วิธีรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า (ตอนที่หนึ่ง)

การรู้จักอธิปไตยของพระเจ้าเป็นบทเรียนที่ลุ่มลึกมาก การที่จะมองเห็นอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสิ่งนั้น คนเราต้องมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และคนเราต้องจับใจความความจริงมากมายด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นเรื่องการทำความเข้าใจพระเจ้า บ่อยครั้งมากที่ผู้คนใจแคบและมองเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า พวกเขาตัดสินพระเจ้าบนพื้นฐานของทัศนะของตัวเองในเรื่องถูกกับผิด ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง และดำกับขาว หรือบนพื้นฐานของมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันแบบมนุษย์เสมอ ทั้งยังพูดว่าพระเจ้าผิดที่ทรงทำอย่างนี้หรือผิดที่ทรงทำอย่างนั้น ว่าแต่ที่ถูกคืออะไรหรือ? ตราบที่พระเจ้าเป็นผู้ทรงทำบางสิ่งนั้น นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูก การที่พระเจ้าทำลายผู้คนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกหรือไม่? (เป็นสิ่งที่ถูก) พระเจ้าได้ทรงอุ้มชูเผ่าพันธุ์หนึ่งและทำให้เผ่าพันธุ์นั้นเจริญรุ่งเรือง แต่เจ้ารู้สึกว่าเผ่าพันธุ์นี้ไม่ควรเจริญรุ่งเรือง แล้วเผ่าพันธุ์นั้นกลายเป็นเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้อย่างไร? พวกยิวต่อต้านพระเจ้า ดังนั้นในสายตาของผู้คน ครั้งพระเจ้าได้ทรงกริ้วและสาปแช่งพวกเขาแล้ว พระองค์ก็ควรกวาดล้างพวกเขาไปเสีย แต่นั่นเป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันแบบมนุษย์เท่านั้น หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสาปแช่งและลงโทษประชาชนชาวยิว พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้พวกเขาอยู่รอด และพระองค์ก็ได้ให้พระสัญญาต่อพวกเขาว่า รากเหง้าของพวกเขาจะยังคงอยู่ ว่าพวกเขาจะถูกทำให้กระจัดกระจายไปสู่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะกอบกู้ชนชาติของตนคืนมา พระสัญญาของพระเจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และพระวจนะแห่งการลงโทษที่พระเจ้าตรัสก็ต้องลุล่วงเช่นกัน อธิปไตยของพระเจ้านั้นช่างมหัศจรรย์ หากเจ้าพยายามที่จะตัดสินพระราชกิจของพระเจ้าและสิ่งทั้งหลายที่เกิดแก่ผู้คนจากมุมมองในเรื่องถูกกับผิด ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง เจ้าจะปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น เจ้าจะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นดูไม่เหมือนเป็นพระราชกิจของพระเจ้าและไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้า และเจ้าก็จะปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น หากเจ้าปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น เจ้าจะนบนอบสิ่งเหล่านั้นดั่งเป็นความจริงได้อย่างไร? นั่นจะเป็นไปไม่ได้ เหตุใดผู้คนจึงปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น? นี่มีเหตุมาจากมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่สมองมนุษย์สามารถระลึกรู้ได้และสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นจากกิจการของพระเจ้านั้นมีขีดจำกัด ทั้งยังหมายความว่า ความจริงที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้ก็มีขีดจำกัด เจ้าสามารถฝ่าพ้นขีดจำกัดเหล่านี้เพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้อย่างไร? เจ้าต้องยอมรับสิ่งทั้งหลายจากพระเจ้า และไม่นิยามสิ่งทั้งหลายที่เจ้าเผชิญที่เจ้าไม่สามารถเข้าใจอย่างฉาบฉวย และไม่ด่วนตัดสินอย่างมืดบอดหากเจ้าไม่สามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้ นี่คือเหตุผลที่ผู้คนควรมีที่สุด หากเจ้าพูดว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำ พระเจ้าไม่มีวันทรงทำสิ่งนั้น!” เช่นนั้นเจ้าก็ขาดเหตุผล อะไรคือสิ่งที่เจ้าสามารถเข้าใจได้จริงเล่า? หากเจ้ากล้าที่จะทำการตัดสินแทนพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็กำลังขาดเหตุผลอย่างแท้จริง พระเจ้าไม่จำเป็นจะต้องกระทำตรงกับที่เจ้าคิดหรืออยู่ในขอบเขตความคิดฝันของเจ้า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เกินไป ทรงยากจะหยั่งถึงเกินไป ทรงลุ่มลึกเกินไป ทรงอัศจรรย์เกินไป และทรงปัญญาเกินไป! เหตุใดเราจึงได้เติมคำว่า “เกินไป” เข้าไป? เพราะมนุษย์ไม่สามารถหยั่งถึงพระเจ้าได้ เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ดังนั้นจงอย่าพยายามหยั่งถึงพระเจ้า ครั้งเจ้าไม่มีความคิดนี้ต่อไปแล้ว เจ้าก็จะมีเหตุผลอยู่เล็กน้อย จงอย่าพยายามตั้งกฎเกณฑ์สำหรับพระเจ้า และหากเจ้าสามารถละเว้นจากการทำสิ่งนี้ เช่นนั้นเจ้าก็จะมีเหตุผล มีผู้คนมากมายที่ตั้งกฎเกณฑ์สำหรับพระเจ้าอยู่เสมอ และพูดว่าพระเจ้าควรปฏิบัติตนในหนทางเฉพาะบางอย่าง ว่าพระเจ้าจะทรงทำการนั้นในหนทางนี้หรือพระเจ้าจะไม่ทรงทำการนั้นในหนทางนั้นอย่างแน่นอน ว่านี่คือการกระทำของพระเจ้าอย่างแน่นอน และสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่ใช่การกระทำของพระเจ้าอย่างแน่นอน แล้วการเพิ่มเติมคำว่า “อย่างแน่นอน” นี้เล่าว่าอย่างไร? (นี่ไม่มีเหตุผล) เจ้าพูดว่าพระเจ้าทรงวิเศษเกินไปและทรงปัญญาเกินไป แต่แล้วเจ้าก็พูดว่าพระเจ้าจะไม่มีวันกระทำในบางหนทาง นั่นไม่ย้อนแย้งหรอกหรือ? นั่นไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า การยืนกรานทัศนะของคนเราเองอย่างหัวชนฝาและตั้งกฎเกณฑ์ให้กับพระเจ้าเสมอนั้นเป็นการขาดพร่องในเหตุผลอย่างถึงที่สุด

พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายนี้ และไม่มีใครคิดว่าพระองค์จะสามารถทรงปรากฎและทรงพระราชกิจในประเทศจีน ข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าไม่สามารถจินตนาการเรื่องนี้ได้นั้น ไม่ใช่เนื่องมาจากมโนคติอันหลงผิดกับความคิดฝันในหัวใจเจ้าและความคิดที่มีข้อจำกัดของเจ้าหรอกหรือ? เจ้าอาจจะนึกถึงประเทศอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือประเทศอิสราเอลว่าล้วนเป็นไปได้ แต่ไม่อาจจินตนาการได้อย่างแน่นอนว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจในประเทศจีน นั่นเกินกว่านึกถึงได้สำหรับเจ้า นั่นไกลเกินมโนคติอันหลงผิดกับความคิดฝันของผู้คนอย่างมาก แต่พระเจ้าเพิ่งเริ่มทรงพระราชกิจของพระองค์ในประเทศจีน กำลังทรงดำเนินพระราชกิจสุดท้ายและสำคัญที่สุดของพระองค์ นี่ไม่ลงรอยกับมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ไกลเกินไปมาก ดังนั้นเจ้าได้เรียนรู้อะไรจากการนี้เล่า? (ได้เรียนรู้ว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ อีกทั้งยังอัศจรรย์และไม่อาจหยั่งถึง) พระราชกิจของพระเจ้านั้นไกลเกินกว่าความคิดฝันแบบมนุษย์ อัศจรรย์ และยากจะหยั่งถึง มีปัญญา ลุ่มลึก—เหล่านี้เป็นคำพูดมนุษย์ที่ใช้บรรยายทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น แก่นแท้และอุปนิสัยของพระองค์ และนี่ถูกพิจารณาว่าสมเหตุสมผล โดยอาศัยการที่พระเจ้าทรงทำสิ่งทั้งหลายซึ่งไม่ลงรอยกับมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์นั่นเองที่ผู้คนสรุปรวมด้วยคำพูดเหล่านี้—พระราชกิจของพระเจ้าอัศจรรย์และไม่อาจหยั่งถึง ไม่ลงรอยกับมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ อะไรอื่นอีกที่ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้จากการนี้? เรียนรู้ว่ามโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันเดิมในอดีตของมวลมนุษย์ล้วนถูกล้มล้างไปหมดแล้ว แล้วมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้มาจากไหนเล่า? จากสิ่งที่เจ้ามองเห็น ประเทศจีนนั้นยากจนและล้าหลัง พรรคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจมาก ชาวคริสเตียนถูกข่มเหง ไม่มีอิสรภาพ ไม่มีสิทธิมนุษยชน และประชาชนจีนด้อยการศึกษา มีจุดยืนต่ำต้อยบนเวทีโลก ดูเป็นผองมนุษย์ที่ป่วยน่าสงสารของภูมิภาคเอเชียตะวันออก พระเจ้าสามารถประสูติเป็นมนุษย์ในประเทศจีนเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดหรอกหรือ? ทีนี้ จงดูสิว่ามโนคติอันหลงผิดนี้ถูกหรือผิด (ผิดอย่างสิ้นเชิง) อันดับแรก จงอย่าพูดเกี่ยวกับเหตุผลที่พระเจ้าจะทรงพระราชกิจในหนทางนี้ ว่าเป็นเพราะพระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะถ่อมใจและหลบซ่อน หรือว่าการทรงพระราชกิจในหนทางนี้มีนัยสำคัญและคุณค่าอันลุ่มลึก พวกเราอย่าหารือกันที่ระดับนี้เลย แต่มาคุยกันเกี่ยวกับว่า การที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในหนทางนี้ขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์อย่างมาก ใช่เป็นแบบนั้นเลย! ผู้คนไม่อาจจินตนาการได้ นั่นเป็นข้อล้ำลึกหนึ่งของฟ้า และไม่มีใครรู้ ต่อให้นักดาราศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และผู้เผยพระวจนะถูกเรียกใช้ ใครหรือที่จะสามารถหาคำตอบของเรื่องนี้? ไม่มีใครจะสามารถทำได้ ต่อให้ผู้คนที่มีความสามารถทั้งหมดที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วถูกเชิญมาประชุมร่วมกันวิเคราะห์และสืบค้น หรือสังเกตการณ์และศึกษาด้วยกล้องดูดาว—ทั้งหมดนั่นล้วนเปล่าประโยชน์ นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่ามวลมนุษย์ไร้ความสำคัญเกินไป ไม่รู้ความเกินไป ขาดความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกินกว่าที่จะหยั่งถึงกิจธุระทั้งหลายของพระเจ้า หากเจ้าไม่สามารถหยั่งถึง เช่นนั้นก็อย่าได้ยุ่งยากไป ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไรหากเจ้าพยายาม? มโนคติอันหลงผิดของเจ้าไม่เทียบเท่าความจริง และอันที่จริงแล้วก็แตกต่างมากมายจากสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำ สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกันเลย ความรู้เล็กน้อยอันใดที่พวกมนุษย์มีนั้นไร้ประโยชน์ ไม่สามารถค้นหาคำตอบอะไรได้หรือแก้ปัญหาอะไรได้ ตอนนี้ที่พวกเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งฟังคำเทศนาและสามัคคีธรรม ในหัวใจเจ้าเข้าใจมากขึ้นสักเล็กน้อยหรือไม่? เจ้ามีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าบ้างหรือไม่? บางคนอาจจะพูดว่า “พระเจ้าไม่ทรงหารือกับพวกเราถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ หากพระองค์จะทรงมอบเพียงหมายสำคัญทางท้องฟ้าเพื่อที่พวกเราอาจสามารถเข้าใจได้ในสิ่งที่พระองค์ทรงตั้งใจทำ หรือแม้แต่ทรงบันดาลใจให้ผู้เผยพระวจนะให้คำทำนาย” เจ้าก็คงไม่สามารถมองเห็นการนั้นได้ ต่อให้มีหมายสำคัญทางท้องฟ้าและผู้เผยพระวจนะก็ทำไม่ได้เช่นกัน สิ่งที่พระเจ้าทรงทำในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณยังคงเป็นความลับนับจากโบราณกาลจนบัดนี้ และเป็นความลับมากเสียจนไม่มีมนุษย์สักคนสามารถรู้ได้ ไม่ว่าผู้เผยพระวจนะหรือนักดาราศาสตร์ หรือนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิทยาศาสตร์ในสาขาวิชาใดอาจจะมีความสามารถพิเศษเพียงใดก็ตาม พวกเขาสามารถศึกษาทุกสิ่งได้ตามที่พวกเขาต้องการ แต่พวกเขาก็จะไม่มีวันเข้าใจกิจธุระของพระเจ้า ผู้คนสามารถศึกษาพระราชกิจในอดีตของพระเจ้า และอาจจะสามารถเก็บตกความลับหรือความหมายไม่กี่อย่างที่อาจมีบางสิ่งเกี่ยวข้องกับเหตุผลที่พระเจ้าทรงทำการนั้น แต่ก็ไม่มีใครรู้สิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำในภายภาคหน้า หรือแผนการของพระองค์ เพราะฉะนั้น ผู้คนไม่ควรคิดที่จะหยั่งถึงพระเจ้า หรือหยั่งถึงในที่สุดถึงวิธีที่พระองค์ทรงพระราชกิจผ่านทางการสังเกตการณ์และการศึกษา การสืบค้นระยะยาวและประสบการณ์ การวิเคราะห์หลายแง่มุม หรือความขยันขันแข็งอย่างมากและการทำงานหนัก นี่เป็นไปไม่ได้และจะไม่มีวันได้ผล ดังนั้นหากผู้คนไม่สามารถหยั่งถึงพระเจ้า พวกเขาควรทำอย่างไร? (พวกเขาควรนบนอบ) เป็นการสมเหตุผลที่สุดที่ผู้คนจะนบนอบและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่สุด การนบนอบคือหลักฐานยืนยัน อะไรคือจุดประสงค์ของการนบนอบ? นั่นก็เพื่อให้สามารถรู้จักพระองค์มากขึ้น เพื่อได้มาซึ่งความจริง และได้รับชีวิตบนพื้นฐานของการได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าควรที่จะได้รับ และเป็นขุมทรัพย์ที่เจ้าควรพึงปรารถนา เมื่อคำนึงถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ ภายนอก เช่นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิธีที่พระเจ้าทรงทำสิ่งทั้งหลาย และวิธีที่พระองค์ทรงนำทางเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้—หากเจ้าสามารถมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ นั่นก็ยิ่งดี ไม่เป็นไรเช่นกันหากเจ้าพูดว่า “ฉันไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้นจริงจังอะไร ฉันไม่มีขีดความสามารถหรือความคิดจิตใจสำหรับเรื่องนั้น ฉันสนใจเพียงวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมความจริงให้ฉันและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของฉัน” ตราบที่เจ้ามีหัวใจที่นบนอบและยำเกรงพระเจ้า เจ้าจะสามารถได้รับความจริงจากพระเจ้า รวมถึงปัญญาในที่สุด ความจริงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้คน นั่นเป็นชีวิตที่ผู้คนควรเสาะแสวงที่จะได้รับ และเส้นทางที่พวกเขาควรเดิน ดังนั้น ปัญญาอะไรหรือที่ผู้คนได้มา? โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เจ้าก็จะสามารถมองเห็นหนทางที่พระเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ มากมาย เห็นเหตุผลที่พระองค์ทำสิ่งเหล่านั้น เห็นสิ่งที่เป็นพระเจตนารมณ์และเป้าหมาย อีกทั้งสิ่งที่เป็นหลักธรรมของพระองค์ในการทำบางสิ่ง เจ้าจะสามารถตระหนักถึงการนี้โดยไม่รู้ตัว ผ่านทางกระบวนการรับประสบการณ์กับความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า บางทีพระวจนะและเรื่องเหล่านี้อาจลุ่มลึกเกินไป และเจ้าจะไม่สามารถแสดงมันออกมาเป็นคำพูดได้ แต่เจ้าจะรู้สึกถึงความจริงในหัวใจเจ้า และมีความเข้าใจจริงโดยไม่ทันตระหนักถึงมันด้วยซ้ำ

พวกเรามาเริ่มที่เรื่องราวของอับราฮัม เมื่อเขาได้มีชีวิตอยู่ถึง 85 ปีแต่ยังคงไม่มีบุตรชาย พระเจ้าทรงสัญญาที่จะให้บุตรชายคนหนึ่งกับเขา ซาราห์ภรรยาของเขาตอบสนองอย่างไรหรือ? นางคิดในใจว่า “ฉันก็แก่แล้วและเป็นหมัน ฉันจะมีลูกได้ยังไง?” นี่ไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์หรอกหรือ? นางใช้มโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ประเมินวัดพระราชกิจของพระเจ้า และด้วยเหตุนั้นจึงสามารถกังขาและคิดว่าสิ่งเช่นนั้นเป็นไปไม่ได้ แล้วจากนั้นนางทำอะไร? นางให้ฮาการ์หญิงคนใช้ของนางเป็นภรรยาน้อย ดังนั้นจงบอกเราที พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่นางทำหรือไม่? พระเจ้าทรงทราบ ปีต่อมา ฮาการ์ให้กำเนิดบุตรชายนามว่าอิชมาเอล เมื่ออับราฮัมอายุ 99 ปี พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงปรากฏและให้สัญญากับเขาว่า ซาราห์จะให้บุตรชายแก่เขาในปีถัดไปประมาณช่วงเวลาเดียวกันนี้ และเขากับเชื้อสายของเขาจะได้รับมอบทั้งดินแดนคานาอันเป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์ของพวกเขา ปีต่อมา ซาราห์ก็ให้กำเนิดบุตรชายนามว่าอิสอัค ในฐานะบุตรของนายผู้หญิง อิสอัคคือทายาท ในขณะที่อิชมาเอลซึ่งเกิดจากภรรยาน้อยไม่อาจสืบทายาทได้ ต่อมาฮาการ์กับอิชมาเอลก็ถูกบีบให้จากไป และฮาการ์ก็พาเขาไปยังทะเลทรายที่ไม่มีทั้งอาหารและน้ำ ขณะเผชิญหน้ากับความตาย ฮาการ์อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าโดยพูดว่า “ไม่มีทางออกเลย ข้าพระองค์มีบุตร และต้องการมีชีวิตอยู่” พระยาห์เวห์พระเจ้าได้ทรงส่งทูตสวรรค์องค์หนึ่งนำน้ำมาให้พวกเขาและพวกเขาก็รอดชีวิต ต่อมาทะเลทรายก็กลายเป็นบ้านของพวกเขา และพวกเขาก็ได้วางรากฐานและมีเชื้อสายมากมาย—ผู้คนสมัยใหม่ อาทิ พวกคนอาหรับในตะวันออกกลาง เจ้าก็เห็นว่า มีน้ำพระทัยดีของพระเจ้าอยู่ในการอนุญาตนี้ นี่คือเหตุการณ์ภายนอกครั้งใหญ่เหตุการณ์หนึ่งซึ่งไม่มีใครได้ศึกษา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การกระทำของพระเจ้าไม่มีอยู่—มันมี นั่นไม่เหมือนการที่ใครบางคนแอบทำบางสิ่งที่พระเจ้าทรงมองไม่เห็น ไม่ใช่อย่างแน่นอน ตรงนี้มีน้ำพระทัยดีของพระเจ้าอยู่ พระเจ้าทรงอนุญาตและให้สัญญาว่าเผ่าของอิชมาเอลจะอยู่รอดเพื่อให้สมดุลกับโลกและใช้ประโยชน์ได้ยามจำเป็น พวกเขาต่อสู้กับชาวอิสราเอลเพื่อดินแดน เพื่อฉนวนกาซาและเยรูซาเล็มมาตลอด เจ้าต้องมองเห็นการกระทำของพระเจ้าในเรื่องนี้ พระเจ้าได้ทรงทำบางสิ่งที่ผู้คนมองว่าไม่ดี และพวกเขาคิดว่าบางทีพระองค์อาจคำนวนผิดก็ได้ หรือไม่ได้ทรงเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดพอ และว่าผู้คนฉวยโอกาสจากช่องโหว่ นี่คือสิ่งที่จิตใจของคนธรรมดาสามารถจินตนาการและไปถึงได้ ผู้คนคิดว่าพระเจ้าทรงเผลอบรรทมไปและไม่ได้ทรงจับตามองทุกสิ่ง จึงส่งผลให้ฮาการ์ให้กำเนิดอิชมาเอล และส่งผลให้พระเจ้าทรงเวทนาพวกเขาและอนุญาตให้พวกเขารอดชีวิต จัดการเตรียมการสำหรับพวกเขาที่จะดำรงชีวิตอยู่ในทะเลทราย เป็นดังที่ว่านี้จริงหรือ? (ไม่ใช่ดังที่ว่า) พระเจ้าทรงมีแผนการ และการเกิดกับการดำรงอยู่ของสารพัดเผ่าพันธุ์—นั่นก็คือกลุ่มชาติพันธุ์และสีผิวอันหลากหลายของมวลมนุษย์—ล้วนมีบทบาทในการให้สมดุลแก่เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดทั้งสิ้น และเจ้าสามารถมองเห็นอย่างแน่ชัดว่าพวกเขารับบทบาทอะไรโดยการมองที่สภาวะของโลก นี่ใช่การกระทำของพระเจ้าหรือไม่? พระเจ้าทรงควบคุมว่าเผ่าพันธุ์หนึ่งจะเจริญพันธุ์รวดเร็วเพียงใด ทรงควบคุมประชากรโลกของเผ่าพันธุ์นั้น บทบาทที่เผ่าพันธุ์นั้นมีต่อแผ่นดินโลก และท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งผอง และสิ่งที่ผู้คนของเผ่าพันธุ์นั้นทำ ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี พูดถึงที่ไม่ดี ผู้คนเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งดังกล่าวมาจากพระเจ้า และล้วนเป็นการกระทำของซาตาน แต่ซาตานก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเช่นกันมิใช่หรือ? คนบางคนพูดว่า “ซาตานทำตามที่ตนยินดี และพระเจ้าไม่ทรงมีอำนาจควบคุม” นี่คือคำอธิบายหรือ? เรื่องนี้ไม่สามารถให้เหตุผลในเชิงตรรกะได้ และผิดที่จะทำแบบนั้น บางสิ่งดูไม่ดีจากภายนอกและบางสิ่งก็ดูดี แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า เจ้าไม่อาจพูดได้ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสิ่งที่ดีเท่านั้นและไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพราะว่าทั้งสองสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ถูกจัดวางเรียบเรียงและควบคุมโดยพระองค์ และน้ำพระทัยดีของพระองค์อยู่เบื้องหลังทุกสิ่ง นี่คือความจริง และหากเจ้าสามารถมองเห็นการนี้ชัดเจน เช่นนั้นเจ้าก็เข้าใจความจริง ไม่ถูกต้องที่เจ้าจะสรุปว่าสิ่งทั้งหลายไม่ดีและมองผ่านเลนส์นั้นเท่านั้น เพราะนั่นจะง่ายต่อการที่เจ้าจะเข้าใจผิดและขัดขืนพระเจ้า ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำมีน้ำพระทัยดีของพระองค์อยู่ แล้วอะไรหรือคือน้ำพระทัยดีของพระเจ้า? ผู้คนมองเห็นเพียงสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขา และไม่มีวันสามารถมองเห็นสิ่งที่อาจจะเป็นผลสืบเนื่องในสิบหรือยี่สิบปีภายหลังการนั้นเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดในหนึ่งหรือสองพันปีให้หลัง สถานที่ที่สิ่งนั้นจะอยู่ และบทบาทหลักที่สิ่งนั้นจะเล่นในการกำหนดทิศทางของสภาวะโลกและในหมู่มวลมนุษย์ทั้งปวง—ผู้คนไม่สามารถมองเห็นการนี้ แต่นี่ก็คืออธิปไตยของพระเจ้า พัฒนาการของสภาวะโลกและมวลมนุษย์ทั้งปวงนี้เป็นเรื่องเรียบง่ายหรือ? ไม่ว่าบางสิ่งเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม ไม่ว่าเหตุการณ์ใหญ่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ใดก็ตาม หรือไม่ว่ามีภัยพิบัติหรือแผ่นดินไหวที่ใดก็ตาม พระเจ้าก็ทรงมีอำนาจควบคุม! คนไร้สาระบางคนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณอาจจะฉงนฉงายว่า “หากพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง เช่นนั้นการปราบปรามของพวกมาร รวมทั้งการเข่นฆ่าและการข่มเหงที่โหดร้ายต่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็อยู่ภายใตการควบคุมของพระองค์ด้วยเช่นกันหรือ? พระเจ้าได้ทรงปลุกเร้าให้เกิดการนั้นหรือ?” ถูกหรือที่มองการนั้นในหนทางนี้? นี่มีเหตุผลหรือ? นี่เป็นการวางพระเจ้าในตำแหน่งที่เป็นลบและผิด แล้วเจ้าควรมองเรื่องนี้อย่างไรหรือ? พระเจ้าทรงปลุกเร้าทุกสรรพสิ่ง และ “ทุกสรรพสิ่ง” ประกอบด้วยอะไรบ้าง? นั่นประกอบด้วยทุกสิ่ง กล่าวคือ สิ่งใดก็ตามที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่างเช่นภูเขาและแม่น้ำ ต้นไม้ พืช ผู้คน เป็นต้น ทั้งยังรวมไปถึงจุลชีพที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตลอดจนพวกมาร ซาตาน และวิญญาณกับผีทุกประเภทของอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ เหล่านี้ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นทำสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้ทำ พระองค์ทรงปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกมาเมื่อใดก็ตามที่เป็นที่ต้องการจำเป็น และสิ่งเหล่านั้นทำในสิ่งที่ตัวเองควรทำ นี่คืออธิปไตยของพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าทรงปกครองและจัดการเตรียมการอย่างไร เจ้าก็สามารถมองเห็นว่า ในที่สุด น้ำพระทัยของพระเจ้าก็กำลังได้รับการดำเนินการและพระวจนะทุกคำจะถูกทำให้ลุล่วง

ตอนนี้ ผู้คนอาจไม่สามารถมองเห็นผลของบางสิ่งที่พระเจ้าทรงทำหรือรู้จุดประสงค์ของสิ่งนั้น เหตุใดพระเจ้าทรงทำสิ่งนั้น หรือเจตนารมณ์ของพระองค์คืออะไร นี่อาจยังคงไม่ถูกมองเห็นหลังผ่านไปสองร้อยปี และมวลมนุษย์ก็จะยังคงไม่รู้อยู่ดี แต่คงได้รับความเชื่อมั่นเมื่อหนึ่งพันปีผ่านไปว่า “นั่นเป็นถูกต้องและวิเศษนักที่พระเจ้าทรงทำสิ่งนี้! พระเจ้าก็คือพระเจ้าอย่างแท้จริง!” มวลมนุษย์จะค้นพบว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเป็นความจริง และไม่มีอะไรผิด ตัวอย่างเช่น การตรึงกางเขนและความตายขององค์พระเยซูเจ้าในยุคพระคุณถูกโลกให้ทัศนะในตอนนั้นว่าเป็นความล้มเหลวของพระราชกิจช่วงระยะนั้น พวกเขาคิดว่า “องค์พระเยซูเจ้าไม่ทรงเป็นไปตามชะตากรรมมนุษย์แห่งการเกิด แก่ เจ็บ และตาย และยังได้ถูกยูดาสทรยศเสียก่อนที่พระองค์จะได้ทรงทำพระราชกิจใด ถูกพวกทหารจับกุม ถูกโบยตี ถูกสวมมงกุฎหนาม ถูกเย้ยหยัน และในที่สุดก็ถูกตอกตรึงเข้ากับกางเขน นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวหรือ?” การตรึงกางเขนคือความล้มเหลวหรือ? ยูดาสทรยศองค์พระเยซูเจ้าให้กับฝ่ายปกครอง ว่าแต่ฝ่ายปกครองเป็นตัวแทนของสิ่งใดหรือ? เป็นตัวแทนกองกำลังของซาตาน นั่นเป็นการดีหรือไม่ดีที่พระคริสต์ถูกส่งมอบสู่มือซาตาน? (ดูภายนอกไม่ดี) ผู้คนคิดว่า “โอ้ ไม่! พระราชกิจของพระเจ้าถูกมารก่อกวน นี่ไม่ดี นี่เป็นสัญญานที่ไม่ดี เพราะพระเจ้าไม่ได้กำลังทรงเฝ้าดู และไม่ทรงเปี่ยมฤทธานุภาพอะไรนัก! พระคริสต์ผู้ประสูติเป็นมนุษย์ยังคงถูกทรยศและส่งมอบสู่มือของพวกผู้ปกครองได้อย่างไร? นั่นไม่ชัดเจนหรือว่าเป็นแค่การถูกทิ้งไว้ในความกรุณาของซาตาน? องค์พระเยซูเจ้าต้องทรงหาหนทางหลบหนีโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นพระราชกิจนี้จะไม่จบลงหรือ? พระคริสต์ยังทรงมีพันธกิจอยู่” นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะคิดหรอกหรือ? ดังนั้นเปโตรจึงพูดว่า “อย่าให้เป็นเช่นนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้า จะให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับพระองค์ไม่ได้” (มัทธิว 16:22) และมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ก็โผล่ออกมา พวกเขาคิดว่า “เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงสามารถถูกส่งมอบเข้ามือผู้ปกครอง ดังนั้นหากพระองค์ถูกทำเช่นนั้น เช่นนั้นพระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้า” นี่ไม่ใช่มโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์หรอกหรือ? นั่นเป็นเพียงเพราะพวกเขามีมโนคติอันหลงผิดประเภทนี้ ผู้คนจึงพูดสิ่งเช่นนั้นออกมาได้ กระทำหรือประพฤติในหนทางเช่นนั้นได้ และขัดขวางไม่ให้น้ำพระทัยของพระเจ้าได้รับการดำเนินการ อะไรเล่าที่พระเยซูตรัสกับเปโตร? “จงไปให้พ้น เจ้าซาตาน” (มัทธิว 16:23) องค์พระเยซูเจ้าทรงถือว่าเปโตรเป็นซาตาน ในท้ายที่สุด องค์พระเยซูเจ้าก็ถูกส่งมอบสู่มือซาตาน และผู้คนพวกนั้นก็กลายเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่ทำให้พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนขององค์พระเยซูเจ้าสำเร็จลุล่วง นั่นเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีสำหรับการที่องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกส่งมอบสู่มือซาตาน? (สิ่งดี) เมื่อมองการนี้ในหนทางนี้ นั่นเป็นสิ่งดี ไม่ใช่ไม่ดี เพราะพระราชกิจของพระเจ้าได้รับการทำให้ลุล่วงโดยวิถีทางนี้ พระเจ้าทรงทำสิ่งใดหรือไม่นับตั้งแต่การทรยศของยูดาสไปจนถึงการตรึงกางเขนขององค์พระเยซูเจ้า? พระองค์ทรงวางแผนที่จะหลบหนี หรือใครได้มาช่วยชีวิตพระองค์หรือไม่? (ไม่) พระเจ้าทรงดำริถึงหนทางที่จะสำแดงปาฏิหาริย์ ยกชูองค์พระเยซูเจ้าตรงขึ้นสวรรค์และซ่อนพระองค์ไว้หลังก้อนเมฆที่ไม่มีใครเห็นพระองค์ได้หรือไม่? เป็นการเสด็จขึ้นสวรรค์ที่ช่างรุ่งโรจน์ ช่างสง่างามอะไรเช่นนี้! แต่ไม่มีใครมองเห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้ การที่พระเจ้าไม่ทรงทำการนี้พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ? พระเจ้าจะทรงทำได้หรือไม่? (ได้ พระองค์ทรงทำได้) แล้วเหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ทรงทำ? (มีน้ำพระทัยดีของพระเจ้า และพระองค์ทรงมีแผนการ) อะไรคือแผนการของพระเจ้า? นั่นก็คือการที่จะส่งมอบพระองค์เองให้กับซาตาน แล้วจากนั้นก็เข้าไปแทนที่พวกคนบาปบนกางเขน พลีอุทิศพระองค์เองเพื่อไถ่มวลมนุษย์ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำ พระองค์ไม่ทรงทำสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนจินตนาการในมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา ผู้คนมากมายคิดว่า “พระเจ้าควรทรงส่งสายฟ้ามาซัดโทษใส่คนชั่วเหล่านั้นทั้งหมดที่ขัดขืนพระองค์ และหลังจากซัดโทษใส่พวกนั้น องค์พระเยซูเจ้าคงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ นั่นจะรุ่งโรจน์และน่าทึ่งสักแค่ไหน! และนั่นจะเผยให้เห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าสักแค่ไหน! ให้หมู่มารและเหล่าซาตานพวกนี้และพวกมนุษย์เหล่านี้ทั้งหมดเห็นผลสืบเนื่องจากการตรึงกางเขนพระเจ้า แล้วพวกเขาจะได้ไม่กล้าดีอีกในภายหน้า ถูกไหมนะ?” ผู้คนอาจไม่กล้าขัดขืน แต่หากพระราชกิจของพระเจ้าไม่ถูกทำให้สำเร็จลุล่วง นั่นไม่ใช่การขัดขวางหรอกหรือ? มโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้าเสมอ ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงพระราชกิจในหนทางนั้น คนบางคนเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าจริงๆ ก็เพราะพระองค์ถูกตรึงกางเขนเพื่อทำพระราชกิจแห่งการไถ่ของพระองค์ แต่ในเวลาเดียวกันก็จะพูดด้วยเจตนาที่ดีทั้งหมดว่า “องค์พระเยซูเจ้าไม่ควรได้ถูกตรึงกางเขน การประสูติเป็นมนุษย์นั้นไม่ง่ายเลย และพระองค์ก็จำเป็นต้องทรงพระราชกิจด้วยความถ่อมพระทัยและความซ่อนเร้น ถูกผู้คนทอดทิ้งและถูกพวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ใส่ร้าย นี่น่าเวทนาเหลือเกิน พระองค์ควรได้หลีกเลี่ยงการตรึงกางเขน ไม่ลดพระองค์เองลงต่ำถึงระดับนั้น ไม่มีความจำเป็นสำหรับการนี้เลย” ถูกหรือไม่สำหรับการที่ผู้คนมองการนี้แบบนี้? (ไม่ นั่นไม่ถูก) เมื่อมองการนี้ในตอนนี้ซึ่งเป็นสองพันปีให้หลัง การคิดในหนทางนี้นั้นผิด ในจิตใจผู้คนมีความจริงอยู่หรือไม่? (ไม่ ไม่มี) แล้วอะไรหรือที่อยู่ในจิตใจของผู้คน? นั่นล้วนเป็นความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดแบบมนุษย์ เช่นเดียวกันกับเจตนารมณ์ที่ดี ความรู้สึก ความสงสารและความเห็นแก่ตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้พระราชกิจของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงได้หรือไม่? สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้น้ำพระทัยสำเร็จลุล่วงได้หรือไม่? สิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ ดังพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “จงไปให้พ้น เจ้าซาตาน” พระเจ้าทรงต้องประสงค์ให้ส่งมอบพระองค์เองสู่มือซาตานด้วยพระองค์เอง อนุญาตให้ซาตานตรึงกางเขนพระคริสต์ด้วยตัวมันเอง และโดยผ่านการตรึงกางเขน พระราชกิจแห่งการไถ่จึงสำเร็จลุล่วง พระเจ้าไม่ได้ทรงสำแดงปาฏิหาริย์ใดเลย พระเจ้าได้ตรัสหลายหนว่า “พระเจ้าทรงอยู่ในความเงียบ” นี่หมายถึงอะไรหรือ? นี่หมายความว่า พระเจ้าไม่ทอดพระเนตร ไม่เป็นกังวล ไม่ใส่พระทัย ไม่ตรัสคำพูดใด และทรงอยู่ในความเงียบโดยสมบูรณ์อย่างนั้นหรือ? (ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น) ดังนั้น อะไรคือความหมายของ “อยู่ในความเงียบ”? การนี้มีพระอุปนิสัย พระปัญญา และเจตนารมณ์ของพระเจ้าบรรจุอยู่ในนั้น อะไรคือพระอุปนิสัยของพระเจ้าที่ถูกเผยอยู่ในการที่พระองค์ทรงอยู่ในความเงียบ? มีพระปัญญาของพระเจ้าอยู่ตรงนี้ พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะเสร็จสิ้นพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์ ไม่ว่าผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดหรือความคิดฝันมากมายเพียงใด อันดับแรกคือ พระองค์ทรงหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้โดยไม่มีการให้คำอธิบาย แต่ทรงพระราชกิจอย่างเงียบเชียบและสัมพันธ์กับชีวิตจริง จนกว่าจะถึงวันที่ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเข้าใจความจริงและสามารถนบนอบพระองค์ น้ำพระทัยของพระองค์ถูกดำเนินการและพระราชกิจของพระองค์ที่มีในตัวพวกเขาเสร็จสิ้นลง และพระองค์ได้ทรงกำราบซาตานจนราบคาบและได้รับพระสิริ พระองค์ทรงใช้ข้อเท็จจริงและผลลัพธ์เหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ให้มวลมนุษย์ทั้งปวงได้เห็น ข้อพิสูจน์ให้ซาตานได้เห็น—นี่คือพระอุปนิสัยและเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่เผยออกมาโดยการที่พระองค์ทรงอยู่ในความเงียบ นี่เป็นแง่มุมใดของพระอุปนิสัยของพระเจ้า? นี่ไม่แสดงให้เห็นความอดทนของพระเจ้าหรอกหรือ? (แสดง) เหตุใดพระเจ้าจึงทรงอดทน ณ เวลานี้? เหตุใดพระองค์จึงทรงอยู่ในความเงียบ? ตรงนี้คือพระปัญญาของพระเจ้า บางสิ่งเป็นข้อล้ำลึกซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใด สิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใด หรือทูตสวรรค์องค์ใดได้รับอนุญาตให้เข้าใจหรือจับความเข้าใจ นี่คือพระปัญญาของพระเจ้า พระเจ้าไม่อาจตรัสก่อนเวลาอันควร และมีประโยชน์อันใดเล่ากับการที่พระองค์จะตรัสเพิ่มแม้อีกสักคำ? ไม่มีประโยชน์ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจ หากพระองค์ตรัสกับใครบางคน พวกเขาจะเข้าใจหรือ? (พวกเขาคงไม่เข้าใจ) ในกรณีนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะตรัส ผู้คนจะได้เข้าใจหรือไม่ หากว่าเมื่อสองพันปีที่แล้วพระเจ้าได้ตรัสกับมวลมนุษย์ว่า “เราต้องการถูกตรึงกางเขน สละโลหิตอันมีค่าของเราเพื่อไถ่มวลมนุษย์ในสภาพเสมือนของเนื้อหนังที่เต็มไปด้วยบาป”? (พวกเขาคงไม่เข้าใจ) พระวจนะเดียวของพระเจ้าคืออะไร? พระองค์ได้ตรัสว่า “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” และได้ทรงให้ผู้คนฝึกความอดทนและการยอมผ่อนปรน พระเจ้าได้ตรัสกับมนุษย์เพิ่มเติมอีกหรือไม่? (ไม่ พระองค์ไม่ได้ตรัส) เหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ตรัส? (มนุษย์จับความเข้าใจไม่ได้) ไม่มีทางที่มวลมนุษย์สามารถจับความเข้าใจได้ นี่คือเหตุที่พระเจ้าได้ทรงกลั้นพระทัยเปิดเผยพระอุปนิสัยและพระดำริของพระองค์อยู่ในความเงียบ ต่อให้พระเจ้าได้ตรัสกับสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างและมิได้ทรงสร้าง พวกเขาก็คงไม่เข้าใจ ดังนั้นพระองค์จึงทรงทำได้เพียงใช้กิจการของพระองค์และข้อเท็จจริงทั้งหลายเพื่อพิสูจน์ต่อมวลมนุษย์และดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพิ่งตอนนี้สองพันปีให้หลังนี่เอง ที่พระเจ้าได้ทรงเปิดโปงสิ่งเหล่านี้เมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย ผู้คนมองย้อนไปยังเหตุการณ์ทั้งหลายของสองพันปีที่แล้ว และเพิ่งตอนนี้เท่านั้นที่เข้าใจนัยสำคัญของการที่องค์พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขนย้อนไปในเวลานั้น เกี่ยวกับเหตุผลสำหรับการตรึงกางเขนพระเจ้า การส่งมอบให้กับซาตาน การทรยศโดยยูดาสในรูปการณ์แวดล้อมเหล่านั้น รวมทั้งเหตุผลและนัยสำคัญที่พระเจ้าทรงทำการนี้หลังจากการทรยศแล้วองค์พระเยซูเจ้าก็ได้ทรงทนทุกข์มากเหลือเกิน หลั่งพระโลหิตจนหยดสุดท้ายเพื่อดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำเช่นนี้ และการนี้ก็มีนัยสำคัญ—พระเจ้าตรัสเกี่ยวกับสิ่งนี้ตอนที่กำลังทรงเป็นพยานต่อการประสูติเป็นมนุษย์เมื่อพระองค์ทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในยุคสุดท้ายเท่านั้น และนอกจากนั้น ก็ทรงเปิดเผยข้อล้ำลึกมากมาย อาทิ การบริหารจัดการและน้ำพระทัยของพระเจ้า ตอนนี้ที่ผู้คนได้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสามช่วงระยะแห่งพระราชกิจ ในที่สุดพวกเขาก็รู้นิมิตแห่งแผนบริหารจัดการของพระเจ้า อีกทั้งเข้าใจความจริงเหล่านี้และพระเจตนารมณ์ที่ดีของพระเจ้า หากพระเจ้าได้บอกมวลมนุษย์ล่วงหน้าสักพันปี ผู้คนจะได้เข้าใจไปแล้วหรือไม่? (พวกเขาคงจะไม่เข้าใจ) ดังนั้นบ่อยครั้งที่พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งในขณะทรงอยู่ในความเงียบ อะไรคือเหตุผลสำหรับความเงียบนี้? นั่นเป็นเพราะพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำนั้นมีปัญญาเกินไป วิเศษเกินไป และลุ่มลึกเกินไป—หากพระเจ้าได้ตรัสเร็วกว่านี้ ไม่ว่าจะตรัสอะไร เช่นนั้นผู้คนก็จะไม่สามารถเข้าใจหรือจับความเข้าใจได้ ดังนั้นพระเจ้าทรงทำได้เพียงดั้นด้นต่อไปข้างหน้าในความเงียบ ตรัสเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์และทรงนำทางมวลมนุษย์เสมอ ถูกแล้วที่พวกมนุษย์ติดตามพระเจ้า และยิ่งไปตามถนนเส้นนี้ได้ไกลขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งสว่างไสวขึ้นเท่านั้น พระเจ้าจะไม่ทรงนำเจ้าออกนอกลู่นอกทาง และต่อให้พระองค์ส่งมอบเจ้าให้ซาตาน พระเจ้าก็ทรงรับผิดชอบจนถึงปลายทาง เจ้าต้องมีความเชื่อนี้ และนี่คือท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมีต่อพระเจ้า หากเจ้าพูดได้ว่า “ต่อให้พระเจ้าส่งมอบฉันให้กับซาตานในฐานะของเล่น พระองค์ก็ยังคงเป็นพระเจ้า และฉันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหัวใจที่ติดตามพระองค์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อในพระองค์ของฉัน” เช่นนั้น นี่ก็คือความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า

Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger