ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานถึงตัวเอง (ตอนที่สอง)

มีการสำแดงอื่นใดถึงการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองบ้างหรือไม่? พวกเจ้าล้วนควรทบทวนตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเจ้าจะทำสิ่งที่เป็นการให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองหรือไม่? เจ้าสามารถถูกยับยั้งด้วยมโนธรรมและสำนึกและป้องกันไม่ให้ตัวเองทำสิ่งที่ทำให้เสื่อมเสียเช่นนั้นได้หรือไม่? หากเจ้าสามารถยับยั้งตัวเองได้ เช่นนั้นนี่ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ามีความมีเหตุผล เจ้าแตกต่างจากพวกศัตรูของพระคริสต์ หากเจ้าไม่มีความมีเหตุผลนี้ และเจ้ามีความทะเยอทะยานและความอยากประเภทเหล่านี้ และยังสามารถทำสิ่งที่เป็นการให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองอีกด้วย เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นอย่างเดียวกับศัตรูของพระคริสต์ แล้วกรณีของพวกเจ้าเป็นอย่างไร? พวกเจ้ากระทำการด้วยความยับยั้งชั่งใจหรือไม่? หากเจ้ามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า สำนึกละอายแก่ใจ และความมีเหตุผล เช่นนั้นแม้เจ้าปรารถนาที่จะทำสิ่งเหล่านี้ เจ้าย่อมจะคิดว่าพระเจ้าจะทรงเกลียดสิ่งเหล่านี้และสิ่งเหล่านี้จะล่วงเกินพระองค์ และเมื่อนั้นเจ้าย่อมจะสามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองได้และจะไม่อาจหาญที่จะให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง หากเจ้ายับยั้งชั่งใจตัวเองครั้งหนึ่งแล้วก็เป็นสองครั้ง หลังจากผ่านไปสักพักแนวคิดเหล่านี้ เจตนารมณ์และความคิดเหล่านี้ ย่อมจะเริ่มที่จะลดน้อยถอยลงอย่างช้าๆ ไปทีละนิด เจ้าจะมีวิจารญาณเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้และรู้สึกว่าแนวคิดเหล่านี้น่าเหยียดหยามและน่าขยะแขยง แรงผลักดันและความอยากของเจ้าที่จะทำสิ่งทั้งหลายดังกล่าวจะลดน้อยถอยลง และเจ้าจะค่อยๆ สามารถบังคับตัวเองและควบคุมตัวเองได้ ถึงระดับที่แนวคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ อยู่เนืองนิจ หากเจ้าตระหนักรู้ถึงแนวคิดเหล่านี้แต่ไม่สามารถยังยั้งตัวเองได้ และเจ้าเก็บงำความตั้งใจที่แรงกล้าเป็นพิเศษ แค่ต้องการที่จะทำให้ผู้คนเคารพบูชาเจ้า และเจ้ารู้สึกไม่พึงพอใจหากไม่มีใครเคารพบูชาเจ้าหรือติดตามเจ้า และกลายเป็นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และต้องการทำบางสิ่ง และสามารถให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองและโอ้อวดได้อย่างไม่มีหลักศีลธรรม—เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นศัตรูของพระคริสต์ กรณีของพวกเจ้าเป็นอย่างไร? (เมื่อข้าพระองค์ตระหนักรู้ถึงแนวคิดเหล่านี้ ข้าพระองค์สามารถยับยั้งตัวเองได้) เจ้าพึ่งพาสิ่งใดเพื่อยับยั้งตัวเอง? (ข้าพระองค์พึ่งพาการมีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าและการมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า) หากคนเรามีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า พวกเขาย่อมสามารถยับยั้งชั่งใจได้ การยับยั้งชั่งใจไม่ได้สัมฤทธิ์ด้วยการหน่วงเหนี่ยวตัวเองหรือขัดขวางตัวเอง แต่กลับเป็นผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์ผ่านทางการเข้าใจความจริงและยำเกรงพระเจ้า คนเรายับยั้งตัวเองผ่านทางความมีเหตุผลและความคิดอ่าน และในเวลาเดียวกันคนเราก็ยับยั้งตัวเองเพราะตนมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าเล็กน้อยและหวาดกลัวว่าจะล่วงเกินพระองค์ หากความมีเหตุผลของเจ้าไม่สามารถยับยั้งเจ้าได้ และเจ้าก็ไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอีกด้วย และหากเจ้าไม่รู้สึกถึงความละอายแก่ใจเมื่อให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองและปรารถนาที่จะยืนกรานในการทำเช่นนั้น ไม่ละทิ้งจนกว่าเจ้าจะสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของเจ้า เช่นนั้นธรรมชาติของการนี้ย่อมแตกต่างออกไป—เจ้าย่อมเป็นศัตรูของพระคริสต์

กลวิธีและการสำแดงต่างๆ ซึ่งพวกศัตรูของพระคริสต์มีสำหรับการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองมีสารพัดสารพัน บางอย่างเกี่ยวข้องกับการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองโดยตรง รวมทั้งพูดถึงคุณความดีทั้งหมดของพวกเขา ในขณะที่อย่างอื่นเกี่ยวข้องกับการที่พวกเขาหาทางที่จะใช้การใช้คำหรือวิธีการทางอ้อมเพื่อทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขาและสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการให้ผู้คนยกย่องบูชา เคารพบูชา และติดตามพวกเขา และแม้กระทั่งยึดครองที่ในหัวใจของผู้คน—นี่เป็นธรรมชาติของพฤติกรรมดังกล่าว อุปนิสัยของการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองของพวกศัตรูของพระคริสต์แตกต่างจากอุปนิสัยดังกล่าวของผู้คนธรรมดาสามัญในแง่ของธรรมชาติของอุปนิสัยดังกล่าว จุดจบที่อุปนิสัยดังกล่าวส่งผลให้เกิด ตลอดจนหนทางที่อุปนิสัยดังกล่าวสำแดงออกมา รวมทั้งเจตนาและจุดมุ่งหมายที่เป็นรากฐานของอุปนิสัยดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองพูดถึงแต่คุณความดีทั้งปวงของตนหรือไม่? บางครั้งพวกเขาก็พูดถึงด้านที่ไม่ดีของตนด้วย แต่ในเวลาที่พวกเขาทำเช่นนี้พวกเขากำลังชำแหละและพยายามที่จะรู้จักตัวเองอย่างแท้จริงอยู่หรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นคนเราค้นพบอย่างไรว่าการรู้จักตัวเองของตนไม่แท้จริง แต่กลับมีการปลอมปนและมีความตั้งใจเบื้องหลังเรื่องนี้? คนเราสามารถเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ้วนทั่วได้อย่างไร? จุดสำคัญในที่นี้ก็คือในเวลาเดียวกับที่พวกเขากำลังพยายามที่จะรู้จักตัวเองและเปิดโปงความอ่อนแอ ข้อตำหนิ ข้อบกพร่อง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอยู่นั้น พวกเขาก็กำลังมองหาข้ออ้างและเหตุผลที่จะปลดเปลื้องตัวเองจากความรู้สึกผิดด้วยเช่นกัน พวกเขาแอบบอกกับผู้คนว่า “ทุกคนสามารถทำความผิดพลาดได้ ไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้น พวกคุณล้วนสามารถทำความผิดพลาดได้เช่นกัน ความผิดพลาดที่ฉันทำไปนั้นเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้ นั่นเป็นความผิดพลาดเล็กน้อย หากพวกคุณทำความผิดพลาดเดียวกันนี้ นั่นคงจะเป็นกรณีที่รุนแรงกว่าของฉันมากมาย เพราะพวกคุณคงจะไม่ทบทวนและชำแหละตัวเอง แม้ฉันทำความผิดพลาด แต่ฉันก็ดีกว่าพวกคุณๆ ทั้งหลายอีกทั้งมีความมีเหตุผลและความซื่อตรงมากกว่า” เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็คิดว่า “คุณพูดถูกโดยแท้ คุณเข้าใจความจริงมากมาย และมีวุฒิภาวะจริงๆ เมื่อคุณทำความผิดพลาด คุณสามารถทบทวนและชำแหละตัวเองได้ คุณดีกว่าที่พวกเราเป็นมากมาย หากพวกเราทำความผิดพลาด พวกเราไม่ทบทวนและไม่พยายามที่จะรู้จักตัวเอง และพวกเราก็ไม่อาจหาญที่จะชำแหละตัวเองด้วยความกลัวที่จะอับอาย คุณมีวุฒิภาวะและความกล้ามากกว่าพวกเรา” คนเหล่านี้ทำความผิดพลาดแต่พวกเขาก็ยังคงได้รับการเคารพนับถือจากผู้อื่นและยกย่องตัวเอง—นี่เป็นอุปนิสัยแบบใด? พวกศัตรูของพระคริสต์บางคนเก่งกาจเป็นพิเศษในการเสแสร้ง ฉ้อโกงผู้คน และเสแสร้งปั้นฉากหน้า เมื่อพวกเขาเผชิญกับคนที่เข้าใจความจริง พวกเขาก็เริ่มพูดถึงการรู้จักตัวเองของตน และยังพูดอีกด้วยว่าพวกเขาเป็นมารและซาตาน ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่ดี และพวกเขาคู่ควรกับการถูกสาปแช่ง สมมติว่าเจ้าถามพวกเขาว่า “ในเมื่อคุณพูดว่าคุณเป็นมารและซาตาน คุณได้กระทำความชั่วใดหรือ?” พวกเขาจะพูดว่า “ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ฉันเป็นมาร และฉันก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่มาร ฉันยังเป็นซาตานด้วย!” จากนั้นเจ้าก็ถามพวกเขาว่า “ในเมื่อคุณพูดว่าคุณเป็นมารและซาตาน คุณได้ทำการกระทำชั่วใดของมารและซาตาน และคุณได้ขัดขืนพระเจ้าอย่างไร? คุณบอกความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ชั่วร้ายที่คุณได้ทำได้หรือไม่?” พวกเขาจะพูดว่า “ฉันไม่ได้ทำอะไรที่ชั่วร้ายเลย!” จากนั้นเจ้าก็รุกต่อไปแล้วถามว่า “หากคุณไม่เคยทำอะไรที่ชั่วร้ายเลย เช่นนั้นเหตุใดคุณจึงพูดว่าคุณเป็นมารและซาตาน? คุณกำลังพยายามที่จะสัมฤทธิ์สิ่งใดโดยการพูดเช่นนี้?” เมื่อเจ้าจริงจังกับพวกเขาขึ้นมาเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะไม่มีอะไรจะพูด ที่จริงแล้ว พวกเขาได้ทำสิ่งที่ไม่ดีมากมาย แต่แน่นอนที่สุดว่าพวกเขาจะไม่แบ่งปันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้กับเจ้า พวกเขาก็แค่จะพูดคุยโตบ้างและพ่นคำสอนบางอย่างเพื่อพูดถึงการรู้จักตัวเองของตนในลักษณะที่กลวงเปล่า เมื่อเป็นเรื่องของวิธีที่พวกเขาดึงผู้คนเข้ามาโดยเฉพาะ หลอกลวงผู้คน ใช้ผู้คนตามความรู้สึกของพวกเขาเอง ล้มเหลวที่จะจริงจังกับผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ต่อต้านการจัดแจงเตรียมงาน หลอกลวงเบื้องบน ปกปิดสิ่งทั้งหลายจากพี่น้องชายหญิง รวมทั้งพวกเขาสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามากแค่ไหน พวกเขาจะไม่พูดสักคำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเหล่านี้ นี่ใช่การรู้จักตัวเองที่แท้จริงหรือไม่? (ไม่) ในการพูดว่าพวกเขาเป็นมารและซาตานนั้น พวกเขากำลังเสแสร้งว่ารู้จักตัวเองเพื่อที่จะยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองมิใช่หรือ? นี่ไม่ใช่วิธีการที่พวกเขาใช้หรอกหรือ? (ใช่) บุคคลปกติทั่วไปไม่สามารถมองวิธีการนี้ออก เมื่อผู้นำบางคนถูกปลด พวกเขาได้รับเลือกอีกครั้งไม่นานหลังจากนั้น และเมื่อเจ้าถามเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ บางคนก็พูดว่า “ผู้นำคนนั้นมีขีดความสามารถดี พวกเขารู้ว่าพวกเขาเป็นมารและซาตาน มีใครอีกไหมที่มีความรู้ระดับเช่นนั้น? มีเพียงผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงเท่านั้นที่มีความรู้ที่ว่านั้น ไม่มีใครในพวกเราสามารถได้รับความรู้เกี่ยวกับตัวเองที่ว่านั้น บุคคลปกติทั่วไปไม่มีวุฒิภาวะที่ว่านั้น ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนจึงคัดเลือกพวกเขาอีกครั้ง” เกิดอะไรขึ้นตรงนี้? คนเหล่านี้ถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้ว ผู้นำคนนี้รู้ว่าตนเป็นมารและซาตานแต่ก็ยังได้รับคัดสรรจากทุกคน แล้วการที่พวกเขาพูดว่าพวกเขาเป็นมารและซาตานมีผลกระทบและผลที่ตามมาแบบใดกับผู้คน? (นั่นทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขา) ถูกต้อง นั่นทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขามากขึ้น ผู้ไม่มีความเชื่อเรียกวิธีการนี้ว่า “การล่าถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า” นี่หมายความว่าเพื่อที่จะให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขามากขึ้น ก่อนอื่นพวกเขาจะพูดสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าพวกเขาสามารถเปิดใจและรู้จักตัวเอง พวกเขามีความลึกซึ้งและความรู้ความเข้าใจเชิงลึก รวมทั้งการเข้าใจอันลุ่มลึก และเพราะการนี้ทุกคนจึงเคารพบูชาพวกเขามากขึ้น แล้วผลลัพธ์จากการที่ทุกคนเคารพบูชาพวกเขามากขึ้นเป็นอย่างไร? เมื่อถึงเวลาอีกครั้งที่จะคัดเลือกผู้นำ พวกเขาก็ยังคงได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้คนที่เพียบพร้อมสำหรับบทบาทนี้ วิธีการนี้ไม่ค่อนข้างฉลาดแยบยลหรอกหรือ? หากพวกเขาไม่ได้พูดถึงการรู้จักตัวเองของตนเช่นนี้และไม่ได้พูดว่าพวกเขาเป็นมารและซาตาน แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแค่คิดลบ เมื่อผู้อื่นได้เห็นเรื่องนี้ พวกเขาคงจะพูดว่า “ทันทีที่คุณถูกปลดและสูญเสียสถานะของคุณ คุณก็กลายเป็นคิดลบ คุณเคยสอนพวกเราไม่ให้คิดลบ และตอนนี้ความคิดลบของคุณรุนแรงกว่าของพวกเราด้วยซ้ำ พวกเราจะไม่คัดสรรคุณ” จะไม่มีใครยกย่องนับถือผู้นำคนนี้ แม้ทุกคนจะยังคงขาดพร่องวิจารณญาณเกี่ยวกับพวกเขา อย่างน้อยที่สุดทุกคนก็จะไม่คัดเลือกพวกเขาให้เป็นผู้นำอีก และคนคนนี้จะไม่สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนในการให้ผู้อื่นยกย่องนับถือเขา แต่ผู้นำคนนี้ชิงพูดก่อนว่า “ฉันเป็นมารและซาตาน ขอพระเจ้าทรงสาปแช่งและส่งฉันลงนรกขุมที่สิบแปดและไม่อนุญาตให้ฉันเกิดใหม่ไปชั่วกัลปาวสาน!” เมื่อได้ยินเช่นนี้บางคนก็รู้สึกสงสารพวกเขาและพูดว่า “ผู้นำของพวกเราทนทุกข์มามากมาย โอ พวกเขาช่างถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจริงๆ! หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้พวกเขาเป็นผู้นำ เช่นนั้นพวกเราก็จะเลือกพวกเขา” ทุกคนสนับสนุนผู้นำคนนี้ถึงระดับเช่นนั้น แล้วพวกเขาไม่ได้ถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้วหรอกหรือ? ความตั้งใจเดิมจากคำพูดของพวกเขาได้รับการยืนยันแล้ว เป็นการพิสูจน์ว่าจริงๆ แล้วพวกเขากำลังชักพาผู้คนให้หลงผิดในหนทางนี้ บางครั้งเหล่าซาตานก็ชักพาให้ผู้คนหลงผิดด้วยการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเอง และบางครั้งพวกมันก็สามารถยอมรับความผิดพลาดของตนได้อย่างอ้อมๆ เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น แต่นั่นล้วนเป็นฉากหน้า และจุดมุ่งหมายของพวกมันคือการได้รับความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจจากผู้คน พวกมันถึงกับพูดว่า “ไม่มีใครเพียบพร้อม ทุกคนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและทุกคนสามารถทำความผิดพลาดได้ ตราบใดที่คนเราสามารถแก้ไขความผิดพลาดของตนได้ พวกเขาย่อมเป็นคนดี” เมื่อผู้คนได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็รู้สึกเรื่องนี้ถูกต้อง ยังคงบูชาและติดตามซาตานทั้งหลายต่อไป วิธีการของเหล่าซาตานคือการชิงยอมรับความผิดพลาดของตนเสียก่อน แอบยกชูตัวเองและยกฐานะของตนในหัวใจของผู้คน เพื่อให้ผู้คนยอมรับทุกสิ่งเกี่ยวกับพวกมัน—แม้กระทั่งข้อผิดพลาดของพวกมัน—จากนั้นก็ให้อภัยข้อผิดพลาดเหล่านี้ แล้วค่อยๆ ลืมไปเสีย ในที่สุดก็ยอมรับพวกมันอย่างสิ้นเชิง จงรักภักดีต่อพวกมันไปจนตาย ไม่มีวันผละจากหรือทอดทิ้ง และติดตามพวกมันไปจนถึงที่สุด นี่ไม่ใช่วิธีการในการทำสิ่งทั้งหลายของซาตานหรอกหรือ? นี่คือวิธีที่ซาตานกระทำการ และพวกศัตรูของพระคริสต์ก็ใช้วิธีการแบบนี้เมื่อพวกเขากระทำการเพื่อที่จะลุล่วงความทะเยอทะยานและจุดมุ่งหมายของตนในการให้ผู้คนเคารพบูชาและติดตามพวกเขาอีกด้วย ผลที่ตามมาจากการนี้เป็นอย่างเดียวกัน และไม่แตกต่างจากผลที่ตามมาจากการที่ซาตานชักพาผู้คนให้หลงผิดและทำให้ผู้คนเสื่อมทรามแม้แต่น้อย

เมื่อบางคนพูดถึงการรู้จักตัวเองของตน พวกเขานำเสนอตัวเองว่าเป็นความยุ่งเหยิงไปหมดและเป็นคนไม่เอาไหน ถึงขั้นพูดว่าพวกเขาเป็นมารและซาตาน พวกเขาคู่ควรกับการถูกสาปแช่ง และพวกเขาจะไม่พร่ำบ่นหากพระเจ้าทรงกำจัดพวกเขาออกไป อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้ไม่มีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับแก่นแท้ธรรมชาติหรืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และพวกเขาก็ไม่สามารถแบ่งปันสิ่งใดเกี่ยวกับรูปการณ์แวดล้อมที่แท้จริงของตนเลย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับพยายามที่จะใช้ฉากหน้าเพื่อชักพาผู้อื่นให้หลงผิด และใช้วิธีการและกลวิธีต่างๆ ในการยอมรับความผิดพลาดของตนอย่างกระตือรือร้นและ “ล่าถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า” เพื่อตบตาและหลอกลวงผู้คน จากนั้นจึงให้ผู้คนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับพวกเขาในทางที่ดี นี่คือการปฏิบัติของพวกศัตรูของพระคริสต์ คราวหน้าที่พวกเจ้าเผชิญกับใครบางคนเช่นนี้ พวกเจ้าควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร? (มองลึกลงไปในรายละเอียด) ถูกต้อง พวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะสืบค้นประเด็นปัญหานี้และมองลึกลงไปในรายละเอียด แล้วพวกเจ้าควรสาวให้ลึกเพียงใด? จงสาวลึกจนกว่าพวกเขาจะร้องขอความกรุณาและพูดว่า “ฉันจะไม่มีวันชักพาพวกคุณให้หลงผิดอีก ต่อให้พวกคุณเลือกฉันเป็นผู้นำของพวกคุณ ฉันก็จะไม่เข้ารับบทบาทนั้น” จงพูดกับพวกเขาว่า “พวกเราจะไม่มีวันถูกคุณชักพาให้หลงผิดหรือเลือกคุณเป็นผู้นำของพวกเราอีก ดังนั้นเลิกฝันไปได้เลย!” ฟังดูเป็นอย่างไร? พวกที่พูดถึงการรู้จักตัวเองของตนเกินจริงมาก และถึงขั้นสาปแช่งตัวเอง โดยการรู้จักตัวเองดังกล่าวไม่มีอันใดเลยที่ฟังดูแท้จริงแต่อย่างใด ล้วนเป็นคนหน้าซื่อใจคดและเป็นฝ่ายวิญญาณอย่างเทียมเท็จ และคำพูดทั้งหมดของพวกเขาก็ชักพาให้หลงผิด มีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งและรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับการพูดของผู้คนดังกล่าวที่เจ้าต้องสามารถแยกแยะได้ ตัวอย่างเช่น จงบอกเราที หากคนเราได้รับการร้องขอให้เขียนปฏิญญาสำหรับการเก็บรักษาของถวาย ประโยคแรกของปฏิญญานี้ควรกล่าวว่าอย่างไร? คนที่มีความมีเหตุผลและความเป็นมนุษย์ควรเขียนอะไร? พวกเขาจะใช้น้ำเสียงและการใช้ถ้อยวลีแบบใดเพื่อยืนในตำแหน่งที่ถูกควรและทำให้ท่าทีของพวกเขาเป็นที่รู้จัก? เวลาที่บุคคลธรรมดาสามัญพูด ทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังพูดตามปกติ แต่คนทะเยอทะยานที่เป็นคนชั่วหรือศัตรูของพระคริสต์มีน้ำเสียงเฉพาะเวลาพูด ซึ่งแตกต่างจากน้ำเสียงของบุคคลปกติทั่วไป ตัวอย่างเช่น พวกเขาพูดว่า “หากฉันคนนี้ยักยอกของถวายของพระเจ้าเป็นเงินหนึ่งสตางค์ ขอให้ฉันตายอย่างอนาถ—ขอให้ฉันถูกรถชน!” นี่คือน้ำเสียงแบบใด? พวกเขาเริ่มต้นด้วยคำว่า “ฉัน” เป็นการใช้น้ำเสียงที่ฟังดูสูงส่งที่สุด—แรงจูงใจเบื้องหลังน้ำเสียงและลักษณะการพูดของพวกเขาสามารถสังเกตเห็นได้ในคำพูดตามตัวอักษรที่พวกเขาใช้ คำแรกคือ “ฉัน”—พวกเขาใช้น้ำเสียงที่ฟังดูสูงส่งที่สุด รวมทั้งเสียงสูงเช่นนั้น—นี่ไม่ใช่ปฏิญญาที่ฟังดูสูงส่งหรอกหรือ? ปฏิญญาแบบนี้เรียกว่าอะไร? เรียกว่าฟังดูสูงส่งและหน้าซื่อใจคด การเขียนปฏิญญาด้วยความก้าวร้าวดังกล่าว—นี่คืออุปนิสัยแบบใด? นี่คือปฏิญญา แล้วเจ้ากำลังให้ปฏิญญานี้กับใคร? เจ้ากำลังให้ปฏิญญานี้กับพระเจ้า แล้วบุคคลปกติธรรมดาควรพูดอย่างไรในกรณีนี้? พวกเขาควรพูดอย่างถ่อมใจ ยืนในตำแหน่งที่ถูกควรของตน อธิษฐานถึงพระเจ้า และพูดจากหัวใจ พวกเขาไม่ควรใช้คำพูดที่ฟังดูสูงส่งหรือแสดงความก้าวร้าว ผู้คนดังกล่าวก้าวร้าวมากแม้ในยามที่ให้ปฏิญญา—อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขารุนแรงมาก! เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่าปฏิญญาของพวกเขาแท้จริงหรือเทียมเท็จ สิ่งที่พวกเขาหมายถึงก็คือ “คุณไม่วางใจฉันหรือ? คุณกลัวว่าฉันฉวยประโยชน์จากพระนิเวศของพระเจ้า กลัวว่าฉันขโมยของถวายใช่ไหม? คุณใช้ฉันแต่ไม่วางใจฉัน และคุณก็ขอให้ฉันให้ปฏิญญา—เช่นนั้นฉันจะให้ปฏิญญา คุณก็แค่คอยดูก็แล้วกันว่าฉันอาจหาญที่จะให้ปฏิญญานี้หรือไม่! ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะสามารถทำบางสิ่งเช่นนั้นได้” นี่คือท่าทีแบบใด? นี่เป็นความก้าวร้าวและการขาดความยับยั้งชั่งใจ พวกเขาถึงขั้นมีความกล้าที่จะตะโกนร้องต่อต้านพระเจ้า และใช้ปฏิญญาแก้ต่างให้ตัวเองและชักพาผู้คนให้หลงผิด นี่ใช่การยำเกรงพระเจ้าหรือไม่? ในเรื่องนี้ไม่มีความเคารพยำเกรงอย่างลึกซึ้งแม้แต่น้อย คนประเภทนี้เป็นซาตานและเป็นศัตรูของพระคริสต์ พวกศัตรูของพระคริสต์พูดอย่างนี้ การให้ปฏิญญาโดยมีการตะโกนร้องต่อต้านแฝงอยู่—นี่คืออุปนิสัยแบบใด? คนประเภทนี้ยังคงสามารถได้รับการช่วยให้รอดได้หรือไม่? พวกเจ้าเคยพบคนประเภทนี้มาก่อนหรือไม่? พวกเจ้าไม่รู้วิธีแยกแยะการสำแดง การเผย หรืออุปนิสัยเหล่านี้ที่พวกเขาแสดงใช่ไหม? บางคนถึงขั้นเชื่อว่าคนประเภทนี้คิดได้ชัดเจน มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ ซื่อสัตย์ และจงรักภักดีต่อพระเจ้า นี่ไม่โง่เขลาหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การขาดพร่องวิจารณญาณหรอกหรือ? พฤติกรรมและอุปนิสัยอันเลวร้ายนี้สามารถเห็นได้ในคำพูดตามตัวอักษรและการใช้ถ้อยวลีในปฏิญญาของพวกเขา แต่ผู้คนก็ยังคงคิดว่าศัตรูของพระคริสต์คนนี้ค่อนข้างดี คนเหล่านี้เข้าใจความจริงหรือไม่? ดูเหมือนทั้งหมดที่พวกเจ้าเข้าใจคือคำสอน พวกเจ้าสามารถทำได้เพียงพูดถึงคำสอนและกล่าวถ้อยคำที่ว่างเปล่า และพวกเจ้าไม่รู้จักแยกแยะเมื่อเป็นเรื่องของเรื่องและประเด็นปัญหาเฉพาะ ในอนาคตหากพวกเจ้าเผชิญกับเรื่องแบบนี้ พวกเจ้าจะรู้จักแยกแยะหรือไม่? (พวกเราจะรู้จักแยกแยะ) คนที่เขียนปฏิญญาดังกล่าวล้วนเป็นสัตว์เดรัจฉานและล้วนขาดพร่องความเป็นมนุษย์ พวกเจ้าเคยเห็นปฏิญญาประเภทนี้มาก่อนหรือไม่? พวกเจ้าเคยเขียนปฏิญญาเช่นนี้มาก่อนหรือไม่? (เคย) ปฏิญญาดังกล่าวมีน้ำเสียงเดียวกันและตอนเริ่มต้นเดียวกันกับปฏิญญานี้หรือไม่? (ปฏิญญาดังกล่าวไม่ตรงไปตรงมาเท่านี้) แล้วธรรมชาติของมันเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่? (เป็นอย่างเดียวกัน) ธรรมชาติของมันเป็นอย่างเดียวกัน การให้ปฏิญญาไม่เหมือนกับการเข้าสู่สนามรบ ซึ่งพึงต้องมีจิตวิญญาณแห่งการเสียสละตนเยี่ยงวีรบุรุษ การให้ปฏิญญาไม่พึงต้องมีจิตวิญญาณแบบนั้น เมื่อเจ้าให้ปฏิญญากับพระเจ้า เจ้าต้องคิดถึงเรื่องนี้อย่างถ้วนทั่ว และเข้าใจว่าทำไมเจ้าจึงจำเป็นต้องเขียนปฏิญญานี้ และเจ้ากำลังให้ปฏิญญานี้และปฏิญาณนี้กับใคร สิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์คือท่าทีของคนคนหนึ่ง ไม่ใช่จิตวิญญาณประเภทหนึ่ง จิตวิญญาณที่ว่าของเจ้านั้นก้าวร้าวและมีลักษณะเรียกร้อง เป็นการสำแดงถึงอุปนิสัยอันโอหังของซาตาน นั่นไม่ใช่ความศรัทธาและไม่ใช่การสำแดงซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรที่จะมี นับประสาอะไรที่จะเป็นตำแหน่งซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรเข้ารับ คนที่แสดงการสำแดงนี้ไม่ได้รับอิทธิพลจากความเป็นวีรบุรุษของชาติหรอกหรือ? นั่นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่? ผู้คนถูกวางยาพิษอย่างดิ่งลึกเกินไป—ทันทีที่พวกเขาเขียนปฏิญญาหรือปฏิญาณ พวกเขาก็นึกถึงบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงตลอดหลายยุคหลายสมัยซึ่งจงรักภักดีต่อประเทศและประชากรของตน บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแก๊งซาตาน และพวกเขาก็กระทำการอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจเพื่อที่จะทำให้ตัวเองโดดเด่นและเป็นพยานให้ตัวเอง และเพื่อที่จะยึดครองที่ในหัวใจของผู้คนและสร้างความมีหน้ามีตาอันดีให้กับตัวเอง เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถได้รับการจดจำว่ามีความสำคัญในประวัติศาสตร์รวมทั้งมีชื่อเสียงที่ดีซึ่งจะคงอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน คนรุ่นถัดๆ มาประเมินว่าเรื่องนี้ก็คือการที่พวกเขามีการอุทิศตนอย่างมืดบอดต่อประเทศของตน เจ้าคิดว่าพวกเขามืดบอดอย่างแท้จริงหรือไม่? ความมืดบอดนี้ที่จริงแล้วคืออะไร? นี่เป็นการปฏิบัติที่คิดคดทรยศและเลวร้ายที่สุด และมีเจตนาส่วนบุคคลภายในตัวมันเอง นี่ไม่ใช่ความมืดบอด และแน่นอนว่าไม่ใช่การอุทิศตน—นี่เป็นความเลวร้าย

พวกเราได้ดำเนินการสามัคคีธรรมเรื่องการที่พวกศัตรูของพระคริสต์ให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองมามากมายแล้ว มีประเด็นปัญหาอื่นใดหรือไม่ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ซึ่งพวกเจ้ายังคงไม่เข้าใจอย่างถ้วนทั่ว? บางคนใช้ภาษาในการเป็นพยานถึงตัวเองและพูดคำบางคำซึ่งโอ้อวดตนเอง ในขณะที่คนอื่นใช้พฤติกรรมต่างๆ คนที่ใช้พฤติกรรมเพื่อเป็นพยานถึงตัวเองมีการสำแดงอย่างไร? ภายนอกนั้น พวกเขาทำพฤติกรรมบางอย่างที่ค่อนข้างสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน ดึงดูดความสนใจจากผู้คน และผู้คนมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวสูงส่งมากและค่อนข้างสอดคล้องกับมาตรฐานทางศีลธรรม พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ผู้คนคิดว่าพวกเขามีเกียรติ พวกเขามีความซื่อตรง พวกเขารักพระเจ้าจริงๆ เคร่งศรัทธามาก และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าจริงๆ และพวกเขาเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขามักจะแสดงพฤติกรรมที่ดีภายนอกบางอย่างเพื่อที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิด—นี่ก็มีกลิ่นอายของการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองด้วยมิใช่หรือ? ปกติแล้ว ผู้คนยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองผ่านทางคำพูด โดยใช้การพูดที่ชัดเจนเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาแตกต่างจากผองชนอย่างไรและพวกเขามีความคิดเห็นที่ชาญฉลาดกว่าผู้อื่นอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขาและชื่นชมพวกเขาอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม มีวิธีการบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพูดที่ชัดแจ้ง โดยผู้คนใช้การปฏิบัติภายนอกมาเป็นพยานว่าตนเหนือกว่าผู้อื่นแทน การปฏิบัติประเภทเหล่านี้ถูกคิดมาเป็นอย่างดี มีสิ่งจูงใจและเจตนาบางอย่างอยู่กับตัว และการปฏิบัติเหล่านี้ก็ค่อนข้างมีจุดประสงค์ทีเดียว การปฏิบัติเหล่านี้ผ่านการอำพรางและดัดแปลงมาแล้วเพื่อให้สิ่งที่ผู้คนเห็นเป็นพฤติกรรมและการปฏิบัติบางอย่างซึ่งเป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ สูงส่ง เคร่งศรัทธา และคล้อยตามความประพฤติที่ถูกทำนองคลองธรรมของธรรมิกชน และถึงขั้นรักพระเจ้า ยำเกรงพระเจ้า และตรงตามความจริง นี่จึงบรรลุเป้าหมายที่เป็นการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองและให้ผู้คนยกย่องนับถือและเคารพบูชาพวกเขาเช่นกัน พวกเจ้าเคยพบเห็นหรือเผชิญกับเรื่องเช่นนี้หรือไม่? พวกเจ้ามีการสำแดงเหล่านี้หรือไม่? สิ่งเหล่านี้และหัวข้อนี้ซึ่งเรากำลังเสวนาอยู่นั้นแยกจากชีวิตจริงหรือไม่? ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แยกจากชีวิตจริง เราจะยกตัวอย่างประการหนึ่งที่เรียบง่ายมาก เวลาที่บางคนทำหน้าที่ของตน ภายนอกนั้นพวกเขาดูเหมือนยุ่งอย่างที่สุด พวกเขายังคงทำงานต่อไปอย่างมีจุดประสงค์ในช่วงเวลาที่ผู้อื่นกำลังกินหรือนอน และเมื่อผู้อื่นเริ่มทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ไปกินหรือนอน จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการทำเช่นนี้คือสิ่งใด? พวกเขาต้องการดึงดูดความสนใจและแสดงให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขายุ่งกับการทำหน้าที่ของตนมากจนกระทั่งไม่มีเวลากินหรือนอน พวกเขาคิดว่า “จริงๆ แล้วพวกคุณไม่ได้แบกรับภาระ พวกคุณแข็งขันมากเรื่องการกินและการนอนได้อย่างไร? พวกคุณเป็นคนไม่เอาไหน! ดูฉันสิ ฉันทำงานในขณะที่พวกคุณทุกคนกิน และฉันก็ยังคงทำงานในเวลาดึกตอนที่พวกคุณนอนหลับอยู่ พวกคุณจะสามารถทนทุกข์เช่นนี้ได้หรือ? ฉันสามารถสู้ทนกับความทุกข์นี้ ฉันกำลังกำหนดตัวอย่างด้วยพฤติกรรมของฉัน” พวกเจ้าคิดอย่างไรกับพฤติกรรมและการสำแดงจำพวกนี้? คนเหล่านี้ไม่ได้จงใจทำเช่นนี้หรอกหรือ? บางคนจงใจทำสิ่งเหล่านี้ แล้วนี่เป็นพฤติกรรมแบบใด? คนเหล่านี้ต้องการเป็นพวกไม่ทำตามขนบ พวกเขาต้องการแตกต่างจากผองชนและแสดงให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขายุ่งกับการทำหน้าที่ของตนตลอดคืน พวกเขาสามารถสู้ทนความทุกข์ได้เป็นพิเศษ ในหนทางนี้ทุกคนจะรู้สึกสงสารพวกเขาเป็นพิเศษและแสดงความเห็นอกเห็นใจพวกเขาเป็นพิเศษ คิดว่าพวกเขามีภาระอันหนักบนบ่าของตน ถึงระดับที่พวกเขางานยุ่งมากๆ และสาละวนวุ่นวายเกินกว่าจะกินหรือนอน และหากพวกเขาไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด เช่นนั้นทุกคนย่อมจะเว้าวอนพระเจ้าให้พวกเขา ออดอ้อนพระเจ้าเพื่อพวกเขา และอธิษฐานให้พวกเขา ในการทำเช่นนี้ คนเหล่านี้กำลังใช้พฤติกรรมและการปฏิบัติที่ดีซึ่งเป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ เช่น การสู้ทนความยากลำบากและการจ่ายราคา เพื่อตบตาคนอื่นและได้มาซึ่งความเห็นอกเห็นใจและการสรรเสริญจากพวกเขาด้วยการหลอกลวง แล้วอะไรคือผลลัพธ์สุดท้ายของเรื่องนี้? ทุกคนที่ได้พบเจอพวกเขาและได้เห็นพวกเขายอมลำบากย่อมจะพูดเป็นเสียงเดียวกันทุกคนว่า “ผู้นำของพวกเรามีสมรรถภาพมากที่สุด เป็นผู้ที่มีความสามารถมากที่สุดที่จะสู้ทนความทุกข์และจ่ายราคา!” เช่นนั้นพวกเขาไม่ได้สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนในการชักพาผู้คนให้หลงผิดแล้วหรอกหรือ? จากนั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระนิเวศของพระเจ้าก็กล่าวว่า “ผู้นำของพวกคุณไม่ได้ทำงานที่เป็นจริง พวกเขายุ่งวุ่นวายและทำงานโดยไม่มีจุดประสงค์ พวกเขากระทำการอย่างหุนหันพลันแล่นและพวกเขาก็ทำอะไรโดยพลการและเป็นเผด็จการ พวกเขาทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิง ไม่ทำงานอันใดที่พวกเขาควรที่จะทำ ไม่ปฏิบัติงานข่าวประเสริฐหรืองานผลิตภาพยนตร์ และชีวิตคริสตจักรก็ระส่ำระสายอีกด้วย พี่น้องชายหญิงไม่เข้าใจความจริง พวกเขาไม่มีการเข้าสู่ชีวิต และพวกเขาก็ไม่สามารถเขียนบทความเกี่ยวกับคำพยานได้ เรื่องที่น่าเวทนาที่สุดก็คือพวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะแยกแยะพวกผู้นำเทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์ได้ ผู้นำประเภทนี้ไม่มีสมรรถภาพมากเกินไป พวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ควรถูกปลด!” ภายใต้สภาพการณ์เหล่านี้ การปลดพวกเขาจะเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? อาจจะยากลำบาก เนื่องจากพี่น้องชายหญิงล้วนเห็นชอบพวกเขาและสนับสนุนพวกเขา หากมีใครพยายามปลดผู้นำคนนี้ พี่น้องชายหญิงย่อมจะยื่นประท้วงและเสนอแนะคำร้องขอต่อเบื้องบนเพื่อรักษาเขาไว้ เหตุใดจึงจะมีผลลัพธ์เช่นนี้? เพราะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ใช้พฤติกรรมที่ดีภายนอก เช่น การสู้ทนความยากลำบากและการจ่ายราคา ตลอดจนคำพูดที่ฟังดูสูงส่ง เพื่อดลใจ ชนะใจ และชักพาผู้คนให้หลงผิด ทันทีที่พวกเขาใช้รูปลักษณ์เทียมเท็จเหล่านี้เพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดแล้ว ทุกคนก็จะพูดแทนพวกเขาและไม่สามารถผละจากพวกเขาไปได้ พวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าผู้นำคนนี้ไม่ได้ทำงานจริงมากนัก และไม่ได้ชี้แนะประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้เข้าใจความจริงและได้รับการเข้าสู่ชีวิต แต่คนเหล่านี้ยังคงสนับสนุนเขา เห็นชอบกับเขา และติดตามเขา ไม่แม้แต่จะใส่ใจหากนี่หมายความว่าพวกเขาจะไม่ได้รับความจริงและชีวิต นอกจากนั้น เนื่องจากถูกผู้นำคนนี้ชักพาให้หลงผิด คนเหล่านี้ล้วนเคารพบูชาพวกเขา ไม่ยอมรับผู้นำคนใดนอกไปจากพวกเขา และไม่ต้องการพระเจ้าอีกต่อไปด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้นำคนนี้ดังเช่นพระเจ้าหรอกหรือ? หากพระนิเวศของพระเจ้ากล่าวว่าคนคนนี้ไม่ได้ทำงานที่เป็นจริงอีกทั้งเป็นผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ ผู้คนในคริสตจักรย่อมจะประท้วงและลุกขึ้นก่อการกบฏ จงบอกเราที ศัตรูของพระคริสต์คนนี้ชักพาผู้คนเหล่านั้นให้หลงผิดถึงระดับใดแล้ว? หากนี่เป็นพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นภาวะของผู้คนย่อมมีแต่จะดีขึ้นเท่านั้น และพวกเขาจะเข้าใจความจริงมากขึ้น กลายเป็นนบนอบพระเจ้ามากขึ้น มีที่สำหรับพระเจ้าในหัวใจของพวกเขามากขึ้น และรู้จักแยกแยะพวกผู้นำเทียมเท็จและพวกศัตรูของพระคริสต์ได้ดียิ่งขึ้น จากมุมมองนี้ สถานการณ์ที่พวกเราเพิ่งเสวนาไปนั้นไม่ใช่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างแน่นอนที่สุด—มีเพียงพวกศัตรูของพระคริสต์และจิตวิญญาณชั่วเท่านั้นที่สามารถชักพาผู้คนให้หลงผิดถึงขั้นนี้ได้หลังจากทำงานเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง คนมากมายถูกพวกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ชักพาให้หลงผิดและควบคุม และในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขามีที่สำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์เท่านั้น และไม่มีที่สำหรับพระเจ้า นี่คือผลสุดท้ายที่ศัตรูของพระคริสต์สัมฤทธิ์ด้วยการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองผ่านทางพฤติกรรมอันดีงามภายนอก พวกเขาใช้พฤติกรรมที่ดีภายนอกในการสู้ทนความยากลำบากและการจ่ายราคาเพื่อยกชูและเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ใช้เพื่อควบคุมและชักพาผู้คนให้หลงผิด ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนใช่ไหม? ศัตรูของพระคริสต์ที่ใช้พฤติกรรมที่ดีภายนอกในการสู้ทนความยากลำบากและการจ่ายราคาเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิดไม่ใช่คนที่กลับกลอกและเคลือบแฝงมากหรอกหรือ? แล้วพวกเจ้าไม่ทำสิ่งเหล่านี้เป็นบางครั้งด้วยหรอกหรือ? บางคนดื่มกาแฟเพื่อเพิ่มพลังงานของตนในตอนเย็นเพื่อเตรียมตัวทำหน้าที่ของตนจนดึก พี่น้องชายหญิงวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเขาและทำซุปไก่ให้พวกเขา เมื่อพวกเขาดื่มซุปหมด คนเหล่านี้ก็พูดว่า “ขอขอบคุณพระเจ้า! ฉันได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้า ฉันไม่คู่ควรกับสิ่งนี้ ตอนนี้ฉันดื่มซุปไก่นี้หมดแล้ว ฉันต้องทำหน้าที่ของฉันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น!” ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขายังคงทำหน้าที่ของตนต่อไปในลักษณะเดียวกับที่พวกเขามักจะทำ โดยไม่เพิ่มประสิทธิภาพของพวกเขาแม้แต่น้อย พวกเขาไม่ได้เสแสร้งหรอกหรือ? พวกเขาเสแสร้ง และพฤติกรรมประเภทนี้ยังเป็นการแอบยกชูและเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองอีกด้วย ผลลัพธ์ที่พฤติกรรมประเภทนี้สัมฤทธิ์คือการทำให้ผู้คนเห็นชอบกับพวกเขา ยกย่องบูชาพวกเขา และกลายเป็นผู้ติดตามที่ดื้อรั้นของพวกเขา หากผู้คนมีวิธีคิดแบบนี้ พวกเขาไม่ได้ลืมพระเจ้าไปแล้วหรอกหรือ? พวกเขาไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาอีกต่อไป แล้วใครคือผู้ที่พวกเขานึกถึงทั้งวันทั้งคืน? นั่นก็คือ “ผู้นำที่ดี” ของพวกเขา “ผู้ที่เป็นที่รัก” ของพวกเขา ภายนอกนั้นศัตรูของพระคริสต์บางคนเปี่ยมรักมากต่อคนส่วนใหญ่ และพวกเขาก็นำกลวิธีต่างๆ มาใช้เมื่อพวกเขาพูด เพื่อที่ผู้คนจะได้เห็นว่าพวกเขาเปี่ยมรัก และเต็มใจที่จะเข้าใกล้พวกเขามากขึ้น พวกเขายิ้มกว้างให้ใครก็ตามที่เข้าใกล้พวกเขาและเข้าร่วมกับพวกเขา และพวกเขาก็พูดกับผู้คนดังกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพอ่อนโยนมาก ต่อให้พวกเขาเห็นว่าพี่น้องชายหญิงบางคนไร้หลักธรรมในการกระทำของตน และการนั้นส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งคริสตจักร พวกเขาไม่ตัดแต่งพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่เตือนสติ ชูใจ รวมทั้งหว่านล้อมพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นขณะที่พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นทำหน้าที่ของตน—พวกเขาหว่านล้อมผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งพวกเขานำทุกคนมาอยู่ต่อหน้าพวกเขา ผู้คนถูกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ค่อยๆ ดลใจ ทุกคนเห็นชอบกับหัวใจที่เปี่ยมรักของพวกเขาและเรียกพวกเขาว่าคนที่รักพระเจ้า ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็เคารพบูชาพวกเขาและแสวงหาสามัคคีธรรมของพวกเขาในทุกเรื่อง บอกความคิดและความรู้สึกส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของตนกับศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ จนถึงจุดที่พวกเขาไม่แม้แต่จะอธิษฐานถึงพระเจ้าหรือแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าอีกต่อไป คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ชักพาให้หลงผิดไปแล้วหรอกหรือ? นี่คือวิธีการอีกอย่างหนึ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ชักพาผู้คนให้หลงผิด เมื่อพวกเจ้าทำพฤติกรรมและการปฏิบัติเหล่านี้ หรือเก็บงำเจตนาเหล่านี้เอาไว้ พวกเจ้าตระหนักรู้หรือไม่ว่ามีปัญหาภายในเรื่องนี้? และเมื่อเจ้ากลายเป็นตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติของเจ้าได้หรือไม่? หากเจ้าสามารถทบทวนตัวเองและรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริงเมื่อเจ้ากลายเป็นตระหนักรู้และตรวจสอบว่าพฤติกรรม การปฏิบัติ หรือเจตนาของเจ้าเป็นปัญหา นี่ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเปลี่ยนวิถีทางของเจ้าแล้ว หากเจ้าตระหนักรู้ถึงปัญหาของเจ้าแต่ไม่ทำอะไรกับปัญหาเหล่านั้นเลยและกระทำการตามความตั้งใจของตัวเอง ดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าไปถึงจุดที่เจ้าไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้อีกต่อไป เช่นนั้นเจ้าย่อมยังไม่ได้เปลี่ยนวิถีทางของเจ้าและกำลังตั้งตนต่อต้านพระเจ้าโดยเจตนา ยกชูและเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง และไถลออกห่างจากหนทางที่แท้จริง นี่คืออุปนิสัยใด? นี่คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ นี่ร้ายแรงหรือไม่? (ร้ายแรง) ร้ายแรงแค่ไหน? ผลลัพธ์ของคนที่นำวิธีการที่เคลือบแฝงและหลอกลวงมากขึ้นมาใช้ โดยใช้การสู้ทนความยากลำบากและการจ่ายราคาเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด พยายามที่จะทำให้ผู้คนเหล่านั้นเคารพบูชาและติดตามพวกเขา เป็นอย่างเดียวกับคนที่ยกชูและเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองอย่างเปิดเผย—ผลลัพธ์นี้มีธรรมชาติอย่างเดียวกัน ไม่ว่าเจ้าจะใช้วิธีการใดเพื่อยกชูและเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการพูดที่ชัดเจนหรือพฤติกรรมบางอย่างที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าดี ทั้งหมดนั้นมีธรรมชาติอย่างเดียวกัน มีลักษณะอย่างศัตรูของพระคริสต์ และมีลักษณะของการต่อสู้กับพระเจ้าเพื่อแย่งชิงประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ไม่ว่าการสำแดงของเจ้าจะอยู่ในรูปใดหรือเจ้าจะใช้วิถีทางใด ตราบใดที่เจตนาของเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงและผลที่ตามมาเป็นอย่างเดียวกัน เช่นนั้นทั้งหมดนั้นย่อมมีธรรมชาติอย่างเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ชัดเจนว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ฉลาดแกมโกงอย่างยิ่ง พวกเขาไม่รักหรือไล่ตามเสาะหาความจริง แต่สามารถใช้การสู้ทนความยากลำบากและการจ่ายราคาเป็นวิถีทางเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด—นี่เป็นความเลวร้ายของพวกศัตรูของพระคริสต์

บางคนพูดถึงทฤษฎีที่ไร้เหตุผลและการโต้แย้งที่เป็นนามธรรมบางอย่างเพื่อทำให้ผู้คนคิดว่าพวกเขามีเชาว์ปัญญาและมีความรู้ และการกระทำของพวกเขาก็ลุ่มลึกมาก และด้วยการนั้นจึงเป็นการสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการให้ผู้คนเคารพบูชาพวกเขา กล่าวคือ พวกเขาต้องการอยู่เสมอที่จะมีส่วนร่วมและเสนอความคิดเห็นในทุกเรื่อง และแม้ในยามที่ทุกคนได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายแล้ว หากพวกเขาไม่พึงพอใจกับเรื่องนี้ พวกเขาจะพ่นแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งบางอย่างเพื่อโอ้อวด นี่คือวิธีการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองมิใช่หรือ? กับบางเรื่องนั้น อันที่จริงทุกคนได้พูดคุยหารือถึงสิ่งทั้งหลาย หารือกัน ค้นพบหลักธรรม และตัดสินใจเรื่องแผนดำเนินการกันแล้ว แต่พวกเขาไม่ยอมรับการตัดสินใจนั้นและขัดขวางสิ่งทั้งหลายอย่างไม่มีเหตุผล โดยพูดว่า “แบบนั้นใช้ไม่ได้ พวกคุณไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างครอบคลุม นอกจากแง่มุมไม่กี่แง่มุมที่พวกเราพูดถึงไปแล้ว ฉันยังนึกถึงอีกแง่มุมหนึ่งด้วย” โดยข้อเท็จจริงแล้ว แง่มุมที่พวกเขานึกถึงเป็นแค่ทฤษฎีที่ไร้เหตุผลบางอย่าง พวกเขาก็แค่คิดเล็กคิดน้อย พวกเขาตระหนักรู้อย่างเต็มที่ว่าพวกเขาคิดเล็กคิดน้อยและทำให้สิ่งทั้งหลายลำบากยากเย็นสำหรับคนอื่น แต่พวกเขาก็ยังคงทำเช่นนั้น จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการทำเช่นนี้คือสิ่งใด? จุดมุ่งหมายคือการแสดงให้ผู้คนเห็นว่าพวกเขาแตกต่าง พวกเขาหลักแหลมกว่าผู้อื่น สิ่งที่พวกเขาหมายถึงคือ “แล้วนี่ใช่ระดับที่พวกคุณทุกคนอยู่หรือไม่? ฉันต้องแสดงให้พวกคุณเห็นว่าฉันอยู่ในระดับที่สูงกว่า” พวกเขามักจะเพิกเฉยสิ่งใดก็ตามที่คนอื่นพูด แต่ทันทีที่มีการกล่าวถึงบางสิ่งที่สำคัญ พวกเขาก็เริ่มที่จะทำให้สิ่งทั้งหลายเสียหาย คนจำพวกนี้เรียกว่าอะไร? ในภาษาพูดเรียกพวกเขาว่าคนที่คอยจ้องจับผิดหรือคนนิสัยไม่ดี แนวทางที่พบได้ทั่วไปของคนที่คอยจ้องจับผิดเป็นอย่างไร? พวกเขาชื่นชมการพ่นแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งและการเข้าร่วมในการปฏิบัติบางอย่างที่สามานย์และคดโกง หากเจ้าขอให้พวกเขานำเสนอแผนดำเนินการที่ถูกต้อง พวกเขาจะไม่สามารถทำแผนดำเนินการขึ้นมาได้ และหากเจ้าขอให้พวกเขารับมือกับบางสิ่งที่ร้ายแรง พวกเขาจะไม่สามารถทำได้ พวกเขาทำสิ่งที่สามานย์เท่านั้น และต้องการทำให้ผู้คน “ประหลาดใจ” และโอ้อวดความสามารถของตนอยู่เสมอ วลีที่ว่านั้นกล่าวว่าอย่างไรหรือ? “หญิงชราทาปาก—เพื่อให้อีกคนมีอะไรดู” นี่หมายความว่าพวกเขาต้องการโอ้อวดความสามารถของตนอยู่เสมอ และไม่ว่าพวกเขาสามารถโอ้อวดความสามารถของตนได้ดีหรือไม่ก็ตาม พวกเขาย่อมต้องการให้ผู้คนรู้ว่า “ฉันโดดเด่นกว่าพวกคุณๆ ทั้งหลาย พวกคุณล้วนไม่เอาไหน พวกคุณเป็นเพียงแค่มนุษย์ เป็นผู้คนธรรมดาสามัญ ฉันพิเศษเหนือธรรมดาและเหนือธรรมชาติ ฉันจะแบ่งปันแนวคิดของฉันเพื่อทำให้พวกคุณประหลาดใจ จากนั้นพวกคุณย่อมจะสามารถมองเห็นได้ว่าฉันเหนือกว่าหรือไม่” นี่ไม่ทำให้สิ่งทั้งหลายเสียหายหรอกหรือ? พวกเขาทำให้สิ่งทั้งหลายเสียหายด้วยความตั้งใจ นี่เป็นพฤติกรรมแบบใด? พวกเขาเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน สิ่งที่พวกเขาหมายถึงก็คือ ฉันยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าฉันหลักแหลมเพียงใดในเรื่องนี้ ดังนั้นไม่สำคัญว่าผลประโยชน์ของใครได้รับความเสียหายและไม่สำคัญว่าความพยายามของใครสูญเปล่าไป ฉันจะบ่อนทำลายเรื่องนี้จนกว่าทุกคนจะเชื่อว่าฉันเหนือกว่า มีความสามารถ และเก่ง เมื่อนั้นเท่านั้นฉันจึงจะปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกยับยั้ง คนไม่ดีเช่นนี้มีอยู่จริงหรือไม่? พวกเจ้าเคยทำสิ่งจำพวกเหล่านี้มาก่อนหรือไม่? (เคย บางครั้งผู้อื่นเสวนาเรื่องเรื่องหนึ่งเสร็จสิ้นและพบแผนการที่เหมาะสมแล้ว แต่เนื่องจากพวกเขาไม่ได้แจ้งฉันในระหว่างกระบวนการตัดสินใจ ฉันจึงพบข้อผิดพลาดกับเรื่องนี้โดยเจตนา) เมื่อเจ้าทำเช่นนี้ ในหัวใจของเจ้านั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้ถูกหรือผิด? เจ้ารู้หรือไม่ว่าธรรมชาติของปัญหานี้ร้ายแรง ธรรมชาติของปัญหานี้เป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน? (ข้าพระองค์ไม่ได้ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ในเวลานั้น แต่ผ่านทางการถูกตัดแต่งอย่างรุนแรงจากพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์ และจากการกินและดื่มพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ข้าพระองค์ได้เห็นว่าปัญหานี้ร้ายแรงโดยธรรมชาติ ปัญหานี้ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร และเป็นพฤติกรรมเยี่ยงซาตานแบบหนึ่ง) ในเมื่อเจ้ารับรู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด เมื่อสิ่งทั้งหลายที่คล้ายกันบังเกิดขึ้นกับเจ้าหลังจากนั้น เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงสักเล็กน้อยและมีการเข้าสู่บางอย่างในแง่ของแนวทางของเจ้าหรือไม่? (สามารถ เมื่อข้าพระองค์เผยความคิดและแนวคิดเช่นนี้ ข้าพระองค์ตระหนักว่านี่เป็นอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน ข้าพระองค์ไม่สามารถทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนั้นได้ และข้าพระองค์สามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าและขัดขืนความคิดและแนวคิดที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นได้โดยรู้ตัว) เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่บ้าง เมื่อเจ้ามีปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมทรามเช่นนั้น เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ยับยั้งชั่งใจ และอธิษฐานถึงพระเจ้า เมื่อเจ้าคิดว่าผู้อื่นพิจารณาเจ้าด้วยความดูถูก พวกเขาไม่เคารพเจ้าอย่างสูงหรือจริงจังกับเจ้า และดังนั้นเจ้าจึงปรารถนาที่จะเป็นเหตุให้เกิดการก่อกวน เมื่อเจ้ามีความคิดนี้ เจ้าต้องตระหนักรู้ว่าความคิดนี้ไม่ได้มาจากความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่กลับมาจากอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และหากเจ้าดำเนินต่อไปเช่นนี้ นั่นย่อมจะเป็นปัญหา และเจ้าย่อมจะมีแววที่จะก้าวล่วงพระอุปนิสัยของพระเจ้า เจ้าต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจเสียก่อน จากนั้นจึงมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานถึงพระองค์ และเปลี่ยนวิถีทางของเจ้า เมื่อผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในความคิดของตนเอง ภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน สิ่งที่พวกเขาทำย่อมไม่มีอะไรที่ตรงตามความจริงหรือสามารถทำให้พระเจ้าพอพระทัย ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ ตอนนี้พวกเจ้าสามารถรับรู้ถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ใช่ไหม? การต้องการต่อสู้เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์อยู่เสมอ รวมทั้งการไม่ลังเลที่จะขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรเพื่อที่จะได้รับความมีหน้ามีตาและสถานะ เป็นการสำแดงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของพวกศัตรูของพระคริสต์ อันที่จริงแล้ว ทุกคนมีการสำแดงเหล่านี้ แต่หากเจ้าสามารถยอมรับและรับรู้ถึงเรื่องนี้ จากนั้นก็เปลี่ยนวิถีทางของเจ้า โดยเข้ารับท่าทีแห่งการกลับใจที่แท้จริงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเปลี่ยนแปลงแนวทาง พฤติกรรม และอุปนิสัยของเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นใครบางคนที่กำลังไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้าไม่ยอมรับปัญหาที่แท้จริงเหล่านี้ แน่นอนว่าเจ้าย่อมจะไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจ และเจ้าย่อมไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หากเจ้ายืนกรานที่จะเดินบนเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์และเดินตามเส้นทางนี้ไปจนถึงปลายทาง และเจ้าก็ยังคงคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาและไม่เต็มใจที่จะกลับใจ ยืนกรานที่จะกระทำการในหนทางนี้และแข่งขันกับคนทำงานและผู้นำเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงและผลประโยชน์ ยืนกรานที่จะโดดเด่นกว่าผู้อื่น โดดเด่นจากฝูงชน และดีกว่าผู้อื่นไม่สำคัญว่าเจ้าจะอยู่ในกลุ่มไหน เช่นนั้น เจ้าก็กำลังตกที่นั่งลำบาก หากเจ้าคอยไล่ตามไขว่คว้าความมีหน้ามีตาและสถานะเรื่อยไปและปฏิเสธที่จะกลับใจอย่างดื้อด้าน เช่นนั้นเจ้าย่อมเป็นศัตรูของพระคริสต์และได้ถูกชี้ชะตากรรมให้ได้รับการลงโทษในท้ายที่สุด พระวจนะของพระเจ้า ความจริง และมโนธรรมและสำนึกไม่สามารถส่งผลอะไรต่อเจ้า และเจ้าจะพบจุดจบของพวกศัตรูของพระคริสต์อย่างแน่นอน เจ้าไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด และเจ้าก็เกินจะช่วยได้! การที่ผู้คนสามารถบรรลุความรอดและเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาแสดงให้เห็นการสำแดงถึงการกลับใจที่แท้จริงหลังจากทำความเข้าใจตนเอง รวมทั้งท่าทีซึ่งพวกเขาใช้ในการเข้าหาความจริง ตลอดจนเส้นทางที่พวกเขาเลือก หากเจ้าไม่ทอดทิ้งเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเลือกที่จะตอบสนองความทะเยอทะยานและความอยากของตัวเอง เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงอย่างหน้าทน และตั้งตนต่อต้านพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมเกินจะช่วยได้ หากใครบางคนไม่รู้จักกลัว ไม่ว่าความผิดพลาดของพวกเขาจะมีความร้ายแรงอย่างไรหรือพวกเขาทำความชั่วมากแค่ไหน อีกทั้งพวกเขาไม่รู้สึกผิด และคอยแก้ตัวอยู่เรื่อย โดยไม่รู้สึกสำนึกผิดเลยแม้สักเสี้ยว เช่นนั้นพวกเขาย่อมเป็นศัตรูของพระคริสต์แท้จริงและเป็นมาร หากใครบางคนเพียงแค่มีการสำแดงต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ แต่พวกเขาสามารถยอมรับความผิดพลาดของตน หันกลับ และมีหัวใจแห่งการสำนึกผิด เช่นนั้นตามธรรมชาติแล้วนี่ย่อมแตกต่างจากพวกศัตรูของพระคริสต์และสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น กุญแจสำคัญในเรื่องที่ว่าใครบางคนสามารถบรรลุความรอดได้หรือไม่นั้นจึงอยู่ที่ว่าพวกเขาสามารถทบทวนตัวเองได้หรือไม่ พวกเขามีหัวใจแห่งการกลับใจหรือไม่ และพวกเขาสามารถเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger