อุปนิสัยอันเสื่อมทรามสามารถแก้ไขได้โดยการยอมรับความจริงเท่านั้น (ตอนที่หนึ่ง)
การเชื่อในพระเจ้าคือเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต พระเจ้าทรงเลือกสรรพวกเจ้าทุกคน และพวกเจ้าทุกคนต่างก็เลือกที่จะติดตามพระองค์และเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต โดยหลักการแล้วเจ้าย่อมจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ได้รับความจริง และได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า นี่คืออุดมคติและความมุ่งมาดปรารถนาของพวกเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่แล้ว) นี่เป็นสิ่งที่ดี เป็นเรื่องเชิงบวกที่ผู้เชื่อจะมีอุดมคติเช่นนี้ แล้วพระเจ้าก็ทรงทำให้อุดมคติและความมุ่งมาดปรารถนาในทางบวกของผู้คนลุล่วง ทว่าบางครั้งผู้คนก็มีอุดมคติและความมุ่งมาดปรารถนาในทางลบหรือในทางที่ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่? นี่ย่อมเป็นไปได้เพราะสภาวะของผู้คนก่อนที่พวกเขาจะได้รับความจริงนั้นไม่มั่นคง บางเวลาถึงกับถดถอยด้วยซ้ำ เมื่อสิ่งที่เป็นลบเหล่านั้นเกิดขึ้น ย่อมส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้าและกระทบความสัมพันธ์ตามปกติของเจ้ากับพระเจ้ามิใช่หรือ? หากผู้คนดำเนินชีวิตด้วยสภาวะเหล่านั้น ภาวะของพวกเขาจะไม่แย่ลง กลายเป็นคิดลบและอ่อนแอหรอกหรือ? ในเวลาเช่นนั้นพวกเขาควรทำอย่างไร? (มาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า) แล้วไม่มีช่วงเวลาที่ผู้คนไม่อยากอธิษฐาน ช่วงเวลาที่พวกเขาอยากเอาแต่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ต่ำทราม ปล่อยให้ซาตานบงการพวกเขาตามใจชอบ ขณะที่พวกเขาก็ปล่อยตัวปล่อยใจและทำสิ่งต่างๆ ที่ตนต้องการโดยไม่คิดถึงจุดจบของสิ่งเหล่านั้นเลยหรอกหรือ? มีสภาวะดังกล่าวอยู่หรือไม่? (มีอยู่) นี่สำแดงให้เห็นปัญหาอันใด? (พวกเขาหันหนีพระเจ้า) แล้วสิ่งใดนำให้พวกเขาหันหนีพระเจ้า? นี่คือการสำแดงถึงวุฒิภาวะที่ไม่เพียงพอและการไร้ซึ่งความจริงของพวกเขามิใช่หรือ? ที่จริงแล้ว นี่เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจความจริงไม่ดีพอ และมีวุฒิภาวะไม่มากพอ ทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อบุคคลหนึ่งพบว่าตนอยู่ในสภาวะเช่นนั้น พวกเขาต้องอธิษฐานถึงพระเจ้า พึ่งพาพระองค์ และแสวงหาความจริง หากพวกเขามีวุฒิภาวะน้อยเกินไปและมีความจริงไม่มากพอ พวกเขาก็ควรหาใครบางคนที่เข้าใจความจริงและสามัคคีธรรมกับคนเหล่านั้น รับการจัดเตรียมและเกื้อหนุนจากคนเหล่านั้น บางครั้งพวกเขาก็จำเป็นต้องให้ใครอีกคนตัดแต่งพวกเขา หรือให้พระเจ้าทรงบ่มวินัยพวกเขาด้วย หากพวกเขาไร้ความสามารถที่จะยืนหยัดด้วยสองเท้าของตน นั่นย่อมเป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริงมากพอและด้อยวุฒิภาวะ วุฒิภาวะที่ไม่มากพอทำให้ผู้คนไม่สามารถต้านทานสภาวะและความคิดที่เป็นลบและต่ำทรามในทุกรูปแบบได้ นี่เป็นหนทางที่แสนเหนื่อยล้าในการใช้ชีวิตมิใช่หรือ? โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ด้อยวุฒิภาวะใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะใด? มีพวกเจ้าคนใดมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ด้วยตนเองหรือไม่? สภาวะแบบใดที่ทำให้เจ้ารู้สึกโดดเดี่ยว ทุกข์ใจ ไม่กล้าตัดสินใจ เหนื่อยล้าและหลงทางเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าไม่มีเส้นทางเบื้องหน้า ทิ้งให้เจ้ารู้สึกห่อเหี่ยวตลอดวัน หมดอารมณ์ที่จะอธิษฐานหรือไล่ตามเสาะหาความจริง? เมื่อพวกเจ้าเผชิญปัญหาที่ดูเหมือนจะฝ่าไปไม่ได้ เจ้าเคยคิดที่จะล้มเลิกหรือไม่? (เคย) แล้วสิ่งใดทำให้เกิดสภาวะเหล่านี้? มีการจงใจคิดและวางแผนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนหรือไม่? ไม่มีอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น จงใคร่ครวญคำถามนี้เถิด—พวกเจ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร? จงบอกเราเถิดว่าหากบุคคลหนึ่งเข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะรู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอย่างแท้จริง พวกเขาย่อมจะสามารถมองเห็นความจริงของความเสื่อมทรามของตนได้อย่างชัดเจน พวกเขาจะรู้ว่าควรเตรียมตนเองให้พร้อมสำหรับความจริงอันใดเพื่อจะได้ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ และพวกเขาย่อมจะรู้วิธีทำให้พระเจ้าพอพระทัยในสถานการณ์ต่างๆ รู้หนทางที่ถูกต้องเหมาะสมในการรับมือเรื่องบางเรื่อง อีกทั้งรู้หลักธรรมที่ต้องค้ำจุนไว้ขณะที่รับมือเรื่องนั้นๆ—เมื่อผู้ที่มีวุฒิภาวะเช่นนั้นเผชิญความยากลำบาก สภาวะของพวกเขาจะเป็นอย่างไร? แน่นอนว่าพวกเขาจะยังคงรู้สึกอ่อนแอและคิดลบในระดับหนึ่งใช่หรือไม่? (ใช่) แล้วความคิดลบและความอ่อนแอนี้มาจากไหน จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? พวกเจ้าไม่เคยใคร่ครวญหรือแสวงหาประเด็นปัญหาเหล่านี้มาก่อนใช่หรือไม่? (แทบไม่เคยเลย) เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจึงผ่านความยากลำบาก ผ่านช่วงเวลาที่อ่อนแอและคิดลบมาอย่างสุกเอาเผากิน ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าจึงโชคดีมากที่มาได้ไกลขนาดนี้ และนี่ก็เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้าผู้ทรงนำพวกเจ้าผ่านความยากลำบากเหล่านี้มาเท่านั้น เมื่อครู่เราเพิ่งตั้งคำถามไปว่าอย่างไร? (สิ่งใดนำผู้คนให้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่คิดลบและอ่อนแอ?) จงคิดดูสักนาทีหนึ่งเถิด พวกเจ้ามีคำตอบหรือไม่? ในทางทฤษฎีแล้ว นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง ซึ่งในกรณีนั้น สิ่งใดชี้นำชีวิตของผู้คนก่อนที่พวกเขาจะเข้าใจความจริง? (อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา) ใช่แล้ว นั่นย่อมเป็นคำตอบของเจ้ามิใช่หรือ? ตอนนี้เจ้าคิดออกแล้วใช่หรือไม่? เมื่อผู้คนเผชิญหน้าความยากลำบาก พวกเขาก็อยากล้มเลิก พวกเขารู้สึกร้อนใจ อ่อนแอ ทุกข์ใจ รู้สึกว่าถูกบีบคั้นและถูกล่ามโซ่เอาไว้ ราวกับว่าไร้ซึ่งหนทางเบื้องหน้า จากนั้นพวกเขาก็เริ่มคิดลบ หมดความเชื่อ และคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นไร้ความหมาย นี่เกิดจากอะไร? (อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา) เมื่อผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาย่อมใช้ชีวิตด้วยอุปนิสัยแบบใด? พวกเขาใช้ชีวิตด้วยธรรมชาติเช่นไร? สิ่งใดนำชีวิตของพวกเขา? (อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขา) อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานสามารถทำให้เกิดสิ่งใดได้บ้างในตัวคนคนหนึ่ง? ความโอหัง การต้านทานพระเจ้า การทรยศพระเจ้า และการต่อต้านพระเจ้า อุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดนี้นำความทุกข์ใจ ความคิดลบ และความอ่อนแอมาให้ผู้คนเท่านั้น แล้วเหตุใดอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานจึงนำแต่ความทุกข์ใจ ความคิดลบ และความอ่อนแอมาให้ผู้คน ทว่าไม่สามารถมอบสันติสุข ความปีติยินดี ความชูใจ หรือความสุขให้แก่จิตใจของบุคคลหนึ่งได้? เหตุใดสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้จึงทำให้บุคคลหนึ่งคิดลบได้? อุปนิสัยอันเสื่อมทรามคือสิ่งที่เป็นลบ และเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง จึงไม่สามารถทำงานในเชิงบวก ทำได้แต่ในเชิงลบเท่านั้น อุปนิสัยเหล่านี้ไม่อาจมอบการคิดบวก แรงขับเคลื่อน หรือชุดความคิดที่ทำให้ผู้คนเงยหน้ามองสูงได้ มีแต่นำความอ่อนแอ ความคิดลบ และความทุกข์ใจมาให้แก่ผู้คนเท่านั้น เมื่ออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานฝังรากอยู่ในตัวผู้คนและกลายเป็นธรรมชาติของพวกเขาไปแล้ว นี่ก็เพียงพอที่จะปลูกฝังความมืดและความชั่วลงไปในหัวใจของพวกเขา และนำพวกเขาไปสู่การไล่ตามไขว่คว้าและเลือกเส้นทางที่ผิด ภายใต้แรงขับเคลื่อนของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน อะไรหรือคืออุดมคติ ความหวัง ความทะเยอทะยาน และเป้าหมายชีวิต และทิศทางของผู้คน? พวกเขาไม่วิ่งสวนทางกับสิ่งที่เป็นบวกหรอกหรือ? ตัวอย่างเช่น ผู้คนต้องการที่จะมีกิตติศัพท์หรือมีความเด่นดัง พวกเขาปรารถนาที่จะได้รับชื่อเสียงและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ และที่จะนำพาเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวกหรือ? เหล่านี้ไม่อยู่ในแนวเดียวกับสิ่งที่เป็นบวกแต่อย่างใดเลย ที่มากกว่านั้นคือ สิ่งเหล่านั้นขัดต่อกฎแห่งการครองอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ เหตุใดหรือ เราจึงจะพูดถึงการนั้น? บุคคลประเภทใดหรือที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์? พระองค์ทรงต้องประสงค์บุคคลแห่งความยิ่งใหญ่ คนเด่นคนดัง บุคคลสูงศักดิ์ หรือบุคคลที่กำลังเขย่าโลกใช่หรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้ว บุคคลประเภทใดเล่าที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์? (คนที่สองเท้าของพวกเขายืนหยัดมั่นคงอยู่บนความเป็นจริงซึ่งลุล่วงบทบาทของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง) ใช่ แล้วอะไรอีก? (พระเจ้าทรงต้องประสงค์คนซื่อสัตย์ที่ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว อีกทั้งนบนอบพระองค์) (คนที่ยืนหยัดอยู่ข้างพระเจ้าในทุกเรื่องซึ่งเพียรพยายามที่จะรักพระเจ้า) คำตอบเหล่านั้นย่อมถูกต้องเช่นกัน บุคคลที่พระเจ้าทรงต้องประสงค์คือผู้ที่มีหัวใจและความรู้สึกนึกคิดเฉกเช่นพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้ามีกล่าวไว้ตรงไหนหรือไม่ ว่าผู้คนต้องยึดตำแหน่งในฐานะมนุษย์ของตนเอาไว้? (มี) พระวจนะนั้นกล่าวว่าอย่างไร? (“ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของมนุษยชาติที่ทรงสร้าง คนคนหนึ่งต้องทำตัวตามฐานะของตนเอง และประพฤติตนด้วยพฤติกรรมที่ดี จงรักษาสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายแก่เจ้าอย่างรู้หน้าที่ จงอย่ากระทำการล้ำเส้น หรือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถของเจ้า หรือที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง จงอย่าพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ยอดมนุษย์ หรือบุคคลใหญ่โต และจงอย่าเสาะแสวงที่จะกลายเป็นพระเจ้า นี่คือสิ่งที่ผู้คนไม่ควรอยากจะเป็น การพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือยอดมนุษย์นั้นไร้สาระ การเสาะแสวงที่จะกลายเป็นพระเจ้าย่อมเป็นที่เสื่อมเสียยิ่งกว่า ทั้งน่าขยะแขยงและน่าดูหมิ่น สิ่งที่ล้ำค่าและสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยึดมั่นยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดก็คือการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง นี่คือเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่ทุกคนควรไล่ตามเสาะหา” (พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1)) ในเมื่อพวกเจ้ารู้ว่าพระวจนะของพระเจ้าประสงค์สิ่งใดจากผู้คน พวกเจ้าสามารถยึดตามข้อกำหนดของพระเจ้าในการประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าได้หรือไม่? พวกเจ้าต้องการที่จะสยายปีกและโผบินอยู่เสมอ พวกเจ้าปรารถนาที่จะบินเดี่ยว อยากเป็นอินทรีมากกว่าเป็นนกตัวน้อยอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่? นี่คืออุปนิสัยแบบใด? นี่ใช่หลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนหรือไม่? การประพฤติปฏิบัติตนของเจ้าควรอ้างอิงตามพระวจนะของพระเจ้า มีเพียงพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง พวกเจ้าถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งเกินไป ทั้งยังถือว่าวัฒนธรรมดั้งเดิม—ซึ่งเป็นคำพูดของซาตาน—เป็นความจริง เป็นเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาของเจ้าอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เจ้าเลือกเส้นทางที่ผิด ทำให้เจ้าเดินบนเส้นทางแห่งการต้านทานพระเจ้าโดยง่าย ความคิดและทัศนะของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเพียรพยายามให้ได้มานั้นตรงข้ามกับข้อพึงปรารถนาของพระเจ้า ความจริง กฎแห่งการมีอธิปไตยของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่ง การจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งของพระองค์ และการควบคุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ของพระองค์ ดังนั้นไม่ว่าการไล่ตามเสาะหาแบบนี้จะถูกต้องเหมาะสมและมีเหตุผลเพียงใดตามความคิดและมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ แต่จากมุมมองของพระเจ้า ความคิดและมโนคติของมนุษย์ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ เนื่องจากเจ้าต่อต้านข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตาชีวิตของมวลมนุษย์ และเนื่องจากเจ้าปรารถนาที่จะฉายเดี่ยว กุมชะตากรรมของเจ้าเอาไว้ในมือของตน เจ้าจึงพุ่งชนกำแพงอย่างแรงจนหัวแตกอยู่เสมอ และไม่มีสิ่งใดได้ผลสำหรับเจ้า เหตุใดจึงไม่มีสิ่งใดได้ผลสำหรับเจ้า? เพราะกฎที่พระเจ้าทรงบัญญัติไว้เป็นสิ่งที่ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าอยู่เหนือทุกสิ่ง และไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดละเมิดได้ ผู้คนให้ค่าความสามารถของตนมากเกินไป สิ่งใดทำให้ผู้คนอยากเป็นอิสระจากอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เสมอ อยากกุมชะตากรรมของตนเอาไว้และวางแผนอนาคตของพวกเขาเองตลอดเวลา รวมถึงอยากควบคุมโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ทิศทาง และเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา? จุดเริ่มต้นนี้มาจากไหน? (มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน) เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดหรือที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนำพามาสู่ผู้คน? (การต่อต้านพระเจ้า) สิ่งใดหรือที่มาจากผู้คนซึ่งต่อต้านพระเจ้า? (ความเจ็บปวด) ความเจ็บปวดหรือ? มันคือความย่อยยับ! มันมากกว่าแค่ความเจ็บปวด สิ่งที่เจ้าเห็นต่อหน้าต่อตาเจ้าคือความเจ็บปวด ความเป็นลบ และความอ่อนแอ และมันคือความต้านทานและความไม่พอใจ—จุดจบใดเล่าที่สิ่งเหล่านี้จะนำพามา? การทำลายล้าง! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย และมันก็ไม่ใช่เกม ผู้คนที่ไร้หัวใจอันยำเกรงพระเจ้าย่อมไม่สามารถมองเห็นการนี้ได้
บางคนกลายเป็นคิดลบและอ่อนแอทันทีที่พวกเขาเผชิญปัญหาเล็กน้อย แต่เมื่อไม่มีปัญหาใดๆ พวกเขาก็เต็มไปด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากได้อยากมี หวังว่าจะได้เป็นคนที่มีชื่อเสียงหรือผู้เชี่ยวชาญในบางด้านอยู่เป็นนิตย์ เมื่อผู้คนดำเนินชีวิตด้วยชุดความคิดเช่นนั้น พวกเขาก็ได้แต่ถูกธรรมชาติเยี่ยงซาตานของตนครอบงำ เมื่อผู้คนเต็มไปด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงและความอยากได้อยากมีอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้หรือ? หากเจ้าไม่ทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป ความทุกข์ของเจ้าย่อมจะไม่ทุเลาลง ความทุกข์จะติดตามเจ้าไปเสมอ เจ้าจะรู้สึกเหมือนถูกมีดแทงบิดเข้าที่หัวใจ ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้อย่างไร? (ด้วยการแสวงหาและไล่ตามเสาะหาความจริง) พวกเจ้าทุกคนสามารถพูดถึงแนวคิดกว้างๆ ในเรื่องการแสวงหาความจริงได้พอประมาณ และทุกคนต่างก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ เมื่อเผชิญปัญหา อันดับแรกเจ้าต้องแสวงหาความจริง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์แก้ไขได้ด้วยการแสวงหา เข้าใจ และได้รับความจริงเท่านั้น มีเพียงหลังจากแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนแล้วเท่านั้นที่ผู้คนจะสามารถมีประสบการณ์กับความปีติยินดี สันติสุข ความชูใจ และความสุขที่แท้จริงได้ และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างแท้จริง การนี้แก้ไขที่รากเหง้าของปัญหาโดยตรง ทีนี้ คนเราควรเริ่มต้นแสวงหาความจริงอย่างไร? มีสิ่งใดเกี่ยวข้องเป็นพิเศษหรือไม่? ผู้ใดสามารถอธิบายการนี้ได้? (เมื่อสำนึกว่าตนเองกำลังคิดหรือตั้งหน้าตั้งตาไล่ตามไขว่คว้าสถานะและความมีหน้ามีตา จงอย่าเพิกเฉยต่อความคิดและพฤติกรรมเหล่านี้ จงพยายามทำความเข้าใจและชำแหละสิ่งเหล่านี้ตามพระวจนะของพระเจ้า พึงตระหนักว่านี่คือความเสียหายที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานนำมาสู่มนุษย์ พึงตระหนักถึงเส้นทางที่ผิดที่คุณเดินอยู่ จากนั้นจงกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า อธิษฐานถึงพระเจ้า และพึ่งพาพระองค์ในการทำลายพันธนาการที่ซาตานใช้ผูกมัดมนุษย์) (ส่วนสำคัญที่สุดคือการตระหนักถึงทรรศนะอันคลาดเคลื่อนที่คุณเก็บงำไว้ในเรื่องสิ่งที่คุณควรไล่ตามเสาะหา การเข้าใจความเสียหายที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานทำต่อผู้คน รวมถึงการปรับทัศนะที่คุณมีต่อสิ่งต่างๆ ให้กลับมาถูกต้อง แล้วจากนั้นคุณต้องมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าให้มากขึ้น เข้าใกล้พระองค์ให้มากขึ้น และค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ที่เป็นปกติกับพระองค์) แล้วมีสิ่งใดอีก? (หากบางครั้งคุณรู้สึกอ่อนแอและคิดลบ อีกทั้งไม่สามารถระบุสาเหตุหรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหล่านั้นได้ อันดับแรกคุณควรอธิษฐานถึงพระเจ้า และขอให้พระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่คุณ คุณยังสามารถตีแผ่ตนเองต่อหน้าพี่น้องชายหญิงบางคนและสามัคคีธรรมกับพวกเขาได้อีกด้วย ผ่านการฟังสามัคคีธรรมเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา คุณย่อมอธิบายความเข้าใจที่คุณมีต่อสภาวะนี้ได้โดยกระจ่าง หลังจากนั้นคุณควรค้นหาพระวจนะของพระเจ้าในบทตอนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขเรื่องนี้) ว่าต่อไปเถิด (เมื่อบางสิ่งไม่เป็นไปตามที่คุณต้องการให้เป็น หากคุณเฝ้ามักจับผิด เฝ้าวิเคราะห์ว่าใครถูกและใครผิดอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วในเวลาแบบนี้ อันดับแรกคุณควรสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและนบนอบสถานการณ์นั้น—อธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาจากพระเจ้าด้วยความเชื่อในอธิปไตยของพระองค์ จากนั้นพระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่คุณและทรงอนุญาตให้คุณได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เมื่อคุณตรวจสอบสถานการณ์อีกครั้ง คุณจะเข้าใจว่าตนเองเปิดเผยความเสื่อมทรามรูปแบบใด และเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร นี่คือวิธีที่ข้าพระองค์เข้าสู่ความจริง) พวกเจ้าทุกคนจำเป็นต้องสามัคคีธรรมความจริง—แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดของเจ้า อีกทั้งเรียนรู้วิธีตีแผ่ตนเองในการสามัคคีธรรม หากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้าย่อมจะได้รับมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเข้าใจมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเจ้าบางคนเพิ่งจะแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ส่วนตัว และพวกเจ้าแต่ละคนก็มีเรื่องที่พูดแตกต่างกันไป เยี่ยมมาก พวกเจ้าทุกคนได้แบ่งปันสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างมาก หลังฟังสามัคคีธรรมของพวกเจ้าเราก็เห็นได้ว่า ตลอดสองสามปีที่พวกเจ้าปฏิบัติหน้าที่นั้น พวกเจ้าทุกคนต่างก็เติบโตขึ้นและมีการเข้าสู่ชีวิตอยู่บ้าง เจ้ามีความรู้และประสบการณ์บางอย่างในเรื่องของการเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่เป็นเพียงถ้อยแถลงธรรมดา และเจ้าก็ได้วางรากฐานของตนเองแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม ดูเหมือนว่าการเชื่อในพระเจ้าไม่ได้ยากขนาดนั้น ตราบใดที่คนเราจริงใจ ฟังพระวจนะของพระเจ้า และทำตามที่พระเจ้าตรัส และตราบใดที่พวกเขาปฏิบัติความจริงได้ พวกเขาย่อมจะสามารถลุล่วงพระประสงค์ของพระเจ้าได้ โดยสรุปแล้ว มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่เจ้าควรเข้าใจในความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเหนือทุกสิ่ง นั่นคือ การเชื่อในพระเจ้าไม่เพียงแค่หมายถึงการที่เชื่อในพระนามของพระเจ้า นับประสาอะไรที่นั่นจะเป็นความเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือตามจินตนาการของเจ้า การเชื่อในพระเจ้านั้นหมายถึงเจ้าต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง เจ้าควรเชื่อในแก่นแท้ของพระเจ้า ในพระอุปนิสัยของพระองค์ และในสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น เจ้าต้องเชื่อในข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือโชคชะตาของมวลมนุษย์ และที่ว่าพระองค์ทรงครองอธิปไตยเหนือโชคชะตาของเจ้า ดังนั้นแล้วการเชื่อหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าผู้คนจำเป็นต้องร่วมมืออย่างแท้จริงและนำการนั้นไปปฏิบัติมิใช่หรือ? ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบางคนเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย พวกเขาจะเริ่มพร่ำบ่นและตำหนิผู้อื่น พวกเขาไม่เคยคำนึงว่าเรื่องดังกล่าวอาจเกิดจากตนเอง แต่กลับผลักความรับผิดชอบนั้นให้ผู้อื่นอยู่เสมอ จากนั้นพวกเขาก็รู้สึกพึงพอใจและโล่งอก คิดว่า “ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขเรียบร้อย การเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ช่างน่าสบายและง่ายดายเหลือเกิน!” เจ้าคิดว่าวิธีการแก้ไขปัญหานี้เป็นอย่างไร? คนเราสามารถได้มาซึ่งความจริงโดยการปฏิบัติในหนทางนี้หรือไม่? นั่นแสดงให้เห็นถึงท่าทีแห่งการนบนอบพระเจ้าหรือไม่? ด้วยมุมมองใดและโดยวิถีทางใดที่ผู้คนเช่นนั้นเชื่อในพระเจ้า? พวกเขาได้นำพระวจนะที่ว่า “พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือโชคชะตาของมวลมนุษย์ ทุกเหตุการณ์ และทุกสรรพสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” ไปใช้กับชีวิตในทุกๆ วันของพวกเขาหรือไม่? เมื่อพวกเขาวิเคราะห์ปัญหานั้นโดยใช้ความนึกคิดจิตใจของมนุษย์ เมื่อพวกเขาจัดการแก้ไขเรื่องนั้นโดยใช้วิถีทางของมนุษย์ พวกเขากำลังเชื่อในอธิปไตยของพระเจ้าหรือไม่? พวกเขากำลังนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าเหนือการจัดการเตรียมการผู้คน เหตุการณ์ทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายหรือไม่? เป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ใช่ ประการแรก พวกเขาไม่นบนอบ สิ่งนี้ถือเป็นความผิดพลาดแล้วอย่างหนึ่ง ประการที่สอง พวกเขาไร้ความสามารถที่จะยอมรับสถานการณ์ ผู้คน เหตุการณ์ทั้งหลายจากพระเจ้า และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการให้แก่พวกเขา พวกเขามองไม่พ้นพื้นผิว พวกเขามองเพียงแค่วิธีที่สถานการณ์นั้นปรากฏขึ้นจากภายนอกเท่านั้น ต่อมาก็วิเคราะห์สถานการณ์นั้นโดยใช้จิตใจแบบมนุษย์ของพวกเขาและพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์นั้นด้วยวิธีการแบบมนุษย์ นี่ย่อมเป็นข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่งมิใช่หรือ? เป็นข้อผิดพลาดใหญ่หรือไม่? (เป็นข้อผิดพลาดใหญ่) เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาคิดว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน ในสายตาของพวกเขา ไม่มีสิ่งใดเลยที่ถูกปกครองโดยพระเจ้า และโดยมากนั้น สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ นี่คือการเชื่อในพระเจ้าหรือ? พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่? (ไม่มี) ทำไมเล่า? พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือทุกเรื่องและทุกสิ่งของ—ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยในทุกๆ สถานการณ์ หากมีบางสิ่งไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคิดฝันไว้ พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้าได้ พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถจัดวางเรียบเรียงสถานการณ์เหล่านี้ ด้วยเหตุที่พวกเขาไม่สามารถเห็นพระเจ้า พวกเขาจึงคิดว่าสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผนโดยเป็นผลพวงจากการกระทำของมนุษย์ มากกว่าเป็นการจัดวางเรียบเรียงจากพระเจ้า พวกเขาไม่เชื่อในอธิปไตยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดคือแก่นแท้ในการเชื่อของพวกเขา? (พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ) ถูกต้องแล้ว พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ! ผู้ไม่เชื่อไม่ยอมรับสิ่งใดจากพระเจ้าทั้งสิ้น กลับกัน พวกเขาเค้นสมองพยายามที่จะจัดการกับสิ่งต่างๆ โดยใช้มุมมอง ความรู้สึกนึกคิด และวิธีการของมนุษย์ นี่คือพฤติกรรมของผู้ไม่เชื่อ เมื่อพวกเจ้าพบเจอบุคคลประเภทนี้ในภายภาคหน้า พวกเจ้าควรพัฒนาความหยั่งรู้บางอย่างเกี่ยวกับพวกเขา บรรดาผู้ไม่เชื่อเก่งในการใช้สมองของพวกเขา และพวกเขาคิดหาแนวคิดเมื่อเกิดประเด็นขึ้น พวกเขาศึกษาเรื่องนี้ที่ทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงลองพยายามที่จะแก้ไขการนั้นโดยใช้วิธีการของมนุษย์ พวกเขามองผู้คนและสิ่งต่างๆ โดยใช้เหตุผลของมนุษย์และหลักปรัชญาของซาตาน หรืออ้างอิงจากกฎหมายตลอดเวลา โดยไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง หรือเชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและจัดวางเรียบเรียงสรรพสิ่งเหล่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพระเจ้าทรงอนุญาต แต่ผู้ไม่เชื่อไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้าได้ และพวกเขาก็มองสิ่งต่างๆ ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์อยู่เสมอ โดยทั่วไปแล้ว แม้ผู้ไม่เชื่อกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และพวกเขาเต็มใจที่จะนบนอบอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ทว่าเมื่อสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นกับพวกเขาจริง พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นจากพระเจ้าได้ ทั้งยังเกิดมโนคติหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า นี่คือพฤติกรรมของผู้ไม่เชื่อ ในชีวิตของพวกเจ้ามีคนเช่นนี้บ้างหรือไม่? ตัวพวกเจ้าเคยประพฤติตนในหนทางนี้หรือไม่? (เคย) พวกเจ้าประพฤติตนเช่นเดียวกับผู้ไม่เชื่อ แต่ที่จริงแล้วพวกเจ้าเป็นผู้ไม่เชื่อหรือไม่? พวกเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยอยู่เหนือสรรพสิ่งหรือไม่? พวกเจ้าตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่าทุกคน ทุกเหตุการณ์ ทุกสิ่ง และทุกสถานการณ์อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าหรือไม่? พวกเจ้าสามารถยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้าได้มากเพียงใด? พวกเจ้าใช้วิธีการแบบมนุษย์แก้ปัญหาไปมากแค่ไหนแล้ว? และพวกเจ้าใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามบ่อยเพียงใด? เจ้าสามารถนบนอบพระเจ้าได้บ่อยแค่ไหน? จงไตร่ตรองคำถามเหล่านี้ดู พวกเจ้าย่อมรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแน่นอน การยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้านั้นเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? (การนั้นย่อมจะมีการต่อสู้ดิ้นรนอยู่ภายใน) เป็นเรื่องจริงที่จะมีการต่อสู้ดิ้นรน แต่ผลลัพธ์ของการต่อสู้ดิ้นรนนั้นคืออะไร? เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว? (บางครั้งก็เป็นความล้มเหลว บางคราวก็เป็นความสำเร็จ) ต่อให้มีอยู่เพียงครึ่งหนึ่ง พวกเจ้าก็ยังคงมีความหวังอยู่ แต่หากเจ้าล้มเหลวอยู่ร่ำไปและแทบไม่ประสบความสำเร็จเลย นั่นย่อมพิสูจน์ว่าเจ้าไม่ใช่ผู้ที่รักความจริง ความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ—จงอย่าหวาดกลัวการล้มเหลว จงอย่าหมดกำลังใจ อย่ากลายเป็นคนคิดลบหรือยอมจำนน และจงพยายามอย่างหนักต่อไป ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี อย่างน้อยที่สุดผู้คนก็สามารถได้รับประโยชน์จากความล้มเหลว ซึ่งนั่นคือเรื่องที่ดี!
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ