หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3) ตอนที่สาม
เมื่อครู่นี้เราได้สามัคคีธรรมถึงผู้คนประเภทต่างๆ ซึ่งละโมบในเรื่องอาหาร การนอน และความบันเทิง มีคนอีกประเภทหนึ่ง ในเบื้องต้นตอนที่ผู้กำกับดูแลถูกเลือกสรรมา คนประเภทนี้ก็ถูกมองว่าเหมาะสมกับบทบาทดังกล่าวในทุกทาง และพี่น้องชายหญิงล้วนเต็มใจที่จะเลือกพวกเขา พวกเขาคิดว่าคนคนนี้มีความเป็นมนุษย์ที่ดี กระตือรือร้น และมีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพของตน ตลอดจนเป็นคนที่ดีที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในทีมในทุกแง่มุม ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับตำแหน่งผู้กำกับดูแล อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับการคัดเลือกมาไม่นาน คนคนนี้ก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนอยู่เนืองๆ แม้กระทั่งระหว่างการชุมนุม เมื่อคนอื่นพูดกับพวกเขา พวกเขาก็สับสนตลอดเวลาและตอบสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำถาม เมื่อก่อนพวกเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้ แล้วเพราะเหตุใดจู่ๆ จึงดูเหมือนพวกเขาได้กลายเป็นคนละคนไปแล้ว? ต่อมาก็มีใครบางคนค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจว่าบทสนทนาของผู้กำกับดูแลคนนี้กับอีกบุคคลหนึ่งฟังดูราวกับว่าพวกเขาทั้งสองคนกำลังมีความสัมพันธ์ฉันคู่รักกันอยู่ และเกิดการคาดเดาว่าพวกเขามีความข้องเกี่ยวกันฉันคู่รักจริงหรือไม่ เมื่อเรื่องนี้เริ่มเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น ผู้กำกับดูแลคนนี้ก็ยิ่งเลอะเลือนมากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาถูกถามคำถามหรือพูดคุยบางสิ่งบางอย่างกับพวกเขา การตอบสนองของพวกเขาก็ไม่รวดเร็วเหมือนแต่ก่อน และคำตอบเหล่านั้นก็ฟังดูไม่ชัดเจนและไม่เป็นที่เข้าใจได้เหมือนที่เคยเป็นมา พวกเขาเริ่มทำงานที่ผู้กำกับดูแลควรทำน้อยลงเรื่อยๆ และพวกเขาก็มีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่ของตนน้อยลงทุกที ดูราวกับว่าพวกเขาได้กลายเป็นคนละคนไปแล้ว พวกเขาสนใจเรื่องเสื้อผ้าและการดูแลตัวเองมากกว่าแต่ก่อน มีปัญหาอยู่ตรงนี้ ในอดีตระหว่างช่วงเวลาที่งานยุ่ง พวกเขาแทบจะไม่ได้อาบน้ำ แต่ตอนนี้พวกเขาล้างหน้าวันละสองครั้ง แล้วก็หวีผมและส่องกระจกทุกครั้งที่มีโอกาส และถามคนอื่นตลอดเวลาว่า “คุณว่าช่วงนี้ผิวของฉันขาวขึ้นหรือคล้ำลง? ทำไมถึงดูเหมือนฉันคล้ำลง?” ผู้คนตอบว่า “ไร้สาระมากที่ผู้กำกับดูแลอย่างคุณจะพูดถึงสิ่งเหล่านี้—การมีผิวขาวขึ้นหรือคล้ำลงมีผลอย่างไรหรือ?” พวกเขาพูดถึงหัวข้อที่ไม่สลักสำคัญเหล่านี้อยู่เนืองนิจ และไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะทำงานของตน เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส พวกเขาก็จะหารือเรื่องเสื้อผ้า ผู้หญิง ผู้ชาย ความรัก และคู่ครองประเภทใดที่ผู้คนจะเลือก แต่พวกเขาไม่เคยหารือว่ามีประเด็นปัญหาใดบ้างในการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือจะแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านั้นอย่างไร มีปัญหาอยู่ตรงนี้มิใช่หรือ? พวกเขายังสามารถทำงานได้หรือไม่? (พวกเขาไม่สามารถทำงานได้) กรอบความคิดของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว และเรื่องของการทำหน้าที่ก็ไม่ได้อยู่ในความคิดของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว ตรงกันข้าม ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขากลับหมกมุ่นอยู่กับความคิดตลอดทั้งวันว่าจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอย่างไร จะแต่งตัวอย่างไร และจะดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างไร มีอยู่วลีหนึ่งในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อ นั่นก็คือ “การตกหลุมรัก” นี่คือความรักใช่หรือไม่? ไม่ใช่ นี่คือหลุมลึก! ทันทีที่เจ้าเข้าไป เจ้าจะไม่สามารถกลับขึ้นมาจากหลุมนั้นได้ ในหมู่บุคลากรที่กำลังทำหน้าที่ของตน มีผู้คนเช่นนี้หรือไม่? (มี) ในขณะที่พระนิเวศของพระเจ้าไม่แทรกแซงการเสาะหาคู่ครองของผู้คน แต่หากพวกเขาก่อกวนชีวิตคริสตจักรและการทำเช่นนั้นส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร ผู้คนเหล่านั้นก็จำเป็นต้องถูกชำระออกไป คู่รักเหล่านั้นก็ควรออกไปคบหากันเอง และไม่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ หากเจ้าเป็นใครสักคนที่ได้อุทิศตนเองให้กับการสละทั้งชีวิตของตนเพื่อพระเจ้า และเจ้าตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เช่นนั้นก็จงมุ่งเน้นที่การสละตนเองเพื่อพระเจ้าเถิด หากเจ้าได้เข้าสู่ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและไม่รู้สึกอยากทำงานของตนอีกต่อไปแล้ว เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของผู้กำกับดูแล และพระนิเวศของพระเจ้าก็จะเลือกคนอื่นมาดำรงตำแหน่งนี้ งานของพระนิเวศของพระเจ้าต้องไม่ล่าช้าหรือได้รับอิทธิพลจากความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของเจ้า งานต้องดำเนินต่อไป งานดังกล่าวจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร? โดยการคัดเลือกผู้กำกับดูแลอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เป็นผู้ที่มีทักษะเชิงวิชาชีพที่แข็งแกร่งและสามารถแบกรับงานได้ เพื่อรับมอบงานของเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าดำเนินงานในหนทางนี้เสมอมา และหลักธรรมนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผู้กำกับดูแลบางคนกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของฉันไม่ได้ส่งผลกระทบต่องานของฉันเลย ให้ฉันรับผิดชอบต่อไปเถิด” พวกเราสามารถเชื่อคำกล่าวนี้ได้หรือไม่? (พวกเราไม่สามารถเชื่อได้) เพราะเหตุใดพวกเราจึงไม่สามารถเชื่อถ้อยคำดังกล่าวได้? เพราะมีข้อเท็จจริงให้ทุกคนเห็นอยู่แล้ว! เมื่อคนคนหนึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ทั้งหมดที่พวกเขาคิดถึงก็คือคู่รักของตน และหัวใจของพวกเขาก็หมกมุ่นกับเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนอยู่เนืองๆ ระหว่างการชุมนุมและไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ เพราะฉะนั้นวิธีที่พระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับบุคคลดังกล่าวจึงเหมาะสมและเป็นไปตามหลักธรรม พระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้กีดกันเจ้าไม่ให้คบหาดูใจใคร และไม่ได้ลิดรอนเสรีภาพในการคบหาของเจ้า เจ้าอาจจะคบหาดูใจใครก็ได้ตามที่เจ้าปรารถนา นั่นเป็นการตัดสินใจของเจ้าเอง ตราบเท่าที่เจ้าจะไม่เสียใจและไม่ร้องไห้เพราะเรื่องนี้ในภายหลัง ผู้กำกับดูแลบางคนถูกปลดไปแล้วเพราะความสัมพันธ์ฉันชู้สาว บางคนถามว่า “คนคนหนึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้เชื่อในพระเจ้าเมื่อเขามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวอย่างนั้นหรือ?” พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยกล่าวเช่นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิเสธหรือขับไล่ทุกคนที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาว? (ไม่จริง) หากเจ้ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมไม่สามารถเป็นผู้กำกับดูแลหรือผู้นำหรือคนทำงานได้ และหากเจ้าไม่อุทิศตนในการทำหน้าที่ของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ควรไปจากคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา มีใครเคยกล่าวหรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป หรือเจ้าจะถูกขับไล่? มีใครเคยตัดสินโดยกล่าวว่าเจ้าไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด หรือเจ้าจะถูกสาปแช่งหรือไม่? (ไม่มี) พระนิเวศของพระเจ้าไม่เคยกล่าวสิ่งเหล่านั้นเลย พระนิเวศของพระเจ้าไม่แทรกแซงการเลือกส่วนตนและเสรีภาพของเจ้าเลย และพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ลิดรอนเสรีภาพของเจ้าเลย—พระนิเวศของพระเจ้าให้เสรีภาพแก่เจ้า อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้กำกับดูแลประเภทนี้ หลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าในการจัดการกับพวกเขาก็คือปลดพวกเขาและหาคนที่เหมาะสมมาแทนพวกเขา หากพวกเขาเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ต่อไป พวกเขาก็สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ หากไม่เหมาะสม พวกเขาก็จะถูกขับออกไป จะไม่มีการทำร้ายหรือดุด่าหรือทำให้อับอายขายหน้าแต่อย่างใด นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย เป็นเรื่องปกติมาก ดังนั้นเมื่อบางคนถูกปลดออกจากตำแหน่งของตนหรือถูกส่งตัวไปที่คริสตจักรธรรมดาเพราะเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของตน ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอายหรือไม่? นั่นสามารถบ่งชี้ได้เพียงอย่างเดียวว่าพวกเขาขาดความจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่สนใจความจริง และไม่แบกรับภาระใดๆ ในการเข้าสู่ชีวิตของตนเองเลย ผู้กำกับดูแลประเภทนี้ไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน—พวกเขามุ่งเน้นแต่ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวเท่านั้น ซึ่งทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า และได้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงานของคริสตจักรไปแล้ว—นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมิใช่หรือ? (ใช่) เพราะฉะนั้นผู้กำกับดูแลประเภทนี้จึงไม่เหมาะสมที่จะเก็บไว้ทำงานต่อไปและควรถูกปลดออกจากตำแหน่งของตน บางคนกล่าวว่า “ไม่เป็นการรีบร้อนไปหน่อยหรือที่ปลดพวกเขา?” จากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของพวกเขาไปจนถึงเวลาที่พวกเขาถูกปลดนั้น หากเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งหรือสองวันเท่านั้น ก็อาจถูกมองว่ารีบร้อน แต่หากเวลาผ่านไปสามถึงห้าเดือนแล้ว นั่นจะยังคงถูกมองว่ารีบร้อนหรือไม่? (ไม่) การดำเนินการนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้าพอแล้ว งานนั้นก็ล่าช้าไปมากเหลือเกินแล้ว—เจ้าไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร? นี่เป็นปัญหามิใช่หรือ? (ใช่ เป็นปัญหา)
ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยซักถามถึงผู้ดูแลที่ไม่ทำงานจริงหรือไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน พวกเขาคิดว่าตนแค่จำเป็นต้องเลือกผู้ดูแลและนั่นก็จบเรื่องแล้ว หลังจากนั้นผู้ดูแลย่อมสามารถจัดการเรื่องงานทั้งหมดได้ด้วยตนเอง ดังนั้นผู้นำเทียมเท็จจึงเพียงจัดการชุมนุมเป็นครั้งคราว และไม่กำกับดูแลงานหรือสอบถามว่างานดำเนินไปอย่างไร และทำตัวเหมือนเจ้านายที่ปล่อยปละละเลย หากมีใครบางคนรายงานปัญหาเกี่ยวกับผู้ดูแล ผู้นำเทียมเท็จก็จะกล่าวว่า “นั่นเป็นแค่ปัญหาเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรอก พวกคุณสามารถจัดการเรื่องนี้กันเองได้ อย่ามาถามฉันเลย” คนที่รายงานประเด็นปัญหานี้กล่าวว่า “ผู้ดูแลคนนั้นเป็นคนตะกละตะกลามและเกียจคร้าน เขาเอาแต่จดจ่ออยู่กับเรื่องอาหารและความบันเทิง ทั้งยังขี้เกียจสันหลังยาว เขาไม่ต้องการทนทุกข์กับความยากลำบากในการทำหน้าที่ของตนแม้แต่น้อย และเขาก็อู้งานอยู่เสมอโดยการหลอกลวง อีกทั้งยังคิดหาข้อแก้ตัวเพื่อเลี่ยงงานและหลบเลี่ยงหน้าที่รับผิดชอบของตน เขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ดูแล” ผู้นำเทียมเท็จก็จะตอบว่า “เขาดีมากตอนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ดูแล สิ่งที่คุณกำลังพูดนั้นไม่ใช่ความจริง หรือต่อให้เป็นจริง นั่นก็เป็นแค่การแสดงออกชั่วคราวเท่านั้น” ผู้นำเทียมเท็จจะไม่พยายามค้นหาเพิ่มเติมในเรื่องสถานการณ์ของผู้ดูแล ตรงกันข้ามผู้นำเทียมเท็จจะตัดสินและกำหนดเรื่องนี้ตามความประทับใจในอดีตที่พวกเขามีต่อผู้ดูแลคนนั้น ไม่ว่าใครจะรายงานปัญหาของผู้ดูแลคนนั้น ผู้นำเทียมเท็จก็จะเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านั้น ผู้ดูแลคนนั้นไม่ได้กำลังทำงานจริง และงานของคริสตจักรก็แทบจะหยุดชะงักลง แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่ใส่ใจ ราวกับว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย เป็นเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนพออยู่แล้วเมื่อมีใครบางคนรายงานปัญหาของผู้ดูแล แต่เขากลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคืออะไร? เมื่อมีคนรายงานประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงจริงๆ ของผู้ดูแลต่อผู้นำเทียมเท็จ ผู้นำเทียมเท็จจะไม่พยายามแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านี้ และเขายังจะคิดหาสารพัดข้อแก้ตัวด้วยซ้ำไป อย่างเช่น “ฉันรู้จักผู้ดูแลคนนี้ เขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง เขาจะไม่มีทางมีปัญหาใดๆ ต่อให้เขามีประเด็นปัญหาเล็กน้อย พระเจ้าก็จะทรงคุ้มครองและบ่มวินัยเขา หากเขาทำผิดพลาด นั่นย่อมเป็นเรื่องระหว่างเขากับพระเจ้า—พวกเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้” ผู้นำเทียมเท็จทำงานตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของตนเองในหนทางนี้ พวกเขาแสร้งทำเป็นเข้าใจความจริงและมีศรัทธา แต่พวกเขากลับได้แต่ทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิง—งานของคริสตจักรอาจถึงกับหยุดชะงักและพวกเขาจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ ผู้นำเทียมเท็จกำลังทำตัวเหมือนกับข้าราชการที่เจ้ายศเจ้าอย่างมากเกินไปมิใช่หรือ? พวกเขาไม่สามารถทำงานจริงได้ด้วยตนเอง และพวกเขาก็ไม่มีความละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องงานของผู้นำทีมและผู้ดูแลด้วยเช่นกัน—พวกเขาไม่ติดตามหรือซักถามถึงงานดังกล่าวเลย ทัศนะที่พวกเขามีต่อผู้คนนั้นเป็นไปตามความประทับใจและความคิดฝันของตนเองเท่านั้น เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนปฏิบัติงานได้ดีมาสักระยะหนึ่ง พวกเขาก็คิดว่าคนคนนี้จะดีตลอดไป เขาจะไม่เปลี่ยนไป พวกเขาจึงไม่เชื่อใครก็ตามที่กล่าวว่าคนคนนี้มีปัญหา และพวกเขาก็เพิกเฉยเมื่อมีใครบางคนเตือนในเรื่องของคนคนนั้น พวกเจ้าคิดว่าผู้นำเทียมเท็จโง่เขลาหรือไม่? พวกเขาเป็นคนโง่เขลาและเบาปัญญา สิ่งใดทำให้พวกเขาโง่เขลา? พวกเขาไว้เนื้อเชื่อใจคนคนหนึ่งโดยไม่ไตร่ตรอง เชื่อว่าตอนที่คนคนนี้ได้รับเลือก เขาให้คำสัตย์สาบาน ตั้งปณิธาน และอธิษฐานด้วยน้ำตาที่ไหลนองหน้า นั่นหมายความว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ และเขาจะไม่มีวันมีปัญหาใดๆ ในการดูแลรับผิดชอบงาน ผู้นำเทียมเท็จไม่มีความเข้าใจในธรรมชาติของผู้คน พวกเขาไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม พวกเขากล่าวว่า “เมื่อใครบางคนได้รับเลือกมาเป็นผู้ดูแล เขาจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงได้อย่างไร? ใครบางคนที่ดูจริงจังและน่าเชื่อถือขนาดนั้นจะหลีกเลี่ยงงานของตนได้อย่างไร? เขาจะไม่ทำอย่างนั้นใช่หรือไม่? เขามีความซื่อตรงมาก” เนื่องจากผู้นำเทียมเท็จมีความเชื่อในความคิดฝันและความรู้สึกของตนเองมากเกินไป ท้ายที่สุดเรื่องนี้จึงทำให้พวกเขาไม่สามารถแก้ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในงานของคริสตจักรได้อย่างทันท่วงที และหยุดยั้งไม่ให้พวกเขาปลดผู้ดูแลที่เกี่ยวข้องและปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้กับคนเหล่านั้นทันที พวกเขาคือผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริง แล้วประเด็นปัญหาในที่นี้คืออะไรกันแน่? วิธีที่ผู้นำเทียมเท็จจัดการกับงานของพวกเขานั้นเกี่ยวข้องกับการสุกเอาเผากินหรือไม่? ในแง่หนึ่ง พวกเขาเห็นพญานาคใหญ่สีแดงกำลังดำเนินการจับกุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างบ้าคลั่ง ดังนั้นเพื่อให้ตนเองปลอดภัย พวกเขาจึงจัดการวางตัวใครบางคนให้มารับผิดชอบงานด้วยการสุ่มเอา โดยเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะแก้ปัญหา และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องนี้อีกต่อไป พวกเขาคิดอะไรอยู่ในหัวใจ? “นี่เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง ฉันควรจะหลบซ่อนสักระยะหนึ่ง” นี่คือการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมิใช่หรือ? ในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้นำเทียมเท็จก็มีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง กล่าวคือพวกเขาไว้วางใจผู้คนอย่างรวดเร็วตามความคิดฝันของตนเอง และเรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากการไม่เข้าใจความจริงมิใช่หรือ? พระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างไรบ้าง? เหตุใดพวกเขาจึงควรไว้วางใจผู้คนในเมื่อพระเจ้าไม่ไว้วางพระทัย? ผู้นำเทียมเท็จคิดว่าตนเองถูกและโอหังมากเกินไปมิใช่หรือ? สิ่งที่พวกเขาคิดก็คือ “ฉันไม่น่าจะตัดสินคนคนนี้ผิดหรอก ไม่ควรจะมีปัญหาใดๆ กับคนคนนี้ที่ฉันตัดสินไปแล้วว่าเหมาะสม แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนที่ลุ่มหลงในการกิน การดื่ม และความบันเทิง หรือเป็นคนที่ชอบความสุขสบายและเกลียดชังงานหนัก เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอน เขาจะไม่เปลี่ยนแปลง หากเขาเปลี่ยนไป นั่นย่อมจะหมายความว่าฉันเข้าใจเขาผิดไปมิใช่หรือ?” นี่เป็นตรรกะประเภทใด? เจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างนั้นหรือ? เจ้ามีสายตาที่มองทะลุได้หรือ? เจ้ามีทักษะพิเศษเช่นนั้นหรือ? เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับคนคนหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งปีหรือสองปี แต่เจ้าจะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาโดยไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการตีแผ่แก่นแท้ธรรมชาติของเขาออกมาอย่างหมดเปลือกหรือไม่? หากพระเจ้าไม่ทรงเผยเขาออกมา เจ้าอาจใช้ชีวิตร่วมกับเขาเป็นเวลาสามปี หรือแม้กระทั่งห้าปี และจะยังคงยากที่จะมองให้ออกว่าเขามีแก่นแท้ธรรมชาติประเภทใดกันแน่ และจะยากขึ้นอีกเพียงใดเมื่อเจ้าแทบไม่ได้พบเขา หรือแทบไม่ได้อยู่กับเขาเลย? ผู้นำเทียมเท็จไว้วางใจคนคนหนึ่งโดยไม่ไตร่ตรองตามความประทับใจชั่วครั้งชั่วคราวหรือการที่คนอื่นประเมินคนคนนั้นในทางบวก และกล้าที่จะมอบหมายงานของคริสตจักรให้บุคคลดังกล่าว ในเรื่องนี้พวกผู้นำเทียมเท็จมืดบอดเป็นที่สุดมิใช่หรือ? พวกเขากระทำการอย่างไม่ระมัดระวังมิใช่หรือ? แล้วเมื่อพวกเขาทำงานแบบนี้ ผู้นำเทียมเท็จก็กำลังไร้ความรับผิดชอบอย่างที่สุดมิใช่หรือ? ผู้นำและคนทำงานในระดับสูงขึ้นไปถามพวกเขาว่า “คุณได้ตรวจสอบงานของผู้ดูแลคนนั้นแล้วหรือยัง? ลักษณะนิสัยและขีดความสามารถของเขาเป็นอย่างไร? เขามีความรับผิดชอบต่องานของตนหรือไม่? เขาสามารถแบกรับงานได้หรือไม่?” ผู้นำเทียมเท็จตอบว่า “เขาทำได้อย่างแน่นอน! ตอนที่เขาได้รับเลือก เขาได้กล่าวคำสาบานและตั้งปณิธานไว้ ฉันยังมีคำสัตย์สาบานที่เป็นลายลักษณ์อักษรของเขาอยู่เลย เขาควรจะสามารถแบกรับงานนั้นได้” เจ้าคิดอย่างไรกับคำพูดของผู้นำเทียมเท็จ? พวกเขาเชื่อว่าในเมื่อคนคนนี้ได้กล่าวคำสาบานเพื่อแสดงถึงคำมั่นสัญญาของตน เขาจะสามารถทำตามนั้นได้อย่างแน่นอน คำกล่าวนี้ถือเป็นจริงหรือไม่? สมัยนี้มีกี่คนที่สามารถทำตามคำสาบานของตนได้จริง? มีคนซื่อสัตย์กี่คนที่ทำสิ่งต่างๆ ตามปณิธานของตน? เพียงเพราะคนคนหนึ่งกล่าวคำสาบานก็ไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถทำตามนั้นได้อย่างแท้จริง สมมติเจ้าถามพวกเขาว่า “คุณรับประกันได้หรือไม่ว่าผู้ดูแลจะไม่เปลี่ยนไป? คุณรับประกันได้หรือไม่ว่าเขาจะมีความจงรักภักดีไปตลอดชีวิต? เวลาที่พระเจ้าทรงต้องการเผยผู้คน พระองค์ต้องทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมนานัปการเพื่อทดสอบพวกเขา เจ้าบอกว่าเขาเชื่อถือได้ด้วยเหตุผลใด? เจ้าได้ตรวจสอบเขาแล้วหรือยัง?” ผู้นำเทียมเท็จตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น พี่น้องชายหญิงทุกคนรายงานว่าเขาเชื่อถือได้” คำกล่าวนี้ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน คนคนหนึ่งเป็นคนที่ดีจริงๆ เพียงเพราะพี่น้องชายหญิงรายงานว่าเขาเป็นคนดีหรือ? พี่น้องชายหญิงทุกคนมีความจริงหรือไม่? พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งกันทุกคนหรือไม่? พี่น้องชายหญิงทุกคนรู้จักคนคนนี้เป็นอย่างดีหรือไม่? คำกล่าวนี้น่าขยะแขยงยิ่งกว่า! อันที่จริง คนคนนั้นถูกเผยมาตั้งนานแล้ว พวกเขาสูญเสียพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปแล้ว และลักษณะอันต่ำช้าของพวกเขาที่รักความสบายและเกลียดชังงานหนัก ตะกละตะกลามและเกียจคร้าน ตลอดจนไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตนนั้น ได้ถูกเปิดโปงแล้ว นอกจากพวกผู้นำเทียมเท็จซึ่งยังคงไม่ตระหนักรู้เลย ทุกคนล้วนมองเห็นเขาอย่างทะลุปรุโปร่งมานานแล้ว—มีเพียงผู้นำเทียมเท็จเท่านั้นที่ยังคงไว้วางใจเขามากถึงเพียงนี้ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้มีประโยชน์อะไร? พวกเขาไร้ประโยชน์ไม่ใช่หรือ? ถึงขนาดมีบางกรณีที่เบื้องบนรับรู้ถึงการสำแดงต่างๆ ของผู้ดูแลบางคนด้วยการไปถึงสถานที่จริงเพื่อสืบเสาะและสอบถามเกี่ยวกับพวกเขา แต่พวกผู้นำก็ยังคงไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือปัญหามิใช่หรือ? ผู้นำเหล่านี้คือผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริง พวกเขาไม่ได้ทำงานจริง พวกเขาเป็นแค่ข้าราชการที่เจ้ายศเจ้าอย่างเท่านั้น และเหมือนเจ้านายที่ปล่อยปละละเลย พวกเขาทำงานเล็กน้อย จากนั้นก็อาศัยงานนั้นเพื่อดำรงชีวิต รวมทั้งคิดว่าตนมีสิทธิ์ที่จะสุขสำราญ เอาแต่นิ่งดูดายในยามที่สิ่งทั้งหลายเกิดความผิดพลาด เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง? ช่างไร้ยางอายจริงๆ! เวลาที่ผู้นำเทียมเท็จทำงาน พวกเขาไม่เคยตรวจสอบงานใดๆ เลย พวกเขาไม่ซักถามถึงความคืบหน้าของงาน และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ตรวจสอบสภาวการณ์ของผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ พวกเขาเพียงแค่มอบหมายงานและจัดการวางตัวผู้ดูแล จากนั้นพวกเขาก็คิดว่าตนทำงานเสร็จสิ้นแล้ว งานของพวกเขาเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว พวกเขาเชื่อว่า “ใครบางคนกำลังดูแลงานนี้อยู่ ดังนั้นจึงไม่ใช่ธุระของฉันอีกต่อไป ฉันสามารถสุขสำราญได้” นี่คือการทำงานหรือ? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครก็ตามที่ทำงานเช่นนี้ย่อมเป็นผู้นำเทียมเท็จ—ผู้นำเทียมเท็จที่ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าและสร้างความเสียหายให้แก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร
ผู้นำเทียมเท็จไม่เคยซักถามหรือติดตามสถานการณ์เรื่องงานของผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ นอกจากนั้นพวกเขายังไม่ซักถาม ติดตาม หรือจับความเข้าใจในเรื่องของการเข้าสู่ชีวิตของผู้ดูแลแต่ละฝ่ายและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ ตลอดจนท่าทีที่พวกเขามีต่องานของคริสตจักรและหน้าที่ของตน รวมทั้งท่าทีต่อความเชื่อในพระเจ้า ความจริง และพระเจ้าพระองค์เอง พวกเขาไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านี้ได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงหรือการเติบโตใดๆ หรือไม่ และพวกเขาก็ไม่รู้ถึงประเด็นปัญหานานัปการที่อาจมีอยู่ในงานของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาไม่รู้ถึงผลกระทบจากข้อผิดพลาดและการเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ ของงานที่มีต่องานของคริสตจักรและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร รวมถึงไม่รู้ว่าข้อผิดพลาดและการเบี่ยงเบนเหล่านี้ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องแล้วหรือไม่ พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหมดนี้ หากพวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภาวะโดยละเอียดเหล่านี้เลย พวกเขาย่อมกลายเป็นนิ่งเฉยเมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทำงานของตน ผู้นำเทียมเท็จไม่ใส่ใจกับประเด็นปัญหาโดยละเอียดเหล่านี้เลย พวกเขาเชื่อว่าหลังจากจัดการวางตัวผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ และมอบหมายงานแล้ว งานของพวกเขาเสร็จสิ้น—นั่นนับว่าเป็นการทำงานได้ดี และหากมีปัญหาอื่นๆ เกิดขึ้น นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องใส่ใจ เนื่องจากผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถควบคุมดูแล กำกับ และติดตามผู้ดูแลฝ่ายต่างๆ ได้ และพวกเขาไม่ได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนในด้านเหล่านี้ เรื่องนี้จึงส่งผลให้เกิดความยุ่งเหยิงในงานของคริสตจักร นี่คือผู้นำและคนทำงานที่ละเลยหน้าที่รับผิดชอบของตน พระเจ้าทรงสามารถพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกในหัวใจของมนุษย์ได้ นี่คือความสามารถที่มนุษย์ไม่มี เพราะฉะนั้นเวลาทำงาน ผู้คนจึงจำเป็นต้องขยันหมั่นเพียรและใส่ใจให้มากขึ้น โดยไปสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามงาน ควบคุมดูแล และกำกับงานเพื่อให้มั่นใจว่างานของคริสตจักรมีความคืบหน้าไปตามปกติ เห็นได้ชัดเจนว่าผู้นำเทียมเท็จนั้นไร้ความรับผิดชอบต่องานของตนโดยสิ้นเชิง และพวกเขาไม่เคยควบคุมดูแล ติดตาม หรือกำกับงานต่างๆ เลย ผลลัพธ์ก็คือผู้ดูแลบางคนไม่รู้ว่าจะแก้ไขประเด็นปัญหานานัปการที่เกิดขึ้นในงานอย่างไร และยังคงอยู่ในบทบาทหน้าที่ของตนในฐานะผู้ดูแลต่อไป แม้ว่าจะไม่มีความสามารถในการทำงานเพียงพอก็ตาม ในที่สุดงานก็ล่าช้าออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าและพวกเขาก็ทำให้งานยุ่งเหยิงไปหมด นี่คือผลพวงจากการที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ซักถาม ไม่ควบคุมดูแล หรือไม่ติดตามสถานการณ์ของผู้ดูแล เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการละเลยความรับผิดชอบของผู้นำเทียมเท็จทั้งหมด เนื่องจากผู้นำเทียมเท็จไม่ตรวจสอบ ไม่ติดตาม หรือไม่ซักถามเรื่องงาน และไม่สามารถจับความเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที พวกเขาจึงยังคงไม่รู้อะไรเลย เช่น ผู้ดูแลกำลังทำงานจริงอยู่หรือไม่ งานกำลังคืบหน้าไปอย่างไร และงานนั้นได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์จริงหรือไม่ เมื่อถูกถามว่าผู้ดูแลกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องใดหรือพวกเขากำลังจัดการกับงานเฉพาะงานใดอยู่ ผู้นำเทียมเท็จก็ตอบว่า “ฉันไม่รู้ แต่พวกเขาเข้าร่วมการชุมนุมทุกครั้ง และทุกครั้งที่ฉันสื่อสารกับพวกเขาถึงเรื่องงาน พวกเขาก็ไม่เคยพูดถึงปัญหาหรือความลำบากยากเย็นเลย” ผู้นำเทียมเท็จเชื่อว่าตราบใดที่ผู้ดูแลไม่ละทิ้งงานของตนและอยู่ในบริเวณนั้นเสมอเมื่อผู้นำเทียมเท็จมองหาพวกเขา ผู้ดูแลย่อมไม่มีปัญหาใดๆ เลย นี่คือวิธีทำงานของผู้นำเทียมเท็จ นี่คือการสำแดง “ความเทียมเท็จ” มิใช่หรือ? นี่คือความล้มเหลวในการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำเทียมเท็จมิใช่หรือ? นี่เป็นการละเลยความรับผิดชอบอย่างร้ายแรง! ในงานของพวกเขา ผู้นำเทียมเท็จมุ่งเน้นแต่การทำไปตามขั้นตอนเท่านั้น และไม่แสวงหาผลลัพธ์ที่แท้จริง จากภายนอกนั้น พวกเขาจัดการชุมนุมอยู่เนืองๆ และดูเหมือนจะยุ่งกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาแก้ไขปัญหาใดไปแล้วบ้าง พวกเขาจัดการกับงานเฉพาะใดอย่างถูกควรไปแล้วบ้าง และพวกเขาสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดไปแล้วบ้าง ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้ รวมทั้งตัวผู้นำเทียมเท็จเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ไม่ว่าผู้คนจะมีปัญหาใดในสถานที่ทำงานก็ตาม ย่อมไม่พบผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ที่ไหนเลย และไม่มีใครเคยเห็นผู้นำเทียมเท็จแก้ปัญหาให้ผู้คนในสถานที่ทำงานเลย แล้วผู้นำเทียมเท็จทำงานอะไรตลอดทั้งวัน? การชุมนุมของพวกเขาแก้ปัญหาใดบ้าง? ไม่มีใครรู้แน่ชัด และประเด็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขสะสมอยู่เป็นกองก็ถูกค้นพบในที่สุดต่อเมื่อมีการตรวจสอบงานของพวกเขา จากภายนอก ผู้นำเทียมเท็จก็ดูเหมือนจะยุ่งมากจริงๆ—พวกเขากำลัง “จัดการกับกิจธุระมากมายจนนับไม่ถ้วน” อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเราพิจารณาผลลัพธ์ของงานของผู้นำเทียมเท็จ กลับเป็นความยุ่งเหยิงโดยสิ้นเชิง เป็นความสับสนวุ่นวาย ไม่มีสิ่งใดที่มีคุณค่าในนั้นเลย และเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ไม่ได้ทำงานจริงเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะมีปัญหาจริงมากมายที่พวกเขาปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข ผู้นำเทียมเท็จก็ดูจะไม่ตระหนักถึงมโนธรรมและไม่รู้สึกตำหนิตนเองเลย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังพึงพอใจในตนเองมากและคิดว่าตนเก่งทีเดียว พวกเขาช่างไร้สำนึกอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้ไม่สมควรเป็นผู้นำหรือคนทำงานในคริสตจักร
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ