มีเพียงด้วยการยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด (ตอนที่สาม)
ง่ายหรือไม่ที่ผู้เชื่อจะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว? ในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่มีวันสามารถบรรลุการนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บางคนกล่าวว่า “แท้จริงแล้วการเชื่อในพระเจ้านั้นไม่ง่าย คุณต้องทำหน้าที่ของตน ทนทุกข์ และจ่ายราคาอีกด้วย” เจ้ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้? การกล่าววาจาเหล่านี้ออกมามีปัญหาอันใด? ถ้าเจ้าไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะกล่าวว่าอย่างไร? เจ้าจะกล่าวว่า “ใช่เลย ฉันจากบ้านมาทำหน้าที่ของตนหลายปีแล้ว ฉันคิดถึงลูกๆ และแม่ของฉัน และฉันก็ทนทุกข์มาไม่น้อย ถ้าฉันไม่ได้รับพร นั่นย่อมจะไม่ยุติธรรม!” มีความยำเกรงพระเจ้าอยู่ในวาจาเหล่านี้บ้างหรือไม่? (ไม่มี) ถ้าคนคนหนึ่งไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา พฤติกรรมของพวกเขาย่อมมีลักษณะอย่างไร? พวกเขาเห็นแย้งกับพระเจ้า พร่ำบ่นพระองค์อยู่มิใช่หรือ? ถ้าพวกเขากล่าวคำบ่นพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาเชื่อจริงหรือไม่ว่าพระเจ้าคือพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรม? ถ้าคนคนหนึ่งไม่มีความหวาดกลัวพระเจ้าในหัวใจ ถ้าพวกเขาไม่สามารถยำเกรงพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ง่ายหรือไม่ที่พวกเขาจะหลบเลี่ยงความชั่ว? (ไม่ง่าย) พวกเขาไม่อาจหลบเลี่ยงความชั่วได้ ฝ่ายนั้นกล่าวว่า “หลังจากที่ทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานมา ถ้าฉันไม่ได้รับพร นั่นก็จะไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง!” ถ้าเจ้ารับคำทันทีว่า “ใช่เลย” ถ้อยคำเหล่านั้นย่อมจะฟังดูเป็นเช่นไรสำหรับเจ้า? นี่ใช่การหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่? การที่เจ้าสามารถพูดว่า “ใช่เลย” รังแต่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ากำลังพร่ำบ่นพระเจ้าเหมือนอีกฝ่าย คำพร่ำบ่นออกจากปากของเจ้ามาสร้างความชั่วแล้ว เจ้าไม่เพียงไม่สามารถหลบเลี่ยงความชั่วเท่านั้น เจ้ายังสามารถกล่าวคำพร่ำบ่นและทำความชั่วอีกด้วย แม้จะเป็นความชั่วที่เล็กน้อย แต่ก็เป็นการพร่ำบ่นพระเจ้าอยู่ดี ถ้าความชั่วเล็กน้อยในวันนี้ไม่ได้รับการแก้ไข เช่นนั้นแล้วพรุ่งนี้เจ้าก็เสี่ยงที่จะทรยศพระเจ้า—อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์เลวร้ายถึงเพียงนั้น พวกเจ้ามองเห็นเรื่องนี้กันอย่างชัดเจนหรือไม่? ถ้าคนคนหนึ่งไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขาพูดออกมาดังๆ หรือสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจ หรือสิ่งที่พวกเขาพรั่งพรูออกมาเป็นปกติ—ทั้งหมดย่อมชั่ว ถ้าเจ้าไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็สามารถเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้า ลักษณะนิสัย การไล่ตามไขว่คว้า และเจตนาของเจ้าได้อย่างหมดเปลือก มันสามารถเปิดโปงได้แม้กระทั่งความไม่พอใจที่เจ้ามีต่อพระเจ้า คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมกล่าวทุกสิ่งตามใจอยาก พวกเขาพูดทุกสิ่งที่คิด และพอพูดออกมาแล้ว นั่นก็กลายเป็นข้อเท็จจริง ในมุมมองของพระเจ้า คนแบบนั้นไม่ยำเกรงพระองค์ และไม่หลบเลี่ยงสิ่งที่ชั่ว พวกเขากลับเอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งชั่วเมื่อมองเห็นสิ่งเหล่านั้น และกลายเป็นผู้ร่วมก่อการของพวกคนชั่ว ถ้าเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ถ้าเจ้าหวาดกลัวพระองค์ ถ้าเจ้าดำเนินชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าควรตอบคำของคนแบบนั้นว่าอย่างไร? พวกเขาหมายความว่าอย่างไรที่พูดเช่นนั้น? พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทิ้งพร พวกเขาอยากได้พร แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์หรือจ่ายราคา ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “แท้จริงแล้วการเชื่อในพระเจ้านั้นไม่ง่าย” พวกเขามีความรู้สึกอยากพร่ำบ่นอยู่มิใช่หรือ? วาจาเหล่านี้มีความรู้สึกอยากพร่ำบ่น คนคนนี้ไม่พอใจพระเจ้า พวกเขาพร่ำบ่น และคิดว่าข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนนั้นสูงส่งเกินไป พวกเขาคิดว่าพระเจ้าอยากให้พวกเขาจ่ายราคาที่สูงเกินไปสำหรับพรเล็กๆ น้อยๆ ที่พระองค์ประทานแก่พวกเขา พวกเขาคิดว่าพระเจ้าไม่ควรทำเช่นนี้ พระองค์ไม่มีความรักให้มนุษย์ แท้จริงแล้วพระองค์ไม่มีความกรุณาต่อมนุษย์ พระองค์ทรมานมนุษย์ พวกเขาคิดว่าการที่คนคนหนึ่งจะเอาความทุกข์มาแลกกับพรนั้นไม่ง่าย—นี่คือความนัยที่พวกเขาแฝงไว้มิใช่หรือ? (ใช่) แล้วเจ้าควรตอบพวกเขาว่าอย่างไร? จงฟังคำตอบนี้ดูเถิดว่าพวกเจ้าจะคิดว่าถูกต้องหรือไม่ เจ้าควรกล่าวว่า “ความทุกข์เล็กน้อยของพวกเราจะนับเป็นอะไรได้? คุณก็เห็นว่าพระเจ้าทรงทนทุกข์มามากขนาดไหน เพื่อที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด พระเจ้าเสด็จลงจากฟ้าสวรรค์มายังแผ่นดินโลก ประสูติเป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างลับๆ ท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งยังทนทุกข์กับการถูกดูหมิ่นอย่างใหญ่หลวง พระองค์เสียสละแม้กระทั่งพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ความทุกข์ของพระเจ้าใหญ่หลวงกว่าเรื่องเล็กน้อยที่พวกเราทนทุกข์กันมากนัก ความทุกข์ของพวกเรานั้นไม่เท่าไรเลย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราก็ควรทนทุกข์แล้ว ความทุกข์ของพวกเราเป็นไปเพื่อให้พวกเราสามารถได้รับพรไม่ใช่หรือ?” พวกเจ้าคิดอย่างไร? ดูภายนอกนี่เหมือนจะถูกต้อง และถ้ามองในแง่ของคำสอนก็ไม่มีอะไรผิด แต่มีคำพยานในที่นี้หรือไม่? (ไม่มี) ไม่มีคำพยาน นี่เป็นเพียงการกล่าวคำสอนออกมาดังๆ อย่างฉาบฉวยเพื่อเตือนสติใครบางคนเท่านั้น นี่แก้ปัญหาอะไรได้หรือไม่? ถ้าเจ้าอยากแก้ปัญหา เจ้าก็ควรสามัคคีธรรมกับพวกเขาว่าอย่างไร? ถ้าเจ้าได้ฟังวาจาพร่ำบ่นเหล่านี้ เจ้าจะรู้สึกอย่างไรอยู่ในหัวใจ? เจ้าจะรู้สึกว่าระหว่างที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้าพลางทำหน้าที่ของตนไปด้วย พวกเขาไม่ได้ทนทุกข์ด้วยความยินยอมพร้อมใจเป็นพิเศษ แต่หลังจากไตร่ตรองสักครู่ เจ้าก็จะคิดว่า “ถ้าพวกเขาไม่เต็มใจ ก็ปล่อยให้พวกเขาไม่เต็มใจไปเถิด นั่นเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย? ถ้าพวกเขาบ่นพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ได้บ่นฉัน นี่จึงไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของฉัน นี่เป็นเรื่องสัมพันธภาพส่วนตัวระหว่างพวกเขากับพระเจ้า ดังนั้นทั้งสองฝ่ายก็ควรจัดการกันเอง นี่เกี่ยวอะไรกับฉัน?” การปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นไปตามสามัญสำนึกและไม่ผิด แต่ในฐานะผู้มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเจ้า ก่อนอื่นเจ้าต้องคิดว่า “คนคนนี้เชื่อในพระเจ้า และยังคงพร่ำบ่นพระองค์ เวลาพูดจา พวกเขาก็บิดเบือนข้อเท็จจริง คนแบบนี้อาจจะไม่สามารถยอมรับความจริงได้ การได้รับการช่วยให้รอดเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจะเป็นไรหรือไม่ถ้าพวกเขาไม่ทนทุกข์เลย? ยิ่งไปกว่านั้น ทำไมผู้คนถึงทนทุกข์? ไม่ใช่เพราะอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาหรอกหรือ? พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์อันดีงามที่ทรงเปิดโอกาสให้ผู้คนทนทุกข์ นี่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน ทำให้พวกเขาเพียบพร้อม และเสริมสร้างพวกเขาให้แข็งแกร่ง ถ้าผู้คนไม่ทนทุกข์ พวกเขาก็จะไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนของตน ไม่สามารถได้รับความจริง และไม่สามารถเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า การทนทุกข์เล็กน้อยก็คือความกรุณาและพระคุณจากพระเจ้า เป็นความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ นี่คือความรอด! พวกเขาพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ฉันต้องสามัคคีธรรมกับพวกเขา ฉันจะปล่อยให้พวกเขาพร่ำบ่นและเข้าใจพระเจ้าผิดไม่ได้ ฉันจะปล่อยให้พวกเขาครอบงำคนอื่นด้วยการเที่ยวพูดถ้อยคำเหล่านี้ไปทั่วไม่ได้ ในเรื่องนี้ ฉันต้องพูดเพื่อพระเจ้า ฉันต้องช่วยพวกเขาแก้ไขความเข้าใจผิดที่พวกเขามีต่อพระเจ้า และช่วยให้พวกเขามีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า ถ้าพวกเขาเข้าใจพระเจ้าผิดอยู่อย่างนี้ พวกเขาก็กำลังปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไม่ยุติธรรมไม่ใช่หรือ? ความรักและความรอดที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ช่างยิ่งใหญ่นัก! พวกเขาคิดแบบนั้นได้อย่างไร?” ถ้าเจ้าคิดอย่างนี้ นั่นก็หมายความว่าเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่) ในเรื่องของการยำเกรงพระเจ้า เจ้าไม่เพียงต้องกล่าวคำให้ถูกต้องเท่านั้น แต่เจ้าต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่ในตัว สามารถนบนอบพระองค์ได้ ไม่กบฏหรือพร่ำบ่นแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า เจ้าได้รับความจริงแล้วในเรื่องของการยำเกรงพระเจ้า เจ้าไม่ได้เอาแต่ร้องบอกคำขวัญ เจ้าสามารถเป็นคำพยานให้พระเจ้า และตั้งมั่นในคำพยานให้พระองค์ เมื่อรู้เช่นนี้ เจ้าก็ควรกล่าวแก่คนคนนั้นว่าอย่างไร? เจ้าควรกล่าวว่า “พระเจ้าทรงทุ่มเทเอาใจใส่ในเรื่องความรอดของมนุษย์เป็นอย่างมาก คนที่ไร้ซึ่งหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามักจะพร่ำบ่นและต้านทานพระองค์ พวกเขาไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระองค์เลย ถ้าพวกเขาทนทุกข์เล็กน้อย หรือมองไม่เห็นพรจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมพร่ำบ่น หัวใจของพวกเขากบฏ พวกเขาเริ่มคิดลบและเห็นแย้ง นี่พิสูจน์ว่าผู้คนที่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามมักจะต้านทานพระเจ้าเป็นธรรมดา และธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นอริกับพระเจ้า เมื่อผู้คนจ่ายราคาบ้าง ทิ้งอะไรไปบ้าง และสละตนบ้างในการปฏิบัติหน้าที่ นั่นก็เป็นไปเพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับความรอด—ไม่ใช่เพื่อพระเจ้า คุณทนทุกข์ก็เพราะอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคุณ ถ้าคุณอยากได้รับความจริง คุณก็ต้องทนทุกข์บ้าง พูดอย่างไม่น่าฟังนักก็คือ ผู้คนสมควรทนทุกข์แล้ว พระเจ้าไม่ได้ประทานความทุกข์แก่คุณ และพระองค์ก็ไม่ได้ทำให้คุณทนทุกข์ ถ้าคุณมีอุปนิสัยที่เป็นกบฏ คุณจะหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้หรือ? อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคุณนั่นเองที่ทำให้คุณทนทุกข์—ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระเจ้า ถ้าคุณเข้าใจความจริงและนบนอบพระเจ้าในทุกสิ่งโดยแท้ แบบนั้นคุณจะยังเกิดความคิดที่เป็นลบอยู่หรือไม่? คุณจะยังบ่นพระเจ้าอยู่หรือไม่? คุณจะยังทนทุกข์กับสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่? ดังนั้น ไม่ว่าผู้คนจะทนทุกข์กับอะไร นั่นก็เป็นผลมาจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา พวกเขาไม่อาจโทษคนอื่นได้ และยิ่งโทษพระเจ้าไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของการได้ผลตามที่คุณหว่านเอาไว้ ถ้าคุณไม่ทนทุกข์ คุณก็ต้องพินาศ คุณต้องถูกลงโทษ แล้วคุณจะเลือกอย่างไหน? พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้คุณทนทุกข์ แต่ถ้าไม่มีความทุกข์ คุณจะนบนอบพระเจ้าได้หรือ? ถ้าไม่มีความทุกข์ คุณจะกระทำการตามหลักธรรมความจริงได้หรือ? ถ้าไม่มีความทุกข์ คุณจะฟังพระวจนะของพระเจ้าได้หรือ?” เมื่อกล่าววาจาเหล่านี้แล้ว อีกฝ่ายจะเกิดความเข้าใจบ้างหรือไม่? ก่อนอื่น ถ้อยคำเหล่านี้ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่? สอดคล้องกับความจริงหรือไม่? (สอดคล้อง) ในเมื่อสอดคล้องกับความจริง คนที่ยำเกรงพระเจ้าก็ควรกล่าวคำเหล่านี้มิใช่หรือ? (ใช่) คนที่สามารถกล่าวคำเหล่านี้ได้ย่อมหลบเลี่ยงความชั่วอยู่ แล้วคนคนหนึ่งต้องมีสิ่งใดอันเป็นเหตุให้พวกเขาหลบเลี่ยงความชั่ว? (พวกเขาต้องมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า) ด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้ ด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถนบนอบพระองค์และเป็นพยานยืนยันให้พระองค์ได้ ผู้คนเช่นนี้ย่อมจะหลบเลี่ยงความชั่วเป็นปกติ
ดังนั้น พวกเจ้าคิดว่าผู้คนที่ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้ามักจะใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะเช่นใด? พวกเขามีสัมพันธภาพกับพระเจ้าหรือไม่? (พวกเขาไม่มี) บางคนกล่าวว่า “นั่นไม่ถูกต้อง พวกเขาอธิษฐานทุกวัน อ่านพระวจนะของพระเจ้า ไปร่วมชุมนุมตรงเวลา และทำหน้าที่ของตนไปตามปกติ คุณพูดได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้า? หากพวกเขาไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเขาจะทำทั้งหมดนั้นได้หรือ?” การกล่าวเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง นี่เป็นเพียงการกระทำให้เห็นภายนอกเท่านั้น หากคุณไม่แสวงหาความจริงในยามที่คุณลงมือทำ เช่นนั้นแล้วคุณก็ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และสิ่งที่คุณทำก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระเจ้า) หากในการเชื่อของพวกเขาในพระเจ้า ผู้คนไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เป็นนิจศีล เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะไม่สามารถยำเกรงพระองค์ได้แต่อย่างใด และดังนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะไม่สามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้ สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกัน หากลึกลงไปแล้วเจ้าดำรงชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง เจ้าจะยับยั้งชั่งใจ และจะยำเกรงพระองค์ในหลายสิ่งหลายอย่าง เจ้าจะไม่กล่าวสิ่งใดที่ไม่สมเหตุสมผล เจ้าจะไม่ไปไกลเกินไปหรือทำเรื่องเสเพล และเจ้าจะไม่ทำสิ่งใดที่พระเจ้าทรงชัง หากเจ้ายอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า และยอมรับการบ่มวินัยของพระองค์ เจ้าจะหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่ชั่วหลายอย่าง เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะไม่ได้หลบเลี่ยงความชั่วแล้วหรอกหรือ? หากเจ้ากล่าวว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่หัวใจของเจ้ามักจะมึนงง ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจเช่นไรเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ไม่รู้ว่ามนุษย์ควรที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร ไม่รู้ว่าตนเองรักความจริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ใดควรเป็นเหตุให้เจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้า หากเจ้าเลอะเลือนทุกวัน ไม่จริงจังกับทุกสิ่ง เอาแต่ทำไปตามข้อบังคับเท่านั้น หากหัวใจของเจ้ามีสันติสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าไม่ได้ และเจ้าก็ไม่อธิษฐานหรือแสวงหาความจริงเมื่อใดก็ตามที่บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเจ้า หากเจ้าปฏิบัติตนตามเจตจำนงของเจ้าเอง ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้า และเปิดเผยอุปนิสัยที่โอหังของเจ้า และหากเจ้าไม่ยอมรับการพินิจพิเคราะห์หรือการบ่มวินัยของพระเจ้า และไม่มีหัวใจที่นบนอบ เช่นนั้นแล้ว ลึกลงไปนั้น เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ต่อหน้าซาตานเสมอ ถูกซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าควบคุม ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความยำเกรงพระเจ้าแม้แต่น้อย พวกเขาแค่ไม่สามารถที่จะหลบเลี่ยงความชั่วได้ และต่อให้พวกเขาไม่ทำสิ่งที่ชั่ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาคิดก็ยังคงชั่ว อีกทั้งทั้งไม่เชื่อมโยงกับความจริงและต่อต้านความจริง เช่นนั้นแล้ว โดยรากฐานแล้ว ผู้คนเช่นนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับพระเจ้าใช่หรือไม่? ถึงแม้พวกเขาจะถูกปกครองโดยพระองค์ แต่หัวใจของพวกเขาก็ไม่เคยมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และพวกเขาก็ไม่เคยอธิษฐานถึงพระองค์อย่างแท้จริง พวกเขาไม่เคยได้ปฏิบัติกับพระองค์ในฐานะพระเจ้า พวกเขาไม่เคยปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระผู้สร้าง ผู้ซึ่งทรงครองอธิปไตยเหนือพวกเขา พวกเขาไม่เคยได้ยอมรับรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาและองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และพวกเขาไม่เคยได้พิจารณาการนมัสการพระองค์ด้วยความจริงจังตั้งใจ ผู้คนเช่นนั้นไม่เข้าใจว่าการยำเกรงพระเจ้าหมายความว่าอะไร และพวกเขาคิดว่านั่นเป็นสิทธิ์ของพวกเขาในการที่จะกระทำชั่ว พวกเขากล่าวอยู่ในหัวใจของตนว่า “ฉันจะทำสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะดูแลกิจธุระของฉันเอง การนั้นไม่ขึ้นอยู่กับใครอื่น!” พวกเขาปฏิบัติต่อความเชื่อในพระเจ้าดังเช่นมนต์ขลังประเภทหนึ่ง พิธีกรรมรูปแบบหนึ่ง นี่ไม่ทำให้พวกเขาเป็นบรรดาผู้ไม่เชื่อหรอกหรือ? พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ! ในพระทัยของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้คือคนทำชั่วทั้งสิ้น ตลอดวันที่ยาวนาน ทุกสิ่งที่พวกเขาคิดนั้นชั่ว พวกเขาทำให้พระนิเวศของพระเจ้าเสื่อม และพระองค์ไม่ทรงยอมรับผู้คนเช่นนั้นว่าเป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระองค์ ผู้ที่อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นคนเช่นไร? พวกเขาคือคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เป็นผู้คนที่นบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้า ส่วนผู้ที่เชื่อแต่ในพระนามของพระเจ้า ไม่ยอมรับว่าพระองค์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของตน—พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? ผู้ที่ไม่ยอมรับว่าพระเจ้าคือพระผู้สร้างของตน ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงว่าพระองค์คือความจริง—พวกเขาใช่คนของพระเจ้าหรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าไม่ใช่ เฉพาะผู้ที่ยอมรับความจริงเท่านั้นที่เป็นของพระเจ้า เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติต่อพระเจ้าว่าทรงเป็นพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นของพระองค์ กับผู้คนที่สามารถรู้ได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง ผู้ที่สามารถยอมรับพระองค์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และผู้ที่มองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นองค์อธิปไตยของทุกสรรพสิ่ง ผู้คนเช่นนั้นแสดงออกถึงตัวพวกเขาเองอย่างไรหรือ? ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขามีสภาวะเช่นไร? พวกเขาปฏิบัติอย่างไรเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา? (พวกเขาแสวงหาความจริงในทุกสิ่ง) นั่นเป็นแง่มุมหนึ่ง มีสิ่งใดอีก? (พวกเขานบนอบต่อทุกสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ สามารถเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น และได้มาซึ่งความจริง) (พวกเขาไม่กล้าทำสิ่งใดที่ต่อต้านหรือล่วงเกินพระเจ้า) เหล่านี้คือหนทางที่พวกเขาแสดงออกถึงตัวพวกเขาเองด้วยเช่นกัน สิ่งที่เป็นหลักก็คือว่า เมื่อบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจความจริงหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาเกรงกลัวพระเจ้า พวกเขาไม่กระทำการตามเจตจำนงของตนอย่างมุทะลุ พวกเขาสามารถยำเกรงพระเจ้าและไม่ล่วงเกินพระองค์ ผู้อื่นสามารถมองเห็นว่าพวกเขาไม่พูดจาอย่างมุทะลุ ว่าการกระทำของพวกเขาสงบเย็นมากกว่าที่จะผลีผลามหรือเสเพล เห็นว่าพวกเขามีสันติสุขอย่างลุ่มลึก ว่าพวกเขาสามารถรอคอย พวกเขาเข้าสนิทกับพระเจ้าอยู่ในหัวใจของตนและแสวงหาพระองค์ พวกเขามีหัวใจแห่งการนบนอบต่อพระเจ้า และพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ผู้คนที่ใช้ชีวิตตามนี้ย่อมสามารถเชื่อมโยงและโยงใยสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับตนเข้ากับพระวจนะของพระเจ้า และสัมพันธภาพของพวกเขากับพระองค์ก็เป็นปกติ ผู้คนบางคน—พวกที่ไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา—ไม่มีความสามารถที่จะใช้ชีวิตตามความเป็นจริงเหล่านี้ได้ และแน่นอนว่าอุปนิสัยของพวกเขาย่อมโอหัง เสเพล และไม่รู้จักยั้งคิด พวกเขาใช้เวลาหัวเราะและเล่นตลกกันทั้งวัน พวกเขาไม่ทุ่มเทหัวใจให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาพูดและทำสิ่งใดก็ตามที่ผ่านเข้ามาในหัวของพวกเขา พวกเขาแยกเขี้ยวกางเล็บของตน บุ่มบ่ามและผลีผลามในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ เจ้าสามารถบอกได้ในการมองปราดแรกว่าพวกเขาเป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ คนที่มีการระเบิดอารมณ์และพฤติกรรมเช่นนี้คือใครบางคนที่ดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้ากระนั้นหรือ? พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจหรือไม่? พระเจ้าสถิตอยู่ในหัวใจของพวกเขาหรือไม่? แน่นอนอย่างที่สุดว่าพระองค์ไม่ได้สถิตอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงกล่าวโทษและเกลียดชังผู้คนเช่นนั้น
วันนี้พวกเรากำลังสามัคคีธรรมในหัวข้อที่สำคัญที่สุดหัวข้อหนึ่ง หัวข้อนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องใด? (ความรอด) หากผู้คนปรารถนาที่จะได้รับการช่วยให้รอดเมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญคือพวกเขามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าหรือไม่ พระเจ้าทรงมีที่ทางในหัวใจของพวกเขาหรือไม่ พวกเขาสามารถดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและธำรงรักษาสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าหรือไม่ สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือผู้คนสามารถปฏิบัติความจริง และบรรลุการนบนอบพระเจ้าหรือไม่ นั่นคือเส้นทางและเงื่อนไขของการได้รับการช่วยให้รอด หากหัวใจของเจ้าไม่สามารถมีชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า หากเจ้าไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าและสามัคคีธรรมกับพระเจ้าบ่อยๆ และสูญเสียสัมพันธภาพอันปกติกับพระเจ้า เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับการช่วยให้รอด เนื่องจากเจ้าได้ปิดกั้นเส้นทางเข้าสู่ความรอดไปแล้ว หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเลย เจ้าก็มาถึงปลายทางแล้ว หากไม่มีพระเจ้าในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างว่าเจ้ามีความเชื่อ ไม่มีประโยชน์ที่จะเชื่อในพระเจ้าเพียงในนามเท่านั้น ไม่สำคัญว่าเจ้าสามารถกล่าวคำพูดและคำสอนได้มากเท่าใด เจ้าทนทุกข์เพื่อความเชื่อในพระเจ้าของเจ้ามามากเพียงใด หรือเจ้ามีพรสวรรค์มากเพียงใด หากหัวใจของเจ้าขาดจากพระเจ้า และเจ้าไม่ยำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่สำคัญว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้าอย่างไร พระเจ้าจะตรัสว่า “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา” เจ้าจะถูกจัดว่าเป็นคนทำชั่ว เจ้าจะถูกตัดขาดจากพระเจ้า พระองค์จะไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าหรือพระเจ้าของเจ้า ถึงแม้เจ้าจะยอมรับรู้ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยอมรับรู้ว่าพระองค์คือพระผู้สร้าง แต่เจ้าก็ไม่นมัสการพระองค์และไม่นบนอบต่ออธิปไตยของพระองค์ เจ้าติดตามซาตานและพวกมาร มีเพียงซาตานและพวกมารเท่านั้นที่เป็นเจ้านายของเจ้า หากเจ้าเชื่อใจตนเองในทุกสิ่งและทำตามเจตจำนงของเจ้าเอง หากเจ้าไว้วางใจว่าชะตากรรมของเจ้าอยู่ในมือของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าเชื่อก็คือตัวเจ้าเอง ถึงแม้เจ้าจะอ้างว่าเชื่อและยอมรับรู้ในพระเจ้า พระเจ้าก็ไม่ทรงยอมรับรู้ในตัวเจ้า เจ้าไม่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้า และดังนั้นเจ้าจึงถูกลิขิตให้ถูกพระองค์รังเกียจเดียดฉันท์ ถูกพระองค์ลงโทษ และถูกพระองค์กำจัดออกไปในท้ายที่สุด พระเจ้าไม่ทรงช่วยผู้คนอย่างเจ้าให้รอด ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงคือผู้ที่ยอมรับว่าพระองค์คือพระผู้ช่วยให้รอด ยอมรับว่าพระองค์คือความจริง หนทาง และชีวิต พวกเขาสามารถสละตนเพื่อพระองค์และปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างจริงใจ พวกเขาผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า ปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์และความจริง และพวกเขาเดินไปตามเส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาคือผู้คนที่นบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และเป็นผู้ที่ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ เฉพาะเมื่อผู้คนมีความเชื่อเช่นนี้ในพระเจ้าเท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด ไม่เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะถูกกล่าวโทษ เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า การที่พวกเขาคิดฝันเฟื่องเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่? ในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา เมื่อผู้คนเกาะติดมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันอันคลุมเครือและเป็นนามธรรมของตนเองอยู่เสมอ พวกเขาจะสามารถได้รับความจริงหรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าไม่ได้ เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า พวกเขาต้องยอมรับความจริง เชื่อในพระองค์ตามที่พระองค์ทรงขอ และนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถบรรลุความรอด ไม่มีหนทางอื่นนอกเหนือจากนี้—ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด เจ้าต้องไม่คิดฝันเฟื่องอันใด การสามัคคีธรรมในหัวข้อนี้สำคัญต่อผู้คนมากใช่หรือไม่? นี่คือการปลุกพวกเจ้าให้ตื่น
บัดนี้ที่พวกเจ้าได้ฟังข้อความเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าก็ควรเข้าใจความจริงและชัดเจนว่าความรอดพ่วงเอาสิ่งใดมาด้วย สิ่งที่ผู้คนชอบ สิ่งที่พวกเขาเพียรพยายาม สิ่งที่พวกเขาหลงใหล—ทั้งหมดนี้หาได้สำคัญไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับความจริง เมื่อได้พิจารณารอบด้านแล้ว การสามารถที่จะได้รับความจริงนั่นเองคือสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นสิ่งที่สามารถเปิดโอกาสให้เจ้าเกิดความยำเกรงพระเจ้า และการหลีกเลี่ยงความชั่วย่อมเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง หากเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและมุ่งเน้นที่จะไล่ตามไขว่คว้าสิ่งที่ไม่สัมพันธ์กับความจริงเสมอมา เช่นนั้นแล้วความเชื่อของเจ้าก็ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเลย และไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า เจ้าอาจอ้างว่าเชื่อและยอมรับรู้ในพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าของเจ้า เจ้าไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเจ้า เจ้าไม่นบนอบต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้แก่เจ้า เจ้าไม่ยอมรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าคือความจริง—ในกรณีเช่นนี้ ความหวังในความรอดของเจ้าย่อมพังทลายไปแล้ว หากเจ้าไม่สามารถเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ เจ้าก็เดินบนเส้นทางแห่งการทำลายล้าง หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าไล่ตามเสาะหา มุ่งเน้น อธิษฐาน และวิงวอนขอเป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้าและตามที่พระเจ้าทรงขอ และหากเจ้ารู้สึกมากขึ้นว่าเจ้านบนอบพระผู้สร้างและนมัสการพระผู้สร้าง และรู้สึกว่าพระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าของเจ้า หากเจ้าเปรมปรีดิ์ยิ่งขึ้นที่จะนบนอบทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดการเรียบเรียงและจัดการเตรียมการให้แก่เจ้า และสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้ายิ่งใกล้ชิดมากขึ้นทุกที และเป็นปกติยิ่งขึ้นทุกที และหากความรักพระเจ้าของเจ้านั้นบริสุทธิ์และจริงแท้ยิ่งขึ้นทุกที เช่นนั้นแล้วการพร่ำบ่นและความเข้าใจผิดที่เจ้ามีเกี่ยวกับพระเจ้า และความอยากได้อยากมีอันฟุ้งเฟ้อที่เจ้ามีต่อพระเจ้าก็จะน้อยลงทุกที และเจ้าย่อมจะบรรลุความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วโดยบริบูรณ์แล้ว ซึ่งหมายความว่าเจ้าย่อมจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดแล้ว แม้ว่าการเดินบนเส้นทางแห่งความรอดจะมาพร้อมกับการบ่มวินัย การตัดแต่ง การพิพากษา และการตีสอนของพระเจ้า และสิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดมากมาย นี่ก็คือความรักของพระเจ้าที่มาถึงตัวเจ้า หากเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าเอาแต่ไล่ตามไขว่คว้าการได้รับพรเท่านั้น และไล่ตามไขว่คว้าเพียงสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์เท่านั้น และไม่เคยถูกบ่มวินัย หรือถูกตัดแต่ง หรือถูกพิพากษาและตีสอน เช่นนั้นแล้วแม้เจ้าอาจมีชีวิตที่สบาย หัวใจของเจ้าก็จะไกลจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าจะสูญเสียสัมพันธภาพตามปกติกับพระเจ้า และเจ้าจะไม่เต็มใจที่จะยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าอีกด้วย เจ้าจะอยากเป็นนายของตนเอง—ซึ่งทั้งหมดนี้พิสูจน์ว่าเส้นทางที่เจ้าเดินไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง หากเจ้าผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามาระยะหนึ่งและสำนึกมากขึ้นว่ามวลมนุษย์เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึกมากและโน้มเอียงที่จะต้านทานพระเจ้ามากเพียงใด และหากเจ้ากระวนกระวายใจว่าอาจมีสักวันที่เจ้าจะทำบางสิ่งที่ต้านทานพระเจ้า และกลัวว่าเจ้ามีแนวโน้มที่จะล่วงเกินพระเจ้าและถูกพระองค์ทอดทิ้ง และด้วยเหตุนี้จึงรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดน่าขวัญผวามากไปกว่าการต่อต้านพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า เจ้าจะรู้สึกว่าเมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้า พวกเขาต้องไม่ไถลห่างจากพระเจ้า หากพวกเขาไถลห่างจากพระเจ้า หากพวกเขาไถลห่างจากการบ่มวินัยของพระเจ้า จากการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วนี่ก็เทียบเท่ากับการสูญเสียการปกป้องและการดูแลห่วงใยของพระเจ้า เทียบเท่ากับการสูญเสียพรจากพระเจ้า และทุกสิ่งย่อมจบสิ้นแล้วสำหรับผู้คน พวกเขาทำได้เพียงชั่วช้ายิ่งขึ้นทุกทีเท่านั้น พวกเขาจะเป็นเหมือนผู้คนในศาสนาและยังคงหมิ่นเหม่ที่จะต่อต้านพระเจ้าแม้พวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า—และเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ไปแล้ว หากเจ้าสามารถตระหนักดังนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “โอ พระเจ้า! ได้โปรดพิพากษาและตีสอนข้าพระองค์ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพระองค์ทำ ข้าพระองค์อ้อนวอนขอให้ทรงพินิจพิเคราะห์ข้าพระองค์ หากข้าพระองค์ทำบางสิ่งที่ละเมิดความจริงและขัดต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ ขอได้โปรดพิพากษาและตีสอนข้าพระองค์อย่างหนัก—ข้าพระองค์ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์” นี่คือเส้นทางที่ถูกต้องที่ผู้คนควรเดินในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ดังนั้นจงประเมินวัดตามมาตรฐานนี้ กล่าวคือ พวกเจ้ากล้าพูดว่าพวกเจ้าได้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความรอดแล้วหรือไม่? พวกเจ้าไม่กล้า เพราะพวกเจ้ายังไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ในหลายสิ่งหลายอย่างพวกเจ้าไม่แสวงหาความจริง และพวกเจ้าไม่สามารถยอมรับและนบนอบต่อการถูกตัดแต่ง—ซึ่งพิสูจน์ว่าพวกเจ้าอยู่ห่างไกลจากการเดินบนเส้นทางแห่งความรอด เป็นเรื่องง่ายหรือไม่ที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดหากเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง? อันที่จริงแล้วไม่ง่าย หากผู้คนไม่เคยผ่านประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า หากพวกเขาไม่เคยผ่านประสบการณ์กับการบ่มวินัย การสั่งสอน และการตัดแต่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วก็ไม่ง่ายที่พวกเขาจะกลายเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผลลัพธ์ก็คือย่อมเป็นการยากมากที่พวกเขาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอด หลังจากที่ฟังข้อความนี้แล้ว หากเจ้ารู้ว่านี่คือความจริง แต่เจ้าก็ยังไม่ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและสัมฤทธิ์ความรอด และเจ้าก็มองไม่เห็นว่านี่เป็นสิ่งที่ร้ายแรง รู้สึกว่าไม่ช้าก็เร็วย่อมจะถึงวันที่เจ้าจะก้าวเดินบนเส้นทางนั้น—ไม่เห็นต้องรีบร้อน—เช่นนั้นแล้วนี่เป็นทรรศนะประเภทใด? เมื่อเจ้ามีทรรศนะเช่นนี้ เจ้าก็เดือดร้อนแล้ว และย่อมเป็นการยากที่เจ้าจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอด ดังนั้นเจ้าควรแก้ไขอย่างไรจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ได้? เจ้าควรพูดว่า “อา! ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอด—นี่อันตรายมาก! พระเจ้าตรัสว่าผู้คนต้องดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดเวลา และต้องอธิษฐานมากขึ้น และหัวใจของพวกเขาต้องมีความสงบ และไม่วู่วาม—ดังนั้นฉันควรเริ่มนำทั้งหมดนี้มาปฏิบัติเดี๋ยวนี้เลย” การปฏิบัติในหนทางนี้คือการเข้าสู่ร่องครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า ง่ายเช่นนี้เอง ผู้ที่ฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติเป็นผู้คนประเภทใดกัน? พวกเขาเป็นคนดีหรือไม่? พวกเขาเป็นคนดี—พวกเขาคือผู้คนที่รักความจริง พวกเขาเป็นบุคคลประเภทใดหากหลังจากที่ฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขายังคงด้านชา ไม่แยแส ไม่ยอมจำนน—หากพวกเขาดูเบาพระวจนะของพระเจ้า และเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับพระวจนะ? พวกเขาไม่เลอะเลือนหรอกหรือ? ผู้คนถามเสมอว่ามีทางลัดที่จะได้รับการช่วยให้รอดหรือไม่เมื่อพวกเขาเชื่อในพระเจ้า เราบอกเจ้าแล้วว่าไม่มี แล้วเราก็บอกพวกเจ้าถึงเส้นทางที่เรียบง่ายนี้ แต่หลังจากที่ฟังจบ พวกเจ้ากลับไม่นำไปปฏิบัติ—ซึ่งก็คือการไม่รู้จักของดีเมื่อพวกเจ้าได้ฟังเรื่องดี ผู้คนเช่นนี้สามารถช่วยให้รอดได้หรือ? ต่อให้พวกเขาพอจะมีหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มาก ความรอดย่อมจะลำบากยากเย็นอย่างมาก อาจมีสักวันที่พวกเขาตื่นจากการหลับ เมื่อพวกเขาคิดในใจว่า “อายุของฉันไม่น้อยแล้ว และฉันไม่ได้จัดการทำหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตนเองทั้งที่เชื่อในพระเจ้ามาตลอดหลายปีนี้ พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดเวลา และฉันไม่ได้ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ฉันต้องรีบอธิษฐานแล้ว” หากพวกเขาคิดได้ในหัวใจของตนและเริ่มจัดการทำหน้าที่อันถูกต้องเหมาะสมของตน เช่นนั้นแล้วก็ไม่สายเกินไป! แต่อย่าปล่อยไว้นานเกินไป หากเจ้ารอจนกระทั่งพวกเจ้าอยู่ในช่วงอายุเจ็ดสิบหรือแปดสิบปี และร่างกายของพวกเจ้าเริ่มไม่ทำงาน และพวกเจ้าไม่มีกำลังเหลืออีกต่อไป ก็ย่อมจะสายเกินไปที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงมิใช่หรือ? หากพวกเจ้าใช้ช่วงเวลาหลายปีที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเจ้าให้หมดไปกับสิ่งที่ไร้ความหมาย และจบลงด้วยการเลื่อนหรือพลาดการไล่ตามเสาะหาความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในทุกสิ่ง นี่ไม่เขลาอย่างที่สุดหรอกหรือ? มีสิ่งใดที่ไร้ปัญญากว่านี้อีกหรือไม่? ผู้คนมากมายตระหนักรู้เป็นอย่างดีถึงหนทางที่แท้จริง แต่กลับรอให้อนาคตมาถึงแล้วจึงจะยอมรับและไล่ตามเสาะหาความจริง—พวกเขาล้วนเป็นคนเขลา พวกเขาไม่รู้ว่าการไล่ตามเสาะหาความจริงต้องใช้ความมานะพยายามหลายสิบปีก่อนที่พวกเขาจะสามารถได้รับชีวิต หากพวกเขาผลาญช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้รับการช่วยให้รอดก็ย่อมสายเกินไปที่จะเสียใจ!
ตอนนี้เรื่องที่เร่งรัดที่สุดที่พวกเจ้าควรนำไปปฏิบัติคือสิ่งใด? คือการที่เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าควรรีบแสวงหาความจริง ทำให้หัวใจของพวกเจ้ามีความสงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า อธิษฐานถึงพระเจ้าและอ่านพระวจนะของพระองค์ด้วยหัวใจที่นบนอบพระเจ้า ในหนทางนี้ เจ้าย่อมจะสามารถสร้างสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าได้ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับพระองค์ หากเจ้ายังคงเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือ หากเจ้าไม่มีสัมพันธภาพที่ปกติกับพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงยอมรับรู้หรือไม่ว่าเจ้าเชื่อในพระองค์? หากพระเจ้าไม่ทรงรับรู้ในตัวเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมตกที่นั่งลำบากมิใช่หรือ? ในหัวใจของเจ้า เจ้าต้องชัดเจนว่าควรไล่ตามเสาะหาอย่างไรเพื่อให้พระเจ้าทรงรับรู้ว่าเจ้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในพระนิเวศของพระองค์ ว่าเจ้าคือผู้ติดตามคนหนึ่งของพระองค์ จงอย่าดื้อแพ่งหรือกบฏ และแน่นอนที่สุดว่าเจ้าไม่อาจพาตัวออกห่างจากพระเจ้าได้ เจ้าต้องมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับว่าพระองค์คือองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ดังนั้นเจ้าควรทำสิ่งใดต่อไป? จงเร่งกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ยอมรับความจริงทั้งปวงที่พระองค์ทรงแสดงไว้ นำความจริงนั้นไปปฏิบัติและมีประสบการณ์กับความจริง แล้วเข้าสู่ความเป็นจริง—นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด หากเจ้าคิดว่าวจนะที่เราสามัคคีธรรมไปนี้สำคัญ หากเจ้าสามารถนำวจนะเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตของพวกเจ้า ทำให้วจนะเป็นหนังสือนำทางในชีวิตของพวกเจ้า และทำให้เป็นความเป็นจริงในการดำรงชีวิตของพวกเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าย่อมจะได้ประโยชน์บางอย่าง และเราย่อมจะไม่สามัคคีธรรมในวันนี้อย่างสูญเปล่า กุญแจสำคัญของการเชื่อในพระเจ้าก็คือเจ้าต้องมีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้า สามารถกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้า ให้เกียรติพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเจ้าว่าทรงยิ่งใหญ่ และนบนอบพระเจ้า เจ้าต้องนำทุกสิ่งที่เจ้าทำมาวางเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และทำให้แน่ใจว่าทั้งหมดนั้นมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า นี่หมายความว่าการที่จะเชื่อในพระเจ้านั้น เจ้าต้องเป็นเหมือนคนที่เชื่อในพระเจ้า เจ้าต้องมีความเป็นจริงของการเชื่อในพระเจ้า หลังจากที่พวกเจ้าฟังคำเทศนาหนึ่งๆ แล้ว เจ้าก็เข้าใจว่าสิ่งใดคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าสามารถปฏิบัติและเข้าสู่ตามข้อกำหนดของพระเจ้า ผ่านไประยะหนึ่ง เราย่อมมองเห็นว่าผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ว่าวจนะของเรามีประโยชน์ต่อพวกเขา เปลี่ยนแปลงสภาวะของพวกเขา และเปลี่ยนทิศทางการเดินของพวกเขา เมื่อผู้คนกลับตัวอย่างแท้จริง เราย่อมรู้สึกว่าเราไม่ได้กล่าววาจาอย่างสูญเปล่า เมื่อเราเห็นพวกเจ้าบรรจุวจนะเหล่านี้ไว้ในหัวใจของตน ไม่ทำเหมือนวจนะเป็นสายลมพัดผ่านหูของพวกเจ้าไป เมื่อนั้นเราย่อมยินดีนักที่ได้เห็นพวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่รับฟัง ไม่ว่าเราจะกล่าววจนะไปมากมายเพียงใดก็ตาม หากเจ้าไม่จริงจังกับถ้อยคำของเรา หากเจ้าทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าอยากทำ กระทำการในหนทางที่เจ้าต้องการ เช่นนั้นแล้วเราย่อมรู้สึกเจ็บปวดเวลาเรามองดูพวกเจ้า เราย่อมเริ่มรู้สึกรังเกียจพวกเจ้า และย่อมเปล่าประโยชน์ที่เจ้าจะกล่าววาจาเสนาะหู เเละทำให้เห็นภายนอกว่าตัวเจ้าดีขึ้น การทำเช่นนั้นย่อมจะแสดงถึงความหน้าซื่อใจคดในตัวเจ้า และไม่น่ามองสำหรับเรา ดังนั้นการที่ผู้คนปฏิบัติความจริงจึงสำคัญมาก และการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก็ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ ผู้คนที่มีความเป็นจริงความจริงย่อมยำเกรงพระเจ้าโดยธรรมชาติ ผู้ที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าย่อมสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางของความรอดได้เป็นธรรมดา
5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ