การทำให้หน้าที่ลุล่วงอย่างถูกต้องเหมาะสมพึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน (ตอนที่หนึ่ง)

เพื่อให้หน้าที่ลุล่วงไปได้อย่างถูกต้องเหมาะสม พึงต้องมีความร่วมมือที่กลมกลืน เนื่องจากผู้คนทั้งปวงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและไม่มีคนใดครองความจริง จึงต้องอาศัยการร่วมมือกันอย่างกลมกลืนเท่านั้น พวกเขาจึงจะลุล่วงหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ความร่วมมือที่กลมกลืนไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาและงานของคริสตจักรอย่างถูกต้องเหมาะสมอีกด้วย ผู้ที่ให้ความร่วมมืออย่างกลมกลืนคือผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ค่อนข้างดีและมีความซื่อสัตย์ แต่หากความเป็นมนุษย์ของบางคนไม่ดี หากพวกเขาโอหังเกินไปและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ หรือคดโกงและหลอกลวงเกินไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมไม่มีทางร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมกลืน บางคนไม่ยอมทำงานที่สุจริต ไม่รอบคอบเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน และแอบทำเรื่องไม่ดีอยู่เสมอ ผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถร่วมมือกับผู้อื่น และไม่สามารถปรองดองหรือเข้ากับใครๆ ได้ ผู้คนแบบนี้ไม่มีความเป็นมนุษย์ ต่างก็เป็นสัตว์ร้าย หมู่มาร และเหล่าซาตาน ผู้คนทั้งปวงที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดี เชื่อฟังและนบนอบ เวลาปฏิบัติหน้าที่ของตนก็แน่นอนว่าย่อมจะมีผลลัพธ์ และร่วมมือกับผู้อื่นง่าย ส่วนผู้ที่ไม่สนใจปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์ อาละวาดหรือถึงขั้นรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น—หลังจากเตือนสติไปหลายครั้งแล้ว หากพวกเขาเกินจะแก้ไขได้และไม่เคยมีความรู้สึกนึกคิดที่จะกลับใจ ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ อีกทั้งความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็มีคุณภาพที่ต่ำทราม เช่นนั้นแล้วก็ควรเอาตัวพวกเขาออกไปโดยไม่รอช้า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหรือหายนะที่จะเกิดกับงานของคริสตจักร นี่คือปัญหาที่ผู้นำและคนทำงานต้องแก้ไข

เวลาปฏิบัติหน้าที่ของตน บางคนไม่มีความรับผิดชอบ พาให้ต้องเอางานมาทำใหม่อยู่เสมอ นี่ส่งผลต่อประสิทธิผลของงานอย่างร้ายแรง นอกจากคนผู้หนึ่งมีความรู้เฉพาะทางไม่เพียงพอและขาดประสบการณ์แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดปัญหานี้หรือไม่? (เมื่อคนคนหนึ่งค่อนข้างโอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ กระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว และไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรม) ความรู้เฉพาะทางและประสบการณ์นั้นสามารถเรียนรู้และสั่งสมทีละเล็กทีละน้อยได้ แต่หากมีปัญหากับอุปนิสัยของคน พวกเจ้าคิดว่าแก้ไขง่ายหรือไม่? (ไม่ง่าย) เช่นนั้นแล้วควรแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร? (คนคนนั้นต้องผ่านประสบการณ์กับการตีสอน การพิพากษา และการตัดแต่ง) พวกเขาจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่ง—ที่กล่าวมานี้ถูกต้องแล้ว แต่จะสัมฤทธิ์ได้ก็เฉพาะผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น ผู้ที่ไม่รักความจริงจะสามารถยอมรับการตัดแต่งได้หรือไม่? ไม่เลย พวกเขายอมรับไม่ได้ เมื่อต้องแก้งานอยู่เสมอในระหว่างที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของตน ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่การไม่มีความรู้เฉพาะทางหรือขาดพร่องประสบการณ์ แต่เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าตนชอบธรรมเสมอและโอหังเกินไป เพราะพวกเขาไม่ทำงานอย่างปรองดอง แต่กระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว—ส่งผลให้พวกเขาทำให้งานยุ่งเหยิง และไม่สัมฤทธิ์ผลใดๆ และทำให้ความพยายามทั้งหมดต้องเสียเปล่า และปัญหาที่หนักหนาสาหัสที่สุดในการนี้ก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน เมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนร้ายแรงเกินไป พวกเขาย่อมไม่ใช่คนดี พวกเขาคือคนชั่ว อุปนิสัยของคนชั่วร้ายแรงกว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั่วไปเป็นอันมาก คนชั่วมีแนวโน้มที่จะทำความชั่ว พวกเขาหมิ่นเหม่ที่จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ทั้งหมดที่คนชั่วสามารถทำได้เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ก็คือการทำสิ่งทั้งหลายให้ออกมาไม่ดีและยุ่งเหยิง การลงแรงของพวกเขามีปัญหามากกว่ามีค่า บางคนไม่ได้ชั่ว แต่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเอง—และในทำนองเดียวกันพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยรวมแล้ว อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องเหมาะสมของผู้คน พวกเจ้าคิดว่าแง่มุมใดของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนมีผลกระทบใหญ่หลวงที่สุดต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา? (ความโอหังและความคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ) แล้วอะไรคือการสำแดงหลักถึงความโอหังและความคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ? การลงมือทำตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว ทำตามวิธีของเจ้าเอง ไม่ฟังข้อเสนอแนะของผู้อื่น การไม่ปรึกษากับผู้อื่น การไม่ร่วมมืออย่างกลมกลืน และพยายามที่จะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเสมอ แม้ว่าพี่น้องชายหญิงมากพอประมาณอาจกำลังร่วมมือกันเพื่อปฏิบัติหน้าที่เฉพาะหน้าที่หนึ่ง โดยที่พวกเขาแต่ละคนดูแลกิจของพวกเขาเอง แต่ผู้นำกลุ่มหรือผู้ดูแลบางคนก็ต้องการเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเสมอ ไม่ว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาก็ไม่เคยร่วมมืออย่างกลมกลืนกับผู้อื่น และพวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรม และพวกเขาทำสิ่งต่างๆ อย่างหุนหันโดยไม่มีการลงมติเป็นเอกฉันท์กับผู้อื่น พวกเขาบังคับให้ทุกคนฟังแต่พวกเขาเท่านั้น และปัญหาก็อยู่ที่ตรงนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้อื่นมองเห็นปัญหา แต่ไม่ออกมาเพื่อหยุดบุคคลที่กำกับดูแล ในท้ายที่สุดก็ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่ผู้คนไม่มีประสิทธิผลในหน้าที่ของตน ทำให้งานเกิดความยุ่งเหยิง และทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องทำงานของพวกเขากันใหม่ ทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าในกระบวนการที่เกิดขึ้น เมื่อก่อให้เกิดผลร้ายแรงเช่นนี้ คนรับผิดชอบคือผู้ใด? (คนที่กำกับดูแล) คนอื่นที่เกี่ยวข้องก็รับผิดชอบด้วยหรือไม่? (รับผิดชอบ) คนกำกับดูแลกลับกระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว ยืนกรานที่จะทำสิ่งต่างๆ ในหนทางของตน และผู้อื่นก็มองเห็นปัญหา แต่ไม่ทำสิ่งใดเพื่อหยุดพวกเขา และสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้นคือพวกเขาทำตามเสียด้วย การนี้ไม่ทำให้พวกเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดหรือ? หากเจ้าไม่จำกัดควบคุม กีดขวาง หรือเปิดโปงบุคคลนี้ แต่กลับทำตามพวกเขาและเปิดโอกาสให้พวกเขาบงการเจ้าแทนแล้วไซร้ เจ้าก็กำลังปล่อยให้ซาตานก่อกวนงานของคริสตจักรตามใจชอบอยู่มิใช่หรือ? แน่นอนว่านี่เป็นปัญหาของพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นปัญหา แต่ไม่ทำสิ่งใดเพื่อหยุดยั้ง ไม่สามัคคีธรรมถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่พยายามจำกัดปัญหา และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าไม่รายงานปัญหาแก่ผู้ที่อยู่เหนือเจ้าขึ้นไป กลับเล่นบทเอาอกเอาใจผู้คน นี่คือสัญญาณของความไม่จงรักภักดีมิใช่หรือ? คนที่ชอบเอาใจผู้คนนั้นจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือไม่? ไม่เลยแม้แต่น้อย คนเช่นนั้นไม่เพียงไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้าเท่านั้น—พวกเขากำลังทำตัวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตาน เป็นผู้ช่วยและผู้ติดตามของมันด้วย พวกเขาไม่จงรักภักดีในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน แต่กับซาตานแล้ว พวกเขาจงรักภักดีทีเดียว แก่นแท้ของปัญหาอยู่ตรงนี้ ในเรื่องของความเป็นมืออาชีพที่ไม่เพียงพอ มันเป็นไปได้ที่จะเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ของเจ้าอย่างสม่ำเสมอระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ปัญหาเหล่านั้นสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย สิ่งที่แก้ไขลำบากยากเย็นที่สุดคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ หากพวกเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน แต่ชอบเอาใจผู้คนอยู่เสมอ และไม่ตัดแต่งหรือช่วยเหลือผู้ที่เจ้ามองเห็นว่าละเมิดหลักธรรม ไม่เปิดโปงหรือเผยตัวพวกเขา แต่กลับถอยหนีอยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมรับผิดชอบ เช่นนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่แบบที่เจ้าทำนั้นมีแต่จะสร้างความเสียหายและถ่วงงานของคริสตจักรให้ช้าลงเท่านั้น การทำเหมือนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นสิ่งที่ไร้ความสำคัญและไม่ยอมรับผิดชอบแม้แต่น้อย ไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิผลของงานเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความล่าช้าในงานของคริสตจักรครั้งแล้วครั้งเล่าอีกด้วย เมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในลักษณะนี้ เจ้าย่อมเอาแต่ทำอย่างสุกเอาเผากินและหลอกลวงพระเจ้ามิใช่หรือ? นี่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้ากระนั้นหรือ? หากเจ้าทำตัวสุกเอาเผากินอยู่เสมอเวลาปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และยืนกรานที่จะไม่กลับใจ เช่นนั้นแล้วก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เจ้าจะถูกกำจัดออกไป

เจ้าควรรับมือความยากลำบากที่เจ้าพบเจอระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอย่างไร? หนทางที่ดีที่สุดคือการให้ทุกคนแสวงหาความจริงร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาและลงมติ ตราบใดที่เจ้าเข้าใจหลักธรรม เจ้าย่อมจะรู้ว่าควรทำเช่นไร นี่คือวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด หากเจ้าไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหา แต่กลับกระทำการตามมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการส่วนตัวของเจ้าเท่านั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า มีความแตกต่างอันใดระหว่างการทำเช่นนี้กับการทำงานในสังคมของผู้ไม่มีความเชื่อหรือในโลกของซาตาน? พระนิเวศของพระเจ้ามีความจริงและพระเจ้าคอยปกครอง ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอันใด ก็ต้องมีการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ปัญหานั้น ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่กี่ข้อ หรือความคิดเห็นเหล่านั้นจะต่างกันปานใด ก็ควรหยิบยกขึ้นมาสามัคคีธรรมให้หมด จากนั้นเมื่อลงมติได้แล้ว ควรลงมือทำให้เป็นไปตามหลักธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เจ้าจะแก้ปัญหาได้เท่านั้น แต่เจ้ายังจะสามารถปฏิบัติความจริงและลุล่วงหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมอีกด้วย เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ความร่วมมือที่กลมกลืนระหว่างที่อยู่ในกระบวนการแก้ปัญหาได้ด้วย หากทุกคนที่ทำหน้าที่ของตนรักความจริง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมง่ายที่พวกเขาจะยอมรับและนบนอบความจริง แต่หากพวกเขาโอหังและคิดว่าตนชอบธรรมเสมอ เช่นนั้นแล้วก็ไม่ง่ายที่พวกเขาจะยอมรับความจริงแม้ในยามที่ผู้คนสามัคคีธรรมความจริงอยู่ก็ตาม มีผู้คนที่ไม่เข้าใจความจริง แต่ก็อยากให้ผู้อื่นฟังพวกเขาเสมอ ผู้คนเช่นนี้รังแต่จะก่อกวนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่นเท่านั้น นี่คือรากเหง้าของปัญหา และต้องได้รับการแก้ไขเสียก่อน คนเราจึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม หากคนเราโอหังและเอาแต่ใจในการทำหน้าที่ของตน กระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียวตลอดเวลา ทำทุกสิ่งอย่างบุ่มบ่ามตามใจชอบ ไม่ให้ความร่วมมือหรือหารือเรื่องต่างๆ กับผู้อื่น และไม่แสวงหาหลักธรรมความจริง—นี่คือท่าทีแบบใดต่อหน้าที่ของคนเรา? ทำเช่นนี้แล้วจะสามารถลุล่วงหน้าที่ของคนเราอย่างถูกต้องเหมาะสมได้หรือไม่? หากคนแบบนี้ไม่เคยยอมรับการถูกตัดแต่ง ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด และยังคงทำสิ่งต่างๆ ตามหนทางของตัวเองต่อไปอย่างมุทะลุและตามใจตน ไม่มีการกลับใจหรือเปลี่ยนแปลง—เช่นนั้นแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาเรื่องท่าทีเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านความเป็นมนุษย์และลักษณะนิสัยของพวกเขา นี่คือคนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ คนที่ไร้ความเป็นมนุษย์จะสามารถลุล่วงหน้าที่ของพวกเขาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ หากคนคนหนึ่งถึงกับลงมือทำเรื่องร้ายกาจสารพัดอย่างและก่อกวนงานของคริสตจักรระหว่างที่ทำหน้าที่ของตน เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นคนชั่ว ผู้คนเยี่ยงนั้นไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่ของพวกเขา การทำหน้าที่ของพวกเขาย่อมให้ผลเป็นการรบกวนและความเสียหายเท่านั้น และพวกเขาก็สร้างความเสียหายมากกว่าผลดี ดังนั้นจึงควรปลดพวกเขาจากการปฏิบัติหน้าที่และชำระออกจากคริสตจักรไป นั่นคือสาเหตุที่ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราให้ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของคนคนหนึ่งถ่ายเดียว แต่โดยมากแล้วขึ้นอยู่กับท่าทีที่พวกเขามีต่อหน้าที่ของตน ลักษณะนิสัยของพวกเขา ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาดีหรือเลว และพวกเขาสามารถยอมรับความจริงได้หรือไม่ เหล่านี้คือรากของปัญหา พระเจ้าทอดพระเนตรมองสิ่งเหล่านี้คือ หัวใจของเจ้าอยู่ในหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้ากำลังทำให้ดีที่สุดและกระทำการด้วยหัวใจทั้งดวงหรือไม่ เจ้ามีท่าทีที่จริงจังและละเอียดรอบคอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหรือไม่ เจ้าตั้งใจและขยันหมั่นเพียรหรือไม่ และพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกคน หากผู้คนส่วนใหญ่ไม่รับผิดชอบ ไม่มีใครตั้งใจ และทั้งที่รู้อยู่เต็มหัวใจว่าควรทำสิ่งใดจึงจะถูกต้อง พวกเขาก็ไม่พากเพียรที่จะทำให้ได้ตามหลักธรรม ไม่มีใครจริงจัง หน้าที่ของพวกเขาจะสามารถลุล่วงได้อย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำและคนทำงานต้องคอยตามงาน ตรวจตรา และให้การชี้แนะ หรือหาคนรับผิดชอบว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มหรือคนที่กำกับดูแล เมื่อทำเช่นนี้ก็จะสามารถกระตุ้นให้ผู้คนส่วนใหญ่ลงมือและสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีเวลาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ หากปรากฏว่ามีคนที่ก่อกวนและสร้างความเสียหาย เช่นนั้นแล้วจงยอมให้ชำระพวกเขาออกไปทันที เมื่อรากเหง้าของปัญหาได้รับการแก้ไข ก็ย่อมง่ายที่ผู้คนจะมีประสิทธิผลในหน้าที่ของตน บางคนอาจมีขีดความสามารถอยู่บ้าง แต่ไม่มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาอาจมีทักษะเฉพาะทางหรือความรู้ในสายงาน แต่ไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่น ผู้นำและคนทำงานต้องแก้ปัญหานี้ พวกเขาควรสามัคคีธรรมแก่คนเหล่านั้น ส่งเสริมให้คนเหล่านั้นสอนทักษะของตนแก่ผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นเรียนรู้ทักษะดังกล่าวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และมีความรู้ที่แตกฉานในสายงาน และในฐานะผู้รอบรู้ในสายงาน เจ้าต้องไม่วางโตหรือโอ้อวดคุณสมบัติของเจ้า เจ้าควรถ่ายทอดทักษะและความรู้ของเจ้าให้แก่ผู้มาใหม่อย่างแข็งขัน เพื่อให้ทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนร่วมกันได้ดี อาจเป็นได้ว่าเจ้ารู้เรื่องที่สุดในสายงานของเจ้าและเป็นผู้นำในด้านทักษะ แต่นี่คือพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานแก่เจ้า เจ้าจึงควรใช้พรสวรรค์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและนำจุดแข็งของเจ้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าเจ้าจะมีทักษะหรือมีพรสวรรค์ปานใด เจ้าก็ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ หากทุกคนสามารถฝึกฝนทักษะและมีความรู้ในสายงานได้ การปฏิบัติหน้าที่ก็จะมีประสิทธิผลมากขึ้น ดังภาษิตว่าผู้มีความสามารถต้องมีอีกสามคนคอยหนุน ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะมีความสามารถปานใด หากไร้ความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ย่อมไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครควรโอหัง และไม่มีใครควรอยากกระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว ผู้คนควรทรยศเนื้อหนัง วางมือจากแนวคิดและความเห็นของตน แล้วทำงานกับผู้อื่นอย่างกลมกลืน ผู้ใดก็ตามที่มีความรู้ในสายงานควรช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเปี่ยมรัก เพื่อที่พวกเขาอาจชำนาญทักษะและแตกฉานในความรู้เหล่านี้ด้วย นี่ย่อมเป็นผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ หากมองและทำเหมือนการมีทักษะคือคูปองอาหารอยู่เสมอ และเจ้ากลัวว่าการถ่ายทอดให้ผู้อื่นจะส่งผลให้เจ้าเองต้องอดอยาก—นี่ก็คือทัศนะของผู้ไม่มีความเชื่อ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวและต่ำช้า และจะไม่เป็นที่ยอมรับในพระนิเวศของพระเจ้า หากเจ้าไม่เคยสามารถยอมรับความจริงได้ และไม่เคยเต็มใจที่จะลงแรง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มีแต่จะถูกกำจัดออกไป หากเจ้าคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและเต็มใจที่จะจงรักภักดีต่องานแห่งพระนิเวศของพระองค์ เจ้าก็ควรทุ่มเทนำจุดแข็งและทักษะทั้งหมดของเจ้ามาใช้ เพื่อที่ผู้อื่นอาจเรียนรู้และรู้ซึ้งทั้งหมดนั้นได้ และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีความเป็นมนุษย์ พวกเขาย่อมได้รับความรักและพรจากพระเจ้า

คนเราต้องทำสิ่งใดเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี? คนเราต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยสุดหัวใจของตนและสุดกำลังของตน การใช้หัวใจและกำลังทั้งหมดของตนหมายถึงการทุ่มเทความคิดทั้งหมดของตนให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของตนและไม่ปล่อยให้สิ่งอื่นมายึดครองความคิด จากนั้นจึงใช้กำลังที่ตนมี ทุ่มเทพลังทั้งมวลของตน และนำขีดความสามารถ พรสวรรค์ จุดแข็งของตน และสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าใจมาทำให้กิจนั้นเกิดผล หากเจ้ามีความสามารถในการทำความเข้าใจและสามารถเข้าใจได้ และมีแนวคิดที่ดี เจ้าต้องสื่อสารเรื่องนี้กับผู้อื่น นี่คือความหมายของการร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว นี่คือวิธีที่เจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี วิธีที่เจ้าจะสัมฤทธิ์การปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างน่าพึงพอใจ หากเจ้าปรารถนาที่จะทำทุกสิ่งด้วยตนเองเสมอ หากเจ้าต้องการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่โดยลำพังเสมอ หากเจ้าต้องการให้จุดสนใจอยู่ที่ตนเองเสมอ ไม่ใช่ผู้อื่น เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่กระนั้นหรือ? สิ่งที่เจ้าทำเรียกว่าอัตตาธิปไตย เป็นการแสดงละครตบตา เป็นพฤติกรรมเยี่ยงซาตาน ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะมีจุดแข็ง พรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษอันใด ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำงานทั้งหมดด้วยตนเองได้ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมืออย่างกลมเกลียวหากพวกเขาคิดจะทำงานของคริสตจักรให้ดี นั่นคือสาเหตุที่การร่วมมืออย่างกลมเกลียวคือหลักธรรมของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา ตราบใดที่เจ้าใช้หัวใจและกำลังทั้งหมดของเจ้า ใช้ความจงรักภักดีทั้งหมดของเจ้า และมอบถวายทุกสิ่งที่เจ้าทำได้ เจ้าก็กำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเป็นอย่างดี หากเจ้ามีความคิดหรือแนวคิด จงบอกผู้อื่น อย่าสะกดกลั้นหรือเก็บงำไว้—หากเจ้ามีคำชี้แนะ จงเสนอออกมา แนวคิดของผู้ใดก็ตามที่สอดคล้องกับความจริงก็ควรได้รับการยอมรับและทำตาม จงทำเช่นนี้และเจ้าจะสัมฤทธิ์การร่วมมืออย่างกลมเกลียว นี่คือความหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราด้วยความจงรักภักดี ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าไม่ต้องทำทุกสิ่งด้วยตนเอง หรือทำงานหนักจนตัวตาย หรือเป็น “ดอกไม้ดอกเดียวที่เบ่งบาน” หรือเป็นอิสรชน ในทางกลับกัน เจ้าต้องเรียนรู้วิธีร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียว และทำทุกสิ่งที่เจ้าทำได้ ทำให้ความรับผิดชอบของเจ้าลุล่วง ทุ่มเทพลังงานทั้งหมดของเจ้า นั่นคือความหมายของการปฏิบัติหน้าที่ของตน การปฏิบัติหน้าที่ของตนคือการใช้พลังและความสว่างทั้งหมดที่เจ้ามีเพื่อสัมฤทธิ์ผล นั่นเพียงพอแล้ว จงอย่าพยายามโอ้อวดอยู่เสมอ อย่าพูดสิ่งที่ฟังดูสูงส่งอยู่เสมอ อย่าทำสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าควรเรียนรู้วิธีทำงานร่วมกับผู้อื่น และเจ้าควรมุ่งเน้นมากขึ้นที่จะรับฟังคำชี้แนะของผู้อื่นและค้นหาจุดแข็งของพวกเขา ในหนทางนี้ การร่วมมืออย่างกลมเกลียวย่อมกลายเป็นง่าย หากเจ้าพยายามโอ้อวดและพยายามให้คนทำตามที่เจ้าพูดอยู่เสมอ เจ้าก็ไม่ได้กำลังร่วมมืออย่างกลมเกลียว เจ้ากำลังทำอะไรอยู่? เจ้ากำลังก่อความไม่สงบและบ่อนทำลายผู้อื่น การก่อความไม่สงบและบ่อนทำลายผู้อื่นคือการเล่นบทบาทของซาตาน ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ หากเจ้าทำสิ่งที่ก่อความไม่สงบและบ่อนทำลายผู้อื่นอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะใช้ความพยายามหรือดูแลเอาใจใส่มากเพียงใด พระเจ้าก็จะไม่ทรงระลึกถึง เจ้าอาจไม่ค่อยแข็งแกร่ง แต่หากเจ้าสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถยอมรับข้อเสนอแนะที่เหมาะสมได้ และหากเจ้ามีแรงจูงใจที่ถูกต้อง สามารถปกป้องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนที่ถูกต้องเหมาะสม บางครั้งเจ้าก็สามารถแก้ปัญหาและทำประโยชน์แก่ทุกคนได้ด้วยประโยคเดียว บางครั้งหลังจากที่เจ้าสามัคคีธรรมถึงความจริงประโยคหนึ่ง ทุกคนก็มีเส้นทางปฏิบัติและสามารถทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน แล้วทุกคนก็เพียรพยายามมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน มีทัศนะและความคิดเห็นต่างๆ ที่เหมือนกัน ดังนั้นงานจึงมีประสิทธิผลเป็นพิเศษ แม้อาจจะไม่มีผู้ใดจดจำว่าเจ้ามีบทบาทเช่นนี้ และเจ้าอาจจะไม่รู้สึกว่าเจ้าใช้ความพยายามนัก แต่พระเจ้าย่อมจะทอดพระเนตรเห็นว่าเจ้าคือคนที่ปฏิบัติความจริง คนที่กระทำการตามหลักธรรม พระเจ้าจะทรงจดจำว่าเจ้าได้ทำเช่นนี้ นี่เรียกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าด้วยความจงรักภักดี ไม่ว่าเจ้าจะมีความยากลำบากอันใดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ในความเป็นจริงแล้วย่อมสามารถแก้ไขความยากลำบากเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายทั้งสิ้น ตราบใดที่เจ้าเป็นคนที่ซื่อสัตย์ มีหัวใจที่น้อมเข้าหาพระเจ้า และสามารถแสวงหาความจริง ตราบนั้นย่อมไม่มีปัญหาที่แก้ไม่ได้ หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องหัดเชื่อฟัง หากมีคนที่เข้าใจความจริงหรือพูดจาตามความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องยอมรับความจริงนั้นและเชื่อฟัง ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรทำสิ่งที่รบกวนหรือบ่อนทำลาย และไม่กระทำการตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว เช่นนี้เจ้าจึงจะไม่ทำความชั่ว เจ้าต้องจำไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไม่ใช่เรื่องของการทำกิจการส่วนตัวหรือการบริหารจัดการของเจ้าเอง นี่ไม่ใช่งานส่วนตัวของเจ้า แต่เป็นงานของคริสตจักร และเจ้าก็เพียงแค่มีส่วนร่วมแบ่งปันจุดแข็งที่เจ้ามีเท่านั้น สิ่งที่เจ้าทำในพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในความร่วมมือของมนุษย์ บทบาทของเจ้าเป็นเพียงบทบาทเล็กๆ อยู่ในบางหลืบมุมเท่านั้น นั่นคือความรับผิดชอบที่เจ้าแบกรับอยู่ เจ้าควรมีเหตุผลข้อนี้อยู่ในหัวใจของตน และดังนั้น ไม่ว่าจะมีผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ด้วยกันกี่คน หรือไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญความยากลำบากอันใดก็ตาม สิ่งแรกที่ทุกคนควรทำคืออธิษฐานถึงพระเจ้าและสามัคคีธรรมร่วมกัน แสวงหาความจริง แล้วจึงกำหนดว่าหลักธรรมที่ควรปฏิบัติคือสิ่งใด เมื่อพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนเช่นนี้ พวกเขาก็จะมีเส้นทางปฏิบัติ ผู้คนบางคนพยายามโอ้อวดอยู่เสมอ และเมื่อได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานสักชิ้น พวกเขาก็ต้องการเป็นผู้ชี้ขาดตลอดเวลา นี่คือพฤติกรรมประเภทใด? นี่คือการลงมือตามอำเภอใจอยู่ฝ่ายเดียว พวกเขาวางแผนว่าตนจะทำอะไรบ้างด้วยตัวเอง ไม่แจ้งผู้อื่น และไม่นำความคิดเห็นของตนไปหารือกับใคร พวกเขาทั้งไม่แบ่งปันความคิดเห็นกับใครและไม่เผยความเห็นออกมา แต่กลับซ่อนเร้นเอาไว้ในหัวใจของตน เมื่อถึงเวลากระทำการ พวกเขาก็ต้องการทำให้ผู้อื่นอัศจรรย์ใจไปกับความสำเร็จอันปราดเปรื่องของตนอยู่เสมอ ต้องการที่จะสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้แก่ทุกคน เพื่อให้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขาสูงส่ง นั่นคือการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาหรือไม่? พวกเขากำลังพยายามโอ้อวด และเมื่อพวกเขามีสถานะและมีชื่อเสียง พวกเขาก็จะเริ่มดำเนินการของตนเอง ผู้คนเช่นนี้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงที่คะนองมิใช่หรือ? เหตุใดเจ้าจึงจะไม่บอกใครเลยว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่? เนื่องจากงานนี้ไม่ใช่ของเจ้าเพียงลำพัง เหตุใดหรือเจ้าจึงจะกระทำการโดยไม่มีการเสวนาการนั้นกับใครเลยและทำการตัดสินใจด้วยตัวเจ้าเอง? เหตุใดหรือเจ้าจึงจะกระทำการอย่างลับๆ โดยปฏิบัติการในกล่องดำ เพื่อให้ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับการนั้น? เหตุใดหรือเจ้าจึงจะลองพยายามอยู่เสมอที่จะทำให้ผู้คนใส่ใจเจ้าเพียงลำพัง? เห็นได้ชัดเจนว่าเจ้ามีทรรศนะถึงงานนี้ว่าเป็นงานส่วนบุคคลของเจ้าเอง เจ้าคือนาย และคนอื่นทุกคนคือคนทำงาน—พวกเขาทั้งหมดทำงานให้เจ้า เมื่อเจ้ามีความคิดเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา นี่ไม่เป็นปัญหาหรอกหรือ? สิ่งที่บุคคลประเภทนี้เปิดเผยไม่ใช่อุปนิสัยที่แท้จริงของซาตานกระนั้นหรือ? เมื่อผู้คนเช่นนี้ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาย่อมจะถูกกำจัดออกไป

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger