พระวจนะว่าด้วยการแก้ไขอุปนิสัยที่เสื่อมทราม (บทตัดตอน 52)

ผู้คนบางคนไม่เคยแสวงหาความจริงในขณะปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาเลย พวกเขาแค่ทำไปตามที่พวกเขาพอใจ กระทำการตามความคิดฝันของพวกเขาเอง และทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่นตลอดเวลา พวกเขาไม่เดินบนเส้นทางของการปฏิบัติความจริงอย่างชัดเจน การ “ทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเมื่อเผชิญปัญหา เจ้ากระทำการตามที่เจ้าเห็นว่าเหมาะสม ไร้กระบวนการของการคิดอ่านหรือการค้นหาใดๆ คำพูดของผู้อื่นไม่สามารถสัมผัสหัวใจของเจ้าหรือเปลี่ยนความคิดของเจ้าได้ เจ้าไม่อาจยอมรับได้ด้วยซ้ำเมื่อมีการสามัคคีธรรมถึงความจริงกับเจ้า เจ้ายึดติดอยู่กับความคิดเห็นของตัวเอง ไม่รับฟังเมื่อผู้อื่นพูดในสิ่งที่ถูกต้อง เจ้าเชื่อว่าตัวเองถูกและยึดถือแนวคิดของตัวเจ้าเอง ต่อให้การคิดอ่านของเจ้าถูกต้อง เจ้าก็ควรพิจารณาความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย และหากเจ้าไม่พิจารณาเลย นี่ก็คือการคิดว่าตนชอบธรรมเสมอเป็นอย่างยิ่งมิใช่หรือ? สำหรับผู้คนที่คิดว่าตนชอบธรรมเสมอและเอาแต่ใจอย่างที่สุดนั้น การยอมรับความจริงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเจ้าทำผิดและผู้อื่นวิจารณ์เจ้าว่า “คุณไม่ได้ทำสิ่งนั้นตามความจริง!” เจ้าย่อมตอบว่า “ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังจะทำเช่นนี้อยู่ดี” และจากนั้นเจ้าก็หาเหตุผลบางประการมาทำให้พวกเขาคิดว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง หากพวกเขาตำหนิเจ้าว่า “การที่คุณทำตัวเช่นนี้เป็นการขัดขวาง และนั่นจะสร้างความเสียหายให้แก่งานของคริสตจักร” นอกจากไม่รับฟังแล้ว เจ้ายังจะเอาแต่คิดหาข้อแก้ตัวว่า “ฉันคิดว่านี่คือวิธีที่ถูกต้อง ดังนั้นฉันจะทำเช่นนี้” นี่คืออุปนิสัยอะไร? (ความโอหัง) นี่คือความโอหัง ธรรมชาติที่โอหังทำให้เจ้าเอาแต่ใจ หากเจ้ามีธรรมชาติที่โอหัง เจ้าจะประพฤติตนตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น ไม่ใส่ใจคำพูดของผู้ใดเลย เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะแก้ไขการทำตามอำเภอใจและความหุนหันพลันแล่นของเจ้าอย่างไร? ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า และเจ้ามีแนวคิดและแผนการของเจ้าเอง ก่อนที่จะกำหนดพิจารณาว่าจะทำสิ่งใด เจ้าก็ต้องแสวงหาความจริงและอย่างน้อยเจ้าควรสามัคคีธรรมกับทุกคนถึงสิ่งที่เจ้าคิดและเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนั้น โดยขอให้ทุกคนบอกเจ้าว่าความคิดทั้งหลายของเจ้าถูกต้องและเป็นไปในแนวเดียวกับความจริงหรือไม่ และขอให้ดำเนินการตรวจสอบขั้นสุดท้ายให้กับเจ้า นี่คือวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขการทำตามอำเภอใจและความหุนหันพลันแล่น ประการแรก เจ้าสามารถฉายส่องความสว่างไปยังทรรศนะทั้งหลายของเจ้าและแสวงหาความจริง—นี่คือขั้นตอนแรกของการปฏิบัติเพื่อแก้ไขการทำตามอำเภอใจและความหุนหันพลันแล่น ขั้นตอนที่สองเกิดขึ้นเมื่อผู้คนอื่นออกเสียงแสดงข้อคิดเห็นที่เห็นต่าง—เจ้าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อกันไม่ให้เกิดการทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น? ก่อนอื่นเจ้าต้องมีท่าทีของความถ่อมใจ พักวางสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้องลงไว้ก่อน และปล่อยให้ทุกคนสามัคคีธรรมกัน ต่อให้เจ้าเชื่อว่าหนทางของเจ้านั้นถูกต้อง เจ้าก็ไม่ควรเอาแต่ยืนกรานที่จะทำเช่นนั้น นั่นย่อมเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่ง แสดงให้เห็นท่าทีของการแสวงหาความจริง ปฏิเสธตัวเจ้าเอง และสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทันทีที่เจ้ามีท่าทีนี้ ในเวลาเดียวกันก็ไม่ยึดติดกับข้อคิดเห็นทั้งหลายของตนเอง เจ้าก็ควรอธิษฐาน แสวงหาความจริงจากพระเจ้า แล้วจากนั้นจงมองหาหลักพื้นฐานในพระวจนะของพระเจ้า—กำหนดพิจารณาวิธีปฏิบัติตนตามพระวจนะของพระเจ้า นี่คือการฝึกฝนปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุดและถูกต้องแม่นยำที่สุด เวลาที่ผู้คนแสวงหาความจริงและชูปัญหาให้ทุกคนสามัคคีธรรมร่วมกันและแสวงหาร่วมกัน นั่นคือเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงจัดเตรียมความรู้แจ้งไว้ให้ พระเจ้าประทานความรู้แจ้งแก่ผู้คนตามหลักธรรมทั้งหลาย—พระองค์ทอดพระเนตรท่าทีของเจ้า หากเจ้ายังคงดื้อดึงทำตามความเห็นของตนโดยไม่คำนึงว่าทัศนะของเจ้าว่าถูกหรือผิด พระเจ้าจะซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้าและเพิกเฉยต่อเจ้า พระองค์จะทรงทำให้เจ้าอับจนหนทาง เผยตัวเจ้าออกมา และเปิดโปงสภาวะที่อัปลักษณ์ของเจ้า หากในทางกลับกัน ท่าทีของเจ้าถูกต้อง ทั้งไม่ยืนกรานในหนทางของเจ้าเอง หรือไม่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายชอบธรรมเสมอ หรือไม่ทำตามอำเภอใจและหุนหันพลันแล่น แต่เป็นท่าทีของการแสวงหาและของการยอมรับความจริง หากเจ้าสามัคคีธรรมกับทุกคน เช่นนั้นแล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเริ่มทรงพระราชกิจในหมู่พวกเจ้า และบางทีพระองค์อาจจะทรงนำทางเจ้าให้เข้าใจด้วยคำพูดของใครบางคน บางครั้ง เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้า พระองค์ทรงนำทางเจ้าให้เข้าใจเงื่อนปมของเรื่องด้วยคำพูดหรือวลีเพียงไม่กี่คำ หรือด้วยการประทานแนวคิดหนึ่งให้กับเจ้า เจ้าตระหนักในทันทีนั้นว่า สิ่งใดก็ตามที่เจ้ากำลังยึดติดนั้นผิดพลาด และในทันทีเดียวกันนั้น เจ้าก็เข้าใจหนทางในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมมากที่สุด เมื่อได้มาถึงระดับเช่นนี้แล้ว เจ้าได้หลีกเลี่ยงการทำความชั่วและในเวลาเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการแบกรับผลสืบเนื่องจากความผิดพลาดสำเร็จแล้วมิใช่หรือ? นี่ไม่ใช่การคุ้มครองของพระเจ้าหรือ? (ใช่) จะสัมฤทธิ์สิ่งเช่นนั้นอย่างไร? การนี้จะบรรลุได้เมื่อเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และเมื่อเจ้าแสวงหาความจริงด้วยหัวใจแห่งการนบนอบ ทันทีที่เจ้าได้รับความรู้แจ้งแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และกำหนดหลักธรรมของการปฏิบัติแล้ว การฝึกฝนปฏิบัติของเจ้าย่อมจะตรงตามความจริง และเจ้าจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้ การที่เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงในลักษณะดังกล่าวขึ้นอยู่กับอะไรเป็นสำคัญ? โดยพื้นฐานแล้ว นั่นขึ้นอยู่กับการมีความตั้งใจและท่าทีที่ถูกต้องของเจ้า นี่เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ยามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์เจตนารมณ์และท่าทีทั้งหลายของผู้คน และพระองค์ตัดสินพระทัยตามปัจจัยเหล่านี้ว่าจะประทานความรู้แจ้งหรือทรงนำพวกเขาหรือไม่ หากผู้คนสามารถเข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าและมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาจะรู้วิธีการอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริง พวกเจ้าสามารถมองเห็นการนี้ได้อย่างชัดเจนหรือไม่? บ่อยครั้งที่ผู้คนปรารถนาจะหลีกเลี่ยงการทำความชั่ว และต้องการปฏิบัติความจริงและกระทำการตามหลักธรรม แต่การนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของผู้คนที่มีต่อความจริง และขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงและนบนอบต่อพระเจ้าหรือไม่ หากเจ้าสามารถปล่อยมือจากเจตนารมณ์ส่วนตนของเจ้าและมีกรอบความคิดของการนบนอบต่อพระเจ้า การอธิษฐานและการแสวงหาจากพระเจ้าอย่างจริงใจ เจ้าก็จะใช้เวลาไม่นานในการได้รับความรู้แจ้งจากพระเจ้า พระเจ้าจะทรงใช้วิธีการบางอย่างเพื่อทำให้เจ้าเข้าใจว่าหลักธรรมแห่งความจริงคืออะไรและประเด็นสำคัญของความจริงอยู่ตรงไหน เมื่อเจ้าอธิษฐานและแสวงหาจากพระเจ้า ตราบที่เจ้ามีกรอบความคิดที่ถูกต้องและเจ้ามีความจริงใจ พระเจ้าจะประทานความรู้แจ้งให้แก่เจ้า สิ่งเดียวที่น่าเป็นห่วงคือหากผู้คนไม่ได้กำลังแสวงหาความจริงอย่างแท้จริง ได้แต่เพียงทำไปตามขั้นตอนและพิธีการเพื่อให้คนอื่นเห็น ในกรณีนั้น พวกเขาจะไม่สามารถได้รับความรู้แจ้งจากพระเจ้า หากท่าทีของเจ้าคือการยืนกรานอย่างดื้อรั้น ไม่ยอมรับความจริง ปฏิเสธคำแนะนำทั้งหลายของคนอื่น ไม่แสวงหาความจริง มีเพียงความเชื่อในตนเอง และทำตามอำเภอใจเจ้าเท่านั้น—หากนี่คือท่าทีของเจ้าโดยไม่สนใจว่าพระเจ้าทรงทำหรือทรงขอสิ่งใด เช่นนั้นแล้ว ปฏิกิริยาของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร? พระเจ้าจะไม่ใส่พระทัยเจ้า พระองค์จะกันเจ้าออกไป เจ้าไม่เอาแต่ใจหรอกหรือ? เจ้าไม่โอหังหรือ? เจ้าไม่คิดอยู่เสมอหรือว่าเจ้าถูกต้อง? หากเจ้าปราศจากการนบนอบ หากเจ้าไม่เคยแสวงหา หากหัวใจของเจ้าปิดสนิทและต้านทานพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะไม่ใส่พระทัยเจ้า เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ใส่พระทัยเจ้า? เพราะหากหัวใจของเจ้าปิดสนิทกับพระเจ้า เจ้าจะยอมรับความรู้แจ้งจากพระเจ้าได้หรือ? ยามที่พระเจ้าทรงติเตียนเจ้า เจ้าจะรู้สึกได้หรือไม่? เมื่อผู้คนดื้อแพ่ง เมื่อธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาและความเดรัจฉานระเบิดออกมา พวกเขาย่อมไม่รู้สึกในสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำย่อมไร้ประโยชน์อันใด—ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงทำพระราชกิจที่เปล่าประโยชน์ หากเจ้ามีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์อย่างดื้อรั้นเช่นนี้ สิ่งเดียวที่พระเจ้าทรงทำคือซ่อนพระองค์จากเจ้าต่อไป พระเจ้าจะไม่ทรงทำสิ่งที่เกินความจำเป็น เมื่อเจ้าเป็นปฏิปักษ์อย่างดื้อรั้นและปิดสนิทเช่นนี้ พระเจ้าจะไม่ทรงทำสิ่งใดในตัวเจ้าโดยการบังคับ หรือบังคับอะไรเจ้า พระองค์ไม่มีทางพยายามดลใจและประทานความรู้แจ้งให้เจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า—พระเจ้าไม่ทรงกระทำในหนทางนี้ เหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงกระทำในหนทางนี้? โดยส่วนใหญ่ เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงเห็นอุปนิสัยบางอย่างในตัวเจ้า ได้ทรงเห็นความเดรัจฉานที่รังเกียจความจริงและไม่ยินยอมใช้เหตุผลแล้ว และเจ้าคิดหรือว่าผู้คนจะสามารถควบคุมสัตว์ร้ายเมื่อความเดรัจฉานระเบิดออกมาได้? การแผดเสียงหรือการกรีดร้องใส่มันทำอะไรได้? การให้เหตุผลหรือการให้ความชูใจมันมีประโยชน์อันใดหรือไม่? ผู้คนกล้าที่จะเข้าใกล้มันหรือไม่? นี่คือวิธีที่ดีในการอธิบายเรื่องนี้ กล่าวคือ มันไม่ยอมใช้เหตุผล เมื่อความเดรัจฉานของเจ้าปะทุขึ้นมา และเจ้าไม่ยินยอมใช้เหตุผล พระเจ้าทรงทำเช่นใด? พระเจ้าไม่ใส่พระทัยเจ้า พระเจ้ายังต้องตรัสอะไรกับเจ้าอีกในเมื่อเจ้าไม่ยินยอมใช้เหตุผล? การตรัสใดๆ ต่อไปย่อมไร้ประโยชน์ และเมื่อพระเจ้าไม่ใส่พระทัยเจ้า เจ้าได้รับพรหรือเจ้าทนทุกข์? เจ้าได้รับประโยชน์บางอย่างหรือทนทุกข์จากการสูญเสีย? เจ้าจะทนทุกข์กับการสูญเสียอย่างไม่ต้องสงสัย และใครทำให้เป็นเช่นนี้? (พวกเราทำให้เป็นเช่นนี้) เจ้าทำให้เป็นเช่นนี้ ไม่มีใครบังคับเจ้าให้ปฎิบัติตนเช่นนี้ และเจ้าก็ยังรู้สึกเสียใจ เจ้าไม่ได้นำการนี้มาสู่ตัวเองหรอกหรือ? พระเจ้าไม่ใส่พระทัยเจ้า เจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้าได้ มีความมืดมิดในหัวใจเจ้า และชีวิตของเจ้าจะเป็นอันตราย—เจ้านำสิ่งนี้มาสู่ตนเอง เจ้าก็สมควรต้องเป็นเช่นนี้

เมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องหนึ่ง หากผู้คนเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป และยืนกรานแนวคิดทั้งหลายของตนเองโดยไม่แสวงหาความจริง ย่อมเป็นอันตรายมาก พระเจ้าจะทรงรังเกียจเดียดฉันท์คนเหล่านี้และจะทรงกันพวกเขาออกไป ผลที่ตามมาของการนี้จะเป็นอย่างไร? สามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าพวกเขามีความเสี่ยงที่จะถูกกำจัดออกไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่แสวงหาความจริงเหล่านั้นสามารถได้มาซึ่งความรู้แจ้งและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผลที่ตามมาคือการได้รับพรจากพระเจ้า ท่าทีที่แตกต่างกันของการแสวงหาและไม่แสวงหาความจริงสามารถนำมาซึ่งสภาวะที่แตกต่างกันในตัวเจ้าสองสภาวะ และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันสองประการ ผลลัพธ์แบบไหนที่พวกเจ้าเลือก? (ข้าพระองค์อยากได้มาซึ่งความรู้แจ้งจากพระเจ้ามากกว่า) หากผู้คนปรารถนาที่จะได้รับความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระเจ้า และได้รับพระคุณจากพระเจ้า พวกเขาต้องมีท่าทีแบบไหน? พวกเขาต้องมีท่าทีแห่งการแสวงหาและการนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง ไม่ว่าพวกเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือจัดการกับประเด็นปัญหาเฉพาะบางอย่างที่พวกเจ้าเผชิญหน้าอยู่ พวกเจ้าต้องมีท่าทีแห่งการแสวงหาและการนบนอบ ด้วยท่าทีประเภทนี้ อาจพูดได้ว่าเจ้ามีบางสิ่งที่เป็นหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า การสามารถที่จะแสวงหาและนบนอบความจริงคือเส้นทางสู่การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว หากเจ้าขาดพร่องท่าทีแห่งการแสวงหาและการนบนอบ และเจ้ากลับเกาะติดอยู่กับตัวเอง เป็นปฏิปักษ์อย่างดื้อดึง และเจ้าไม่ยอมรับความจริง และรังเกียจความจริง เช่นนั้นเจ้าย่อมกระทำความชั่วมากเป็นธรรมดา เจ้าไม่อาจควบคุมตนเองไม่ให้ทำได้! หากผู้คนไม่เคยแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหานี้เลย ผลสืบเนื่องที่ตามมาในท้ายที่สุดย่อมจะเป็นว่า ไม่สำคัญว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์มากเพียงใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์กี่สถานการณ์ ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงกำหนดบทเรียนให้พวกเขากี่บทเรียน พวกเขาก็ยังคงจะไม่เข้าใจความจริง และในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็จะยังคงไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ หากผู้คนไม่มีความจริงความเป็นจริง พวกเขาย่อมจะไม่สามารถติดตามหนทางแห่งพระเจ้าได้ และหากพวกเขาไม่สามารถติดตามหนทางแห่งพระเจ้าได้เลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่ใช่ผู้คนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้ ผู้คนพร่ำพูดเกี่ยวกับการต้องการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของตนและติดตามพระเจ้า สิ่งทั้งหลายเรียบง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? ไม่ใช่อย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างมากมายในชีวิตของผู้คน! ไม่ง่ายเลยที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราให้ดีเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและสัมฤทธิ์ความยำเกรงพระเจ้าและการหลีกเลี่ยงความชั่ว แต่เราจะบอกพวกเจ้าถึงหลักธรรมแห่งการปฏิบัติ กล่าวคือ หากเจ้ามีท่าทีแห่งการแสวงหาและการนบนอบ เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้า การนี้จะคุ้มครองเจ้า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพื่อให้เจ้าได้รับการอารักขา เป้าหมายคือการทำให้เจ้าเข้าใจความจริงและมีความสามารถที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และบรรลุความรอดจากพระเจ้า—นี่คือเป้าหมายสูงสุด หากเจ้ามีท่าทีนี้ในทั้งหมดที่เจ้าได้รับประสบการณ์ เจ้าจะไม่รู้สึกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและการสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าเป็นคำพูดที่ว่างเปล่าและคำขวัญอีกต่อไป จะไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามทั้งกายและใจมากอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ก่อนที่เจ้าจะตระหนัก เจ้าจะมาเข้าใจความจริงหลายประการ หากเจ้าพยายามได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ เจ้าจะมั่นใจได้ว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล ไม่สำคัญเลยว่าเจ้าเป็นใคร เจ้าอายุเท่าใด เจ้ามีการศึกษาเพียงใด เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้ว หรือเจ้าปฏิบัติหน้าที่ใด ตราบเท่าที่เจ้ามีท่าทีของการแสวงหาและการนบนอบ ตราบเท่าที่เจ้าได้รับประสบการณ์ในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ในท้ายที่สุดแล้วมั่นใจได้เลยว่าเจ้าย่อมจะเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความจริงความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม หากเจ้าไม่มีท่าทีแห่งการแสวงหาและการนบนอบในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไม่สามารถเข้าใจความจริงได้ อีกทั้งเจ้าย่อมจะไม่สามารถเข้าสู่ความจริงความเป็นจริงได้ คนที่ไม่เคยเข้าใจความจริงและไม่เคยสามารถเข้าไปสู่ความเป็นจริงความจริงเหล่านั้นคิดว่า “อะไรคือความจริงและอะไรคือคำสอน? อะไรคือความเป็นจริงความจริงและอะไรคือการไม่มีความเป็นจริงความจริง? ทำไมฉันถึงไม่เข้าใจเล่า?” บ่อยครั้งที่พวกเขาฟังคำเทศนาและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริง พวกเขาตื่นเช้าและเข้านอนดึกเพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า ฟังมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น และเขียนมากขึ้น พวกเขาจดบันทึกสิ่งเจริญใจทั้งหลายที่ตนได้ยินลงในสมุดบันทึก จนเต็มไปหลายเล่ม พวกเขาทุ่มเทความพยายามอย่างมากมาย แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่เคยเข้าใจความจริงเลย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกว่าความจริงนั้นลึกซึ้งเกินไป หลังจากการรับฟังมาหลายปี พวกเขาเข้าใจคำสอนบางส่วน แต่ทำไมพวกเขายังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้? ทำไมพวกเขากลายเป็นสับสนเมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องต่างๆ? พวกเขาถือว่าการเข้าใจความจริงและการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงนั้นเข้าใจได้ยากมาก และรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้บรรลุได้ยากมาก อันที่จริง พวกเขาเข้าใจผิดแล้ว การเชื่อในพระเจ้าและการเข้าใจความจริงไม่ใช่เรื่องของการเล่นปริศนาคำศัพท์ ไม่ใช่การสามารถพูดคุยเกี่ยวกับคำพูดและคำสอนบางประการ แล้วก็จบแค่นั้น—ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย สิ่งที่การเชื่อในพระเจ้าเน้นย้ำมากที่สุดคือ การปฏิบัติความจริงและการสามารถจับความเข้าใจหลักธรรมในการปฏิบัติความจริง มีเพียงการเข้าใจว่าการปฏิบัติความจริงคืออะไร และการรับมือกับเรื่องต่างๆ ตามหลักธรรมคืออะไร คนเราจึงสามารถกล่าวได้ว่าเข้าใจความจริงและมีการเข้าสู่ความเป็นจริงแล้ว การสามารถปฏิบัติความจริงและการเข้าสู่ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger