่ไม่มีความเชื่อเช่นนี้เขามักจะเลือกนบนอบพระเจ้าในบางเรื่อง และบางครั้งเขามักจะชอบโต้เถียง จับผิด เก็บซ่อนความขุ่นเคืองใจ และบ่นต่อว่า… พฤติกรรมที่เป็นกบฏทุกรูปแบบจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า! ไม่เพียงแต่ครั้งสองครั้งเท่านั้น และไม่ใช่แค่ความคิดชั่วแล่น แต่เป็นความสามารถที่จะพูดถ้อยคำที่เป็นกบฏและทำสิ่งที่เป็นกบฏ สิ่งนี้บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่เป็นกบฏที่ร้ายแรงโดยเฉพาะ ผู้คนนั้นมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามแม้ว่าเขามีความตั้งใจที่จะนบนอบพระเจ้า แต่การนบนอบของเขาก็มีจำกัด ผู้คนนบนอบพระเจ้าด้วยการเทียบเคียง แค่บางครั้งบางโอกาส แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ มีเงื่อนไขและไม่สมบูรณ์ ด้วยว่ามีอุปนิสัยเสื่อมทราม การเป็นกบฏของพวกเขาจึงใหญ่หลวงเป็นพิเศษ พวกเขายอมรับพระเจ้าแต่ไม่สามารถนบนอบพระองค์ และพวกเขายินดีรับฟังพระวจนะของพระองค์แต่ไม่สามารถนบนอบพระวจนะเหล่านั้นได้ พวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงแสนดี และพวกเขาต้องการรักพระองค์แต่ก็ไม่อาจทำได้ พวกเขาไม่สามารถรับฟังพระเจ้าได้โดยสมบูรณ์ ไม่สามารถให้พระองค์จัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งได้ และพวกเขายังคงมีทางเลือกของตัวเอง ยังคงซ่อนเร้นความตั้งใจและแรงจูงใจของตัวเอง และมีแผนการ ความคิด และวิถีทางในการทำสิ่งต่างๆ เป็นของตัวเอง การมีวิถีทางในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นของตัวเอง มีวิธีการของตัวเอง หมายความว่าไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมนบนอบพระเจ้าได้ พวกเขาเพียงทำตามความคิดของตัวเองและกบฏต่อพระเจ้า คนที่เป็นกบฏย่อมเป็นเช่นนี้! ดังนั้นธรรมชาติของมนุษย์จึงไม่ใช่เพียงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามธรรมดาๆ อย่างความคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ การคิดว่าตนสำคัญ และความทะนงตนที่ผิวเผิน หรือการโกหกหลอกลวงต่อพระเจ้าเป็นครั้งคราว ตรงกันข้าม แก่นแท้ของมนุษย์ได้กลายเป็นแก่นแท้ของซาตานไปเสียแล้ว หัวหน้าทูตสวรรค์ทรยศพระเจ้าอย่างไรเมื่อครั้งกระโน้นหรือ? แล้วผู้คนสมัยนี้ล่ะ? กล่าวตามตรง ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับได้หรือไม่ ผู้คนในทุกวันนี้ไม่เพียงแต่ทรยศพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงเหมือนที่ซาตานเคยทำเท่านั้น แต่ยังเป็นศัตรูโดยตรงกับพระเจ้าทั้งในใจ ความคิด และคตินิยมของพวกเขาอีกด้วย นี่คือความเสื่อมทรามของซาตานที่ทำให้มนุษยชาติกลายเป็นมาร มนุษย์ได้กลายเป็นลูกหลานของซาตานอย่างแท้จริง พวกเจ้าอาจจะกล่าวว่า “พวกเราไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้า เราฟังสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัส” นั่นเป็นสิ่งผิวเผิน ดูเหมือนว่าพวกเจ้าฟังสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัส แต่ความจริงแล้วขณะที่เราสามัคคีธรรมและพูดอย่างเป็นทางการ ผู้คนส่วนมากไม่มีมโนคติอันหลงผิด ประพฤติตัวดีและเชื่อฟัง แต่เมื่อเราพูดและกระทำสิ่งทั้งหลายแบบในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ หรือดำเนินชีวิตและกระทำในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ มโนคติอันหลงผิดของพวกเขาก็เกิดขึ้น แม้พวกเขาต้องการจะมีที่ว่างในใจให้กับเรา แต่พวกเขาก็ไม่สามารถให้เราเข้าไปอยู่ในใจได้ และไม่ว่าความจริงได้รับการสามัคคีธรรมอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถละทิ้งมโนคติอันหลงผิดไปได้ นี่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถนบนอบพระเจ้าได้แค่บางเรื่องเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เจ้าทราบว่าพระองค์คือพระเจ้า และเจ้าก็ทราบว่าพระเจ้าผู้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์ย่อมต้องมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ฉะนั้นเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่สามารถนบนอบพระเจ้าอย่างสุดใจ? พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์คือพระคริสต์ คือบุตรมนุษย์ พระองค์ทรงมีทั้งเทวสภาพและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ภายนอกพระองค์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่เทวสภาพของพระองค์ดำรงอยู่และทำงานภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกตินี้ ตอนนี้พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในฐานะพระคริสต์ ทรงมีทั้งเทวสภาพและสภาวะความเป็นมนุษย์ แม้กระนั้นบางคนก็สามารถนบนอบพระวจนะและพระราชกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้แค่บางส่วนเท่านั้น ถือเอาพระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์และภาษาอันล้ำลึกของพระองค์เป็นพระวจนะของพระเจ้า ในขณะที่พวกเขามองข้ามพระวจนะและพระราชกิจในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์บางส่วนไป บางคนถึงกับมีแนวคิดและมโนคติอันหลงผิดในหัวใจพวกเขา โดยเชื่อว่าภาษาอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เท่านั้นที่เป็นพระวจนะของพระเจ้า และภาษาเยี่ยงมนุษย์ของพระองค์ไม่ใช่ คนเช่นนี้สามารถยอมรับความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงได้หรือ? พวกเขาจะสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้หรือ? พวกเขาไม่สามารถทำได้ เพราะคนเช่นนี้ทำความเข้าใจด้วยวิธีการที่เหลวไหล และไม่สามารถได้มาซึ่งความจริง กล่าวโดยสรุป โลกภายในของมนุษย์มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และเรื่องที่เป็นกบฏเหล่านี้ก็ซับซ้อนเป็นพิเศษ—ไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้โดยละเอียดเลย ผู้คนสามารถนบนอบเทวสภาพของพระเจ้าได้ แต่ไม่สามารถนบนอบบางส่วนของพระราชกิจและพระวจนะแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพระองค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังไม่ได้นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง การนบนอบพระเจ้าของผู้คนมีเงื่อนไขเสมอ พวกเขาฟังสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้องและมีเหตุผล และไม่เต็มใจที่จะรับฟังสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าไม่ถูกต้องและไม่มีเหตุผล พวกเขาไม่นบนอบสิ่งที่พวกเขาไม่เต็มใจจะฟังหรือสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ การนี้เรียกว่าการนบนอบที่แท้จริงได้หรือ? ไม่ได้เลย นี่แสดงให้เห็นว่าอุปนิสัยทั้งหลายของผู้คนไม่ดี อุปนิสัยของพวกเขาชั่วร้ายและต่ำทรามเป็นพิเศษ—นี่เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง! กล่าวคือ แม้แต่เวลาที่ผู้คนนบนอบพระเจ้าเล็กน้อยก็ตาม การนบนอบนั้นก็เลือกที่รักมักที่ชังและมีเงื่อนไข อีกทั้งไม่เคยเป็นการนบนอบพระเจ้าอย่างสมบูรณ์เลย หากมีคำกล่าวว่ามีบุคคลหนึ่งรับฟังและนบนอบ นี่ก็เป็นเพียงการกล่าวโดยเทียบเคียงเท่านั้น เพราะเจ้ายังไม่ได้แตะต้องผลประโยชน์ของพวกเขาหรือตัดแต่งพวกเขาอย่างแท้จริง เจ้ายังไม่ได้ตัดแต่งพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย ทันทีที่เจ้าตัดแต่งพวกเขาจริง พวกเขาจะตั้งตนเป็นปรปักษ์กับเจ้าและแสดงสีหน้าบึ้งตึงทั้งวัน หากเจ้าถามบางอย่างกับพวกเขา พวกเขาจะไม่ตอบกลับ และหากเจ้าบอกให้พวกเขาทำบางอย่าง พวกเขาก็จะไม่เต็มใจทำ เมื่อเจ้าบอกให้พวกเขาทำสิ่งที่พวกเขาไม่เต็มใจจะทำ พวกเขาก็จะเริ่มทำลายข้าวของและดื้อรั้นกับเจ้า อุปนิสัยของบุคคลหนึ่งสามารถแย่ลงได้แค่ไหน! เมื่อทราบว่าพระองค์คือพระเจ้า เหตุใดเจ้าจึงปฏิบัติต่อพระองค์เช่นนั้น? นี่ไม่ได้แตกต่างจากพวกฟาริสีและเปาโลเมื่อครั้งอดีตเลย เปาโลทราบหรือไม่ว่าพระเยซูคือพระเจ้า? เหตุใดเขาจึงข่มเหงบรรดาสาวกของพระเยซู? เหตุใดเขาจึงจับกุมสาวกของพระองค์มากมายถึงเพียงนั้น? ในที่สุด พระเยซูทรงเห็นว่าเปาโลเลยเถิดไปมากแล้วในการข่มเหงของเขา พระองค์จึงทรงทำให้เปาโลล้มลงบนถนนไปสู่เมืองดามัสกัส แสงสว่างส่องล้อมรอบตัวเขา และเปาโลก็ล้มลงกับพื้น หลังจากล้มลง เขาถามพระเยซูว่า: “พระองค์เป็นใคร?” พระเยซูตอบเขาว่า: “เราคือเยซูผู้ที่เจ้าข่มเหง” (กิจการ 9:5) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เปาโลก็สงบนิ่งลงมาก หากพระเยซูมิได้ทรง “ให้ความกระจ่าง” และทำให้เขาล้มลง เปาโลคงมิได้ยอมรับพระเยซู นับประสาอะไรที่จะประกาศเพื่อพระองค์ สิ่งนี้พิสูจน์อะไร? สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่าผู้คนมีธรรมชาติที่เลวร้ายได้ถึงขีดสุด
ผู้คนมักจะกล่าวว่า: “มนุษย์เราล้วนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ไม่มีใครในพวกเราสามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้” และว่า “มนุษย์มีความคิดว่าตนชอบธรรมเสมอและคิดว่าตนสำคัญ พวกเขาเชื่อเสมอว่าตนเองเป็นคนดี และพวกเขาดีกว่าคนอื่น!” อันที่จริงแล้ว นี่เป็นความเข้าใจที่ตื้นเขินที่สุด นี่เป็นแค่แง่มุมเล็กๆ ของอุปนิสัยเสื่อมทรามเท่านั้น เหตุใดเจ้าจึงไม่พูดถึงความคิดและเจตนารมณ์ในการกบฏต่อพระเจ้าและขัดขืนต่อพระเจ้าในธรรมชาติของเจ้าเองเลย? พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เจ้าทำบางสิ่งในแบบหนึ่ง แล้วเจ้ากลับต้องทำในอีกแบบหนึ่ง พระเจ้าทรงพระราชกิจในแบบหนึ่ง แล้วเจ้ากลับต้องเรียกร้องให้พระองค์ทรงพระราชกิจในอีกแบบหนึ่ง นี่ไม่ใช่การแข่งขันกับพระเจ้าหรือ? ทุกคนมีอุปนิสัยชนิดนี้ ไม่มีใครรอดพ้นได้ บางทีคนบางคนอาจจะบอกว่า: “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน ฉันไม่รู้มาก่อน!” นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้า เมื่อเจ้าได้ติดต่อสัมพันธ์แล้ว และหลังจากใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ค่อยๆ ทำความรู้จักพระองค์ รับประกันได้เลยว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปและเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง และไม่ใช่การประเมินเจ้าต่ำ ทุกวันนี้ผู้คนไม่เพียงมีแต่มีอุปนิสัยเสื่อมทราม ธรรมชาติของพวกเขาก็เสื่อมทรามเช่นกัน ความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพวกเขาเสื่อมทรามจนกระทั่งขาดวิ่นและหลงหายอย่างสิ้นเชิงแล้ว นั่นก็คือผู้คนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ที่ปกติอยู่อีกต่อไป พระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติแต่ผู้คนล้วนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม และไม่ได้มีในเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่ปกติมากมายนัก ทำให้การอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวกับพระเจ้าของพวกเขาเป็นไปไม่ได้ พวกเขาจะมีความแตกต่างและโต้เถียงกับพระเจ้าในหลายประเด็นอย่างแน่นอน อาจไปถึงขั้นเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ด้วยซ้ำ นี่เป็นเพราะผู้คนไม่ได้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือหัวใจที่นบนอบพระเจ้า คนเราไม่สามารถเรียกร้องกับผู้คนว่า “ในเมื่อคุณรับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า คุณต้องนบนอบพระองค์ไม่ว่าจะตรัสอย่างไรก็ตาม” ยิ่งไปกว่านั้น การเรียกร้องให้พวกเขายอมจำนนต่อพระเจ้าในทุกๆ ทางยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย นี่ไม่ใช้เรื่องของการยอมจำนน ผู้คนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และในที่สุดแล้ว พระเจ้าก็คือพระเจ้าและมนุษย์ก็คือมนุษย์—ซึ่งจำเป็นต้องมีเส้นแบ่งระหว่างทั้งสอง ในยุคธรรมบัญญัติ คนรับใช้ของอับราฮัมได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าอย่างไร? “ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์” (ปฐมกาล 24:12) เขาแบ่งแยกลำดับชั้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ผู้คนในยุคนี้เชื่อว่า: “พระเจ้าก็ไม่ต่างอะไรมากจากพวกเรา พระองค์ก็มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และมีความต้องการ มีอารมณ์ความรู้สึกครบถ้วน มีพระชนม์ชีพ และมีกิจกรรมของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แม้ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจอันศักดิ์สิทธิ์ แต่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ก็ถือเป็นสิ่งที่ขาดมิได้!” ทันทีที่มนุษย์มีแนวคิดคร่าว ๆ เกี่ยวกับ “สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ” ภายในพวกเขาแล้ว พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะกำหนดพระราชกิจของพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ และพระอุปนิสัยของพระองค์ให้เป็นสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติของมนุษย์ ปฏิเสธสแก่นแท้อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ นี่เป็นข้อผิดพลาดใหญ่หลวง นี่ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักพระเจ้าใช่หรือไม่? พวกเจ้ายังไม่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้า ใครในพวกเจ้ากล้าจะกล่าวว่า “หากฉันได้ติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นเวลาหนึ่งปี ฉันรับประกันได้ว่าฉันจะไม่เป็นกบฏเลย”? ไม่มีใครสามารถมั่นใจได้ขนาดนั้น คนส่วนใหญ่เชื่อในพระเจ้ามามากกว่า 10 หรือ 20 ปี แต่ก็ไม่มีใครสามารถบรรลุซึ่งการนบนอบที่แท้จริงต่อพระองค์ได้ นี่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึก และอุปนิสัยของซาตานได้หยั่งรากลึกเข้าไปในหัวใจของผู้คนแล้ว มีสิ่งเสื่อมทรามบางประการที่พวกเจ้าไม่สามารถขุดขึ้นมาด้วยตัวเองได้เลยเสียด้วยซ้ำ เราได้กล่าวคำพูดมากมาย ได้แสดงความจริงมากมาย แต่แทบจะไม่มีใครเลยที่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง ผู้คนในเวลานี้ดื้อดึงดันทุรัง พวกเขาเฉยชาและโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง นี่ไม่ใช่ว่าพวกเขามีความไม่รู้เพียงเล็กน้อย ธรรมชาติที่เป็นกบฏของพวกเขาได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นแล้ว แต่พวกเจ้าก็ยังคงไม่ได้มองเห็นสิ่งนี้อย่างชัดเจน
บางคนเมื่อพบเจอพระคริสต์สักหนึ่งหรือสองวัน ก็ไม่คุ้นเคยกับพระองค์และรู้สึกค่อนข้างสำรวมว่า “นี่คือพระเจ้าประทับอยู่ตรงนี้!” พวกเขามีความคิดเช่นนี้อยู่ในใจ แต่หลังจากที่คลุกคลีกับพระองค์สัก 10 วันหรือสองสัปดาห์ เมื่อพวกเขาคุ้นเคยกับพระองค์มากขึ้นทีละน้อยและใกล้ชิดมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็กลายเป็นคนที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่แยกแยะสถานะของตนกับพระองค์อีกต่อไป ราวกับว่าเท่าเทียมกันทุกอย่าง ไม่มีลำดับชั้นแต่อย่างใด พวกเขาคิดว่าถูกควรแล้วที่พระเจ้าจะทรงแบ่งปันชีวิตและความเบิกบานกับตน บางครั้งเราก็นึกตรองอยู่ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ถ้าเราจะตัดแต่งและอบรมสั่งสอนพวกเขาตลอดเวลา ก็แน่นอนว่าพวกเขาย่อมจะประพฤติตัวดีและนบนอบ บางครั้งเวลาเราพูดคุยกับใครสักคนเหมือนคนที่เสมอภาคกัน พวกเขาก็คิดว่า “อืม ดูเถิดว่าพระเจ้าดีกับฉันขนาดไหน!” การที่เราดีกับเจ้าไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าไม่มีอุปนิสัยที่เป็นกบฏหรือว่าแก่นแท้ธรรมชาติของเจ้านั้นดี ย่อมเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? กับบางคน เวลาเราปฏิบัติต่อพวกเขาดีขึ้นมานิดและยิ้มให้สักหน่อย พวกเขาก็ลืมที่ทางของตนในจักรวาล ลืมว่าตนมาจากไหน อัตลักษณ์และแก่นแท้ของตนเป็นเช่นไร—พวกเขาลืมทั้งหมดนี้ ธรรมชาติของผู้คนแย่ถึงที่สุดแล้วโดยแท้ พวกเขาไม่มีเหตุผลแต่อย่างใด! ถ้าบางคนเชื่อว่าตนเป็นคนดีทีเดียว เช่นนั้นแล้วก็จงไปมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าสักระยะหนึ่ง และดูว่าความเป็นกบฏและการแข็งขืนทั้งหมดในตัวเจ้าจะถูกเปิดโปงออกมาอย่างไร จงเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระเจ้าสักระยะ—เราจะไม่เตือนเจ้า ไม่ตำหนิ หรือตัดแต่งเจ้า และจะไม่มีใครสามัคคีธรรมกับเจ้า เจ้าจะมีประสบการณ์ด้วยตนเอง และพวกเราก็จะเห็นกันว่าเจ้าจะมีประสบการณ์ได้ถึงเพียงไหน หากไม่ได้มาซึ่งความจริง ก็แน่นอนว่าเจ้าจะล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ผลที่ตามมาย่อมจะไม่อาจคาดคิดได้ อุปนิสัยที่เป็นกบฏของผู้คนนั้นร้ายแรงเกินไป หัวใจของพวกเขาไม่สามารถเปิดรับผู้อื่น! อุปนิสัยที่เป็นกบฏของเจ้า ธรรมชาติเยี่ยงซาตาน และหัวใจที่โอหังของเจ้าไม่สามารถเปิดรับผู้อื่น! บางครั้งหลังจากที่มีปฏิสัมพันธ์กับเราสักระยะหนึ่ง บางคนก็เกิดความคิดบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง ถ้าความคิดเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อกลายเป็นมโนคติอันหลงผิดหรือการตัดสินไปแล้ว พวกเขาก็จะพบว่าตนนั้นมีภัย บางคนกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะพระองค์ธรรมดาและปกติเกินไป ข้าพระองค์ไม่เป็นเช่นนี้เวลาเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า” เวลาที่เจ้าเชื่อในพระเยซูก็เหมือนกัน ถ้าเอาพวกเจ้าไปไว้ในยุคของพระเยซู พวกเจ้าก็จะไม่ดีไปกว่าพวกฟาริสี ความรู้สึกนึกคิดของพวกเจ้าย่อมจะเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด จงอย่าคิดว่าเจ้าจะดีกว่ายูดาส เขาสามารถทรยศองค์พระผู้เป็นเจ้าและลักเงินของพระองค์ไปใช้เองได้ลงคอ เจ้าอาจจะไม่ทรยศพระองค์หรือใช้เงินของคริสตจักรโดยไม่ทันยั้งคิด แต่ก็จะไม่ใช่คนที่นบนอบองค์พระผู้เป็นเจ้า และแน่นอนว่าเจ้าย่อมจะเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิด ความเป็นกบฏ และการแข็งขืน พระวจนะและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าคือการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า เหตุใดยูดาสจึงต่อต้านองค์พระผู้เป็นเจ้า? ธรรมชาติของเขาเลวเกินไป เขาไม่อาจเปิดใจรับพระคริสต์ได้ และยืนกรานที่จะเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์ สมัยนั้นเปโตรก็ทนทุกข์มากเช่นกันมิใช่หรือ? ในที่สุด เพราะความเป็นมนุษย์ของเขาดีกว่าผู้อื่นในสมัยนั้นอยู่บ้างเมื่อเทียบกัน และเพราะเขาสามารถไล่ตามเสาะหาที่จะรักพระเจ้า เขาจึงได้รับการทำให้เพียบพร้อมในท้ายที่สุด ย้อนไปในยุคนั้น เขาก็มีมโนคติอันหลงผิดและความคิดเห็นบางอย่างเกี่ยวกับพระเยซูเช่นกัน แต่เพราะเขาสามารถไล่ตามเสาะหาที่จะรักองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจึงรู้จักองค์พระเยซูเจ้าขึ้นมาบ้างในท้ายที่สุด ดังนั้น จงอย่าคุยโว อย่ารับรองว่าเจ้านั้นสามารถประสบความสำเร็จและทำคะแนนเต็มได้ในสิ่งที่เจ้าไม่เคยมีประสบการณ์ เรื่องนี้ไม่จริงหรืออยู่กับความเป็นจริง เจ้าต้องมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ก่อน เมื่อนั้นเท่านั้นความรู้และความเข้าใจเชิงลึกที่เจ้าแบ่งปันจึงจะสัมพันธ์กับชีวิตจริง จงอย่ากล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า เสด็จมาที่บ้านของข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์สัญญาว่าจะไม่ทำให้พระองค์กริ้วเหมือนที่คนอื่นทำ ข้าพระองค์สัญญาว่าจะไม่ทำตัวไร้มนุษยธรรมดังที่คนอื่นทำ” เรื่องนี้ไม่แน่นอน เพราะองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์ที่ปกติภายในตัวผู้คนได้ถูกทำลายไปแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพวกเขาหมดสิ้นไปแล้ว เช่นเดียวกับมโนธรรมและเหตุผลของพวกเขา—สามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ การพูดจาอย่างเรียบง่ายและซื่อตรง การสามารถรับฟังและนบนอบ สิ่งที่เป็นบวกทั้งปวงนี้หมดไปจากตัวผู้คนแล้ว ดังนั้น หลักธรรมในการดำรงชีวิตและจุดหมายในชีวิตของผู้คนจึงเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขายึดถือปรัชญาของซาตานกันทุกคนและถูกธรรมชาติของซาตานครอบงำ วาจาของพวกเขากลิ้งกลอกและหลอกลวง ลมพัดไปทางไหน พวกเขาก็ไปทางนั้น และเก่งกาจในการกล่าวคำที่ฟังรื่นหู—พวกเขาเชื่อว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม เหตุใดจึงกล่าวว่ามนุษย์ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึก? เมื่อถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกเช่นนั้น ผู้คนยังคงมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติบ้างหรือไม่? เจ้าเชื่อว่าตนเองมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ซึ่งเจ้าก็เชื่อไปว่าเป็นเพียงการโอหัง คิดว่าตนถูก และหยิ่งทะนงบ้าง ใช้วาจาค่อนข้างหลอกลวง หรือสุกเอาเผากินในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่บ้าง—เท่านั้นเอง แต่การรู้เช่นนี้กลับตื้นเขินเกินไป เป็นการรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น กุญแจสำคัญอยู่ที่มนุษย์นั้นชั่ว โดยธรรมชาติ ผู้คนล้วนเคารพความชั่ว ปฏิเสธและแข็งขืนต่อพระเจ้า และความเป็นมนุษย์ที่ปกติของพวกเขาก็หายไปจากผิวโลกเรียบร้อยแล้ว เป็นดังนี้มิใช่หรือ? ดังนั้นผู้คนควรทำเช่นไรเพื่อที่จะมีมาตรฐานของการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง? กุญแจสำคัญอยู่ที่การหาเส้นทางปฏิบัติ วิธีการปฏิบัติที่เหมาะสม ภายในพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้าทุกคนรู้ว่าในหมู่มวลมนุษย์ไม่มีผู้คนที่ดีเป็นพิเศษ แล้วเหตุใดจึงกล่าวกันในตอนนี้ว่าบางคนมีความเป็นมนุษย์ ขณะที่คนอื่นไม่มี? ผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์สามารถนำความจริงเหล่านี้ไปปฏิบัติได้โดยแท้หรือไม่? พวกเขาก็ปฏิบัติไม่ได้เช่นกัน เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว พวกเขามีเมตตาและอ่อนโยนอยู่ในหัวใจขึ้นมาหน่อย และมีความรับผิดชอบในงานของตนมากขึ้นมาหน่อย—แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน ถ้าเจ้าประเมินใครสักคนและกล่าวว่าคนคนนี้ดีแน่นอนไม่มีข้อเสียหรือความเป็นกบฏเลย พวกเขาพร้อมที่จะทำตามและนบนอบทุกประการ ไม่สุกเอาเผากินในการปฏิบัติหน้าที่ของตนแต่อย่างใด นี่ย่อมจะเป็นการพูดเกินจริงมิใช่หรือ? นี่ตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่? แท้จริงแล้วมีคนแบบนี้หรือไม่? ถ้านี่คือความเข้าใจที่พวกเจ้ามีต่อสิ่งต่างๆ ความเข้าใจนี้ก็บิดเบี้ยว แต่ถ้าพวกเจ้าเชื่อว่า “พวกเราที่เป็นมนุษย์จบสิ้นแล้ว พวกเราไม่มีใครดีเลย ดังนั้นการเชื่อในพระเจ้าจะมีประโยชน์อะไร? ฉันจะเลิกเชื่อในพระเจ้าและรอคอยความตายก็แล้วกัน!” นี่ก็ไร้เหตุผลเช่นกัน พวกเจ้าสุดโต่งอยู่เสมอ ราวกับว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจคำพูดที่ตรงไปตรงมา พวกเจ้าเอนเอียงไม่ทางใดก็ทางหนึ่งตลอดเวลา ถ้าเราพูดให้เบาลงและอ่อนโยนขึ้น พวกเจ้าก็จะไม่สามารถรู้จักตัวเอง แต่ถ้าเราพูดจาขึงขังและเกรี้ยวกราดเกินไป พวกเจ้าก็จะคอตก คิดลบ และถึงกับเลิกพัฒนาตัวเอง เวลาที่บางคนได้ฟังคำพิพากษาและคำกล่าวโทษของพระเจ้า พวกเขาก็ตัวแข็งทันทีและเชื่อว่าตนจบสิ้นแล้ว ไม่มีหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด ผู้คนเหล่านี้เป็นพวกที่ช่วยให้รอดได้ยากที่สุดโดยแท้ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจวาจาที่ตรงไปตรงมา! ทั้งนี้ เวลาพระเจ้าตรัสและเปิดโปงผู้คน นั่นก็เป็นไปเพื่อที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจรากเหง้าของธรรมชาติที่เสื่อมทรามในตัวมนุษย์ และเข้าใจว่าเหตุใดมนุษย์จึงสามารถกบฏต่อพระเจ้าได้ การเปิดโปงสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คน ถ้าไม่มีการเปิดโปงสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็จะเชื่อไปจนถึงปลายทางโดยที่ไม่เคยรู้จักตัวเอง พูดอยู่เสมอว่าหัวหน้าทูตสวรรค์นึกถึงแต่ตัวเอง หรือกล่าวว่าคนนี้โอหัง คนนั้นก็เป็นกบฏ แล้วตัวเจ้าเองเป็นเช่นไร? ยังมีผู้คนที่พูดอยู่เสมอว่า “พวกเราเป็นกบฏต่อพระเจ้าโดยแท้” แต่ก็ยังคงไม่รู้จักมูลเหตุของความเป็นกบฏที่ตนมี และไม่รู้เท่าทันหรือเข้าใจแก่นแท้ของสภาวะเหล่านั้น นี่หมายความว่าพวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้และไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด พวกเจ้าสามารถเข้าใจวจนะเหล่านี้หรือไม่? (สามารถ)
เรื่องที่เราเพิ่งสามัคคีธรรมไปนี้มีสองแง่มุมที่สำคัญ แง่หนึ่งคือคนเราควรสัมฤทธิ์การนบนอบที่แท้จริงในการเชื่อในพระเจ้า ทำได้ถึงมาตรฐานของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างครบถ้วน อีกแง่หนึ่งคือการเปิดโปงความเป็นกบฏในตัวผู้คนและเปิดโปงธรรมชาติของพวกเขานั้นเปิดโอกาสให้พวกเขารู้จักตัวเอง ถ้าพวกเขาไม่ถูกเปิดโปงเช่นนี้ ไม่มีการทำให้พวกเขารู้จักตัวเอง เช่นนั้นแล้วทุกคนก็จะพูดว่าตนดีและก็ดีกว่าผู้อื่น ตัวอย่างเช่น บางคนกล่าวว่า “ฉันก็เสื่อมทรามอย่างหนักเช่นกัน” แต่เมื่อพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไปสักระยะหนึ่ง พวกเขาก็เชื่อว่าตนเองยังคงดีกว่าผู้อื่น คิดไปว่า “ฉันไม่ใช่คนดีอะไร ฉันเห็นแล้วว่าเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉัน และแท้จริงแล้วยังแย่กว่าฉันด้วยซ้ำ!” จงอย่าคิดว่าเจ้านั้นดีกว่าผู้อื่น เจ้าไม่ได้ดีกว่าผู้อื่นแม้แต่น้อย ธรรมชาติที่เป็นกบฏของผู้คนล้วนเหมือนกัน ทั้งหมดนี้ชัดเจนหรือไม่? ในเมื่อตอนนี้พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องนี้จบแล้ว พวกเจ้าทุกคนคิดอย่างไร? พวกเจ้าคิดอยู่หรือเปล่าว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี นึกว่าตัวเองเป็นคนที่นบนอบพระเจ้า มาวันนี้ พอพระเจ้าทรงสามัคคีธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ฉันถึงตระหนักในที่สุดว่าฉันไม่ได้นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง และยังไม่ได้ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นพระเจ้า ฉันไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้ด้วยซ้ำ—ฉันไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิงและความเชื่อของฉันก็สับสนอย่างยิ่ง!” ถ้าเจ้ารู้เช่นนี้จริง ก็มีหวังที่เจ้าจะเข้าสู่ครรลองอันถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้าและกลายเป็นคนที่นบนอบพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถได้รับความรอด
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ