อุปนิสัยอันเสื่อมทรามสามารถแก้ไขได้โดยการยอมรับความจริงเท่านั้น (ตอนที่สอง)

กระบวนการในการได้รับความจริงของผู้คนนั้น เหมือนดั่งนักรบผู้กล้าที่ก้าวเข้าสู่สนามรบ พร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูทุกรูปแบบในทุกเมื่อ ศัตรูของผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายของซาตาน ผู้คนเหล่านี้กำลังสู้กับเนื้อหนังอันเสื่อมทรามของตน กล่าวโดยสรุปคือ พวกเขากำลังสู้รบกับซาตาน แล้วอาวุธใดหรือที่ใช้ต่อสู้กับซาตาน? แน่นอน อาวุธนั้นคือความจริง คือการทำตามพระวจนะของพระเจ้า การจะมีชัยเหนือซาตานนั้น คนเราต้องปฏิบัติความจริงในแง่มุมใดเป็นอันดับแรก? การนบนอบพระเจ้า ต่อพระวจนะของพระองค์ และต่อความจริงนั่นเอง นี่คือบทเรียนที่คนเราต้องเข้าสู่เป็นอันดับแรกเมื่อสู้รบกับซาตาน หากพวกเจ้าไม่สามารถยอมรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าจากพระเจ้าได้ เจ้าย่อมจะไม่สามารถนบนอบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ และดังนั้นเจ้าจะไม่สามารถสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานหรือแสวงหาความจริงได้ หากเจ้าไม่สามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าหรือแสวงหาความจริงได้ เจ้าก็จะไม่เข้าใจความจริง หรือเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจะทรงวางเจ้าไว้ในสถานการณ์เหล่านั้นกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ เหล่านั้น—เจ้าย่อมจะตกอยู่ในความสับสน หากเจ้าไม่สามารถแสวงหาความจริงได้ เจ้าจะไม่สามารถเอาชนะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ มีเพียงการมีชัยเหนืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าและเนื้อหนังอันเสื่อมทรามของเจ้าเท่านั้น ที่เจ้าอาจทำให้ซาตานและเหล่ามารของแดนวิญญาณอับอายได้ ส่วนมากแล้ว การสู้รบกับซาตานนั้นขึ้นอยู่กับการแสวงหาความจริง หากเจ้าไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว ปัญหาหรือมโนคติอันหลงผิดใดที่เกิดขึ้นในตัวเจ้า ย่อมสามารถทำให้เจ้าอ่อนแอและคิดลบได้ หากการเผยซึ่งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าไม่เคยได้รับการแก้ไข เจ้าก็มีแนวโน้มที่จะสะดุดและล้มลง และยากที่เจ้าจะลุกขึ้นได้อีกครั้ง บางคนสะดุดเมื่อพวกเขาเผชิญกับการทดลอง บางคนกลายเป็นคิดลบเมื่อเผชิญกับความเจ็บป่วยที่แสนเจ็บปวด และบางคนก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อพวกเขาเจอบททดสอบ สิ่งเหล่านี้คือผลพวงที่ตามมาของการไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่คนเราเปิดเผยไป พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร อุปนิสัยเยี่ยงซาตานสร้างปัญหามากมายแก่ผู้คนใช่หรือไม่? (ใช่) ปัญหานั้นมากเพียงใดหรือ? (ปัญหาเหล่านั้นขัดขวางผู้คนไม่ให้มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และทำให้พวกเขาไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้) หากผู้คนไม่สามารถนบนอบพระเจ้าได้ พวกเขาจะดำเนินชีวิตด้วยสิ่งใด? (พวกเขาจะดำเนินชีวิตด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน) เมื่อผู้คนดำเนินชีวิตด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน พวกเขาก็มักจะเปิดเผยมโนคติอันหลงผิดและกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น หากเจ้าทำบางสิ่งที่ผิดและมีพี่น้องชายหญิงเปิดโปงเจ้าหรือตัดแต่งเจ้า เจ้าควรนบนอบพระเจ้าและแสวงหาความจริงอย่างไร? ในการนี้ย่อมมีบทเรียนให้เรียนรู้ บางทีเจ้าอาจเริ่มไตร่ตรองเรื่องนี้โดยคิดว่า “คนคนนั้นดูถูกฉันเป็นประจำ และหนนี้พวกเขาก็เจอสิ่งที่ใช้เล่นงานฉันได้ พวกเขาพุ่งเป้ามาที่ฉัน ดังนั้นฉันจะไม่ทำตัวดี ฉันไม่ใช่คนที่จะมาวุ่นวายด้วย!” นี่คือความอารมณ์ร้อนมิใช่หรือ? (ใช่) ความอารมณ์ร้อนคืออะไร? (คือการที่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของบุคคลหนึ่งระเบิดออกมาเมื่อผลประโยชน์ของพวกเขาได้รับความเสียหาย หรือชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาก็พูดหรือทำอะไรบางอย่างแบบหุนหันพลันแล่น นั่นคือความหมายของคำว่าความอารมณ์ร้อนที่ข้าพระองค์เข้าใจ) โดยพื้นฐานแล้ว ความเข้าใจเช่นนั้นถูกต้อง มีผู้ใดสามารถเพิ่มเติมได้อีก? (เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับบุคคลหนึ่ง และพวกเขาไม่แสวงหาความจริง กลับปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นที่มีอยู่ในตัวพวกเขาโดยธรรมชาติออกมา นั่นคือความอารมณ์ร้อน) คำว่า “โดยธรรมชาติ” ที่เธอใช้เหมาะสมอย่างยิ่ง หลังจากผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เมื่ออุปนิสัยที่ดั้งเดิมและเป็นธรรมชาติที่สุดอันมาจากรากเหง้าของพวกเขาถูกเปิดโปง สิ่งนั้นย่อมเรียกว่าความอารมณ์ร้อน เป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านความคิด กระบวนการด้านจิตใจ การไตร่ตรอง หรือการปั้นแต่งเลย แค่ปรากฏออกมาเท่านั้น นั่นคือความอารมณ์ร้อน ความอารมณ์ร้อนเป็นสิ่งหลั่งรินมาจากผู้คนที่มีชีวิตด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม แล้วเหตุใดสิ่งที่หลั่งรินออกมาโดยธรรมชาติจากธรรมชาติของมนุษย์นี้จึงไม่สอดคล้องกับความจริง? เหตุใดผู้คนจึงเผยความอารมณ์ร้อนออกมา? เหตุผลนั้นคืออะไร? การนี้เกิดจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานของมนุษย์ อุปนิสัยโดยกำเนิดของมนุษย์คือความอารมณ์ร้อน เมื่อผลประโยชน์ ความทะนงตัว หรือความยิ่งยโสของบุคคลหนึ่งได้รับความเสียหาย หากพวกเขาไม่เข้าใจความจริงหรือไม่มีความเป็นจริงความจริง พวกเขาย่อมจะปล่อยให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนบงการการปฏิบัติต่อความเสียหายนั้น และพวกเขาจะกลายเป็นคนหุนหันพลันแล่นและทำตัวผลีผลาม สิ่งที่พวกเขาจะสำแดงและเปิดเผยให้เห็นหลังจากนั้นคือความอารมณ์ร้อน ความอารมณ์ร้อนเป็นสิ่งในทางบวกหรือสิ่งในทางลบ? เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งในทางลบ เพราะการที่บุคคลหนึ่งใช้ชีวิตด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนย่อมไม่ใช่เรื่องดีเลย สิ่งนี้อาจนำความวิบัติมาให้ หากใครบางคนถูกเปิดโปงความอารมณ์ร้อนและความเสื่อมทรามเมื่อมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา บุคคลนั้นเป็นผู้ที่แสวงหาความจริงและนบนอบพระเจ้าหรือไม่? เห็นได้ชัดว่า บุคคลนั้นไม่นบนอบพระเจ้าอย่างแน่นอน สำหรับผู้คน เหตุการณ์ สิ่งต่างๆ และสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการให้แก่มนุษย์ หากใครบางคนไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้าได้ แต่กลับจัดการและแก้ไขสิ่งเหล่านั้นในหนทางของมนุษย์ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของสิ่งนั้นจะเป็นเช่นไร? (พระเจ้าจะทรงรังเกียจเดียดฉันท์บุคคลผู้นั้น) พระเจ้าจะทรงเกลียดชังบุคคลผู้นั้น แล้วนั่นจะเป็นที่เจริญใจของผู้คนหรือไม่? (ไม่) นอกจากพวกเขาจะพลาดพลั้งในชีวิตของตนเองแล้ว พวกเขายังจะไม่เป็นที่เจริญใจของผู้อื่นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาย่อมจะหลู่เกียรติพระเจ้าและเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระองค์ บุคคลเช่นนั้นได้เสียคำพยานของพวกเขาไปแล้ว และไม่ว่าไปที่ไหนพวกเขาก็ไม่เป็นที่ต้อนรับ หากเจ้าเป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้าแต่ทำตัวอารมณ์ร้อนอยู่เสมอ เปิดโปงสิ่งที่เป็นธรรมชาติในตัวเจ้าตลอดเวลา และเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าอยู่เป็นนิจ การทำสิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีการของมนุษย์และด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน ผลสุดท้ายที่ตามมาย่อมจะเป็นการที่เจ้าทำชั่วและต้านทานพระเจ้า—และหากที่ผ่านมาเจ้ายังคงไม่กลับใจ และไม่สามารถเดินบนเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ เจ้าจะต้องถูกเผยและกำจัด ปัญหาของการใช้ชีวิตโดยพึ่งพาอุปนิสัยเยี่ยงซาตานและไม่แสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสิ่งนั้น เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมิใช่หรือ? ปัญหาในแง่มุมหนึ่งคือคนเราไม่ได้เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขาเองเลย มากไปกว่านั้นคือคนเราจะส่งผลกระทบในทางที่ไม่ดีต่อผู้อื่น พวกเขาจะไม่ได้ตอบสนองจุดประสงค์ที่ดีอันใดในคริสตจักร และในที่สุดพวกเขาจะนำปัญหาใหญ่มาสู่คริสตจักรและสู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ราวกับแมลงวันเหม็นๆ ซึ่งบินไปมาเหนือโต๊ะอาหาร เชื้อเชิญความขยะแขยงและความเกลียด พวกเจ้าต้องการเป็นคนประเภทนี้หรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าควรทำตัวอย่างไรเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย และสอนใจผู้อื่น? ไม่ว่าเจ้าเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแบบใดไป อย่างแรกคือเจ้าต้องสงบตนเอง รีบมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนั้น เจ้าต้องไม่เปิดเผยความเสื่อมทรามต่อไปด้วยการทำตามเจตนาส่วนตนและความอารมณ์ร้อนโดยเด็ดขาด ในทุกวินาทีของทุกนาทีของทุกวันในชีวิตของเจ้า ไม่ว่าเจ้ากำลังคิดและทำสิ่งใด พระเจ้าก็ทรงกำลังพินิจพิเคราะห์และทรงเฝ้าดูเจ้าอยู่ พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตสิ่งใดหรือ? (สิ่งที่บุคคลหนึ่งคิด รวมถึงวิธีตอบรับเมื่อพวกเขาเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ให้พวกเขา) ถูกต้อง แล้ววัตถุประสงค์ของพระเจ้าในการทรงเฝ้าสังเกตสิ่งเหล่านี้คืออะไร? (เพื่อทรงดูว่าบุคคลนี้คือผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่) นั่นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แล้วเหตุผลหลักคืออะไร? จงใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนเถิด (เพื่อดูว่าพวกเขามีหัวใจสำหรับแสวงหาความจริงและนบนอบพระเจ้าหรือไม่) ไม่ว่าเป็นเรื่องของการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว หรือการแสวงหาความจริงและการมีหัวใจที่นบนอบพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนกล่าวถึงคำถามที่ว่าเส้นทางใดที่คนเราเลือกเดิน เหตุใดพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ผู้คนอยู่เป็นนิจ? นั่นก็เพื่อดูว่าเจ้ากำลังเดินอยู่บนเส้นทางประเภทใด เป้าหมายและทิศทางในชีวิตเจ้าคืออะไร ดูว่าเจ้าเลือกเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริงหรือเส้นทางของฟาริสีหน้าซื่อใจคด เพื่อดูว่าบนเส้นทางเหล่านี้ เจ้าอยู่บนเส้นทางไหนกันแน่ หากเจ้าได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง พระเจ้าย่อมจะทรงนำเจ้า ทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า ทรงจัดหาให้และทรงเกื้อหนุนเจ้า หากเจ้าได้เลือกถนนผิดเส้น นั่นก็แสดงว่าเจ้าหันหลังให้พระเจ้าแล้วโดยสิ้นเชิง ดังนั้น พระองค์ย่อมจะทอดทิ้งเจ้าเป็นธรรมดา

มีผู้คนที่ประกาศคำพูดและคำสอนและทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็ละเมิดหลักธรรมความจริงอยู่เสมอ ถึงกับทำสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้าด้วยซ้ำ แต่เหตุใดพวกเขาจึงไม่ถูกบ่มวินัยหรือถูกตำหนิ? บางคนไม่สามารถเข้าใจประเด็นปัญหานี้ได้ เราขอบอกพวกเจ้าว่า พระเจ้าถอดพระทัยจากบุคคลเช่นนี้ไปแล้ว ไม่ว่าบุคคลหนึ่งเป็นผู้เชื่อมาแล้วกี่ปี หากพระเจ้าตัดสินพระทัยที่จะทอดทิ้งบุคคลนี้ เช่นนั้นนี่ย่อมเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างมาก! พระเจ้าทรงมีเจตนารมณ์และพระประสงค์อย่างไรกับเส้นทางที่พระองค์ทรงหวังว่าผู้คนจะเดิน? เมื่อพระเจ้าทรงจัดวางให้ผู้คนอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง พระองค์จะทรงหวังให้พวกเขานบนอบหรือกบฏ? พระองค์จะทรงหวังให้พวกเขาแสวงหาและได้รับความจริง หรือดูดายสถานการณ์นั้นและอยู่เฉยๆ? พระเจ้าทรงมีท่าทีเช่นไรต่อเรื่องนี้? พระองค์ทรงคาดหวังสิ่งใดจากผู้คน? พระองค์ทรงหวังว่าพวกเขาจะสามารถนบนอบและให้ความร่วมมือกับพระราชกิจของพระองค์อย่างแข็งขัน โดยไม่กลายเป็นคิดลบ เกียจคร้าน หรือดูดายพระราชกิจนั้น บางคนไม่กระตือรือร้นในหน้าที่ของตนเอง เมื่อพวกเขาได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่ง พวกเขาจะทำงานนั้นแบบที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะสม แต่จะไม่แสวงหาความจริงหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขารู้สึกว่าแนวทางนี้ไม่ได้ผิดอะไร—ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ละเมิดกฎการปกครองประการใด ไม่ได้ก้าวล่วงพระอุปนิสัยของพระเจ้า หรือขัดขวางหรือก่อกวนงานของคริสตจักร และพวกเขายังคงทำหน้าที่ของตน พวกเขารู้สึกว่าตนเองจะไม่ถูกกล่าวโทษ เจ้าคิดอย่างไรกับท่าทีแบบนี้? (เป็นสิ่งที่ไม่ดี นี่เป็นท่าทีอันเป็นลบ นิ่งเฉย และไม่กระตือรือร้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงชิงชัง) ท่าทีที่ไม่กระตือรือร้นคืออะไร? เหตุใดจึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรังเกียจ? แก่นแท้ของท่าทีประเภทนี้คืออะไร? (ข้าพระองค์สามารถแบ่งปันประสบการณ์ของตนเองในเรื่องนี้ได้เล็กน้อย ในหน้าที่ของข้าพระองค์ช่วงนี้ ข้าพระองค์ทำตามเจตจำนงส่วนตัวและละเมิดหลักธรรม หลังจากถูกตัดแต่ง ข้าพระองค์ก็ไม่ได้ทบทวนตนเอง ทั้งยังเข้าใจพระเจ้าผิดและระวังตัวจากพระองค์ ข้าพระองค์ปิดกั้นหัวใจจากพระเจ้า ไม่อยากเข้าใกล้พระองค์ ทั้งยังไม่อธิษฐานต่อพระองค์ ข้าพระองค์มีท่าทีที่ไม่กระตือรือร้น และนั่นทำให้ช่วงนั้นข้าพระองค์คิดลบ นิ่งเฉย และทุกข์ใจ เพราะเมื่อข้าพระองค์ปิดกั้นหัวใจจากพระเจ้า ก็ราวกับเสาหลักที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้าพระองค์ถล่มลงและข้าพระองค์ย่อมถูกทิ้งให้รู้สึกทุกข์ใจ จากภายนอกนั้น ข้าพระองค์ดูเหมือนกำลังทำหน้าที่ของตนโดยไม่ได้กระทำพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดว่าเป็นกบฏ ทว่าข้าพระองค์ไม่ได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ได้มีชุดความคิดเรื่องการให้ความร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแข็งขันเลย การคงไว้ซึ่งท่าทีที่ไม่กระตือรือร้น คิดลบ และขาดแรงจูงใจนั้นเหมือนกับข้าพระองค์กำลังฆ่าตัวเองอย่างช้าๆ ผู้ที่หันหนีจากพระเจ้าย่อมเหมือนต้นไม้ที่รากตายไปแล้ว เมื่อถูกตัดเสบียงอาหาร กิ่งก้านและใบของต้นไม้นั้นก็ค่อยๆ แห้งเหี่ยวไปจนกระทั่งยืนต้นตาย) นั่นเป็นการอธิบายที่ดีมาก บางทีผู้คนส่วนใหญ่อาจอยู่ในสภาวะนี้ นั่นคือ พวกเขาทำในสิ่งที่ถูกขอให้ทำโดยไม่ได้ก่อปัญหา หรือทำชั่ว หรือก่อกวนสิ่งต่างๆ—พวกเขาแค่ไม่กระตือรือร้น เหตุใดพระเจ้าจึงทรงรังเกียจท่าทีเช่นนี้? ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นแก่นแท้แบบใด? นั่นคือท่าทีที่คิดลบ ต่อต้าน และปฏิเสธความจริง พวกเจ้าจะกล่าวว่าพระเจ้าทรงละทิ้งผู้คนก่อน หรือผู้คนเป็นฝ่ายละทิ้งพระเจ้าก่อน? (ผู้คนเป็นฝ่ายละทิ้งก่อน) หากเจ้าละทิ้งพระเจ้าก่อน หัวใจของเจ้าย่อมปิดกั้นพระเจ้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรง “ปิดกั้น” เป็นหนทางหนึ่งในการกล่าวถึงเรื่องนี้ อันที่จริงสิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้คนปิดผนึกหัวใจของพวกเขา ขังพระเจ้าไว้ข้างนอก ซึ่งนั่นแปลว่า “ข้าพระองค์ไม่ต้องการพระองค์อีกต่อไป ข้าพระองค์กำลังตัดทุกสายสัมพันธ์กับพระองค์ และหยุดการสื่อสารทั้งหมดระหว่างพวกเรา” เมื่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างมีท่าทีเช่นนี้ต่อพระผู้สร้างของพวกเขา พระเจ้าทรงรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร? พระองค์ทรงมีท่าทีเช่นไร? เมื่อพระองค์ทรงเห็นผู้คนอยู่ในสภาวะเช่นนั้น พระองค์ทรงรู้สึกปีติยินดี รังเกียจ หรือเศร้าพระทัย? อันดับแรกพระองค์ทรงเศร้าพระทัย เมื่อพระองค์ทรงเห็นผู้คนเกิดด้านชามากเกินไปและไม่เต็มใจที่จะยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิง พระเจ้าย่อมทรงรู้สึกผิดหวัง และจากนั้นพระองค์ก็ทรงรังเกียจพวกเขา เมื่อผู้คนปิดผนึกหัวใจของพวกเขาจากพระเจ้า พระองค์จะทรงเข้าหาเรื่องนี้อย่างไร? (พระเจ้าจะทรงจัดวางเรียบเรียงสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้พวกเขาเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์และเปิดหัวใจของพวกเขาแก่พระองค์) ใช่ นี่เป็นหนึ่งในแนวทางเชิงรุกของพระเจ้า บางครั้งพระองค์ทรงทำสิ่งต่างๆ เช่นนั้น ทว่าบางครั้งก็ไม่ทรงทำเช่นนั้น บางคราว พระองค์จะทรงหลบพระพักตร์และทรงรอเวลา ทรงคอยให้เจ้าเปิดใจให้แก่พระองค์ เมื่อเจ้ายอมให้พระองค์เข้าไปในหัวใจและตัวเจ้าสามารถยอมรับความจริงได้แล้ว พระองค์จะทรงมีความเมตตาแก่เจ้าและจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าต่อไป อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วหากเจ้ามีท่าทีประเภทนี้ เมื่อเจ้ามีหัวใจที่ปิดตายใส่พระเจ้า ปฏิเสธความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับพระองค์ ปฏิเสธทุกการติดต่อกับพระองค์ เช่นนั้นเจ้าย่อมกำลังปฏิเสธการทรงนำและอธิปไตยของพระเจ้าที่มีเหนือเจ้า สิ่งนี้เหมือนการปฏิเสธพระองค์ในฐานะพระเจ้าของเจ้า และไม่ต้องการให้พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า หากเจ้าปฏิเสธพระองค์ในฐานะพระเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า พระองค์จะยังสามารถทรงพระราชกิจในตัวเจ้าได้หรือไม่? (ไม่ได้) เช่นนั้นสิ่งเดียวที่พระองค์ทรงทำได้คือละทิ้งเจ้า มีเพียงหลังจากที่เจ้าเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ตระหนักถึงความผิดพลาดในหนทางของตน และรู้จักกลับใจเท่านั้นที่พระราชกิจของพระเจ้าจะเริ่มทำงานในตัวเจ้าได้อีกครั้ง ดังนั้น เมื่อเผชิญกับท่าทีที่ไม่กระตือรือร้นเช่นนี้ แน่นอนว่าพระเจ้าย่อมจะไม่ทรงพระราชกิจ พระองค์จะทรงละวางผู้คนเช่นนี้ไป พวกเจ้ามีประสบการณ์ในเรื่องนี้บ้างหรือไม่? ภาวะเช่นนั้นสงบสุขและปีติ หรือทุกข์ใจเกินทานทน? (ทุกข์ใจเกินทานทน) ทุกข์ใจอย่างไร? (ราวกับซากศพเดินได้ นี่เป็นการดำรงอยู่ที่ไร้ความคิด ไร้จิตวิญญาณราวกับสัตว์เดรัจฉาน) หากพระเจ้าไม่ทรงอยู่ในหัวใจของใครบางคน เช่นนั้นหัวใจของพวกเขาย่อมว่างเปล่า เช่นเดียวกับการที่พวกเขาไร้ซึ่งวิญญาณ สิ่งนี้แปลว่าพวกเขากลายเป็นซากศพที่ไร้วิญญาณไปแล้วมิใช่หรือ? น่าประหวั่นพรั่นพรึงเหลือเกิน! บุคคลหนึ่งสามารถทรยศพระเจ้าได้ทุกที่และทุกเวลา พวกเขาสามารถปฏิเสธพระเจ้าในหัวใจของตนได้ด้วยความไม่ใส่ใจเล็กน้อย ซึ่งหลังจากนั้นภาวะของพวกเขาก็เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน สภาวะทางวิญญาณของพวกเขาถดถอยไปโดยทันที พวกเขาไม่รู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้าอีกต่อไป อีกทั้งการพึ่งพาพระเจ้าและความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับพระองค์ก็หายไปโดยสิ้นเชิง ราวกับหัวใจที่หยุดเต้นไป นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตราย สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดสิ่งใดได้บ้าง? เจ้าต้องมีท่าทีที่ถูกต้อง อีกทั้งอธิษฐานถึงพระเจ้าและกลับใจทันที หากบุคคลหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เป็นลบและเป็นปฏิปักษ์อยู่เสมอ ซึ่งเป็นสภาวะที่ทำให้พวกเขาถูกพระเจ้าทรงละทิ้งโดยสมบูรณ์และไม่อาจเอื้อมถึงพระองค์ได้ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่อันตราย! พวกเจ้าตระหนักถึงผลที่ไม่พึงประสงค์อันมาจากเหตุอันตรายนี้บ้างหรือไม่? ไม่ใช่แค่เรื่องความสูญเสียที่คนเราอาจประสบพบเจอเท่านั้น—แต่ผลที่ตามมาอาจเป็นเช่นไรได้อีก? (พวกเขาอาจถูกวิญญาณชั่วสิงสู่) นั่นก็ประการหนึ่ง มีความเป็นไปได้อื่นๆ อีกมากมาย (พวกเขาอาจทำชั่วร้ายแรงและถูกพระเจ้าทรงเผยและกำจัดออกไป) เรื่องนั้นก็เป็นไปได้เช่นกัน มีสิ่งใดอีก? (ความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้าอาจกลายเป็นห่างเหินมากขึ้นเรื่อยๆ) ทีนี้ หากภาวะนี้ยังคงมีอยู่ พวกเจ้าคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว บุคคลนี้ย่อมจะถูกมองว่าไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไปหรือไม่? (ใช่) นั่นเป็นเรื่องที่น่ากลัวมิใช่หรือ? (ใช่) หากบุคคลหนึ่งมีความปรารถนาชั่วที่จะทิ้งการเชื่อของพวกเขาเช่นนี้ นั่นย่อมเป็นสิ่งที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงที่สุด เพราะในหัวใจพวกเขาได้ทรยศพระเจ้าไปแล้ว และพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยบุคคลเช่นนี้ให้รอด

ในฐานะผู้เชื่อ คนเราต้องคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับพระเจ้า การนี้สำคัญมาก เมื่อความสัมพันธ์ของบุคคลหนึ่งกับพระเจ้าเป็นปกติ พวกเขาย่อมจะอยู่ในสภาวะที่ดี เมื่อสภาวะของพวกเขาย่ำแย่ ความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้าก็จะไม่ปกติ หัวใจของบุคคลหนึ่งจะอยู่ในสองสถานการณ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยู่ในสภาวะที่ดีหรือสภาวะที่ย่ำแย่ เมื่อบุคคลหนึ่งอยู่ในสภาวะที่ดี พวกเขาจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างในหัวใจของตน ความหนักแน่นที่ขับเคลื่อนพวกเขาให้ไม่มีวันแต่งงาน ให้ติดตามพระเจ้าไปจนถึงปลายทางไม่ว่าพวกเขาจะทนทุกข์มากเพียงใด อีกทั้งยังคงจงรักภักดีต่อพระเจ้าจวบจนวันสุดท้าย จวบจนสิ้นลมหายใจ ความแน่วแน่ประเภทนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? (เกิดขึ้นจากความกระตือรือร้นที่ผู้คนมี) พระเจ้าทรงเห็นว่าความกระตือรือร้นนี้เป็นสิ่งที่ทรงรับได้หรือไม่? ความแน่วแน่ประเภทนี้เป็นสิ่งในทางบวกหรือทางลบ? (เป็นสิ่งในทางบวก) พระเจ้าทรงเห็นว่าสิ่งในทางบวกนี้เป็นสิ่งที่ทรงรับได้ใช่หรือไม่? (ใช่) พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของผู้คน พระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์ว่าสิ่งที่ผู้คนคิดอยู่ลึกๆ ในหัวใจของพวกเขาและสภาวะของพวกเขาเป็นเช่นไร ดังนั้น เมื่อเจ้าแสดงความปรารถนาและความแน่วแน่เช่นนี้ในหัวใจของเจ้า พระเจ้าก็ทรงพินิจพิเคราะห์การนี้เช่นกัน ความแน่วแน่นี้มาจากไหน? สิ่งนี้มาจากความเป็นธรรมชาติและความอารมณ์ร้อนของผู้คนหรือ? (ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังในตัวผู้คนผ่านพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์) ถูกต้อง เมื่อผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมประทานพลังเช่นนี้แก่พวกเขา อันเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขามีความแน่วแน่นั้น นี่เป็นสิ่งในทางบวก และเป็นสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานให้ผู้คนจากการร่วมมือและการพลีอุทิศของพวกเขา ผู้คนเคยมีความเชื่อแบบนี้ด้วยตนเองหรือไม่? แน่นอนว่าไม่เคยใช่หรือไม่? เมื่อผู้คนมีความแน่วแน่เพียงเล็กน้อยที่จะให้ความร่วมมือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ย่อมประทานแรงจูงใจอันทรงพลังแก่พวกเขา! จากเรื่องนี้ ตอนนี้เจ้าเห็นอะไร? (ผู้คนต้องอยู่กับพระเจ้า เมื่อไร้ซึ่งพระเจ้า ก็มีเพียงความตายเท่านั้น) “ผู้คนต้องอยู่กับพระเจ้า” คำกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง นี่คือความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ หากเจ้าเปิดหัวใจของตนให้พระเจ้า หากเจ้ามีความแน่วแน่เล็กๆ นั้น และสามารถตีแผ่หัวใจของเจ้าในการอธิษฐานถึงพระเจ้าได้ พระองค์ย่อมจะประทานพลังนี้แก่เจ้า พลังนี้จะอยู่กับเจ้าไปชั่วชีวิตและเปิดโอกาสให้เจ้ามีความแน่วแน่ที่ลึกซึ้ง และกล่าวว่า “ฉันขอมอบทั้งชีวิตของฉันแด่พระเจ้า ฉันจะใช้เวลาทั้งหมดสละตนเพื่อพระองค์และใช้ชีวิตอยู่เพื่อพระองค์!” นี่คือข้อเท็จจริง นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนคิด และเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการทำ อย่างไรก็ตาม หากใครบางคนติดตามพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนโดยพึ่งพาความรู้สึกนึกคิด ความคิด รวมถึงขีดความสามารถและพรสวรรค์ของพวกเขาเอง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะมีความหนักแน่นมากเพียงใด? หากเจ้าไร้ซึ่งเจตจำนงที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นการทำงานหนักมากเพียงไรก็ไร้ผล ความหนักแน่นภายในนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ผู้คนเสียความหนักแน่นนี้ไปได้อย่างไร? ต้นเหตุของเรื่องนี้คืออะไร? เมื่อพระเจ้ามิได้อยู่ในหัวใจของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว พลังนี้ย่อมหายไป เมื่อผู้คนมีความหนักแน่นนี้ นี่ย่อมเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นพลังที่พระเจ้าประทานให้ผู้คน—ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ หากเจ้าปิดผนึกหัวใจของตนจากพระเจ้า หากเจ้าพูดว่า “ไม่” ใส่พระเจ้า และปฏิเสธการจัดวางเรียบเรียงและอธิปไตยของพระองค์ที่มีเหนือชีวิตของเจ้า รวมถึงสภาพแวดล้อม ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการไว้รอบตัวเจ้า เช่นนั้นเจ้าจะไม่มีหัวใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงด้วยซ้ำ เมื่อผู้คนเสียพระเจ้าไป นี่ย่อมเป็นเรื่องที่น่ากลัวโดยแท้ นี่เป็นข้อเท็จจริง พวกที่เสียพระเจ้าไปย่อมไร้ความหมาย หากบุคคลหนึ่งปิดผนึกหัวใจของตนจากพระเจ้า พวกเขาอาจถึงกับลังเลที่จะเชื่อในพระเจ้า ซึ่งพวกเขาสามารถเปิดเผยได้ทุกที่และทุกเวลา ส่วนที่เลวร้ายที่สุดของการนี้คือ ความคิดเหล่านี้ของพวกเขาจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่พวกเขาอาจถึงกับเสียใจกับทุกสิ่งที่พวกเขาทิ้งและสละไป อีกทั้งเสียใจกับความแน่วแน่ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีและความทุกข์ที่พวกเขาได้สู้ทนมา ภาวะของพวกเขาย่อมจะต่างไปจากที่เคยเป็นโดยสิ้นเชิง ราวกับพวกเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? หากบุคคลหนึ่งสามารถนบนอบผู้คน เหตุการณ์ สิ่งต่างๆ และสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดไว้ให้พวกเขาได้ พวกเขาย่อมสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสันติและเป็นสุข หากพวกเขาพยายามหนีจากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดไว้ให้ตลอดเวลา อีกทั้งไม่เต็มใจจะนบนอบสภาพแวดล้อมที่อยู่รายล้อมพวกเขาอันเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือ ภาวะใดที่จะเป็นผลจากการนี้? (ความทุกข์ใจและความมืด) พวกเขาจะมีประสบการณ์กับความมืด ความทุกข์ใจ ความกระวนกระวาย ความกังวลใจอยู่เนืองๆ และความโศกเศร้า นี่คือความแตกต่างโดยสิ้นเชิงเลยมิใช่หรือ? (ใช่) เมื่อผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ดี นั่นเหมือนกับการใช้ชีวิตอยู่ในสวรรค์ ตรงที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ สภาวะของพวกเขาย่อมมืดลงกว่าที่เคย และพระเจ้าก็ทรงอยู่ไกลเกินที่พวกเขาจะเอื้อมถึง การใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่มืดนั้นไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตอยู่ในนรก พวกเจ้าเคยรู้สึกถึงความทุกข์ของนรกหรือไม่? นี่เป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจหรือหนักหนาเกินทน? (หนักหนาเกินทน) เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ในหนึ่งประโยคว่าอย่างไร? (นี่เป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย) ถูกต้อง เรื่องนี้เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย การตายย่อมจะน่าพอใจกว่าการมีชีวิตอยู่มากเหลือเกิน ด้วยนั่นเป็นสิ่งที่ทรมานอย่างยิ่ง เจ้ากล่าวได้ดีมาก เรื่องนั้นย่อมเป็นเช่นนั้นเอง

ทุกความยากลำบากที่ผู้คนเผชิญ อีกทั้งความคิดลบและความอ่อนแอทั้งหมดของพวกเขานั้นเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาโดยตรง หากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาสามารถแก้ไขได้ ก็กล่าวได้ว่าทุกความยากลำบากในความเชื่อพวกเขาจะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม จะไม่มีสิ่งใดฉุดรั้งพวกเขาจากการแสวงหาความจริง พวกเขาจะไม่พบเจอความยากลำบากในการปฏิบัติความจริง และจะไม่มีสิ่งใดขัดขวางพวกเขาจากการนบนอบพระเจ้า ดังนั้น การแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเราจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด การที่พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์สัมพันธ์กับการแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย เป้าหมายของการแสวงหาความจริงคือเพื่อแก้ไขปัญหาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และการไล่ตามเสาะหาความจริงก็เป็นไปเพื่อให้สัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย แล้วคนเราแสวงหาความจริงอย่างไร? คนเราจะได้รับความจริงได้อย่างไร? เมื่อไม่นานมานี้เราพูดว่าอย่างไรหรือ? (จงเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือทุกสิ่ง และจงนบนอบสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่คุณ) ใช่แล้ว จงมีความเชื่อ นบนอบ พยายามเรียนรู้บทเรียน แสวงหาความจริง และยึดมั่นหน้าที่ของเจ้าในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้างเอาไว้ หากเจ้าเรียนรู้บทเรียนจากสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้างเอาไว้ได้ เจ้าย่อมจะนบนอบได้โดยง่ายมิใช่หรือ? (ใช่) เมื่อเจ้าแสวงหาความจริงและเรียนรู้บทเรียน เป็นเรื่องจริงที่เจ้าจะหลีกเลี่ยงการเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและป้องกันมิให้ความอารมณ์ร้อนของเจ้าถูกเปิดโปงมิใช่หรือ? ในกระบวนการนี้ เจ้าย่อมจะหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการและความคิดของมนุษย์ในการรับมือกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้ามิใช่หรือ? ในหนทางนี้ เจ้าจะอยู่ในสภาวะที่เป็นปกติมิใช่หรือ? และเมื่อเจ้าอยู่ในสภาวะที่เป็นปกติ เจ้าจะสามารถใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อยู่เสมอมิใช่หรือ? จากนั้นแล้วเจ้าย่อมจะปลอดภัย หากเจ้าสามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อยู่เนืองๆ ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อยู่เสมอ แสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ได้บ่อยครั้งในสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้เจ้า อีกทั้งนบนอบบรรดาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการเอาไว้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า และในการทรงดูแลของพระองค์ตลอดเวลามิใช่หรือ? (ใช่แล้ว) เมื่อชะตากรรมของเจ้าอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ได้รับการเฝ้าดูแลและจัดการโดยพระองค์ เมื่อเจ้าอยู่ในการทรงคุ้มครองจากพระเจ้าทุกๆ วัน เจ้าย่อมจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดมิใช่หรือ? (ใช่แล้ว) การสามัคคีธรรมของพวกเราในหัวข้อนี้จบลงเพียงเท่านี้ ต่อจากนี้ไป พวกเจ้าทุกคนสามารถสามัคคีธรรมเรื่องนี้ร่วมกัน อีกทั้งสรุปและแบ่งปันความเข้าใจของเจ้าในเรื่องนี้ได้ จงหาคำตอบให้เจอว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นที่ยอมรับจากพระเจ้าได้อย่างไรอย่างที่โยบทำ เพื่อที่พระเจ้าจะทรงโอบอุ้มเจ้าไว้ในพระทัยและตรัสว่าเจ้าคือบุคคลที่พระองค์ทรงรัก จงหาวิธีก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตให้เจออย่างที่โยบทำ ซึ่งคือการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วนั่นเอง

25 มกราคม ค.ศ. 2017

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger