ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานถึงตัวเอง (ตอนที่หนึ่ง)
ส่วนเสริม การล่าหนู
เราได้ยินเรื่องใหม่เมื่อเร็วๆ นี้ จงฟังและคิดดูว่าเรื่องนี้สัมพันธ์กับพฤติกรรมและอุปนิสัยของผู้คนอย่างไร เรื่องราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และเรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาประเภทใด หลังจากคนจีนบางคนมายังอเมริกา นอกจากได้เห็นว่าสภาพแวดล้อมและบรรยากาศทางสังคมที่นี่แตกต่างจากประเทศจีนอย่างมีสาระสำคัญแล้ว ยังมีสิ่งอื่นที่พวกเขาพบว่าน่าสนใจมากอีกด้วย นั่นก็คือในประเทศนี้ ไม่เพียงแต่ผู้คนเป็นอิสระเท่านั้น แต่สิ่งมีชีวิตและสัตว์ทุกรูปแบบก็เป็นอิสระมากเช่นกัน และไม่มีใครทำอันตรายพวกมัน แน่นอนว่าอิสรภาพของมนุษย์เป็นผลิตผลจากระบบสังคม แล้วสิ่งใดนำอิสรภาพมาสู่สิ่งมีชีวิตและสัตว์ทุกรูปแบบ? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระบบสังคมหรือไม่? (เกี่ยวข้อง) เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิธีที่ระบบสังคมและนโยบายรัฐบาลให้ความคุ้มครองและจัดการกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งหมด ที่นี่ สัตว์ป่ามีอยู่ทุกหนแห่งและเห็นได้ทุกที่ ตัวอย่างเช่น คนเราอาจเห็นห่านป่ากินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าข้างถนนหลวง และมีสวนสาธารณะ ทุ่งหญ้า และป่าบางแห่งที่คนเราสามารถเห็นกวาง หมี หรือหมาป่าบางตัว ตลอดจนไก่งวง ไก่ฟ้า รวมทั้งนกและสัตว์ป่าอื่นๆ ทุกจำพวก ผู้คนมีภาพจำแรกแบบใดเวลาที่พวกเขาเห็นภาพเช่นนี้? (พวกเขารู้สึกว่าตนได้เห็นธรรมชาติ) แล้วพวกเขามีความรู้สึกแบบใดเวลาที่พวกเขาเห็นธรรมชาติ? พวกเขาจะไม่พูดหรอกหรือว่า “ดูประเทศนี้ของพวกเขาสิ ไม่เพียงแต่ผู้คนเป็นอิสระเท่านั้น ที่นี่แม้แต่สัตว์ก็เป็นอิสระ การได้เกิดเป็นสัตว์ในสถานที่แห่งนี้คงจะดีกว่าการดำรงชีวิตอย่างคนในประเทศจีน เพราะที่นี่แม้แต่สัตว์ก็เป็นอิสระ และไม่มีใครรังแกพวกมัน”? พวกเขาไม่มีความรู้สึกดังกล่าวหรอกหรือ? (พวกเขามีความรู้สึกดังกล่าว) สำหรับบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี่มาเป็นเวลานานแล้ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องสามัญ และไม่ผิดปกติเลยแม้แต่น้อย พวกเขาคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติมาก แต่สำหรับบางคน หลังจากพวกเขาได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแบบนี้มากขึ้นแล้ว ความคิดบางอย่างก็เริ่มผุดขึ้นในใจพวกเขา กล่าวคือ “สัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นอิสระมาก และไม่มีใครดูแลหรือคอยเฝ้าพวกมัน แล้วฉันจับพวกมันกินได้ไหม? คงจะเป็นเรื่องดีมากหากฉันกินพวกมันได้ แต่ฉันจะทำเช่นนั้นอย่างไม่แยกแยะไม่ได้ เผื่อว่าพวกมันได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ฉันต้องตรวจสอบเรื่องนี้” หลังจากตรวจสอบข้อมูลแล้ว พวกเขาเห็นว่ากฎหมายระบุอย่างชัดแจ้งว่าสัตว์ป่าทั้งหลายล้วนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแห่งชาติ และผู้คนไม่สามารถล่าและฆ่าสัตว์ป่าเหล่านี้ได้ตามที่พวกเขาพอใจ หากผู้คนต้องการล่าสัตว์ พวกเขาต้องทำเช่นนั้นภายในเขตล่าสัตว์ซึ่งได้รับคำสั่งจากรัฐ พวกเขายังจำเป็นต้องมีใบอนุญาตอีกด้วย และอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับสัตว์ที่พวกเขาจับได้ สรุปสั้นๆ ก็คือ กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าเหล่านี้และมีข้อกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับสัตว์ป่าดังกล่าว บางคนไม่สามารถเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ป่า และพวกเขาก็ไตร่ตรองว่า “มีอาหารป่าทั้งหมดนี้อยู่ แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลก็ไม่อนุญาตให้พวกเราจับสัตว์ป่าเหล่านี้มากินได้ตามที่พวกเราพอใจ เป็นเรื่องน่าเสียดายจริงๆ! ในประเทศจีน ไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้ ‘หากไม่มีใครรายงานเรื่องนี้ ทางการก็จะไม่ตรวจสอบ’ คุณสามารถจับสัตว์มากินได้ ตราบที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ แต่คุณไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ในประเทศประชาธิปไตย ที่นี่มีข้อบังคับตามกฎหมาย และฉันก็ไม่สามารถทำทุกสิ่งที่ฉันต้องการบนแผ่นดินของคนอื่นได้ แต่สัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นสัตว์ป่า เป็นเรื่องน่าเสียดายจริงๆ ที่พวกเราทำได้แค่เพียงมองดูพวกมันแล้วก็ไม่กินพวกมัน! ฉันจำเป็นต้องคิดถึงทางออกของปัญหา ฉันจะกินสัตว์ป่านี้ได้อย่างไรโดยไม่มีใครสังเกตเห็นและโดยไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย?” บางคนคิดถึงเล่ห์เหลี่ยมแล้วก็พูดว่า “หากฉันทำกรงแล้ววางอาหารที่มีรสชาติไว้ในนั้นสักหน่อยเพื่อดึงดูดสัตว์ จับสัตว์ตัวเล็กๆ สักสองสามตัวเช่นกระต่ายป่า จากนั้นก็หาที่ที่เปลี่ยวสักแห่งเพื่อฆ่าและกินพวกมัน ฉันคงจะไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมายหรอกใช่ไหม? สัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านั้นไม่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐ และกฎหมายก็ไม่มีข้อกำหนดเงื่อนไขเฉพาะเกี่ยวกับพวกมัน หากฉันทำเช่นนี้ ฉันก็สามารถกินสัตว์ป่าได้แล้วยังมั่นใจได้อีกด้วยว่าฉันไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย นี่เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้งสองทาง” หลังจากมีแนวคิดนี้พวกเขาก็ประกอบกรงขึ้นมาอันหนึ่งแล้วก็เริ่มล่า ผ่านไปยังไม่พ้นสองวันก็มีหนูตัวหนึ่งเข้ามาในกรง แล้วพวกเขาก็รีบฆ่ามันกิน โดยรู้สึกว่านี่เป็นสัตว์ป่าที่แท้จริง! พวกเขาได้บทสรุปอะไรหลังจากกินมันแล้ว? “สัตว์ป่ามีรสชาติดี ตั้งแต่นี้ไปฉันจะคิดถึงวิธีที่จะกินสัตว์ป่าประเภทอื่นๆ เพิ่มอีก ฉันไม่กลัวที่จะกินพวกมันตราบที่ฉันไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย” เรื่องราวนี้จบลงตรงนี้
บางคนถามว่า “นี่เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น?” ตอนนี้จงอย่ากังวลไปเลยว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น รวมทั้งจงอย่ากังวลไปเลยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่ จงคิดแค่ว่ามีอะไรผิดกับคนที่ทำสิ่งทั้งหลายเช่นนี้ บนพื้นฐานของเรื่องราวนี้ การทำเรื่องแบบนี้เป็นความผิดพลาดที่หนักหนาสาหัสหรือไม่? เรื่องนี้ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายหรือไม่? ถือว่าขัดกับหลักความยุติธรรมทางศีลธรรมหรือไม่? (ขัด) ขัดกับหลักความยุติธรรมทางศีลธรรม หรือขัดกับความเป็นมนุษย์ หรือขัดกับสิ่งอื่น? ก่อนอื่น จงบอกเราที พฤติกรรมประเภทนี้คู่ควรกับการสรรเสริญหรือการประณาม? พวกเจ้าเลือกข้างไหน? (การประณาม) ไม่ว่าจะขัดกับหลักความยุติธรรมทางศีลธรรม ขัดกับกฎหมาย หรือขัดกับความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าในกรณีใดพฤติกรรมประเภทนี้ย่อมไม่ดี และย่อมไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่มีความเป็นมนุษย์ แล้วนี่เป็นพฤติกรรมแบบใด? อุปนิสัยหรือพฤติกรรมแบบนี้เป็นปัญหาร้ายแรงหรือไม่? พวกเจ้าจะตัดสินเรื่องนี้ตามมาตรฐานของตัวเองอย่างไร? ในชีวิตประจำวันและท่ามกลางคนทุกกลุ่ม พฤติกรรมแบบนี้พบได้ทั่วไปหรือไม่? (พบได้ทั่วไป) พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดแกมโกงหรือชั่วอย่างไม่มีขอบเขต แต่พฤติกรรมแบบนี้ไม่เหมาะสมและไม่ใช่การสำแดงซึ่งคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมี นี่เป็นการสำแดงประเภทใดกันแน่? จงดำเนินการจำแนกชั้นการสำแดงนี้ได้เลย นี่เป็นพฤติกรรมแบบใดกัน? ควรส่งเสริมพฤติกรรมนี้หรือไม่? (ไม่ควร) พฤติกรรมนี้ไม่คู่ควรกับการส่งเสริมและผู้คนก็ไม่สรรเสริญพฤติกรรมนี้ ดังนั้นพฤติกรรมนี้จึงควรถูกประณามและถูกดูหมิ่น พฤติกรรมแบบนี้พบได้ทั่วไป มักจะปรากฏท่ามกลางคนทุกกลุ่มและในชีวิตประจำวัน เป็นที่สังเกตเห็นอยู่เป็นนิจ และมีคนที่ทำเรื่องแบบนี้อยู่เสมอๆ เช่นนั้นแล้ว การเลือกเฉพาะพฤติกรรมนี้มาเสวนา ด้วยการนั้นจึงเป็นการช่วยให้แต่ละคนสามารถมีคำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับเรื่องนี้ และถ้าจะให้ดีอยู่ห่างจากพฤติกรรมแบบนี้ได้ ไม่คู่ควรหรอกหรือ? นั่นจะไม่ดีหรอกหรือ? (ดี) เช่นนั้นพวกเรามาให้คำนิยามพฤติกรรมแบบนี้กันเถอะ—นี่เป็นพฤติกรรมประเภทใดกัน? ใช่พฤติกรรมอันโอหังหรือไม่? ใช่พฤติกรรมอันดื้อแพ่งหรือไม่? ใช่พฤติกรรมอันหลอกลวงหรือไม่? (ไม่ใช่) ใช่พฤติกรรมอันเลวร้ายหรือไม่? (เล็กน้อย) ใกล้เคียงกับพฤติกรรมดังกล่าวอยู่บ้าง ในบรรดาถ้อยคำที่พวกเจ้าได้เรียนรู้และเข้าใจ มีถ้อยคำใดบ้างหรือไม่ที่สามารถให้นิยามพฤติกรรมประเภทนี้ได้? (ต่ำช้า) ต่ำช้า พฤติกรรมประเภทนี้มีคุณสมบัตินี้อยู่เล็กน้อย ถ้อยคำนี้มีพฤติกรรมและแก่นแท้ประเภทนี้แต่ไม่ได้สรุปพฤติกรรมและแก่นแท้ดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงและครบบริบูรณ์ พฤติกรรมนี้ไม่อาจพิจารณาได้ว่ามุ่งร้าย เนื่องจากหากการฆ่าหนูตัวหนึ่งเป็นความมุ่งร้าย เช่นนั้นการกำจัดพวกหนูให้หมดสิ้นย่อมจะเป็นสิ่งที่เป็นลบ การกำจัดหนูให้หมดสิ้นเป็นสิ่งที่เป็นบวก หนูทำอันตรายผู้คน ดังนั้นการกำจัดพวกหนูให้หมดสิ้นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มีความแตกต่างระหว่างการกำจัดพวกหนูให้หมดสิ้นกับการกินพวกมันหรือไม่? (มี) เช่นนั้นจะสามารถสรุปพฤติกรรมนี้ได้อย่างไร? พวกเจ้าสามารถคิดถึงถ้อยคำใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมแบบนี้? (โสโครก) (ลักษณะนิสัยที่ต่ำทราม) ลักษณะนิสัยที่ต่ำทราม ต่ำช้า และโสโครก ในชีวิตประจำวัน มีการใช้คำใดมาสรุปพฤติกรรมที่ต่ำทรามและไม่ทำงานที่ถูกควรของตน? (ต่ำช้า) คำว่า “ต่ำช้า” สรุปพฤติกรรมประเภทนี้อย่างชัดเจนและเฉียบคม เหตุใดพฤติกรรมประเภทนี้จึงถูกให้นิยามว่า “ต่ำช้า”? หากกล่าวว่าพฤติกรรมประเภทนี้เลวทราม เห็นแก่ตัว หรือโสโครก นั่นเป็นแค่การสำแดงแบบหนึ่งซึ่งคนที่ต่ำช้าเผยให้เห็นเท่านั้น “ต่ำช้า” มีความหมายหลายอย่าง—การเป็นคนเลวทราม เสื่อมทราม โสโครก เห็นแก่ตัว ไม่มีศีลธรรม การประพฤติตนไม่เหมาะสม การเป็นคนไม่เปิดใจหรือไม่ตรงไปตรงมาในการกระทำของตน แต่กลับกระทำการในลักษณะที่หลบๆ ซ่อนๆ และทำแต่สิ่งที่ไม่ถูกควรเท่านั้น นี่เป็นพฤติกรรมและการสำแดงต่างๆ ของคนที่ต่ำช้า ตัวอย่างเช่น หากคนปกติธรรมดาต้องการทำบางสิ่ง ตราบที่สิ่งนั้นถูกควร พวกเขาย่อมจะเริ่มทำสิ่งนั้นในลักษณะที่เปิดเผย และหากสิ่งนั้นละเมิดกฎหมาย พวกเขาย่อมจะล้มเลิกและไม่ทำสิ่งนั้น คนที่ต่ำช้าไม่ใช่อย่างเดียวกัน พวกเขาจะสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ และมีกลยุทธ์เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ข้อจำกัดของกฎหมาย พวกเขาหลบเลี่ยงกฎหมายและแสวงหาหนทางที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายของตน ไม่ว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นไปตามจริยธรรม ศีลธรรม หรือความเป็นมนุษย์หรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร พวกเขาไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้เลย และเพียงแค่เสาะแสวงที่จะสัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ นี่คือการเป็นคน “ต่ำช้า” คนต่ำช้ามีความซื่อตรงหรือศักดิ์ศรีหรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาเป็นคนที่สูงส่งหรือต่ำทราม? (ต่ำทราม) พวกเขาต่ำทรามอย่างไร? (พวกเขาไม่มีขอบเขตในการประพฤติปฏิบัติตน) ถูกต้อง คนประเภทนี้ไม่มีขอบเขตหรือหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตน พวกเขาไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา และเพียงแค่ทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาต้องการ พวกเขาไม่ใส่ใจกฎหมาย ไม่ใส่ใจศีลธรรม ไม่ใส่ใจว่ามโนธรรมของพวกเขาสามารถยอมรับการกระทำของพวกเขาได้หรือไม่ หรือมีใครประณาม ตัดสิน หรือกล่าวโทษพวกเขาหรือไม่ พวกเขาไม่แยแสทั้งหมดนี้ และไม่ใส่ใจตราบที่พวกเขาได้รับประโยชน์และมีความสำราญ ลักษณะที่พวกเขาทำสิ่งทั้งหลายนั้นเสื่อมทราม ความคิดของพวกเขาน่ารังเกียจ และทั้งสองอย่างนี้น่าละอาย นี่เองคือความหมายของการเป็นคนต่ำช้า คำว่า “ต่ำช้า” สามารถแทนที่ด้วยการสำแดงถึงอุปนิสัยหลายอย่างเหล่านั้นซึ่งพวกเราพูดถึงก่อนหน้านี้ได้หรือไม่? จริงๆ แล้วนั่นคงจะไม่เป็นผล คำว่า “ต่ำช้า” ค่อนข้างพิเศษ แล้วคนต่ำช้าใช่คนจำพวกพิเศษหรือไม่? ไม่ใช่ พวกเจ้ามีอะไรที่ต่ำช้าอยู่ในตัวพวกเจ้าหรือไม่? (มี) อะไรคือการสำแดงพิเศษถึงเรื่องนี้? (บางครั้งหลังจากผู้คนล้างหน้าแล้ว พวกเขาก็ทิ้งน้ำไว้ทั่วเคาน์เตอร์และไม่เช็ดออก และเมื่อผู้คนกินเสร็จแล้ว พวกเขาก็ไม่เก็บกวาดเมล็ดข้าวและซุปผักจากโต๊ะ เมื่อเสื้อผ้าของพวกเขาสกปรก พวกเขาก็แค่โยนหลบไว้ตรงไหนสักที่โดยไม่พับ ข้าพระองค์คิดว่านี่ก็เป็นการสำแดงถึงการเป็นคนต่ำช้าด้วย) ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรายละเอียดเล็กน้อยของชีวิตประจำวัน และการเป็นคนไม่ถูกสุขลักษณะก็ไม่ใช่การเป็นคนต่ำช้าอย่างแท้จริง แต่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในความเป็นมนุษย์ของคนเรา หากคนเราไม่ทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเมื่ออยู่ในกลุ่ม และหากคนเราไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกควรหรือประพฤติตนไม่ดี รวมทั้งทำให้ผู้คนรำคาญและทำให้ผู้อื่นรังเกียจพวกเขา และไม่รู้จักยึดปฏิบัติตามกฎหรือระบบของสถานที่แห่งใดก็ตามที่พวกเขาไป อีกทั้งขาดพร่องการตระหนักรู้นี้ เช่นนั้นความเป็นมนุษย์ของพวกเขาก็ขาดบางสิ่งบางอย่างไปไม่ใช่หรือ? (พลาดบางสิ่ง) ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาขาดสิ่งใด? ขาดสำนึก ผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ขาดพร่องศักดิ์ศรีหรอกหรือ? (ขาดพร่อง) พวกเขาไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีความสุจริต และถูกเลี้ยงดูมาไม่ดี เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานของการประพฤติปฏิบัติตน รวมทั้งการใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ หากคนเราไม่สามารถแม้แต่จะทำให้ได้ตามมาตรฐานเหล่านี้ เช่นนั้นพวกเขาจะสามารถปฏิบัติความจริงได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถกระทำการตามหลักธรรมความจริงได้อย่างไร? พวกเขาแทบจะทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลย คนประเภทนี้ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึก—การจัดการพวกเขาเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? การที่พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องง่ายหรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าไม่ง่าย เช่นนั้นพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? เรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับทุกคนที่กำกับดูแล ยับยั้ง และกระตุ้นเตือนพวกเขา ในกรณีที่ร้ายแรง ทุกคนต้องลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา อะไรคือเป้าหมายของคำวิพากษ์วิจารณ์นี้? คือการช่วยเหลือพวกเขา ช่วยให้พวกเขาประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกควร และหยุดพวกเขาไม่ให้ทำสิ่งทั้งหลายที่ทำให้เสื่อมเสียและไม่เหมาะสม แล้วการเป็นคนต่ำช้าหมายถึงสิ่งใดกันแน่? อะไรคืออาการและการสำแดงหลักๆ ของการเป็นคนต่ำช้า? จงดูว่าบทสรุปของเราถูกต้องแม่นยำหรือไม่ คนที่ต่ำช้าเทียบเท่ากับสิ่งใด? พวกเขาเทียบเท่ากับสัตว์ป่าที่ไม่เชื่องและได้รับการเลี้ยงดูไม่ดี และการสำแดงหลักๆ ของเรื่องนี้ก็คือความโอหัง ความดุร้าย การขาดการยับยั้งชั่งใจ การกระทำการอย่างหุนหันพลันแล่น การไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย ตลอดจนการทำสิ่งใดก็ตามที่คนเราพอใจ การไม่รับฟังใครเลย หรือการเปิดโอกาสให้ใครก็ตามจัดการพวกเขา กล้าต่อต้านทุกคน และการไม่คำนึงถึงคนอื่น จงบอกเราที การสำแดงต่างๆ ถึงการเป็นคนต่ำช้ารุนแรงหรือไม่? (รุนแรง) อย่างน้อยที่สุดอุปนิสัยของความโอหัง การขาดสำนึก และการกระทำการอย่างหุนหันพลันแล่นก็รุนแรงมาก ต่อให้คนเช่นนี้ดูเหมือนไม่ทำสิ่งทั้งหลายที่ตัดสินหรือขัดขืนพระเจ้า แต่เพราะอุปนิสัยอันโอหังของพวกเขา จึงมีแววอย่างที่สุดว่าพวกเขาจะทำชั่วและขัดขืนพระองค์ การกระทำทั้งหมดของพวกเขาเป็นการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนออกมา เมื่อคนคนหนึ่งกลายเป็นคนต่ำช้าถึงระดับหนึ่ง พวกเขาย่อมกลายเป็นโจรและมาร และพวกโจรและมารย่อมจะไม่มีวันยอมรับความจริง—พวกเขามีแต่ถูกทำลายได้เท่านั้น
ในการพูดถึงเรื่องราวนี้มีคุณค่าหรือไม่? (มี) แม้เรื่องราวนี้จะไม่สัมพันธ์กับแก่นแท้ธรรมชาติหรืออุปนิสัยของมนุษย์ แต่เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งไม่แตกต่างจากแก่นแท้ของมนุษย์เท่าใดนัก และไม่ใช่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของมนุษย์ ควรเรียกเรื่องราวนี้ว่าอย่างไร? พวกเรามาตั้งชื่อเรื่องราวนี้กันเถิด โดยใช้คุณสมบัติในเชิงเปรียบเทียบอีกทั้งไม่ทำให้ชื่อเรื่องราวนี้ซื่อตรงเปิดเผยเกินไป (การล่าหนู) “การล่าหนู” เป็นชื่อเรื่องที่ค่อนข้างดี ใครบางคนจับหนูได้ในลักษณะที่ “ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมโดยแท้” แล้วพูดว่า “ฉันจะทำอะไรได้บ้าง? มันวิ่งอยู่ในนี้แล้วฉันก็รู้สึกสงสารมัน แล้วมันก็บาดเจ็บด้วย หากมันกลับออกไป มันก็จะตาย จากนั้นสัตว์ตัวอื่นๆ ก็จะกินมันอยู่ดี แล้วทำไมฉันไม่กินมันเสียล่ะ? นั่นน่าจะถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมโดยแท้มิใช่หรือ?” เพื่อที่จะกินหนูตัวนั้น พวกเขาปั้นแต่งข้ออ้างเหล่านั้นทั้งหมดและสร้างเหตุผลเหล่านั้นทั้งหมดขึ้นมา แล้วจึงกินมันด้วยมโนธรรมที่ชัดเจน นี่คือการเป็นคนต่ำช้า ไม่ใช่ว่าผู้คนในอเมริกาจะไม่สามารถกินเนื้อได้ ดังนั้นการยอมลำบากขนาดนั้นและทุ่มเทความพยายามขนาดนั้นเพื่อทำเรื่องเช่นนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่า นี่เป็นเรื่องที่คนที่ต่ำช้าทำ คนปกติทำเรื่องแบบนี้หรือไม่? คนที่มีความเป็นมนุษย์และความสุจริตทำเรื่องแบบนี้หรือไม่? (ไม่) เหตุใดพวกเขาจึงไม่ทำเรื่องแบบนี้? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความสุจริต พวกที่เป็นขโมยซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ตามธรรมชาติขโมยและลักเล็กขโมยน้อยรวมทั้งทำสิ่งที่น่าละอายอยู่เสมอ พวกเขาขาดพร่องบางสิ่งที่บ้านหรือไม่? ไม่จำเป็น เนื่องจากพวกเขาต่ำช้า พวกเขาจึงต้องขโมย พึ่งพาการขโมยเพื่อตอบสนองความชอบของตนเองและอุปนิสัยอันละโมบอย่างไม่รู้จักพอของตน การทำเรื่องเหล่านี้นำพาความชูใจมาสู่หัวใจของพวกเขา หากพวกเขาไม่ได้ทำเรื่องแบบนี้ พวกเขาก็จะหงุดหงิด นี่คือการเป็นคนต่ำช้า ตอนนี้เราจะสรุปเรื่องราวนี้แล้วไปต่อกันที่หัวข้อหลัก
ก่อนที่เราจะพูดถึงหัวข้อหลัก ก่อนอื่นพวกเรามาไตร่ตรองเนื้อหาของสามัคคีธรรมครั้งล่าสุดของพวกเรากันเถิด หน้าที่ซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรปฏิบัติสามารถแบ่งออกเป็นหกหมวดหมู่หลัก พวกเราเสวนาหมวดหมู่แรกเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งก็คือผู้คนที่ปฏิบัติหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐ หมวดหมู่ที่สองคือบรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำและคนทำงานในคริสตจักรที่ระดับต่างๆ สมาชิกของหมวดหมู่นี้โดยแก่นสารแล้วสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก และครั้งล่าสุดพวกเราได้พูดถึงประเภทหนึ่งในสองประเภทนี้ กล่าวคือ ศัตรูของพระคริสต์ วิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ทำงาน พวกเขามีการสำแดงแบบใดและทำเรื่องใดที่ใช้ระบุได้ว่าพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์—พวกเราได้จำแนกชั้นการสำแดงและอุปนิสัยเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ไว้แล้ว มีประการเฉพาะใดบ้าง? (ประการที่หนึ่ง: พวกเขาพยายามเอาชนะใจผู้คน ประการที่สอง: พวกเขาโจมตีและกีดกันคนที่เห็นต่าง ประการที่สาม: พวกเขากีดกันและโจมตีบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง ประการที่สี่: พวกเขายกชูตัวเองและเป็นพยานถึงตัวเอง ประการที่ห้า: พวกเขาชักพาผู้คนให้หลงผิด ดึงผู้คนมาเข้าร่วม ข่มขู่ และควบคุมผู้คน) ครั้งล่าสุดมีการจำแนกออกเป็นห้าประการ และพวกเจ้าได้จดบันทึกทั้งห้าประการไว้แล้ว ตอนนี้จงจดบันทึกประการถัดๆ ไป ประการที่หก: พวกเขาประพฤติตนในหนทางที่ตลบตะแลง พวกเขาทำอะไรโดยพลการและเป็นเผด็จการ พวกเขาไม่สามัคคีธรรมกับผู้อื่นเลย และพวกเขาบังคับผู้อื่นให้เชื่อฟังพวกเขา ประการที่เจ็ด: พวกเขาเลว เคลือบแฝง และเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ทำผิดหลักธรรมอย่างหน้าไม่อาย และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า ประการที่สิบเอ็ด: พวกเขาไม่ยอมรับการตัดแต่ง ทั้งพวกเขายังไม่มีท่าทีแห่งการกลับใจใหม่เมื่อพวกเขากระทำการสิ่งที่ผิดอันใด แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและทำการตัดสินพระเจ้าอย่างเปิดเผย ประการที่สิบสอง: พวกเขาอยากถอนตัวเมื่อไม่มีสถานะหรือไม่มีหวังที่จะได้รับพร ประการที่สิบสาม: พวกเขาควบคุมการเงินของคริสตจักรตลอดจนควบคุมหัวใจของผู้คน ประการที่สิบสี่: พวกเขาปฏิบัติต่อพระนิเวศของพระเจ้าประหนึ่งแดนครอบครองส่วนบุคคลของพวกเขาเอง ประการที่สิบห้า: พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า และพวกเขาไม่ยอมรับแก่นแท้ของพระคริสต์ ทั้งหมดมี 15 ประการซึ่งล้วนชำแหละและเปิดโปงการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ 15 ประการเหล่านี้โดยแก่นสารแล้วสรุปพฤติกรรม การสำแดง และอุปนิสัยประเภทต่างๆ ที่ศัตรูของพระคริสต์มี ภายนอกนั้นบางประการดูเหมือนเป็นพฤติกรรม แต่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้คือแก่นแท้ในอุปนิสัยที่เป็นรากฐานของศัตรูของพระคริสต์ ในแง่ของความหมายตามตัวอักษร 15 ประการเหล่านี้ไม่ง่ายที่จะเข้าใจหรอกหรือ? ทั้งหมดนี้ล้วนใช้ถ้อยคำด้วยภาษาที่เรียบง่าย และในแง่มุมหนึ่งทั้งหมดนี้ง่ายที่จะเข้าใจ ในขณะที่สิ่งที่แต่ละประการสรุปนั้นยังเกี่ยวข้องกับการสำแดง การเผย และแก่นแท้ของมนุษย์ด้วย ทุกๆ ประการเป็นอุปนิสัยประเภทหนึ่ง ไม่ใช่พฤติกรรมหรือความคิดชั่วแล่น อุปนิสัยคืออะไร? คนเราจะอธิบายได้อย่างไรว่าอุปนิสัยคืออะไร? อุปนิสัยคือเวลาที่ความคิด แนวคิด หลักธรรมสำหรับการทำสิ่งทั้งหลาย วิธีการในการปฏิบัติการของพวกเขา รวมทั้งเป้าหมายที่พวกเขากำลังไล่ตามเสาะหาไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะไปยังที่ใด หากหนทางในการทำสิ่งทั้งหลายของคนคนหนึ่งปลาสนาการไปทันทีที่สภาพแวดล้อมของเขาเปลี่ยนแปลง นี่ย่อมไม่ใช่การเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา แต่กลับเป็นพฤติกรรมชั่วแล่น อุปนิสัยที่แท้จริงหมายถึงสิ่งใด? (อุปนิสัยที่แท้จริงสามารถครอบงำคนคนหนึ่งได้ในทุกที่และทุกเวลา) ถูกต้อง อุปนิสัยที่แท้จริงสามารถครอบงำคำพูดและการกระทำของคนคนหนึ่งได้ไม่ว่าจะเป็นเวลาและสถานที่ใด โดยปราศจากการควบคุมหรืออิทธิพลมาเป็นเงื่อนไข นั่นคือแก่นแท้ แก่นแท้คือสิ่งที่ใครบางคนพึ่งพาเพื่อมีชีวิตรอด แก่นแท้จะไม่เปลี่ยนแปลงโดยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา สถานที่ หรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ นี่คือแก่นแท้ของคนเรา บางคนพูดว่า “ข้าพระองค์มีสิ่งที่เป็นการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ดังที่พระองค์ทรงแจกแจงมาทั้ง 15 ประการนี้ไม่มากก็น้อย แต่ข้าพระองค์ไม่ได้ไล่ตามไขว่คว้าสถานะและข้าพระองค์ก็ไม่ได้ถือกำเนิดมาพร้อมความทะเยอทะยานใดๆ นอกจากนี้ข้าพระองค์ก็ไม่ได้แบกรับความรับผิดชอบใดๆ ในขณะนี้ ข้าพระองค์ไม่ใช่ผู้นำหรือคนทำงาน และข้าพระองค์ก็ไม่ชอบเป็นจุดสนใจของผู้คน ดังนั้นแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับข้าพระองค์มิใช่หรือ? หากไม่เกี่ยวข้อง เช่นนั้นข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องรับฟังสามัคคีธรรมเหล่านี้หรือยกตัวเองมาเปรียบเทียบกับสามัคคีธรรมเหล่านี้ใช่หรือไม่?” เรื่องเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นคนเราควรจัดการกับการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์อย่างไร? คนเราควรจัดการกับความจริงซึ่งได้รับการสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการสำแดงเหล่านี้อย่างไร? คนเราต้องเข้าใจความจริงและรู้จักตัวเองภายในสามัคคีธรรมเหล่านี้ จากนั้นจึงค้นหาเส้นทางที่ถูกต้อง และมามีหลักธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและการรับใช้พระเจ้าของตน มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถหลุดพ้นจากเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์และเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งการได้รับการทำให้เพียบพร้อม หากพวกเจ้าสามารถเชื่อมโยงการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์กับตัวเองได้ เช่นนั้นนี่ย่อมจะเป็นการเตือน สิ่งเตือนใจ และการเปิดโปง และเป็นการพิพากษาสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่สามารถเชื่อมโยงการสำแดงเหล่านี้กับตัวเองได้ แต่สามารถรับรู้ได้ว่าพวกเจ้าก็มีสภาวะที่คล้ายกันด้วย เช่นนั้นพวกเจ้าก็ควรพยายามทบทวนและรู้จักตัวเองให้มากขึ้น และแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขสภาวะเหล่านั้น ในหนทางนี้พวกเจ้ายังสามารถค่อยๆ ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าและหลีกเลี่ยงการเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ได้อีกด้วย
การชำแหละวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ยกชูตัวเองและเป็นพยานถึงตัวเอง
สามัคคีธรรมในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับประการที่สี่ของการสำแดงต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ การยกชูและเป็นพยานถึงตนเอง การยกชูและเป็นพยานถึงตนเอง อวดตน พยายามทำให้ผู้คนยกย่องนับถือและเคารพบูชาตนเอง—มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ นี่คือวิธีที่ผู้คนแสดงปฏิกิริยาไปตามสัญชาตญาณเมื่อพวกเขาถูกธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาครอบงำ และนี่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทั้งปวง ผู้คนมักจะยกชูและเป็นพยานถึงตนเองกันอย่างไร? พวกเขาสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของการทำให้ผู้อื่นยกย่องนับถือและเคารพบูชาพวกเขาได้อย่างไร? พวกเขาเป็นพยานยืนยันว่าตนทำงานไปมากเท่าใด ทนทุกข์ไปมากมายขนาดไหน สละตนไปมากมายเท่าใด และจ่ายราคาไปมากเท่าใดแล้ว พวกเขายกชูตนเองด้วยการกล่าวถึงต้นทุนของตน เพื่อให้ตนเองมีที่ทางที่สูงขึ้น หนักแน่นขึ้น และมั่นคงขึ้นในหัวใจของผู้อื่น และด้วยเหตุนั้นจึงได้ผู้คนอีกมากมาซาบซึ้ง ยกย่อง อิจฉา และถึงกับเคารพบูชา ยอมรับนับถือ และติดตามพวกเขา เพื่อที่จะสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายนี้ ผู้คนจึงทำสิ่งต่างๆ มากมายที่เป็นพยานถึงพระเจ้าเมื่อดูจากภายนอก แต่ในแก่นแท้กลับยกชูและเป็นพยานถึงตนเอง ในการทำเช่นนี้ พวกเขามีสำนึกกันหรือไม่? พวกเขาพ้นวิสัยของความเป็นเหตุเป็นผลและไม่มีความละอาย พวกเขาเป็นพยานยืนยันอย่างหน้าไม่อายเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาทำไปเพื่อพระเจ้าและว่าพวกเขาได้ทนทุกข์ไปมากมายเพียงใดเพื่อพระองค์ พวกเขาถึงขั้นโอ้อวดพรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ ประสบการณ์ และทักษะพิเศษของตน กลวิธีอันชาญฉลาดในการดำรงชีวิตทางโลก วิธีการที่พวกเขาใช้ปั่นหัวผู้คนเล่น และอื่นๆ หนึ่งในวิธีการที่พวกเขาใช้ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองก็คือการอวดตัวและดูแคลนผู้อื่น พวกเขายังอำพรางและสร้างภาพให้ตัวเองดูดีด้วยเช่นกัน โดยซ่อนเร้นความอ่อนแอ ข้อเสีย และข้อบกพร่องของตนจากผู้คน และแสดงให้ผู้คนมองเห็นแต่ความปราดเปรื่องของพวกเขาตลอดเวลา พวกเขาไม่กล้าบอกผู้อื่นด้วยซ้ำเวลาที่ตนรู้สึกคิดลบ และไร้ซึ่งความกล้าที่จะเปิดใจสามัคคีธรรมกับผู้อื่น เมื่อทำอะไรผิด พวกเขาก็ทำอย่างสุดความสามารถในการที่จะปกปิดสิ่งที่ผิดนั้นและปิดบังสิ่งที่ผิดนั้น พวกเขาไม่เคยเอ่ยถึงความเสียหายที่พวกเขาก่อให้เกิดแก่งานของคริสตจักรในครรลองของการทำหน้าที่ของพวกเขาเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาได้มีส่วนร่วมแบ่งปันเล็กน้อยอยู่บ้างหรือได้สัมฤทธิ์ความสำเร็จเล็กน้อยอยู่บ้าง พวกเขาก็รีบร้อนที่จะโอ้อวดการนั้น ดิ้นรนที่จะให้ทั้งโลกรู้ว่าพวกเขามีความสามารถเพียงใด ขีดความสามารถของพวกเขาสูงเพียงใด พวกเขายอดเยี่ยมเพียงใด และพวกเขาดีกว่าผู้คนปกติมากเพียงใด นี่ไม่ใช่วิธีการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองหรอกหรือ? การยกชูและเป็นพยานถึงตนเองเป็นเรื่องที่คนที่มีมโนธรรมและสำนึกจะทำกันหรือไม่? ไม่เลย ดังนั้น เมื่อผู้คนทำเช่นนี้ อุปนิสัยใดที่มักจะเผยออกมาจากตัวพวกเขา? ความโอหัง นี่คือหนึ่งในอุปนิสัยหลักที่เผยออกมาจากตัวพวกเขา ตามด้วยความหลอกลวง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นไปได้เพื่อทำให้ผู้คนอื่นๆ นับถือพวกเขาว่าสูงส่ง พูดจารัดกุม เห็นได้ชัดว่าพวกเขาพูดจาโดยมีแรงจูงใจและกลอุบายแฝงอยู่ ทั้งยังอวดตน แต่ก็อยากซุกซ่อนข้อเท็จจริงนี้ไว้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่พวกเขาพูดส่งผลให้ผู้คนรู้สึกไปว่าพวกเขาเก่งกว่าผู้อื่น ว่าไม่มีผู้ใดเลยที่เทียบเท่าพวกเขา ว่าคนอื่นทุกคนด้อยกว่าพวกเขา ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมสัมฤทธิ์ด้วยวิธีการที่ไม่ซื่อมิใช่หรือ? อุปนิสัยใดที่อยู่เบื้องหลังวิธีการเช่นนี้? และมีความเลวร้ายอันใดบ้างหรือไม่? (มี) นี่คืออุปนิสัยที่เลวร้ายประเภทหนึ่ง สามารถเห็นได้ว่า วิธีการซึ่งพวกเขาใช้เหล่านี้ถูกชี้นำโดยอุปนิสัยอันหลอกลวง—ดังนั้นแล้ว เหตุใดเล่าเราจึงพูดว่าอุปนิสัยนั้นเลว? การนี้มีความเชื่อมโยงใดกับความเลว? พวกเจ้าคิดอย่างไรเล่า คิดว่าพวกเขาจะเปิดใจพูดถึงจุดมุ่งหมายในการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองได้หรือไม่? พวกเขาไม่สามารถ แต่มีความอยากได้อยากมีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของพวกเขาอยู่เสมอ และสิ่งที่พวกเขาพูดและทำก็เป็นการช่วยเอื้อต่อความอยากได้อยากมีนั้น และจุดมุ่งหมายและแรงจูงใจเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาพูดและทำ จึงถูกเก็บเป็นความลับมิดชิด ตัวอย่างเช่น พวกเขาจะนำการชี้นำที่ผิดหรือกลวิธีอันมีเลศนัยบางอย่างมาใช้เพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายเหล่านี้ การมีความลับเช่นนั้นไม่เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกโดยธรรมชาติหรอกหรือ? ความเคี้ยวคดเช่นนั้นไม่สามารถเรียกได้ว่าเลวหรอกหรือ? (ได้) จริงๆ แล้วความเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกเช่นนั้นสามารถเรียกได้ว่าเลว และนั่นซึมลึกยิ่งกว่าความหลอกลวง พวกเขาใช้หนทางหรือวิธีการบางอย่างมาบรรลุเป้าหมายของตน อุปนิสัยนี้คือความหลอกลวง อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานและความอยากลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาในการต้องการให้ผู้คนติดตาม ยกย่อง และบูชาพวกเขาอยู่เสมอนั้นกำกับให้พวกเขายกชูและเป็นพยานถึงตัวเองอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งทำสิ่งเหล่านี้อย่างไม่มีหลักศีลธรรมและไร้ยางอาย อุปนิสัยนี้คืออะไร? นี่ขึ้นสู่ระดับของความเลว ความเลวเป็นมากกว่าแค่ความใจแคบธรรมดาหรือการเป็นคนหลอกลวงและโกหก หากคนคนหนึ่งสามารถก้าวขึ้นจากความเสื่อมทรามธรรมดาสู่ระดับของความเลว นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเสื่อมทรามอย่างดิ่งลึกมากขึ้นหรอกหรือ? (หมายความว่าเช่นนั้น) เช่นนั้นจงบรรยายระดับของความเลว—หนทางที่เหมาะสมที่จะพูดถึงเรื่องนี้เป็นอย่างไร? เหตุใดคนคนหนึ่งจึงก้าวขึ้นจากความเสื่อมทรามธรรมดาสู่ความเลว? พวกเจ้าสามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนหรือไม่? อะไรคือความแตกต่างระหว่างความหลอกลวงกับความเลว? ในแง่ของวิธีที่สิ่งเหล่านี้สำแดงออกมา ความเลวและความหลอกลวงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด แต่ความเลวรุนแรงกว่า—ความเลวก็คือความหลอกลวงที่ถึงขีดสุด หากกล่าวกันว่าคนเรามีอุปนิสัยอันเลว เช่นนั้นคนคนนี้ย่อมไม่ใช่คนหลอกลวงธรรมดาสามัญทั่วไป เนื่องจากการหลอกลวงธรรมดาสามัญทั่วไปอาจแค่หมายความว่าพวกเขาเป็นคนโกหกเป็นนิสัยหรือไม่ซื่อสัตย์มากนักในการกระทำของตน ในขณะที่ความเลวรุนแรงกว่าและอยู่ในระดับที่ลึกกว่าความหลอกลวง ความหลอกลวงของคนที่มีอุปนิสัยที่เลวมีมากกว่าและรุนแรงกว่าความหลอกลวงของบุคคลปกติทั่วไป และวิถีทางและวิธีการในการทำสิ่งทั้งหลายของพวกเขา รวมทั้งการวางอุบายเบื้องหลังการกระทำของพวกเขา ล้วนฉลาดแกมโกงและเป็นความลับมากกว่า และคนส่วนใหญ่ไม่สามารถมองสิ่งเหล่านี้ออก ความเลวเป็นอย่างนี้นี่เอง
ศัตรูของพระคริสต์ที่ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองแตกต่างจากคนทั่วไปที่ทำแบบเดียวกันอย่างไร? บุคคลปกติทั่วไปมักจะอวดตัวและโอ้อวดเพื่อทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขา และจะมีการสำแดงถึงอุปนิสัยและสภาวะเหล่านี้ด้วย แล้วศัตรูของพระคริสต์ที่ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองแตกต่างจากคนทั่วไปที่ทำแบบเดียวกันอย่างไร? ความแตกต่างอยู่ตรงไหน? เจ้าต้องเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน—จงอย่าเหมารวมการสำแดงทั้งหมดถึงการยกย่องตัวเองหรือการอวดตัวเป็นครั้งคราวไว้ภายใต้หมวดหมู่ของศัตรูของพระคริสต์ นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดเชิงแนวคิดหรอกหรือ? (ใช่) เช่นนั้นจะสามารถจำแนกความแตกต่างเรื่องนี้อย่างชัดเจนได้อย่างไร? ความแตกต่างอยู่ตรงไหน? หากเจ้าสามารถระบุเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เจ้าย่อมสามารถเข้าใจได้อย่างถ้วนทั่วว่าแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร จงลองระบุความแตกต่างที่ว่านี้ (หนทางในการทำสิ่งทั้งหลายของศัตรูของพระคริสต์มีเลศนัยมากกว่า พวกเขาใช้วิถีทางบางอย่างที่ดูถูกควรมากเพื่อชักพาผู้คนให้หลงผิด พวกเขาดูเหมือนพูดถึงเรื่องที่ถูกควร แต่ก่อนที่เจ้าจะรู้ตัว พวกเขาก็เริ่มยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง โดยไม่มีใครตระหนักรู้ วิถีทางของพวกเขาค่อนข้างมีเลศนัย) วิถีทางที่ค่อนข้างมีเลศนัย—นี่เป็นการจำแนกความแตกต่างระหว่างพวกเขาผ่านทางหนทางในการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองของพวกเขา มีสิ่งอื่นใดอีกหรือไม่? จงบอกเราที อะไรคือความแตกต่างในธรรมชาติระหว่างการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองโดยรู้ตัวกับการทำเช่นนั้นโดยไม่รู้ตัว? (เจตนานั้นแตกต่างกัน) ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือ? (ใช่) เมื่อบุคคลปกติทั่วไปที่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามยกย่องตัวเองและอวดตน นั่นเป็นไปเพื่อการโอ้อวด ทันทีที่พวกเขาโอ้อวดแล้ว เรื่องก็จบแค่นั้น และพวกเขาก็ไม่ใส่ใจว่าคนอื่นจะยกย่องนับถือพวกเขาหรือดูถูกดูหมิ่นพวกเขา ความตั้งใจของพวกเขาไม่ชัดเจน นั่นเป็นเพียงแค่อุปนิสัยที่คอยควบคุมพวกเขา เป็นการเผยอุปนิสัยออกมา ทั้งหมดก็เท่านั้นเอง การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยประเภทนี้เป็นเรื่องง่ายหรือไม่? หากคนที่กำลังพิจารณากันอยู่นี้ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาย่อมจะสามารถค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเมื่อพวกเขาเผชิญกับการถูกตัดแต่ง พิพากษา และตีสอน พวกเขาจะค่อยๆ มีสำนึกถึงความละอายและความมีเหตุผลมากขึ้น และพวกเขาจะแสดงพฤติกรรมแบบนี้น้อยลงเรื่อยๆ พวกเขาจะกล่าวโทษพฤติกรรมประเภทนี้ และจะยับยั้งชั่งใจและบังคับตัวเอง นี่คือการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองโดยไม่รู้ตัว แม้การยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองด้วยความรู้ตัวและการทำเช่นนี้โดยไม่รู้ตัวจะมีอุปนิสัยที่เหมือนกัน แต่ธรรมชาติของทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกัน ธรรมชาติของทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร? การยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองด้วยความรู้ตัวนั้นตั้งใจทำ คนที่ทำเช่นนี้ไม่ได้พูดไปอย่างเรื่อยเปื่อย—แต่ละครั้งที่พวกเขายกชูและเป็นพยานถึงตัวเอง พวกเขากำลังเก็บงำเจตนาบางอย่างและจุดมุ่งหมายที่ซ่อนเร้นเอาไว้ และพวกเขาทำเรื่องแบบนี้ด้วยความทะเยอทะยานและความอยากเยี่ยงซาตาน ภายนอกนั้นดูเหมือนเป็นการสำแดงแบบเดียวกัน ผู้คนทั้งสองกรณีกำลังยกชูและเป็นพยานถึงตัวเอง แต่พระเจ้าทรงนิยามการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่าอย่างไร? ทรงนิยามว่าเป็นการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมา แล้วพระเจ้าทรงนิยามการยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองทั้งที่รู้ตัวว่าอย่างไร? ทรงนิยามว่าเป็นใครบางคนที่ต้องการชักพาผู้คนให้หลงผิด ตั้งใจที่จะให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขา เคารพบูชาพวกเขา ยกย่องบูชาพวกเขา แล้วก็ติดตามพวกเขา การกระทำของพวกเขาเป็นการชักพาให้หลงผิดโดยธรรมชาติ ดังนั้นทันทีที่พวกเขามีความตั้งใจที่จะชักพาผู้คนให้หลงผิดและได้มาซึ่งผู้คน เพื่อที่ผู้คนเหล่านั้นจะได้ติดตามและเคารพบูชาพวกเขา พวกเขาจะเริ่มนำวิถีทางและวิธีการบางอย่างมาใช้ในยามที่พูดและกระทำการ ซึ่งสามารถชักพาพวกที่ไม่เข้าใจความจริงและขาดพร่องรากฐานอันลึกซึ้งให้หลงผิดรวมทั้งนำพวกเขาเหล่านั้นให้หลงผิดได้อย่างง่ายดาย ผู้คนดังกล่าวไม่เพียงแค่ขาดพร่องวิจารณญาณเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม พวกเขาคิดว่าสิ่งที่คนคนนี้พูดนั้นถูกต้อง และพวกเขาอาจยกย่องบูชาและยกย่องนับถือพวกเขา และเมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาจะเคารพบูชาและแม้กระทั่งติดตามพวกเขา ปรากฏการณ์ที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันก็คือใครบางคนดูเหมือนเข้าใจคำเทศนาค่อนข้างดีหลังจากได้ยินคำเทศนาดังกล่าว แต่ต่อมาภายหลังเมื่อบางสิ่งบังเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาไม่รู้วิธีแก้ไขสิ่งนั้น พวกเขาไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหา แต่การทำเช่นนี้ไม่เกิดผล และในท้ายที่สุดพวกเขาต้องไปหาผู้นำของพวกเขาเพื่อไต่ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้และขอวิธีแก้ปัญหาจากพวกเขา ทุกครั้งที่บางสิ่งบังเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาต้องการขอให้ผู้นำของพวกเขาแก้ไขสิ่งนั้น นั่นก็เป็นเหมือนวิธีที่การสูบฝิ่นกลายเป็นการเสพติดและรูปแบบสำหรับบางคน และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเขาจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สูบฝิ่น ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์ที่ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองจึงกลายเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งสำหรับคนที่มีวุฒิภาวะน้อย ไม่รู้จักแยกแยะ โง่เขลา และไม่รู้ความโดยที่พวกเขาไม่อาจจับสังเกตได้ เมื่อใดก็ตามที่สิ่งใดก็ตามบังเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาจะไปถามศัตรูของพระคริสต์เกี่ยวกับสิ่งนั้น และหากศัตรูของพระคริสต์ไม่ออกคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจหาญที่จะดำเนินการสิ่งอันใด ต่อให้ทุกคนพูดคุยเรื่องนี้เสร็จสิ้นแล้วและบรรลุฉันทามติในเรื่องนี้แล้วก็ตาม พวกเขากลัวว่าจะต่อต้านเจตจำนงของศัตรูของพระคริสต์และจะถูกกดข่ม ดังนั้นกับทุกเรื่องพวกเขาจึงอาจหาญที่จะลงมือดำเนินการหลังจากศัตรูของพระคริสต์ได้พูดแล้วเท่านั้น แม้ในยามที่พวกเขาเข้าใจหลักธรรมความจริงอย่างชัดเจนแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจหาญที่จะตัดสินใจหรือรับมือกับเรื่องนี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับรอจากคำตัดสินและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจาก “เจ้านาย” ที่พวกเขายกย่องบูชา หากเจ้านายของพวกเขาไม่พูดอะไรเลย ใครก็ตามที่กำลังรับมือกับเรื่องนี้อยู่ย่อมจะรู้สึกไม่แน่ใจว่าพวกเขาควรที่จะทำสิ่งใด คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกวางยาพิษแล้วหรอกหรือ? (พวกเขาถูกวางยาพิษแล้ว) นี่คือความหมายของการถูกวางยาพิษแล้ว การที่พวกเขาจะถูกวางยาพิษอย่างดิ่งลึกยิ่งนักนั้น ศัตรูของพระคริสต์ต้องทำงานมากแค่ไหน และศัตรูของพระคริสต์จำเป็นต้องแอบเอายาพิษให้พวกเขามากแค่ไหน? หากศัตรูของพระคริสต์ชำแหละตัวเองและได้รู้จักตัวเองอยู่เนืองนิจ และทำให้ความอ่อนแอ ข้อผิดพลาด และการกระทำผิดของตนเป็นที่รู้กันทั่วในที่สาธารณะให้ผู้คนได้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เช่นนั้นทุกคนจะยังเคารพบูชาพวกเขาเช่นนี้อยู่หรือไม่? ไม่อย่างแน่นอนที่สุด ดูเหมือนว่าศัตรูของพระคริสต์ทุ่มเทความพยายามเป็นอันมากที่จะยกชูและเป็นพยานถึงตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงประสบ “ความสำเร็จ” เช่นนั้น นี่คือผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องการ หากปราศจากพวกเขา คงจะไม่มีใครรู้วิธีทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสม และทุกคนคงจะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าศัตรูของพระคริสต์แอบเอายาพิษมากมายให้พวกเขาและทุ่มเทความพยายามมากมายในขณะที่ควบคุมคนเหล่านี้! หากพวกศัตรูของพระคริสต์พูดเพียงแค่ไม่กี่คำ คนเหล่านี้จะยังถูกพวกศัตรูของพระคริสต์ตีกรอบเช่นนี้อยู่หรือไม่? ไม่อย่างแน่นอนที่สุด เมื่อศัตรูของพระคริสต์สัมฤทธิ์เป้าหมายของตนในการที่จะทำให้ผู้คนเคารพบูชาพวกเขา และยกย่องบูชาพวกเขา และใส่ใจพวกเขาในทุกเรื่องได้สำเร็จ เมื่อนั้นพวกเขาย่อมทำสิ่งต่างๆ มากมายและกล่าวคำเป็นอันมากที่ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองไปแล้วมิใช่หรือ? ผลลัพธ์ที่พวกเขาสัมฤทธิ์จากการทำเช่นนี้เป็นอย่างไร? นั่นก็คือว่าผู้คนคงจะขาดพร่องเส้นทางและไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้โดยปราศจากพวกศัตรูของพระคริสต์—ราวกับท้องฟ้าคงจะถล่มและแผ่นดินโลกคงจะหยุดหมุนหากปราศจากพวกศัตรูของพระคริสต์ และการเชื่อในพระเจ้าคงจะไม่มีคุณค่าหรือความหมายอันใด และการรับฟังคำเทศนาคงจะไร้ประโยชน์ แต่นั่นก็คือว่าผู้คนรู้สึกว่าตนมีความหวังในชีวิตอยู่บ้างเช่นกันหากศัตรูของพระคริสต์อยู่ด้วยกัน และคงจะสูญสิ้นความหวังทั้งหมดหากศัตรูของพระคริสต์จะตายไป คนเหล่านี้ยังไม่ถูกซาตานจับเป็นเชลยแล้วหรอกหรือ? (พวกเขาถูกซาตานจับเป็นเชลยแล้ว) แล้วคนเช่นนี้ไม่สมควรกับเรื่องดังกล่าวหรอกหรือ? (พวกเขาสมควรกับเรื่องดังกล่าว) เหตุใดพวกเราจึงกล่าวว่าพวกเขาสมควรกับเรื่องดังกล่าว? พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่เจ้าเชื่อ แล้วเหตุใดเจ้าจึงเคารพบูชาและติดตามพวกศัตรูของพระคริสต์ ปล่อยให้พวกเขาตีกรอบและควบคุมเจ้าในทุกโอกาส? นอกจากนี้ ไม่ว่าคนเราทำหน้าที่อะไร พระนิเวศของพระเจ้าได้จัดเตรียมหลักธรรมและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนไว้ให้ผู้คนแล้ว หากมีความลำบากยากเย็นที่คนเราไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง พวกเขาควรแสวงหาจากคนที่เข้าใจความจริง และแสวงหาจากเบื้องบนในเรื่องที่ร้ายแรงมากกว่า แต่ไม่เพียงแต่เจ้าไม่แสวงหาความจริงเท่านั้น ในทางกลับกัน เจ้าเคารพบูชาและยกย่องบูชาผู้คน เชื่อในสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้พูด ดังนั้นเจ้าจึงได้กลายเป็นขี้ข้าของซาตาน แล้วเจ้าย่อมจะได้แต่โทษตัวเองเท่านั้นมิใช่หรือ? เจ้าไม่สมควรกับสิ่งนี้หรอกหรือ? การยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองเป็นพฤติกรรมและการสำแดงที่ศัตรูของพระคริสต์มีร่วมกัน และเป็นการสำแดงที่พบมากที่สุดอย่างหนึ่ง อะไรคือลักษณะสำคัญของวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเอง? วิธีดังกล่าวต่างจากวิธีที่คนทั่วไปใช้ยกชูและเป็นพยานถึงตัวเองอย่างไร? นั่นก็คือว่าพวกศัตรูของพระคริสต์มีความตั้งใจของตนเองเบื้องหลังการกระทำนี้ และแน่นอนที่สุดว่าไม่ได้ทำเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับเก็บงำความตั้งใจ ความอยาก และความทะเยอทะยานเอาไว้ และผลของการที่พวกเขาเป็นพยานถึงตัวเองในลักษณะนี้ย่อมเลวร้ายเกินจะคาดคิดได้—พวกเขาสามารถควบคุมผู้คนและชักพาผู้คนให้หลงผิด
เราขอยกตัวอย่างสักหนึ่งเรื่อง พวกเจ้าสามารถคิดตามว่าการสำแดงและอุปนิสัยแบบนี้เกี่ยวข้องกับการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองหรือไม่? ครั้งหนึ่งมีผู้นำคนหนึ่งที่ทำงานของคริสตจักร ณ สถานที่เฉพาะแห่งหนึ่งเป็นเวลาสองหรือสามปี เขาได้เดินท่ามกลางคริสตจักร จากนั้นในท้ายที่สุดเขาก็ตั้งรกรากที่นั่น การที่เขาตั้งรกรากหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าคนส่วนใหญ่รู้จักเขาและยกย่องนับถือเขา และเขาค่อนข้างเป็นที่รู้จักในสถานที่นั้น ทันทีที่ผู้คนเห็นเขา พวกเขาจะต้อนรับเขา เสนอที่นั่งของตนให้กับเขา และมอบบางสิ่งที่ดีให้เขากิน ไม่มีเสียงที่เห็นต่าง ไม่มีคนที่ต่อต้านเขา ทุกคนค่อนข้างคุ้นเคยกับผู้นำคนนี้ และลึกลงไปแล้วพวกเขาล้วนค่อนข้างเห็นชอบกับวิธีที่เขาทำสิ่งทั้งหลายและยอมรับความเป็นผู้นำของเขา ผู้นำคนนี้ทำงานที่นั่นมากแค่ไหน เขาพูดมากแค่ไหน หรือเขาพูดถึงสิ่งใดเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน รายละเอียดเหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จัก แต่โดยสรุปสั้นๆ ก็คือ คนส่วนใหญ่ค่อนข้างเห็นชอบกับความเป็นผู้นำของเขา หลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ผู้นำคนนี้ก็พูดว่า “พี่น้องชายหญิงที่นี่ล้วนเชื่อฟังและนบนอบ และสิ่งทั้งหลายก็กำลังเป็นไปด้วยดีในคริสตจักรด้วยประการทั้งปวง น่าเสียดายที่มีสิ่งหนึ่งซึ่งไม่น่าพึงพอใจโดยครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งก็คือ สภาพแวดล้อมที่นี่เลวร้าย หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม พวกเราคงจะไปที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในวันดีๆ และแดดดีเพื่อจัดการชุมนุมขนาดใหญ่โดยมีคนหลายพันคนเข้าร่วม และพวกเราก็คงจะปลดปล่อยความจริงโดยใช้ไมโครโฟนและชุดลำโพงขนาดใหญ่ และให้คนจำนวนมากขึ้นเชื่อในพระเจ้า เมื่อนั้นงานของพวกเราจะไม่เกิดผลหรอกหรือ?” หลังจากได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็พูดว่า “อาเมน” และเห็นชอบกับเรื่องนี้ จงบอกเราที มีปัญหาหรือไม่กับวลีที่ว่า “พวกเราก็คงจะปลดปล่อยความจริง”? (มี) อะไรคือปัญหา? (ผู้นำคนนี้กำลังปฏิบัติต่อตัวเองดังเช่นพระเจ้า) พวกเจ้าล้วนรับรู้ว่ามีปัญหากับเรื่องนี้ แต่คนที่เลอะเลือนซึ่งอยู่ที่นั่นไม่ได้รับรู้ พวกเขาถึงขั้นตอบกลับประโยคนี้ด้วยคำว่า “อาเมน”! ผู้นำคนนี้ปลดปล่อยความจริงหรือไม่? เขาเป็นใคร? เขาเป็นผู้นำธรรมดา เขาทำงานไม่กี่ปีจากนั้นก็เริ่มคิดว่าเขาเหนือกว่าทุกคนและลืมไปว่าเขาเป็นใคร และถึงขั้นต้องการแสดงความจริง—สำหรับเขาแล้วนั่นคงจะเป็นงานยากที่จะทำให้สำเร็จ เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด? นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และไม่รู้ว่าเขากำลังทำหน้าที่ใดอยู่ เนื่องจากเขามีอุปนิสัยแบบนี้ งานหรือการพูดตามปกติของเขามีส่วนใดเป็นไปตามความจริงหรือไม่? งานหรือการพูดตามปกติของเขาแน่นอนว่าเต็มไปด้วยคำพูดที่เลอะเลือนและคำพูดเยี่ยงมาร และไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์จากการให้น้ำและจัดเตรียมให้กับคริสตจักรอย่างแน่นอนที่สุด เขาไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร นับประสาอะไรที่จะรู้ว่าการแสดงความจริงหมายความว่าอย่างไร หลังจากทำงานที่ไหนสักแห่งแค่สองหรือสามปี เขาก็รู้สึกว่ามีเกียรติยศและเงินทุนเล็กน้อย แล้วเขาก็ลืมไปว่าเขาเป็นใคร รู้สึกค่อนข้างดีเกี่ยวกับตัวเอง และต้องการแสดงความจริง การมีความเข้าใจผิดเช่นนี้ไม่น่าขยะแขยงหรอกหรือ? ความเข้าใจผิดนี้มาจากไหน? เขามีความผิดปกติทางจิตใจหรือไม่ หรือนี่เป็นแรงผลักดันชั่วขณะ? เขาทำงานเล็กน้อย ไม่มีใครในคริสตจักรในท้องถิ่นต่อต้านเขา และทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นผลลัพธ์มาจากงานที่เขาทำ และจู่ๆ ก็รู้สึกว่าเขาสามารถอ้างความดีความชอบจากเรื่องนี้ เขาคิดว่า “หากฉันสามารถทำงานที่มีนัยสำคัญดังกล่าวได้ ฉันไม่ใช่พระเจ้าหรอกหรือ? และหากฉันเป็นพระเจ้า เช่นนั้นฉันก็ถูกสกัดกั้นอย่างเลวร้ายอยู่ในขณะนี้—หากสภาพแวดล้อมภายนอกดีกว่านี้ ฉันก็อาจแสดงความจริงได้!” ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดของเขาอย่างฉับพลันทันที ไม่มีบางสิ่งผิดปกติกับความคิดของเขาหรอกหรือ? (มี) มีบางสิ่งผิดปกติกับความคิดของเขา เขาขาดพร่องสำนึกหรือไม่? การกระทำและคำพูดของเหล่าซาตานและศัตรูของพระคริสต์สามารถหรือไม่ที่จะมีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ? ไม่สามารถมีได้อย่างแน่นอนที่สุด ผู้นำคนนี้ทำงานเล็กน้อยและได้รับผลลัพธ์บางอย่าง จากนั้นจู่ๆ ก็ลืมไปว่าเขาเป็นมนุษย์ การที่เขาสามารถพูดโพล่งคำพูดที่ไม่มีเหตุผลดังกล่าวออกมาไม่สัมพันธ์กับอุปนิสัยของเขาหรอกหรือ? (สัมพันธ์) สัมพันธ์อย่างไร? ภายในอุปนิสัยของเขา เขาเต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตามหรือไม่? เขารู้หรือไม่ว่าเขาเป็นเพียงผู้ติดตามพระเจ้าธรรมดาเท่านั้น? แน่นอนที่สุดว่าเขาไม่รู้ เขาเชื่อว่าสถานะและอัตลักษณ์ของเขาน่านับถือและเหนือกว่าผู้อื่นทุกคนเหลือเกิน พวกเจ้าไม่คุ้นเคยกับพฤติกรรมแบบนี้และธรรมชาติของพฤติกรรมแบบนี้ใช่ไหม? เหตุใดซาตานจึงถูกโยนลงกลางเวหา? (มันต้องการที่จะอยู่ในระดับเดียวกับพระเจ้า) นั่นก็คือว่ามันต้องการที่จะอยู่ในระดับเดียวกับพระเจ้า เพราะซาตานไม่รู้ที่ของมันในจักรวาล ไม่รู้ว่ามันเป็นใคร และไม่รู้เกณฑ์ประเมินของมันเอง เมื่อพระเจ้าทรงอนุญาตให้ซาตานเดินในพื้นที่เดียวกับพระองค์ ซาตานก็เริ่มคิดว่ามันเป็นพระเจ้า มันต้องการทำสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงทำ มันต้องการเป็นตัวแทนพระองค์ แทนที่พระองค์ และปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระองค์ และผลลัพธ์ก็คือ มันถูกโยนลงกลางเวหา พวกศัตรูของพระคริสต์ทำเรื่องแบบเดียวกัน ธรรมชาติของการกระทำของพวกเขาเป็นอย่างเดียวกัน และพวกเขาก็มีต้นตอเดียวกับซาตาน สำหรับศัตรูของพระคริสต์ การสำแดงเช่นนั้นไม่ใช่การเผยเป็นครั้งคราวหรือผลลัพธ์จากความคิดชั่วแล่น—แน่นอนที่สุดว่านี่เป็นการครอบงำของธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเขาและการเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาตามธรรมชาติ ธรรมชาติของการสำแดงของผู้นำที่เราเพิ่งพูดถึงเป็นอย่างไร? (นั่นก็คือธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์) เหตุใดพวกเราจึงเสวนาการสำแดงนี้สำหรับประการเกี่ยวกับการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง? ธรรมชาติของการสำแดงนี้เกี่ยวข้องกับการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองอย่างไร? ธรรมชาติของคำว่า “ปลดปล่อยความจริง” ที่เขาพูดเป็นอย่างไร? เหตุใดเราจึงกล่าวว่าคำพูดเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง? (ผู้นำคนนี้เชื่อว่าเขาสามารถจัดเตรียมความจริงให้กับผู้คนได้) เขาหมายความว่าอย่างนั้นนั่นเอง เมื่อเขาพูดสิ่งทั้งหลายดังกล่าว คนที่ได้ยินเขาก็คิดว่า “คุณมีกิริยามารยาทที่น่าประทับใจจริงๆ และคุณก็สามารถพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นได้—นี่ไม่ใช่น้ำเสียงประเภทที่พระเจ้าควรตรัสหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่กิริยามารยาทที่น่าประทับใจและความใจกว้างประเภทที่พระเจ้าควรทรงมีหรอกหรือ?” ผู้นำคนนี้ไม่ได้สัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของการยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเองหรอกหรือ? เขาได้ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกถึงความนับถือ การเคารพบูชา และความเลื่อมใสที่มีต่อเขาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? (ใช่) นี่คือรูปลักษณ์อันน่าเกลียดน่ากลัวของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือศัตรูของพระคริสต์ที่แอบยกย่องตัวเองและให้การเป็นพยานเกี่ยวกับตัวเอง
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ