วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ (ตอนที่สอง)

เจ้าเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างไร? สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการหยั่งรู้ธรรมชาติของมนุษย์จากมุมมองทางโลกทัศน์ของมนุษย์ ทรรศนะชีวิต และค่านิยมทั้งหลาย พวกที่เป็นมารร้ายล้วนดำรงชีวิตเพื่อตัวเอง โดยหลักแล้วทรรศนะชีวิตและคำคมทั้งหลายของพวกเขามาจากคติพจน์ของซาตาน อาทิ “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “มนุษย์ยอมตายเพื่อทรัพย์สมบัติ เหมือนนกยอมตายเพื่ออาหาร” และตรรกะวิบัติอื่นๆ ในทำนองนี้ คำกล่าวทั้งหมดนี้ของพวกราชามาร พวกผู้ยิ่งใหญ่ และนักปรัชญาทั้งหลายได้กลายมาเป็นชีวิตจริงของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำพูดส่วนใหญ่ของขงจื๊อผู้ซึ่งชาวจีนกล่าวขวัญว่าเป็น “ปราชญ์” นั้น ได้กลายมาเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ทั้งยังมีสุภาษิตที่มีชื่อเสียงของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า และคติพจน์อมตะของพวกบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงหลากหลายที่ถูกยกมาอ้างบ่อยครั้งอีกเช่นกัน เหล่านี้ล้วนเป็นบทสรุปของปรัชญาทั้งหลายของซาตานและธรรมชาติของซาตาน สิ่งเหล่านี้ยังเป็นการแสดงตัวอย่างและคำอธิบายที่ดีที่สุดของธรรมชาติของซาตาน พิษเหล่านี้ที่ถูกซึมซาบเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ล้วนมาจากซาตาน และไม่ได้มาจากพระเจ้าแม้แต่น้อย คำพูดเยี่ยงมารเช่นนั้นอยู่ในการต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าโดยตรงเช่นกัน มันชัดเจนอย่างสมบูรณ์ว่า ความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งหลายนั้นล้วนมาจากพระเจ้า และสิ่งทั้งปวงที่เป็นลบซึ่งทำให้มนุษย์ถูกพิษนั้นมาจากซาตาน เพราะฉะนั้น เจ้าสามารถแยกแยะธรรมชาติของบุคคลหนึ่ง และแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นของใคร โดยดูที่ทรรศนะและค่านิยมที่พวกเขามีต่อชีวิต ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ คำพูดเยี่ยงมารของพวกเขาได้กลายเป็นชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ไปแล้ว “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” เป็นคำกล่าวของซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีและถูกปลูกฝังไว้ในตัวทุกคน และนี่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ยังมีคำปรัชญาอื่นๆ สำหรับการติดต่อเจรจาทางโลกที่เป็นเช่นนี้ด้วย ซาตานใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมของแต่ละชนชาติมาอบรมสั่งสอน ชักพาให้หลงผิด และทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้าง และถูกนรกที่ไร้พรมแดนนี้กลืนกิน และสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า ผู้คนบางคนทำหน้าที่เป็นข้าราชการในสังคมมาหลายทศวรรษ จงจินตนาการถึงการตั้งคำถามต่อไปนี้กับพวกเขาว่า “พวกคุณทำงานได้ดียิ่งในหน้าที่นี้ อะไรหรือคือคติพจน์หลักซึ่งมีชื่อเสียงที่พวกคุณใช้ดำรงชีวิต?” พวกเขาอาจกล่าวว่า “สิ่งเดียวที่ฉันเข้าใจก็คือ ‘ข้าราชการไม่โขกสับพวกที่ให้ของกำนัล และพวกที่ไม่ประจบย่อมไม่สำเร็จลุล่วงอันใดเลย’” นี่คือปรัชญาเยี่ยงซาตานที่พวกเขาใช้เป็นพื้นฐานของอาชีพการงาน คำพูดเหล่านี้มิได้แสดงถึงธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้หรอกหรือ? การใช้วิถีทางใดก็ตามอย่างขาดหลักศีลธรรมเพื่อได้มาซึ่งตำแหน่งได้กลายเป็นธรรมชาติของพวกเขา วงการข้าราชการและความสำเร็จในอาชีพการงานคือเป้าหมายของพวกเขา ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิต ในการประพฤติปฏิบัติ และพฤติกรรมของผู้คน ตัวอย่างเช่น ปรัชญาในการดำรงชีวิตทางโลกของพวกเขา หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และทั้งหมดนี้ล้วนมาจากซาตาน ด้วยเหตุนั้น สรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนจึงเป็นของซาตาน พวกข้าราชการทั้งหมด พวกที่กุมอำนาจ และพวกที่ประสบความสำเร็จนั้น มีเส้นทางและความลับในการที่จะประสบความสำเร็จของตัวพวกเขาเอง ความลับทั้งหลายดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนอันสมบูรณ์แบบของธรรมชาติของพวกเขาหรอกหรือ? พวกเขาได้ทำสิ่งใหญ่โตเช่นนั้นในโลก และไม่มีใครเลยที่สามารถมองทะลุกลอุบายและเล่ห์กลทั้งหลายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพวกเขาได้ นี่แสดงให้เห็นชัดว่าธรรมชาติของพวกเขานั้นประสงค์ร้ายและเคลือบแฝงเพียงใด มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก พิษของซาตานไหลเวียนอยู่ในเลือดของคนทุกคน และสามารถกล่าวได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม เลวร้าย เป็นปฏิปักษ์ และต่อต้านพระเจ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยปรัชญาและพิษของซาตาน จมจ่อมอยู่ในนั้น กลายเป็นแก่นแท้ธรรมชาติของซาตานจนหมดสิ้น นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า มนุษย์สามารถรู้จักตัวเองได้อย่างง่ายดายหากธรรมชาติของพวกเขาสามารถถูกชำแหละได้ในหนทางนี้

เมื่อผู้คนมีความเข้าใจที่จริงแท้ในพระอุปนิสัยของพระเจ้า เมื่อพวกเขาสามารถมองเห็นได้ว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าเป็นจริง บริสุทธิ์อย่างแท้จริง และชอบธรรมอย่างแท้จริง และเมื่อพวกเขาสามารถสรรเสริญความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้าจากหัวใจของตน เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง และพวกเขาย่อมจะได้รับความจริงแล้ว ต่อเมื่อผู้คนรู้จักพระเจ้าแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีชีวิตอยู่ในความสว่าง ผลลัพธ์โดยตรงของการรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงก็คือการสามารถรักและนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ในหมู่ผู้คนที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริง เข้าใจความจริงและได้รับความจริง จะมีการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในโลกทัศน์และทัศนคติที่พวกเขามีต่อชีวิต ซึ่งหลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงย่อมจะเกิดขึ้นกับอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาด้วย เมื่อผู้คนมีเป้าหมายที่ถูกต้องในชีวิต สามารถไล่ตามเสาะหาความจริง และประพฤติตนตามความจริง เมื่อพวกเขานบนอบพระเจ้าโดยสมบูรณ์และดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ เมื่อพวกเขารู้สึกมั่นคงและได้รับความกระจ่างไปจนถึงส่วนลึกในหัวใจของตน เมื่อหัวใจของพวกเขาเป็นอิสระจากความมืดมิด และเมื่อพวกเขาสามารถดำรงชีวิตอย่างอิสระและไม่ถูกตีกรอบอย่างสิ้นเชิงในการสถิตของพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจึงจะดำเนินชีวิตที่จริงแท้ของมนุษย์ และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่มีความจริงและมีความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้แล้ว ความจริงทั้งหมดที่เจ้าเข้าใจและได้มานั้นล้วนมาจากพระวจนะของพระเจ้าและมาจากพระเจ้าพระองค์เอง มีเพียงเมื่อเจ้าได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าผู้ทรงสูงสุด—พระผู้สร้าง และพระองค์ตรัสว่าเจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นผู้ดำรงชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์แล้วเท่านั้น ชีวิตของเจ้าจึงจะมีความหมายอย่างที่สุด การได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหมายความว่าเจ้าได้มาซึ่งความจริงแล้ว และเจ้าคือใครบางคนที่ครองความจริงและความเป็นมนุษย์ ในโลกปัจจุบันนี้ที่ถูกซาตานครอบงำ และในประวัติศาสตร์อย่างน้อยหลายพันปีมานี้นั้น มีใครท่ามกลางความเป็นมนุษย์ทั้งหมดที่ได้รับชีวิตมนุษย์ที่แท้จริง? ไม่มีผู้ใดเลย เนื่องจากผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกและดำรงชีวิตตามปรัชญาของซาตาน และทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำก็เป็นปรปักษ์กับพระเจ้า และทุกถ้อยคำและทฤษฎีของพวกเขาล้วนเกิดจากความเสื่อมทรามของซาตานและมีความชิงชังต่อพระวจนะของพระเจ้าโดยตรง ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงเป็นผู้คนประเภทที่ต่อต้านพระเจ้าโดยแท้ หากพวกเขาไม่ยอมรับความรอดของพระเจ้า พวกเขาก็จะจมลงสู่ความพินาศและการทำลายล้าง โดยไม่มีชีวิตให้พูดถึงอีกเลย พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ พยายามที่จะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียง และหวังที่จะ “ให้ชื่อของพวกเขาเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกนานหลายรุ่นคน” หวังที่จะ “มีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ตลอดไป” เหล่านี้คือคำพูดเยี่ยงมาร และไม่สมเหตุสมผลอย่างที่สุด บุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงทุกคน แท้จริงแล้วเป็นพวกของซาตาน และดำดิ่งอยู่ในนรกขุมที่สิบแปดเพื่อรับการลงโทษมานานแล้ว ไม่มีวันได้กลับมาเกิดใหม่อีก เมื่อมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเคารพเทิดทูนผู้คนเหล่านี้ และยอมรับคำพูดเยี่ยงมารและเหตุผลวิบัติของพวกเขา มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามย่อมกลายเป็นเหยื่อของหมู่มารและซาตาน สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรนมัสการพระผู้สร้าง นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นความจริง พระเจ้าทรงควบคุมฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง และทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง การไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่นบนอบพระเจ้าคือการไม่สามารถได้มาซึ่งความจริง หากเจ้าใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วในส่วนลึกของหัวใจของเจ้า เจ้าจะรู้สึกสว่างไสวและสบายใจ และเจ้ายังจะได้ชื่นชมความหวานอันมิอาจเปรียบเทียบได้ด้วยเช่นกัน เมื่อการนี้เกิดขึ้น เจ้าย่อมจะได้รับชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ว่าความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ของโลกจะยิ่งใหญ่เพียงใด ทันทีที่พวกเขาใกล้ถึงความตาย พวกเขาจะรู้สึกมือเปล่าและรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับอะไรเลย แม้แต่ไอน์สไตน์และนิวตัน ผู้มีปัญญาซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาเหล่านี้ก็ยังรู้สึกว่างเปล่า นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีความจริง และเพราะพวกเขาไม่มีความเข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง แม้พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็เพียงเชื่อในการมีอยู่ของพระองค์เท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาเพียงแต่ต้องการพึ่งพาวิทยาศาสตร์และการวิจัยเพื่อที่จะค้นหาและพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ผลลัพธ์ก็คือพวกเขาต่างก็ค้นคว้าวิจัยมาตลอดชีวิตโดยไม่ได้อะไรเลย และแม้พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามาทั้งชีวิต พวกเขาก็ไม่เคยได้รับความจริง พวกเขาเพียงเสาะแสวงความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่พวกเขากลับไม่แสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้า พวกเขาไม่ได้รับความจริง และพวกเขาไม่ได้รับชีวิตที่แท้จริง เส้นทางที่พวกเจ้ากำลังเดินในวันนี้ไม่ใช่เส้นทางที่พวกเขาเคยเดิน สิ่งที่พวกเจ้าแสวงหาคือการรู้จักพระเจ้า วิธีนบนอบพระองค์ วิธีนมัสการพระองค์ และวิธีใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ทั้งหมดนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งที่พวกเขาแสวงหา แม้พวกเขาจะเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาก็ไม่ได้มาซึ่งความจริง บัดนี้พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้ตรัสบอกความจริงในทุกแง่มุมแก่พวกเจ้า และได้ประทานหนทางแห่งความจริงและชีวิตแก่พวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง นั่นย่อมจะเป็นความโง่เขลาของพวกเจ้า

ตอนนี้พวกเจ้ายังเข้าใจความจริงไม่มากพอ พวกเจ้าพูดได้แต่ทฤษฎีที่ว่างเปล่า พวกเจ้ารู้สึกว่าตนเองยังคงห่างไกลจากมาตรฐานนักและพวกเจ้าไม่มั่นใจในงานใดๆ ที่พวกเจ้ารับผิดชอบ นี่แสดงให้เห็นว่าการเข้าสู่ชีวิตของพวกเจ้ายังตื้นเขินเกินไป และพวกเจ้ายังไม่ได้รับความจริง เมื่อพวกเจ้าเข้าใจความจริงอย่างแท้จริงและเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะมีกำลัง เป็นพละกำลังที่ไม่รู้จักหมดซึ่งจะมีอยู่เต็มร่างของเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะยิ่งรู้สึกสว่างไสว และยิ่งเจ้าเดินไปไกลเท่าใด เส้นทางก็จะยิ่งสว่างไสวขึ้นเท่านั้น ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้ายังไม่ได้ก้าวเดินบนครรลองที่ถูกต้อง และยังไม่ได้มาเข้าใจความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงรู้สึกว่างเปล่าอยู่ภายใน รู้สึกว่าชีวิตคือความทุกข์ ว่าพวกเขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำหน้าที่ของตน นี่คือสิ่งที่บรรดาผู้เชื่อในพระเจ้าเป็นก่อนที่พวกเขาจะมีนิมิตในหัวใจของพวกเขา ผู้คนยังไม่ได้มาซึ่งความจริงและยังไม่รู้จักพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่รู้สึกยินดีมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเจ้าที่ล้วนเคยทนทุกข์กับการข่มเหงและมีประสบการณ์กับความลำบากยากเย็นในการคืนสู่บ้าน เมื่อพวกเจ้าทนทุกข์ เจ้าย่อมคิดถึงความตายและความไม่เต็มใจที่จะมีชีวิตอยู่ เหล่านี้คือความอ่อนแอของเนื้อหนัง ผู้คนบางคนถึงกับคิดว่า “การเชื่อในพระเจ้าควรเป็นสิ่งที่น่ายินดี ในยุคพระคุณนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานสันติสุขและความชื่นบานแก่ผู้คน บัดนี้มีสันติสุขและความชื่นบานน้อยเหลือเกิน และไร้ซึ่งความยินดีอย่างที่เคยมีในยุคพระคุณ การเชื่อในพระเจ้าทุกวันนี้ยุ่งยากอย่างที่สุด” เจ้ารู้แต่เพียงว่าความยินดีของเนื้อหนังดีกว่าสิ่งอื่น เจ้าไม่รู้ว่าทุกวันนี้พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจใด พระเจ้าจำต้องยอมให้เนื้อหนังของพวกเจ้าทนทุกข์เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเจ้า ถึงแม้เนื้อหนังของพวกเจ้าจะทนทุกข์ แต่พวกเจ้าก็มีพระวจนะของพระเจ้า และพวกเจ้ามีพรของพระเจ้า เจ้าไม่อาจตายได้ต่อให้เจ้าต้องการที่จะตาย เจ้าสามารถทำใจยอมรับการไม่รู้จักพระเจ้าและการไม่ได้มาซึ่งความจริงได้หรือ? ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาซึ่งความจริง และพวกเขายังไม่มีชีวิต พวกเขาอยู่ระหว่างการแสวงหาความรอด ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทนทุกข์ในกระบวนการนี้บ้าง ปัจจุบันนี้ทุกคนในโลกกำลังก้าวผ่านบททดสอบ แม้แต่พระเจ้าก็ทรงทนทุกข์อยู่ ดังนั้นเหมาะสมแล้วหรือที่พวกเจ้าจะไม่ทนทุกข์? หากปราศจากการถลุงผ่านความวิบัติครั้งใหญ่ ก็ไม่อาจมีความเชื่อที่แท้จริงได้ และจะไม่สามารถได้มาซึ่งความจริงและชีวิต การไม่มีบททดสอบและการถลุงย่อมจะไม่เหมาะสม จงดูเปโตรสิ—ในที่สุดเขาต้องผ่านบททดสอบอยู่นานถึงเจ็ดปี (เมื่อเขาอยู่ในวัยห้าสิบสามปีแล้ว) เขาได้รับประสบการณ์กับบททดสอบหลายร้อยครั้งตลอดระยะเวลาเจ็ดปีนั้น เขาต้องเผชิญหนึ่งในบททดสอบเหล่านี้ทุกๆ สองสามวัน และหลังจากที่ผ่านบททดสอบสารพัดรูปแบบแล้วเท่านั้น เขาจึงได้มาซึ่งชีวิตและมีประสบการณ์กับความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา เมื่อเจ้าได้มาซึ่งความจริงและมารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าจะรู้สึกว่าเจ้าควรใช้ชีวิตเพื่อพระเจ้า หากเจ้าไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะเสียใจ เจ้าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้าในความเสียใจอันขมขื่นและความสำนึกผิดสุดขั้ว เจ้ายังตายไม่ได้ เจ้าต้องกำหมัดให้แน่นและมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เจ้าต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า เมื่อผู้คนมีความจริงภายในตัวเอง พวกเขาย่อมมีปณิธานเช่นนี้และจะไม่มีวันอยากตายอีก เมื่อความตายคุกคามเจ้า เจ้าจะพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่เต็มใจที่จะตาย ข้าพระองค์ยังคงไม่รู้จักพระองค์เลย ข้าพระองค์ยังไม่ได้ตอบแทนความรักของพระองค์ ข้าพระองค์จะตายไม่ได้จนกว่าจะได้รู้จักพระองค์เป็นอย่างดีเสียก่อน” ตอนนี้พวกเจ้าอยู่ตรงจุดนี้หรือไม่? ยังเลยใช่ไหม? บางคนพบเจอความเจ็บปวดในครอบครัว บ้างเผชิญความเจ็บปวดในชีวิตสมรส และบางคนก็ทนทุกข์จากการถูกข่มเหง ไม่มีแม้แต่ที่อยู่อาศัย ไม่ว่าพวกเขาไปที่ไหน นั่นก็เป็นบ้านของคนอื่น และพวกเขารู้สึกเจ็บปวดอยู่ในหัวใจ ความเจ็บปวดที่พวกเจ้าประสบอยู่ในตอนนี้คือความเจ็บปวดที่พระเจ้าทรงทนทุกข์อยู่มิใช่หรือ? พวกเจ้ากำลังทุกข์ทนไปพร้อมกับพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงทนทุกข์เป็นเพื่อนมนุษย์ พวกเจ้าล้วนมีส่วนในความทุกข์ทรมาน ในราชอาณาจักร และในความอดทนอดกลั้นของพระคริสต์ในยุคนี้ และเจ้าจะได้รับสง่าราศีในที่สุด! ความทุกข์นี้มีความหมาย เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ? เจ้าจะไร้ซึ่งเจตจำนงนี้ไม่ได้ เจ้าต้องเข้าใจความหมายของความทุกข์ในวันนี้และเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าจึงทนทุกข์มากถึงเพียงนี้ เจ้าต้องแสวงหาความจริงและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และแล้วเจ้าก็จะมีเจตจำนงที่จะทนทุกข์ หากเจ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเจ้าเอาแต่คิดถึงความทุกข์ เช่นนั้นแล้วยิ่งเจ้าคิดมากเท่าใด ความทุกข์ก็จะยิ่งทำให้เจ้าอึดอัด และเจ้าก็จะยิ่งคิดลบมากขึ้น เหมือนกับเส้นทางชีวิตของเจ้ากำลังจะถึงจุดจบ เจ้าจะเริ่มทุกข์ทรมานกับความตาย หากเจ้าทุ่มเทหัวใจและความพยายามทั้งหมดของเจ้าให้กับความจริง และเจ้าสามารถเข้าใจความจริงได้ เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าก็จะสว่างไสว และเจ้าจะมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดี ในชีวิตของเจ้า เจ้าจะได้พบสันติสุขและความชื่นบานภายในหัวใจ และเมื่อความเจ็บป่วยรุมเร้าหรือความตายใกล้เข้ามา เจ้าก็จะกล่าวว่า “ฉันยังไม่ได้มาซึ่งความจริง ดังนั้นฉันจะตายไม่ได้ ฉันต้องสละเพื่อพระเจ้าเป็นอย่างดี เป็นพยานยืนยันให้พระองค์เป็นอย่างดี และตอบแทนความรักของพระเจ้า ฉันจะตายอย่างไรในท้ายที่สุดก็ไม่สำคัญ เพราะฉันย่อมจะมีชีวิตที่น่าพึงพอใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ฉันยังตายไม่ได้ ฉันต้องยืนหยัดและมีชีวิตอยู่ต่อไป” ตอนนี้เจ้าต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ และเจ้าต้องเข้าใจความจริงจากสิ่งเหล่านี้ เมื่อผู้คนมีความจริง พวกเขาย่อมมีความเข้มแข็ง เมื่อพวกเขามีความจริง ร่างกายของพวกเขาย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ไม่รู้จักหมด เมื่อพวกเขามีความจริง พวกเขาย่อมมีความมุ่งมั่น หากปราศจากความจริง ผู้คนย่อมอ่อนแอเหมือนผักเน่า เมื่อพวกเขามีความจริง พวกเขาย่อมแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ไม่ว่าสิ่งต่างๆ จะขมขื่นเพียงใด พวกเขาก็จะไม่รู้สึกขมขื่นเลย พวกเจ้าคิดว่าความทุกข์เล็กน้อยของพวกเจ้ามีความสำคัญอย่างไร? พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ก็ยังทรงทนทุกข์อยู่! พวกเจ้าคือผู้คนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และธรรมชาติของพวกเจ้าก็คือการทรยศพระเจ้า พวกเจ้าทำสิ่งต่างๆ มากมายที่เป็นการกบฏต่อพระเจ้าและต้านทานพระองค์โดยไม่รู้ตัว พวกเจ้าจึงสมควรถูกพิพากษาและตีสอน ผู้คนที่เจ็บป่วยและต้องได้รับการรักษาก็เช่นเดียวกัน ควรแล้วหรือที่พวกเขาจะกลัวความทุกข์? พวกเจ้ามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ดังนั้นพวกเจ้าคิดหรือว่าพวกเจ้าจะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนและมีชีวิตที่ปราศจากความเจ็บปวดได้? ความทุกข์ของพวกเจ้าเกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง นั่นเป็นสิ่งที่สมควรและต้องสู้ทน ความทุกข์นั้นใช่ว่าไร้สาเหตุและไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ความทุกข์ที่พวกเจ้าสู้ทนอยู่ในตอนนี้มากกว่าการวิ่งวุ่นไปมาและการทุ่มเททำหน้าที่ของพวกเจ้าเพียงนิดเดียว บางครั้งพวกเจ้าก็พบว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ดังนั้นพวกเจ้าจึงต้องผ่านการถลุงบ้าง บางครั้งพวกเจ้าไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าหรือรู้สึกทุกข์ใจเล็กน้อยเมื่อพวกเจ้าอ่านพระวจนะ และพวกเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์แห่งการถลุงในพระวจนะของพระเจ้าอยู่บ้าง หรือบางทีพวกเจ้าก็ทำงานของตนได้ไม่ดีและทำผิดพลาดในหน้าที่ของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเจ้ารู้สึกผิดและนึกเกลียดชังตัวเองที่ไม่สามารถทำงานของตนได้ และนี่ก็ทำให้พวกเจ้าทนทุกข์อยู่บ้าง บางทีพวกเจ้ามองเห็นความก้าวหน้าของผู้อื่นและรู้สึกว่าตัวเองก้าวหน้าช้าเหลือเกิน พวกเจ้าใช้เวลานานเกินไปกับความก้าวหน้าในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า มีความสว่างน้อยเกินไป และสิ่งเหล่านี้สร้างความทุกข์บางอย่างให้แก่พวกเจ้า เนื่องจากการจับกุมและข่มเหงของพญานาคใหญ่สีแดง บางครั้งพวกเจ้าก็รู้สึกว่าถูกสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรกับพวกเจ้าคุกคาม ดังนั้นพวกเจ้าจึงรู้สึกกลัว กระสับกระส่าย และใช้ชีวิตอยู่ในความหวาดหวั่นเสมอ และนี่ก็ทำให้พวกเจ้ามีความทุกข์ นอกจากความทุกข์นี้แล้ว พวกเจ้ายังมีประสบการณ์กับความทุกข์อื่นใดอีกบ้าง? พวกเจ้าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานใช้แรงกายอย่างหนัก ไม่มีผู้บังคับบัญชาหรือเจ้านายคอยทุบตีและดุว่าพวกเจ้า และไม่มีใครปฏิบัติต่อพวกเจ้าเหมือนเป็นทาส พวกเจ้าไม่ต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเช่นนั้น อันที่จริง บรรดาความทุกข์ยากที่พวกเจ้าสู้ทนอยู่นี้ก็ไม่ใช่ความยากลำบากจริงๆ จงคิดดู เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? พวกเจ้าต้องเข้าใจว่าอะไรคือนัยสำคัญของการตัดขาดจากครอบครัวของเจ้ามาสละเพื่อพระเจ้า และเจ้าทำเช่นนี้เพราะเหตุใด หากเจ้าทำเพื่อไล่ตามเสาะหาความจริงและชีวิต เพื่อลุล่วงหน้าที่ของเจ้าและตอบแทนความรักของพระเจ้าไปพร้อมกัน นี่ย่อมยุติธรรมโดยสมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่เป็นบวก เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ และเจ้าจะไม่มีวันนึกเสียใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเจ้า เจ้าก็สามารถปล่อยมือได้ หากเจ้าเข้าใจนัยสำคัญนี้อย่างถ่องแท้ เจ้าจะไม่มีความเสียใจ และเจ้าจะไม่คิดลบ หากเจ้าไม่ได้สละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และเจ้าบากบั่นเพียงเพื่อให้ได้รับพร เช่นนั้นนี่ก็ไร้ความหมาย เมื่อเจ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ปัญหาก็จะหมดไป และเจ้าจะไม่มีความจำเป็นต้องกังวลเรื่องครอบครัวของเจ้าอีก ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ถึงตอนนี้พวกเจ้าทุกคนย่อมได้รับประสบการณ์กับบททดสอบมาบ้างแล้ว บางคนได้รับความจริงบางอย่าง แต่บางคนก็เพียงแค่เข้าใจคำสอนบางประการเท่านั้น แต่ไม่ได้รับความจริงใดๆ บางคนมีขีดความสามารถที่ดี จึงมีความเข้าใจที่ค่อนข้างลึกซึ้ง และบางคนที่มีขีดความสามารถอ่อนด้อยก็มีความเข้าใจที่ค่อนข้างตื้นเขิน ไม่ว่าความเข้าใจของเจ้าจะลึกซึ้งหรือตื้นเขิน ตราบเท่าที่เจ้าเข้าใจความจริงอยู่บ้างและสามารถตั้งมั่นในการเป็นพยานของเจ้ายามที่เจ้ากำลังทนทุกข์จากบททดสอบ ตราบนั้นความทุกข์ของเจ้าย่อมมีความหมายและมีคุณค่า หากเจ้าไม่สามารถยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า และเจ้ารับมือสิ่งทั้งหลายด้วยมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์อยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะทุกข์ทนมากเพียงใด เจ้าก็จะไม่มีวันมีคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริง ความทุกข์ของเจ้าจะไม่มีค่า เพราะเจ้ายังไม่ได้รับความจริง

เจ้าควรแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในสรรพสิ่ง และเจ้าต้องแสวงหาความจริงในทุกสิ่ง ตัวอย่างเช่น เจ้าแสวงหาความจริงในเรื่องทั้งหลาย เช่น อาหาร เสื้อผ้า และเรื่องส่วนตัวในชีวิตอย่างไร? มีความจริงให้แสวงหาในสิ่งเหล่านี้หรือไม่? บางคนกล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ ความสุขก็คือการได้กินอาหารดีๆ ได้แต่งตัวดีๆ หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างก็คือความทุกข์ยาก” นั่นตรงกับความจริงหรือไม่? มีหลายคนที่ใช้ชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์ พรั่งพร้อมไปด้วยอาหารและเสื้อผ้าดีๆ พวกเขาละโมบในความหรรษาทางเนื้อหนัง พวกเขาจะไม่ยอมรับความจริงหรือนำความจริงไปปฏิบัติโดยง่าย และยิ่งจะไม่ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมาสละตนเพื่อพระเจ้า คนแบบนั้นจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า และในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาทั้งหมดจะตกอยู่ในความวิบัติ ร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คนแบบนั้นจะสามารถมีความสุขที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงกระนั้นหรือ? ผู้คนมากมายเกิดมาในครอบครัวกรรมกรหรือชาวนา และทนทุกข์มามากมายตั้งแต่เด็ก หากพวกเขาสามารถเข้าใจความจริง พวกเขาย่อมมีแนวโน้มที่จะยอมรับและนำความจริงไปปฏิบัติ พวกเขาย่อมสามารถละทิ้งสิ่งต่างๆ และสละตนเพื่อพระเจ้าได้โดยไม่กลัวความทุกข์ พวกเขาสามารถลุล่วงความจงรักภักดีต่อพระบัญชาของพระเจ้า และบางคนก็ไปไกลถึงขั้นถวายชีวิตของตนแด่พระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าย่อมรู้ซึ้งถึงคุณค่าของคนเช่นนี้ ผู้คนมากมายมุ่งเน้นความหรรษาทางเนื้อหนังมากเกินไป พวกเจ้าคิดหรือว่าการมีอาหารและเสื้อผ้าดีๆ นั้นสำคัญอย่างแท้จริง? ไม่ใช่อย่างแน่นอน หากใครบางคนสามารถรู้จักพระเจ้าและได้รับความจริงอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว คนคนนั้นย่อมเป็นคำพยานให้พระเจ้าและทำให้พระเจ้าพอพระทัยในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ ไม่ว่าคนเช่นนั้นจะกินหรือแต่งตัวแย่เพียงใด ชีวิตของพวกเขาก็ยังคงมีคุณค่า และพวกเขาสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า นี่คือสิ่งที่มีความหมายที่สุดมิใช่หรือ? การกินดีและการสวมใส่เสื้อผ้าดีๆ ไม่ได้รับประกันว่าเจ้าจะได้รับพร เจ้าจะยังคงถูกสาปแช่งหากเจ้ากบฏต่อพระเจ้าหรือใช้เส้นทางที่ผิด ในขณะเดียวกัน คนที่แต่งตัวซอมซ่อและกินไม่ดี แต่เป็นผู้ที่ได้รับความจริงแล้ว ก็จะได้รับการอวยพรจากพระเจ้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงมีความจริงให้แสวงหาในเรื่องที่ว่าเจ้าควรมองเรื่องอาหารและเสื้อผ้าอย่างไร และยิ่งมีความจริงให้แสวงหามากขึ้นในเรื่องที่ว่าเจ้าควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างไร วิธีที่เจ้าคำนึงถึงพระบัญชาทั้งหลายของพระเจ้านั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด และนี่เป็นเรื่องที่จริงจังมาก หากเจ้าไม่สามารถทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายแก่ผู้คนให้สำเร็จได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์และเจ้าก็ควรถูกลงโทษ นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ มนุษย์ควรทำพระบัญชาไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แก่พวกเขาให้เสร็จสมบูรณ์ นี่คือความรับผิดชอบสูงสุดของมนุษย์ และมีความสำคัญเทียบเท่าชีวิตของพวกเขา หากเจ้าไม่จริงจังกับพระบัญชาของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังทรยศพระองค์ในหนทางที่ร้ายแรงที่สุด ในการนี้ เจ้าน่าโทมนัสยิ่งกว่ายูดาส และควรถูกสาปแช่ง ผู้คนต้องได้รับความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่พระเจ้าวางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำ และอย่างน้อยที่สุด พวกเขาต้องเข้าใจว่า พระบัญชาทั้งหลายที่พระองค์วางพระทัยมอบหมายให้แก่ความเป็นมนุษย์นั้นเป็นการยกย่องและเป็นความโปรดปรานพิเศษจากพระเจ้า ว่าพระบัญชาเหล่านั้นคือสิ่งที่ทรงเกียรติที่สุด สิ่งอื่นล้วนสามารถทอดทิ้งได้ ต่อให้คนคนหนึ่งต้องพลีอุทิศชีวิตของตนเอง พวกเขาก็ยังคงต้องทำพระบัญชาของพระเจ้าให้ลุล่วง จงดูเถิด มีความจริงให้แสวงหาในที่นี้มิใช่หรือ? การสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับการแสวงหาความจริง! หากเจ้าเข้าใจความจริงว่าเหตุใดผู้คนจึงมีชีวิตอยู่ และเจ้าควรมีทรรศนะกับชีวิตอย่างไร เช่นนั้นแล้วทรรศนะของเจ้าเกี่ยวกับชีวิตจะไม่เปลี่ยนไปหรอกหรือ? ในที่นี้มีความจริงให้แสวงหามากยิ่งขึ้น มีความจริงอันใดให้ค้นพบในการรักพระเจ้า? เหตุใดพวกมนุษย์จึงต้องรักพระองค์? สิ่งใดคือนัยสำคัญของการรักพระองค์? หากคนคนหนึ่งมีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับความจริงของการรักพระเจ้า และพวกเขาสามารถรักพระองค์ได้จากส่วนลึกในหัวใจของพวกเขาและมีหัวใจที่รักพระเจ้าอยู่บ้าง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีชีวิตที่แท้จริงและอยู่ในหมู่ผู้ที่ได้รับพรมากที่สุด ผู้ที่แสวงหาความจริงในทุกสิ่งย่อมก้าวหน้าในชีวิตได้เร็วที่สุด และสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยได้ แน่นอนว่าพระเจ้าทรงรักบรรดาผู้ที่แสวงหาความจริงในสรรพสิ่ง หากคนคนหนึ่งพึ่งพามโนคติที่หลงผิดและคำสอนทั้งหลายหรือทำตามข้อบังคับในสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะไม่ก้าวหน้า พวกเขาจะไม่มีวันได้รับความจริง และไม่ช้าก็เร็วพวกเขาย่อมจะถูกกำจัดออกไป พระเจ้าทรงรังเกียจบุคคลประเภทนี้มากที่สุด

ฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1999

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger