หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (6) ตอนที่หนึ่ง
วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมเรื่องหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน รวมทั้งการสำแดงต่างๆ ของผู้นำเทียมเท็จกันต่อ ในการชุมนุมครั้งก่อน พวกเราสามัคคีธรรมประการที่หกของหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน อะไรคือเนื้อหาหลักของประการนี้? (ประการที่หกคือ “ประการที่หก: ส่งเสริมและบ่มเพาะผู้มีความสามารถทุกรูปแบบที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงมีโอกาสฝึกฝนและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”) ครั้งก่อนโดยหลักแล้วพวกเราสามัคคีธรรมหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าสำหรับการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คน รวมทั้งเรื่องที่ว่าเหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คน พวกเรายังชำแหละปัญหาที่มีกับผู้นำเทียมเท็จเมื่อเป็นเรื่องของการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษประเภทต่างๆ แล้วอะไรคือการสำแดงหลักของผู้นำเทียมเท็จภายในสองประการนี้? เหตุใดพวกเราจึงพูดว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ? โดยหลักแล้วมีสองแง่มุม แง่มุมหนึ่งก็คือผู้นำเทียมเท็จไม่เข้าใจหลักธรรมสำหรับการส่งเสริม บ่มเพาะ และใช้ผู้คนประเภทต่างๆ และพวกเขาก็ไม่แสวงหาหลักธรรมเหล่านี้ พวกเขาไม่รู้ว่าการมีขีดความสามารถแง่มุมใดที่มีความสำคัญ หรือการทำให้ได้ตามหลักเกณฑ์ใดที่มีความสำคัญในการที่ผู้คนจะเป็นผู้นำหรือคนทำงาน ดังนั้น พวกเขาจึงใช้ผู้คนอย่างไม่แยกแยะตามพื้นฐานของมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเอง อีกประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงก็คือหลังจากส่งเสริม บ่มเพาะ และใช้ผู้คนเหล่านี้แล้ว พวกเขาไม่ติดตามหรือตรวจสอบงานของคนเหล่านี้ และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ทำได้ดีเพียงใด หรือทำงานจริงหรือไม่ หรือสามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนได้หรือไม่ หรือมีลักษณะนิสัยอย่างไร หรือหน้าที่ที่คนเหล่านี้ทำนั้นเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ อีกทั้งพวกเขาไม่ใส่ใจว่าผู้คนที่พวกเขาส่งเสริม บ่มเพาะ และใช้นั้นทำได้ตามมาตรฐานและเป็นไปตามหลักธรรมหรือไม่—พวกเขาไม่เคยตรวจสอบสิ่งเหล่านี้เลย ผู้นำเทียมเท็จคิดว่านี่เป็นเพียงแค่กรณีของการส่งเสริมผู้คน เป็นการจัดแจงงานให้พวกเขา และไม่มีอะไรอื่นนอกเหนือจากนั้น และจากนั้นหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาก็ลุล่วง นี่คือวิธีที่ผู้นำเทียมเท็จทำงานของตน อีกทั้งยังเป็นท่าทีและทัศนะขณะที่พวกเขาทำงานด้วย แล้วการสำแดงหลักของผู้นำเทียมเท็จสองประการนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ลุล่วงและไม่สามารถลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนได้เมื่อเป็นเรื่องของการส่งเสริม บ่มเพาะ และใช้ผู้คนได้หรือไม่? (สามารถพิสูจน์ได้) ผู้นำเทียมเท็จไม่ตรวจสอบงานหรือเฝ้าสังเกตผู้คนประเภทต่างๆ และนับประสาอะไรที่พวกเขาจะมีความละเอียดลออขึ้นมาเมื่อเป็นเรื่องของความจริงและหลักธรรม โดยเปรียบเทียบการสำแดงและสภาวะของผู้คนประเภทต่างๆ กับความจริงที่พวกเขาเข้าใจและหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนด พวกเขายังไม่สามารถแยกแยะได้อีกด้วยว่าความเป็นมนุษย์และจุดแข็งของผู้คนประเภทต่างๆ สอดคล้องกับหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดสำหรับการใช้ผู้คนหรือไม่ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พวกเขาจึงเลอะเลือนและฉาบฉวยเป็นพิเศษเมื่อเป็นเรื่องของการส่งเสริมและใช้ผู้คนรวมทั้งการจัดแจงงานให้ผู้คนเหล่านั้น และทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือทำอย่างขอไปทีและทำงานผิวเผินตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากผู้นำเทียมเท็จได้รับการร้องขอให้ใช้ผู้คนประเภทต่างๆ อย่างสมเหตุผลและเหมาะเจาะตามความเป็นมนุษย์และจุดแข็งของพวกเขา พวกเขาจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้หรือไม่? (ไม่ได้ พวกเขาไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้) ตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงว่าขีดความสามารถของผู้นำเทียมเท็จเป็นอย่างไร แค่มองดูที่ท่าทีที่พวกเขามีต่องานรวมทั้งหนทางและวิธีการของพวกเขาสำหรับการทำงาน อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ทำงานจริงแม้แต่น้อย แต่จัดการกับกิจการงานทั่วไปและทำงานผิวเผินเล็กน้อยที่ทำให้พวกเขาเป็นจุดสนใจของผู้คนเท่านั้น และข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ทำงานจัดเตรียมความจริงให้ผู้คนแม้แต่น้อย และไม่รู้วิธีใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา—ทั้งหมดนี้มากพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานจริงของคริสตจักรได้ แค่พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริง และไม่เข้าร่วมกับพี่น้องชายหญิงอย่างลึกซึ้งเพื่อแก้ไขปัญหาที่แท้จริงแต่กลับปฏิบัติตนเหนือกว่าไปหมดและออกคำสั่งแทน ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานของคริสตจักรทุกแง่มุมได้ดีเพื่อที่จะส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนสำหรับพระนิเวศของพระเจ้า
ประการที่เจ็ด: จัดสรรและใช้ประโยชน์จากผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และจุดแข็งของพวกเขา เพื่อนำแต่ละคนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ภาคที่หนึ่ง)
การใช้ประโยชน์จากผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีจัดแจงและใช้ผู้คนประเภทต่างๆ ของพวกเจ้าเป็นอย่างไร? (พระนิเวศของพระเจ้ามีมาตรฐานต่างๆ ที่กำหนดสำหรับผู้คนหลากหลายจำพวกซึ่งได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะ รวมทั้งผู้คนที่ควรได้รับการส่งเสริมและถูกใช้ตามหลักธรรมและมาตรฐานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าสำหรับการส่งเสริมผู้คน หากบางคนเหมาะที่จะเป็นผู้นำและคนทำงาน เช่นนั้นพวกเขาก็ควรได้รับการบ่มเพาะในฐานะผู้นำ คนทำงาน และผู้ดูแล หากบางคนมีจุดแข็งเชิงวิชาชีพในสาขาเฉพาะ เช่นนั้นหน้าที่ที่พวกเขาทำก็ควรได้รับการจัดแจงตามจุดแข็งทางวิชาชีพของพวกเขา เพื่อที่จะได้จัดสรรและใช้ประโยชน์พวกเขาอย่างมีเหตุผล) มีใครมีอะไรจะเพิ่มเติมหรือไม่? (อีกสิ่งคือการประเมินวัดผู้คนตามความเป็นมนุษย์ของพวกเขา หากความเป็นมนุษย์ของใครบางคนค่อนข้างดี และพวกเขาก็รักความจริง อีกทั้งพวกเขามีความสามารถในการทำความเข้าใจ เช่นนั้นพวกเขาย่อมเป็นผู้ที่อาจเหมาะสมจะได้รับการส่งเสริมและการบ่มเพาะ หากความเป็นมนุษย์ของพวกเขามีลักษณะเฉลี่ยทั่วไป แต่พวกเขามีจุดแข็งและสามารถทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าและทำงานรับใช้ได้ เช่นนั้นคนประเภทนี้ย่อมสามารถได้รับการมอบหมายให้ทำหน้าที่ที่เหมาะสมตามจุดแข็งของพวกเขาได้เช่นกัน เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์พวกเขาได้ดีที่สุด หากพวกเขาเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ค่อนข้างแย่และอาจเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน เช่นนั้นการให้พวกเขาทำหน้าที่ย่อมยุ่งยากเกินกว่าจะคุ้มค่า ดังนั้นการจัดแจงให้พวกเขาทำหน้าที่จึงไม่เหมาะสม) หากผู้คนถูกจำแนกความแตกต่างตามความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เช่นนั้นตราบที่พวกเขาไม่ใช่คนชั่ว ไม่เป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวน และสามารถทำหน้าที่ได้ เช่นนั้นพวกเขาย่อมสอดคล้องกับหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าสำหรับการใช้ผู้คน อีกประเภทที่ไม่สามารถใช้ได้นอกจากคนชั่วและวิญญาณชั่วก็คือพวกที่มีสติปัญญาไม่เพียงพอ กล่าวคือ พวกที่ไม่สำเร็จลุล่วงสิ่งใดเลย ไม่สามารถทำสิ่งใดได้สำเร็จ ไม่สามารถเรียนรู้วิชาชีพ ไม่สามารถจัดการกับกิจการงานทั่วไปที่เรียบง่าย ไม่สามารถแม้แต่จะปฏิบัติงานที่ออกแรงกายได้สำเร็จ—คนที่มีสติปัญญาและความเป็นมนุษย์ไม่เพียงพอไม่อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้ ผู้คนแบบใดจัดอยู่ในหมวดหมู่ของผู้มีสติปัญญาไม่เพียงพอ? พวกที่ไม่เข้าใจภาษามนุษย์ซึ่งขาดความเข้าใจอันถ่องแท้ เข้าใจสิ่งทั้งหลายผิดอยู่เสมอ เข้าใจสิ่งทั้งหลายไปในทางที่ผิด และให้คำตอบที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำถาม และผู้คนจำพวกเดียวกับคนโง่หรือคนที่บกพร่องทางสติปัญญา—นี่ล้วนเป็นผู้คนที่มีสติปัญญาไม่เพียงพอ แล้วก็มีคนที่ไร้เหตุผลอย่างที่สุดซึ่งเข้าใจสิ่งต่างๆ ผิดไปจากคนปกติทุกอย่าง—พวกเขายังมีปัญหาในเรื่องสติปัญญาอีกด้วย การมีสติปัญญาไม่เพียงพอนั้นรวมถึงการไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใดได้เลยหรือไม่? (ใช่ รวมถึงการนั้นด้วย) แล้วการไม่สามารถเรียนรู้วิธีเขียนบทความนั้นนับเป็นการมีสติปัญญาไม่เพียงพอหรือไม่? (ไม่ ไม่นับ) คนจำพวกนี้ไม่ถูกนับรวมด้วย ดูการเรียนรู้วิธีขับร้องและเต้นรำ การเรียนรู้ทักษะคอมพิวเตอร์ หรือการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเป็นตัวอย่าง การไม่สามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไม่นับเป็นการมีสติปัญญาไม่เพียงพอ แล้วการไร้ความสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งประเภทใดบ่งชี้ถึงการมีสติปัญญาไม่เพียงพอ? ตัวอย่างเช่น บางคนมีความรู้อยู่บ้าง แต่ไม่สามารถเรียนรู้วิธีเรียบเรียงภาษาของตนเมื่อสนทนากับผู้อื่น แล้วเมื่อคนประเภทนี้เชื่อในพระเจ้า พวกเขาสามารถสามัคคีธรรมความจริง อธิษฐาน และสื่อสารกับผู้อื่นตามปกติได้หรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถทำได้) เมื่อพวกเขามีแนวคิดในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาหรือเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะหนึ่ง อีกทั้งต้องการเปิดใจและพูดคุยเรื่องแนวคิดดังกล่าวกับผู้คนและแสวงหาเส้นทางสู่วิธีแก้ปัญหา พวกเขาไตร่ตรองอยู่เป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนหรือจะแสดงตัวเองออกมาอย่างไร ทันทีที่พวกเขาพูด พวกเขากลายเป็นสับสนและพูดอย่างเลอะเลือน ปากของพวกเขาดูเหมือนไม่ยอมขยับตามคำสั่ง และความคิดของพวกเขาก็แตกกระสานซ่านเซ็น ตัวอย่างเช่น เจ้าบอกพวกเขาว่า “วันนี้อากาศดีและมีแดดออก” และพวกเขาก็จะตอบกลับว่า “เมื่อวานฝนตกและมีอุบัติเหตุทางรถยนต์บนถนนเส้นนั้น” พวกเขาพูดคนละเรื่องกับผู้ที่พวกเขาสนทนาด้วย คนประเภทนี้มีสติปัญญาไม่เพียงพอหรือไม่? (ใช่ พวกเขามีสติปัญญาไม่เพียงพอ) ตัวอย่างเช่น หากพวกเขาปวดหัวและเจ้าถามพวกเขาว่ามีปัญหาอะไร พวกเขาจะพูดว่าพวกเขารู้สึกอึดอัดหัวใจเล็กน้อย คำตอบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคำถามมิใช่หรือ? (ใช่ ไม่เกี่ยวข้อง) นี่เป็นการขาดพร่องสติปัญญามากเกินไป มีคนเช่นนี้มากมายเหลือเกิน พวกเจ้ายกตัวอย่างได้หรือไม่? (บางคนหลุดจากหัวข้อเสมอเวลาที่ตอบคำถาม พวกเขาแค่ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่คนอื่นถามพวกเขาได้) การหลุดจากหัวข้อบ่อยครั้งขณะพูดคุย—นี่คือสติปัญญาไม่เพียงพอ แล้วก็มีคนที่ล้มเหลวที่จะจำแนกความต่างระหว่างคนในกับคนนอกเวลาที่พวกเขาพูดคุย และบางครั้งก็ขายตัวเองเวลาที่พวกเขาพูดโดยไม่ทันได้รู้ตัว—นี่ก็คือสติปัญญาไม่เพียงพอเช่นกัน ตัวอย่างเช่น พี่น้องชายหญิงบางคนใช้ชีวิตอยู่กับสมาชิกครอบครัวที่ไม่มีความเชื่อซึ่งถามพวกเขาว่า “พระเจ้าของพวกเธอตรัสบอกให้พวกเธอทำอะไร?” พวกเขาตอบกลับว่า “พระเจ้าที่พวกเราเชื่อถือทรงดีงามยิ่งนัก พระองค์ทรงสอนพวกเราให้เป็นคนซื่อสัตย์ และพวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้โกหกใคร และต้องพูดกับทุกคนอย่างซื่อสัตย์” ในทางผิวเผินนั้นฟังดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเป็นพยานยืนยันให้พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำ ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และทำให้ผู้ฟังของพวกเขามีภาพจำอันดีเกี่ยวกับผู้เชื่อและวางใจพวกเขา แต่เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือไม่? ผู้ไม่มีความเชื่อจะพูดอะไรเมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนี้? พวกเขาจะพูดว่า “ในเมื่อพระเจ้าของพวกเธอขอให้พวกเธอเป็นคนซื่อสัตย์ เช่นนั้นก็บอกพวกเราอย่างสัตย์จริงว่า คริสตจักรของพวกเธอมีเงินมากเท่าไร? ใครให้ของถวายมากที่สุด? ใครเป็นผู้นำของคริสตจักรของพวกคุณ? พวกคุณมีสถานที่ชุมนุมกี่แห่ง?” เจ้าย่อมจะตกใจกับเรื่องที่ว่านั้นมิใช่หรือ? คนเช่นนี้ไม่โง่เขลาหรอกหรือ? เหตุใดเจ้าจึงพูดเรื่องการเป็นคนซื่อสัตย์กับมารและผู้ไม่มีความเชื่อ? ในข้อเท็จจริงจริงๆ นั้น ไม่จำเป็นว่าเจ้าต้องซื่อสัตย์ขนาดนั้นเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แล้วเจ้าไม่ได้กำลังขายตัวเองด้วยการเกิดเอาจริงเอาจังขึ้นมามากในเรื่องที่ว่านั้นกับผู้ไม่มีความเชื่อหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การขุดหลุมและวางกับดักให้ตัวเจ้าเองหรอกหรือ? เจ้าไม่ใช่คนโง่หรอกหรือ? เวลาที่เจ้าเปิดใจและพูดกับใครบางคนอย่างซื่อสัตย์ เจ้าต้องคำนึงถึงว่าเจ้ากำลังพูดกับใคร—หากเป็นมารหรือซาตาน เจ้าจะสามารถบอกความจริงทั้งหมดในใจของเจ้าหรือไม่? ดังนั้นเมื่อเป็นเรื่องของคนเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องปฏิบัติการเป็นคน “เฉลียวฉลาดเหมือนงู และไม่มีพิษมีภัยเหมือนนกพิราบ”—นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสอนมวลมนุษย์ พวกคนโง่ไม่รู้จักทำเช่นนี้ พวกเขารู้เพียงแค่ยึดมั่นในกฎข้อบังคับเท่านั้น และกล่าวสิ่งทั้งหลายดังเช่น “พวกเราซึ่งเป็นผู้เชื่อซื่อสัตย์มาก พวกเราไม่หลอกลวงใคร ดูพวกคุณซึ่งเป็นผู้ไม่มีความเชื่อสิ พวกคุณเต็มไปด้วยคำโกหก ในขณะที่พวกเราล้วนพูดอย่างซื่อสัตย์” และหลังจากพวกเขาพูดอย่างซื่อสัตย์ไปแล้ว ผู้คนก็มีจุดอ่อนของพวกเขาไว้ใช้เล่นงาน นี่ไม่ใช่ว่าพวกเขาจำแนกความต่างระหว่างคนนอกกับคนในไม่ออกหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การเป็นคนไม่ค่อยฉลาดหรอกหรือ? พวกเขาเข้าใจคำสอนบางอย่างแต่ไม่รู้วิธีนำคำสอนเหล่านั้นมาใช้ พวกเขาตะโกนคำขวัญบางอย่าง จากนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายวิญญาณจริงๆ และคิดว่าพวกเขาเข้าใจความจริงและมีความเป็นจริงความจริง อีกทั้งพวกเขาก็โอ้อวดไปทุกหนทุกแห่ง แต่ในท้ายที่สุดแล้วพวกซาตานและหมู่มารก็ฉวยประโยชน์จากเรื่องนี้และใช้เรื่องนี้เล่นงานพวกเขา นี่คือการมีสติปัญญาไม่เพียงพอ
พวกเราเพิ่งพูดถึงคนหลายประเภทที่มีสติปัญญาไม่เพียงพอ ประเภทหนึ่งคือพวกที่ไม่เข้าใจภาษามนุษย์และล้มเหลวที่จะเข้าใจและจับความเข้าใจประเด็นและใจความสำคัญของคำพูดของคนอื่น อีกประเภทคือคนโง่ซึ่งไม่สามารถสำเร็จลุล่วงสิ่งใดได้เลยและไม่สามารถจับความเข้าใจหลักธรรมหรือประเด็นที่เป็นกุญแจสำคัญไม่สำคัญว่าพวกเขาทำสิ่งนั้นอย่างไร อีกประเภทหนึ่งคือพวกที่มีทัศนะที่ดันทุรังและไร้เหตุผลอย่างที่สุดเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง ยังมีอีกประเภทก็คือพวกที่ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใดได้เลยและไม่สามารถแม้แต่จะเรียนรู้วิธีพูดหรือสนทนาหรือวิธีแสดงความคิดและความคิดเห็นของตนอย่างชัดเจนเพื่อที่ผู้อื่นจะได้สามารถเข้าใจพวกเขา แม้พวกเขามีการศึกษาอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเรียบเรียงภาษาของตนในหัวหรือพูดได้อย่างชัดเจน และพวกเขาก็ไม่สามารถแสดงทัศนะที่ถูกต้องหรือสำเร็จลุล่วงสิ่งใดได้เลย นี่ล้วนเป็นคนที่มีสติปัญญาไม่เพียงพอ ไม่สำคัญว่าพวกเขาเรียนรู้งานฝีมือหรือทักษะใด พวกเขาไม่สามารถจับความเข้าใจหลักธรรมและกฎเกณฑ์ต่างๆ อยู่เป็นนิตย์ ต่อให้บางครั้งพวกเขาทำงานฝีมือหรือใช้ทักษะได้ดี นั่นก็เป็นเรื่องบังเอิญ พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาทำเช่นนั้นให้ดีอย่างไร ครั้งถัดไปที่พวกเขาล้มเหลวที่จะทำเช่นนั้นให้ดี พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เช่นกัน พวกเขาไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใดหรือกลายเป็นช่ำชองในสิ่งนั้นได้เลย หากพวกเขาถูกขอให้เรียนรู้งานฝีมือหรือทักษะทางเทคนิค ไม่สำคัญว่าพวกเขาใช้เวลานานแค่ไหนในการเรียนรู้งานฝีมือหรือทักษะทางเทคนิคดังกล่าว พวกเขามีแต่จะเข้าใจได้เพียงทฤษฎีเท่านั้น พวกเขารับฟังคำเทศนามาเป็นเวลาหลายต่อหลายปีแต่ยังไม่เข้าใจความจริง หากพวกเขาได้รับการขอให้รับคำพูดเหล่านี้และคำกล่าวที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ซึ่งพระนิเวศของพระเจ้าสามัคคีธรรมบ่อยครั้ง แล้วเปลี่ยนคำพูดและคำกล่าวเหล่านี้เป็นหลักธรรมและเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พวกเขาจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ต่อให้พวกเขาทำงานจนตัวตาย และไม่ว่าพวกเขาจะได้รับการสอนอย่างไรก็ตาม นี่ยืนยันว่าคนเหล่านี้มีสติปัญญาไม่เพียงพอ บางคนสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เดียวกันจากการทำบางสิ่งเมื่ออายุ 50 หรือ 60 ปีดังเช่นที่พวกเขาเคยสัมฤทธิ์เมื่ออายุ 30 ปีไม่มีผิด โดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ แม้แต่น้อย พวกเขายังไม่ได้เรียนรู้แม้แต่สิ่งเดียวสำเร็จในชั่วชีวิตของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ใช้เวลาอย่างไร้ค่า พวกเขาใส่ใจมากและทุ่มเทความพยายาม แต่พวกเขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้สิ่งใดอยู่ดี นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีสติปัญญาไม่เพียงพอ บนพื้นฐานของสิ่งที่พวกเราสามัคคีธรรมกันไปแล้ว ขอบเขตของสิ่งที่ถือว่าเป็นการมีสติปัญญาไม่เพียงพอได้กว้างออกไปมากขึ้นมิใช่หรือ? พวกเจ้าเองจะนับว่ามีสติปัญญาไม่เพียงพอหรือไม่? (นับว่ามีสติปัญญาไม่เพียงพอ) มีอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย เหตุใดเราจึงพูดเช่นนั้น? คนส่วนใหญ่รับฟังคำเทศนามานานห้าปีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจว่าความจริงคืออะไรหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร และบางคนรับฟังคำเทศนามานาน 10 ปี หรือแม้กระทั่ง 20 หรือ 30 ปีแล้วและยังคงไม่เข้าใจว่าความเป็นจริงความจริงคืออะไรอีกทั้งคำพูดและคำสอนคืออะไร ปากของพวกเขาเต็มไปด้วยคำสอน และพวกเขาก็พ่นคำสอนเหล่านั้นอย่างคล่องแคล่ว—นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับสติปัญญาของพวกเขา พวกเรามาพักวางการทำความเข้าใจความจริงเอาไว้ก่อน สมมติว่าผู้คนแสดงให้เห็นถึงการสำแดงต่อไปนี้ต่อสิ่งภายนอกทั้งหลายและเรื่องทั้งหลายที่เป็นสามัญสำนึกในชีวิตมนุษย์ กล่าวคือ ไม่สำคัญว่าพวกเขาทำบางสิ่งมานานกี่ปีแล้ว สถานการณ์ สภาวะ และการรับรู้ของพวกเขายังคงเป็นอย่างเดียวกับตอนที่พวกเขาเริ่มที่จะเรียนรู้เป็นครั้งแรก และไม่สำคัญว่าพวกเขาได้รับการชี้แนะและสอนอย่างไร หรือพวกเขาปฏิบัติอย่างไร พวกเขายังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ นี่คือสติปัญญาไม่เพียงพอ
การคัดสรรและการใช้ประโยชน์จากผู้คนบนพื้นฐานที่ว่าพวกเขามีความเป็นมนุษย์หรือไม่นั้นเป็นไปตามหลักธรรม ดังนั้นจงบอกเราที พวกเราควรบ่มเพาะและใช้ประโยชน์จากคนที่มีความเป็นมนุษย์อ่อนด้อย มีสติปัญญาไม่เพียงพอ หรือมีงานของวิญญาณชั่วหรือไม่? นั่นย่อมจะใช้ไม่ได้อย่างแน่นอนที่สุด นอกจากคนหลายประเภทเหล่านี้ที่ไม่ตรงกับหลักธรรมแห่งพระนิเวศของพระเจ้าสำหรับการใช้ผู้คนแล้ว คนอื่นส่วนใหญ่สามารถถูกใช้ได้อย่างสมเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ของพวกเขา สำหรับพวกที่มีความเป็นมนุษย์ทั่วไป ซึ่งจะเรียกว่าแย่หรือดีก็ไม่ได้ทั้งนั้น พวกเขาสามารถเป็นได้แค่สมาชิกในทีมธรรมดาสามัญ สำหรับบรรดาผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีพอควร เป็นเหตุเป็นผลและมีมโนธรรมพอควร รักสิ่งที่เป็นบวก ซื่อตรงเป็นพิเศษ มีสำนึกของความยุติธรรม และสามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า สามารถเน้นย้ำการบ่มเพาะและใช้คนเหล่านี้ได้ ในเรื่องที่ว่าจะบ่มเพาะและใช้พวกเขาเป็นผู้นำหรือผู้นำทีมหรือให้ทำงานบางอย่างที่สำคัญหรือไม่นั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและจุดแข็งของพวกเขา นี่เป็นการชั่งน้ำหนักวิธีใช้คนประเภทต่างๆ บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา
การใช้ประโยชน์จากผู้คนประเภทต่างๆ อย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานของจุดแข็งของพวกเขา
พวกเรามาพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้คนประเภทต่างๆ บนพื้นฐานของจุดแข็งของพวกเขากันเถิด นอกจากขีดความสามารถแล้ว บางคนยังมีทักษะเชิงวิชาชีพบางอย่างที่พวกเขามีความเป็นเลิศอีกด้วย คำว่า “จุดแข็ง” หมายถึงสิ่งใด? (การมีทักษะในสาขาเฉพาะทาง เช่น การสามารถแต่งเพลง เล่นเครื่องดนตรี หรือวาดภาพ) การเข้าใจทฤษฎีดนตรี ศิลปะ แล้วก็การเต้นรำกับการเขียนด้วย—นี่ล้วนเป็นจุดแข็ง การแสดงและการกำกับการแสดงเป็นจุดแข็งที่เกี่ยวข้องกับการผลิตภาพยนตร์ การแปลเป็นจุดแข็งทางภาษา และการผลิตวีดิทัศน์และเทคนิคพิเศษก็เป็นจุดแข็งภายในสาขาเฉพาะทางเช่นกัน เมื่อพวกเราพูดถึงจุดแข็ง พวกเรากำลังหมายถึงทักษะเชิงวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานส่วนกลางของคริสตจักร บางคนมีความช่ำชองระดับพื้นฐานอยู่แล้ว และบางคนก็ศึกษาสิ่งเหล่านี้หลังจากมายังพระนิเวศของพระเจ้า หากคนคนหนึ่งมีความช่ำชองพื้นฐานแต่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไม่ได้ตามมาตรฐาน และพวกเขาก็เป็นหนึ่งในพวกที่มีสติปัญญาไม่เพียงพอ เป็นคนชั่ว หรือเป็นวิญญาณชั่ว เช่นนั้นย่อมใช้พวกเขาไม่ได้ หากความเป็นมนุษย์ของคนคนนี้ได้ตามมาตรฐานและเขามีจุดแข็งที่พระนิเวศของพระเจ้าต้องการ เช่นนั้นพวกเขาย่อมสามารถได้รับการส่งเสริม บ่มเพาะ และใช้ประโยชน์ มอบหมายให้กับทีมที่เหมาะกับจุดแข็งของพวกเขา หรือซึ่งเกี่ยวข้องกับทักษะเชิงวิชาชีพที่พวกเขามีอยู่ และเริ่มทำงานได้ในทันที บางคนยังไม่มีจุดแข็งทางวิชาชีพ แต่เต็มใจที่จะเรียนรู้ และตามทันได้อย่างรวดเร็วจริงๆ หากความเป็นมนุษย์ของพวกเขาได้ตามมาตรฐาน เช่นนั้นพระนิเวศของพระเจ้าย่อมสามารถบ่มเพาะพวกเขาและสร้างภาวะให้พวกเขาเรียนรู้ได้ และผู้คนดังกล่าวย่อมสามารถถูกใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน สรุปก็คือ การมอบหมายหน้าที่มีพื้นฐานอยู่บนขีดความสามารถและจุดแข็งของผู้คน และตราบที่เป็นไปได้ คนที่มีจุดแข็งที่ต่างกันก็ควรได้รับการจัดแจงให้ทำงานในสาขาที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญ เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถนำจุดแข็งเหล่านี้มาปฏิบัติได้ หากจุดแข็งของพวกเขาไม่เป็นที่ต้องการโดยพระนิเวศของพระเจ้าอีกต่อไป พวกเขาสามารถได้รับการจัดแจงให้ทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาสามารถทำได้ บนพื้นฐานของขีดความสามารถและความเป็นมนุษย์ของพวกเขา นี่เรียกว่าการใช้ผู้คนอย่างสมเหตุผล หากพระนิเวศของพระเจ้ายังคงมีความต้องการจุดแข็งของพวกเขา พวกเขาก็ควรได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ของตนในสาขานี้ต่อไป และไม่สามารถถูกโยกย้ายโดยตามอำเภอใจได้ นอกจากว่ามีคนมากเกินไปที่ทำงานในวิชาชีพนี้ ซึ่งในกรณีนี้จำนวนคนควรถูกลดลงตามสถานการณ์ด้วยการโยกย้ายอีกครั้งให้พวกที่มีสมรรถภาพน้อยที่สุดในวิชาชีพของตนไปทำหน้าที่อื่นๆ นี่เรียกว่าการใช้ผู้คนอย่างสมเหตุผล
มีบุคคลเฉพาะชนิดที่ไม่มีทักษะพิเศษใดเลย—พวกเขาสามารถเขียนบทความได้เล็กน้อย ในยามที่พวกเขาขับร้อง พวกเขาสามารถรักษาท่วงทำนองของเพลงเอาไว้และเรียนรู้วิธีทำสิ่งใดก็ได้ แต่พวกเขาก็ไม่เก่งที่สุดในเรื่องเหล่านี้ พวกเขาเก่งที่สุดในเรื่องใดหรือ? พวกเขามีขีดความสามารถเล็กน้อย พวกเขาค่อนข้างมีสำนึกของความยุติธรรม และพวกเขาพอมีวิจารณญาณในการตัดสินและใช้ผู้คนอยู่บ้าง นอกจากนั้น ที่ชัดเจนที่สุดคือพวกเขามีทักษะการจัดระเบียบ หากเจ้ามอบกิจหรืองานให้บุคคลเช่นนั้น พวกเขาสามารถจัดระบบผู้คนให้ทำการนั้นได้ ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็มีความสามารถในการทำงาน กล่าวคือ หากเจ้ามอบงานให้พวกเขา พวกเขามีความสามารถที่จะทำงานนั้นให้ดีและเสร็จสิ้นงานนั้น พวกเขามีแผนการอยู่ในจิตใจ โดยมีขั้นตอนและโครงสร้าง พวกเขารู้วิธีใช้ผู้คน วิธีจัดสรรเวลา และว่าจะใช้ผู้ใดสำหรับกิจนี้ หากปรากฏปัญหาขึ้น พวกเขารู้วิธีเสวนาการแก้ปัญหากับทุกคน พวกเขารู้วิธีแก้ไขและทำให้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสมดุล คนเช่นนี้ไม่เพียงแต่มีความสามารถในการทำงานเท่านั้น แต่พวกเขายังพูดได้ค่อนข้างดีอีกด้วย คำพูดของพวกเขาชัดเจนและเป็นระเบียบ และพวกเขาไม่ทำให้ผู้คนงุนงงสับสน เมื่อพวกเขามอบหมายงานแล้ว ทุกคนเข้าใจอย่างชัดเจนและรู้ในสิ่งที่แต่ละบุคคลควรทำ ทั้งนี้ ไม่มีผู้ใดที่อยู่เฉยๆ โดยไม่ถูกใช้งานและไม่มีการเผอเรอมองข้ามเรื่องงาน คำอธิบายของพวกเขาเกี่ยวกับรายละเอียดของงานก็ค่อนข้างชัดเจนและเป็นระเบียบด้วยเช่นกัน และสำหรับประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนเป็นพิเศษนั้น พวกเขาเสนอการวิเคราะห์ สามัคคีธรรม และระบุรายละเอียดเพื่อที่ทุกคนจะได้เข้าใจประเด็นปัญหานั้น รู้วิธีทำงานนั้น และรู้วิธีเดินหน้าต่อไป นอกจากนั้น พวกเขายังสามารถสามัคคีธรรมเกี่ยวกับว่าหนทางใดในการกระทำการที่อาจมีข้อตำหนิ วิธีการทำงานแบบใดจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ สิ่งใดที่ผู้คนควรใส่ใจในครรลองของการงานของพวกเขา และอื่นๆ กล่าวคือ พวกเขาคิดมากกว่าผู้อื่นก่อนที่พวกเขาเริ่มที่จะทำงาน—พวกเขาคิดในรายละเอียดมากกว่า อยู่กับความเป็นจริงมากกว่า และครอบคลุมมากกว่าผู้อื่น ในแง่มุมหนึ่งพวกเขามีสมอง และในอีกแง่มุมหนึ่งพวกเขามีวาทศิลป์ การมีสมองหมายความว่าพวกเขาทำสิ่งทั้งหลายอย่างมีระบบระเบียบ ด้วยขั้นตอนทั้งหลายและเป็นไปตามแผนการ และด้วยความชัดเจนอย่างยิ่ง การมีวาทศิลป์หมายความว่าพวกเขาสามารถใช้ภาษาในการแสดงออกได้อย่างชัดเจนและเป็นที่เข้าใจได้ถึงความคิด แผนการ และการคิดคำนวณในจิตใจของพวกเขา และการที่พวกเขารู้วิธีพูดอย่างเรียบง่ายและกระชับ เพื่อให้ผู้ฟังของพวกเขาไม่งุนงงสับสน พวกเขาแสดงออกถึงตัวพวกเขาเองด้วยภาษาที่ชัดเจน ถูกต้องแม่นยำ สัตย์ซื่อ และเหมาะสมเป็นพิเศษ นี่เองคือสิ่งที่หมายถึงการมีวาทศิลป์ คนเช่นนี้มีวาทศิลป์ พวกเขามีความสามารถในการทำงาน มีทักษะการจัดระเบียบ และนอกจากนั้นพวกเขามีสำนึกถึงความรับผิดชอบ และค่อนข้างมีสำนึกถึงความยุติธรรม พวกเขาไม่ใช่คนที่ชอบเอาใจผู้คนหรือผู้รักษาความสงบ เมื่อพวกเขาเห็นคนชั่วเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนต่องานของคริสตจักร หรือเห็นคนโง่และคนต่ำช้าที่ไม่ใส่ใจกิจอันถูกควรของตนและกระทำการอย่างปลิ้นปล้อน พวกเขาก็โกรธขึ้นมา รู้สึกไม่พอใจ และพวกเขาก็สามารถแก้ไขและจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ในทันที รวมทั้งปกป้องงานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า การมีสำนึกถึงความรับผิดชอบและสำนึกถึงความยุติธรรม—การสำแดงเหล่านี้ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของความเป็นมนุษย์ของคนจำพวกนี้หรอกหรือ? (ใช่) คนเช่นนี้อาจไม่เก่งในการเข้าสังคม หรืออาจไม่เก่งกาจในทักษะเชิงวิชาชีพเฉพาะใดๆ แต่หากพวกเขามีคุณลักษณะเฉพาะที่เราเพิ่งบรรยายไป พวกเขาย่อมสามารถได้รับการบ่มเพาะในฐานะผู้นำและคนทำงาน คุณลักษณะเฉพาะเหล่านี้ยังเป็นจุดแข็งของพวกเขาอีกด้วย กล่าวคือ พวกเขามีวาทศิลป์ มีความสามารถในการทำงาน มีทักษะการจัดระเบียบ และค่อนข้างมีสำนึกถึงความยุติธรรม การมีสำนึกถึงความยุติธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด คนชั่วและพวกศัตรูของพระคริสต์มีสำนึกถึงความยุติธรรมหรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่มีสำนึกถึงความยุติธรรม) พวกศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติที่เลว การที่พวกเขาจะมีสำนึกถึงความยุติธรรมย่อมเป็นไปไม่ได้ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือคนประเภทนี้มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง นี่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถของพวกเขา จุดแข็งของคนประเภทนี้หมายถึงคุณลักษณะเฉพาะของความเป็นมนุษย์และความสามารถพิเศษเหล่านั้นที่เราเพิ่งกล่าวไป รวมทั้งมาตรฐานสามประการเกี่ยวกับการมีความสามารถที่จะทำความเข้าใจความจริง การแบกรับภาระเพื่อคริสตจักร และการมีความสามารถในการทำงาน ผู้คนดังกล่าวสามารถได้รับการบ่มเพาะในฐานะผู้นำ เรื่องนั้นไม่มีปัญหาใดเลย นอกจากการมีสมองและขีดความสามารถ ผู้นำต้องมีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง และมีทักษะการจัดระเบียบและความสามารถในการทำงานในหน้าที่ของตน ตลอดจนมีวาทศิลป์ บางคนมีขีดความสามารถดีมาก พวกเขามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ แต่เมื่อเป็นเรื่องของการสามัคคีธรรมในการชุมนุม สิ่งที่พวกเขาพยายามจะพูดก็สะเปะสะปะไปหมด พวกเขาขาดพร่องความสามารถในการเรียบเรียงภาษาของตนอย่างสิ้นเชิง และสิ่งที่พวกเขาพูดก็ปราศจากตรรกะโดยสิ้นเชิง ผู้คนดังกล่าวสามารถได้รับการบ่มเพาะในฐานะผู้นำได้หรือไม่? (ไม่ พวกเขาไม่สามารถ) บางคนก็แค่พูดคุยกับผู้คนจำนวนน้อยมากได้เท่านั้น พวกเขาสามารถสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสภาวะ ความคิดเห็น และความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับความจริง และพวกเขาก็สามารถสนับสนุน ช่วยเหลือ และจัดเตรียมให้ผู้อื่นได้ แต่เมื่ออยู่รอบๆ ผู้คนจำนวนมากขึ้นพวกเขาก็ไม่กล้าพูด และรู้สึกกลัว และอาจถึงขั้นประหม่าจนร้องไห้ ผู้คนดังกล่าวสามารถได้รับการบ่มเพาะหรือไม่? สำหรับคนประเภทที่มีความเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอและขี้ขลาดพอควรและโน้มเอียงที่จะตื่นเวที หากพวกเขามีความเป็นมนุษย์ จุดแข็ง และความสามารถในการทำความเข้าใจที่จะเป็นผู้นำ พวกเขาย่อมสามารถได้รับการบ่มเพาะให้เป็นผู้นำทีมหรือผู้นำคริสตจักร อันดับแรกแค่บ่มเพาะและฝึกฝนพวกเขา หลังจากพวกเขาได้รับประสบการณ์เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว พวกเขาย่อมจะได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกซึ่งทำให้มีความกล้าหาญมากขึ้นเล็กน้อย และไม่กลัวที่จะพูดหรือตื่นเวทีอีกต่อไป สรุปก็คือ เมื่อเป็นเรื่องของบรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะเฉพาะของความเป็นมนุษย์และจุดแข็งที่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมกันไป พวกเขาสามารถได้รับการบ่มเพาะให้กลายเป็นผู้นำได้ตราบที่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาได้ตามมาตรฐาน ดังที่พวกเราพูดไว้ครั้งก่อน การที่ใครบางคนจะได้รับการบ่มเพาะในฐานะผู้นำนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าใจความจริงทุกประการ สามารถนบนอบพระเจ้า มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน แน่นอนที่สุดว่าไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ หากใครบางคนมีขีดความสามารถบางอย่าง มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และสามารถยอมรับความจริง เช่นนั้นพวกเขาย่อมสามารถได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะ นี่ไม่ใช่การใช้ผู้คนอย่างสมเหตุผลหรอกหรือ? (ใช่) หลักเกณฑ์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่สุดก็คือความเป็นมนุษย์ของใครบางคนได้ตามมาตรฐานหรือไม่
บางคนที่ได้รับฟังสิ่งที่เราพูดไปแล้วรู้สึกว่าพวกเขาทำได้ตามเกณฑ์สำหรับการเป็นผู้นำแล้วและควรได้รับการส่งเสริม นี่พวกเขาเข้าใจผิดไปเองมิใช่หรือ? การเป็นผู้นำเป็นเรื่องเรียบง่ายเช่นนั้นหรือ? พวกเขาคิดว่า “ฉันมีระเบียบแบบแผนจริงๆ ฉันมีทักษะการจัดระเบียบ และฉันก็มีวาทศิลป์จนสามารถอธิบายแม้กระทั่งเรื่องที่ซับซ้อนที่สุดได้อย่างชัดเจน แล้วเหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงไม่ส่งเสริมฉัน? เหตุใดพี่น้องชายหญิงจึงไม่เลือกฉันให้เป็นผู้นำ? ทำไมผู้นำอาวุโสจึงมองไม่เห็นว่าฉันมีความสามารถพิเศษ?” อย่ากังวลไปเลย หากเจ้าทำได้ตามเกณฑ์สำหรับการเป็นผู้นำหรือคนทำงานจริงๆ เช่นนั้นเจ้าย่อมจะได้รับการส่งเสริมและได้รับโอกาสที่จะฝึกฝนตัวเองไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ก็คือเจ้าต้องฝึกฝนตัวเองอย่างมากในการปฏิบัติความจริงและรับมือกับกิจทั้งหลายตามหลักธรรม รวมทั้งช่วยเหลือผู้อื่นและแก้ไขปัญหาจริงให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างแข็งขัน เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเห็นว่าเจ้ามีขีดความสามารถดีและสามารถแก้ไขปัญหาจริงได้ พวกเขาย่อมจะรับรองเจ้าและลงคะแนนเสียงเลือกเจ้า หากเจ้าไม่ริเริ่มทำงานจริงบ้าง และแค่รอให้ถึงวันที่จู่ๆ เจ้าได้รับเลือกเป็นผู้นำหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากเบื้องบนเป็นกรณีพิเศษ นั่นย่อมไม่มีวันที่จะเกิดขึ้น เจ้าต้องทำงานจริงบ้างเพื่อให้ทุกคนมองเห็นได้ ทันทีที่ทุกคนได้เห็นจุดแข็งของเจ้าด้วยตัวเองแล้วและรู้ว่าเจ้าเป็นคนที่ควรได้รับการส่งเสริม บ่มเพาะ และใช้งาน พวกเขาย่อมจะรับรองเจ้าและลงคะแนนเสียงเลือกเจ้าเป็นธรรมดา หากในขณะนี้เจ้ารู้สึกว่าเจ้าเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ แต่ไม่มีใครเลือกเจ้า และพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ได้ส่งเสริมเจ้า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ เจ้ายังไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาของพี่น้องชายหญิง บางทีอาจจะเป็นความเป็นมนุษย์ของเจ้า บางทีอาจจะเป็นการไล่ตามเสาะหาของเจ้า หรือบางทีอาจจะเป็นจุดแข็งหรือขีดความสามารถของเจ้า หากพี่น้องชายหญิงไม่ยอมรับหรือเห็นชอบแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเหล่านี้ พวกเขาย่อมจะไม่เลือกเจ้าและไม่รับรองเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงต้องทำงานหนักต่อไป ไล่ตามเสาะหาและฝึกฝนตัวเองอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเจ้าเข้าใจความจริงอย่างจริงแท้และสามารถรับมือกับเรื่องทั้งหลายตามหลักธรรม ผู้คนย่อมจะรับรองเจ้าและเลือกเจ้าเป็นธรรมดา นี่เป็นกรณีของสิ่งทั้งหลายที่ดำเนินไปตามครรลองเมื่อภาวะทั้งหลายเหมาะสม ไม่มีความจำเป็นต้องรอคอยการเป็นผู้นำอยู่เป็นนิตย์หรือคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความอยากอันเกินพอดี เจ้าควรมีหัวใจที่ธรรมดา เป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า และเรียนรู้ที่จะนบนอบและอดทน เจ้าไม่สามารถไล่ตามไขว่คว้าการเป็นผู้นำอย่างมืดบอด นั่นเป็นความทะเยอทะยาน และนี่ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้อง เจ้าไม่ควรมีความทะเยอทะยานและความอยากนี้ตลอดเวลา ต่อให้เจ้ามีขีดความสามารถจริงๆ เจ้าก็ต้องรอจนกระทั่งเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก่อนที่เจ้าจะสามารถรับใช้ในฐานะผู้นำหรือคนทำงานได้อย่างเหมาะสม หากเจ้าไม่เข้าใจความจริงและไม่รู้วิธีปฏิบัติความจริง เช่นนั้นต่อให้เจ้าได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าย่อมจะไม่สามารถทำงานจริงอันใดได้และจะต้องถูกปลดและถูกกำจัดออกไป ซึ่งเป็นบางสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากเจ้าคิดว่าตัวเองเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำ มีความสามารถพิเศษ ขีดความสามารถ และความเป็นมนุษย์สำหรับการเป็นผู้นำ แต่พระนิเวศของพระเจ้ายังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งให้เจ้าและพี่น้องชายหญิงก็ยังไม่ได้เลือกเจ้า เจ้าควรปฏิบัติต่อเรื่องนี้อย่างไร? ในที่นี้มีเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่เจ้าสามารถเดินตามได้ เจ้าต้องรู้จักตัวเองอย่างถ้วนทั่ว จงดูว่าแท้จริงแล้วเจ้ามีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของเจ้าหรือไม่ หรือว่าการเผยบางแง่มุมของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าออกมาเป็นที่ชิงชังของผู้คนหรือไม่ หรือเป็นเพราะเจ้าไม่มีความเป็นจริงความจริงและไม่น่าเชื่อถือสำหรับผู้อื่น หรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไม่ได้ตามมาตรฐานหรือไม่ เจ้าต้องทบทวนสิ่งทั้งหมดนี้และดูว่าตรงไหนกันแน่ที่เจ้าขาดไป หลังจากเจ้าได้ทบทวนอยู่ชั่วระยะหนึ่งและพบว่าปัญหาของเจ้าอยู่ตรงไหน เจ้าต้องแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในทันที รวมทั้งเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และเพียรพยายามที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงและเติบโต เพื่อที่เมื่อพวกที่อยู่รอบๆ ตัวเจ้าได้เห็นการนี้ พวกเขาจะได้พูดว่า “ทุกวันนี้เขาดีกว่าแต่ก่อนมาก เขาทำงานอย่างแข็งขันและเอาจริงเอาจังกับหน้าที่ของตน และเขาก็มุ่งเน้นที่หลักธรรมความจริงเป็นพิเศษ เขาไม่ทำสิ่งทั้งหลายอย่างใจร้อนหรือสุกเอาเผากิน และเขาทุ่มเทความพยายามและรับผิดชอบงานของตนมากขึ้น เขาเคยชอบคุยโตเป็นครั้งคราว รวมทั้งอวดตนอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้เขาสงบเสงี่ยมลงมากและไม่ยกตนข่มท่านอีกแล้ว ต่อให้เขาสามารถทำอะไรได้สองสามอย่าง เขาก็ไม่อวดตัวในเรื่องนั้น และเมื่อเขาทำบางอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ทบทวนสิ่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยกลัวว่าจะทำบางสิ่งผิดไป เขากระทำการอย่างระมัดระวังมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และด้วยหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า—และเหนือสิ่งอื่นใด เขาสามารถสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาสองสามอย่างได้ เขาเติบโตขึ้นแล้วอย่างแท้จริง” พวกที่อยู่รอบๆ เจ้าซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้ามาแล้วสักพักหนึ่งย่อมพบว่าเจ้าก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตที่เห็นได้ชัดเจน ในชีวิตมนุษย์ของเจ้า การประพฤติปฏิบัติตนและการรับมือกับสิ่งทั้งหลายของเจ้า อีกทั้งในท่าทีที่เจ้ามีต่องาน และในการที่เจ้าปฏิบัติต่อหลักธรรมความจริงก็ไม่ต่างกัน เจ้าทุ่มเทความพยายามมากกว่าแต่ก่อน และเข้มงวดในคำพูดและการกระทำของเจ้า พี่น้องชายหญิงมองเห็นทั้งหมดนี้และใส่ใจอย่างจริงจัง เช่นนั้นบางทีเจ้าอาจจะสามารถเข้าชิงตำแหน่งในการคัดสรรครั้งหน้า และเจ้าก็อาจจะมีความหวังที่จะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำ หากเจ้าสามารถทำหน้าที่ที่สำคัญบางอย่างได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะได้รับพรจากพระเจ้า หากเจ้ามีภาระและมีสำนึกถึงความรับผิดชอบดังกล่าวอย่างแท้จริง และปรารถนาที่จะแบกภาระ เช่นนั้นก็จงรีบฝึกฝนตนเอง จงมุ่งเน้นการปฏิบัติความจริงและกระทำการตามหลักธรรม ทันทีที่เจ้ามีประสบการณ์ชีวิตและสามารถเขียนบทความเกี่ยวกับคำพยานได้ เจ้าย่อมจะเติบโตแล้วอย่างแท้จริง และหากเจ้าสามารถเป็นพยานให้พระเจ้า เช่นนั้นเจ้าย่อมสามารถได้รับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างแน่นอน หากพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงพระราชกิจในตัวเจ้า นั่นย่อมหมายความว่าพระเจ้าทรงมองเจ้าด้วยความโปรดปราน และเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงชี้แนะเจ้า โอกาสของเจ้าย่อมจะมาถึงในไม่ช้า ตอนนี้เจ้าอาจมีภาระ แต่วุฒิภาวะของเจ้าไม่เพียงพอและประสบการณ์ชีวิตของเจ้าก็ตื้นเขินเกินไป ดังนั้นต่อให้เจ้ากลายเป็นผู้นำ เจ้าย่อมหมิ่นเหม่ที่จะล้มคะมำ เจ้าต้องไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิต แก้ไขความอยากอันเกินพอดีของเจ้าเสียก่อน โดยเต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตาม และมานบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยไม่มีคำพูดพร่ำบ่นสำหรับสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงหรือทรงจัดการเตรียมการ เมื่อเจ้ามีวุฒิภาวะนี้ โอกาสของเจ้าย่อมจะมาถึง การที่เจ้าปรารถนาที่จะแบกรับภาระหนัก การที่เจ้ามีภาระนี้เป็นสิ่งที่ดี นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีหัวใจที่กระตือรือร้นในการแสวงหาความก้าวหน้าและเจ้าต้องการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่ไม่ใช่ความทะเยอทะยาน แต่เป็นภาระที่แท้จริง นี่เป็นความรับผิดชอบของบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา เจ้าไม่มีแรงจูงใจที่เห็นแก่ตัวและไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เพื่อเป็นพยานให้พระเจ้าและทำให้พระองค์พอพระทัย—นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงอวยพรมากที่สุด และพระองค์จะทรงทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมให้แก่เจ้า ตอนนี้เจ้าก็แค่ใส่ใจการไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิตของเจ้า ลุล่วงหน้าที่ของเจ้าอย่างถูกควรเสียก่อน จากนั้นจึงเขียนบทความเกี่ยวกับคำพยานจากประสบการณ์เพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า หากคำพยานของเจ้าเป็นความจริงและสัมพันธ์กับชีวิตจริง คนที่อ่านคำพยานเหล่านี้ย่อมจะเลื่อมใสเจ้าและชอบเจ้า รวมทั้งเต็มใจที่จะคบหาสมาคมกับเจ้าและรับรองเจ้า แล้วโอกาสของเจ้าก็จะมาถึง ดังนั้นเจ้าต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมสรรพด้วยความจริงก่อนที่โอกาสจะมาถึง อันดับแรกจงมีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง จากนั้นเจ้าจะมีคำพยานที่แท้จริงตามธรรมชาติ ผลลัพธ์ของหน้าที่ของเจ้าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะไม่สามารถซ่อนเร้นได้ต่อให้เจ้าต้องการที่จะซ่อนเร้นก็ตาม และพี่น้องชายหญิงรอบๆ เจ้าย่อมจะรับรองเจ้า นั่นเป็นเพราะไม่เพียงแค่พระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้นที่ต้องการคนที่มีความเป็นจริงความจริง แต่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ต้องการเช่นกัน ทุกคนชอบที่จะคบหาสมาคมกับคนที่มีความเป็นจริงความจริง และทุกคนก็ชอบที่จะคบหาสมาคมกับเพื่อนๆ ที่มีความเป็นจริงความจริง หากเจ้ามีประสบการณ์ถึงระดับนี้ และทุกคนเห็นว่าเจ้ามีคำพยานที่แท้จริงและรับรู้ว่าเจ้ามีความเป็นจริงความจริง เจ้าย่อมจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นผู้นำได้ต่อให้เจ้าต้องการที่จะหลีกเลี่ยงก็ตาม และพี่น้องชายหญิงย่อมจะยืนกรานที่จะลงคะแนนเลือกเจ้า ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? เมื่อบุตรผู้หลงหายหันกลับและกลับคืนสู่พระเจ้า พระองค์ย่อมพอพระทัย ทรงมีความสุข และทรงได้รับความชูใจในพระหทัยของพระองค์ ในฐานะคนที่มีความเป็นจริงความจริง พระเจ้าจะไม่ทรงใช้เจ้าได้อย่างไร? นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เจตนารมณ์ของพระเจ้าคือการได้รับผู้คนจำนวนมากขึ้นที่สามารถเป็นพยานให้พระองค์ได้ เพื่อทำให้ทุกคนที่รักพระองค์เพียบพร้อม และเพื่อทำให้กลุ่มคนที่มีหัวใจและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ครบบริบูรณ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น ทุกคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงจึงมีจุดหมายปลายทางในอนาคตที่ยิ่งใหญ่ในพระนิเวศของพระเจ้า และจุดหมายปลายทางในอนาคตของบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างจริงใจย่อมปราศจากขีดจำกัด ทุกคนควรเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า การมีภาระนี้เป็นสิ่งที่เป็นบวกอย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ที่มีมโนธรรมและสำนึกควรมี แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจำเป็นจะต้องสามารถรับภาระหนักได้ ความแตกต่างที่ว่านี้มาจากไหน? ไม่ว่าจุดแข็งหรือความสามารถของเจ้าจะเป็นอย่างไร และเชาว์ปัญญาของเจ้าอาจสูงเพียงใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือการไล่ตามเสาะหาของเจ้าและเส้นทางที่เจ้าเดิน หากความเป็นมนุษย์ของเจ้าได้มาตรฐานและเจ้ามีขีดความสามารถบางอย่าง แต่เจ้าไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าเพียงแค่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีและมีสำนึกถึงภาระอยู่บ้าง เจ้าจะสามารถทำงานแห่งการนำของคริสตจักรได้ดีหรือไม่? เจ้ารับประกันหรือไม่ว่าเจ้าสามารถใช้ความจริงแก้ไขปัญหาได้? หากเจ้าไม่สามารถรับประกันเช่นนี้ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ยังคงไม่มีสมรรถภาพในงานของเจ้า ต่อให้เจ้าได้รับคัดเลือกหรือได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำ เจ้าจะยังคงไม่สามารถทำงานนี้ได้ แล้วนั่นจะมีประโยชน์อะไร? แม้เรื่องนี้จะตอบสนองความทะนงตนของเจ้า แต่จะสร้างความเสียหายต่อพี่น้องชายหญิงและทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าออกไป หากเจ้าทำได้ตามเกณฑ์ที่จะเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และเจ้าเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง อีกทั้งเจ้าก็ยังมีคำพยานจากประสบการณ์อยู่บ้าง เช่นนั้นเจ้าย่อมจะสามารถทำงานแห่งการนำได้ดีอย่างแน่นอน เพราะเจ้ามีคำพยานจากประสบการณ์ เจ้าเป็นคนที่เข้าใจความจริง และสามารถแบกรับภาระหนักของการเป็นผู้นำคริสตจักรได้ การที่ความเป็นมนุษย์ของเจ้าได้มาตรฐานและเจ้ามีจุดแข็งบางอย่างด้วยนั้นเป็นแค่เกณฑ์พื้นฐานสำหรับการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง บ่มเพาะ และใช้งานโดยพระนิเวศของพระเจ้า แต่เจ้าจะสามารถทำงานแห่งการนำได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีประสบการณ์จริงและความเป็นจริงความจริงหรือไม่—นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด บางคนเป็นผู้คนที่ถูกต้องและไล่ตามเสาะหาความจริง แต่พวกเขากลับเชื่อมาแค่สามถึงห้าปีและไม่มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ผู้คนดังกล่าวสามารถทำงานแห่งการนำของคริสตจักรให้ดีได้หรือไม่? เราเกรงว่าพวกเขาจะไม่มีสมรรถภาพในการทำงาน พวกเขาขาดอะไรไป? พวกเขาขาดประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและยังไม่ได้ทำความเข้าใจความจริง ต่อให้พวกเขาสามารถกล่าวคำพูดและคำสอนมากมาย การใช้ความจริงแก้ไขปัญหาก็ยังคงยากเกินไปสำหรับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงไม่มีสมรรถภาพในงานแห่งการนำและจำเป็นต้องฝึกฝนตัวเองต่อไปเพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความเข้าใจเกี่ยวกับความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ลองดูตัวอย่างของคนที่ความเป็นมนุษย์ได้มาตรฐานและซื่อสัตย์พอควร ไม่ค่อยโกหกและหลอกลวง และทำหน้าที่ของตนโดยไม่เป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน แต่แย่ในการไล่ตามเสาะหาความจริง คนเช่นนี้จะสามารถได้รับการบ่มเพาะให้เป็นผู้นำหรือคนทำงานได้หรือไม่? นี่ย่อมจะเป็นเรื่องยากมาก คนที่ทำได้ตามเกณฑ์สำหรับการเลื่อนตำแหน่ง บ่มเพาะ และใช้งาน แต่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง จะสามารถกลายเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่ หากได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้นำหรือคนทำงาน? เขาจะสามารถเริ่มไล่ตามเสาะหาความจริงได้หรือไม่? หลังจากทำงานในฐานะผู้นำหรือคนทำงานเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่? นั่นย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ไม่สำคัญว่าคนคนหนึ่งทำได้ตามเกณฑ์ใด ตราบที่เขาไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง เขาย่อมไม่สามารถได้รับคัดเลือกหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้นำหรือคนทำงานอย่างแน่นอนที่สุด หากคนคนหนึ่งมีความเป็นมนุษย์และขีดความสามารถที่ได้มาตรฐาน และยังสามารถยอมรับความจริงและก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอีกด้วย เช่นนั้นเขาย่อมสามารถได้รับการเลื่อนตำแหน่ง บ่มเพาะ และใช้งาน และเช่นนั้นผลก็คือ พวกเขาจะได้รับโอกาสที่จะฝึกฝนตัวเอง เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และเริ่มเข้าสู่เส้นทางสู่ความรอดและการทำให้เพียบพร้อม ดังนั้นไม่สำคัญว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะเลื่อนตำแหน่งใครให้เป็นผู้นำ คนทำงาน หรือผู้ดูแล จุดประสงค์นั้นไม่ใช่เพื่อตอบสนองความอยากและความทะเยอทะยานส่วนตัวของเจ้า และไม่ใช่เพื่อลุล่วงความมุ่งมาดปรารถนาของเจ้า แต่เพื่อช่วยให้เจ้าสามารถเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งความรอดและกลายเป็นคนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ