ประการที่สาม: พวกเขากีดกันและโจมตีบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง (ตอนที่สอง)
ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรปฏิบัติต่อศัตรูของพระคริสต์อย่างไร? พวกเขาต้องแยกแยะ เปิดโปง รายงาน และรังเกียจเดียดฉันท์ศัตรูของพระคริสต์ เมื่อนั้นเท่านั้นการติดตามพระเจ้าจนถึงปลายทางที่สุดและการเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าจึงจะเป็นสิ่งที่มั่นใจได้ ศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำของเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะชักพาผู้อื่นให้หลงผิดไปเลือกพวกเขาเป็นผู้นำอย่างไร จงอย่าเห็นชอบพวกเขา และจงอย่ายอมรับการเป็นผู้นำของพวกเขา—เจ้าต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะและรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถช่วยเจ้าให้เข้าใจความจริงได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถเกื้อหนุนหรือจัดเตรียมให้เจ้าได้ เหล่านี้คือข้อเท็จจริง หากพวกเขาไม่สามารถนำเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ พวกเขาย่อมไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำหรือคนทำงาน หากพวกเขาไม่สามารถนำเจ้าไปสู่การเข้าใจความจริงและการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าได้ พวกเขาย่อมเป็นบรรดาผู้ที่ต่อต้านพระเจ้า และเจ้าก็ควรใช้วิจารณญาณแยกแยะ เปิดโปง และรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา ทุกสิ่งที่พวกเขาทำก็เพื่อชักพาเจ้าให้หลงผิดไปติดตามพวกเขา และทำให้เจ้าร่วมเป็นพรรคพวกของพวกเขาในการบ่อนทำลายและก่อกวนงานของคริสตจักร เพื่อชักจูงเจ้าให้เลือกเดินในเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์อย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาต้องการลากเจ้าไปลงนรก! หากเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่าพวกเขาเป็นเช่นไร และเชื่อว่าในเมื่อพวกเขาเป็นผู้นำของเจ้า เจ้าก็ควรเชื่อฟังพวกเขา และยอมอ่อนข้อให้พวกเขา เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมเป็นใครบางคนที่ทรยศต่อทั้งความจริงและพระเจ้า—และผู้คนเช่นนี้ไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการช่วยให้รอด เจ้าไม่เพียงแต่ต้องผ่านพ้นสิ่งกีดขวางซึ่งเป็นพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น และเจ้าไม่เพียงต้องสามารถแยกแยะพญานาคใหญ่สีแดงได้เท่านั้น เพื่อที่จะรู้เท่าทันโฉมหน้าอันน่าขยะแขยงของมันและขัดขืนมันอย่างสุดกำลัง—แต่ยังมีสิ่งกีดขวางซึ่งเป็นศัตรูของพระคริสต์ที่เจ้าต้องผ่านพ้นด้วยเช่นกัน ในคริสตจักร ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงเป็นศัตรูของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นศัตรูกับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรด้วย หากเจ้าไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ เจ้าก็หมิ่นเหม่ที่จะถูกชักพาให้หลงผิดและถูกล่อลวง ที่จะเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษ หากการนั้นเกิดขึ้น ความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้าย่อมล้มเหลวไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ผู้คนต้องมีสิ่งใดจึงจะได้รับความรอด? ก่อนอื่นพวกเขาต้องเข้าใจความจริงมากมายและสามารถแยกแยะแก่นแท้ อุปนิสัย และเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ได้ นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้แน่ใจได้ว่าจะไม่บูชาหรือติดตามผู้คนในขณะที่เชื่อในพระเจ้า และเป็นหนทางเดียวที่จะติดตามพระเจ้าไปจนสุดทาง มีเพียงผู้คนที่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้เท่านั้นที่สามารถเชื่อ ติดตาม และเป็นพยานถึงพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วบางคนจะกล่าวว่า “หากตอนนี้ข้าพระองค์ไม่มีความจริงสำหรับการนั้น ข้าพระองค์ควรทำอย่างไร?” เจ้าต้องเตรียมตนเองให้พร้อมด้วยความจริงโดยเร็วที่สุด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะตรวจสอบผู้คนและสิ่งทั้งหลาย การแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่เรื่องง่าย และพึงต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นแก่นแท้ของพวกเขาได้อย่างชัดเจน และมองทะลุอุบาย เล่ห์เหลี่ยม เจตนา และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ในหนทางนั้นเจ้าจะไม่ถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดหรือควบคุม และเจ้าก็จะสามารถตั้งมั่น ไล่ตามเสาะหาความจริงได้อย่างปลอดภัยและมีสวัสดิภาพ และแน่วแน่บนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงและเส้นทางแห่งการได้รับความรอด หากเจ้าไม่สามารถ-ผ่านพ้นสิ่งกีดขวางที่เป็นศัตรูของพระคริสต์ได้ เช่นนั้นแล้วก็สามารถกล่าวได้ว่าเจ้าตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง และเจ้าหมิ่นเหม่ที่จะถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและถูกครอบงำ และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน มีความเป็นไปได้ว่ามีบางคนท่ามกลางพวกเจ้าที่ขัดขวางและสกัดขาผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และพวกเขาคือเหล่าศัตรูของผู้คนเหล่านั้น พวกเจ้ายอมรับการนี้หรือไม่? มีบางคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้ อีกทั้งพวกเขาไม่กล้าที่จะยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริง แต่การที่ศัตรูของพระคริสต์ชักพาผู้คนให้หลงผิดนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ในคริสตจักร และเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งนี้ ก็เพียงแค่เพราะผู้คนไม่สามารถแยกแยะสิ่งนี้ได้ หากเจ้าไม่สามารถผ่านการทดสอบนี้—การทดสอบของเหล่าศัตรูของพระคริสต์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมถูกเหล่าศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุม หรือไม่ก็ถูกทำให้ทนทุกข์ ถูกทรมาน ถูกผลักออก ถูกปราบปราม และถูกทารุณโดยพวกเขา ในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตที่เล็กจนไม่สำคัญของเจ้าก็จะทนทานอยู่ไม่นานนัก และจะร่วงโรย เจ้าจะไม่มีความเชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป และเจ้าจะกล่าวว่า “พระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมด้วยซ้ำ! ไหนเล่าพระเจ้า? ไม่มีความยุติธรรมหรือความสว่างในโลกใบนี้ และไม่มีสิ่งเช่นนั้นที่เป็นความรอดแห่งมนุษยชาติของพระเจ้า พวกเราอาจจะผ่านวันเวลาของเราโดยการไปทำงานและหาเงินไปเลยดีกว่า!” เจ้าปฏิเสธพระเจ้า เจ้าออกห่างพระเจ้า และไม่เชื่ออีกต่อไปว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ ความหวังใดๆ ที่เจ้าจะได้รับความรอดย่อมมลายหายไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ถ้าเจ้าต้องการที่จะได้รับความรอด การทดสอบแรกที่เจ้าต้องผ่านก็คือการทดสอบของการมีความสามารถที่จะรับรู้และมองเห็นซาตานอย่างทะลุปรุโปร่ง และเจ้าต้องมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดและเปิดโปงและละทิ้งซาตานด้วย เช่นนั้นแล้ว ซาตานอยู่ที่ใดเล่า? ซาตานอยู่เคียงข้างเจ้าและอยู่รอบตัวเจ้า มันอาจจะอาศัยอยู่ในหัวใจของเจ้าด้วยซ้ำ หากเจ้าใช้ชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยของซาตาน ก็สามารถกล่าวได้ว่าเจ้ามีธรรมชาติของซาตาน เจ้าไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสซาตานและพวกวิญญาณชั่วในโลกวิญญาณได้ แต่เหล่าซาตานและพวกมารที่มีชีวิตและดำรงอยู่ในชีวิตจริงมีอยู่ทุกหนแห่ง บุคคลใดก็ตามที่รังเกียจความจริงคือคนชั่ว และผู้นำหรือคนทำงานคนใดก็ตามที่ไม่ยอมรับความจริงคือศัตรูของพระคริสต์หรือผู้นำเทียมเท็จ ผู้คนเช่นนั้นมิใช่พวกซาตานและพวกมารที่มีชีวิตหรอกหรือ? ผู้คนเหล่านี้อาจจะเป็นบรรดาผู้ที่เจ้ายกย่องเชิดชูและนับถืออยู่ก็ได้ พวกเขาอาจจะเป็นผู้คนที่นำเจ้าหรือผู้คนที่เจ้าเลื่อมใส ไว้วางใจ พึ่งพา และมุ่งหวังอยู่ในหัวใจของเจ้ามานานก็ได้ อย่างไรก็ตาม โดยแท้จริงแล้ว พวกเขาเป็นสิ่งกีดขวางที่ยืนอยู่บนหนทางของเจ้าและขัดขวางเจ้าไม่ให้ไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับความรอด พวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จและเหล่าศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาสามารถเข้าควบคุมชีวิตของเจ้าและเส้นทางที่เจ้าเดิน และสามารถทำลายโอกาสที่เจ้าจะได้รับความรอด หากเจ้าล้มเหลวในการแยกแยะพวกเขาและมองพวกเขาทะลุปรุโปร่ง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็สามารถถูกชักพาให้หลงผิดและถูกจับตัวได้ทุกขณะ ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าจึงอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง หากเจ้าไม่สามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากอันตรายนี้ได้ เจ้าย่อมเป็นเครื่องสังเวยซาตาน อย่างไรก็ดี ผู้คนที่ถูกชักพาให้หลงผิดและถูกควบคุม และกลายเป็นผู้ที่ติดตามศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันสามารถได้รับความรอดได้เป็นอันขาด เนื่องจากพวกเขาไม่รักความจริงหรือไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ผลลัพธ์ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงจึงเป็นการที่พวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดและติดตามศัตรูของพระคริสต์
บางคนคิดว่าตนเป็นใครคนหนึ่งที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและกล่าวว่าพวกเขาสามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์ได้ พวกเขากำลังประเมินตนเองสูงเกินไปมิใช่หรือ? หากเจ้าเผชิญกับศัตรูของพระคริสต์ที่เห็นได้ชัด ผู้ที่แยกเขี้ยวยิงฟันของตน มีความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่และได้กระทำความประพฤติชั่วบางประการ เจ้าย่อมสามารถมองเห็นธาตุแท้ของพวกเขาได้อย่างแน่นอน แต่หากเจ้าเผชิญกับศัตรูของพระคริสต์ซึ่งเป็นคนที่ดูเหมือนจะเคร่งศาสนา เป็นคนที่พูดจานุ่มนวลมาก และดูเหมือนจะเป็นคนดี—นั่นคือศัตรูของพระคริสต์ที่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน—เจ้ายังคงกล้าพอที่จะอ้างว่าตนสามารถบอกได้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นเช่นไรหรือไม่? เจ้ากล้าระบุหรือไม่ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์? หากเจ้าไม่สามารถแยกแยะพวกเขาได้ เจ้าก็ไม่แคล้วต้องเลื่อมใสพวกเขาและมีท่าทีเป็นบวกต่อพวกเขา ในกรณีนี้พฤติกรรม ความคิดเห็นและทัศนะ การกระทำของพวกเขา—แม้กระทั่งความเข้าใจในความจริงของพวกเขา—ย่อมจะมีอิทธิพลต่อเจ้าอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อเจ้าเพียงใด? เจ้าจะอิจฉาศัตรูของพระคริสต์ เลียนแบบพวกเขา เอาอย่างพวกเขา ติดตามพวกเขา ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า เรื่องนี้จะส่งผลต่อการไล่ตามเสาะหาความจริงและการเข้าสู่ความเป็นจริงของเจ้า เรื่องนี้จะส่งผลต่อท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้า และเรื่องนี้จะส่งผลว่าเจ้าจะนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงและติดตามพระเจ้าจนถึงปลายทางที่สุดหรือไม่ ในที่สุดศัตรูของพระคริสต์จะกลายเป็นรูปเคารพของเจ้า พวกเขาจะมีตำแหน่งอยู่ในหัวใจของเจ้า และเจ้าจะไม่สามารถหลบหนีพวกเขาได้ เมื่อเจ้าถูกชักพาให้หลงผิดถึงเพียงนี้ เจ้าย่อมมีความหวังน้อยมากที่จะได้รับการช่วยให้รอด เพราะสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าได้แตกสลายไปแล้ว เจ้าสูญสิ้นสัมพันธภาพที่เป็นปกติกับพระเจ้าไปแล้ว และจวนเจียนจะตกอยู่ในอันตราย แล้วนี่คือความวิบัติหรือพรสำหรับเจ้า? แน่นอนว่านี่คือความวิบัติ นี่ไม่ใช่พรเป็นแน่ ในเรื่องเล็กน้อยทั้งหลาย แม้ว่าศัตรูของพระคริสต์บางคนจะสามารถช่วยเหลือเจ้าได้ และมีประโยชน์กับเจ้า หรือไม่ก็สามารถประกาศคำพูดและคำสอนเพื่อให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าได้ เมื่อเจ้าถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิด บูชาและติดตามพวกเขา เจ้าย่อมตกที่นั่งลำบาก เจ้าจะนำความย่อยยับมาสู่ตนเอง และสูญสิ้นโอกาสที่เจ้าจะได้รับความรอด บางคนกล่าวว่า “พวกเขาไม่ใช่ซาตานหรือคนชั่ว พวกเขาดูเหมือนใครบางคนทางฝ่ายวิญญาณ ใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง” คำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่? (ไม่จริง) เพราะเหตุใดจึงไม่จริง? กับใครก็ตามที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง อิทธิพลหรือประโยชน์จากการนำ ความช่วยเหลือ และการจัดเตรียมของพวกเขาจะทำหน้าที่นำตัวเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เพื่อให้เจ้าอาจได้แสวงหาพระวจนะของพระองค์และความจริง และเจ้าก็มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระองค์และแสวงหาพระองค์ และสัมพันธภาพของเจ้ากับพระองค์ก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้าม จะเกิดอะไรขึ้นหากสัมพันธภาพของเจ้ากับศัตรูของพระคริสต์ใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าพร้อมที่จะตอบสนองต่อทุกสิ่งที่พวกเขาร้องขอ? เจ้าจะพลัดหลงไปในเส้นทางที่ผิดและนำความย่อยยับมาสู่ตนเอง เมื่อเจ้ามีสัมพันธภาพอันใกล้ชิดกับศัตรูของพระคริสต์ สัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าก็กลายเป็นห่างเหิน แล้วผลสืบเนื่องของการนี้คืออะไร? พวกเขาจะนำเจ้าไปอยู่ต่อหน้าพวกเขา และเจ้าก็จะตีตนออกห่างจากพระเจ้า หากเจ้ามีรูปเคารพอยู่ในหัวใจของตน เมื่อเจ้าเริ่มมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า หรือเมื่อพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงรูปเคารพของเจ้า เจ้าย่อมจะกบฏต่อพระเจ้าทันที และอาจถึงกับต่อต้านและทรยศพระเจ้า เจ้าจะยืนเคียงข้างรูปเคารพของเจ้าและต่อต้านพระเจ้า เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เมื่อผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์บางคนถูกปลดหรือขับไล่ ผู้สมรู้ร่วมคิดและบริวารของพวกเขาก็เริ่มปกป้องพวกเขาและพร่ำบ่น บางคนกลายเป็นคิดลบและเลิกเชื่อในพระเจ้าด้วยซ้ำ นี่เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ? แล้วเป็นเพราะเหตุใดพวกเขาจึงเลิกเชื่อ? พวกเขากล่าวว่า “ผู้นำของพวกเราถูกปลดและขับไล่ไปแล้ว แล้วฉันซึ่งเป็นผู้เชื่อธรรมดาคนหนึ่งจะมีความหวังอะไร?” นี่เป็นเรื่องเหลวไหลมิใช่หรือ? คำพูดของพวกเขาบ่งชี้ว่าพวกเขาติดตามศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขาได้ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดอย่างสิ้นเชิง แล้วผลสืบเนื่องของการที่พวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดคืออะไร? ศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นบุคคลในอุดมคติที่พวกเขาบูชา ศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นเหมือนบรรพบุรุษของพวกเขา พวกเขาจะไม่จากไปได้อย่างไร ในเมื่อบรรพบุรุษของพวกเขาถูกขับไล่ไปแล้ว? พวกเขาฟังแต่ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น และพวกเขาก็อยู่ภายใต้การควบคุมของศัตรูของพระคริสต์โดยสมบูรณ์ พวกเขาคิดว่าทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์พูดและทำนั้นถูกต้อง และควรได้รับการยอมรับและนบนอบว่าเป็นความจริง และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ยอมทนให้ใครก็ตามในพระนิเวศของพระเจ้าเปิดโปงและกล่าวโทษศัตรูของพระคริสต์ ทันทีที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกพระนิเวศของพระเจ้าขับไล่ออกไป บรรดาผู้ที่ติดตามศัตรูของพระคริสต์ก็แสดงความรับผิดชอบเองโดยการไปจากคริสตจักร ดังที่ว่า “ต้นไม้ใหญ่ล้มแล้ว ฝูงลิงก็แตกกระเจิง” สิ่งทั้งหลายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์และผู้ติดตามของพวกเขาเป็นข้ารับใช้ของซาตาน ซึ่งเป็นผู้ที่มาเพื่อขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้า เมื่อพวกเขาถูกประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเปิดเผย เปิดโปง และรังเกียจเดียดฉันท์ ความเชื่อในพระเจ้าที่พวกเขามีก็สิ้นสุดลง ผู้ติดตามศัตรูของพระคริสต์ล้วนมีคุณลักษณะที่สามารถแยกแยะได้ชัดเจนอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือคำพูดของใครก็ไม่อาจเข้าถึงพวกเขาได้ พวกเขาเอาใจใส่ศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น และเมื่อพวกเขาถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด พวกเขาก็เลิกฟังพระวจนะของพระเจ้า และพวกเขายอมรับแต่ศัตรูของพระคริสต์ว่าเป็นเจ้านายของพวกเขา ในการนี้ พวกเขาไม่ถูกชักพาให้หลงผิดและไม่ถูกควบคุมหรอกหรือ? มีเพียงผู้ติดตามศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่จะพยายามปกป้องศัตรูของพระคริสต์ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดโปงและถูกเผย ผู้คนที่ติดตามศัตรูของพระคริสต์ก็เริ่มวิตกกังวลกับพวกเขา พวกเขาร้องไห้ให้กับศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาพร่ำบ่นแทนศัตรูของพระคริสต์และพยายามแก้ต่างให้ศัตรูของพระคริสต์ ในเวลาเช่นนั้นพวกเขาลืมพระเจ้าไปแล้ว และไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าหรือแสวงหาความจริงอีกต่อไป ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือการแก้ต่างให้ศัตรูของพระคริสต์และเค้นสมองของตนเพื่อศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาถึงกับไม่ยอมรับพระเจ้าอีกต่อไป พวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? แท้จริงแล้วพวกเขาเชื่อในใครกันแน่? นี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะพูดหรือทำสิ่งใด ศัตรูของพระคริสต์มีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว นั่นคือการนำผู้คน การเป็นเจ้านายของพวกเขา และพวกเขาต้องการให้ทุกคนติดตามและเชื่อฟังพวกเขาเยี่ยงทาส และในที่สุดก็ปฏิบัติต่อพวกเขาเสมือนเป็นพระเจ้า การนี้แตกต่างไปจากเส้นทางที่เปาโลเดินบ้างหรือไม่? เมื่องานของเปาโลไปถึงขั้นสุดท้าย เขาได้กล่าวถ้อยคำในหัวใจของตน เปาโลกล่าวว่าสำหรับเขา การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และจุดมุ่งหมายของเขาในการกล่าวสิ่งนี้ก็คือการทำให้ทุกคนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าเอาอย่างเขา ติดตามเขา และปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นพระเจ้า นี่คือจุดมุ่งหมายของเปาโลในการกล่าวคำพูดเหล่านี้มิใช่หรือ? แล้วหากงานของศัตรูของพระคริสต์ไปถึงจุดที่ผู้คนบูชาและเชื่อฟังพวกเขาจริงๆ พระเจ้าย่อมจะไม่มีที่ทางในหัวใจของผู้คนเหล่านี้อีกต่อไป หัวใจของพวกเขาย่อมจะถูกศัตรูของพระคริสต์ยึดครองไปแล้ว นี่คือผลสืบเนื่อง เจ้าบอกว่าเจ้าไม่กังวลเกี่ยวกับการถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิด เจ้าไม่มีความเกรงกลัวที่จะติดตามศัตรูของพระคริสต์ แต่การกล่าวอ้างสิ่งนี้ไร้ประโยชน์ นี่เป็นคำกล่าวที่เลอะเลือน นี่เป็นเพราะว่าหากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง อีกทั้งบูชาและติดตามผู้คนอยู่เสมอ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะเลือกเดินในเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์โดยที่เจ้าไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้ การเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแต่ปราศจากคำพยานจากประสบการณ์ และไม่เพียงแต่ยังไม่ได้รับความจริงและชีวิต แต่ยังกลายเป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้า นี่คือผลสืบเนื่องในท้ายที่สุดของการติดตามศัตรูของพระคริสต์ และเป็นสิ่งที่เจ้าไม่สามารถสลัดทิ้งไปได้ เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ การนี้ก็เหมือนกับเมื่อใครบางคนไปสัมผัสโดนกระแสไฟฟ้า พวกเขาย่อมถูกไฟดูดอย่างแน่นอน บางคนอาจกล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อเรื่องนั้น ฉันไม่กลัว”—แต่นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับว่าเจ้าเชื่อเรื่องนั้นหรือไม่หรือเจ้ากลัวหรือเปล่า? สัมผัสโดนกระแสไฟ แล้วไฟก็ช็อตเปรี๊ยะ! เจ้าย่อมจะถูกไฟดูด การไม่เชื่อเรื่องนี้ก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้ การไม่เชื่อเรื่องนี้คือความไม่รู้ความ เป็นคำกล่าวที่ไม่มีความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจติดตามศัตรูของพระคริสต์หรือไม่ หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และความพยายามของเจ้าก็มุ่งไปที่ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะอยู่เป็นนิตย์ เจ้าย่อมได้เริ่มออกเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์แล้ว ผลสืบเนื่องนี้จะแสดงตัวออกมาทีละเล็กละน้อย เหมือนซากเรืออับปางที่ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำก็คือการนำผู้คนมาต่อหน้าพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ทำให้ผู้คนยอมรับการควบคุมและการบงการของตน มากกว่าที่จะยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หรือนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ต้องการชนะใจผู้คน ศัตรูของพระคริสต์ต้องการได้พวกเขามา จุดมุ่งหมายของพวกเขาก็คือการควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคน และควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ในมือของตน พวกเขาคือพ่อค้าที่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้คน แล้วศัตรูของพระคริสต์ใช้สิ่งใดเพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการควบคุมผู้คน? พวกเขาใช้คำสอนฝ่ายวิญญาณที่ผู้คนบูชา พวกเขาใช้ทฤษฎีซึ่งดูคล้ายมีเหตุผล พวกเขาหาประโยชน์จากวิธีคิดที่เสื่อมทรามของผู้คนซึ่งเป็นการบูชาทฤษฎีเพื่อที่จะพูดจาเหลวไหลและเติมแต่ง เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด โดยสรุปสั้นๆ ทุกสิ่งที่พวกเขากล่าวนั้นเป็นเพียงคำพูดและคำสอน ทฤษฎีที่ว่างเปล่า สิ่งทั้งหลายซึ่งดูคล้ายมีเหตุผลและฝ่าฝืนความจริง หากผู้คนไม่เข้าใจความจริง พวกเขาย่อมจะถูกชักพาให้หลงผิดเป็นแน่ อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะถูกชักพาให้หลงผิดไปชั่วระยะหนึ่งก่อนที่จะรู้สำนึกขึ้นมา ตอนที่พวกเขารู้สำนึกก็คือตอนที่ศัตรูของพระคริสต์ถูกถอดหน้ากากออก ซึ่งในเวลานั้นพวกเขาจะรู้สึกเสียใจเป็นที่สุด ผู้คนที่ติดตามศัตรูของพระคริสต์ได้สูญสิ้นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปนานแล้ว นี่เป็นเพราะว่าพวกเขาบูชารูปเคารพในหัวใจของตน ติดตามผู้คน และพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์พวกเขา และพระองค์ได้ทรงแยกพวกเขาออกไปเพื่อเผยพวกเขา ด้วยเหตุนี้การติดตามศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนที่ติดตามศัตรูของพระคริสต์นั้นเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรังเกียจที่สุด แล้วพระเจ้าทรงมีจุดมุ่งหมายอะไรในการแยกผู้คนเหล่านี้ออกไป? นั่นก็คือเพื่อรอคอยให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรรู้สำนึกขึ้นมา สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะและเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ได้ และปฏิเสธศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ให้หมดสิ้น ในเวลานั้นวันสุดท้ายของศัตรูของพระคริสต์ก็จะมาถึง ทุกสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นสร้างความเสียหายแก่ผู้คนมิใช่หรือ? พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและพยายามที่จะควบคุมและชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิด พวกเขาไม่ยอมให้ผู้คนไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาไม่นบนอบพระราชกิจของพระเจ้า และพยายามที่จะชักพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลงผิดมาติดตามพวกเขา—ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงและนบนอบพระเจ้าแต่อย่างใดและไม่มีความรักความจริงเลย ตรงกันข้ามพวกเขากลับคิดหาหนทางใดๆ ที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อใช้เล่ห์เพทุบายให้ได้มาซึ่งสถานะและอำนาจสำหรับตนเองเพื่อที่จะต่อต้านพระเจ้าและแย่งชิงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกับพระเจ้า โดยสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นเพื่อต่อต้านพระเจ้าในที่สุด—ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์คือศัตรูตัวฉกาจของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง และเป็นเป้าหมายที่พระเจ้าจะทรงทำลายล้างโดยแท้ ไม่มีสิ่งใดจะอันตรายต่อความเชื่อที่ผู้คนมีในพระเจ้ามากไปกว่าตอนที่พวกเขาถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุม หากผู้คนเริ่มติดตามศัตรูของพระคริสต์แล้ว หากพวกเขาอยู่เคียงข้างศัตรูของพระคริสต์อย่างเต็มตัวแล้ว เช่นนั้นพวกเขาย่อมเป็นคนที่ได้ทรยศพระเจ้าและต่อต้านพระเจ้า ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงจุดจบของพวกเขา
นั่นคือสิ่งที่มีคร่าวๆ ที่จะสามัคคีธรรมเกี่ยวกับวิธีที่เหล่าศัตรูของพระคริสต์กีดกันและโจมตีผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง จุดประสงค์และเจตนาของพวกเขาในการกีดกันและโจมตีผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และท่าที วิธีการ และเทคนิคซึ่งพวกเขาใช้ปฏิบัติต่อผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ตลอดจนครรลองแห่งการกระทำต่อเหล่าศัตรูของพระคริสต์ซึ่งผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงควรมี—พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงแต่ละเรื่องเหล่านี้กันเล็กน้อยแล้ว แม้ว่ายังไม่ได้สามัคคีธรรมกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็ตาม การสามัคคีธรรมในอนาคตยังอาจกล่าวถึงความจริงในด้านเหล่านี้ตามที่เหมาะสมกับสภาพการณ์แวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงและกรณีที่เฉพาะเจาะจง เมื่อสามัคคีธรรมเรื่องที่เฉพาะเจาะจงเช่นนี้ ผู้ฟังคำเทศนาต้องมีท่าทีเช่นไร? พวกเขาต้องจดจ่อ สงบใจตนเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่วอกแวก เพราะความจริงในทุกแง่มุมมีถ้อยแถลงและคำจำกัดความที่เฉพาะเจาะจง และแต่ละแง่มุมก็มีเนื้อหาและหลักธรรมของการปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราจะพูดจากมุมมองที่หลากหลายและในหนทางที่หลากหลายเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายในเชิงมโนทัศน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจริงภายในเนื้อหาแต่ละด้าน ตลอดจนความจริงทั้งหลายที่ผู้คนควรเข้าใจและเส้นทางที่พวกเขาควรปฏิบัติ ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการสามัคคีธรรมและการใคร่ครวญจนถึงจุดที่เกิดความกระจ่างก่อนที่การนี้จะให้ผลลัพธ์ บัดนี้ ผ่านทางการสามัคคีธรรมกันอย่างละเอียด พวกเราย่อมเห็นแล้วว่าหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรานั้นไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ผู้คนคิด การเข้าใจความจริงเป็นความลำบากยากเย็นจริงๆ สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ เหมือนกับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย การเข้าใจความจริงนั้นมีความลำบากยากเย็นอยู่ระดับหนึ่ง แต่คนเราจะไม่รู้สึกว่าการนี้ยากลำบากหากพวกเขามีความสามารถในการทำความเข้าใจ ตราบใดที่คนเราสามารถเข้าใจความจริงหลังจากได้ยินความจริง พวกเขาย่อมจะมีเส้นทางในการปฏิบัติความจริงตามธรรมชาติ และยิ่งพวกเขาฝึกฝนการปฏิบัติความจริงมากเท่าไร เส้นทางในการปฏิบัติความจริงของพวกเขาก็จะกว้างขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็จะมีความรู้ซึ้งในหลักธรรมที่แม่นยำขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง หากเจ้าไม่ฟังการสามัคคีธรรมอย่างละเอียดดังกล่าวและเพียงแค่เข้าใจสิ่งทั้งหลายโดยทั่วไปและเป็นไปในทางมโนทัศน์ เจ้าย่อมจะไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อมาถึงเรื่องของการปฏิบัติ ในเวลาที่เจ้าแสวงหาหลักธรรมความจริง จะดูราวกับว่าทุกหนทางที่เจ้าหันไปหานั้นไม่ถูกต้อง เจ้าจะรู้สึกไร้ความสามารถที่จะจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด แต่ตอนนี้ ด้วยคำนิยามและรายละเอียดเฉพาะที่เป็นรูปธรรมดังกล่าว เมื่อขอบเขตนั้นได้ถูกทำให้แคบลงและความจริงได้ถูกทำให้มีความเฉพาะ เจ้าย่อมจะเป็นอิสระมากขึ้นเมื่อเจ้าเริ่มที่จะปฏิบัติความจริงอีก เพราะความจริงนี้มีรายละเอียด ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราได้ขอให้เจ้าซื้อสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง หากเราเพียงแค่ได้ให้ข้อกำหนดพื้นฐานกับเจ้าอย่างเช่น ขนาด ความหนา และราคาของสมุดบันทึก อาจจะต้องพึงใช้ความพยายามอยู่บ้างสำหรับเจ้าที่จะจับความเข้าใจหลักธรรมเหล่านี้และนำหลักธรรมเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ แต่หากเราได้บอกสิ่งทั้งหลายกับเจ้า อย่างเช่น สี ขนาด จำนวนหน้า การกำหนดรูปแบบเฉพาะเจาะจงของสมุดบันทึก และคุณภาพของกระดาษ—เช่นนั้นแล้ว เมื่อได้รับการบอกรายละเอียดดังกล่าวแล้ว หลักธรรมที่เจ้าจับความเข้าใจจะไม่เป็นรูปธรรมมากขึ้นหรอกหรือ? และหากเราจะยังคงเฉพาะเจาะจงมากขึ้นไปอีก โดยให้กระดาษแผ่นหนึ่งกับเจ้าและเอ่ยขอให้เจ้าซื้อสมุดบันทึกที่มีกระดาษคุณภาพ ความหนา สี และขนาดและจำนวนตารางเหมือนกัน หรือหากเราได้ให้รายละเอียดเฉพาะว่าด้วยค่าคลาดเคลื่อนที่รับได้สำหรับแต่ละคุณสมบัติพิเศษ เมื่อเจ้าไปซื้อสมุดบันทึกเล่มนี้ ช่วงของตัวเลือกจะไม่หดลงหรอกหรือ? (ช่วงของตัวเลือกจะหดลง) หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกันนั้นจะไม่กลายเป็นรูปธรรมมากขึ้นและเรียบง่ายมากขึ้นสำหรับเจ้าหรอกหรือในยามที่เจ้าปฏิบัติ? การนี้จะช่วยเหลือหรือขัดขวางเจ้าเมื่อเป็นเรื่องการปฏิบัติของเจ้า? (ย่อมจะช่วยเหลือ) ในข้อเท็จจริงแล้ว การนี้ควรจะเป็นประโยชน์ เพราะแง่มุมต่างๆ นานาของความจริงถูกกล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นและละเอียดขึ้นแล้ว โดยลงไปจนถึงรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อเรื่องเฉพาะ การสำแดงที่เฉพาะเจาะจง และรายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติ—เจ้าได้รับการบอกเล่าถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้วอย่างครอบคลุม หากเจ้ายังคงไม่สามารถนำการนี้ไปปฏิบัติได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมไม่มีความสามารถแต่อย่างใดที่จะทำความเข้าใจความจริง
การที่พวกเจ้ามีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริงในตอนนี้หรือไม่นั้นเป็นหัวใจสำคัญว่าพวกเจ้าจะสามารถได้รับความจริงและได้รับการทำให้เพียบพร้อมหรือไม่ ตอนนี้เรามาไกลถึงขั้นแบ่งความจริงที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ให้ได้มาตรฐานออกเป็นหกประเภท ตามบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่แต่ละประเภท โดยแต่ละประเภทนั้นแบ่งย่อยออกเป็นหมวดหมู่เฉพาะ และภายในแต่ละหมวดหมู่ก็มีหมวดย่อยของการสามัคคีธรรมโดยละเอียด ในกรณีของพวกเจ้า การประกาศและการสามัคคีธรรมความจริงดังกล่าวนำพวกเจ้าไปสู่การเข้าใจความจริงได้ดีขึ้นและให้หลักธรรมในการปฏิบัติแก่พวกเจ้ามากขึ้นหรือไม่ หรือการนี้ทำให้เจ้าค้นพบหลักธรรมได้ยากขึ้น? (พวกเรามีหลักธรรมมากขึ้นเพราะการนี้) การนี้ควรนำเจ้าไปสู่ความเข้าใจมากขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น คำเทศนาโดยละเอียดของเราก็ควรเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้า คำเทศนานี้ควรให้ความกระจ่างแก่พวกเจ้ามากขึ้น ไม่ใช่ให้ความสับสนมากขึ้น นั่นขึ้นอยู่กับว่าใครบางคนมีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริงหรือไม่ หากใครบางคนเป็นคนที่มีขีดความสามารถดีอย่างแท้จริงซึ่งเป็นผู้ที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาย่อมจะรู้สึกกระจ่างแจ้งมากขึ้น หากใครบางคนมีขีดความสามารถย่ำแย่และไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาย่อมจะมีความสามารถน้อยลงที่จะเข้าใจความจริง และพวกเขาก็จะสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง บางคนอาจกล่าวว่า “ฉันเคยรู้สึกว่าฉันเข้าใจเล็กน้อย แต่ตอนนี้ ยิ่งฉันได้ฟังมากขึ้น ฉันยิ่งสับสนมากขึ้น ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ภายในตัวฉันอีกต่อไป เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น?” หากการบอกเล่าเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตนั้นลงรายละเอียดมากเกินไป ย่อมเป็นการยากที่ผู้คนจะเข้าใจเรื่องนั้นหากพวกเขาขาดพร่องประสบการณ์และมีขีดความสามารถที่ย่ำแย่ ยิ่งการบอกเล่าละเอียดมากขึ้น ผู้คนที่มีขีดความสามารถย่ำแย่ก็ยิ่งหมิ่นเหม่ที่จะถูกทำให้ชะงักงัน เหตุใดพวกเขาจึงหมิ่นเหม่ที่จะถูกทำให้ชะงักงัน? มีภาวะหลายประการในเรื่องนี้ ประการหนึ่งคือผู้คนเช่นนี้ไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาไม่เข้าใจความจริง—กล่าวคือพวกเขาไม่เข้าใจว่าความจริงคืออะไรหรือสภาวะเฉพาะคืออะไร พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ภาวะนี้คือการขาดความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง กับผู้คนเช่นนี้ มีมาตรการสุดท้ายเพียงมาตรการเดียวที่ควรใช้ นั่นคือการบอกพวกเขาอย่างเฉพาะเจาะจงว่าพวกเขาควรทำอะไรเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขา เช่นเดียวกับการเขียนโปรแกรมให้หุ่นยนต์ปฏิบัติตามคำสั่งดังที่กำหนดไว้ เพียงแค่ให้พวกเขาปฏิบัติตามข้อบังคับก็เพียงพอแล้ว วิธีการนี้สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ในตัวผู้คนเช่นนี้ได้ ไม่มีหนทางอื่นสำหรับพวกเขา ตอนนี้เรากำลังใช้มาตรการสุดท้ายนี้ โดยการกล่าวถึงรายละเอียดให้มากที่สุด ลงไปจนถึงสิ่งทั้งหลายที่เป็นรูปธรรมที่สุด—ไล่เรียงลงไปถึงสิ่งทั้งหลายที่เป็นรูปธรรมที่สุด บางคนบอกว่าพวกเขายังคงไม่เข้าใจอยู่ดี ดังนั้นเราจะเดินหน้าต่อและบอกพวกเขาอย่างเฉพาะเจาะจงถึงวิธีจัดการและปฏิบัติต่อสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับพวกเขา เรากำลังให้พวกเขาปฏิบัติตามข้อบังคับ นี่คือทั้งหมดที่เราสามารถทำได้เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะทำความเข้าใจความจริง สภาวะของทุกคนไม่ได้เหมือนกันทุกประการ แต่มีความแตกต่างเล็กน้อย หากพวกเจ้าต้องการให้เรากล่าวกับพวกเจ้าอย่างเฉพาะเจาะจงและชัดเจนถึงแต่ละเรื่อง ทีละเรื่อง เราคงประสบกับความยากลำบากที่จะกล่าวถึงทุกเรื่อง เนื่องจากพวกเจ้าที่มีขีดความสามารถย่ำแย่นั้นมีจำนวนมากเกินไป คนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและมีความสามารถที่จะเข้าใจความจริงในหมู่พวกเจ้าจำเป็นต้องทำงานส่วนนั้น เราทำงานของเราครบถ้วนแล้ว นั่นคือทั้งหมดที่สามารถรวบรวมได้ เราทำทั้งหมดที่เราทำได้แล้ว พระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำและพระวจนะทั้งหมดที่พระเจ้าได้ตรัสในเนื้อหนังนั้นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาเข้าใจได้และเข้าถึงได้ นั่นเป็นขอบเขตของสิ่งที่สามารถทำได้กับผู้คนที่มีการคิดและปฏิกิริยาของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ บางคนถามว่า “พระเจ้าจะไม่ทรงสร้างปาฏิหาริย์หรอกหรือ?” พระเจ้าไม่ทรงสร้างปาฏิหาริย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจำเป็นต้องถูกทำในหนทางที่เป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริง นี่ก็เหมือนกับพระราชกิจของพระเจ้าในสามช่วงระยะ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการประกาศธรรมบัญญัติของพระองค์ต่อมวลมนุษย์เพื่อนำพวกเขาในชีวิตของตน จากนั้นก็ไปที่การตรึงกางเขนและการทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ และจากที่นั่นไปจนถึงยุคสุดท้าย ซึ่งการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าแสดงความจริงทุกประการที่ช่วยมวลมนุษย์ให้รอด—แต่ละช่วงระยะนั้นถูกทำในหนทางที่เป็นจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริง โดยการตรัสและการทรงพระราชกิจ แบบตัวต่อตัวกับมนุษย์ ไม่มีปาฏิหาริย์ในการนั้น ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เองและทรงพระราชกิจเป็นการส่วนพระองค์ และไม่ว่าพระองค์ทรงใช้วิธีการใดก็ตาม พระองค์จะทรงทำให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งครบบริบูรณ์และทรงได้รับพวกเขาในที่สุด การนี้จะถูกทำให้สำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น นี่คือหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และพระเจ้าจะไม่ทรงใช้วิธีการเหนือธรรมชาติอื่นใดเพื่อที่จะทำให้ความจริงเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ ตอนนี้เมื่อความจริงเหล่านี้ได้รับการสามัคคีธรรมอย่างละเอียดเช่นนี้แล้ว หากเจ้ามีความสามารถในการจับใจความและเป็นใครบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง เช่นนั้น หากเจ้าเอาใจใส่อย่างแท้จริงและทุ่มเทพยายามเล็กน้อย ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่เข้าใจความจริงหรือหลักธรรมของการปฏิบัติ มีบางคนที่กล่าวว่าพวกเขารักความจริง แต่หลังจากฟังคำเทศนามาหลายปีนัก เหตุใดพวกเขาจึงยังคงไม่เข้าใจความจริง? มีความเป็นไปได้อยู่สองประการ ประการหนึ่งคือพวกเขาไร้ซึ่งความเข้าใจฝ่ายวิญญาณใดๆ และไม่สามารถทำความเข้าใจความจริงได้ อีกประการหนึ่งก็คือ แท้จริงแล้วพวกเขาไม่รักความจริงและไม่เคยทุ่มเทพยายามที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงเลย เหล่านี้คือสาเหตุที่เป็นไปได้สองประการ คนอื่นบางคนกล่าวว่าพวกเขาไม่เข้าใจความจริงเพราะพวกเขาไม่ได้เชื่อในพระเจ้ามานานนัก ไม่ได้ฟังคำเทศนามากมาย และไม่มีประสบการณ์มากนัก นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากเจ้าเป็นคนที่รักความจริงอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วเมื่อจำนวนปีที่เจ้าเชื่อในพระเจ้าเพิ่มขึ้น ความเข้าใจความจริงของเจ้าย่อมจะเติบโตมากขึ้น และเจ้าย่อมจะมีวุฒิภาวะฝ่ายวิญญาณมากขึ้น
ในการสามัคคีธรรมความจริงในแง่มุมใดๆ ต้องใช้คำพูดมากกว่าเพียงแค่สองสามคำในการตีแผ่ความจริงอย่างเต็มที่ ในหนทางที่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหลายได้ สำหรับผู้คนในวันนี้ หลักการทั่วไปเป็นแค่คำสอน เป็นแค่ทฤษฎี ดังนั้น เราจะสามารถทำให้พวกเขาเข้าใจ และทันทีที่ผู้คนได้ยอมรับบางสิ่งแล้ว ก็ทำให้พวกเขามีความสามารถที่จะแปรสิ่งนั้นไปเป็นหลักธรรมในการปฏิบัติของพวกเขาได้อย่างไร? เราต้องพูดอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและละเอียดลออมากขึ้น ไม่ว่าเรากำลังบอกเล่าเรื่องราวหรือสามัคคีธรรมความจริง หรือพูดถึงการปฏิบัติ โดยรวมแล้วสิ่งเหล่านั้นต้องมีรายละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น วาทะที่เฉพาะเจาะจงเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้า ดังนั้น เราจึงต้องเค้นสมองของเราเพื่อคิดเรื่องราวและตัวอย่างขึ้นมาให้พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้เข้าใจมากขึ้นสักเล็กน้อย เราทำให้ความจริงเหล่านี้เป็นรูปธรรมในอุบัติการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า และเราก็ผสานความจริงที่เราสามัคคีธรรมเข้ากับทุกอุบัติการณ์ที่เรามีความสัมพันธ์ เพื่อให้พวกเจ้ามีภาพลักษณ์ในจิตใจของพวกเจ้าซึ่งใช้เปรียบเทียบตัวเองเพื่อดูว่าพวกเจ้าเคยกระทำการในหนทางเช่นนั้นหรือไม่ หรือจะกระทำการเช่นเดียวกับบุคคลนั้นหรือไม่ หรือเคยคิดในหนทางเช่นนั้นหรือไม่ หรือเคยติดกับดักในสภาวะเช่นนั้นหรือไม่ ขณะที่พวกเจ้ารับฟังความจริงเหล่านี้ เราก็ทำให้เป็นว่าพวกเจ้ามีสำนึกเชิงจินตภาพเกี่ยวกับความจริงเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าพวกเจ้าดื่มด่ำอยู่ในความจริงเหล่านี้ นี่คือเหตุผลที่เราบอกเรื่องราวและให้ตัวอย่าง มีบางคนที่อดทนไม่ไหวทันทีที่พวกเขาได้ยินเรื่องราวหนึ่งเริ่มขึ้น “อีกเรื่องราวหรือ? ฉันเป็นอะไร เด็กอายุสามขวบหรือ?” เจ้าอาจมีอายุไม่น้อย แต่บนเส้นทางของการเชื่อในพระเจ้าและการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าอาจอายุน้อยกว่าสามขวบเสียด้วยซ้ำ—นั่นคือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้น การปฏิบัติต่อพวกเจ้าเหมือนเป็นเด็กที่อายุไม่ถึงสามขวบจึงไม่ใช่การหยามพวกเจ้า และนั่นไม่เกินเลยแม้แต่น้อย ดังที่เรามองเห็นนั้น นั่นเป็นการประเมินค่าพวกเจ้าสูงเกินไป ทันทีที่เด็กอายุสามขวบได้ยินผู้ใหญ่พูดว่ากรรไกรนั้นคมและไม่ควรแตะต้อง พวกเขาก็จะจำเรื่องนี้ประหนึ่งว่าเป็นหลักการ พวกเขาจะไม่แตะต้องกรรไกรและจะไม่แตะต้องเครื่องมือหรือใบมีดที่คล้ายคลึงกับกรรไกรด้วยซ้ำ พวกเขารู้ว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นของมีคม พวกเขารู้ว่าตนต้องแตกฉานในหลักการนี้ เช่นนั้นแล้ว ผู้คนสามารถค้นหาหลักธรรมในบางสิ่งที่พวกเขาได้มีประสบการณ์มาแล้วหลายครั้งอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติของพวกเขาได้หรือไม่? กล่าวคือ เจ้าสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพระเจ้า ข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อเจ้า และสิ่งที่เป็นมาตรฐานที่พระองค์ทรงกำหนดในเรื่องนี้ได้หรือไม่? เมื่อใช้เชาวน์ปัญญาของคนปกติ เจ้าก็ควรจะสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ เช่นนั้นแล้ว สิ่งใดหรือคือสภาพการณ์แวดล้อมซึ่งผู้คนที่อยู่ในนั้นไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าเรากล่าวอะไร? ประการแรก เหตุผลหลักที่การนี้เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมอันอึกทึกครึกโครมที่ผู้คนอาศัยอยู่ในนั้น โดยมีสิ่งทั้งหลายที่เป็นเรื่องสัพเพเหระและเป็นภาระยุ่งยากที่จะต้องจัดการมากเหลือเกินจนกระทั่งผู้คนไม่เอนเอียงที่จะอ่านอธิษฐานพระวจนะของพระเจ้าอย่างละเอียดลออ ทั้งนี้ พวกเขาไม่มุ่งความพยายามไปที่ความจริง นี่คือแง่มุมหนึ่งของเหตุผลนี้ อีกด้านก็คือว่าความกระหายความจริงและความรักความจริงที่ผู้คนมีนั้นน้อยมาก จนกระทั่งระดับของความรักความจริงที่พวกเจ้ามีในปัจจุบันนั้นอย่างมากที่สุดก็คงจะได้สามหรือห้าคะแนน หากคะแนนเต็มคือสิบ ดังนั้น ส่วนที่สำคัญกว่าของเหตุผลที่ผู้คนไม่เข้าใจความจริงและในท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้รับความจริงก็คือว่า พวกเขายังไม่ได้ทุ่มเททำงานหนัก และพวกเขาก็ยังไม่ได้ทุ่มเทหัวใจให้กับการนี้ และในหัวใจของพวกเขา พวกเขาก็ไม่ได้รักความจริงมากขนาดนั้นเลย ความรักความจริงที่ผู้คนมีนั้นอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอ เป็นเพียงแค่ความสนใจนิดหน่อย แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนเป็นความรัก นั่นเป็นเพียงเพราะว่าผู้คนได้ทนทุกข์กับความพลาดพลั้งและความทุกข์ร้อนมากมายเหลือเกินในโลกนี้ จนพวกเขาไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ และเป็นเพราะว่าพวกเขาได้เห็นพระเจ้าทรงพระราชกิจในการช่วยผู้คนให้รอดและการสามัคคีธรรมความจริงในแต่ละวัน และพระองค์ทรงเตรียมทุกสิ่งให้มนุษย์อย่างล้นเหลือ จนพวกเขารู้สึกว่าพระเจ้าคือผู้ที่ดีงาม และเต็มใจที่จะอ่านพระวจนะของพระองค์และเพียรพยายามไปให้ถึงความจริง นั่นคือความสนใจนิดหน่อยที่พวกเขามี หัวใจของผู้คนใช้เวลาไปกับสิ่งใดมากกว่า? พวกเขาล้วนมีภาระผูกพันกับเรื่องจุกจิกมากมาย ถูกรุมเร้าโดยประเด็นปัญหานานาสารพัดที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สถานะและความถือดี และกระแสนิยมของสังคม กระทั่งมีบางคนที่ใช้เวลาและพลังงานส่วนใหญ่ของตนไปกับอาหาร เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และความสุขสำราญทางเนื้อหนัง พวกเขาสูญเสียวันเวลาอันมีค่าอย่างแท้จริงไปกับสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาก็มอบเกียรติยศให้แก่สิ่งนี้โดยกล่าวว่า “ฉันกำลังสละเพื่อพระเจ้า!” ที่สุดแล้ว ในตอนท้ายเมื่อพวกเขามองย้อนกลับไปและเห็นว่าพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะไว้มากมายเหลือเกินและทรงพระราชกิจมาเป็นเวลานานเหลือเกิน แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้รับความจริง นี่มิได้เป็นเพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงประทานความจริงให้พวกเขา แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริงด้วยหัวใจของตน หรือนำความจริงมาใช้กับตนเอง แม้ว่าพวกเขาจะเห็นว่าพระเจ้าทรงแสดงความจริงออกมามากเหลือเกิน นั่นคือสิ่งที่เป็นเหตุให้พวกเขาไม่ได้รับความจริงและชีวิตในช่วงหลายปีที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้า และถูกกำจัดออกไปในที่สุด
22 มกราคม ค.ศ. 2019
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ