มีเพียงคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง (ตอนที่สาม)
เพื่อเชื่อในพระเจ้าและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและสภาพเสมือนมนุษย์ เจ้าต้องคู่ควรแก่ความไว้วางใจของผู้คนและถูกมองว่ามีคุณค่า ผู้คนต้องรู้สึกว่ามีเนื้อแท้อยู่ในบุคลิกลักษณะและความสัตย์สุจริตของเจ้า ว่าเจ้ารักษาคำพูดและทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ตัวเองพูด ผู้คนต้องประเมินค่าเจ้าเช่นนี้ พวกเขาควรพูดว่าเจ้าให้เกียรติคำพูดของตนเองอย่างแน่นอน เจ้าทำตามที่สัญญาอย่างแน่นอน เจ้าดำเนินการตามที่ได้รับความไว้วางใจมอบหมายเหมือนเป็นหน้าที่ และด้วยหัวใจทั้งดวงของเจ้า และจนกว่าผู้ที่ไว้วางใจมอบหมายกิจให้กับเจ้าจะพึงพอใจที่สุดอย่างแน่นอน นี่คือคนที่รักษาคำพูดไม่ใช่หรือ? ผู้คนเช่นนี้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีไม่ใช่หรือ? (ใช่) มีผู้คนบางคนที่ไม่มีใครเคยกล้าไว้วางใจมอบหมายสิ่งใดให้ แม้เมื่อผู้อื่นไว้วางใจมอบหมายสิ่งทั้งหลายแก่พวกเขาจริง นั่นก็เป็นเพราะหาใครที่เหมาะควรกว่าไม่ได้เท่านั้นเอง และพวกเขาเป็นตัวเลือกเดียว และยังคงต้องเตรียมใครบางคนไว้คอยเฝ้าดูพวกเขาอยู่ดี นี่คือคนประเภทใด? นี่ใช่คนที่มีศักดิ์ศรีหรือไม่? (ไม่ใช่) เจ้าต้องวิเคราะห์และตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูด เจ้าต้องวิเคราะห์ทวนสิ่งนั้น และเจ้าต้องตั้งใจฟังน้ำเสียงของพวกเขา อีกทั้งแสวงหาการยืนยันและการพิสูจน์รับรองจากผู้คนรอบข้าง ยามที่พวกเขาแถลงบางสิ่งหรือพูดคุยเกี่ยวกับบางสิ่งนั้น ความน่าไว้วางใจของพวกเขาแทบจะเป็นศูนย์ สิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึงอาจมีอยู่จริง แต่ถ้าพวกเขาไม่พูดเกินจริงและก็จะพูดให้กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือสิ่งนั้นก็อาจไม่มีอยู่จริงเลยและพวกเขาก็แค่กำลังแต่งเรื่องอยู่เท่านั้นเอง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงแต่งเรื่องขึ้นมา? เพราะพวกเขาต้องการหลอกลวงผู้คน เพื่อให้ผู้คนมองว่าตนปราดเปรื่องและมีความสามารถ นั่นคือเป้าหมายของพวกเขา ผู้คนอื่นๆ ชอบบุคคลเช่นนี้หรือไม่? (ไม่ชอบ) พวกเขาไม่ชอบคนแบบนี้มากเพียงใด? ผู้คนชิงชังและดูแคลนบุคคลเช่นนั้น—และอาจถึงขั้นรู้สึกว่าหากไม่เคยได้พบเจอพวกเขาเลยก็คงดีกว่า ยามที่ผู้คนอยู่กับบุคคลเช่นนั้น พวกเขาไม่ไว้ใจในสิ่งใดที่คนเหล่านั้นพูดหรือจริงจังกับสิ่งนั้นเลย พวกเขาก็แค่พูดคุยเล็กน้อยและแสร้งทำท่าพอเป็นพิธีโดยพูดคุยเรื่อยเปื่อยออกนอกเรื่องไปบ้าง แม้เมื่อบุคคลเหล่านี้พูดความจริง ผู้คนอื่นๆ ก็ไม่ไว้ใจพวกเขา คนประเภทนี้ไร้ค่าและต่ำศักดิ์อย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครมองว่าพวกเขามีคุณค่า เมื่อพฤติกรรมของคนคนหนึ่งได้มาถึงจุดนี้ เขามีศักดิ์ศรีหรือไม่? (ไม่มี) ไม่มีใครไว้วางใจมอบหมายสิ่งใดให้เขา ไม่มีใครไว้ใจเขา ไม่มีใครตีแผ่หัวใจของตนกับเขา ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เขาพูด คนอื่นแค่รับฟังและไม่มีอะไรมากกว่านั้น เมื่อบุคคลเหล่านี้พูดว่า “ครั้งนี้ฉันกำลังเล่าความจริง” ไม่มีใครเชื่อพวกเขาหรือให้ความสนใจพวกเขาเลย ต่อให้สิ่งที่พวกเขากำลังพูดอยู่เป็นเรื่องจริงก็ตาม พอพวกเขาพูดว่า “ที่ฉันพูดก็ไม่ได้เป็นเท็จไปเสียทุกอย่าง ถูกไหม?” ผู้คนก็ตอบว่า “ฉันไม่สนใจที่จะวิเคราะห์หรอกว่าที่คุณพูดนั้นเป็นจริงหรือเป็นเท็จ การฟังคุณพูดนั้นช่างน่าเหนื่อยใจ ฉันต้องวิเคราะห์และตรวจสอบแรงจูงใจและเจตนารมณ์ของคุณ และนั่นก็ยุ่งยากเกินไปเท่านั้นเอง เวลาที่ฉันใช้ไปกับการนั้นสามารถใช้เพื่อไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งหรือเรียนขับร้องบทเพลงนมัสการสักเพลง และฉันก็จะได้รับประโยชน์บ้างอย่างแท้จริงจากการทำสิ่งเหล่านั้น ฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลยจากการพูดกับคุณ ที่คุณพูดนั้นไม่สัตย์ซื่อสักคำ และฉันไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับคุณเลย” พวกเขาละทิ้งผู้คนเช่นนั้นในหนทางนี้ ทุกวันนี้เจ้ามักจะได้ยินพวกผู้ปราศจากความเชื่อพูดว่า “คุณต้องการฟังความจริงหรือคุณเลือกฟังเรื่องโกหกมากกว่า?” ไม่มีใครต้องการฟังคำโกหก ดังนั้นพวกที่พูดโกหกและบิดพลิ้วอยู่เสมอนั้นเป็นผู้คนที่ต่ำศักดิ์ที่สุด พวกเขาไร้ค่า ไม่มีใครต้องการให้ความสนใจพวกเขาเลย ไม่มีใครต้องการสมาคมกับพวกเขา นับประสาอะไรที่จะตีแผ่หัวใจของตนกับพวกเขา หรือเป็นเพื่อนกับพวกเขา ผู้คนเช่นนั้นมีคุณลักษณะหรือศักดิ์ศรีหรือไม่? (ไม่มี) ทุกคนที่พบผู้คนเช่นนี้จะชิงชังพวกเขา พวกเขาไว้ใจไม่ได้โดยสิ้นเชิงทั้งในคำพูด การกระทำ บุคลิกลักษณะ และความสัตย์สุจริตของตัวเอง—บุคคลเช่นนั้นไม่มีเนื้อแท้เลย หากพวกเขามีของประทานและมีความสามารถพิเศษ ผู้คนจะชอบและเคารพพวกเขาหรือไม่? (ไม่) แล้วดังนั้น ผู้คนจำเป็นต้องมีสิ่งใดเพื่อที่จะเข้ากันได้กับผู้อื่น? พวกเขาต้องมีคุณลักษณะ ความสัตย์สุจริต ศักดิ์ศรี และเป็นใครคนหนึ่งซึ่งผู้อื่นสามารถตีแผ่หัวใจของตนด้วยได้ ผู้คนที่มีศักดิ์ศรีล้วนมีความเป็นตัวเองอยู่สักหน่อย บางครั้งพวกเขาเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ แต่พวกเขาก็ซื่อสัตย์ และพวกเขาก็ไม่มีความจอมปลอมหรือเล่ห์เหลี่ยม ในที่สุดแล้ว ผู้อื่นก็เคารพนับถือผู้คนเหล่านี้อย่างสูง เพราะพวกเขาสามารถปฏิบัติความจริงได้ พวกเขาซื่อสัตย์ พวกเขามีศักดิ์ศรี ความสัตย์สุจริตและคุณลักษณะ พวกเขาไม่เคยเอาเปรียบผู้อื่น พวกเขาช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ในความเดือดร้อน ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างมีมโนธรรมและเหตุผล อีกทั้งไม่เคยด่วนตัดสินผู้อื่น ขณะประเมินหรือหารือเกี่ยวกับผู้คนอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่บุคคลเหล่านี้พูดนั้นถูกต้องแม่นยำ พวกเขาพูดสิ่งที่ตัวเองรู้และไม่พูดพล่อยในสิ่งที่ตนไม่รู้ พวกเขาไม่แต่งเติม และคำพูดของพวกเขาสามารถใช้เป็นหลักฐานหรือข้ออ้างอิงได้ ผู้คนที่มีความสัตย์สุจริตนั้นค่อนข้างมีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงและไว้ใจได้ในยามที่พวกเขาพูดหรือกระทำ ไม่มีใครมองว่าผู้คนที่ขาดความสัตย์สุจริตมีคุณค่า ไม่มีใครใส่ใจสิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำ หรือปฏิบัติต่อคำพูดหรือการกระทำของพวกเขาดั่งมีความสำคัญ และไม่มีใครไว้ใจพวกเขา นี่เป็นเพราะพวกเขาพูดคำโกหกมากเกินไปและกล่าวคำพูดที่ซื่อสัตย์น้อยเกินไป นี่เป็นเพราะพวกเขาขาดความจริงใจในยามที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือทำสิ่งใดเพื่อคนเหล่านั้น พวกเขาพยายามเล่นเล่ห์และหลอกทุกคน จึงไม่มีใครชอบพวกเขาเลย พวกเจ้าเคยเจอคนที่ไว้ใจได้ในสายตาของพวกเจ้าหรือไม่? พวกเจ้าคิดว่าตัวเองคู่ควรกับความเชื่อใจของผู้อื่นหรือไม่? ผู้คนอื่นไว้ใจเจ้าได้หรือไม่? หากใครสักคนถามเจ้าถึงสถานการณ์ของอีกคน เจ้าก็ไม่ควรประเมินค่าหรือตัดสินคนผู้นั้นไปตามแต่ใจ คำพูดของเจ้าต้องไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องถูกต้องแม่นยำและเป็นไปตามข้อเท็จจริง เจ้าควรพูดจาเกี่ยวกับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าเข้าใจจริงๆ และไม่พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองขาดความรู้ความเข้าใจเชิงลึก เจ้าต้องยุติธรรมและเป็นธรรมกับคนผู้นั้น นั่นเป็นการปฏิบัติตนในหนทางที่มีความรับผิดชอบ หากเจ้าได้สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ไปในระดับผิวเผินเท่านั้น และสิ่งที่เจ้าต้องการพูดก็เป็นแค่การตัดสินของตัวเองเกี่ยวกับคนผู้นั้น เช่นนั้นเจ้าต้องไม่วินิจฉัยคนผู้นั้นไปอย่างมืดบอด และเจ้าต้องไม่ตัดสินเขา เจ้าต้องขึ้นต้นสิ่งที่ตนพูดด้วยคำว่า “นี่เป็นแค่การตัดสินของฉันเอง” หรือ “นี่เป็นแค่ความรู้สึกของฉัน” ในหนทางนั้น คำพูดของเจ้าย่อมค่อนข้างจะไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และหลังจากได้ยินสิ่งที่เจ้าพูด อีกฝ่ายก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงท่าทีที่เป็นธรรมและความซื่อสัตย์ในคำพูดของเจ้า และพวกเขาก็จะสามารถเชื่อใจเจ้าได้ พวกเจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าเจ้าสามารถสำเร็จลุล่วงการนี้ได้? (ไม่แน่ใจ) นี่พิสูจน์ว่าพวกเจ้าซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นไม่มากพอ อีกทั้งเจ้าไม่มีความจริงใจและท่าทีที่ซื่อสัตย์ในหนทางที่เจ้าประพฤติปฏิบัติและรับมือกับกิจธุระทั้งหลาย สมมุติว่าใครบางคนถามเจ้าว่า “ฉันเชื่อใจคุณ คุณคิดว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร?” และเจ้าก็ตอบว่า “เขาใช้ได้” พวกเขาก็ถามว่า “คุณให้รายละเอียดมากขึ้นได้ไหม?” และเจ้าพูดว่า “เขาประพฤติตัวดี เขาเต็มใจจ่ายราคาเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ และเขาก็เข้ากับผู้คนได้” มีหลักฐานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่ในคำชี้แจงทั้งสามนี้บ้างหรือไม่? คำชี้แจงทั้งสามนี้เพียงพอที่ทำหน้าที่เป็นข้อพิสูจน์ถึงคุณลักษณะของคนผู้นั้นหรือไม่? ไม่เพียงพอ เจ้าเป็นคนที่เชื่อใจได้หรือไม่? (ไม่ได้) ไม่มีรายละเอียดใดอยู่ในคำชี้แจงทั้งสามนี้เลย คำชี้แจงเหล่านี้เป็นแค่คำพูดแบบเหมารวมที่ว่างเปล่าและสุกเอาเผากิน หากเจ้าเพิ่งเคยพบเจอคนผู้นั้นและกำลังพูดว่าเขาใช้ได้บนพื้นฐานของสิ่งที่เห็นภายนอก เช่นนั้นย่อมจะปกติ แต่เจ้าได้ติดต่อสัมพันธ์กับเขามาระยะหนึ่งแล้ว และเจ้าควรสามารถค้นพบปัญหาที่เป็นสาระสำคัญของเขาได้บ้างแล้ว ผู้คนต้องการได้ยินว่า การประเมินและทัศนะในหัวใจส่วนลึกของเจ้าที่มีต่อคนผู้นั้นเป็นอย่างไร แต่เจ้ากลับไม่พูดอะไรที่เป็นจริง หรือมีความสำคัญจำเป็น หรือที่เป็นหัวใจสำคัญเลย ดังนั้นผู้คนจะไม่เชื่อใจเจ้า และพวกเขาจะไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าอีกต่อไป
ขณะมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าพี่น้องชายหญิง เจ้าต้องตีแผ่หัวใจของเจ้ากับพวกเขา และเผยความลับกับพวกเขาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้า ขณะที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ก็ยิ่งสำคัญที่เจ้าต้องตีแผ่หัวใจของตนและเผยความลับกับผู้คน เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเจ้าจึงจะทำงานร่วมกันด้วยดี แต่หากใครบางคนไม่ตีแผ่หัวใจกับเจ้า หากพวกเขาไม่ใช่คนที่ยอมรับความจริง หากพวกเขาเป็นคนที่หลอกลวงอย่างมาก เช่นนั้นคงเป็นการโง่เขลาที่เจ้าจะตีแผ่หัวใจให้กับพวกเขา และการทำเช่นนั้นก็อาจนำไปสู่ความเดือดร้อนได้โดยง่าย วิธีที่เจ้ามีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิงควรมีหลักธรรม เจ้าควรตีแผ่หัวใจและเปิดอกอย่างเรียบง่ายกับผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและสามารถยอมรับความจริงได้เท่านั้น หากเจ้าตีแผ่หัวใจให้กับผู้คนที่ชั่วและพวกไม่มีความเชื่อ เช่นนั้นเจ้าก็โง่เขลาและไม่รู้ความ อีกทั้งยังขาดปัญญา เจ้าต้องตีแผ่หัวใจของตนให้กับพี่น้องชายหญิงที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและสามารถยอมรับความจริงได้เท่านั้น ผู้คนที่ชั่ว ผู้คนที่หลอกลวง ผู้คนที่เลอะเลือน และพวกผู้ไม่เชื่อ—ผู้คนที่ปราศจากการยอมรับความจริง—นั้นไม่ใช่พี่น้องชายหญิง ไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใด จงอย่าตีแผ่หัวใจของเจ้ากับพวกเขา การตีแผ่หัวใจของเจ้าต่อพวกเขาก็คือการตีแผ่หัวใจของเจ้าต่อหมู่มาร และส่อเค้าที่จะนำเจ้าไปสู่การตกเป็นเหยื่อในกลอุบายและกับดักของพวกมันในท้ายที่สุด ในหมู่ผู้นำกับคนทำงานมีผู้นำเทียมเท็จกับคนทำงานเทียมเท็จ และในหมู่ผู้เชื่อมีผู้เชื่อเทียมเท็จกับผู้ไม่เชื่อ ไม่มีใครในผู้คนเหล่านี้ที่เป็นพี่น้องชายหญิง ดังนั้นไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใดก็ตาม จงอย่าปฏิบัติต่อพวกเขาประหนึ่งว่าพวกเขาเป็น บรรดาผู้ที่ใจดีมีเมตตาและรักความจริงซึ่งสามารถยอมรับความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติได้เท่านั้นที่เป็นเหล่าพี่น้องชายหญิง และเมื่อเจ้ามีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิงผู้จริงแท้เหล่านี้ เจ้าต้องตีแผ่หัวใจของตนกับพวกเขา เจ้าต้องเปิดอกกับพวกเขาอย่างเรียบง่าย และเมื่อนั้นเท่านั้นจึงจะเป็นไปได้ที่พวกเจ้าจะรักกันและให้ความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวในขณะเดียวกันก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี บางครั้ง เมื่อผู้คนสองคนมีปฏิสัมพันธ์กัน บุคลิกภาพของพวกเขาขัดกัน หรือสภาพแวดล้อมด้านครอบครัว ภูมิหลัง หรือสภาพเศรษฐกิจของพวกเขาไม่เข้ากัน กระนั้นหากคนสองคนนั้นสามารถตีแผ่หัวใจต่อกันและเปิดอกเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของพวกเขาอย่างหมดเปลือก และสัมพันธ์สนิทกันโดยปราศจากคำโกหกหรือการหลอกลวง รวมทั้งสามารถแสดงหัวใจของพวกเขาต่อกันและกันได้ เช่นนั้นในหนทางนี้ พวกเขาก็จะสามารถกลายเป็นเพื่อนแท้กันได้ ซึ่งหมายถึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้ บางทีเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีความลำบากยากเย็น เขาจะมองหาเจ้าไม่ใช่ใครอื่น และเขาจะเชื่อใจว่าเจ้าเท่านั้นที่ช่วยเขาได้ ต่อให้เจ้าตำหนิติติงเขา เขาย่อมไม่โต้เถียงกลับ เพราะเขารู้ว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ซึ่งมีหัวใจที่จริงใจ เขาเชื่อใจเจ้า ดังนั้นไม่ว่าเจ้าพูดอะไรหรือปฏิบัติต่อเขาอย่างไร เขาย่อมจะสามารถเข้าใจได้ พวกเจ้าสามารถเป็นผู้คนเช่นนั้นได้หรือไม่? พวกเจ้าใช่ผู้คนเช่นนั้นหรือไม่? หากไม่ใช่ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ใช่คนซื่อสัตย์ ยามที่เจ้ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เจ้าต้องให้พวกเขาล่วงรู้หัวใจอันแท้จริงและความจริงใจของเจ้าเสียก่อน หากว่า ในการพูดจา การทำงานร่วมกันและการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นนั้น คำพูดของใครบางคนเป็นแบบสุกเอาเผากิน คุยโวโอ้อวด เป็นคำพูดเย้าแหย่ เป็นการประจบประแจง ไร้ความรับผิดชอบ และเป็นจินตนาการ หรือหากพวกเขาเพียงแค่พูดเพื่อแสวงหาความชมชอบของผู้อื่น เช่นนั้นแล้วคำพูดของพวกเขาล้วนขาดความน่าเชื่อถือทั้งสิ้น และพวกเขาก็ไม่จริงใจเลยแม้แต่น้อย นี่คือวิธีที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยไม่สำคัญว่าผู้อื่นเหล่านั้นจะเป็นใคร บุคคลเช่นนั้นไม่มีหัวใจที่ซื่อสัตย์ นี่ไม่ใช่คนซื่อสัตย์ สมมติว่าใครบางคนอยู่ในภาวะที่เป็นลบ และพวกเขาพูดกับเจ้าอย่างจริงใจว่า “บอกฉันมาทีว่าจริงๆ แล้วทำไมฉันถึงคิดลบนัก ฉันหาเหตุผลไม่เจอเลย!” และสมมติว่าโดยแท้จริงแล้วในหัวใจเจ้าเข้าใจปัญหาของพวกเขา แต่เจ้าไม่บอกพวกเขา แต่กลับพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก คุณไม่ได้กำลังคิดลบหรอก ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” คำพูดเหล่านี้เป็นคำปลอบโยนอันยิ่งใหญ่สำหรับคนผู้นั้น แต่ท่าทีของเจ้านั้นไม่จริงใจ เจ้ากำลังปฏิบัติกับเขาอย่างสุกเอาเผากิน เพื่อทำให้เขารู้สึกชูใจและได้รับการปลอบโยนมากขึ้น เจ้าได้ยั้งใจตัวเองไม่ให้พูดกับเขาอย่างซื่อสัตย์ เจ้าไม่ได้กำลังช่วยเหลือเขาอย่างตั้งใจจริงและพูดปัญหาของเขาออกไปตามตรงเพื่อให้เขาสามารถทิ้งความคิดลบของตัวเองไว้เบื้องหลังได้ เจ้าไม่ได้ทำสิ่งที่คนซื่อสัตย์ควรทำ ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์แห่งการลองพยายามปลอบโยนเขา และเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความหมางเมินหรือความขัดแย้งระหว่างพวกเจ้า เจ้าได้ปฏิบัติกับเขาอย่างสุกเอาเผากิน—และนี่ไม่ใช่การเป็นคนซื่อสัตย์ ดังนั้น เพื่อเป็นคนซื่อสัตย์ เจ้าควรทำสิ่งใดเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ประเภทนี้? เจ้าจำเป็นต้องบอกเขาถึงสิ่งที่เจ้าได้เห็นและได้ระบุแยกแยะว่า “ฉันจะบอกคุณว่าฉันได้เห็นอะไรและฉันได้รับประสบการณ์กับอะไร คุณตัดสินใจเถิดว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นถูกหรือผิด ถ้าผิด คุณก็ไม่ต้องยอมรับ ถ้าถูก ฉันก็หวังว่าคุณจะยอมรับ ถ้าฉันพูดอะไรที่คุณลำบากใจที่จะรับฟังและทำให้คุณเจ็บ ฉันก็หวังว่าคุณจะสามารถยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้าได้ ฉันมีความตั้งใจและมีจุดประสงค์ที่จะช่วยคุณ ฉันเห็นประเด็นปัญหาอย่างชัดเจนว่า เพราะคุณรู้สึกว่าตัวเองโดนดูหมิ่นเหยียดหยาม และไม่มีใครสนองอัตตาของคุณ และคุณคิดว่าคนอื่นๆ ทุกคนดูแคลนคุณ คิดว่าคุณกำลังถูกโจมตีอยู่ และคิดว่าคุณไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมถึงเพียงนี้ คุณไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้และกลายเป็นคิดลบ คุณคิดว่าอย่างไร—นี่คือสิ่งที่กำลังเป็นไปจริงๆ ใช่หรือไม่?” และเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริง นี่คือสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าโดยแท้จริง แต่หากเจ้าไม่ใช่คนซื่อสัตย์ เจ้าก็จะไม่พูดเช่นนั้น เจ้าจะพูดว่า “ฉันก็คิดลบอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน” และเมื่ออีกคนหนึ่งได้ยินว่าทุกคนก็มีคิดลบ เขาเลยคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ตัวเองคิดลบ และสุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่ทิ้งการคิดลบของเขาไว้เบื้องหลัง หากเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์และเจ้าช่วยเขาด้วยท่าทีที่ซื่อสัตย์และหัวใจอันซื่อสัตย์ เจ้าก็สามารถช่วยเขาให้เข้าใจความจริงและทิ้งความคิดลบของเขาไว้ข้างหลังได้
การปฏิบัติความซื่อสัตย์ครอบคลุมหลายแง่มุม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มาตรฐานของการเป็นคนซื่อสัตย์ไม่ได้สัมฤทธิ์ผ่านทางด้านเดียวเท่านั้น เจ้าต้องทำให้ได้มาตรฐานในหลายๆ ด้านเสียก่อนจึงจะสามารถซื่อสัตย์ได้ ผู้คนบางคนคิดอยู่เสมอว่าพวกเขาเพียงต้องพยายามไม่โกหกเพื่อที่จะซื่อสัตย์ ทรรศนะนี้ถูกต้องแล้วหรือ? การเป็นคนซื่อสัตย์คือการไม่โกหกเท่านั้นหรือ? ไม่ใช่—ยังเกี่ยวข้องกับแง่มุมอื่นๆ อีกหลายประการด้วย ประการแรก ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญหน้ากับอะไร จะเป็นสิ่งที่เจ้าเห็นด้วยตาของเจ้าเองหรือบางสิ่งที่ผู้อื่นบอกเจ้า เป็นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหรือการสะสางปัญหา จะเป็นหน้าที่ที่เจ้าควรปฏิบัติหรือบางสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ เจ้าก็ต้องจัดการสิ่งนั้นด้วยหัวใจอันซื่อสัตย์เสมอ คนเราควรปฏิบัติการเข้าหาสิ่งทั้งหลายด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์อย่างไร? จงพูดสิ่งที่เจ้าคิดและพูดอย่างซื่อสัตย์ จงอย่ากล่าวคำพูดที่ไร้ความหมาย โอ้อวดหรือฟังรื่นหู จงอย่าพูดความเท็จที่หน้าซื่อใจคดหรือยกยอปอปั้น แต่จงพูดคำพูดที่อยู่ในหัวใจของเจ้า นี่คือการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ การแสดงออกถึงความคิดและทรรศนะที่แท้จริงซึ่งอยู่ในหัวใจของเจ้า—นี่คือสิ่งที่ผู้คนที่ซื่อสัตย์ควรที่จะต้องทำ หากเจ้าไม่เคยพูดสิ่งที่เจ้าคิดและไม่เคยกล่าวถ้อยคำที่หมักหมมอยู่ในหัวใจของเจ้า และสิ่งที่เจ้ากล่าวก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เจ้าคิดอยู่เสมอ นั่นย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนซื่อสัตย์ทำ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเจ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ดี และเมื่อผู้คนถามว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าก็พูดว่า “ฉันต้องการทำหน้าที่ให้ดี แต่เพราะเหตุผลสารพัด ฉันเลยไม่ได้ทำ” ที่จริงนั้น เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่ได้ขยันขันแข็ง แต่เจ้าไม่พูดความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้ากลับหาเหตุผล ข้ออ้างที่ฟังขึ้น และข้อแก้ตัวทุกประเภทที่จะปิดบังข้อเท็จจริงรวมทั้งเลี่ยงความรับผิดชอบ นั่นใช่สิ่งที่คนซื่อสัตย์ทำหรือ? (ไม่ใช่) เจ้าหลอกผู้คนและกล่าวสิ่งเหล่านี้เพียงให้พอพ้นตัว แต่แก่นแท้ของสิ่งที่อยู่ในตัวเจ้า ของเจตนารมณ์ภายในตัวเจ้าก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทราม หากเจ้าไม่สามารถนำสิ่งทั้งหลายและเจตนารมณ์ที่อยู่ภายในตัวเจ้าออกมาเปิดเผยและชำแหละ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจถูกชำระให้บริสุทธิ์—และนั่นไม่ใช่เรื่องเล็กเลย! เจ้าต้องพูดจาอย่างสัตย์ซื่อ “ฉันเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งเล็กน้อยในการทำหน้าที่ตลอดมา ฉันไม่เอาใจใส่และสุกเอาเผากินตลอดมา เวลาที่ฉันอารมณ์ดี ฉันพยายามได้เล็กน้อย เวลาที่ฉันอารมณ์ไม่ดี ฉันหย่อนยานและไม่ต้องการทุ่มเทความพยายาม และละโมบในสิ่งชูใจทางเนื้อหนัง ดังนั้นความพยายามในการทำหน้าที่ของฉันจึงไม่มีประสิทผล ช่วงไม่กี่วันมานี้ สถานการณ์กำลังพลิกกลับ และฉันกำลังพยายามมอบทั้งหมดที่ฉันมี ปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเอง และปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดี” นี่คือการพูดจากหัวใจ การพูดจาอีกแบบนั้นไม่ได้มาจากหัวใจ เนื่องจากการที่เจ้าเกรงกลัวการถูกตัดแต่ง การถูกผู้คนค้นพบปัญหาของเจ้า และการถูกผู้คนให้เจ้ารับผิดชอบในสิ่งที่เจ้าทำ เจ้าจึงได้หาเหตุผล ข้ออ้างที่ฟังขึ้น และข้อแก้ตัวทุกประเภทเพื่อปิดบังข้อเท็จจริง โดยการทำให้ผู้อื่นหยุดพูดถึงสถานการณ์นั้นเสียก่อน จากนั้นก็หาทางโยนความรับผิดชอบให้ผู้อื่นเพื่อเลี่ยงการถูกตัดแต่ง นี่คือที่มาแห่งคำโกหกของเจ้า ไม่ว่าพวกคนโกหกพูดมากเท่าใด แน่อยู่ว่าบางสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นเป็นความจริงและมาจากข้อเท็จจริง แต่สิ่งซึ่งเป็นหัวใจสำคัญบางอย่างที่พวกเขากล่าวจะมีความเท็จและแรงจูงใจของพวกเขาอยู่ในนั้นอย่างละเล็กละน้อย ดังนั้นจึงสำคัญมากที่จะต้องใช้วิจารณญาณและแยกแยะว่าสิ่งใดที่เป็นจริงและสิ่งใดที่เป็นเท็จ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย บางสิ่งที่พวกเขากล่าวจะถูกใส่สีตีไข่ สิ่งที่พวกเขากล่าวจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงอยู่บ้าง และสิ่งที่พวกเขากล่าวจะย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงไปบ้าง ด้วยเหตุนั้นเรื่องจริงและเรื่องที่แต่งขึ้นจึงคละเคล้ากันอยู่ ยากที่จะจำแนกสิ่งที่เป็นจริงออกจากสิ่งที่เป็นเท็จ นี่คือคนประเภทที่หลอกลวงที่สุดและชี้ตัวได้ยากเย็นที่สุด หากพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงหรือปฏิบัติความซื่อสัตย์ พวกเขาย่อมจะถูกกำจัดอย่างแน่นอน แล้วเช่นนั้นผู้คนควรเลือกเส้นทางใด? เส้นทางใดที่เป็นหนทางไปสู่การปฏิบัติความซื่อสัตย์? พวกเจ้าควรเรียนรู้ที่จะพูดความจริงและสามารถสามัคคีธรรมอย่างเปิดกว้างเกี่ยวกับสภาวะและปัญหาจริงของเจ้า นั่นคือวิธีที่ผู้คนที่ซื่อสัตย์ปฏิบัติกัน และการปฏิบัติเช่นนั้นถูกต้อง ผู้คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลล้วนเต็มใจเพียรพยายามที่จะซื่อสัตย์ ผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่รู้สึกชื่นบานและสบายใจอย่างแท้จริง และมีเพียงการปฏิบัติความจริงเพื่อสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้าเท่านั้นที่คนเราจะสามารถชื่นชมยินดีกับความสุขที่แท้จริงได้
ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงหลายประการเกิดขึ้นขณะที่ผู้คนมีประสบการณ์กับการเป็นคนซื่อสัตย์ บางครั้งพวกเขาพูดไปโดยไม่คิด พวกเขาทำพลาดไปชั่วขณะและพูดโกหกเพราะพวกเขาถูกแรงจูงใจหรือจุดมุ่งหมายที่ผิด หรือความไร้แก่นสารและความหยิ่งยโสควบคุมอยู่ และผลก็คือพวกเขาต้องพูดโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปกปิดคำโกหกของตน ท้ายที่สุดพวกเขาย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่ในหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถเอาคำโกหกเหล่านั้นคืนมาได้ พวกเขาไร้ซึ่งความกล้าที่จะแก้ไขความผิดพลาดของตน ไร้ซึ่งความกล้าที่จะยอมรับว่าพวกเขาพูดโกหก และในหนทางนี้ ความผิดพลาดของพวกเขาก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนี้ไปย่อมเหมือนมีก้อนหินกดทับหัวใจของพวกเขาอยู่เสมอ พวกเขาต้องการหาโอกาสสารภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมรับความผิดของตนและกลับใจอยู่ตลอด แต่พวกเขาไม่เคยลงมือทำสิ่งนี้ ในท้ายที่สุดพวกเขาก็คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและพูดกับตนเองว่า “ในอนาคต เมื่อฉันปฏิบัติหน้าที่ของฉัน ฉันจะชดเชยให้” พวกเขาพูดเสมอว่าพวกเขาจะชดเชยให้ แต่พวกเขาไม่เคยทำ นี่ไม่เรียบง่ายเหมือนแค่การขอโทษหลังการพูดโกหก—เจ้าสามารถชดเชยความเสียหายและผลสืบเนื่องของการพูดโกหกและการหลอกลวงได้หรือไม่? หากท่ามกลางความเกลียดชังตนเองอย่างใหญ่หลวง เจ้าสามารถสำนึกกลับใจ และไม่มีวันทำเช่นนั้นอีก เช่นนั้นเจ้าก็อาจได้รับการยอมผ่อนปรนและความกรุณาจากพระเจ้า หากเจ้าเอ่ยคำรื่นหูและพูดว่าเจ้าจะชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการโกหกของเจ้าในอนาคต แต่ไม่กลับใจอย่างแท้จริง และต่อมาก็พูดปดและหลอกลวง เช่นนั้นเจ้าก็ดื้อดึงเหลือเกินที่จะไม่ยอมกลับใจ และเจ้าจะถูกกำจัดออกไปอย่างแน่นอน ผู้คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลควรตระหนักรู้การนี้ หลังจากพูดโกหกและกระทำการหลอกลวง การคิดแต่จะชดเชยเท่านั้นย่อมไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าต้องกลับใจอย่างแท้จริง หากเจ้าปรารถนาที่จะซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องจัดการแก้ไขปัญหาของการโกหกและการหลอกลวง เจ้าต้องพูดความจริงและทำสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง บางครั้งการพูดความจริงย่อมจะส่งผลให้เจ้าเสียหน้าและถูกตัดแต่ง แต่เจ้าก็จะได้ปฏิบัติความจริง และการนบนอบและทำให้พระเจ้าพอพระทัยในชั่วขณะหนึ่งนั้นย่อมจะคุ้มค่า และจะเป็นสิ่งที่นำความชูใจมาให้เจ้า ไม่ว่าจะอย่างไร ในที่สุดเจ้าจะสามารถปฏิบัติความซื่อสัตย์ได้ ในที่สุดเจ้าจะสามารถพูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าออกมาโดยไม่ได้พยายามปกป้องตัวเองหรือแก้ตัว และนี่คือการเติบโตที่แท้จริง ไม่ว่าเจ้าจะถูกตัดแต่งหรือถูกแทนที่ เจ้าก็จะรู้สึกมั่นคงในหัวใจเพราะเจ้าไม่ได้โกหก เจ้าจะรู้สึกว่าในเมื่อเจ้าไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ก็ถูกต้องแล้วที่เจ้าจะถูกตัดแต่ง และรับผิดชอบการนั้น นี่คือสภาวะจิตใจที่เป็นบวก แต่ถึงกระนั้นผลสืบเนื่องของการที่เจ้ากระทำการหลอกลวงจะเป็นเช่นไร? หลังจากเจ้ากระทำการหลอกลวง เจ้าจะรู้สึกเช่นไรในหัวใจของเจ้า? ไม่สบายใจ เจ้าจะรู้สึกว่ามีความผิดและความเสื่อมทรามในหัวใจของเจ้าเสมอ เจ้าจะรู้สึกว่าถูกกล่าวหาอยู่เสมอ และคิดว่า “ฉันพูดโกหกออกไปได้อย่างไร? ฉันกระทำการหลอกลวงอีกแล้วได้อย่างไร? เหตุใดฉันจึงเป็นเช่นนี้?” เจ้าจะรู้สึกเหมือนเจ้าไม่สามารถเชิดหน้าได้ เหมือนว่าเจ้าละอายใจเกินกว่าที่จะเผชิญหน้าพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้คนได้รับพรจากพระเจ้า เมื่อพวกเขาได้รับพระคุณ ความกรุณา และการยอมผ่อนปรนจากพระเจ้า พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกมากกว่าเดิมว่าการหลอกลวงพระเจ้าเป็นสิ่งที่น่าละอาย และในหัวใจนั้น พวกเขาก็มีสำนึกติเตียนอยู่ภายในมากขึ้น อีกทั้งมีสันติสุขและความชื่นบานยินดีน้อยลง ปัญหานี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งใด? แสดงให้เห็นว่าคนที่หลอกลวงนั้นเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทราม คือการกบฏและแข็งขืนต่อพระเจ้า และดังนั้นย่อมจะนำความเจ็บปวดมาให้เจ้า ยามที่เจ้าโกหกหรือหลอกลวง เจ้าอาจรู้สึกว่าเจ้าได้พูดไปอย่างฉลาดแยบยลและเปี่ยมชั้นเชิงมาก และเจ้าก็ไม่ได้เผยเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ อันใดเกี่ยวกับการหลอกลวงของเจ้าออกไปเลย—แต่ต่อมา เจ้าก็จะรู้สึกถึงสำนึกของการตำหนิและการกล่าวหาซึ่งอาจติดตามวนเวียนไปทั้งชีวิตของเจ้า หากเจ้าตั้งใจและจงใจโกหกและหลอกลวง และเมื่อถึงวันหนึ่งที่เจ้าตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ นั่นจะทิ่มแทงทะลุหัวใจของเจ้าราวกับมีด และเจ้าจะคอยมองหาโอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา และนั่นคือสิ่งที่เจ้าพึงทำ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าไม่มีมโนธรรมและไม่เคยดำเนินชีวิตตามมโนธรรมของตน อีกทั้งไม่มีความเป็นมนุษย์ และไม่มีคุณลักษณะหรือศักดิ์ศรี หากเจ้าพอมีคุณลักษณะและศักดิ์ศรีสักเล็กน้อย และมีความตระหนักรู้ถึงมโนธรรมอยู่บ้าง พอเจ้าตระหนักว่าตัวเองกำลังโกหกและทำการหลอกลวง เจ้าจะรู้สึกว่าพฤติกรรมนี้ของตัวเองช่างน่าละอาย เสื่อมเสียและต่ำช้า เจ้าจะดูหมิ่นและชังตัวเอง แล้วเจ้าก็จะละทิ้งเส้นทางแห่งการโกหกและหลอกลวง คนจำพวกเดียวกับซาตานขาดมโนธรรมและเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเขายังคงมีการลืมเลือนและไม่ทุกข์ร้อนกับคำโกหกที่ตนพูดไป และพวกเขาถึงกับมีพื้นฐานทางทฤษฎีเพื่อการโกหกของตัวเองที่ว่า ไม่มีผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ใดสำเร็จลุล่วงได้โดยปราศจากการโกหก และดังนั้นพวกเขาจึงดื้อดึงไม่ยอมกลับใจ ผู้คนที่มีมโนธรรมและเหตุผลนั้นต่างออกไป ผู้คนเหล่านี้เพียงก้าวผ่านการทำให้เสื่อมทรามของซาตานเท่านั้น และแม้ว่าพวกเขาเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนชั่ว พวกเขามีความตระหนักรู้ถึงมโนธรรม พวกเขามีสิ่งที่จำเป็นต้องมีสำหรับความเป็นมนุษย์ที่ปกติ รวมทั้งทั้งสัญชาตญาณและสิ่งที่จำเป็นต้องมีสำหรับความรักในสิ่งที่ดีงาม เป็นธรรมและเป็นบวก เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเขารู้สึกถูกมโนธรรมของตนรบกวน พวกเขาจึงสามารถทบทวนตัวเองและกลับใจได้อย่างแท้จริง ซาตานคือสิ่งที่มีความชั่วอย่างถึงที่สุด มันไม่ชอบสิ่งที่เป็นบวก ไม่ชอบสิ่งที่ดีงาม อีกทั้งในธรรมชาติของมันก็มีแต่สิ่งในด้านมืดและชั่วเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเลยนอกเสียจากสิ่งที่เสื่อมทรามและมุ่งร้าย มันไม่มีความเป็นมนุษย์ มันไม่มีสิ่งที่จำเป็นต้องมีสำหรับความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และมันไม่มีตระหนักรู้ถึงมโนธรรม แต่ผู้คนนั้นต่างไป ผู้คนถูกสร้างโดยพระเจ้า พวกเขามีมโนธรรมและเหตุผล ผู้คนที่มีมโนธรรมนั้นมีความตระหนักรู้ในหัวใจของตน พวกเขาสามารถรู้สึกถึงการกล่าวหาและการตำหนิจากมโนธรรมของตนยามที่พวกเขาพยายามหลอกลวงพระเจ้าและผู้อื่น และการตำหนิกับการกล่าวหานี้ทำให้พวกเขาเจ็บปวด เมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกถึงความเจ็บปวดนี้ เมื่อเขารู้สึกถึงการตำหนิและการกล่าวหานี้ มโนธรรมของเขาก็เริ่มมีความตระหนักรู้ เขาตระหนักว่าผู้คนควรซื่อสัตย์และควรเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง เมื่อเขามีสิ่งที่จำเป็นต้องมีนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ดี ถึงตอนนี้เมื่อเจ้าโกหกและหลอกลวง พวกเจ้ารู้สึกถึงสำนึกแห่งการตำหนิบ้างหรือไม่? (รู้สึก) การที่เจ้ารู้สึกถึงการตำหนิพิสูจน์ว่าพวกเจ้าพอมีความตระหนักรู้ถึงมโนธรรมอยู่บ้าง และยังพอมีความหวังอยู่บ้างสำหรับเจ้า นี่เป็นความตระหนักรู้ขั้นต่ำสุดและเป็นพฤติกรรมประเภทที่เจ้าต้องมีเพื่อที่จะบรรลุความรอด หากมโนธรรมของเจ้าไม่รู้สึกถึงการตำหนิอันใด นี่เป็นปัญหา และหมายความว่าเจ้าไม่มีความเป็นมนุษย์ ตอนนี้พวกเจ้ารู้จักกลับใจภายหลังการโกหกและหลอกลวงผู้อื่นหรือไม่? หากพวกเจ้ายังดื้อดึงไม่ยอมกลับใจ ผลที่ตามมาจะเป็นสิ่งใด? เจ้าจะไม่อาจไถ่ได้ ตอนนี้พวกเจ้าทุกคนสามารถมองเห็นว่า พระเจ้าจะทรงช่วยบรรดาผู้ที่มีมโนธรรม มีเหตุผล มีสิ่งที่จำเป็นต้องมีสำหรับความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และมีความสามารถที่จะใช้วิจารณญาณแยกแยะดีชั่ว มีความรักในสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่ดี มีความเกลียดชังความชั่ว และมีความสามารถที่จะยอมรับความจริง ผู้คนเช่นนั้นสามารถได้รับการช่วยให้รอด
30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ