หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (5) ตอนที่สอง
จุดมุ่งหมายของพระนิเวศของพระเจ้าในการส่งเสริมและบ่มเพาะคนที่มีความสามารถทุกประเภท
ลำดับถัดไป พวกเราจะสามัคคีธรรมว่าเหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงส่งเสริมและบ่มเพาะคนที่มีความสามารถทุกประเภท บางคนไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้และคิดว่า “พระนิเวศของพระเจ้าเพียงแค่ส่งเสริมและใช้งานคนที่มีความสามารถต่างๆ ไปเลยก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงจำเป็นต้องบ่มเพาะและฝึกฝนพวกเขาเป็นระยะเวลาหนึ่งด้วยเล่า?” พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่? พวกเรามาพูดถึงคนประเภทที่ได้เป็นผู้นำและคนทำงานกันก่อน เหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงส่งเสริมและบ่มเพาะผู้ที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจ ผู้ที่แบกรับภาระเพื่อคริสตจักร และผู้ที่มีความสามารถในการทำงาน? นั่นเป็นเพราะแม้ว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติและขีดความสามารถที่ผ่านเกณฑ์ แต่พวกเขาก็ยังขาดประสบการณ์จริงและไม่เข้าใจความจริง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ไม่รู้วิธีปฏิบัติความจริงเพื่อที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมได้ พวกเขาต้องได้รับการฝึกฝนเป็นระยะเวลาหนึ่งพร้อมทั้งได้รับการชี้แนะ และต่อเมื่อพวกเขาเชี่ยวชาญหลักธรรมในการทำหน้าที่ของตนและมีประสบการณ์จริงแล้วเท่านั้น จึงจะใช้งานพวกเขาอย่างเป็นทางการได้ หากพวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องชายหญิงทั่วไปในคริสตจักร คือกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ฟังคำเทศนา ดำเนินชีวิตคริสตจักร และฝึกฝนการทำหน้าที่ แล้วรอจนกว่าชีวิตของพวกเขาจะเติบโตจึงค่อยส่งเสริมและบ่มเพาะ เช่นนั้นแล้ว ความก้าวหน้าของพวกเขาก็จะช้าเกินไป หากเป็นเช่นนั้น จะต้องใช้เวลากี่ปีพวกเขาจึงจะเหมาะที่พระเจ้าจะทรงใช้? นี่จะไม่ส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักรหรอกหรือ? ดังนั้น ตราบใดที่ใครบางคนมีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง มีความสามารถในการทำงาน และมีสำนึกในภาระหน้าที่ พวกเขาก็ควรได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะ ให้พวกเขาได้ฝึกฝนการทำหน้าที่ของผู้นำหรือคนทำงาน และมอบภาระให้พวกเขา ด้านหนึ่งคือเพื่อให้พวกเขาได้ใช้จุดแข็งของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกด้านหนึ่งคือเมื่อพวกเขาเผชิญกับสถานการณ์พิเศษ ก็จำเป็นต้องสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาเพื่อแก้ไขความลำบากยากเย็น บางครั้งพวกเขาก็ต้องถูกตัดแต่ง และหากจำเป็น ก็ต้องถูกบ่มวินัย ต้องผ่านบททดสอบและการถลุงมากมาย และทนทุกข์กับความยากลำบากอย่างมาก มีเพียงการผ่านการฝึกฝนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเช่นนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถมีความก้าวหน้าที่แท้จริง และจะเข้าใจความจริงและเชี่ยวชาญหลักธรรมได้ทีละขั้นๆ จากนั้นก็จะสามารถแบกรับงานของผู้นำและคนทำงานได้โดยเร็วที่สุด การบ่มเพาะและฝึกฝนผู้นำและคนทำงานในหนทางนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและรวดเร็วกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้าและเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากกว่า เพราะผู้นำและคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงสามารถให้น้ำและจัดเตรียมให้แก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้โดยตรง เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะใครบางคนให้เป็นผู้นำ ก็เท่ากับว่ามอบภาระให้พวกเขามากขึ้นเพื่อฝึกฝนพวกเขา เพื่อทำให้พวกเขาพึ่งพาพระเจ้า และเพื่อทำให้พวกเขามุ่งมั่นต่อความจริง มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่วุฒิภาวะของพวกเขาจะเติบโตขึ้นโดยเร็วที่สุด ยิ่งภาระที่มอบให้พวกเขาสูงเท่าไร ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้พวกเขามากขึ้นเท่านั้น และยิ่งบีบให้พวกเขาต้องแสวงหาความจริงและพึ่งพาพระเจ้า ท้ายที่สุด พวกเขาจะสามารถทำงานของตนได้อย่างถูกควรและทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และดังนั้นก็จะก้าวเข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้องของการได้รับความรอดและได้รับการทำให้เพียบพร้อม—นี่คือผลที่สัมฤทธิ์ได้เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คน หากไม่ได้ทำงานที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้ พวกเขาก็จะไม่รู้ว่าตนเองขาดอะไร ไม่รู้ว่าจะทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมได้อย่างไร และไม่รู้ว่าการมีความเป็นจริงความจริงหมายความว่าอย่างไร การทำงานที่เฉพาะเจาะจงจึงช่วยให้พวกเขาค้นพบข้อบกพร่องของตน และมองเห็นว่านอกจากพรสวรรค์แล้ว พวกเขาก็ปราศจากความเป็นจริงความจริงโดยสิ้นเชิง การทำเช่นนี้ช่วยให้พวกเขาสัมผัสได้ว่าตนเองยากจนและน่าสมเพชเพียงใด ทำให้พวกเขาตระหนักว่าหากไม่พึ่งพาพระเจ้าและแสวงหาความจริง พวกเขาก็จะไม่สามารถทำงานใดๆ ได้เลย ทั้งยังทำให้พวกเขาได้รู้จักตนเองอย่างแท้จริงและมองเห็นอย่างชัดเจนว่าหากไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะเหมาะที่พระเจ้าจะทรงใช้ ทั้งหมดนี้คือผลที่ต้องสัมฤทธิ์ให้ได้เมื่อผู้นำและคนทำงานได้รับการบ่มเพาะและฝึกฝน ผู้คนจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างหนักแน่นมั่นคง รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวในการประพฤติตน รับประกันได้ว่าจะไม่โอ้อวดตนเองอีกต่อไปเมื่อทำงานของตน ยืนหยัดเทิดทูนพระเจ้าและเป็นพยานให้พระเจ้าในการทำหน้าที่ของตน และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงทีละขั้นๆ ได้ก็โดยการมีความเข้าใจในแง่มุมเหล่านี้เท่านั้น เมื่อใครบางคนได้รับส่งเสริมและบ่มเพาะให้เป็นผู้นำ พวกเขาก็จะได้เรียนรู้วิธีมีวิจารณญาณแยกแยะสภาวะของผู้คนที่แตกต่างกัน ฝึกฝนการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขความลำบากยากเย็นของผู้คนที่แตกต่างกัน ตลอดจนสนับสนุนและจัดเตรียมให้แก่คนประเภทต่างๆ และนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องฝึกฝนการแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นต่างๆ ที่ประสบระหว่างการทำงาน เรียนรู้วิธีแยกแยะและจัดการกับศัตรูของพระคริสต์ คนชั่ว และผู้ไม่เชื่อประเภทต่างๆ และทำงานชำระคริสตจักรให้สะอาด ในหนทางนี้ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว พวกเขาจะมีประสบการณ์กับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายมากขึ้น และมีประสบการณ์กับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้มากขึ้น ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ฝึกฝนตนเองมิใช่หรือ? ยิ่งมีโอกาสในการฝึกฝนมากเท่าใด ประสบการณ์ของผู้คนก็ยิ่งมากมายขึ้นเท่านั้น ความเข้าใจเชิงลึกของพวกเขาก็ยิ่งกว้างขวางขึ้น และพวกเขาก็จะเติบโตเร็วขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากผู้คนไม่ได้ทำงานผู้นำ สิ่งที่พวกเขาเผชิญและประสบจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตส่วนตัวและประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาเท่านั้น และสิ่งที่พวกเขาตระหนักรู้ก็จะเป็นเพียงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามส่วนตัวของพวกเขาและสภาวะส่วนตัวต่างๆ เท่านั้น—ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับตนเองเท่านั้น แต่เมื่อพวกเขาได้เป็นผู้นำแล้ว พวกเขาก็จะเผชิญกับผู้คนมากขึ้น เหตุการณ์มากขึ้น และสภาพแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้พวกเขามักจะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อแสวงหาหลักธรรมความจริง สำหรับพวกเขาแล้ว ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ย่อมกลายเป็นภาระในใจของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่ายังสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงของพวกเขาด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้น คนที่มีขีดความสามารถ แบกรับภาระ และมีความสามารถในการทำงาน จะเข้าสู่ได้ช้าในฐานะผู้เชื่อธรรมดา แต่จะเข้าสู่ได้เร็วกว่าในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน สำหรับผู้คนแล้ว การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเร็วหรือช้า อย่างใดดีกว่ากัน? (เร็วเป็นสิ่งที่ดี) ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องของผู้คนที่มีขีดความสามารถ แบกรับภาระ และมีความสามารถในการทำงาน พระนิเวศของพระเจ้าจึงส่งเสริมคนเช่นนี้เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่ว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ได้มุ่งมั่นต่อความจริง ซึ่งในกรณีนั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่บังคับพวกเขา ตราบใดที่บุคคลหนึ่งมีรากฐานความเชื่อในพระเจ้า ตรงตามหลักเกณฑ์ของการเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และเต็มใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริงและได้รับการทรงใช้จากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะส่งเสริมและบ่มเพาะพวกเขา ให้โอกาสพวกเขาในการฝึกฝนการเป็นผู้นำหรือคนทำงาน ทำให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ที่จะทำงานของคริสตจักร เรียนรู้ที่จะมีวิจารณญาณแยกแยะผู้คน เรียนรู้ที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ทั้งหมดในคริสตจักร และเรียนรู้ที่จะดำเนินงานต่างๆ ตามการจัดแจงเตรียมงาน ในช่วงเวลาของการถูกฝึกฝน หากผู้คนสามารถยอมรับความจริงและยอมรับการถูกตัดแต่ง สามารถนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า สามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ และเรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อคนทุกประเภทและแยกแยะและจัดการกับคนทุกประเภทตามพระวจนะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะสามารถเข้าใจหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้อง และลุถึงความเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงได้—สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เชื่อธรรมดาไม่สามารถมีประสบการณ์หรือได้รับ ดังนั้น จากมุมมองนี้ การที่พระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะใครบางคนเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี? เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา หรือเป็นความยากลำบากที่ถูกบังคับให้ทำ? ย่อมเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา แน่นอนว่า เมื่อบางคนเพิ่งได้รับการส่งเสริม พวกเขาก็ไม่รู้ว่าตนควรทำงานใดหรือทำอย่างไร และรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง นี่เป็นเรื่องปกติ ใครเล่าจะเกิดมาสามารถทำได้ทุกอย่าง? หากเจ้าสามารถทำได้ทุกอย่าง เจ้าก็ย่อมเป็นคนที่โอหังและทะนงตนที่สุดอย่างแน่นอน และจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร—ในกรณีนั้น เจ้าจะยังสามารถยอมรับความจริงได้อีกหรือ? หากเจ้าสามารถทำได้ทุกอย่าง เจ้าจะยังพึ่งพาพระเจ้าและหวังพึ่งพระองค์อีกหรือ? เจ้าจะยังแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมทรามของตนเองอีกหรือ? เจ้าย่อมไม่ทำอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม เจ้าจะโอหังและทะนงตนและเดินในเส้นทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ เจ้าจะต่อสู้เพื่ออำนาจและสถานะและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร เจ้าจะชักพาให้หลงผิดและหลอกผู้คนให้ติดกับ และขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร—ในกรณีนั้น พระนิเวศของพระเจ้าจะยังสามารถใช้เจ้าได้อีกหรือ? หากเจ้ารู้ว่าตนมีข้อบกพร่องมากมาย เจ้าก็ควรเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังและนบนอบ และทำงานต่างๆ ให้ดีตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า การทำเช่นนี้จะช่วยให้เจ้าค่อยๆ ไปถึงจุดที่สามารถทำหน้าที่ของตนในหนทางที่ได้มาตรฐาน แต่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำสิ่งที่ง่ายดายอย่างการเชื่อฟังและนบนอบได้ ดังนั้น พวกเขาก็ไม่ควรโทษพระนิเวศของพระเจ้าที่ไม่ส่งเสริมและบ่มเพาะพวกเขา ในเมื่อเจ้าไม่สามารถเชื่อฟังได้ ในเมื่อแม้แต่การเชื่อฟังก็ยังเกินกำลังของเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าจะกล้าส่งเสริมและบ่มเพาะเจ้าได้อย่างไร? (ไม่กล้า) แล้วเหตุใดจึงไม่กล้า? การใช้คนเช่นเจ้านั้นมีความเสี่ยงสูง สร้างความยุ่งยากใหญ่หลวง และน่ากังวลใจอย่างยิ่ง! เพราะหากพระนิเวศของพระเจ้าใช้เจ้าเมื่อใด เจ้าก็อาจควบคุมผู้คนไว้ในมือ และนำพวกเขาไปสู่เส้นทางแห่งความเลวร้าย—นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดจึงเสี่ยงนัก หากเจ้าถูกใช้งาน เจ้าก็อาจกระทำการผิดอย่างบ้าบิ่นและทำให้งานยุ่งเหยิงโดยสิ้นเชิง และพระนิเวศของพระเจ้าก็จะต้องปลดเจ้าและเก็บกวาดความเละเทะทั้งหมดให้เจ้า—นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดจึงยุ่งยากเกินไป และหากเจ้าถูกใช้งาน เจ้าก็จะไม่รู้วิธีทำงานใดๆ และจะไม่มีผลใดๆ เลยในแง่ของงานของเจ้า ในงานทั้งหมดที่เจ้าทำ เจ้าจะต้องได้รับการกระตุ้นเตือน กำกับดูแล และติดตามผลจากเบื้องบน ผู้ซึ่งจะต้องเข้ามาแทรกแซงในทุกเรื่อง—แล้วเหตุใดจึงควรใช้เจ้าเล่า? เจ้าน่ากังวลเกินไป! คนประเภทนี้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเด็ดขาด ต่อให้พวกเขาจะได้รับการบ่มเพาะ ก็จะเปล่าประโยชน์ และยังจะก่อให้เกิดความยุ่งยากมากมายและส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะผู้อื่นด้วย เช่นนี้แล้วก็จะได้ไม่คุ้มเสียไม่ใช่หรือ? (ใช่)
บางคนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาเพราะพวกเขาไม่เคยได้รับการส่งเสริมหรือใช้งานจากพระนิเวศของพระเจ้า และกล่าวว่า “ทำไมเบื้องบนไม่เคยสังเกตเห็นฉันเลย? ทำไมพระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยส่งเสริมและบ่มเพาะฉันเลย? มันไม่ยุติธรรม!” เจ้าควรชั่งใจดูก่อนว่าเจ้าสามารถเชื่อฟังได้หรือไม่ และเจ้าสามารถนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้าได้หรือไม่ ประการที่สอง เจ้าควรชั่งใจดูว่าเจ้าตรงตามหลักเกณฑ์สามข้อที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้สำหรับการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนให้เป็นผู้นำและคนทำงานหรือไม่—นั่นคือ สามารถเข้าใจความจริงได้ แบกรับภาระ และมีความสามารถในการทำงาน หากเจ้าตรงตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ ไม่ช้าก็เร็วเจ้าย่อมจะมีโอกาสได้รับการส่งเสริม บ่มเพาะ และใช้งาน การที่พระนิเวศของพระเจ้าจะส่งเสริมเจ้านั้น ย่อมมีข้อกำหนดสำหรับเจ้า และข้อกำหนดเหล่านี้คืออะไร? เจ้าต้องปฏิบัติตามหลักธรรมและข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า ต้องทำตามที่ถูกร้องขอ และทำในลักษณะที่ถูกร้องขอ ซึ่งเป็นการบ่มเพาะให้เจ้าเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามหลักธรรมก่อน เรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริงและนบนอบความจริง และเรียนรู้ที่จะร่วมมือกันอย่างสอดคล้อง ในระหว่างช่วงเวลาที่เจ้าได้รับการบ่มเพาะ บางครั้งพระนิเวศของพระเจ้าจะตัดแต่งเจ้า บางคราวก็จะตำหนิเจ้าอย่างรุนแรง บางทีก็จะสอบถามความคืบหน้าของงานของเจ้า บางเวลาก็จะถามเจ้าว่างานดำเนินไปอย่างไรกันแน่ และจะตรวจสอบงานของเจ้า และในบางโอกาสก็จะทดสอบว่ามุมมองของเจ้าต่อเรื่องบางอย่างนั้นเป็นเช่นไร จุดประสงค์ของการทดสอบเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อทำให้เจ้าลำบาก แต่เพื่อทำให้เจ้าเข้าใจว่าในเรื่องเหล่านี้ เจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไร และทัศนะและหลักธรรมที่เจ้าควรยึดถือคืออะไร พระนิเวศของพระเจ้าทำเช่นนี้เพื่อฝึกฝนและฝึกปฏิบัติเจ้า และอะไรคือเป้าหมายและจุดประสงค์ของการฝึกฝนผู้คน? ก็คือเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริง จุดประสงค์ของการเข้าใจความจริงก็เพื่อให้ผู้คนสามารถนบนอบความจริงและปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่อรักษาที่ทางของตนและลุล่วงหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดี และในกระบวนการทำหน้าที่ของตน ก็เพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงต่างๆ และสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขา พระนิเวศของพระเจ้าฝึกฝนผู้นำและคนทำงานในลักษณะนี้ ตราบใดที่ผู้นำและคนทำงานเข้าใจความจริง ก็ย่อมมีความหวังว่าพวกเขาจะสามารถนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้เข้าใจความจริงได้ ผู้นำและคนทำงานเข้าใจความจริงมากเท่าใด ผู้คนที่พวกเขาเป็นผู้นำก็มีความหวังที่จะเข้าใจความจริงได้มากเท่านั้น เมื่อผู้นำและคนทำงานจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงในงานของตน ผู้ที่พวกเขาเป็นผู้นำก็สามารถจับความเข้าใจหลักธรรมและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงในงานของตนได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้นำและคนทำงานที่เข้ารับการฝึกฝนจึงต้องมีขีดความสามารถที่ดีกว่าคนอื่นๆ พวกเขาถูกทำให้สามารถเข้าใจหลักธรรมความจริงก่อนและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงก่อน จากนั้นพวกเขาก็นำผู้คนอีกมากให้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและเข้าใจหลักธรรมความจริง เจ้าคิดอย่างไรกับแนวทางเช่นนี้? (ดี) คนเช่นนี้อาจจะไม่ได้มีการศึกษาสูงหรือมีวาทศิลป์ หรือเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีหรือสถานการณ์ปัจจุบันและการเมืองมากนัก พวกเขาอาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญในวิชาชีพบางอย่างด้วยซ้ำ แต่พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงได้ และหลังจากได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็สามารถปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้นได้ และสามารถค้นพบหลักธรรมความจริงได้ และสามารถนำผู้คนอีกมากให้เข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าและยึดมั่นในหลักธรรมความจริงได้ นี่คือคนที่เราหมายถึงเมื่อเราพูดถึงคนที่มีความสามารถประเภทที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะให้รับใช้ในฐานะผู้นำ นี่เป็นเรื่องนามธรรมหรือไม่? (ไม่) บางคนอาจจะถามว่า “คุณพูดถึงผู้มีความสามารถ เช่นนั้นแล้วพวกเขาคือหัวกะทิของสังคมใช่หรือไม่? พวกเขาต้องเคยดำเนินธุรกิจบางประเภท หรือเป็นซีอีโอหรือผู้ประกอบการบางประเภทในสังคมใช่หรือไม่? พวกเขาเป็นนักการเมืองที่มีพื้นเพทางการเมือง หรือคนที่มีความสามารถทางธุรกิจ หรือคนที่มีความสามารถในแวดวงศิลปะและวรรณกรรมใช่หรือไม่? พวกเขาเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษใช่หรือไม่?” ผู้มีความสามารถที่กล่าวถึงในพระนิเวศของพระเจ้านั้นแตกต่างจากผู้มีความสามารถเหล่านั้นในโลก คำว่า “ผู้มีความสามารถ” ที่เราพูดถึงนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายถึงการสามารถเข้าใจความจริงได้ และสามารถนำผู้คนเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ รู้จักแยกแยะคนประเภทต่างๆ รู้วิธีแก้ไขสภาวะและความยากลำบากต่างๆ ที่ผู้คนพบเจอ มีมุมมองและทัศนะที่ถูกต้องเมื่อเผชิญกับประเด็นปัญหาต่างๆ และมีมุมมองและทัศนะที่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ควรมี ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ หรือคนหน้าซื่อใจคด หรือผู้ที่พูดจาโอ้อวดและกล่าวสุนทรพจน์ที่เลื่อนลอย แต่หมายถึงผู้ที่มีความเป็นจริงความจริง นี่คือความหมายของคำว่า “ผู้มีความสามารถ” นี่เป็นเรื่องกลวงหรือไม่? (ไม่) หลักเกณฑ์เหล่านี้ที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้สำหรับคนที่มีความสามารถประเภทนี้ที่พระนิเวศส่งเสริมและบ่มเพาะให้เป็นผู้นำและคนทำงานนั้น สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากไม่ใช่หรือ? (ใช่) สัมพันธ์กับชีวิตจริงอย่างยิ่ง! ผู้ที่เข้าข่ายเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาสูง แต่พวกเขาต้องมีขีดความสามารถที่จะเข้าใจความจริงเป็นอย่างน้อยที่สุด บางคนอาจจะพูดว่า “ถ้าพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาสูง เช่นนั้นแล้วพวกเขาไม่รู้หนังสือก็ได้ใช่หรือไม่?” การอ่านพระวจนะของพระเจ้าย่อมเป็นไปไม่ได้หากไม่มีการศึกษาอยู่บ้าง พวกเขาจำเป็นต้องเข้าใจตัวอักษร แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาสูง ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมในพระนิเวศของพระเจ้านั้นรวมถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ดังนั้นจึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องระดับการศึกษา นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสถานะทางสังคมอีกด้วย ตั้งแต่ชาวนาและปัญญาชน ไปจนถึงนักธุรกิจและแม่บ้าน—คนทุกประเภทล้วนเป็นที่ต้อนรับ นอกจากจะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องระดับการศึกษาและสถานะทางสังคมแล้ว หลักเกณฑ์ที่กำหนดก็คือเงื่อนไขหลายข้อที่ได้กล่าวไปนั้น นั่นสมเหตุสมผลหรือไม่? (ใช่) สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง! ตอนนี้เจ้าเข้าใจมากขึ้นอีกนิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราหมายถึงเมื่อกล่าวว่า “ผู้มีความสามารถที่พระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะ” แล้วใช่หรือไม่? (ใช่) ผู้คนที่ตรงตามหลักเกณฑ์หลายข้อเหล่านี้ คือ สามารถเข้าใจความจริงได้ แบกรับภาระ และมีความสามารถในการทำงาน คือผู้ที่พระนิเวศของพระเจ้าจะพิจารณาส่งเสริมและบ่มเพาะ หากพวกเขาตรงตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ พวกเขาก็มีคุณสมบัติเหมาะสม ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น การศึกษา พื้นเพครอบครัว สถานะทางสังคม รูปลักษณ์ภายนอก และอื่นๆ ข้อกำหนดก็ไม่ได้สูงนัก นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนให้เป็นผู้นำและคนทำงาน
พวกเราเพิ่งได้สนทนากันถึงหลักเกณฑ์หลายประการที่คนที่มีความสามารถทางทักษะหรือวิชาชีพควรมี เพื่อที่จะได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะ ได้แก่ พวกเขาควรรักสิ่งที่เป็นบวกและสามารถยอมรับความจริงได้ มีความเข้าใจที่ไม่บิดเบือน สามารถทำหน้าที่ของตนอย่างจงรักภักดี ทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคาโดยไม่พร่ำบ่น และอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทำชั่ว—หลักเกณฑ์หลายประการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนเหล่านี้ แล้วอะไรคือจุดมุ่งหมายของการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนเหล่านี้? จุดประสงค์ก็เช่นเดียวกัน คือเพื่อให้เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนเหล่านี้ประสบปัญหาขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนและทำงานที่เฉพาะเจาะจง พวกเขาก็จะสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา และกระทำการตามหลักธรรมได้ ในกระบวนการแห่งการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนและปรับให้เข้าที่เข้าทางโดยไม่รู้ตัว พวกเขาปฏิบัติการปล่อยวางเจตนาของตนเอง แก้ไขมุมมองที่ผิดและผิดเพี้ยนของตนเกี่ยวกับชาวโลก ปล่อยวางความคิดที่ไม่ประสาบางอย่าง ตลอดจนปล่อยวางอคติ มโนคติอันหลงผิด และความคิดฝันเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้าและสิ่งอื่นๆ ที่คล้ายกัน แน่นอนว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม กระบวนการแห่งการปฏิบัตินี้มีขึ้นเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าใจความจริงได้ทีละน้อย เรียนรู้ที่จะนบนอบ และเรียนรู้ที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงต่างๆ ในกระบวนการแห่งการเรียนรู้นี้ พวกเขาจะค่อยๆ เชี่ยวชาญในหลักธรรมความจริง แล้วจะรู้ว่าการเชื่อในพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร การปฏิบัติความจริงหมายความว่าอย่างไร และการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราหมายความว่าอย่างไร และในที่สุด พวกเขาก็จะเข้าใจทีละน้อยว่าตนควรทำอย่างไรเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้ได้มาตรฐาน และวิธีที่ผู้เชื่อควรประพฤติปฏิบัติตนเป็นเช่นใด และอื่นๆ—ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผู้คนค่อยๆ เข้าสู่หลังจากที่พวกเขาได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะ กระบวนการแห่งการเข้าสู่ทีละน้อยของผู้คนก็คือกระบวนการแห่งการถูกบ่มเพาะ และแท้จริงแล้ว กระบวนการแห่งการถูกบ่มเพาะก็คือกระบวนการที่ผู้คนปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงนั่นเอง แต่ถ้าเจ้าไม่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะ และเป็นเพียงผู้เชื่อธรรมดาที่เข้าชุมนุม อ่านพระวจนะของพระเจ้า สามัคคีธรรมความจริง หรือเรียนรู้บทเพลงนมัสการ การเชื่อในพระเจ้าในหนทางนี้ย่อมหมายความว่าเจ้าไม่ได้ลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างแท้จริง ดังนั้นเจ้าจึงห่างไกลอย่างยิ่งจากการทำหน้าที่ให้ได้มาตรฐาน แม้แต่หลักธรรมใดที่ควรยึดในการทำหน้าที่ของตน เจ้าก็ยังไม่ชัดเจน และพูดได้เพียงคำสอนและคำขวัญบางอย่างเท่านั้น เพราะฉะนั้น เจ้าจึงยังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริง และการเข้าสู่ชีวิตของเจ้าก็เชื่องช้า ในทำนองเดียวกัน จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนเหล่านี้ที่มีส่วนร่วมในงานด้านวิชาชีพก็เพื่อให้พวกเขาเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงได้ดีขึ้นและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น บรรดาผู้ที่สามารถเข้าใจหลักธรรมความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้—เหล่านี้คือผู้คนที่มีความสามารถพิเศษซึ่งได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะจากพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษประเภทนี้หมายถึงอะไร? หมายถึงบรรดาผู้ที่—บนพื้นฐานของการรักสิ่งที่เป็นบวก สามารถทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคาได้ มีความเข้าใจที่ไม่บิดเบือน และไม่ใช่คนชั่ว—ได้บรรลุความเข้าใจในหลักธรรมความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ทั้งยังสามารถนบนอบพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า และมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่บ้าง นี่คือผู้คนที่มีความสามารถพิเศษประเภทที่สองที่เราพูดถึง ข้อกำหนดสำหรับพวกเขาก็เป็นในเชิงปฏิบัติด้วยเช่นกัน คือเจาะจงเพียงพอ และไม่เป็นนามธรรม แล้วผู้คนที่มีความสามารถพิเศษประเภทนี้จำเป็นต้องเป็นหัวกะทิของสังคม มีประสบการณ์ทางสังคม มีคุณวุฒิทางการศึกษาบางอย่าง และมีสถานะทางสังคมบางอย่างหรือไม่? (ไม่) พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยกำหนดให้ผู้คนต้องมีสถานะทางสังคม ชื่อเสียง คุณวุฒิทางการศึกษา หรือความรู้ระดับสูง—สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกกำหนดไว้เลย เมื่อส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คน พระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ได้ดูที่รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา กล่าวคือ ไม่ได้ดูว่าพวกเขาอัปลักษณ์หรือน่าดึงดูดเพียงใด นอกเหนือจากการไม่ส่งเสริมคนประเภทที่ดูเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ หรือผู้ที่มีรูปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวหรือเลวร้ายแล้ว หลักเกณฑ์อื่นๆ ก็คือหลักเกณฑ์ที่เราเพิ่งกล่าวถึงไป—เหล่านี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากที่สุด เมื่อผู้ไม่มีความเชื่อจะส่งเสริมใครสักคน พวกเขาจะดูที่รูปลักษณ์ภายนอกเป็นอันดับแรก กล่าวคือผู้ชายต้องหล่อเหลาดูภูมิฐานดุจขุนนาง ส่วนผู้หญิงก็ต้องสวยสดงดงามราวนางฟ้า นอกจากนี้ พวกเขายังเปรียบเทียบคุณวุฒิทางการศึกษา สถานะทางสังคม ภูมิหลังครอบครัว และเล่ห์เหลี่ยมของผู้คนอีกด้วย หากเจ้ามีคุณวุฒิทางการศึกษาสูงแต่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม นั่นก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน เจ้าจะไม่มีวันได้รับการส่งเสริมและจะไม่มีใครเห็นคุณค่าของเจ้าเลย หากเจ้ามีคุณวุฒิทางการศึกษาสูงและมีความสามารถที่แท้จริง แต่หน้าตาไม่ได้ดูดีเป็นพิเศษ ทั้งยังตัวเตี้ย และไม่รู้จักวิธีประจบประแจงหรือเข้าใกล้ผู้บังคับบัญชาของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับการส่งเสริมหรือบ่มเพาะตราบเท่าที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ และจะไม่มีใครค้นพบเจ้าเลย เพราะฉะนั้น ผู้ไม่มีความเชื่อจึงมีคำกล่าวนี้ที่ว่า “มีม้าฝีเท้าเร็วอยู่มากมาย แต่มีคนน้อยนักที่ดูออก” สิ่งนี้เป็นจริงในพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? (ไม่ ไม่เป็นจริง) แล้วคำกล่าวที่ว่า “ทองแท้ย่อมส่องประกายในที่สุด” เล่า เป็นจริงหรือไม่? ใช้ได้หรือไม่? (ไม่ได้) ผู้คนที่เยาะเย้ยถากถางและไม่ยอมใครมักจะพูดเช่นนี้ การอยากจะส่องประกายอยู่เสมอ—นี่คือความทะเยอทะยานของมนุษย์ ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษประเภทต่างๆ ที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะจากพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่ใช่ทองคำ พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา การส่งเสริมและบ่มเพาะที่เราพูดถึงเป็นเพียงการกล่าวลักษณะหนึ่งเท่านั้น แท้จริงแล้ว นี่หมายถึงการได้รับการยกชูจากพระเจ้า เจ้าซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เป็นทองคำต่อเบื้องพระพักตร์พระผู้สร้างหรือ? เจ้าเป็นเพียงแค่ผงคลี เจ้าไม่ใช่แม้แต่ทองแดงหรือเหล็ก เหตุใดเราจึงกล่าวว่าเจ้าเป็นผงคลีแทนที่จะเป็นทองคำ? เพราะไม่มีสิ่งใดในตัวผู้คนที่น่าชื่นชมเลย บางคนอาจถามว่า “สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นขัดแย้งกันมิใช่หรือ? พระองค์เพิ่งตรัสมิใช่หรือว่าใครบางคนสามารถได้รับการส่งเสริมได้หากพวกเขาตรงตามหลักเกณฑ์ของการรักสิ่งที่เป็นบวก?” ในฐานะบุคคล เจ้าไม่ควรรักสิ่งที่เป็นบวกหรอกหรือ? หากเจ้ารักสิ่งที่เป็นบวกสักสองสามอย่าง นั่นทำให้เจ้าเป็นทองคำแล้วหรือ? นั่นทำให้เจ้าส่องประกายแล้วหรือ? หากเจ้ารักสิ่งที่เป็นบวกสองสามอย่าง นั่นหมายความว่าเจ้ามีความจริงแล้วหรือ? การมีความจริงเท่านั้นจึงจะทำให้คนเราส่องประกายได้ หากเจ้าไม่มีความจริง จะกล่าวได้อย่างไรว่าเจ้าส่องประกาย? ความจริงก็คือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่เข้าใจความจริงใดๆ เลย การมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง และมีความสามารถและขีดความสามารถในการเข้าใจความจริงอยู่บ้าง ไม่ได้หมายความว่าคนเรามีความจริงโดยธรรมชาติ ผู้คนไม่ได้มีความจริง และแม้ว่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาจะซื่อตรงหรือใจดี สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงคุณสมบัติที่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติควรมีเท่านั้น ฉะนั้น อย่าได้เอ่ยถึงเรื่องการส่องประกายเลย แล้วเมื่อใดเล่าที่คนเราจะสามารถส่องประกายได้เล็กน้อย? เมื่อพวกเขาสามารถเอ่ยวาจาของโยบได้ว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) นั่นแหละคือเมื่อพวกเขาสามารถกล่าวได้ว่าตนส่องประกายได้เล็กน้อยและดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง เมื่อเจ้าสามารถใช้ความเป็นจริงความจริงที่เจ้าครอบครองและใช้ความจริงที่เจ้าเข้าใจเพื่อบำรุงเลี้ยง เกื้อหนุน และนำผู้อื่น ซึ่งโดยผ่านทางนั้น พวกเขาสามารถถูกนำมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง นบนอบพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าได้ เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถส่องประกายได้เล็กน้อย
ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษประเภทต่างๆ ที่ได้รับการบ่มเพาะโดยพระนิเวศของพระเจ้านั้นไม่ได้มีพรสวรรค์อย่างเหนือธรรมชาติ พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่เสื่อมทราม ตราบใดที่พวกเขาสามารถยอมรับความจริง เชื่อฟังและนบนอบ และมีขีดความสามารถบางอย่าง พระนิเวศของพระเจ้าก็จะยกเว้นเป็นพิเศษโดยการส่งเสริมและบ่มเพาะพวกเขา การที่เรากล่าวถึงการยกเว้นเป็นพิเศษเพื่อส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนนั้น แท้จริงแล้วคือการได้รับการยกชูจากพระเจ้า เป็นการให้โอกาสเจ้าได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับการทรงนำของพระองค์ ตลอดจนยอมรับการที่พระองค์ทรงบ่มเพาะและฝึกฝนเจ้า เพื่อที่ว่าในช่วงเวลานี้เจ้าจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้โดยเร็วที่สุด สามารถจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทำหน้าที่ของตนในหนทางที่ได้มาตรฐาน และดำเนินชีวิตในสภาพเสมือนมนุษย์ นี่คือความหมายของคำว่า “ผู้คนที่มีความสามารถพิเศษ” ในพระนิเวศของพระเจ้า คนเช่นนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงแค่เข้าใจความจริงและมีความเป็นจริงความจริง สามารถทำหน้าที่ของตนอย่างใส่ใจและมีความรับผิดชอบ มีความจริงใจอยู่บ้างและสามารถจ่ายราคาได้เล็กน้อย และไม่กระทำการอย่างบุ่มบ่ามตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตน การที่พระนิเวศของพระเจ้ายกเว้นเป็นพิเศษโดยการส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนที่ตรงตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ และฝึกฝนพวกเขาขึ้นมานั้นเหมาะสมหรือไม่? เป็นประโยชน์ต่อผู้คนหรือไม่? เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้คน! เช่นเดียวกับผู้เชื่อคนอื่นๆ บรรดาผู้ที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะก็เชื่อในพระเจ้า อ่านพระวจนะของพระเจ้า ฟังคำเทศนา และทำหน้าที่ของตน แต่เมื่อเทียบกับผู้เชื่อคนอื่นๆ แล้ว พวกเขาจะเติบโตเร็วกว่าและได้รับมากกว่า พวกเจ้าอยากจะได้รับมากขึ้น หรือได้รับเพียงเล็กน้อย? (ได้รับมากขึ้น) คนส่วนใหญ่มีความปรารถนานี้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขารักสิ่งที่เป็นบวก บางครั้งเราก็สามัคคีธรรมกับบางทีมเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิต และมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตามไปฟัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อความจริง เต็มใจที่จะเข้าใจความจริงมากขึ้น และเต็มใจที่จะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงด้วย ในตอนแรก เราสามัคคีธรรมกับบางคนและพวกเขาก็เฉยเมยอย่างยิ่ง เราพูดอยู่นานแต่พวกเขาก็ไม่ตอบสนอง หรือแม้แต่ไม่แสดงรอยยิ้มแม้เพียงเล็กน้อย หลังจากที่เราได้ติดต่อกับพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งหรือสองปี คนส่วนใหญ่ก็มีการแสดงออกทางสีหน้าที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นและมีการตอบสนอง และเมื่อเวลาผ่านไปการตอบสนองของพวกเขาก็ค่อนข้างเร็วขึ้น นั่นคือ พวกเขาเปลี่ยนจากคนตายมาเป็นคนเป็น และจิตวิญญาณของพวกเขาก็ตื่นขึ้น สิ่งนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างไร? หากผู้คนไม่เข้าใจความจริง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าพวกเขารักสิ่งที่เป็นบวกมากเพียงใด หรือฉลาดหรือมีหัวคิดเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นคนตาย บางคนเริ่มต้นด้วยการเป็นคนโง่และหัวทึบ ไม่มีใครในโลกภายนอกเห็นคุณค่าของพวกเขา ไม่ได้เรียนมาสูงและมีวิสัยทัศน์ที่ไม่กว้างไกลนัก แต่หลังจากที่พวกเขามาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็สามารถเข้าใจความจริงมากมายและมองเห็นหลายสิ่งอย่างชัดเจน และแล้วก็ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนของมนุษย์ และด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นคนเป็น คำว่า “คนเป็น” หมายความว่าอย่างไร? ไม่ใช่เรื่องที่ว่าร่างกายของเจ้ามีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว หรือร่างกายของเจ้าสามารถเคลื่อนไหวหรือหายใจได้หรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าจิตวิญญาณของเจ้ามีสำนึกและไวต่อพระวจนะของพระเจ้าและความจริงหรือไม่ คนเป็นจะตอบสนองต่อความจริงและต่อพระวจนะของพระเจ้า หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็มีสำนึก มีเส้นทาง มีแผนการ และมีเป้าหมาย คนตายไม่มีการสำแดงเหล่านี้ ดังนั้น หากพระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะใครสักคน บุคคลนี้ก็จะได้รับค่อนข้างมากกว่า แล้วผู้คนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์เหล่านี้และไม่ได้รับการส่งเสริมหรือบ่มเพาะจะสามารถได้รับอย่างเพียงพอได้อย่างไร? พวกเขาจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร? พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะปฏิบัติและได้รับประสบการณ์จากพระวจนะของพระเจ้า บรรลุความเข้าใจในความจริงมากมาย และยังสามารถประยุกต์ใช้ความจริงเพื่อแยกแยะผู้คนและแก้ไขปัญหาได้—เมื่อนั้นพวกเขาก็จะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้
บางคนกล่าวว่า “ในเมื่อพระนิเวศของพระเจ้าส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนที่มีความสามารถพิเศษทุกประเภท และเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้โดยเร็วที่สุด นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้คนที่ไม่มีความสามารถพิเศษไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรอกหรือ?” การกล่าวเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่? (ไม่ ไม่ถูกต้อง) ดังนั้น หลังจากที่สามัคคีธรรมในหัวข้อนี้แล้ว สิ่งนี้ทำให้บางคนตื่นเต้นขณะที่ทำให้คนอื่นๆ ท้อแท้และผิดหวังหรือไม่? คนเราควรมองเรื่องนี้ในหนทางนี้ กล่าวคือ บรรดาผู้ที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะไม่ควรภาคภูมิใจ เจ้าไม่มีสิ่งใดน่าโอ้อวด นี่คือพระคุณและพรจากพระเจ้า เมื่อพระเจ้าประทานให้เจ้ามากขึ้น พระองค์ก็ทรงขอให้เจ้ามอบตัวของเจ้าเองมากขึ้นด้วย หากพระนิเวศของพระเจ้ายกเว้นเป็นพิเศษโดยการส่งเสริมและบ่มเพาะเจ้า นั่นหมายความว่าเจ้าจำเป็นต้องจ่ายราคาที่สูงขึ้น หากเจ้าสามารถทนทุกข์กับความยากลำบากนี้ได้ เช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่าเจ้าก็จะได้รับมากขึ้น หากเจ้ากล่าวว่า “ฉันไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์กับความยากลำบากนี้” เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่ได้รับความจริง และไม่ได้รับพรจากพระเจ้า บางคนกล่าวว่า “ฉันอยากจะได้รับสิ่งเหล่านั้นแต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ยกเว้นเป็นพิเศษโดยการส่งเสริมและบ่มเพาะฉัน ฉันไม่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์” ไม่สำคัญหากเจ้าไม่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ ตราบใดที่เจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงและมุ่งมั่นอย่างหนักไปสู่ความจริง พระเจ้าก็จะไม่ทรงปฏิบัติกับเจ้าอย่างไม่ยุติธรรม ผู้คนเหล่านี้ที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะสามารถเพียงแค่เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วขึ้นเพราะขีดความสามารถของพวกเขาและเพราะเงื่อนไขต่างๆ ของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ได้เร็วนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ สิ่งนี้เป็นเพียงแค่หมายความว่าพวกเขาสามารถได้รับเร็วขึ้นเล็กน้อย และสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้เร็วขึ้นเล็กน้อย บรรดาผู้ที่ไม่ได้รับการส่งเสริมจะล้าหลังพวกเขาอยู่เล็กน้อย แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ การที่ใครสักคนจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ที่ได้รับการส่งเสริมและบ่มเพาะสามารถจับความเข้าใจหลักธรรมความจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในระหว่างกระบวนการบ่มเพาะ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศของพระเจ้า เพราะฉะนั้น จึงเป็นการถูกต้องที่จะส่งเสริมและบ่มเพาะผู้คนที่ถูกพบว่ามีขีดความสามารถที่ดีและรักความจริง หากใครสักคนสามารถพบเจอผู้คนเหล่านี้และส่งเสริมและบ่มเพาะพวกเขาโดยไม่อิจฉาพวกเขาหรือฉุดพวกเขาลง แต่กลับให้การดูแลพวกเขา ก็ถือว่าพวกเขากำลังคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในทางตรงกันข้าม หากบางคนอิจฉาและกังวลว่าผู้คนเหล่านี้ดีกว่าพวกเขาและเหนือกว่าพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงกีดกันและฉุดพวกเขาลง นี่เป็นการทำชั่วอย่างชัดเจนและเป็นสิ่งที่เหล่าศัตรูของพระคริสต์มักจะทำ มีเพียงคนชั่วและเหล่าศัตรูของพระคริสต์เท่านั้นที่สามารถเล่นงานและกีดกันพี่น้องชายหญิงได้
Scripture quotations are from The Holy Bible-Thai Standard Version, copyright © 2014 by Thailand Bible Society. Used by permission. All rights reserved.
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ