ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานถึงตัวเอง (ตอนที่สี่)
ผู้คนบางคนมีอุปนิสัยแห่งศัตรูของพระคริสต์ และมักจะเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามบางประการออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่ในขณะเดียวกันกับที่มีการเผยเช่นนั้น พวกเขาก็ทบทวนและทำความรู้จักตัวเองไปด้วย สามารถยอมรับและปฏิบัติความจริงได้ และเมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็จะสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวพวกเขาได้ พวกเขาเป็นเป้าหมายแห่งความรอดที่เป็นไปได้ มีบรรดาผู้ที่ภายนอกนั้นดูเหมือนสามารถละทิ้งสิ่งทั้งหลาย สละตนเอง ประสบความทุกข์ยากและจ่ายราคา แต่ในแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขานั้น พวกเขารังเกียจและเกลียดความจริง เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา พวกเขาก็รังเกียจความจริงนั้นและไม่ยอมรับ พวกเขาผล็อยหลับไปในระหว่างการชุมนุมและคำเทศนา พวกเขาพบว่าสิ่งเหล่านี้น่าเบื่อ และต่อให้พวกเขาเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังฟังอยู่จริงๆ พวกเขาก็ไม่นำสิ่งนั้นไปปฏิบัติ มีผู้อื่นที่ดูเหมือนรับฟังคำเทศนาอย่างจริงจังตั้งใจ แต่หัวใจของพวกเขาไม่กระหายความจริงและท่าทีที่พวกเขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าก็คือพวกเขาประเมินค่าว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความรู้หรือทฤษฎีฝ่ายวิญญาณประเภทหนึ่ง และดังนั้นไม่สำคัญว่าพวกเขาเป็นผู้เชื่อมาแล้วกี่ปี หรือพวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้ามาแล้วมากแค่ไหน หรือพวกเขาได้ยินคำเทศนามาแล้วมากแค่ไหน ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลยในทัศนะที่พวกเขามีต่อการไล่ตามไขว่คว้าสถานะและการสรรเสริญอำนาจ หรือในท่าทีของการรังเกียจความจริง การเกลียดชังความจริง และการขัดขืนพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ตามแบบฉบับ หากเจ้าเปิดโปงพวกเขาด้วยการพูดว่า “สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เป็นการพยายามเอาชนะใจผู้คน และเมื่อคุณยกชูและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง คุณกำลังชักพาผู้คนให้หลงผิดและแก่งแย่งสถานะกับพระเจ้า นี่คือการกระทำของซาตานและพวกศัตรูของพระคริสต์” พวกเขาสามารถยอมรับการกล่าวโทษดังกล่าวได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้ พวกเขาคิดอย่างไร? “การที่ฉันทำตัวแบบนี้นั้นถูกต้องแล้ว ดังนั้นฉันจะทำตัวแบบนี้แหละ ไม่ว่าคุณกล่าวโทษฉันอย่างไร ไม่ว่าคุณพูดอะไร และไม่ว่าสิ่งที่คุณพูดอาจดูถูกต้องเพียงใด ฉันจะไม่ล้มเลิกการทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้ ความพึงปรารถนานี้ การไล่ตามไขว่คว้านี้” เช่นนั้นก็เป็นที่กำหนดพิจารณาแล้วว่านี่คือพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าพูดที่จะสามารถปรับเปลี่ยนทัศนะ ความตั้งใจ วาระซ่อนเร้น ความทะเยอทะยาน หรือความอยากของพวกเขา นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติตามแบบฉบับของพวกศัตรูของพระคริสต์ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ธรรมชาติเหล่านี้ได้ ไม่สำคัญว่าผู้คนสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร หรือพวกเขาใช้ภาษาหรือถ้อยคำใด ไม่สำคัญว่าจะเป็นเวลา พื้นที่ หรือบริบทใด ก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ ไม่สำคัญว่าสภาพแวดล้อมของพวกเขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่สำคัญว่าผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งรอบตัวพวกเขาเปลี่ยนแปลงอย่างไร และไม่สำคัญว่ากาลเวลาเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือพระเจ้าทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์อย่างยิ่งใหญ่เพียงใด พระเจ้าประทานพระคุณให้พวกเขามากเพียงใด หรือแม้กระทั่งพระเจ้าทรงลงโทษพวกเขาอย่างไร หนทางที่พวกเขามองสิ่งทั้งหลายและวาระซ่อนเร้นของพวกเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง อีกทั้งความทะเยอทะยานและความอยากของพวกเขาที่จะยื้อแย่งอำนาจจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หนทางที่พวกเขาใช้ประพฤติปฏิบัติตนและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และท่าทีของพวกเขาที่เกลียดชังความจริงและพระเจ้าก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้อื่นชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่คือการยกชูและเป็นพยานเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองและการพยายามชักพาผู้คนให้หลงผิด พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงลักษณะการพูดของพวกเขาให้เป็นลักษณะการพูดที่ผู้อื่นไม่สามารถจับผิดหรือฟังออก พวกเขาใช้วิถีทางที่ยิ่งเจ้าเล่ห์ขึ้นไปอีกมาดำเนินกิจการส่วนตัวต่อไปและบรรลุจุดมุ่งหมายของตนที่จะปกครองและควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นี่คือสิ่งที่ถูกสำแดงในศัตรูของพระคริสต์ และมันถูกก่อให้เกิดโดยแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ ต่อให้พระเจ้าตรัสบอกพวกเขาว่าพวกเขาจะถูกลงโทษ ว่าบทอวสานของพวกเขาได้มาถึงแล้ว ว่าพวกเขาได้ถูกสาปแช่ง นี่จะสามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของพวกเขาได้หรือ? มันจะสามารถเปลี่ยนท่าทีของพวกเขาต่อความจริงได้หรือ? มันจะสามารถเปลี่ยนแปลงความรักของพวกเขาต่อสถานะ ชื่อเสียง และผลประโยชน์ได้หรือ? มันไม่สามารถ การแปรสภาพผู้คนที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้วให้กลายเป็นผู้คนที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติซึ่งนมัสการพระเจ้าเป็นพระราชกิจของพระเจ้า มันสามารถสัมฤทธิ์ผลได้ แต่เป็นไปได้ไหมที่จะแปรสภาพเหล่าผี ผู้คนที่แต่งกายด้วยผิวหนังมนุษย์ แต่มีแก่นแท้เยี่ยงซาตาน และผู้ที่ไม่เป็นมิตรกับพระเจ้าให้กลายเป็นผู้คนปกติ? นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจประเภทนี้ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้รวมอยู่ในบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอด แล้วพระเจ้าทรงวินิจฉัยว่าผู้คนดังกล่าวเป็นเช่นไร? พวกเขามีธรรมชาติของซาตาน พวกเขาไม่ใช่เป้าหมายแห่งการคัดสรรหรือความรอดของพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงพึงประสงค์ผู้คนเช่นนี้ ไม่สำคัญว่าพวกเขาได้เชื่อพระเจ้ามานานเท่าใดแล้ว พวกเขาได้ทนทุกข์มากมายเพียงใดแล้ว หรือพวกเขาได้ทำให้สิ่งใดสำเร็จลุล่วงแล้ว วาระซ่อนเร้นของพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาจะไม่ละทิ้งความทะเยอทะยานหรือความอยากได้อยากมีของพวกเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาจะละทิ้งแรงจูงใจและความใฝ่หาของพวกเขาที่จะแย่งชิงสถานะและผู้คนกับพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้เป็นพวกศัตรูของพระคริสต์ที่จริงแท้
บางคนพูดว่า “ศัตรูของพระคริสต์ทำชั่วและต่อต้านพระเจ้าเพราะเลอะเลือนไปชั่วขณะไม่ใช่หรือ? หากพระเจ้าจะทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์บางอย่างหรือทรงลงโทษพวกเขาสักเล็กน้อย เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถมองเห็นพระเจ้า เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะสามารถรับรู้และนบนอบพระเจ้าได้ไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะสามารถยอมรับและรับรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริงและไม่แก่งแย่งสถานะกับพระเจ้าอีกต่อไปไม่ใช่หรือ? พวกเขาไม่มีความเชื่อเพราะพวกเขายังไม่เคยเป็นประจักษ์พยานการที่พระเจ้าทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์อันใดและไม่เคยได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเจ้า และดังนั้นพวกเขาจึงอ่อนแอมากจากนั้นก็ถูกซาตานตบตาใช่หรือไม่?” ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้น ความทะเยอทะยาน ความอยาก และแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการที่ใครบางคนถูกตบตาและโง่เขลาและไม่เข้าใจความจริงเพียงชั่วคราว พวกศัตรูของพระคริสต์โดยเนื้อแท้แล้วมีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน และพวกเขาก็รังเกียจความจริงและเกลียดชังความจริงตั้งแต่เกิด พวกเขาเป็นซาตานที่ไม่อาจปรองดองกับพระเจ้าได้ เป็นผู้ที่ขัดขืนพระเจ้าและแข่งขันกับพระเจ้าไปจนกระทั่งถึงปลายทาง และพวกเขาคือซาตานซึ่งมีชีวิตที่สวมผิวหนังมนุษย์ ผู้คนเช่นนี้ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์เพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา แล้วพวกเขาสามารถแสดงบทบาทใดและพวกเขาสามารถทำสิ่งใดได้บ้างในพระนิเวศของพระเจ้า? พวกเขาขัดขวาง ก่อกวน รื้อถอน และทำลายล้างพระราชกิจของพระเจ้า คนเหล่านี้อดไม่ได้ที่จะทำสิ่งเหล่านี้ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาเป็นคนแบบนี้ พวกเขามีธรรมชาติเยี่ยงซาตาน และนี่ก็เป็นดังเช่นหมาป่าที่เข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงแกะ มีเจตนาที่จะสวาปามพวกแกะ—นี่คือจุดประสงค์หนึ่งเดียวของพวกเขา หากพูดจากมุมมองอื่น เหตุใดพระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้คนเหล่านี้ปรากฏในพระนิเวศของพระองค์? นั่นก็เพื่อที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะได้สามารถมีวิจารณญาณมากขึ้น ผู้คนมองเห็นได้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่ามารซาตานเป็นเช่นใด คำพูดและการกระทำของมันมีแก่นแท้เป็นอย่างไร มันเผยอุปนิสัยอันใดออกมา หรือว่ามันชักพาให้ผู้คนหลงผิดและต่อต้านพระเจ้าอย่างไรในโลก? เมื่อเอ่ยถึงมารซาตาน ผู้คนไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นมารหรือเป็นซาตานกันแน่ พวกเขารู้สึกว่ามันเป็นนามธรรมและว่างเปล่า ไม่เป็นรูปธรรมมากพอ พวกเขาถามว่า “ซาตานอยู่ที่ไหน?” มีคำตอบว่า “ในอากาศ” “เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วซาตานใหญ่แค่ไหน? มันแสดงปาฏิหาริย์ใดอย่างเฉพาะเจาะจง? มันต่อต้านพระเจ้าอย่างเฉพาะเจาะจงอย่างไร? แก่นแท้ธรรมชาติของมันเป็นอย่างไร?” พวกเขารู้สึกว่าทั้งหมดนั้นเป็นนามธรรม คลุมเครือ และว่างเปล่ามาก อย่างไรก็ตาม โดยผ่านทางการสำแดงและการเผยของพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้สอดคล้องต้องกันกับสิ่งที่ซาตานทำและแก่นแท้ธรรมชาติของมัน จากนั้นทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นรูปธรรมและไม่เป็นนามธรรมหรือว่างเปล่าอีกต่อไป ทันทีที่ทั้งหมดนั้นกลายเป็นรูปธรรม เมื่อนั้นผู้คนย่อมสามารถได้ยินมันพูด มองเห็นพฤติกรรมของมัน และแยกแยะแก่นแท้ธรรมชาติของมันได้อย่างจริงจังตั้งใจ เมื่อเป็นดังนี้ พวกเขาย่อมรู้สึกมิใช่หรือว่าแก่นแท้ของมารซาตานที่พระเจ้าตรัสถึงนั้นมีความเป็นรูปธรรมและเป็นจริงขึ้นมาแล้ว และพวกเขาก็สามารถนำไปเทียบกับการสำแดงจริงในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้? บางคนมีวุฒิภาวะที่ไม่เป็นผู้ใหญ่และไม่เข้าใจความจริง และพวกเขาก็ถูกพวกศัตรูของพระคริสต์ตบตาและชักพาให้หลงผิดเพราะความโง่เขลาบางชั่วขณะ ดังนั้นพวกเขาจึงผละจากไปเป็นเวลาประมาณหนึ่งปี เมื่อพวกเขากลับคืนสู่พระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ตระหนักว่าการติดตามซาตานทำให้รู้สึกไม่ดี เมื่อคนเหล่านี้เริ่มติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์ทีแรก พวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีเหตุผลเพียงพอและมีความเชื่อมั่นมาก โดยพูดว่า “เบื้องบนไม่ต้องการให้พวกเราติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์ แต่ไม่ว่าอย่างไรเสียพวกเราก็จะติดตามพวกเขา แล้ววันหนึ่งพวกเราจะได้รับการพิสูจน์ว่าคิดถูก!” ผลลัพธ์จากการนี้ก็คือ หลังจากผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง พวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาได้สูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้ว พวกเขาไม่สามารถรู้สึกได้ถึงการยืนยันใดๆ ในหัวใจของตน สำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขารู้สึกราวกับว่าพระเจ้าไม่ได้สถิตกับพวกเขาอีกต่อไป ความเชื่อของพวกเขาได้สูญเสียความหมายและทิศทางไปแล้ว และพวกเขาก็ค่อยๆ เกิดวิจารณญาณเกี่ยวกับพวกศัตรูของพระคริสต์มากขึ้นทุกที ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดว่าพวกศัตรูของพระคริสต์เข้าใจความจริงจริงๆ และด้วยการติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาไม่สามารถเกิดการผิดพลาดในความเชื่อของตนได้ แต่ตอนนี้พวกเขาเห็นว่าพวกศัตรูของพระคริสต์มีปัญหาที่ร้ายแรง ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์พูดราวกับว่าพวกเขาเข้าใจความจริง แต่พวกเขากลับไม่เคยปฏิบัติความจริงเลย—นี่คือข้อเท็จจริง พวกเขาเห็นว่าพวกตนติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์มาเป็นเวลานานขนาดนั้นแต่ยังไม่ได้รับความจริงเลย และการยังคงติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์ต่อไปเป็นเรื่องที่เป็นภัยอันตรายมากจริงๆ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเสียใจ พวกเขาปฏิเสธพวกศัตรูของพระคริสต์ และพวกเขาก็ต้องการที่จะกลับคืนสู่พระนิเวศของพระเจ้า ทันทีที่พระนิเวศของพระเจ้ารับผู้คนดังกล่าวกลับคืนแล้ว คนเหล่านั้นจะได้รับการร้องขอให้บอกเล่าประสบการณ์ของตน และพวกเขาก็จะพูดว่า “ศัตรูของพระคริสต์คนนั้นเก่งมากในการชักพาผู้คนให้หลงผิด ย้อนกลับไปในตอนนั้น ไม่ว่าฉันจะตรึกตรองอย่างไร พวกเขาก็ดูเป็นคนที่ถูกต้อง แต่ผลลัพธ์ก็คือฉันไม่ได้รับอะไรเลย ไม่เข้าใจความจริงใดๆ และไม่มีแม้แต่ความเป็นจริงความจริงเลยสักนิดหลังจากติดตามพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งปีกว่า ฉันเสียเวลาอันล้ำค่าไป ฉันประสบความสูญเสียครั้งใหญ่จริงๆ!” ประสบการณ์ความล้มเหลวนี้กลายเป็นความทรงจำที่สุดซึ้งที่สุดของพวกเขา หลังจากพวกเขากลับคืนสู่พระนิเวศของพระเจ้า ยิ่งพวกเขารับฟังคำเทศนามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งเกิดความเข้าใจความจริงมากขึ้น และหัวใจของพวกเขาก็กลายเป็นสดใสมากขึ้นเท่านั้น เมื่อพวกเขานึกย้อนถึงช่วงเวลาที่ใช้ไปกับการติดตามศัตรูของพระคริสต์พวกนั้นและมองว่าพวกเขาประสบความสูญเสียอย่างไร พวกเขาเกิดความรู้สึกว่าพวกศัตรูของพระคริสต์จริงๆ แล้วเป็นพวกซาตานและโดยพื้นฐานแล้วปราศจากความจริง มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นความจริง และพวกเขาก็ไม่กล้าติดตามมนุษย์คนอื่นอีก เมื่อถึงเวลาที่ต้องคัดสรรผู้นำอีกครั้ง พวกเขาลงคะแนนเสียงอย่างระมัดระวังมาก โดยคิดว่า “ถ้าฉันลงคะแนนเสียงให้คนนั้นๆ ฉันก็อาจจะกำลังช่วยให้ศัตรูของพระคริสต์ได้รับเลือก ถ้าไม่ลงคะแนนเสียงให้พวกเขา นั่นก็อาจจะป้องกันไม่ให้ศัตรูของพระคริสต์ได้รับเลือก ฉันต้องระมัดระวังและประเมินผู้คนตามหลักธรรม” การกระทำของพวกเขาในตอนนี้มีพื้นฐานอยู่บนหลักธรรมและมาตรฐานมิใช่หรือ? (ใช่ มี) นี่เป็นสิ่งที่ดี บางคนถูกพวกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและพูดว่า “เหตุใดเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับพวกเรา? พระเจ้าทรงวางพวกเราไว้ก่อนหรือ? พระองค์ไม่ใส่พระทัยพวกเราอีกต่อไปแล้วกระนั้นหรือ?” ในสถานการณ์เช่นนั้น เจ้าจะยินยอมหรือไม่หากพระเจ้าได้ตรัสบอกเจ้าไม่ให้ติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์? ไม่ เจ้าจะไม่ยินยอม เจ้าจะยังคงยืนกรานที่จะติดตามพวกเขา และทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสามารถทำได้ย่อมจะเป็นการทรงอนุญาตให้เจ้าทำเช่นนั้น จากนั้นก็ทรงสอนบทเรียนให้เจ้าโดยใช้ข้อเท็จจริงทั้งหลาย หลังจากติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์เป็นช่วงเวลาหนึ่ง จู่ๆ เจ้าก็ได้สติและเห็นว่าเจ้าได้ประสบความสูญเสียในชีวิตแล้ว และเมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงรู้สึกสำนึกผิดและต้องการที่จะปฏิเสธพวกศัตรูของพระคริสต์และหวนคืนมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอีกครั้ง โชคดีที่สำหรับเจ้าแล้ว พระเจ้าทรงยอมผ่อนปรนและทรงเปี่ยมกรุณา และพระองค์ก็ยังคงต้องประสงค์เจ้า หากพระองค์ไม่ได้ต้องประสงค์เจ้า เช่นนั้นเจ้าก็คงจะจบสิ้นแล้วอย่างสิ้นเชิง เจ้าคงจะไม่มีโอกาสที่จะบรรลุความรอดอีก—การติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่มีจุดจบที่ดีเลย
เจ้าต้องมองเห็นศัตรูของพระคริสต์อย่างชัดเจนและรู้จักพวกเขาอย่างถูกต้อง เจ้าต้องรู้วิธีแยกแยะการสำแดงนานัปการของศัตรูของพระคริสต์ และในขณะเดียวกัน เจ้าก็ควรรู้อย่างชัดเจนว่าแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเจ้าเองนั้นมีหลายสิ่งที่เหมือนกันกับศัตรูของพระคริสต์ นี่เป็นเพราะว่าพวกเจ้าล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และมีความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ บรรดาศัตรูของพระคริสต์นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตานโดยสมบูรณ์ และพวกเขาได้กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตานและพูดจาในนามของซาตาน เจ้าเป็นส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเช่นกัน แต่เจ้าก็สามารถยอมรับความจริงและมีความหวังว่าจะได้รับความรอด อย่างไรก็ตาม มีหลายสิ่งหลายอย่างในแง่ของแก่นแท้ที่เจ้ามีเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ ตลอดจนวิธีการและวาระทั้งหลายของเจ้าก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเมื่อเจ้าได้ยินความจริงและได้ฟังคำเทศนาแล้ว เจ้าย่อมสามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ และการสามารถเปลี่ยนเส้นทางได้นั้นเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเจ้ามีความหวังที่จะได้รับความรอด—นี่คือความแตกต่างระหว่างเจ้ากับศัตรูของพระคริสต์ เพราะฉะนั้น เมื่อเรากำลังเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ เจ้าก็ควรเปรียบเทียบและตระหนักว่าเจ้ากับศัตรูของพระคริสต์มีสิ่งใดเหมือนกันบ้าง และเจ้ามีการสำแดง อุปนิสัย และแก่นแท้ในแง่มุมใดบ้างที่เหมือนกับพวกเขา โดยการทำเช่นนี้ เจ้าจึงจะสามารถรู้จักตนเองได้ดีขึ้นมิใช่หรือ? หากเจ้ารู้สึกคัดค้านตลอดเวลา เชื่อว่าตนไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ รู้สึกเกลียดชังศัตรูของพระคริสต์อย่างรุนแรง และไม่เต็มใจที่จะทำการเปรียบเทียบนี้หรือทบทวนตนเองและเข้าใจว่าเจ้ากำลังเดินตามเส้นทางใดอยู่ เช่นนั้นแล้วผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร? ด้วยการมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน เจ้าก็มีแววอย่างมากว่าจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ นี่เป็นเพราะไม่มีศัตรูของพระคริสต์คนใดตั้งใจแสวงหาที่จะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์แล้วจึงกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ การนี้เป็นเพราะพวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และโดยธรรมชาติพวกเขาก็ลงเอยด้วยการเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ บรรดาผู้ที่อยู่ในโลกแห่งศาสนาซึ่งไม่รักความจริงล้วนเป็นศัตรูของพระคริสต์มิใช่หรือ? ทุกๆ คนที่ไม่ทบทวนตนเองและไม่เข้าใจแก่นแท้ธรรมชาติของตนเอง และเชื่อในพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา ก็คือศัตรูของพระคริสต์ เมื่อเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์แล้ว เมื่อเจ้าได้รับสถานะ และผนวกกับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามีพรสวรรค์และการเรียนรู้บางอย่าง และทุกคนเลื่อมใสเจ้า จากนั้นเมื่อเวลาที่เจ้าใช้ไปในการทำงานยาวนานขึ้น เจ้าก็เริ่มครองที่ทางในหัวใจของผู้คน เมื่องานที่เจ้ารับผิดชอบมีขอบเขตกว้างขึ้น เจ้าก็เริ่มเป็นผู้นำของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าได้รับต้นทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และจากนั้นเจ้าก็กลายเป็นเปาโลโดยแท้จริง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าใช่หรือไม่? เจ้าไม่มีแผนการที่จะเดินตามเส้นทางนี้ แต่เพราะเหตุใดเจ้าจึงออกเดินไปบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์โดยไม่รู้ตัว? เหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับเรื่องนี้ก็คือ หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าย่อมจะไล่ตามไขว่คว้าสถานะและเกียรติยศอย่างแน่นอนที่สุด เจ้าจะมัวทำกิจการของตนเอง จนกระทั่งในที่สุด เจ้าก็จะเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์โดยไม่ตระหนักรู้เรื่องนี้เลย หากผู้คนซึ่งกำลังเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ไม่เปลี่ยนเส้นทางให้ทันเวลา เช่นนั้นแล้วเมื่อพวกเขาได้รับสถานะ ก็มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อยที่พวกเขาจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์—ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากพวกเขาไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้ชัดเจน เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมตกอยู่ในอันตราย เพราะทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและทุกคนรักความมีหน้ามีตาและสถานะ หากพวกเขาไม่รักความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีความโน้มเอียงอย่างมากที่จะล้มลงเนื่องจากความมีหน้ามีตาและสถานะ หากไม่ได้รับการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้า ทุกคนก็จะเดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์และล้มลงเนื่องจากความมีหน้ามีตาและสถานะ และนี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ เจ้ากล่าวว่า “ฉันมีการเผยเหล่านี้เป็นครั้งคราวเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการสำแดงออกมาชั่วคราวเท่านั้น แม้ว่าฉันจะมีแก่นแท้เหมือนกันกับศัตรูของพระคริสต์ แต่ฉันก็ยังคงแตกต่างจากศัตรูของพระคริสต์เพราะฉันไม่มีความทะเยอทะยานมากมายอย่างที่พวกเขามี อีกทั้งในขณะที่ฉันกำลังทำหน้าที่ ฉันก็ทบทวนตนเอง รู้สึกสำนึกผิด และแสวงหาความจริงอย่างสม่ำเสมอ และฉันก็ปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง เมื่อตัดสินจากพฤติกรรมของฉันแล้ว ฉันไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์และฉันก็ไม่ปรารถนาที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ฉันจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้” ตอนนี้เจ้าอาจไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ แต่เจ้าสามารถมั่นใจได้หรือไม่ว่าเจ้าจะไม่เดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์และไม่กลายเป็นศัตรูของพระคริสต์? เจ้าสามารถรับประกันเช่นนั้นได้หรือไม่? เจ้าไม่สามารถทำได้ แล้วเจ้าจะสามารถรับประกันเช่นนั้นได้อย่างไร? มีหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำการนี้ได้คือการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าควรไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างไร? เจ้ามีหนทางที่จะทำการนี้หรือไม่? ก่อนอื่นเจ้าต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามีแก่นนิสัยเหมือนกันกับศัตรูของพระคริสต์ แม้ว่าตอนนี้เจ้าไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ก็ตาม สิ่งที่ร้ายแรงและอันตรายที่สุดสำหรับเจ้าคืออะไร? นั่นก็คือเจ้ามีแก่นแท้ธรรมชาติเหมือนกันกับศัตรูของพระคริสต์ นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเจ้าหรือไม่? (ไม่ดี) นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่ร้ายแรงสำหรับเจ้า เพราะฉะนั้น ขณะที่เจ้ากำลังฟังคำเทศนาเหล่านี้ซึ่งเปิดโปงการสำแดงนานัปการของศัตรูของพระคริสต์ จงอย่าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า นี่เป็นการมีท่าทีที่ไม่ถูกต้อง แล้วเช่นนั้น เจ้าควรมีท่าทีประเภทใดเพื่อที่จะยอมรับข้อเท็จจริงและการสำแดงเหล่านี้? จงเปรียบเทียบตัวเจ้าเองกับพวกเขา จงยอมรับว่าเจ้ามีแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ แล้วจากนั้นก็ตรวจสอบตนเองเพื่อค้นหาว่าเจ้ามีการสำแดงและการเผยใดบ้างที่เหมือนกับที่ศัตรูของพระคริสต์มี ก่อนอื่นจงยอมรับข้อเท็จจริงนี้—จงอย่าพยายามอำพรางตนเองหรือห่อหุ้มตนเองไว้ เส้นทางที่เจ้าเดินอยู่นั้นเป็นเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้นการกล่าวว่าเจ้าเป็นศัตรูของพระคริสต์จึงสอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพียงแต่ว่าพระนิเวศของพระเจ้ายังไม่ได้ระบุว่าเจ้าเป็นเช่นนั้นและกำลังให้โอกาสเจ้าในการกลับใจเท่านั้นเอง เจ้าเข้าใจหรือไม่? ก่อนอื่นจงยอมรับและรับรู้ข้อเท็จจริงนี้ แล้วจากนั้นสิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือการมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและทูลขอให้พระองค์ทรงบ่มวินัยและควบคุมเจ้า จงอย่าไปจากความสว่างแห่งการสถิตอยู่ของพระเจ้าหรือไปจากการคุ้มครองของพระองค์ และในหนทางนี้เจ้าจะถูกควบคุมโดยมโนธรรมและสำนึกของเจ้าในยามที่เจ้าทำสิ่งทั้งหลาย และเจ้าก็ยังจะมีพระวจนะของพระเจ้าที่ให้ความกระจ่างแก่เจ้า นำเจ้า และคอยควบคุมเจ้าด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นำเจ้า จัดการเตรียมการผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายรอบตัวเจ้าเพื่อทำหน้าที่เป็นคำเตือนให้เจ้าและบ่มวินัยเจ้า พระเจ้าทรงเตือนเจ้าอย่างไร? พระเจ้าทรงกระทำในหลายหนทาง บางครั้งพระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความรู้สึกที่เด่นชัดในหัวใจของเจ้า ซึ่งอำนวยให้เจ้าตระหนักได้อย่างแจ่มชัดว่าเจ้าจำเป็นต้องถูกควบคุม เจ้าไม่สามารถปฏิบัติตนอย่างเอาแต่ใจได้ หากเจ้ากระทำผิด เช่นนั้นเจ้าย่อมจะนำความอับอายมาสู่พระเจ้าและทำให้ตนเองขายหน้า และด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงยับยั้งตนเอง นี่คือการที่พระเจ้าทรงคุ้มครองเจ้ามิใช่หรือ? นี่คือหนทางหนึ่ง บางครั้งพระเจ้าจะทรงตำหนิเจ้าภายในตัวเจ้าเองและทรงแสดงพระวจนะที่ชัดเจนแก่เจ้าเพื่อบอกให้เจ้ารู้ว่าการกระทำในหนทางนั้นน่าละอาย พระองค์ทรงรังเกียจการกระทำนั้น การกระทำนั้นน่าสาปแช่ง นั่นก็คือพระองค์ทรงใช้พระวจนะที่ชัดเจนในการตำหนิเจ้าเพื่อให้เจ้าเปรียบเทียบกับตนเอง พระเจ้าทรงมีจุดประสงค์ใดในการตำหนิเจ้าในหนทางนี้? พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเพื่อให้มโนธรรมของเจ้ารู้สึกถึงบางอย่าง และเมื่อเจ้ารู้สึกถึงบางอย่าง เจ้าจะคำนึงถึงผลกระทบ ผลที่ตามมา และสำนึกของความละอายของตนเอง และเจ้าก็จะมีความยับยั้งชั่งใจอยู่บ้างในการกระทำและการปฏิบัติของเจ้า เมื่อเจ้ามีประสบการณ์เช่นนี้มาหลายครั้ง เจ้าจะพบว่าถึงแม้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้จะหยั่งรากลึกภายในตัวผู้คน แต่เมื่อผู้คนสามารถยอมรับความจริงและมองเห็นความจริงเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็สามารถขัดขืนเนื้อหนังของตนเองได้อย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อผู้คนกลายเป็นคนที่สามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้ อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาย่อมถูกชำระให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงไป อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของมนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำลายไม่ได้หรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้—เมื่อเจ้าสามารถยอมรับความจริงและนำความจริงไปปฏิบัติได้ อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าจะถูกทำลายและถูกแทนที่ไปตามธรรมชาติ เมื่อเจ้าได้ลิ้มรสว่าการนำความจริงไปปฏิบัตินั้นหอมหวานเพียงใด เจ้าจะคิดว่า “เมื่อก่อนฉันช่างไร้ยางอายเหลือเกิน ไม่ว่าคำพูดของฉันจะหน้าไม่อายเพียงใดหรือฉันจะเชิดชูตนเองเพื่อให้คนอื่นบูชาฉันอย่างไร ฉันก็ไม่รู้สึกละอายใจและไม่มีความตระหนักใดๆ หลังจากนั้นเลย ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าการปฏิบัติตนในหนทางนั้นไม่ถูกต้องและฉันขายหน้า และฉันก็รู้สึกราวกับว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ฉัน” นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ พระองค์ประทานความรู้สึกให้เจ้า และเจ้าจะรู้สึกราวกับว่าเจ้ากำลังตำหนิตนเอง และจากนั้นเจ้าก็จะไม่ทำความชั่วหรือยึดติดกับเส้นทางของตนเอง โดยไม่รู้ตัว วิธีการที่เจ้าใช้ยกชูและเป็นพยานถึงตนเองก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ เจ้าย่อมยับยั้งชั่งใจตนเองมากขึ้น และเจ้าก็รู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการปฏิบัติตนในหนทางนี้ทำให้หัวใจของเจ้ารู้สึกสบายและมโนธรรมของเจ้ามีสันติสุข—นี่คือการใช้ชีวิตอยู่ในความสว่าง และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกังวลใจหรือใช้คำโกหกหรือคำพูดอันไพเราะเพื่ออำพรางตนเองอีกต่อไป ในอดีตเจ้าโกหกและต้องพูดคำโกหกต่อไปทุกวันเพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาของเจ้า ทุกครั้งที่เจ้าพูดปด เจ้าก็ต้องโป้ปดต่อไป โดยกลัวมากว่าความลับของเจ้าอาจถูกเปิดเผย ผลลัพธ์ของการนี้ก็คือเจ้าพูดโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ และต่อมาก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากและเค้นสมองอย่างหนักเพื่อที่จะโกหกต่อไป เจ้ากำลังใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกับชีวิตของทั้งมนุษย์และปีศาจ และช่างน่าเหนื่อยล้าเหลือเกิน! ตอนนี้เจ้ากำลังแสวงหาที่จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และเจ้าก็สามารถเปิดหัวใจของตนและพูดสิ่งทั้งหลายที่เป็นเรื่องจริงได้ ไม่มีความจำเป็นที่เจ้าจะต้องพูดปดและคอยโกหกต่อไปทุกวัน เจ้าไม่ถูกตีกรอบด้วยคำโกหกอีกต่อไป เจ้าทนทุกข์น้อยลงมาก เจ้าใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย มีเสรี และเป็นอิสระมากขึ้น ในส่วนลึกที่สุดในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าสุขสำราญกับความรู้สึกสันติสุขและความชื่นบานยินดี—เจ้ากำลังลิ้มรสความหอมหวานของชีวิตนี้ และในขณะที่เจ้ากำลังลิ้มรสความหอมหวานของชีวิตนี้ โลกภายในของเจ้าก็ไม่หลอกลวง เลวร้าย หรือเทียมเท็จอีกต่อไป ตรงกันข้าม ตอนนี้เจ้ากลับเต็มใจที่จะมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าอธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาความจริงเมื่อเจ้ามีประเด็นปัญหา เจ้าสามารถหารือเรื่องนี้กับผู้อื่นได้เมื่อเจ้ามีประเด็นปัญหา และเจ้าไม่กระทำการแต่ฝ่ายเดียวหรือกระทำการตามอำเภอใจอีกต่อไป เจ้ารู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าหนทางที่เจ้าเคยทำสิ่งทั้งหลายนั้นน่าเหยียดหยามและเจ้าไม่ต้องการทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นอีกต่อไป แทนที่จะเป็นอย่างนั้น เจ้ากลับปฏิบัติตนในหนทางใดก็ตามที่ตรงตามความจริง สำนึก และเจตนารมณ์ของพระเจ้า หนทางที่เจ้าปฏิบัติตนได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อเจ้าสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ได้ นั่นย่อมหมายความว่าเจ้าออกจากเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์แล้วมิใช่หรือ? และเมื่อเจ้าออกจากเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์แล้ว นั่นก็หมายความว่าเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอดแล้วมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอดแล้วและมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้ง ท่าที เจตนา มุมมอง เป้าหมายชีวิต และทิศทางในชีวิตของเจ้าย่อมไม่ต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไป เจ้าเริ่มรักสิ่งที่เป็นบวก และเจ้าก็เริ่มรักความยุติธรรม ความชอบธรรม และความจริง เมื่อการนี้เกิดขึ้น ส่วนลึกที่สุดในหัวใจและความคิดของเจ้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อเจ้าออกเดินไปบนเส้นทางแห่งความรอด เจ้ายังจะกลายเป็นศัตรูของพระคริสต์ได้อีกหรือไม่? เจ้ายังคงสามารถต้านทานพระเจ้าโดยเจตนาได้หรือไม่? เจ้าไม่สามารถทำได้ และตอนนี้เจ้าก็พ้นจากอันตรายแล้ว ผู้คนจะสามารถเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้าได้โดยการเข้าสู่สภาวะนี้เท่านั้น และพวกเขาจะสามารถทิ้งเรื่องเดือดร้อน การควบคุม รวมถึงการก่อกวนที่เกิดจากธรรมชาติเยี่ยงซาตานและธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ของตนได้โดยการแสวงหาและการยอมรับความจริงในหนทางนี้เท่านั้น ตอนนี้เจ้าออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตของการไล่ตามเสาะหาความจริงแล้วหรือยัง? หากเจ้ายังไม่ได้ทำเช่นนั้น จงรีบเร่งและเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อก้าวไปสู่เส้นทางนั้น หากเจ้าไม่สามารถก้าวไปสู่เส้นทางในการไล่ตามเสาะหาความจริงได้ เจ้าย่อมจะยังคงใช้ชีวิตอยู่ในอันตราย—บรรดาผู้ที่เดินไปในเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ล้วนตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกำจัดออกไปได้ทุกเมื่อ
คนส่วนใหญ่กำลังต่อสู้กับอุปนิสัยแบบศัตรูของพระคริสต์ของตนเองขณะที่ทำหน้าที่ของตน เหนื่อยล้าจากการต่อสู้เพื่อให้ได้ความมีหน้ามีตา สถานะ เงินทอง และผลประโยชน์ เหนื่อยหน่ายทั้งกายและใจ แล้วเมื่อใดจึงจะแก้ไขปัญหานี้ได้? มีเพียงการไล่ตามเสาะหาความจริงและการสามารถยอมรับความจริงเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถค่อยๆ ทิ้งข้อจำกัดและพันธะจากแก่นแท้ธรรมชาติเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ของเจ้าและเป็นเหตุให้อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเจ้าค่อยๆ อ่อนแอลงและอันตรธานไป และในการทำเช่นนี้เจ้าย่อมจะมีความหวังที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากอำนาจของซาตาน พวกเจ้าแอบร่ำไห้เพราะสิ่งเหล่านี้ รู้สึกว่าพวกเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย ไม่สามารถรักความจริงได้เลย และไม่สามารถรับมือกับสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมความจริงได้เลย รวมทั้งเกลียดชังตัวเองมากจนกระทั่งพวกเจ้าตบหน้าตัวเองและหลั่งน้ำตาอันขมขื่นหรือไม่? พวกเจ้าทำเช่นนี้มาแล้วหลายครั้งหรือไม่? หากใครบางคนไม่ได้ทำเช่นนี้เป็นอันมาก นั่นไม่ทำให้พวกเขาด้านชาหรอกหรือ? คนเช่นนี้ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าตนเสื่อมทราม และพวกเขาก็ยังคงเชื่อว่าตนทำงานได้ดี พวกเขามีขีดความสามารถและความสามารถพิเศษ พวกเขาเข้าใจความจริงมากมาย และพวกเขาสามารถรับมือกับสิ่งต่างๆ มากมายตามหลักธรรม รู้สึกมั่นใจมาก—คนเช่นนี้ด้านชา พวกเขาคิดว่าตนยิ่งใหญ่ และนี่เป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับพวกเขา! ตอนนี้พวกเจ้าสามารถรับรู้ได้จริงๆ หรือไม่ว่าวุฒิภาวะของพวกเจ้าน้อยเกินไป พวกเจ้าห่างไกลจากการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้า และพวกเจ้ายังคงอยู่ในเขตอันตราย? คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงไม่มีการรับรู้นี้ คนที่ปราศจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เช่นกัน คนส่วนใหญ่งุนงงและเลอะเลือน คิดว่าตราบที่พวกเขาทำหน้าที่ของตนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ทำชั่ว เช่นนั้นพวกเขาย่อมไม่ได้กำลังเดินตามเส้นทางแห่งพวกศัตรูของพระคริสต์ และตราบที่พวกเขาไม่ทำความชั่วทุกรูปแบบ เช่นนั้นพวกเขาย่อมไม่ใช่พวกศัตรูของพระคริสต์ เพราะเหตุนี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจึงอยู่ในสภาวะของความด้านชา มักจะรู้สึกพอใจกับตัวเอง คิดว่าตนยิ่งใหญ่และจะบรรลุความรอดในไม่ช้า และเส้นทางแห่งพวกศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา คำอธิษฐานประจำวันของพวกเจ้าสามารถใช้ประเมินวัดได้ว่าเจ้าอยู่ในสภาวะนี้หรือไม่ พวกเจ้าอธิษฐานสิ่งใดเมื่อพวกเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในทุกๆ วัน? หากในทุกๆ วันเจ้าพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักพระองค์! ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะนบนอบพระองค์! ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เต็มใจที่จะลุล่วงพระบัญชาที่พระองค์ประทานให้ข้าพระองค์! ข้าพระองค์สามารถทำหน้าที่ของข้าพระองค์อย่างจงรักภักดี มีปณิธานที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยและได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระองค์ ไม่สำคัญว่าข้าพระองค์มีการสำแดงเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์แบบใดหรือข้าพระองค์รู้จักตัวเองน้อยเพียงใด พระองค์ก็ยังคงทรงรักข้าพระองค์และทรงปรารถนาที่จะช่วยข้าพระองค์ให้รอด” เช่นนั้นนี่คือการสำแดงใด? นี่คือความด้านชา เจ้าแสดงเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้น และเจ้าก็ไม่มีการเข้าใจเกี่ยวกับแก่นแท้ธรรมชาติของตัวเองแต่อย่างใด เจ้าอยู่ในช่วงระยะที่กระตือรือร้น และเจ้าก็ห่างไกลจากการมีความเป็นจริงความจริงมาก เวลาผ่านไปมากแค่ไหนก่อนที่พวกเจ้าจะสามารถกล่าวคำอธิษฐานที่แท้จริงได้หนึ่งคำ พูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเจ้ากับพระเจ้า บอกสถานการณ์ที่เป็นจริงของพวกเจ้ากับพระองค์ รู้สึกถึงสันติสุขและความชื่นบานยินดีในหัวใจของพวกเจ้า และรู้สึกว่าพวกเจ้ากำลังใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างแท้จริง? จงบอกเราที เวลาผ่านไปมากแค่ไหนก่อนที่พวกเจ้าจะสามารถทำเช่นนี้ได้สักครั้งหนึ่ง? หนึ่งเดือน สองเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี? หากพวกเจ้าไม่เคยกล่าวคำอธิษฐานที่แท้จริงเลยสักคำและยังคงอธิษฐานดังเช่นที่ผู้คนอธิษฐานในโลกศาสนา โดยพูดเสมอว่าพวกเจ้ารักพระเจ้า แสดงความมุ่งมั่นของพวกเจ้าอยู่เป็นนิตย์ พูดวลีที่กำหนดตายตัวเดิมๆ อยู่ตลอดเวลา เช่นนั้นพวกเจ้าย่อมขาดพร่องเกินไปและไม่มีความเป็นจริงความจริงแต่อย่างใด โดยทั่วไปแล้ว คนที่เชื่อในพระเจ้ามาแล้วสามถึงห้าปีจะไม่พูดสิ่งทั้งหลายแบบเด็กๆ และไม่รู้ความเช่นนั้นเมื่อพวกเขามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เพราะพวกเขาแน่ใจว่าพวกเขาจะติดตามพระเจ้า และพวกเขายังมีความเชื่ออีกด้วย และพวกเขาก็เข้าใจความจริงของนิมิตเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า เจตนารมณ์ของพระเจ้า แผนการบริหารจัดการของพระเจ้า รวมทั้งจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้าอย่างชัดเจนแล้ว ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอธิษฐานเพื่อสิ่งใดเมื่อพวกเขามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า? สิ่งหนึ่งก็คือการรู้จักตัวเอง และอีกสิ่งคือการกล่าวคำพูดที่แท้จริงบางคำ ซึ่งก็คือ ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ข้าพระองค์มีความลำบากยากเย็นบางอย่าง ข้าพระองค์ทำบางสิ่งที่ทำให้ข้าพระองค์เป็นหนี้พระองค์ ข้าพระองค์ขาดตกบกพร่องในบางเรื่อง และข้าพระองค์ขอให้พระองค์ทรงคุ้มครองข้าพระองค์ และทรงนำทาง ทรงให้ความรู้แจ้ง และทรงให้ความกระจ่างข้าพระองค์ คนคนนี้เริ่มพูดบางสิ่งที่ค่อนข้างแท้จริงซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงความจริง และพวกเขาก็ไม่กล่าวคำแสดงปณิธานและถ้อยคำชวนเชื่อซึ่งผู้คนที่กระตือรือร้นเหล่านั้นซึ่งเพิ่งจะเริ่มที่จะเชื่อเป็นผู้กล่าวอีกต่อไป เหตุใดพวกเขาจึงไม่กล่าวสิ่งเหล่านี้? พวกเขารู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ในการกล่าวสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ สิ่งทั้งหลายเช่นนี้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการภายในที่จะได้รับความจริงหรือความต้องการที่จะได้รับการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าเจ้าเชื่อมาแล้วกี่ปีก็ตาม ไม่ว่าเจ้าทำอย่างขอไปทีหรือมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงใจเมื่ออธิษฐานถึงพระองค์หรือไม่ก็ตาม ในสิบวันเจ้ากล่าวถ้อยคำที่ว่างเปล่าและวลีเด็ดเหล่านั้นกี่วัน? ใครบางคนอาจพูดว่าหนึ่งวัน แล้วในอีกเก้าวันพวกเขาอธิษฐานสิ่งใด? หากคำอธิษฐานของพวกเขาเกี่ยวข้องกับหน้าที่และการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นนั่นย่อมดีอยู่แล้ว และนี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังแบกรับภาระต่อความจริง ต่อพระวจนะของพระเจ้า และต่อหน้าที่ของตนเองอยู่บ้าง และพวกเขาไม่ด้านชานักอีกต่อไป เราหมายถึงสิ่งใดหรือกับวลีที่ว่า “พวกเขาไม่ด้านชานักอีกต่อไป”? เราหมายถึงว่าเมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและสภาวะต่างๆ ของผู้คน พวกเขารู้สึกถึงบางสิ่งและมีการตระหนักรู้ และพวกเขาก็สามารถเข้าใจได้เช่นกัน พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์ความเข้าใจและการจับใจความ และพวกเขาก็เข้าใจเรื่องเหล่านี้ไม่ว่ามีการอธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างไร และเกือบจะก้าวตามทันในการทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้—นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้รับวุฒิภาวะบ้างแล้ว คนที่ด้านชาแสดงให้เห็นการสำแดงแบบใด? พวกเขาใช้ชีวิตเช่นนั้นทุกวัน ไม่เพียรพยายามและไม่ก้าวหน้า และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงพูดสิ่งเก่าๆ เดิมๆ อยู่เสมอเมื่อพวกเขาอธิษฐานถึงพระเจ้า พวกเขาไม่เข้าใจการเข้าสู่ชีวิตแม้แต่น้อย พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาไม่รู้สึกถึงสิ่งใดเลย พวกเขาไม่แสดงปฏิกิริยาใดเลยไม่ว่าพวกเขารับฟังคำเทศนามากแค่ไหนและไม่ว่าจะมีการสามัคคีธรรมความจริงอย่างไรก็ตาม พวกเขารู้สึกว่าทั้งหมดนั้นซ้ำซากจำเจและทั้งหมดนั้นหมายถึงสิ่งเดียวกัน แล้วพวกเขามีอะไรจะพูดกับพระเจ้าบ้างหรือไม่? สิ่งที่ผู้คนจะอธิษฐานและพูดเมื่อพวกเขามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าขึ้นอยู่กับคำพูดในหัวใจของพวกเขาที่พวกเขาต้องการพูดกับพระเจ้า และพวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาต้องพูดสิ่งเหล่านี้กับพระเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด ในหัวใจของเจ้า อย่างน้อยที่สุดเจ้าต้องมีความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับข้อกำหนดของพระเจ้า ความลำบากยากเย็นที่เจ้าเผชิญ และวิธีที่เจ้าควรทำให้ได้ตามข้อกำหนดของพระเจ้า หากในหัวใจของเจ้าไม่มีอะไรเลย และทั้งหมดที่เจ้าทำได้คือกล่าวคำพูดบางคำที่ฟังเสนาะหูรวมทั้งคำขวัญและคำสอนบางอย่าง และแค่ทำอย่างขอไปที เช่นนั้นนั่นย่อมไม่ใช่คำอธิษฐาน หากเจ้าได้ให้ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นแต่ยังไม่เคยทำสิ่งใดที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแม้แต่น้อย และในท้ายที่สุดเจ้าก็ยังคงหมิ่นเหม่ไปในทางที่จะทรยศพระเจ้า ปฏิเสธพระเจ้า และถอนตัวได้ทุกเมื่อ เช่นนั้นนี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าปราศจากวุฒิภาวะ ในตอนนี้เมื่อพวกเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน หากพวกเจ้าสามารถรักษาสัมพันธภาพของพวกเจ้ากับพระเจ้าให้สัมพันธ์กับข้อกำหนดของพระเจ้าและการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเจ้าเองได้เป็นส่วนใหญ่ เช่นนั้นสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าย่อมจะได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว เจ้าย่อมจะไม่เดินตามเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ และนี่ย่อมหมายความว่าเจ้าจะเริ่มเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องแห่งความเชื่อในพระเจ้าแล้ว
ตอนนี้พวกเจ้ามีความชัดเจนเกี่ยวกับการสำแดงต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง ตลอดจนคำนิยามเกี่ยวกับธรรมชาติของพฤติกรรมดังกล่าวแล้วหรือไม่? มีความแตกต่างใดหรือไม่ระหว่างการสำแดงของพวกศัตรูของพระคริสต์กับการสำแดงถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนธรรมดาสามัญ? พวกเจ้าสามารถทำการเปรียบเทียบในยามที่เผชิญกับประเด็นปัญหาอย่างแท้จริงได้หรือไม่? พวกเจ้าสามารถคำนึงถึงว่าการสำแดงของพวกศัตรูของพระคริสต์เป็นการสำแดงของคนธรรมดาสามัญที่เสื่อมทรามหรือในทางกลับกันได้หรือไม่? พวกเจ้าควรจำแนกความต่างระหว่างสองสิ่งนี้อย่างไร? การดูอุปนิสัยของคนคนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาสำแดงและเผยออกมาอย่างสม่ำเสมอ และการดูแก่นแท้ของพวกเขาจากอุปนิสัย คือวิธีการที่จะระบุลักษณะของพวกเขาได้อย่างแม่นยำ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริงและไม่ยกย่องพระเจ้า พวกเขาก็แค่ยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองเท่านั้น การสำแดงนี้เห็นได้ชัดเจนและโดดเด่นยิ่งนัก อีกทั้งถูกธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาครอบงำอย่างสิ้นเชิง แม้คนธรรมดาสามัญก็ยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองเช่นกัน แต่เมื่อเจ้าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา พวกเขาสามารถยอมรับสามัคคีธรรมดังกล่าวและรับรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง และพวกเขาก็สามารถยอมรับความจริงได้ เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือง่ายดายมากสำหรับพวกเขา—นี่คือความแตกต่างระหว่างพวกศัตรูของพระคริสต์กับคนธรรมดาสามัญ ทีนี้เมื่อได้พูดเช่นนี้ไปแล้ว การแยกแยะระหว่างพวกเขากลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? พวกศัตรูของพระคริสต์มีลักษณะเฉพาะอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือ เมื่อพวกเขาไม่รักความจริงหรือปฏิเสธความจริง พวกเขาปฏิเสธความจริงโดยตรงหรือไม่? (ไม่) พวกเขานำวิธีการใดมาใช้ในการปฏิเสธความจริงเพื่อให้เจ้าเห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริง? พวกเขาจะยุ่งอยู่กับการใช้เหตุผลอันชาญฉลาดเพื่อหักล้างเจ้า โดยพูดว่าสิ่งที่เจ้ากำลังสามัคคีธรรมอยู่ไม่ใช่ความจริง และมีเพียงสิ่งที่พวกเขาสามัคคีธรรมเท่านั้นที่เป็นความจริง ตัวอย่างเช่น พวกเขาเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองและใครบางคนเปิดโปงพวกเขา แล้วหลังจากนั้นพวกเขาแสดงให้เห็นการสำแดงใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นยืนยันว่าพวกเขาไม่รักหรือไม่ยอมรับความจริง? การยุ่งอยู่กับการใช้เหตุผลอันชาญฉลาดและการพยายามแก้ต่างให้กับตัวเองคือการสำแดงหนึ่ง และยังมีการปกปิดความจริงที่เป็นข้อเท็จจริงอีกด้วย และวาระซ่อนเร้นของพวกเขาก็คือความจริงที่ว่านั้นเอง วาระซ่อนเร้นของพวกเขาคือการเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นเคารพนับถือพวกเขาอย่างสูงส่ง พวกเขาจะไม่ปล่อยให้เจ้ารู้วาระซ่อนเร้นของพวกเขา พวกเขาก็จะแค่พูดสิ่งทั้งหลายที่เทียมเท็จและฟังดูรื่นหู ยุ่งอยู่กับการใช้เหตุผลอันชาญฉลาด ตบตาเจ้า ทำให้เจ้าสับสน เพื่อที่ในท้ายที่สุดแล้วเจ้าจะได้พูดว่าพวกเขาไม่ได้กำลังเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง จากนั้นพวกเขาก็จะได้สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนแล้ว พวกเขากล่าวสิ่งทั้งหลายที่เทียมเท็จและฟังดูรื่นหู ยุ่งอยู่กับการใช้เหตุผลอันชาญฉลาด ตบตาผู้คน พวกเขาไม่ยอมรับว่าพวกเขากำลังเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง พวกเขาไม่ยอมรับการที่เจ้าเปิดโปงพวกเขา พวกเขาไม่ยอมรับการตำหนิของเจ้า นับประสาอะไรที่พวกเขาจะยอมรับการระบุลักษณะตามข้อเท็จจริงเช่นนี้ พวกเขาไม่ยอมรับเรื่องนี้แม้แต่น้อย และถึงขั้นคิดหาข้ออ้างต่างๆ โดยพูดว่า “นั่นไม่ใช่ตัวฉันที่เป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเอง มีเหตุผลและบริบทในการที่ฉันพูดเช่นนั้น การพูดสิ่งที่ไม่เหมาะสมไม่กี่อย่างในสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องปกติทั้งสิ้นและไม่ใช่ปัญหา เรื่องนี้นับว่าเป็นการเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองได้หรือไม่? ยิ่งไปกว่านั้น ฉันก็ทำงานทั้งหมดนี้ไปแล้ว และต่อให้ฉันไม่ได้สัมฤทธิ์อะไร ฉันก็สู้ทนความลำบากมา ถ้าบางคนจะยกย่องและบูชาฉัน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” พวกเขาไม่คิดว่าพฤติกรรมที่ทำให้เสื่อมเสียเช่นนี้ การกระทำที่น่าขยะแขยงเช่นนี้เป็นเรื่องใหญ่—นี่ใช่ท่าทีของการยอมรับความจริงหรือไม่? พวกเขาไม่รู้สึกถึงความละอายแก่ใจเนื่องจากความประพฤติชั่วเหล่านี้ และถึงขั้นคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่—นี่คือแก่นแท้ของคนชั่ว พวกศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าการยกย่องตัวเองและเป็นพยานยืนยันเกี่ยวกับตัวเองเหมาะสมทั้งสิ้นและเป็นสิ่งที่พวกเขาควรทำ พวกเขาคิดว่า “ฉันทำสิ่งนี้เพราะฉันมีความสามารถนี้—คนอื่นคู่ควรกับการทำสิ่งนี้ไหม? ฉันได้รับการสนับสนุนจากทุกคน ฉันทุ่มเทความพยายามไปมากเหลือเกินในการทำงานของคริสตจักร ฉันมีผลงานที่มีคุณค่าอย่างสูงต่อพระนิเวศของพระเจ้ามากเช่นนั้นและแบกรับความเสี่ยงมากเหลือเกิน! หากคุณไม่ให้บำเหน็จและไม่ให้ผลประโยชน์แก่ฉันเลยเป็นเรื่องที่เป็นธรรมหรือไม่? พระเจ้าทรงชอบธรรมมิใช่หรือ? พระองค์ไม่ทรงตอบแทนแต่ละคนตามการกระทำของพวกเขาหรอกหรือ? เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วฉันไม่คู่ควรกับการสนับสนุนจากทุกคนเนื่องจากการได้สร้างคุณูปการทั้งหมดนี้และแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดนี้หรอกหรือ?” พวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องได้บางสิ่งตอบแทนสำหรับการทำหน้าที่ของตน และบำเหน็จขั้นต่ำก็ควรเป็นการสนับสนุนจากทุกคนรวมทั้งการสามารถชื่นชมความจงรักภักดี เกียรติยศ และผลประโยชน์ที่พวกเขาสมควรได้รับ นี่ใช่ท่าทีของการยอมรับความจริงหรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วในที่นี้อะไรคือความจริง? ตัวอย่างเช่น เจ้าพูดกับพวกเขาว่า “ไม่ว่าผู้คนทนทุกข์มากเพียงใด พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และพวกเขาก็ควรทนทุกข์เพราะพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม การทนทุกข์ขณะที่ทำหน้าที่ของตนเป็นเพียงแค่หนทางหนึ่งซึ่งผู้คนทนทุกข์ ไม่ว่าพวกเรามีความสามารถเพียงใดหรือพวกเรามีพรสวรรค์ใด พวกเราไม่ควรคาดหวังบำเหน็จใดๆ และไม่ควรพยายามทำข้อตกลงกับพระเจ้า” นี่ไม่ใช่ความจริงหรอกหรือ? นี่คือความจริงที่เป็นรากฐานที่สุดซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรเข้าใจ อย่างไรก็ตาม ความจริงนี้พบได้ในปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกรวมทั้งในความคิดและทัศนะของพวกเขาหรือไม่? (ไม่ได้) เมื่อพวกเขาได้ยินความจริงนี้ พวกเขายอมรับความจริงนี้หรือไม่? ไม่ พวกเขาไม่ยอมรับ ท่าทีของพวกเขาเป็นอย่างไร? พวกเขาเชื่อว่าการอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าก็เป็นดังเช่นการอยู่ในโลก พวกเขาต้องได้รับบำเหน็จตามการลงแรงของพวกเขา พวกเขาต้องได้รับบางสิ่งสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และหากพวกเขาแบกรับความเสี่ยงอยู่บ้าง เช่นนั้นพวกเขาก็ควรรับผลประโยชน์และพระคุณที่พวกเขาสมควรได้รับ การปฏิบัติหน้าที่ของคนเราเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันของคนทุกคน และค่าตอบแทนไม่สำคัญในเรื่องนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์ยอมรับความจริงนี้หรือไม่? ท่าทีของพวกเขาเป็นอย่างไร? พวกเขาดูหมิ่นและไม่ยอมรับ โดยพูดว่า “พวกคุณน่ะพวกปัญญาอ่อน แม้แต่เรื่องนี้พวกคุณก็ยอมรับ! นั่นใช่ความจริงหรือไม่? นั่นไม่ใช่ความจริง นั่นเป็นเพียงแค่การหลอกผู้คนให้หลงกล ความเที่ยงธรรมและความเท่าเทียมกันท่ามกลางผู้คน—นั่นต่างหากคือความจริง!” จะกล่าวได้ว่านี่คือสิ่งประเภทใด? นี่คือตรรกะกับความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติของซาตาน แล้วพวกศัตรูของพระคริสต์สามารถชักพาพวกที่ไม่เข้าใจความจริงให้หลงผิดได้หรือไม่? พวกศัตรูของพระคริสต์สามารถชักพาพวกคนเหล่านั้นให้หลงผิดได้อย่างง่ายดายมาก! บางคนอ่อนแอ พวกเขาไม่เข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา อีกทั้งพวกเขาก็ขาดพร่องขีดความสามารถและความสามารถในการทำความเข้าใจ และพวกเขาก็ไม่มีความเชื่อมากนัก และเมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ฟังเข้าทีมาก และพวกเขาก็คิดว่า “ใช่แน่นอน ฉันโง่เง่าขนาดนี้ได้อย่างไร? ในที่สุดแล้ววันนี้ฉันก็ได้พบคนที่เข้าใจ สิ่งที่พวกเขาพูดถูกต้อง!” คนเหล่านี้รับฟังและยอมรับสิ่งทั้งหลายที่ฟังดูมีเหตุผลและเป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาเท่านั้น พวกเขาไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าตามหลักธรรมที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะตรงตามความรู้สึกของผู้คน ตรงตามการคิดและตรรกะของผู้คน ตรงตามขนบธรรมเนียมและความเคยชินหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้คนหรือไม่ พระวจนะของพระเจ้าย่อมเป็นที่สิ้นสุด และพระวจนะเหล่านี้ทุกวจนะก็คือความจริงตั้งแต่ต้นจนจบ พระวจนะของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องมีใครมาตั้งคำถามหรือวิเคราะห์ และไม่ว่ามวลมนุษย์ทั้งปวงจะเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกหรือผิดก็ตาม และไม่ว่าจะมีใครสามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่ พระวจนะของพระเจ้าย่อมเป็นความจริงไปตลอดกาล พระวจนะของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องทนทานต่อการทดสอบแห่งกาลเวลา และพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมีมวลมนุษย์มาตรวจสอบยืนยันผ่านทางประสบการณ์—พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง นี่ใช่สิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์คิดหรือไม่? พวกเขาคิดว่า “พระเจ้าทรงต้องมีเหตุผล! ความชอบธรรมของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร? ไม่ใช่ว่าพวกที่ทนทุกข์มากมายและมีความสามารถอย่างยิ่งได้รับบำเหน็จอันยิ่งใหญ่ และพวกที่ทนทุกข์เล็กน้อยที่ไม่มีความสามารถมากนักกับพวกที่ไม่สร้างคุณูปการได้รับบำเหน็จเล็กน้อยหรอกหรือ?” พระเจ้าตรัสเช่นนี้หรือไม่? (ไม่) พระเจ้าไม่ตรัสเช่นนี้ พระเจ้าตรัสสิ่งใดหรือ? พระเจ้าตรัสว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราเป็นอาชีวะของคนทุกคน การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรามาพร้อมกับหลักธรรมของตัวเอง ทุกคนควรปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรมความจริง และนี่คือสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำ ในที่นี้มีการกล่าวถึงค่าตอบแทนใดบ้างหรือไม่? มีการกล่าวถึงบำเหน็จใดบ้างหรือไม่? (ไม่มี) ไม่มีการกล่าวถึงค่าตอบแทนหรือบำเหน็จ—นี่คือภาระผูกพัน “ภาระผูกพัน” หมายความว่าอย่างไร? ภาระผูกพันเป็นบางสิ่งที่ผู้คนควรทำ เป็นบางสิ่งซึ่งใช้ไม่ได้กับการได้รับบำเหน็จตามการลงแรงของคนเรา พระเจ้าไม่เคยทรงระบุเงื่อนไขว่าคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนมากควรได้รับบำเหน็จอันยิ่งใหญ่ และคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนน้อยหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในลักษณะที่ไม่เป็นประโยชน์ควรได้รับบำเหน็จเล็กน้อย—พระเจ้าไม่เคยตรัสสิ่งเช่นนี้ แล้วพระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่าอย่างไร? พระเจ้าตรัสว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราเป็นอาชีวะของคนทุกคน และเป็นบางสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรทำ—นี่คือความจริง พวกศัตรูของพระคริสต์เข้าใจเรื่องนี้อย่างนี้หรือไม่? พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าอย่างไร? พวกเขาจะปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านี้ในลักษณะที่แตกต่างออกไป จากมุมมองด้านผลประโยชน์ของพวกเขาเอง พวกเขาจะมีการตีความพระวจนะของพระเจ้าอย่างบิดเบือน กล่าวให้แน่ชัดก็คือสิ่งที่พวกเขาทำคือจงใจบิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า โดยใช้วิถีทางและความเข้าใจของตัวเองในการแปรเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าและความจริงให้เป็นการตีความอีกอย่าง แล้วธรรมชาติของการตีความเช่นนั้นเป็นอย่างไร? การตีความเช่นนั้นเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา สามารถชักพาผู้คนให้หลงผิดได้ อีกทั้งสามารถยั่วยุและชักนำผู้คนได้ พวกเขาเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าให้เป็นการพูดในลักษณะของตน ราวกับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงที่พวกเขากำลังแสดง และหลังจากพระเจ้าตรัสบางสิ่งแล้ว พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงวิธีที่พระเจ้าตรัสสิ่งนั้นรวมทั้งหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้าเป็นวิธีของตนเอง หลังจากพวกเขาเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นเป็นวิธีของตนเองแล้ว นั่นยังคงเป็นความจริงอยู่หรือไม่? ไม่ ไม่ใช่—นั่นคือความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติ พวกเจ้าสามารถแยกแยะเรื่องนี้ได้หรือไม่? (ได้ ถึงระดับหนึ่ง) หลังจากรับฟังคำเทศนามากมายยิ่งนัก บางคนก็เกิดวิจารณญาณขึ้นมาบ้าง แล้วแก่นแท้ของการต่อต้านและการปฏิเสธความจริงของพวกศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? (คือการปลอมแปลงพระวจนะของพระเจ้าและตีความพระวจนะของพระเจ้าอย่างบิดเบือน) แล้วเจตนาของพวกเขาในการปลอมแปลงพระวจนะของพระเจ้าและตีความพระวจนะของพระเจ้าอย่างบิดเบือนคืออะไร? เพื่อที่ผู้คนจะได้ไม่ยอมรับความจริงและยอมรับความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติของพวกเขาแทน พวกเขาจงใจบิดเบือนความจริงตามการคิดและตรรกะของตนเอง ผลประโยชน์และทัศนะรวมทั้งมโนคติอันหลงผิดของตน เช่นนั้นนี่ย่อมเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา และพวกเขาก็สามารถยั่วยุและชักพาบางคนที่โง่เขลาและไม่รู้ความรวมทั้งผู้ที่ไม่เข้าใจความจริงให้หลงผิดได้เช่นกัน สำหรับเจ้าแล้วคำพูดของพวกเขาอาจดูเหมือนถูกต้องเมื่อเจ้าได้ยินคำพูดเหล่านี้เป็นครั้งแรก แต่หากเจ้าวิเคราะห์คำพูดเหล่านี้อย่างระมัดระวัง เจ้าย่อมจะพบความทะเยอทะยานและกลอุบายของซาตานที่แฝงเร้นอยู่ภายในคำพูดเหล่านี้ จุดประสงค์ของความทะเยอทะยานและกลอุบายของพวกเขาคืออะไร? จุดประสงค์ของพวกเขาคือการทำประโยชน์ให้ตัวเอง ทำให้วิธีการในการทำสิ่งทั้งหลายและพฤติกรรมของพวกเขาเองธำรงคงไว้ได้ ให้ผู้คนทำการประเมินพวกเขาในทางที่ดี เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แย่และชั่วของพวกเขาเป็นพฤติกรรมและวิธีการในการทำสิ่งทั้งหลายที่ถูกควรซึ่งตรงตามความจริง ในหนทางนี้ พวกเขาเชื่อว่าผู้คนจะไม่ปฏิเสธพวกเขา และพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษพวกเขา บางทีพวกเขาอาจจะสามารถชักพาผู้อื่นให้หลงผิดเพื่อให้ผู้คนไม่ปฏิเสธพวกเขา แต่พวกเขาสามารถให้พระเจ้าไม่ทรงกล่าวโทษพวกเขาได้หรือไม่? มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของพระเจ้าได้หรือไม่? (ไม่ได้) พวกศัตรูของพระคริสต์โง่เง่าที่สุดตรงนี้นี่เอง พวกเขาอยากใช้เสน่ห์ทางวาจาและ “สมองอันฉลาดหลักแหลม” ของตนมาคิดหาตรรกะวิบัติและความเห็นนอกรีตบางจำพวกที่จะปลอมแปลงความจริง เพื่อให้คำกล่าวของพวกเขาสามารถธำรงคงไว้ได้ และด้วยเหตุนี้จึงเป็นการบอกปฏิเสธถ้อยดำรัสของพระเจ้าและปฏิเสธการดำรงอยู่ของความจริง—นี่ไม่ใช่การที่พวกเขาคิดโดยสำคัญผิดหรอกหรือ? พวกเขาสามารถสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาได้หรือไม่? (ไม่ได้) บางคนถามว่าจะทำสิ่งใดได้บ้างเมื่อศัตรูของพระคริสต์ชักพาบางคนให้หลงผิด หากคนเช่นนี้ถูกชักพาให้หลงผิดจริงๆ และไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ เช่นนั้นนี่ย่อมหมายความว่าพวกเขาถูกเผยให้เห็นและถูกกำจัดออกไปแล้ว และสมควรที่จะเป็นเช่นนั้นแล้ว นี่ก็คือการที่พวกเขาจบสิ้นแล้วและไม่สามารถหลีกหนีได้ พวกเขาได้ถูกชี้ชะตากรรมว่าจะต้องตาย และพระเจ้าก็ไม่เคยทรงวางแผนที่จะช่วยคนเช่นพวกเขาให้รอด พวกเขาเข้าสู่คริสตจักรภายใต้การเสแสร้งแกล้งทำอันเทียมเท็จ ลงแรงเล็กน้อยและได้ชื่นชมพระคุณอยู่บ้าง และเมื่อพระเจ้าไม่ต้องประสงค์พวกเขาอีกต่อไป พระองค์ก็ทรงส่งมอบพวกเขาให้กับซาตาน บังเอิญจริงๆ ที่พวกเขาได้ยินความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติ และเมื่อได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็ปรบมือและเห็นชอบกับเรื่องนี้ จากนั้นพวกเขาก็ออกไปติดตามซาตาน นี่คืออะไร? นี่คือการใช้ซาตานให้ทำงานรับใช้ มีข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งในหนังสือวิวรณ์ที่กล่าวว่า “จงให้คนอธรรมประพฤติการอธรรมต่อไป จงให้คนโสมมประพฤติการโสมมต่อไป จงให้คนชอบธรรมทำการชอบธรรมต่อไปและจงให้คนบริสุทธิ์เป็นคนบริสุทธิ์ต่อไป” (วิวรณ์ 22:11) นี่หมายความว่าผู้คนจะถูกจำแนกไปตามประเภทของตน เมื่อเป็นเรื่องของคนเหล่านั้นที่ติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์ นี่เป็นเพียงแค่พวกเขาประมาทเลินเล่อชั่วขณะหรือไม่? เป็นเพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงคอยเฝ้าระวังหรือไม่? นี่คือการที่พวกเขาถูกชี้ชะตากรรมว่าจะต้องตาย! หลังจากคบหาสมาคมกับคนเช่นนี้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เจ้าจะได้เห็นว่าพวกเขาไม่คู่ควรกับการได้รับการช่วยให้รอด—พวกเขาต่ำช้าเกินไป! เมื่อตัดสินจากลักษณะนิสัยและการไล่ตามเสาะหาความจริงของพวกเขา ธรรมชาติของพวกเขาเลวร้ายและรังเกียจความจริง และพวกเขาก็ไม่คู่ควรกับการได้รับการช่วยให้รอด พวกเขาไม่คู่ควรกับการได้รับสืบทอดพระคุณอันมหาศาลเช่นนั้นจากพระเจ้า หากพระเจ้าไม่ประทานพระคุณนี้แก่พวกเขา เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะไม่ได้รับพระคุณนี้ และดังนั้นคำสามคำอันเป็นหนทางสรุปพวกเขาได้เที่ยงตรงที่สุดก็คือ “ถึงคราวตาย”
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ