พระวจนะว่าด้วยการมีประสบการณ์กับความล้มเหลว การล้มลง บททดสอบ และกระบวนการถลุง (บทตัดตอน 63)
คนมากมายล้มป่วยบ่อยครั้ง และไม่ว่าจะอธิษฐานต่อพระเจ้ามากเพียงไร พวกเขาก็ยังคงไม่ดีขึ้น ไม่ว่าพวกเขาต้องการมากเพียงใดที่จะขจัดความเจ็บป่วยออกไป พวกเขาก็ทำไม่ได้ บางครั้งพวกเขาอาจถึงกับเผชิญหน้ากับภาวะที่คุกคามถึงชีวิตและถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับภาวะเหล่านั้นอย่างซึ่งหน้า ในข้อเท็จจริงนั้น หากคนเรามีความเชื่อในพระเจ้าจริงในหัวใจของพวกเขา พวกเขาต้องรู้เป็นอย่างแรกเลยว่าอายุขัยของบุคคลหนึ่งนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงลิขิตเวลาแห่งการเกิดและความตายของคนเราไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อพระเจ้าทรงให้ความเจ็บป่วยแก่ผู้คน ย่อมมีเหตุผลซ่อนอยู่เบื้องหลังความเจ็บป่วยนั้น—ความเจ็บป่วยนั่นมีนัยสำคัญ สิ่งที่ผู้คนรู้สึกได้คืออาการป่วย แต่ในข้อเท็จจริงที่จริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาได้รับคือพระคุณหาใช่ความเจ็บป่วยไม่ ประการแรกมนุษย์จำเป็นต้องรับรู้คุณค่าและมั่นใจในข้อเท็จจริงนี้และจริงจังกับมัน ยามที่ผู้คนกำลังทุกข์ทนกับความเจ็บป่วย พวกเขาสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้บ่อยครั้ง และต้องทำในสิ่งที่พวกเขาควรทำด้วยความสุขุมรอบคอบและระมัดระวัง และปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนด้วยความเอาใจใส่และขยันขันแข็งกว่าผู้อื่น ตราบที่เป็นกรณีของผู้คน นี่คือการคุ้มครองไม่ใช่โซ่ตรวน นี่คือแนวทางเข้าหาอย่างใจเย็น ยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าได้ทรงลิขิตอายุขัยของทุกคนไว้ล่วงหน้าแล้ว จากจุดยืนทางการแพทย์นั้น ความเจ็บป่วยหนึ่งอาจเป็นระยะสุดท้ายของโรค แต่จากมุมมองของพระเจ้า หากชีวิตของเจ้ายังต้องเดินต่อไปและเวลาของเจ้ายังมาไม่ถึง เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เจ้าอยากตาย เจ้าก็ยังตายไม่ได้ หากพระเจ้าได้ทรงมอบพระบัญชาให้กับเจ้า และภารกิจของเจ้ายังไม่เสร็จสิ้น เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่ตายจากความเจ็บป่วยหนึ่งซึ่งน่าจะต้องร้ายแรงถึงชีวิตด้วยซ้ำ พระเจ้าจะยังไม่เอาชีวิตของเจ้าไป ต่อให้เจ้าไม่อธิษฐานหรือแสวงหาความจริง หรือไม่เข้ารับการรักษาความเจ็บป่วยของเจ้าก็ตาม หรือต่อให้เจ้าเลื่อนการรักษาออกไป เจ้าก็จะไม่ตาย นี่เป็นความจริงโดยเฉพาะ กับบรรดาผู้ที่ได้รับพระบัญชาจากพระเจ้า กล่าวคือเมื่อภารกิจของพวกเขายังไม่เสร็จสิ้น ไม่ว่าการเจ็บป่วยใดตกมาถึงพวกเขาก็ตาม พวกเขาต้องไม่ตายทันที พวกเขาต้องมีชีวิตอยู่จนกว่าจะถึงอึดใจสุดท้ายของการเสร็จสิ้นภารกิจ เจ้ามีความเชื่อนี้หรือไม่? หากเจ้าไม่มี เจ้าก็จะได้แต่ถวายบางคำอธิษฐานที่ผิวเผินต่อพระเจ้าเท่านั้น โดยพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า! ข้าพระองค์จำเป็นต้องทำพระบัญชาที่พระองค์ทรงมอบให้จนเสร็จสมบูรณ์ ข้าพระองค์ต้องการใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของข้าพระองค์ในความจงรักภักดีต่อพระองค์เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้ไม่ทิ้งความเสียใจไว้เบื้องหลัง พระองค์ต้องทรงคุ้มครองข้าพระองค์” แม้เจ้าอธิษฐานเช่นนี้ แต่หากเจ้าไม่ริเริ่มแสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีเจตจำนงและความเข้มแข็งที่จะนำความจงรักภักดีมาลงมือทำ เป็นเพราะเจ้าไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติอย่างจริงจัง เจ้าจึงมักใช้ข้อแก้ตัวประเภทนี้และวิธีการนี้ในการอธิษฐานต่อพระเจ้าและต่อรองกับพระองค์—นี่นะหรือบุคคลที่ไล่ตามเสาะหาความจริง? หากความเจ็บป่วยของเจ้าจะได้รับการรักษาให้หาย เจ้าก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้อย่างดีจริงหรือ? ไม่จำเป็นเลย ข้อเท็จจริงคือไม่ว่าการต่อรองของเจ้าจะเป็นไปเพื่อให้ความเจ็บป่วยของเจ้าหายและทำให้เจ้าไม่ตาย หรือไม่ว่าเจ้าจะมีเจตนาหรือเป้าหมายอื่นบางประการในการต่อรองนั้น จากมุมมองของพระเจ้า หากเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้และเจ้ายังคงมีประโยชน์ หากพระเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าจะใช้เจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมจะไม่ตาย เจ้าจะไม่สามารถตายได้ต่อให้เจ้าต้องการก็ตาม แต่หากเจ้าสร้างความเดือดร้อนและกระทำความประพฤติชั่วทุกลักษณะ และทำให้อุปนิสัยของพระเจ้ารุนแรงขึ้น เจ้าจะตายอย่างรวดเร็ว ชีวิตของเจ้าจะถูกตัดให้สั้นลง พระเจ้าทรงกำหนดอายุขัยของทุกคนไว้แล้วก่อนการสร้างโลก หากพวกเขาสามารถนบนอบการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่ว่าพวกเขาจะทนทุกข์กับความเจ็บป่วยหรือไม่ และไม่ว่าพวกเขาจะมีสุขภาพดีหรือไม่ดี พวกเขาก็จะมีชีวิตอยู่ตามจำนวนปีที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เจ้ามีความศรัทธานี้หรือไม่? หากเจ้าเพียงยอมรับเรื่องนี้ในเชิงของคำสอนเท่านั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีความศรัทธาอันแท้จริง และเป็นการไร้ประโยชน์ที่จะเอ่ยคำพูดอันน่าฟัง หากเจ้ายืนยันจากก้นบึ้งของหัวใจ ว่าพระเจ้าจะทรงทำเช่นนี้ แนวทางและหนทางปฏิบัติของเจ้าย่อมจะเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ แน่นอนว่าผู้คนต้องมีสามัญสำนึกอยู่บ้างเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพของตนในช่วงชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะมีอาการป่วยหรือไม่ก็ตาม นี่คือสัญชาตญาณที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ นั่นเป็นเหตุผลและสามัญสำนึกที่คนเราควรมีภายในเจตจำนงเสรีที่พระเจ้าประทานให้แก่ตน เมื่อเจ้าป่วย เจ้าควรเข้าใจในสามัญสำนึกบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและรักษาสุขภาพเพื่อจัดการกับความเจ็บป่วยนี้—นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ อย่างไรก็ตาม การรักษาความเจ็บป่วยในหนทางนี้ไม่ควรหมายให้ท้าอายุขัยที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับเจ้า อีกทั้งเจ้าไม่ควรทำเช่นนั้นเพื่อรับประกันว่าเจ้าจะสามารถดำรงชีวิตตามอายุขัยที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้สำหรับเจ้า นี่หมายความว่าอะไร? สามารถอธิบายได้ในหนทางนี้ว่า ในแง่ของการตั้งรับ หากเจ้าไม่ถือจริงจังกับความเจ็บป่วยของเจ้า หากเจ้าทำหน้าที่ของเจ้าในวิธีใดก็ตามที่เจ้าควรทำ และได้หยุดพักมากกว่าผู้อื่นเล็กน้อย หากเจ้าไม่ได้ทำให้หน้าที่ของเจ้าล่าช้าไป ความเจ็บป่วยของเจ้าจะไม่แย่ลง และจะไม่ฆ่าเจ้า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากในทัศนะของพระเจ้า อายุขัยที่ลิขิตไว้ล่วงหน้าของเจ้ายังไม่ได้ดำเนินไปจนจบ เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เจ้าเกิดป่วย พระองค์ก็จะไม่ทรงเปิดโอกาสให้เจ้าตาย หากความเจ็บป่วยของเจ้าไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่เวลาของเจ้าได้มาถึงแล้ว เช่นนั้นแล้วพระเจ้าก็จะเอาตัวเจ้าไปเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงต้องประสงค์ นี่สุดแท้แต่ความชอบพระทัยของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่หรือ? นี่ย่อมสุดแท้แต่การกำหนดล่วงหน้าของพระองค์! นี่คือวิธีที่เจ้าควรมองดูเรื่องนี้ เจ้าอาจจะทำส่วนของเจ้าและไปหาแพทย์ กินยาบ้าง ดูแลสุขภาพของเจ้า และทำการออกกำลังกาย แต่เจ้าก็จำเป็นต้องเข้าใจลึกลงไปว่า ชีวิตของบุคคลหนึ่งนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อายุขัยของบุคคลหนึ่งนั้นก็ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวข้ามสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าได้ หากเจ้าไม่มีแม้แต่ความเข้าใจปริมาณน้อยนิดนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่มีความเชื่ออย่างแท้จริง และไม่เชื่อในพระเจ้าจริงๆ
บางคนทำทุกอย่างที่ทำได้ โดยใช้วิธีการสารพัดในการรักษาความเจ็บป่วยของพวกเขา แต่ไม่ว่าจะใช้การรักษาแบบใด ก็ไม่สามารถเยียวยาความเจ็บป่วยเหล่านั้นได้ ยิ่งความเจ็บป่วยเหล่านั้นได้รับการรักษามากเท่าไร ความเจ็บป่วยก็กลับยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น แทนที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับความเจ็บป่วยนั้นกันแน่ และมองหาสาเหตุที่เป็นรากเหง้า พวกเขากลับควบคุมเรื่องทั้งหลายไว้ในมือตนเอง พวกเขาลงเอยด้วยการใช้วิธีการมากมายและใช้เงินไม่น้อย แต่โรคของพวกเขาก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา จากนั้นเมื่อพวกเขาล้มเลิกการรักษา ความเจ็บป่วยนั้นกลับหายเองอย่างคาดไม่ถึงหลังจากผ่านไปสักระยะ และพวกเขาก็ไม่ทราบว่าการหายป่วยนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร บางคนเป็นโรคธรรมดาและไม่ใส่ใจกับโรคนั้นนัก แต่วันหนึ่งภาวะของพวกเขากลับแย่ลงและพวกเขาก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน นั่นเกิดอะไรขึ้นหรือ? ผู้คนไม่สามารถหยั่งถึงเรื่องนั้นได้ อันที่จริงแล้วจากมุมมองของพระเจ้า นี่เป็นเพราะภารกิจของบุคคลนั้นในโลกนี้ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว พระองค์จึงทรงพาพวกเขาไป บ่อยครั้งที่ผู้คนพูดว่า “คนเราไม่ตายหรอกหากพวกเขาไม่มีอาการป่วย” นี่เป็นกรณีนั้นจริงหรือ? หลังจากการตรวจที่โรงพยาบาล มีคนที่ถูกตรวจพบว่าไม่มีความเจ็บป่วยเลย พวกเขามีสุขภาพดีสุดขีดแต่กลับลงเอยด้วยการเสียชีวิตภายในไม่กี่วัน นี่เรียกว่าการเสียชีวิตโดยไม่มีอาการป่วย มีผู้คนเช่นนี้มากมาย นี่หมายความว่าบุคคลนั้นได้มาถึงปลายทางของชีวิตตนแล้ว และพวกเขาได้ถูกพากลับไปยังอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ บางคนรอดชีวิตจากโรคมะเร็งและวัณโรค และยังคงมีชีวิตอยู่จนอายุเจ็ดสิบกว่าปีหรือแปดสิบกว่าปี มีผู้คนเช่นนี้ไม่มากนัก ทั้งหมดนี้แขวนไว้กับการสถาปนาของพระเจ้า การมีความเข้าใจเช่นนี้คือความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า หากเจ้ามีอาการป่วยทางกายและจำเป็นต้องรับประทานยาบ้างเพื่อบริหารจัดการภาวะของตน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรรับประทานยาหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่อนคลายและรับมือกับสภาวะนั้นอย่างใจเย็น นี่คือท่าทีประเภทใดหรือ? นี่คือท่าทีของความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า สมมุติว่าเจ้าไม่รับประทานยา ไม่รับการฉีดยา ไม่ออกกำลังกาย ไม่ดูแลสุขภาพของตน แล้วจากนั้นเจ้าก็ยังคงกังวลแทบตาย โดยอธิษฐานอยู่ตลอดเวลาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องปฏิบัติหน้าที่ของข้าพระองค์อย่างถูกต้องเหมาะสม ภารกิจของข้าพระองค์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ข้าพระองค์ยังไม่พร้อมที่จะตาย ข้าพระองค์ต้องการทำหน้าที่ของข้าพระองค์ให้ลุล่วงและทำพระบัญชาของพระองค์ให้เสร็จสมบูรณ์ หากข้าพระองค์ตาย ข้าพระองค์จะไม่สามารถทำตามพระบัญชาของพระองค์ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ ข้าพระองค์ไม่ต้องการทิ้งความเสียดายใดไว้ข้างหลัง ข้าแต่พระเจ้า ได้โปรดฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ได้โปรดปล่อยให้ข้าพระองค์มีชีวิตต่อไปเพื่อให้ข้าพระองค์สามารถทำหน้าที่ของข้าพระองค์ให้ลุล่วงและทำพระบัญชาของพระองค์ให้เสร็จสมบูรณ์ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะสรรเสริญพระองค์ตลอดกาลและปรารถนาที่จะเห็นวันแห่งพระสิริของพระองค์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” จากสิ่งที่ปรากฏภายนอกทั้งหมด เจ้าไม่รับประทานยาหรือได้รับการฉีดยาใดๆ และเจ้าดูแข็งแรงมากและเปี่ยมไปด้วยความเชื่อในพระเจ้า อันที่จริงแล้ว ความเชื่อของเจ้านั้นมีขนาดเล็กกว่าเมล็ดมัสตาร์ดเสียอีก เจ้ากลัวแทบตาย และเจ้าไม่มีความเชื่อในพระเจ้า เจ้าไร้ซึ่งความเชื่อในพระเจ้าได้อย่างไร? นี่เกิดขึ้นได้อย่างไร? มนุษย์เพียงไม่เข้าใจท่าที หลักธรรม และหนทางทั้งหลายที่พระผู้สร้างทรงจัดการกับสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ทรงสร้าง ดังนั้นพวกเขาจึงใช้มุมมอง มโนคติอันหลงผิด และความคิดฝันอันจำกัดของตนเองในการคาดเดาว่าพระเจ้าจะทรงทำอะไร พวกเขาต้องการจะพนันกับพระเจ้าเพื่อดูว่าพระเจ้าจะทรงรักษาพวกเขาและปล่อยให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาวหรือไม่ นี่ไม่โง่เขลาหรอกหรือ? หากพระเจ้าทรงอนุญาตให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เจ้าจะไม่ตายไม่ว่าเจ้ามีอาการป่วยเพียงใดก็ตาม หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เช่นนั้นแล้วต่อให้เจ้าไม่มีอาการป่วย เจ้าก็จะตายอยู่ดีหากนั่นคือสิ่งที่ต้องเป็น พระเจ้าทรงกำหนดอายุขัยของเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว การรู้การนี้คือความรู้ที่แท้จริงและความเชื่อที่แท้จริง ดังนั้นแล้ว พระเจ้าทรงทำให้ผู้คนเกิดเจ็บป่วยขึ้นโดยไร้แบบแผนหรือ? นี่ไม่ใช่โดยไร้แบบแผน เป็นหนทางหนึ่งที่จะถลุงความเชื่อของพวกเขา เป็นความทุกข์ที่ผู้คนต้องสู้ทน หากพระองค์ทำให้เจ้าล้มป่วย จงอย่าพยายามหลีกหนี หากพระองค์ไม่ทรงทำ เช่นนั้นแล้วจงอย่าร้องขอ ทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และผู้คนต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยให้ธรรมชาติดำเนินไปตามครรลองของมัน ธรรมชาติคือสิ่งใด? ไม่มีสิ่งใดในธรรมชาติที่ไร้แบบแผน ทั้งหมดมาจากพระเจ้า การนี้เที่ยงแท้ ท่ามกลางพวกที่ทุกข์ทนด้วยโรคเดียวกัน บางคนตายและผู้อื่นมีชีวิตอยู่ ทั้งหมดนี้ได้ถูกพระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า หากเจ้าสามารถมีชีวิตอยู่ ก็พิสูจน์ว่าเจ้ายังไม่ได้เสร็จสิ้นภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบให้เจ้า เจ้าควรทำงานอย่างหนักเพื่อทำให้ภารกิจเสร็จสิ้น และทะนุถนอมเวลานี้ไว้ จงอย่าทำให้เสียเปล่า นี่เองคือสิ่งที่เป็นอยู่ หากเจ้าป่วย จงอย่าพยายามหลีกหนีมัน และหากเจ้าไม่ป่วย จงอย่าร้องขอมัน ในเรื่องใดก็ตาม เจ้าไม่สามารถได้รับสิ่งที่เจ้าต้องการโดยการเพียงแค่ร้องขอมัน อีกทั้งเจ้าไม่สามารถหลีกหนีสิ่งใดได้เพียงเพราะเจ้าต้องการ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งพระเจ้าได้ตัดสินพระทัยทำไปแล้ว
ก่อนที่จะทรงถูกตอกตรึงกับกางเขน องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงเสนอคำอธิษฐาน คำอธิษฐานนี้เป็นคำพูดอย่างไรกันแน่? {“หากเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พ้นไปจากข้าพระองค์ ถึงกระนั้นก็ขอให้เป็นไปตามความพึงปรารถนาของพระองค์ มิใช่ตามความอยากของข้าพระองค์” (มัทธิว 26:39)} ในฐานะสมาชิกของมนุษยชาติทรงสร้าง ผู้คนทั้งหมดควรก้าวผ่านกระบวนการแสวงหาเช่นนี้ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า นี่เป็นกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญว่าเจ้าแสวงหาอย่างไร และไม่สำคัญว่ากระบวนการแสวงหาอาจจะยาวนาน ลำเค็ญเข็ญใจ หรือลำบากยากเย็นเพียงใด ก็ไม่มีสิ่งใดที่พระเจ้าทรงมุ่งมั่นไว้ที่จะทำได้เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยนับตั้งแต่ปฐมกาล อีกทั้งพระองค์ก็ไม่เคยได้ตัดสินพระทัยที่จะเปลี่ยนแปลงมัน ผู้คนอาจแสวงหาและรอคอย และพระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้พวกเขามีกระบวนการหนึ่งที่จะได้รับความเข้าใจ ความรู้ และความกระจ่างแจ้งในสิ่งที่เที่ยงแท้ตามจริง แต่พระองค์จะไม่มีวันปรับเปลี่ยนการตัดสินพระทัยแม้เพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้น เจ้าไม่ควรรู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับเจ้าแบบสุ่มไร้แบบแผน หรือว่าเมื่อเจ้าหลีกหนีด้วยวิธีใดก็ตามจากความวิบัติและความตายที่แน่นอน นั่นก็เป็นเพราะโชคช่วยและความบังเอิญ มันไม่ใช่ พระเจ้าทรงมีแผนการที่วางไว้ล่วงหน้า และการจัดการเตรียมการที่เฉพาะเจาะจงสำหรับทุกสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ตั้งแต่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงเล็กที่สุด—หมู่ดาวเคราะห์และจักรวาล—ลงไปจนถึงมวลมนุษย์ทรงสร้าง และแม้แต่จุลชีพ นี่คือพระมหิทธานุภาพของพระเจ้า ผู้คนบางคนที่ล้มป่วยพูดว่าโรคภัยไข้เจ็บของพวกเขามาจากการหมดเรี่ยวแรงจากกิจกรรมบางอย่างหรือจากการกินของผิดโดยบังเอิญ จงอย่ามองหาเหตุผลเช่นนั้น เหตุผลเช่นนั้นล้วนเป็นท่าทีที่คิดลบและขัดขืน เจ้าควรเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าด้วยความคิดบวก จงอย่ามองหาเหตุผลเชิงวัตถุวิสัย ตรงกันข้าม เจ้าควรแสวงหาและเข้าใจให้ถูกต้องแม่นยำถึงสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์และท่าทีของพระเจ้าในการนำเสนอสถานการณ์นี้แก่เจ้า และท่าทีใดที่เจ้าควรมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเมื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ ทั้งนี้ นี่คือเส้นทางที่เจ้าต้องแสวงหา เมื่อบุคคลหนึ่งอยู่รอด มันไม่เคยเป็นไปอย่างไร้แบบแผน อีกทั้งไม่ใช่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดการเตรียมการ ความพึงปรารถนาและอธิปไตยของพระผู้สร้างอยู่ที่นั่นเสมอ ไม่มีสิ่งใดกลวงเปล่า เจ้าคิดหรือว่าพระวจนะของพระเจ้า เจตนารมณ์ของพระองค์ และความจริงนั้นกลวงเปล่า? สิ่งเหล่านั้นไม่กลวงเปล่า! เมื่อผู้คนไม่ได้จับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาก็โน้มเอียงไปทางมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการเฉพาะบางอย่าง และพวกเขาก็รู้สึกราวกับว่ามโนคติอันหลงผิดและจินตนาการเหล่านั้นถูกต้องอย่างมาก และว่ามโนคติที่หลงผิดและจินตนาการเหล่านั้นต้องอยู่ในแนวเดียวกับความพึงปรารถนาของพระเจ้า ผู้คนไม่รู้ว่าความพึงปรารถนาของพระเจ้าคืออะไร ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกว่า “การที่ฉันคิดแบบนี้ถูกต้องแล้ว ฉันมีความเชื่อที่แท้จริง ฉันยำเกรงและนบนอบพระเจ้า ฉันเป็นบุคคลที่รักพระเจ้า” ในข้อเท็จจริงนั้น พระเจ้าทรงชังมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้าเป็นที่สุด ในขณะที่เจ้าคิดว่าตนเองถูกต้อง แต่ที่จริงแล้วเจ้ากลับไม่เข้าใจความจริงเลย และเจ้าก็ยังไม่ได้มาซึ่งความจริงอีกด้วย เมื่อวันหนึ่งที่เจ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้ทั้งหมดอย่างชัดเจนและตระหนักว่า สุดท้ายแล้วพระผู้สร้างก็ทรงปกครอง จัดการเตรียมการ และลิขิตสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เจ้าก็จะได้เรียนรู้บทเรียนของเจ้าจากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เจ้าเผชิญ และเจ้าจะได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่เจ้าควรได้ ถึงตอนนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริงและตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำนั้นก็เพื่อช่วยผู้คนให้รอด อีกทั้งตระหนักว่ามีน้ำพระทัยที่ดีและความพยายามอย่างจริงจังของพระเจ้าอยู่ในนั้น เมื่อเจ้ามีความเข้าใจเช่นนี้ เจ้าก็ควรขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า จงอย่ารู้สึกเหมือน “พระเจ้าทรงลิขิตให้ฉันปฏิบัติหน้าที่นี้ ดังนั้นฉันต้องมีความสำคัญในพระหทัยของพระเจ้าเป็นอย่างมาก พระเจ้าไม่อาจทรงทอดทิ้งฉันและพระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้ฉันตาย” นี่เป็นความคิดที่ผิด พระเจ้าทรงมีวิธีการในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำ นั่นหมายความว่าอย่างไร? พระเจ้าทรงลิขิตว่าเมื่อไรบุคคลหนึ่งจะถือกำเนิด เมื่อไรพวกเขาจะตาย และพวกเขาจะมีภารกิจมากมายเพียงใดในชีวิตนี้ พระเจ้าได้ทรงลิขิตอายุขัยของเจ้าไว้แล้ว พระองค์จะไม่ทรงสิ้นสุดอายุขัยของเจ้าเร็วขึ้นเพราะผลการปฏิบัติงานที่ย่ำแย่ของเจ้าในชีวิตนี้ และพระองค์ก็จะไม่ยืดชีวิตของเจ้าออกไปหลายปีเนื่องจากการปฏิบัติที่ดีในชีวิตนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการมีวิธีการ ในส่วนของพวกคนไม่ดีที่กระทำชั่วทุกชนิดในโลก ก่อให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวงต่อโลก ผู้ที่กระทำการอันเป็นภัยมากมายซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้อื่นในช่วงเวลาหนึ่งนั้น คนบางคนพูดว่า “พระเจ้าทรงมืดบอด เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงทำลายผู้คนเช่นนั้น?” เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรเป็นต้นเหตุของการนี้? อะไรเป็นสาเหตุรากเหง้าเบื้องหลังการนี้? สาเหตุรากเหง้าก็คือ บุคคลสำคัญในทางบวกก็รับบทบาทที่เป็นบวก และบุคคลสำคัญในทางลบก็รับบทบาทที่เป็นลบ ทุกคนมีภารกิจอย่างหนึ่ง ทุกคนมีบทบาทอย่างหนึ่ง ชีวิตและความตายของทุกคนถูกลิขิตเอาไว้ล่วงหน้ามานานแล้ว ไม่มีวันที่พระเจ้าจะทรงทำให้การนี้เสียแผน ตอนที่เจ้าเกิดมา เจ้ามาสู่โลกนี้ตรงตามเวลา ไม่มีสักนาทีหรือสักวินาทีที่ผิดไปจากกำหนดเวลา ตอนที่เจ้าตายและดวงจิตของเจ้าจากไป นั่นก็จะไม่ผิดไปจากกำหนดเวลาแม้สักนาทีหรือสักวินาทีเช่นกัน พระเจ้าจะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงอายุขัยที่ถูกลิขิตไว้แต่เดิมเพื่อบุคคลหนึ่งเพราะคุณูปการอันใหญ่หลวงที่เขามีต่อมวลมนุษย์ โดยยอมให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกยี่สิบหรือสามสิบปี พระเจ้าไม่เคยทรงทำเช่นนี้และจะไม่มีวันทำเช่นนี้ในอนาคต พระองค์จะไม่ทรงทำให้บุคคลหนึ่งตายก่อนกำหนดเวลาแค่เพราะเขาเป็นภัยต่อมวลมนุษย์เป็นพิเศษ พระเจ้าจะไม่มีวันทรงทำแบบนั้น นี่เป็นกฎเกณฑ์และธรรมบัญญัติแห่งสวรรค์ และพระเจ้าจะไม่มีวันทรงละเมิดการนี้ พวกเจ้าได้เห็นอะไรจากเรื่องนี้? (ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ได้) พระเจ้าพระองค์เองจะไม่มีวันทรงเปลี่ยนแปลงหรือทำให้สิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงลิขิตและวางแผนการไว้ต้องเสียแผน นี่คือข้อเท็จจริง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราก็มองเห็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้าจากเรื่องนี้ พระเจ้าได้ทรงวางแผนการก่อกำเนิด การถือกำเนิด อายุขัย จุดจบของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งมวล ตลอดจนภารกิจในชีวิตของพวกเขาและบทบาทที่พวกเขาแสดงต่อมวลมนุษย์ทั้งปวงเอาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ นี่คือสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง การถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมด ภารกิจในชีวิตของพวกเขา เวลาที่พวกเขาจะสิ้นอายุขัยลง—พระเจ้าทรงลิขิตธรรมบัญญัติทั้งหมดนี้เอาไว้นานแล้ว เช่นเดียวกับการที่พระเจ้าทรงลิขิตวงโคจรของเทห์ฟ้าทั้งหมดว่า เทห์ฟ้าเหล่านี้โคจรตามวงโคจรใด เป็นเวลากี่ปี โคจรอย่างไร เทห์ฟ้าเหล่านี้โคจรตามธรรมบัญญัติใด—ทั้งหมดนี้ล้วนถูกลิขิตโดยพระเจ้าเมื่อนานมาแล้ว ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาหลายพันปี หลายหมื่นปี หลายแสนปีแล้ว การนี้ถูกลิขิตโดยพระเจ้าและนี่คือสิทธิอำนาจของพระองค์ แล้วมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเล็กๆ เล่า? พวกเราจงวางเรื่องของมนุษย์ลงสักพักและมาพูดถึงสุนัขกันก่อน พระเจ้าได้ทรงลิขิตให้พวกมันมีชีวิตอยู่ประมาณสิบปี และทรงลิขิตว่าพวกมันต้องตายเมื่อถึงวัยนั้น กรอบเวลานี้เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกเราจะไม่พูดถึงกรณีพิเศษทั้งหลาย อายุขัยของสัตว์เล็กซึ่งมนุษย์เองก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า—แล้วมนุษย์จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ดังนั้นไม่ว่าผู้คนร้องขอสิ่งใด สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาควรขอก็คือการยืดอายุขัยของตนเอง พระพรและความโชคร้ายในชีวิตของคนคนหนึ่งและเวลาที่คนคนหนึ่งจะตาย—สิ่งเหล่านี้ถูกลิขิตล่วงหน้าโดยพระเจ้า ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ และไม่ว่าการร้องขอสักกี่ครั้งก็จะไม่มีผลใดๆ เจ้าสามารถขอพระเจ้าให้ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง เช่น สิ่งที่เจ้าได้รับประสบการณ์ สิ่งที่เจ้าตระหนักรู้ และสิ่งที่เจ้าสามารถได้รับมาจากสิ่งแวดล้อม กล่าวได้ว่าเจ้าสามารถแสวงหาความจริงและอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อการเข้าสู่ชีวิตและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า หากความจริงใจของเจ้าดลพระทัยของพระเจ้าได้ เจ้าก็จะสามารถได้มาซึ่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าเต็มพระทัยที่จะทำ แต่เจ้าควรมีเหตุผล เจ้าไม่สามารถขอให้มีอายุยืนยาวหรือขอความเป็นอมตะ เพราะอายุขัยของเจ้านั้นถูกลิขิตโดยพระเจ้า นั่นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยผู้คน และไม่ว่าการร้องขอสักเท่าใดก็จะไม่แตกต่างกัน ตราบใดที่การนี้ลิขิตโดยพระเจ้า พระองค์จะไม่ทรงเปลี่ยนแปลง หากเจ้ารับรู้ว่าพระเจ้าคือพระผู้สร้าง พระเจ้าเป็นองค์อธิปัตย์ของเจ้า เป็นพระเจ้าของเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ต้องไม่ร้องขอสิ่งเหล่านี้โดยเด็ดขาด พระเจ้าบอกผู้คนให้ร้องขอสิ่งใด? คำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าอะไร? “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มัทธิว 6:10) เจ้าควรร้องขออะไรอื่นอีก? เจ้ารู้หรือไม่? เจ้าควรปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างภายในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า เจ้าควรทำพระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้เจ้าจนเสร็จสิ้น ทำภารกิจของเจ้าให้ลุล่วงอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการทำให้ภารกิจล้มเหลว มีความคู่ควรกับชีวิตและการดำรงอยู่ของเจ้าที่พระเจ้าประทานให้ และไม่ปล่อยให้ชีวิตนี้สูญเปล่าหรือไร้ประโยชน์ ในชีวิตนี้เจ้าควรมารู้จักพระผู้สร้าง ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนที่เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและสนองความปรารถนาของพระผู้สร้าง—เหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าควรร้องขอ สิ่งใดควรร้องขอและสิ่งใดไม่ควรร้องขอ สิ่งใดที่จะร้องขอแล้วเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและสิ่งใดไม่เป็น ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าปรารถนาจะขอสามารถได้รับการประทานให้หรือไม่—เรื่องเหล่านี้ควรชัดเจนในหัวใจของเจ้าเสียก่อน จงอย่าปฏิบัติตนอย่างโง่เขลา หากพระเจ้าทรงลิขิตสิ่งที่เจ้ากำลังขอไว้เรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นคำอธิษฐานของเจ้าก็สูญเปล่า แล้วการที่เจ้าอธิษฐานขอเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องโง่เขลาไม่ใช่หรือ? นี่เป็นการขัดแย้งกับพระเจ้าไม่ใช่หรือ? พระเจ้าทรงให้เจ้ามีชีวิตอยู่จนถึงอายุแปดสิบปี แต่เจ้ากลับเรียกร้องการมีชีวิตอยู่จนถึงหนึ่งร้อยปี พระเจ้าทรงให้เจ้ามีชีวิตอยู่จนถึงอายุสามสิบปี แต่เจ้ากลับเรียกร้องให้อยู่ถึงอายุหกสิบ นี่คือความเป็นกบฏไม่ใช่หรือ? นี่เป็นการขัดขืนพระเจ้าไม่ใช่หรือ? ผู้คนควรมีเหตุผลและไม่ทำสิ่งที่โง่เขลา
A portion of the Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ