วิธีรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า (ตอนที่สอง)
สองพันปีมาแล้วนับตั้งแต่องค์พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน และตอนนี้ผู้คนเหล่านี้ที่ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าก็ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ อีกทั้งยังฟังคำเทศนาและสามัคคีธรรมถึงความจริงกันทุกวัน พวกเขาเข้าใจพระราชกิจสามช่วงระยะของพระเจ้า และรู้ข้อล้ำลึกทั้งหลายแห่งแผนการบริหารจัดการของพระองค์ ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาเข้าใจหรือไม่? กระทั่งบัดนี้พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจ และยังคงเกาะเกี่ยวอยู่กับมโนคติอันหลงผิดของตัวเอง เมื่อบางคนพูดว่า “องค์พระเยซูเจ้าเป็นลูกชายของช่างไม้ยากจนคนหนึ่ง ดูเถิดว่าพวกท่านเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าจำพวกนี้” พวกเขาไร้พลังที่จะหักล้างและไม่สามารถเป็นพยานยืนยันต่อพระเจ้าได้ ผู้คนช่างน่าเหยียดหยามอะไรเช่นนี้! พระเจ้าได้ทรงแสดงความจริงมากมายเหลือเกินสำหรับมวลมนุษย์และได้ทรงทำสิ่งยิ่งใหญ่อะไรเช่นนั้น แต่หากพระองค์ไม่ตรัสบอกผู้คนถึงนัยสำคัญ คุณค่า และความจริงในสิ่งเหล่านี้ด้วยพระองค์เอง เช่นนั้นแล้วย่อมไม่มีสักคนที่จะสามารถลุกขึ้นยืนเป็นพยานและพูดเพื่อพระเจ้าได้ อะไรคือความหมายของการพูดเพื่อพระเจ้า? นั่นคือการเป็นพยานให้กับกิจการและอธิปไตยของพระเจ้า ให้กับราคาที่พระองค์ได้จ่ายไปเพื่อไถ่เผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ อีกทั้งพระดำริทั้งหลายของพระองค์ และความหมายของทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำ พวกเจ้าสามารถเข้าใจอะไรจากการนี้? (มวลมนุษย์ไม่สามารถจินตนาการพระราชกิจของพระเจ้าได้) มวลมนุษย์ไม่สามารถจินตนาการพระราชกิจของพระเจ้าหรือหยั่งถึงพระราชกิจของพระเจ้าได้ เพราะฉะนั้นมนุษย์ต้องมีมุมมองและจุดยืนที่ถูกต้องในการเพ่งพินิจหรือปฏิบัติต่อพระราชกิจของพระเจ้า การทรงนำมวลมนุษย์ของพระองค์และน้ำพระทัยของพระองค์ มนุษย์ต้องมีจุดยืนที่ถูกต้อง นี่สำคัญอย่างยิ่งยวด เจ้าต้องรู้ว่าตัวเองเป็นใครและพระเจ้าเป็นใคร สิ่งทั้งหลายที่เจ้าจำเป็นต้องมีซึ่งจะทำให้เจ้าสามารถเข้าใจพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า เข้าใจสิ่งที่โดยพื้นฐานแล้วเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ชัดเจนหรือหยั่งถึงได้ และเข้าใจประเภทของท่าทีที่เจ้าควรมี นี่เป็นเหตุผลที่เจ้าควรมี ในหนทางนี้ สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าจะเป็นปกติและกลมเกลียวเลยทีเดียว หากเจ้ารับเอาท่าทีแบบรอดู กังขา คาดเดา และถึงขั้นขัดขืนมาใช้เสมอในการศึกษาและคาดเดาเกี่ยวกับพระเจ้า หรือการสืบค้นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ เช่นนั้นแล้วย่อมมีความยุ่งยาก นี่เป็นเชิงวิชาการ นี่เป็นการค้นคว้าวิจัย—นี่คือผู้ไม่เชื่อ เจ้าต้องปฏิบัติต่ออธิปไตยของพระเจ้าด้วยมุมมองและท่าทีแห่งการนบนอบ การแสวงหา และความยำเกรง นี่เท่านั้นที่จะทำให้เกิดความรู้ที่แท้จริงและความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า หากเจ้าเข้าใจพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับพระองค์ หรืออย่างน้อยเจ้าก็จะไม่เข้าใจพระองค์ผิด เจ้าจะสามารถนบนอบและพูดว่า “แม้ว่าฉันไม่รู้ความหมายของการที่พระเจ้าทรงทำการนี้ แต่ฉันก็เข้าใจว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทำนั้นถูกต้อง” ความเข้าใจนี้คืออะไร? นี่คือการที่หัวใจเจ้าเชื่อมั่นเต็มที่ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำมีความหมาย และผู้คนควรนบนอบ องค์พระเยซูคริสต์เจ้าส่งมอบพระองค์เองเข้ามือซาตานและถูกซาตานตรึงกางเขน—นี่ไม่ใช่สิ่งดีในสายตาผู้คน แต่พระองค์ได้ทรงลุล่วงน้ำพระทัยของพระเจ้าและเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ บางสิ่งที่มีความหมายและคุณค่ามหาศาลต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง แต่มวลมนุษย์ได้มองเห็นการนี้ชัดเจนหรือไม่? (พวกเขาไม่ได้มองเห็นชัดเจน) มวลมนุษย์ไม่ได้มองเห็นการนี้ชัดเจน มวลมนุษย์ไม่ได้มองเห็นเจตนารมณ์ของพระเจ้าในการนี้ ทั้งยังไม่ได้จับใจความความหมายและคุณค่าของการที่พระเจ้าทรงทำการนี้ นั่นก็คือผู้คนไม่ได้มองเห็นประโยชน์อันมหาศาลต่อมวลมนุษย์ พวกเขามองเห็นเพียงว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงคืนพระชนม์ในสามวันให้หลังการถูกตรึงกางเขน ทรงปรากฏต่อหน้าผู้คนและพบปะพวกเขา ทรงพูดคุย ทรงรำลึกความหลัง แล้วก็ทรงจากไป แต่น้ำพระทัยของพระเจ้าลุล่วงแล้ว นี่เป็นนัยสำคัญอันใหญ่หลวงมิใช่หรือ? (ใช่) ผู้คนได้หยั่งถึงการนั้นหรือไม่? พวกเขาไม่ได้หยั่งถึง จากเรื่องนี้ ผู้คนต้องมีการประเมินตนเองที่ถูกต้อง และมีท่าทีที่ถูกต้องต่อพระเจ้า สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำ ไม่ว่าผู้คนเข้าใจสิ่งนั้นหรือไม่ พวกเขาก็ต้องปิดปากตัวเอง นี่จึงถูกต้อง จงอย่าคิดไปศึกษาทุกสิ่ง นั่นใช้ไม่ได้ ทำไมเล่า? ไม่มีกฎเกณฑ์ที่บอกว่าเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้น แต่เจ้าจะหลังชนฝาและอยู่ในอันตราย เจ้าไม่อาจเข้าใจและไม่สามารถจับความเข้าใจได้ตอนนี้ แต่เจ้าก็ต้องการที่จะศึกษาอยู่เสมอ ยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับพระเจ้าเสมอ หากเจ้าไม่สามารถแก้ไขการนี้ได้โดยการศึกษา แต่ก็ไม่แสวงหาความจริงด้วย เช่นนั้นแล้ว ปัญหาใดเล่าที่จะปรากฏขึ้นได้อย่างง่ายดาย? นั่นเป็นการง่ายที่เจ้าจะเข้าใจพระเจ้าผิด เจ้าจะเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น อีกทั้งหากเจ้าไม่สามารถเข้าใจสิ่งทั้งหลายได้ชัดเจน และความเข้าใจผิดนี้ยังคงอยู่ เจ้าจะคิดลบและอ่อนแอ และนั่นจะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า—สิ่งเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กัน หลายสิ่งไม่อาจได้รับการเข้าใจได้ชัดเจนในแค่ปีหรือสองปี และความจริงนั้นก็ลุ่มลึกเกินไป ต่อให้พระเจ้าได้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าตอนนี้เลย เจ้าจะสามารถเข้าใจได้ด้วยวุฒิภาวะอันน้อยนิดของเจ้าหรือ? ต่อให้เจ้าอาจเข้าใจได้เล็กน้อย เจ้าจะสามารถเข้าใจความจริงได้อย่างถ้วนทั่วหรือ? เจ้าคงพูดว่า “ฉันรู้จักความโน้มถ่วง ทำไมบนแผ่นดินโลก สิ่งของทั้งหลายจึงหล่นลงและไม่ลอยขึ้น แต่หากคุณออกจากชั้นบรรยากาศไปสู่อวกาศ คุณก็จะล่องลอยอย่างนั้นหรือ? เพราะคุณจะออกไปจากแรงฉุดจากแรงโน้มถ่วงของโลก ฉันเข้าใจสิ่งนี้ ดังนั้นไม่ใช่ว่าฉันเข้าใจกิจการของพระเจ้าแล้วหรอกหรือ?” เจ้าไม่รู้แน่ชัดว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือแรงโน้มถ่วงอย่างไร และเจ้าเพียงได้เข้าใจการสำแดงของแรงโน้มถ่วงเท่านั้น นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้าได้หยั่งลึกถึงวิธีที่พระเจ้าทรงครองอำนาจเหนือแรงโน้มถ่วง และต่อให้เจ้าทำได้ เจ้าจะสามารถครองอธิปไตยเหนือแรงโน้มถ่วงได้หรือ? ผู้คนจะไม่เพียงลอยคว้างไปทั่วทุกแห่งหนโดยปราศจากแรงโน้มถ่วงเท่านั้น พวกเขาจะเดือดร้อนหากออกไปจากห้วงบรรยากาศ อะไรที่ถูกมองเห็นได้จากการนี้? (การที่มีสิ่งมากมายที่ผู้คนไม่สามารถหยั่งถึง) ผู้คนไม่อาจหยั่งถึง กระนั้นก็ยังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพระเจ้าเสมอเพื่อศึกษาและสังเกตการณ์พระองค์ หัวใจของพวกเขามีความสงสัยพลางพูดว่า “ถ้าฉันไม่สามารถหยั่งลึกในเรื่องนี้ เช่นนั้นท่านก็ไม่ใช่พระเจ้า” ทัศนะนี้เป็นอย่างไร? ทัศนะและจุดยืนนี้ผิด พวกเขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพระเจ้า และการศึกษาอยู่เสมอนั้นผิด เจ้าต้องเข้าใจพระเจ้าและพูดว่า “ฉันไม่สามารถเข้าใจการนี้ นี่ลุ่มลึกเกินไปและต่อให้พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่ฉัน ฉันก็จะไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ้วนทั่ว ดังนั้นฉันจะแสวงหาสักสองสามปีด้วยหัวใจที่นบนอบ และหากพระเจ้าไม่ทรงให้คำตอบ เช่นนั้นฉันก็แค่จะลืมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปเสีย ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือการเข้าใจผิดระหว่างฉันกับพระเจ้า หากฉันไม่เข้าใจผิดหรือพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า เช่นนั้นฉันก็จะไม่ขัดขืนพระองค์ หากฉันไม่ขัดขืนพระองค์ เช่นนั้นฉันก็จะไม่เป็นกบฏต่อพระองค์ และหากฉันไม่เป็นกบฏต่อพระองค์ เช่นนั้นฉันก็จะไม่ถูกปฏิเสธหรือไถลห่างจากพระองค์ ฉันเป็นผู้เชื่อของพระเจ้าตลอดกาล” อะไรคือรากฐานของการเป็น “ผู้เชื่อของพระเจ้าตลอดกาล”? นั่นก็คือ “ไม่สำคัญว่าสิ่งที่พระเจ้าทำนั้นอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของฉันหรือไม่ ฉันก็จะนบนอบและติดตามเสมอ พระเจ้าจะยังทรงเป็นพระเจ้าของฉันและฉันก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ฉันเป็นมนุษย์ ไม่ว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อฉันอย่างไร โยนฉันลงในนรก ในบึงไฟ โยนให้ซาตาน หรือให้พวกมาร ฉันก็จะนบนอบพระองค์เสมอโดยไม่มีคำพร่ำบ่น พระสถานะของพระเจ้ามิอาจเปลี่ยนแปลงได้ และอัตลักษณ์ของฉันในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็ไม่อาจเปลี่ยนได้เช่นกัน ตราบนี้ข้อเท็จจริงนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ฉันก็ควรติดตามพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของฉันตลอดกาล” ครั้นการเชื่อของเจ้าในพระเจ้าหยั่งรากอย่างมั่นคงแล้ว เจ้าก็จะไม่หันหลังให้กับพระองค์ นี่คือสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับอัตลักษณ์ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ครั้นเจ้ามองเห็นชัดเจนถึงพระอัตลักษณ์และตำแหน่งของพระเจ้าในหัวใจของเจ้า กับอัตลักษณ์และตำแหน่งของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เจ้าควรยึดมั่นไว้ และครั้นสิ่งเหล่านี้ได้หยั่งรากในหัวใจของเจ้าแล้ว เช่นนั้นเจ้าย่อมจะไม่ไถลห่างจากพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ยามที่เจ้าอ่อนแอ คิดลบ โศกเศร้าหรือเกิดบางสิ่งขึ้น ที่ไม่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า และเจ้าไม่สามารถหยั่งถึงหรือเข้าใจสิ่งนั้นได้ นี่สามารถส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้าหรือไม่? (ไม่สามารถ) ตราบที่เจ้าชัดเจนเกี่ยวกับความจริงแห่งนิมิต ได้ปูรากฐาน และได้มีประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมมากมาย และได้ตระหนักว่า ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำล้วนมีความหมาย จากนั้นเจ้าก็จะรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า และจะเป็นการยากที่มโนคติอันหลงผิดจะเกิดขึ้นอีก คนบางคนสามารถเข้าใจเพียงส่วนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิพากษาและการตีสอน ผู้คนยอมรับสภาพว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้นเปี่ยมความหมาย แต่ก็มีมโนคติอันหลงผิดเมื่อเผชิญกับการถูกตัดแต่ง ไม่ว่าใครตัดแต่งพวกเขา พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับการนั้นและไม่ยอมรับสภาพว่านั่นมาจากพระเจ้า พวกเขาคิดว่านั่นทำโดยมนุษย์และมาจากซาตาน นี่ไม่ใช้อีกความผิดพลาดหนึ่งหรอกหรือ? อีกปัญหาปรากฏขึ้นและการค้นหาความจริงก็ต้องดำเนินต่อไป หากเจ้าผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ เจ้าจะสามารถนบนอบพระราชกิจของพระเจ้าได้ทั้งหมดทั้งมวลหรือ? เจ้าเพียงสามารถนบนอบสิ่งที่อยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเท่านั้น และไม่สามารถนบนอบสิ่งที่ไม่อยู่ในแนวนั้น บุคคลประเภทนี้สามารถขัดขืนพระเจ้าได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน และเป็นใครบางคนที่มีอุปนิสัยซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ภายในตัวผู้คนมีความคิด แนวคิด และสภาวะมากมายที่มีอิทธิพลต่อความคิดเห็น มุมมอง และจุดยืนบางอย่างของพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง หากเจ้าสามารถแก้ไขความคิด แนวคิด และสภาวะเหล่านี้ไปทีละอย่าง โดยผ่านทางการแสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะไม่ส่งผลต่อสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้า ตอนนี้เจ้าอาจจะมีวุฒิภาวะน้อย มีความเข้าใจที่ตื้นเขินเกี่ยวกับความจริง และเพราะเจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาเพียงเวลาสั้นๆ หรือเพราะปัจจัยอื่นสารพัด เจ้าไม่เข้าใจความจริงมากมายนัก—แต่เจ้าก็ควรจับความเข้าใจหลักธรรมหนึ่งที่ว่า ฉันควรนบนอบทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ ไม่สำคัญว่า ภายนอกจะมองดูดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด และอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์หรือไม่ ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ไปวิพากษ์วิจารณ์ ประเมิน วิเคราะห์หรือศึกษาว่านั่นถูกหรือผิด สิ่งที่ฉันควรทำคือลุล่วงหน้าที่ของฉันในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างและจากนั้นก็ปฏิบัติความจริงที่ฉันสามารถเข้าใจได้ ทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยและไม่เบี่ยงเบนออกจากทางที่เที่ยงแท้ ฉันจะปฏิบัติมากเท่าใดก็ตามที่พระเจ้าอนุญาตให้ฉันเข้าใจ และแสวงหาสิ่งที่ฉันควรปฏิบัติ ต่อให้พระเจ้าไม่ได้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ฉันก็ตาม หากพระเจ้าไม่ได้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ฉันเกี่ยวกับบางสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ เช่นนั้นฉันก็จะนบนอบและรอคอย และบางทีสักวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงอนุญาตให้ฉันเข้าใจ ไม่ผิดกับการตรึงกางเขนองค์พระเยซูเจ้าที่สองพันปีต่อมาผู้คนซึ่งยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายก็เข้าใจกันทั่วไป และแม้แต่พวกที่ไม่สนใจนักในการไล่ตามเสาะหาของตนก็พลอยเข้าใจไปด้วยว่าทั้งหมดนั่นเกี่ยวกับอะไร ตอนนี้เจ้าอาจจะไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่บางอย่างที่เกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า แต่เจ้าเข้าใจพระองค์ผิดไปเพราะเจ้าไม่เข้าใจความจริงและปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระองค์ ซึ่งฉีกทำลายสัมพันธภาพที่ปกติระหว่างพระเจ้ากับเจ้า นี่เป็นความผิดพลาดมหันต์ เจ้าควรมีท่าที มุมมองและจุดยืนที่เจ้าพูดว่า “ฉันแค่จะรอคอยสิ่งเหล่านี้ที่ฉันไม่เข้าใจ สักวันเมื่อพระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งแก่มวลมนุษย์ บางทีฉันจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด” เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงจากไป พระองค์ตรัสว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว”—เหตุใดสิ่งเหล่านี้จึงไม่อาจถูกรับได้? นั่นเป็นเพราะวุฒิภาวะของผู้คนยังไม่เป็นผู้ใหญ่ และพวกเขาย่อมจะไม่สามารถจับความเข้าใจ นี่ก็เหมือนการบอกเด็กสามหรือห้าขวบเกี่ยวกับการหาเงินหรือการเกื้อหนุนครอบครัว เขาจะได้ยิน แต่รู้สึกว่านั่นห่างไกลจากตัวเขาเสียจนเขาไม่อาจเข้าใจและนั่นเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึง สิ่งที่ผู้คนควรรู้นั้นมีมากมายเหลือเกินที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะบอกกับมวลมนุษย์ แต่เพราะวุฒิภาวะที่ไม่เป็นผู้ใหญ่ของมวลมนุษย์ หรือเพราะกระบวนการทั้งหลายแห่งพระราชกิจของพระเจ้ายังไม่ถูกเปิดเผยต่อมนุษย์โดยครบบริบูรณ์ และผู้คนก็ยังไม่มีประสบการณ์กับกระบวนการเหล่านั้น พวกเขาจะไม่เข้าใจหากรู้สิ่งเหล่านี้เร็วเกินไป ต่อให้พวกเขาได้ฟัง พวกเขาก็คงรับไว้ในฐานะคำสอนและเข้าใจไปในเชิงตัวอักษร แต่ไม่รู้จริงว่าพระเจ้ากำลังตรัสอะไร ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ตรัส นั่นเหมาะควรหรือไม่ที่พระเจ้าไม่ตรัส? มีประโยชน์ใดต่อมนุษย์หรือไม่? (มี) นั่นจะทำให้การเติบโตของชีวิตผู้คนล่าช้าไปหรือไม่? จะไม่มีความล่าช้าใดอย่างแน่นอน ไม่มีเลย ไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเจ้าหรือการไล่ตามเสาะหาปกติของเจ้า ดังนั้นเจ้าก็แค่ทำใจให้ผ่อนคลายและไล่ตามเสาะหาความจริง ประหนึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็มาลงตรงที่การไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วข้อล้ำลึกทั้งหลายในบางสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ พระปัญญาของพระองค์ ความวิเศษ และพระอุปนิสัยในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และสิ่งทั้งหลายที่มนุษยชาติควรเข้าใจ ก็จะค่อยๆ กลายเป็นชัดเจนโดยผ่านทางกระบวนการแห่งการติดตามพระเจ้า มีหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้องในการบรรลุความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และเจ้าต้อง—ในกระบวนการของการมีปฏิสัมพันธ์ การคบค้าสมาคม และการติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้า—รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ ลิ้มรสพระวจนะของพระองค์ ลิ้มรสพระราชกิจของพระองค์ ตลอดจนความรู้แจ้งและการทรงนำของพระองค์ที่มีต่อเจ้า ในช่วงระหว่างกระบวนการนี้เจ้าจะบรรลุความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าโดยที่เจ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นั่นก็คือ เจ้าจะค่อยๆ ได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าโดยผ่านทางกระบวนการแห่งการรับประสบการณ์กับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้า หากเจ้าไม่ก้าวผ่านกระบวนการเหล่านี้ แต่แค่เบิกตากว้างมองท้องฟ้าทุกวัน พึ่งพาความคิดฝันของตัวเองที่จะเห็นพระราชกิจของพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่มีวันได้เห็น สุดท้ายแล้วเจ้าก็จะจบลงตรงความกังขาและพูดว่า “ไหนล่ะพระเจ้า? พระองค์สร้างพระจันทร์ไปแล้วหรือ? พระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าและตกตอนเย็น—นี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งหรือ?” ความเข้าใจประเภทนี้กลวงโบ๋ และความเชื่อมั่นของเจ้าก็จะกลายเป็นคำพูดที่ว่างเปล่า หากใครบางคนถามเจ้าว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ เจ้าก็คงพูดว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้า ฉันมีความเชื่อมั่น ฉันเป็นคริสเตียน” จากนั้นหากพวกเขาถามว่า “ทำไมคุณไม่เป็นชาวพุทธ?” เจ้าก็จะพูดว่า “ศาสนาพุทธไม่ใช่ทางที่เที่ยงแท้ ศาสนาคริสต์ใช่” ข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าพูดได้เพียงแค่นั้นพิสูจน์ว่าเจ้าไม่มีประสบการณ์และไม่ได้รับสิ่งใดไปเลย ทุกสิ่งเกี่ยวกับพระเจ้า ทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น พระอุปนิสัยของพระองค์ พระอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์สำหรับมวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง ความเป็นจริง อีกทั้งความแม่นยำแห่งพระวจนะของพระองค์และนัยสำคัญของพระวจนะเหล่านั้น ความจำเริญ และคุณค่าสำหรับมวลมนุษย์ ตลอดจนบางหนทางแห่งพระราชกิจของพระองค์ อาทิ โดยผ่านทางบททดสอบ การบ่มวินัย ความรู้แจ้ง และความกระจ่าง การชูใจ การเตือนสติ และการทรงนำพิเศษบางประการของพระองค์สำหรับมนุษย์—หากเจ้าไม่ได้รับประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตัวเอง ไม่ได้ลิ้มรสชาติสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง สัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้าสามารถเป็นปกติได้หรือ? เจ้าสามารถนบนอบพระองค์ได้อย่างแท้จริงหรือ? ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าจะเป็นเครื่องหมายคำถามตลอดกาล เครื่องหมายคำถามเป็นชุดโดยไม่มีความเข้าใจที่เป็นจริงเลย ดังนั้นสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้า นั่นเป็นสัมพันธภาพระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างกับพระผู้สร้างจริงหรือ? เครื่องหมายคำถามนี้เป็นตัวแทนของสิ่งใดกันแน่? พระเจ้าจะไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับเจ้าตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นในพระอัตลักษณ์ พระสถานะ หรือแก่นแท้ของพระองค์ พระองค์ไม่ใช่ครอบครัวของเจ้า ไม่ใช่ญาติของเจ้า พระองค์ทรงดูเหมือนผู้มาเยือนต่างดาวที่เจ้าไม่เคยรู้จัก—ดังนั้นจึงไม่ง่ายเลยที่จะอธิบายว่าสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าอันที่จริงแล้วเป็นอะไรกันแน่ แต่นั่นไม่ดีพอที่จะเป็นสัมพันธภาพระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างกับพระผู้สร้างอย่างแน่นอน
อะไรคือประเด็นหลักสำหรับการเชื่อในพระเจ้า? จะเปลี่ยนความเชื่อในพระเจ้าให้เป็นความเป็นจริงที่ผู้คนควรมีในชีวิตอย่างไร? จะสัมฤทธิ์การนบนอบและได้รับพระเจ้าอย่างไร? เจ้าต้องพึ่งพาการรับประสบการณ์กับพระวจนะของพระองค์ และที่สำคัญที่สุดคือการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ ก่อนที่เจ้าจะสามารถนบนอบและได้รับพระเจ้า แม้ผู้คนมากมายเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาก็ไม่เข้าใจวิธีที่จะรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ เพื่อให้เข้าใจ เจ้าต้องรับประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ การตัดแต่ง บททดสอบ และการถลุงของพระองค์ ข้อพึงประสงค์ทั้งมวลของพระเจ้าต้องถูกปฏิบัติ เข้าสู่ และบรรลุ นี่เรียกว่าการรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เพื่อที่จะรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าต้องสร้างสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระองค์ อธิษฐานและแสวงหาจากพระองค์เสมอด้วยหัวใจแห่งการนบนอบพระเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรหรือเจ้าเผชิญความลำบากยากเย็นใด เจ้าก็ต้องพึ่งพาและฝากความหวังไว้ที่พระเจ้า ค้นหาคำตอบและเส้นทางในพระวจนะของพระองค์ อีกทั้งอธิษฐานถึงและสามัคคีธรรมกับพระองค์เสมอ การได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าก็คือการมาติดต่อสัมพันธ์กับพระองค์และนบนอบพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์อธิษฐานและแสวงหาจากพระองค์ยามที่เจ้ามีปัญหาหรือความลำบากยากเย็น ครั้นเจ้ามีประสบการณ์มากแล้วในหนทางนี้ และเข้าใจความจริง เช่นนั้นเจ้าก็จะได้เรียนรู้วิธีที่จะประยุกต์ใช้พระวจนะของพระเจ้าเข้ากับสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น มีหนทางมากมายที่จะประยุกต์ใช้พระวจนะของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น โดยการอธิษฐานและแสวงหาเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น และด้วยเหตุนั้นจึงมองเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าแถลงชัดเจนอย่างไรถึงวิธีที่ผู้คนควรปฏิบัติตน ถึงสิ่งที่เป็นหลักธรรม และสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์และข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อผู้คน เมื่อเจ้ารู้ทั้งหมดนี้และเข้าใจความพึงปรารถนาของพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็จะมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง เมื่อเผชิญกับบททดสอบ เจ้าควรแสวงหา “พระวจนะของพระเจ้าตรัสเกี่ยวกับบททดสอบอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นว่าอะไร? อะไรคือความหมายของการที่พระเจ้าทรงทดสอบผู้คน? เหตุใดพระเจ้าจึงต้องประสงค์ที่จะทดสอบผู้คน?” พระวจนะของพระเจ้าตรัสว่าเจ้าเสื่อมทราม เป็นกบฏและไม่เชื่อฟังเสมอ และว่าเจ้าไม่นบนอบพระองค์ แต่มีความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดอย่างสม่ำเสมอ และว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะชำระเจ้าให้สะอาดผ่านทางบททดสอบทั้งหลาย ไม่ว่าเจ้าได้รับประสบการณ์อะไร ไม่ว่าจะเป็นการกดขี่และบททดสอบ หรือการถูกตัดแต่ง ถูกบ่มวินัย และถูกลงโทษ และไม่ว่าพระเจ้าทรงออกแบบสิ่งแวดล้อมอะไรให้เจ้า หรือพระองค์ทรงใช้วิธีการใด เจ้าก็ต้องมองหาคำตอบและพื้นฐานในพระวจนะของพระเจ้าเสมอ และแสวงหาข้อพึงประสงค์และเจตนารมณ์ของพระองค์ที่มีต่อเจ้า นั่นก็คือ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนอื่น เจ้าต้องคิดในสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ วิธีที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ให้ผู้คนปฏิบัติ สิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อผู้คน และสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของพระองค์ จงเข้าใจสิ่งเหล่านี้ แล้วเจ้าจะรู้วิธีที่จะรับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า หากในหัวใจเจ้าไม่มีที่ทางสำหรับพระเจ้า และเจ้าไม่รักความจริง แต่คิดอยู่เสมอเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คน หนังสือ หรือผู้คนที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่พูด หรือสิ่งที่พวกผู้ไม่มีความเชื่อทำยามที่เกิดสิ่งนี้ เช่นนั้นแล้ว หากเจ้าแสวงหาและปฏิบัติในหนทางนี้ เจ้าก็เป็นพวกผู้ไม่เชื่อ เพราะความคิดของเจ้า เส้นทางของเจ้าเป็นเหมือนพวกผู้ไม่มีความเชื่อ หากเจ้าเป็นใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้า แต่การคิดของเจ้าเป็นเหมือนพวกผู้ไม่มีความเชื่อ และเจ้าก็เดินไปตามเส้นทางของพวกผู้ไม่มีความเชื่อ เช่นนั้น นี่ก็เป็นเส้นทางที่ผิดและเป็นทางตัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครบางคนซึ่งเชื่อในพระเจ้าควรทำ หรือเส้นทางที่พวกเขาควรเดิน มีผู้คนแบบนี้อยู่ภายในคริสตจักร และพวกเขาเป็นพวกผู้ไม่เชื่อ พวกผู้ไม่มีความเชื่อที่แฝงตัวอยู่ในคริสตจักร
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ