หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (3) ตอนที่สอง

ประการที่สี่: คอยติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทกับบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือปลดพวกเขาอย่างทันท่วงทีตามความจำเป็น เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความสูญเสียที่เกิดจากการใช้ผู้คนที่ไม่เหมาะสม และเพื่อรับประกันประสิทธิภาพและความก้าวหน้าของงานอย่างราบรื่น

ผู้นำและคนทำงานต้องเข้าใจสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภท

หน้าที่รับผิดชอบประการที่สี่ของผู้นำและคนทำงานคืออะไร? (“คอยติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทกับบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือปลดพวกเขาอย่างทันท่วงทีตามความจำเป็น เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความสูญเสียที่เกิดจากการใช้ผู้คนที่ไม่เหมาะสม และเพื่อรับประกันประสิทธิภาพและความก้าวหน้าของงานอย่างราบรื่น”) ถูกต้อง นี่คือมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดที่บรรดาผู้นำและคนทำงานควรทำให้ได้ขณะทำงาน พวกเจ้าทุกคนเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบหลักๆ ของผู้นำและคนทำงานในเรื่องของหน้าที่รับผิดชอบประการที่สี่นี้หรือไม่? ผู้นำและคนทำงานต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ การเข้าใจสภาวการณ์ของผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ นั้นอยู่ภายในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน แล้วบุคลากรเหล่านี้คือใคร? โดยหลักแล้ว ได้แก่ ผู้นำคริสตจักร ตามมาด้วยผู้กำกับดูแลฝ่ายและผู้นำของกลุ่มต่างๆ การเข้าใจและรับรู้สภาวการณ์ทั้งหลายอย่างเช่น ผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ มีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ การกระทำของพวกเขามีหลักธรรมหรือไม่ และสามารถทำงานของคริสตจักรให้ดีได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวดและมีความสำคัญมากมิใช่หรือ? หากผู้นำและคนทำงานเข้าใจสภาวการณ์ของผู้กำกับดูแลหลักของงานแต่ละประเภทอย่างครบถ้วน และปรับเปลี่ยนบุคลากรอย่างเหมาะสม นั่นก็เหมือนกับการที่พวกเขาดำเนินการตรวจงานแต่ละงานอย่างถูกควร และนั่นก็เทียบเท่ากับการที่พวกเขาลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบและหน้าที่ของตน หากไม่ดำเนินการปรับเปลี่ยนบุคลากรเหล่านี้ให้ถูกต้อง แล้วเกิดปัญหาขึ้น งานของคริสตจักรย่อมจะได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง หากบุคลากรเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์ที่ดี มีรากฐานในการเชื่อในพระเจ้าของตน มีความรับผิดชอบในการจัดการกับเรื่องต่างๆ และสามารถแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้ เช่นนั้นแล้วการมอบหมายให้พวกเขารับผิดชอบงานย่อมจะป้องกันปัญหาได้มาก และที่สำคัญที่สุดก็คือจะเป็นการเปิดโอกาสให้งานก้าวหน้าไปได้อย่างราบรื่น แต่หากผู้กำกับดูแลทีมต่างๆ เป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้ มีความเป็นมนุษย์ที่อ่อนด้อย ประพฤติตนไม่ดี ไม่นำความจริงไปปฏิบัติ และยิ่งไปกว่านั้นยังหมิ่นเหม่ที่จะก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน เช่นนั้นแล้วเรื่องนี้จะมีผลกระทบต่องานที่พวกเขารับผิดชอบและมีผลกระทบต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงที่พวกเขานำ แน่นอนว่าผลกระทบนั้นอาจจะมากหรือน้อยก็ได้ หากผู้กำกับดูแลเพียงแค่ละเลยหน้าที่ของพวกเขาและไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน นี่อาจจะก่อให้เกิดความล่าช้าในงานไปบ้างเท่านั้น ความคืบหน้าจะล่าช้าลงเล็กน้อย และงานก็จะมีประสิทธิภาพลดลงบ้าง อย่างไรก็ตามหากพวกเขาเป็นศัตรูของพระคริสต์ ปัญหาย่อมจะร้ายแรง กล่าวคือ นี่จะไม่ใช่ประเด็นปัญหาของงานที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือมีประสิทธิผลลดลงเล็กน้อย—แต่พวกเขาจะรบกวนและสร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรที่พวกเขารับผิดชอบ และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นการคอยติดตามสภาวการณ์ของบรรดาผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการโยกย้ายและการปลดอย่างทันท่วงทีเมื่อค้นพบว่าใครบางคนไม่ได้กำลังทำงานที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่ผู้นำและคนทำงานสามารถหลบเลี่ยงได้—นี่เป็นงานที่จริงจังและสำคัญมาก หากผู้นำและคนทำงานสามารถรู้จักลักษณะนิสัยของผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ และรู้จักท่าทีที่ผู้กำกับดูแลและบุคลากรดังกล่าวมีต่อความจริงและหน้าที่ของตน ตลอดจนรู้สภาวะและผลการปฏิบัติงานของพวกเขาในแต่ละช่วงเวลาและในแต่ละช่วงระยะได้อย่างทันท่วงที และปรับเปลี่ยนหรือจัดการกับบุคคลเหล่านั้นตามสภาวการณ์ได้ในทันที เช่นนั้นแล้วงานย่อมสามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคง ในทางตรงกันข้าม หากผู้คนเหล่านั้นเกะกะระรานทำสิ่งเลวร้ายและไม่ทำงานจริงในคริสตจักร บรรดาผู้นำและคนทำงานก็ไม่สามารถระบุเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วและทำการปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที แต่กลับรอจนกระทั่งปัญหาที่ร้ายแรงนานาสารพัดปรากฏขึ้นมา ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากต่องานของคริสตจักร ก่อนที่จะพยายามจัดการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างลวกๆ ปรับเปลี่ยน ตลอดจนแก้ไขและกอบกู้สถานการณ์ เช่นนั้นแล้วผู้นำและคนทำงานเหล่านั้นก็เป็นเพียงเศษขยะ พวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริงซึ่งต้องถูกปลดและถูกกำจัดออกไป

เมื่อครู่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันในแบบกว้างๆ ถึงความสำคัญของการเข้าใจและการรับรู้สภาวะที่แท้จริงของผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและประสิทธิผลของงานของพวกเขา โดยใช้ภาวะจริงเหล่านี้ในการประเมินว่าผู้นำและคนทำงานได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนแล้วหรือยัง และเปิดโปงว่ามีการสำแดงใดบ้างที่พวกเขาแสดงออกมาซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ โดยการชำแหละแก่นแท้ของผู้นำเทียมเท็จ เมื่อมีปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้นในงานของคริสตจักร ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่อาจลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนได้ พวกเขาไม่สามารถค้นพบประเด็นปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที นับประสาอะไรกับการจัดการและแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าวได้ทันเวลา เรื่องนี้ย่อมส่งผลให้ประเด็นปัญหาทั้งหลายยืดเยื้อออกไป ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าและความเสียหายต่องานของคริสตจักร และอาจถึงกับเป็นเหตุให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักหรือตกอยู่ในความโกลาหลได้ ต่อเมื่อสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเท่านั้น ผู้นำเทียมเท็จจึงไปเฝ้าสังเกตในสถานที่ทำงานของคริสตจักรอย่างไม่สู้เต็มใจนัก แต่พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถระบุวิธีแก้ปัญหาที่สอดคล้องหรือเหมาะสมในการแก้ปัญหานั้นได้ และสุดท้ายพวกเขาก็เพียงแค่ปล่อยปัญหาดังกล่าวไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข นี่คือการสำแดงหลักของผู้นำเทียมเท็จ

มาตรฐานในการคัดเลือกผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภท

ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานในการคัดเลือกผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภทและบุคลากรที่รับผิดชอบงานสำคัญต่างๆ ไม่มากก็น้อยใช่หรือไม่? ตัวอย่างเช่น ผู้กำกับดูแลงานศิลป์ควรมีคุณสมบัติหลักอะไรบ้าง? (พวกเขาควรมีทักษะที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะในสายงานนี้และสามารถแบกรับงานนี้ได้) การมีทักษะที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นทฤษฎีหนึ่ง แล้วทักษะที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเหล่านี้หมายถึงอะไรเป็นการเฉพาะ? พวกเรามาอธิบายเรื่องนี้กันเถิด หากใครบางคนมีความสุขกับการวาดรูปและสนใจในการทำงานศิลป์ แต่ไม่ใช่อาชีพของพวกเขา และพวกเขาก็ขาดความรู้ในด้านนี้ เพียงแต่ชอบการทำงานศิลป์เท่านั้น การคัดเลือกบุคคลดังกล่าวมาเป็นผู้กำกับดูแลฝ่ายศิลป์นั้นเหมาะสมหรือไม่? (ไม่เหมาะสม) บางคนกล่าวว่า “หากพวกเขาชอบทำงานศิลป์ พวกเขาก็สามารถทำงานนี้และเรียนรู้งานนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปได้” คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) เรื่องนี้มีข้อยกเว้นอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งก็คือหากคนอื่นในฝ่ายศิลป์ต่างก็ไม่มีความรู้ในวิชาชีพนี้เช่นกัน และคนคนนี้รู้มากกว่าเล็กน้อยและเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น เช่นนั้นจะถือว่าการคัดเลือกคนดังกล่าวเหมาะควรในระดับหนึ่งใช่หรือไม่? (ใช่) นอกจากสถานการณ์เช่นนี้ สมมติว่าในบรรดาทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์งานศิลป์ มีเพียงบุคคลคนนี้เท่านั้นที่ไม่มีความรู้ในวิชาชีพนี้ แต่เขาก็ได้รับเลือกเพราะว่าเขาเข้าใจความจริงและชอบทำงานศิลป์—นั่นเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่? (ไม่เหมาะสม) เพราะเหตุใดจึงไม่เหมาะสม? เพราะพวกเขาไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกหรือตัวเลือกเดียว เช่นนั้นแล้วควรคัดเลือกผู้กำกับดูแลประเภทนี้อย่างไร? พวกเขาควรได้รับเลือกจากบรรดาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในวิชาชีพนั้นมากที่สุด กล่าวคือพวกเขาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีทั้งทักษะเชิงวิชาชีพและความสามารถในการทำงาน—จงอย่าเลือกคนที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษ นี่เป็นแง่มุมหนึ่ง นอกจากนั้นพวกเขาต้องแบกรับภาระ มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และสามารถเข้าใจความจริงได้ อย่างน้อยที่สุดพวกเขาต้องมีรากฐานในความเชื่อในพระเจ้าของตนด้วย หลักธรรมสำคัญ ได้แก่ ประการแรกคือพวกเขาต้องมีความสามารถในการทำงาน ประการที่สองคือพวกเขาต้องเข้าใจวิชาชีพนั้น และประการที่สามคือพวกเขาต้องมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและสามารถเข้าใจความจริงได้ จงใช้หลักเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้ในการคัดเลือกผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภท

การสำแดงของผู้นำเทียมเท็จในเรื่องของผู้กำกับดูแลงานแต่ละประเภท

หลังจากคัดเลือกผู้กำกับดูแลงานเฉพาะต่างๆ แล้ว ผู้นำและคนทำงานก็ไม่ควรนิ่งเฉยและไม่ทำอะไร พวกเขาต้องฝึกฝนและบ่มเพาะผู้กำกับดูแลเหล่านี้ไปสักระยะหนึ่งด้วย เพื่อดูว่าบุคคลที่พวกเขาเลือกสรรมานั้นสามารถแบกรับงานได้อย่างแท้จริงและทำให้งานอยู่ในครรลองที่ถูกต้องได้หรือไม่ นั่นคือความหมายของการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขา สมมติว่าตอนที่ทำการคัดเลือก เจ้าเห็นว่าผู้สมัครของเจ้าเข้าใจวิชาชีพของตน มีความสามารถในการทำงาน แบกรับภาระได้เล็กน้อย รวมทั้งมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและความสามารถในการเข้าใจความจริง เจ้าก็คิดว่าทุกสิ่งจะไม่มีปัญหาเพราะพวกเขามีคุณสมบัติเหมาะสมในแง่มุมเหล่านี้ และกล่าวว่า “พวกคุณสามารถเริ่มทำงานได้ ฉันได้บอกหลักธรรมทั้งหมดให้พวกคุณฟังแล้ว จากนี้เป็นต้นไป จงทำสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าสั่งให้พวกคุณทำด้วยตนเองเถิด” นี่เป็นหนทางการดำเนินงานที่ยอมรับได้ใช่หรือไม่? เมื่อเจ้าได้จัดการวางตัวผู้กำกับดูแลเรียบร้อยแล้ว ก็หมายความว่าเจ้าสามารถปล่อยปละละเลยได้ใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้วควรทำอย่างไร? สมมติว่าผู้นำคนหนึ่งชุมนุมกับผู้กำกับดูแลสัปดาห์ละสองครั้ง สามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา และนั่นคือทั้งหมดที่เขาทำ โดยเชื่อว่าเนื่องจากผู้กำกับดูแลเหล่านั้นล้วนเป็นคนที่กระตือรือร้น เชื่อถือได้ และมีความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่คนอื่นกล่าว เพราะฉะนั้นพวกเขาย่อมสามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับความจริงได้ ผู้นำคนนี้คิดว่าตนไม่จำเป็นต้องตรวจสอบหรือติดตามว่าผู้กำกับดูแลเหล่านี้ทำงานของตนอย่างไรเป็นการเฉพาะ พวกเขาให้ความร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวหรือไม่ พวกเขาได้ทำความเข้าใจทักษะที่เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางระหว่างช่วงเวลานี้หรือไม่ หรือพวกเขาได้ทำงานที่พระนิเวศของพระเจ้ามอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์ไปมากน้อยเพียงใด นี่เป็นหนทางที่ผู้นำและคนทำงานควรจัดการกับงานใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) นี่เป็นวิธีที่ผู้นำเทียมเท็จทำงานของตน พวกเขาพยายามทำงานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในคราวเดียว พวกเขาจึงจัดการวางตัวผู้กำกับดูแลและสร้างทีมที่มีสมาชิกไม่กี่คนขึ้นมา แล้วจากนั้นก็กล่าวว่า “เริ่มงานได้เลย หากพวกคุณต้องการอุปกรณ์อะไร ก็บอกให้ฉันรู้ แล้วพระนิเวศของพระเจ้าจะซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวให้พวกคุณ หากพวกคุณเผชิญกับความลำบากยากเย็นใดๆ ในชีวิตประจำวันของพวกคุณหรือเผชิญกับความเดือดร้อนใดๆ ก็ไม่ต้องเกรงใจที่จะหยิบยกเรื่องเหล่านั้นขึ้นมา พระนิเวศของพระเจ้าจะแก้ไขเรื่องเหล่านั้นให้พวกคุณเสมอ หากพวกคุณไม่มีความลำบากยากเย็นใดๆ เช่นนั้นจงมุ่งเน้นที่งานของพวกคุณ อย่าก่อให้เกิดการขัดขวางหรือการก่อกวน และอย่าพูดพล่ามแนวคิดที่ฟังดูสูงส่งใดๆ” ผู้นำเทียมเท็จจัดการเตรียมการให้ผู้คนเหล่านี้ทำงานด้วยกัน และคิดว่าตราบใดที่พวกเขามีอาหาร เครื่องดื่ม และที่พักอาศัย นั่นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่พวกเขาอีก เมื่อเบื้องบนถามว่า “ผู้กำกับดูแลงานนี้ถูกคัดเลือกมานานเพียงใดแล้ว? งานกำลังคืบหน้าไปอย่างไร?” พวกเขาก็ตอบว่า “ผ่านมาได้หกเดือนแล้ว พวกเราได้จัดการชุมนุมให้พวกเขาไปประมาณ 10 ครั้งแล้ว และพวกเขาก็ดูเบิกบานดี และงานก็กำลังดำเนินการอยู่” เมื่อเบื้องบนถามว่า “แล้วความสามารถในการทำงานของผู้กำกับดูแลเป็นอย่างไร?” พวกเขาตอบว่า “ก็พอใช้ได้ ตอนที่พวกเราเลือกผู้กำกับดูแลเหล่านี้ พวกเขาเป็นคนที่เก่งที่สุดแล้ว” เบื้องบนถามพวกเขาว่า “ตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไร? พวกเขาสามารถทำงานจริงได้หรือไม่?” พวกเขาตอบว่า “ได้จัดการชุมนุมให้พวกเขาไปแล้ว” เบื้องบนตอบว่า “ไม่ได้ถามว่าคุณจัดการชุมนุมหรือเปล่า ฉันถามว่างานของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง” พวกเขากล่าวว่า “ก็น่าจะใช้ได้ ไม่มีใครรายงานสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับพวกเขาเลย” เบื้องบนจึงกล่าวตอบว่า “การที่ไม่มีใครรายงานสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับพวกเขาไม่ใช่มาตรฐาน คุณจำเป็นต้องดูว่าความสามารถในการทำงานและทักษะเชิงวิชาชีพของพวกเขาเป็นอย่างไร และดูว่าพวกเขามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหรือไม่ และพวกเขาทำงานจริงหรือไม่” พวกเขาตอบว่า “ตอนที่ทำการคัดเลือก พวกเขาก็ดูใช้ได้ ก็เลยไม่ได้ไต่ถามถึงรายละเอียดเหล่านี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว หากคุณต้องการทราบ ฉันจะถามอีกที” นี่คือวิธีที่ผู้นำเทียมเท็จทำงาน พวกเขาเอาแต่จัดการชุมนุมและการสามัคคีธรรมอย่างไม่รู้จบกับบรรดาผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพวกเขา แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเบื้องบน พวกเขาก็พูดจาหลบเลี่ยงและตอบอย่างขอไปที คำตอบอย่างขอไปทีที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คือการกล่าวว่า “ฉันได้จัดการชุมนุมให้พวกเขา คราวที่แล้วได้ถามถึงเรื่องงาน และลงรายละเอียดไปมากทีเดียว” นี่คือวิธีที่พวกเขาตอบเบื้องบน ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้กำลังทำงานจริงอยู่หรือไม่? พวกเขาได้ระบุประเด็นปัญหาที่แท้จริงหรือไม่? พวกเขาได้แก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านั้นแล้วหรือยัง? หลังจากจัดการวางตัวผู้กำกับดูแลแล้ว ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่รู้เลยว่าผู้กำกับดูแลได้ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนหรือจงรักภักดีหรือไม่ งานดำเนินไปอย่างไร ผลลัพธ์ที่ออกมาดีหรือไม่ดี พี่น้องชายหญิงรายงานเกี่ยวกับพวกเขากลับมาว่าอย่างไร หรือมีบุคคลที่เหมาะสมกับงานนี้มากกว่าหรือไม่ เหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย? เพราะพวกเขาไม่ได้ทำงานจริงนี้เลย พวกเขาเพียงแค่ทำให้ตัวเองยุ่งวุ่นวายกับสิ่งที่เปล่าประโยชน์ พวกเขาคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องกำกับดูแลและตรวจงานอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนี้จะหมายความว่าพวกเขาขาดความไว้วางใจในตัวผู้กำกับดูแลเหล่านั้น ในความคิดของพวกเขา การจัดการชุมนุมเป็นการทำหน้าที่รับผิดชอบของตนให้ลุล่วงและเป็นการแสดงความจงรักภักดี นี่คือการสำแดงหลักของผู้นำเทียมเท็จที่ไม่ทำงานจริง

I. ผู้นำเทียมเท็จปฏิบัติต่อผู้กำกับดูแลที่ไม่ทำงานจริงอย่างไร

ผู้นำเทียมเท็จปิดตาตนเองต่อสภาวการณ์นานัปการของผู้กำกับดูแลงานทุกประเภทในคริสตจักร พวกเขาไม่มีความเข้าใจในสภาวการณ์เหล่านี้ ไม่ตรวจสอบ ไม่จัดการ หรือแก้ไขสภาวการณ์เหล่านี้ สภาวการณ์ที่เฉพาะเจาะจงของผู้กำกับดูแลมีอะไรบ้าง? สภาวการณ์แรกคือเมื่อผู้กำกับดูแลไม่แบกรับภาระ และกิน ดื่ม รวมทั้งแสวงหาความบันเทิง โดยไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตนหรือไม่ทำงานจริง นี่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมิใช่หรือ? (ใช่) บางคนมีความสามารถในการทำงาน มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ และพวกเขาก็ดีเลิศที่สุด พวกเขาพูดจาฉะฉานและเฉลียวฉลาด หากพวกเขาถูกขอให้กล่าวทวนคำสั่ง พวกเขาก็สามารถทำเช่นนั้นได้โดยไม่พลาดสักคำเดียว พวกเขาฉลาดพอ พวกเขาได้รับการประเมินที่ดีไม่น้อยจากทุกคน และพวกเขาก็เป็นผู้เชื่อมาเป็นเวลานานทีเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับเลือกให้เป็นผู้กำกับดูแล อย่างไรก็ดี ไม่มีใครรู้ว่าผู้คนเหล่านี้เป็นคนที่ลงมือทำจริงหรือไม่ สามารถจ่ายราคาได้หรือไม่ หรือสามารถทำงานจริงได้หรือไม่ เนื่องจากผู้คนเลือกพวกเขา พวกเขาจึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งในเบื้องต้นเพื่อให้ได้รับการบ่มเพาะและถูกใช้งานในช่วงทดลองงาน อย่างไรก็ตาม หลังจากทำงานมาระยะหนึ่ง ก็พบว่าถึงแม้พวกเขาจะมีทักษะเชิงวิชาชีพและมีประสบการณ์ แต่พวกเขาก็ตะกละตะกลามและเกียจคร้าน อีกทั้งไม่เต็มใจที่จะจ่ายราคา พวกเขาเลิกทำงานทันทีที่รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย และพวกเขาก็ไม่ต้องการใส่ใจใครก็ตามที่มีปัญหาหรือความลำบากยากเย็นซึ่งต้องการการชี้แนะจากพวกเขา ในตอนเช้า ทันทีที่พวกเขาลืมตาตื่นขึ้นมา พวกเขาก็คิดว่า “วันนี้ฉันจะกินอะไร? ห้องครัวไม่ได้ทำหมูตุ๋นมาหลายวันแล้วนะ” ตามปกติพวกเขาจะกล่าวกับผู้อื่นเสมอว่า “ขนมที่บ้านเกิดของฉันอร่อยจริงๆ พวกเรามักจะออกไปกินขนมเหล่านั้นกันทุกเทศกาล ตอนที่ฉันยังเรียนหนังสืออยู่ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ฉันมักจะนอนจนกระทั่งตื่นขึ้นมาเอง แล้วจากนั้นฉันก็จะไปกินข้าวโดยไม่กังวลว่าจะต้องล้างหน้าหรือหวีผมเลย ตอนบ่ายฉันก็จะเล่นวิดีโอเกมอยู่ในบ้านโดยใส่ชุดนอน บางครั้งจนกระทั่งถึงตี 5 ในเช้าวันถัดไป ตอนนี้งานในพระนิเวศของพระเจ้าบังคับให้ฉันมาถึงจุดนี้แล้ว และในฐานะผู้กำกับดูแล ฉันต้องทำบางสิ่งบางอย่าง ดูสิว่าพวกคุณทุกคนมีชีวิตที่สุขสบายเพียงใด พวกคุณไม่ต้องจ่ายราคาเช่นนี้ ในฐานะผู้กำกับดูแล ฉันต้องสู้ทนความยากลำบากได้” พวกเขากล่าวเช่นนี้ แต่พวกเขาขบถต่อเนื้อหนังหรือไม่? พวกเขาจ่ายราคาหรือไม่? พวกเขาเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น และพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะทำงานจริงเลย พวกเขาจะขยับก็ต่อเมื่อถูกผลักดันเท่านั้น และเมื่อไม่มีการกำกับดูแล พวกเขาก็ประพฤติตนในแบบสุกเอาเผากิน ในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขานั้น พวกเขาผ่อนคลายและไม่มีวินัย มักจะมีเหลี่ยมคูและเกียจคร้าน และพวกเขาก็ไม่มีความรับผิดชอบเลยสักนิดเดียว เมื่อเป็นเรื่องของปัญหาทางวิชาชีพที่พวกเขาสังเกตเห็น พวกเขาก็ไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าวให้คนอื่น และพวกเขาก็มีความสุขเมื่อคนอื่นๆ ปฏิบัติตนในหนทางที่สุกเอาเผากินเหมือนพวกเขากันทุกคน พวกเขาไม่ต้องการให้ใครจริงจังกับงาน ผู้กำกับดูแลบางคนทำงานไม่กี่อย่างที่พวกเขามีในมือให้เสร็จในแบบที่ไม่ใส่ใจและสุกเอาเผากิน จากนั้นพวกเขาก็เริ่มดูละครโทรทัศน์แบบมาราธอนอย่างไม่หยุดหย่อน อะไรคือเหตุผลของพวกเขาในการดูละครติดต่อกันแบบนั้น? “ฉันทำงานของฉันเสร็จแล้ว ฉันไม่ได้มากินอยู่ฟรีที่พระนิเวศของพระเจ้านะ ฉันแค่กำลังผ่อนคลายให้จิตใจของฉันสดชื่นขึ้น มิฉะนั้นฉันก็จะเหนื่อยเกินไป และจะส่งผลร้ายต่อประสิทธิภาพในการทำงานของฉัน ขอฉันผ่อนคลายสักครู่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของฉันให้ดีขึ้น” ตอนกลางคืนพวกเขาดูละครจนถึงตี 2 หรือตี 3 เมื่อทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จตอน 8 โมงเช้าในวันต่อมาและเริ่มทำหน้าที่ของตน ผู้กำกับดูแลเหล่านี้กลับยังคงนอนหลับอยู่ และพวกเขาก็ไม่ลุกจากที่นอนแม้กระทั่งตอนที่ตะวันขึ้นสูงโด่งบนท้องฟ้าแล้วก็ตาม พวกเขาตื่นขึ้นมาในภายหลังอย่างไม่สู้เต็มใจนัก ลากเนื้อหนังที่เกียจคร้านของตนไปข้างหน้า พลางบิดขี้เกียจและหาวนอน เมื่อพวกเขาเห็นว่าทุกคนได้เริ่มงานไปแล้ว พวกเขาก็เกรงว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นความเกียจคร้านของตน และเริ่มมองหาข้อแก้ตัว โดยบอกว่า “เมื่อคืนฉันอยู่ดึกเกินไป ฉันมีเรื่องต้องทำมากเกินไป งานก็หนักเกินไป ฉันเหนื่อยนิดหน่อย เมื่อคืนฉันถึงกับฝันว่างานบางชิ้นมีปัญหา เช้านี้ตอนที่ฉันตื่นนอน มือของฉันอยู่ในท่าที่กำลังพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์อยู่ ความรู้สึกนึกคิดของฉันยุ่งเหยิงมาก และฉันจำเป็นต้องงีบในตอนบ่าย” พวกเขาตื่นสายมากและต้องงีบหลับในช่วงบ่ายอีกด้วย—พวกเขากลายเป็นสุกรไปแล้วมิใช่หรือ? พวกเขาหย่อนยานอย่างเห็นได้ชัด ทว่าพวกเขากลับหาข้อแก้ตัวเพื่ออ้างเหตุผลและแก้ต่างให้ตนเอง โดยอ้างว่าพวกเขาเหนื่อยล้าเพราะว่าพวกเขาทำหน้าที่ของตนอยู่จนดึกดื่น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาดูละครแบบมาราธอน ลุ่มหลงในความสุขสบายทางเนื้อหนัง และใช้ชีวิตในสภาวะหลงระเริง ทว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ถึงกับหาข้อแก้ตัวที่ฟังดูดีเพื่อหลอกลวงผู้อื่น นี่คือการไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของพวกเขามิใช่หรือ? (ใช่) ผู้คนเช่นนี้อาจมีความสามารถในการทำงานและทักษะเชิงวิชาชีพ แต่พวกเขาได้มาตรฐานในฐานะผู้กำกับดูแลหรือไม่? เห็นได้ชัดว่าไม่ พวกเขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้กำกับดูแลเพราะพวกเขาเกียจคร้านเกินไป พวกเขาลุ่มหลงในความสุขสบายทางเนื้อหนัง พวกเขาละโมบในเรื่องอาหาร เรื่องนอน และความบันเทิง และพวกเขาก็ไม่สามารถแบกรับหรือลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้กำกับดูแลได้

ผู้หญิงบางคนมักจะดูเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง และอาหารทางออนไลน์ และหลังจากดูเสร็จแล้ว พวกเธอก็เริ่มดูละครแบบมาราธอน ผู้คนกล่าวว่า “เพราะเหตุใดคุณจึงดูละครแบบมาราธอนทั้งที่คุณยังทำงานของคุณไม่เสร็จ? ยิ่งไปกว่านั้น คนอื่นๆ ยังมีประเด็นปัญหามากมายเหลือเกิน ในฐานะผู้กำกับดูแล คุณควรให้การชี้แนะแก่พวกเขา เพราะเหตุใดคุณจึงไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของคุณ?” ผู้หญิงเหล่านี้ก็บอกว่า “การดูละครแบบมาราธอนก็เป็นส่วนหนึ่งในงานของฉันเช่นกัน วิดีโอและภาพยนตร์ของพระนิเวศของพระเจ้าจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และฉันต้องหาแรงบันดาลใจจากละครเหล่านี้!” นั่นเป็นคำพูดหลอกลวงมิใช่หรือ? หากเจ้าเกี่ยวข้องกับวิชาชีพนี้ การดูละครเป็นครั้งคราวเพื่อหาแรงบันดาลใจย่อมเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่การดูละครแบบมาราธอนทั้งวันทั้งคืนเป็นการแสวงหาแรงบันดาลใจหรือไม่? นั่นเป็นเรื่องหลอกลวงมิใช่หรือ? (นั่นเป็นเรื่องหลอกลวง) ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นการกล่าวเช่นนั้นก็คือการขายศักดิ์ศรีและความซื่อตรงของเจ้าเพื่อประโยชน์ส่วนตน บางคนเล่นวิดีโอเกมจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว และการเล่นวิดีโอเกมก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้กำกับดูแล พวกเขาก็ควรเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีและความชั่วช้าเหล่านี้มิใช่หรือ? (ใช่) หากเจ้าไม่สามารถขบถต่อนิสัยที่ไม่ดีและความชั่วช้าดังกล่าวได้ เมื่อเจ้าได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้กำกับดูแล เจ้าก็ควรบอกว่า “ฉันไม่สามารถแบกรับงานนี้ได้ ฉันเสพติดการเล่นวิดีโอเกม เวลาที่ฉันเล่นวิดีโอเกม ฉันจะเข้าสู่สภาวะของการไม่รู้ตัว และไม่มีใครสามารถแทรกแซงโน้มน้าวฉันได้ หากพวกคุณเลือกฉัน ย่อมจะทำให้งานล่าช้าอย่างแน่นอน ดังนั้นรีบดำเนินการเถิด และอย่าเปิดโอกาสให้ฉันเป็นผู้กำกับดูแลเลย” หากเจ้าไม่แจ้งเรื่องนี้ล่วงหน้าและรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเมื่อเจ้าได้รับคัดเลือก และทะนุถนอมสถานะนี้ แต่เมื่อเป็นผู้กำกับดูแล เจ้าก็ยังคงเล่นวิดีโอเกมตามอำเภอใจต่อไปเหมือนเดิม นี่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และจะทำให้งานล่าช้าอย่างแน่นอน

ผู้กำกับดูแลบางคนมีนิสัยที่ไม่ดีบางอย่าง เมื่อพี่น้องชายหญิงคัดเลือกพวกเขา บางคนก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ของบุคคลดังกล่าว ในขณะที่คนอื่นๆ เชื่อว่าบุคคลเหล่านี้สามารถสละตนเองเพื่อพระเจ้าได้เต็มเวลา และคิดว่านิสัยที่ไม่ดีและความชั่วช้าของคนหนุ่มสาวอาจจะเปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อยตามวัยและการเข้าใจความจริงอย่างต่อเนื่อง หลายคนเก็บงำท่าทีและมุมมองเช่นนี้ไว้ในยามที่พวกเขาคัดเลือกบุคคลเหล่านี้มาเป็นผู้กำกับดูแล หลังจากที่บุคคลเหล่านี้ได้รับคัดเลือก พวกเขาก็ทำงานบางอย่าง แต่พวกเขาก็ทนอยู่ได้ไม่นานก่อนที่จะกลายเป็นคนคิดลบและคิดว่า “การเป็นผู้กำกับดูแลไม่ใช่เรื่องง่าย ฉันต้องตื่นแต่เช้าและอยู่จนดึกดื่น และฉันต้องทำมากกว่าและสังเกตการณ์มากกว่าคนอื่นๆ ตลอดเวลา ฉันต้องกังวลมากขึ้น ใช้เวลาและเรี่ยวแรงมากขึ้นด้วย งานนี้ยากลำบาก และเหน็ดเหนื่อยเกินไป!” ดังนั้นพวกเขาจึงคิดที่จะลาออก หากเจ้าไม่แบกรับภาระ เจ้าย่อมไม่สามารถทำงานของผู้กำกับดูแลได้ หากเจ้าแบกรับภาระอยู่ในหัวใจของเจ้า เจ้าย่อมจะเต็มใจที่จะเป็นกังวลในเรื่องงาน และต่อให้เจ้าเหนื่อยล้ามากกว่าคนอื่นเล็กน้อย เจ้าก็จะไม่รู้สึกว่าตนกำลังทนทุกข์ แม้กระทั่งเมื่อถึงเวลาพักผ่อน เจ้าก็จะยังคงคิดว่า “งานในวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” หากจู่ๆ เจ้าก็จำได้ว่ามีประเด็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เจ้าก็จะไม่สามารถนอนหลับได้ หากเจ้าแบกรับภาระอยู่ในหัวใจของเจ้า เจ้าจะคิดถึงงานอยู่ตลอดเวลา และเจ้าจะไม่ใส่ใจด้วยซ้ำว่าเจ้ากินดีหรือพักผ่อนดีเพียงใด หากผู้คนที่เป็นผู้กำกับดูแลแบกรับภาระน้อยเกินไป ความกระตือรือร้นที่พวกเขามีอยู่เล็กน้อยย่อมสามารถคงอยู่ได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น และเมื่อเวลาผ่านไป บางคนในหมู่พวกเขาก็จะไม่สามารถทนทำงานนี้ได้อีกต่อไป พวกเขาคิดว่า “งานนี้เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ฉันจะมีหนทางใดบ้างที่จะสร้างความบันเทิงให้กับตนเองและผ่อนคลายสักหน่อย? ฉันจะเล่นวิดีโอเกมบ้าง” พวกเขาปฏิบัติงานได้ดีในช่วงเวลาสั้นๆ แต่จู่ๆ พวกเขาก็รู้สึกอยากเล่นวิดีโอเกมขึ้นมา ทันทีที่เริ่มเล่น พวกเขาก็ไม่สามารถหยุดได้ ภาระเล็กน้อยที่พวกเขาเคยแบกรับนั้นจะสึกกร่อนไปในขณะที่พวกเขาเล่นเกม เช่นเดียวกับแรงผลักดันจากความกระตือรือร้นในการสละตนเองของพวกเขา ความแน่วแน่ของพวกเขา และท่าทีที่เป็นบวกในการทำหน้าที่ของพวกเขา เมื่อใครบางคนถามอะไรพวกเขาสักอย่าง พวกเขาก็เริ่มหงุดหงิด พวกเขาตัดแต่งผู้คน หรือไม่ก็สั่งสอนและเหน็บแนมคนเหล่านั้น หรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีสุกเอาเผากินและละทิ้งงานของตน ผู้กำกับดูแลเหล่านี้มีปัญหามิใช่หรือ? (ใช่) ในระหว่างวันพวกเขาก็เพียงทำงานของตนพอให้ผ่านไปท่ามกลางความสับสนเลอะเลือน และตอนกลางคืนเวลาที่ไม่มีใครเฝ้าดู พวกเขาก็แอบเล่นวิดีโอเกมโดยไม่หลับไม่นอนเลยทั้งคืน ตอนแรกพวกเขาก็รู้สึกสบายใจในเรื่องนี้ โดยคิดว่า “ฉันไม่ได้ทำให้งานในตอนกลางวันล่าช้าเลย ฉันได้ทำงานทั้งหมดที่ฉันควรทำแล้ว ฉันได้แก้ปัญหาทั้งหมดที่คนอื่นถามฉันแล้ว ต่อให้ฉันไม่นอนในตอนกลางคืนเพื่อให้มีเวลาว่างเอาไว้เล่นวิดีโอเกม แต่ทั้งหมดนี้ก็นับว่าฉันจงรักภักดีมิใช่หรือ?” ผลลัพธ์ก็คือทันทีที่พวกเขาเริ่มเล่นวิดีโอเกม พวกเขาก็ไม่สามารถหยุดได้ และพวกเขาก็ไม่ฟังใครทั้งนั้น แม้เรื่องนี้จะไม่ส่งผลต่อการพักผ่อนของผู้อื่นหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน แต่ผู้กำกับดูแลดังกล่าวยังคงสามารถแบกรับงานของตนได้หรือไม่? พวกเขาสามารถทำงานของตนให้ดีได้หรือไม่? (ไม่ได้) เหตุใดจึงทำไม่ได้? พวกเขามักจะเล่นวิดีโอเกมตลอดทั้งคืนโดยไม่หลับไม่นอนและต้องทำงานในตอนกลางวัน—คนคนหนึ่งจะมีเรี่ยวแรงได้มากเพียงใด? หากพวกเขายึดติดอยู่กับการเล่นวิดีโอเกมเช่นนี้ ประสิทธิภาพในการทำงานของพวกเขาจะสูงอยู่หรือ? ไม่สูงแน่นอน เพราะฉะนั้นผู้กำกับดูแลดังกล่าวจึงไม่สามารถลุล่วงหน้าที่ของตนหรือแบกรับงานของตนได้เลย แม้พวกเขาจะมีทักษะเชิงวิชาชีพและมีขีดความสามารถอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็รักการเล่นและไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน ผู้กำกับดูแลเหล่านี้ควรถูกปลดมิใช่หรือ? หากพวกเขาไม่ถูกปลด งานก็จะล่าช้าออกไป บางคนกล่าวว่า “หากพวกเขาถูกปลด พวกเราก็จะไม่สามารถหาใครอื่นที่มีทักษะเชิงวิชาชีพที่พวกเขามีได้ พวกเราต้องปล่อยให้พวกเขาทำงานนี้—พวกเขายังสามารถแบกรับงานได้ต่อให้พวกเขาเล่นวิดีโอเกมก็ตาม” คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูกต้อง) คนคนหนึ่งไม่สามารถมุ่งความสนใจไปที่สองสิ่งในเวลาเดียวกันได้ เพราะมนุษย์มีเรี่ยวแรงที่จำกัด หากเจ้าทุ่มเทเรี่ยวแรงส่วนใหญ่ของตนไปที่การเล่น การอุทิศตนเพื่อทำหน้าที่ของเจ้าย่อมจะได้รับผลกระทบ และประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของเจ้าย่อมจะลดลงอย่างมาก นี่เป็นท่าทีที่ไม่รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ ต่อให้คนคนหนึ่งทุ่มเททั้งหัวใจและเรี่ยวแรงทั้งหมดของตนให้กับหน้าที่ของเขา ผลลัพธ์ก็ไม่จำเป็นจะต้องได้มาตรฐานหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องจะแย่ยิ่งกว่านั้นหากเจ้าเอาหัวใจและเรี่ยวแรงส่วนใหญ่ของตนไปจดจ่อกับการเล่น—เจ้าย่อมจะไม่มีเรี่ยวแรงและความคิดเหลือมากพอที่จะใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของเจ้าย่อมจะได้รับผลกระทบ การกล่าวว่าประสิทธิภาพจะได้รับผลกระทบนั้นเป็นการพูดที่เบาเกินไป ในความเป็นจริงนั้น ประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของเจ้าจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก หากมีการระบุตัวผู้กำกับดูแลดังกล่าว ก็ควรปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขาในทันที และพวกเขาควรถูกปลด เพราะพวกเขาถูกตัดออกไปแล้ว ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาจะไม่ได้มาตรฐานเท่านั้น—พวกเขายังไม่สามารถแบกรับงานของตนได้และไม่สามารถส่งผลที่เป็นบวกต่องานของตนได้เลย เพราะฉะนั้นการหาใครบางคนที่เอาจริงเอาจังและมีความรับผิดชอบมารับงานของพวกเขา แม้ว่าจะมีทักษะเชิงวิชาชีพน้อยกว่าบ้าง ย่อมจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าพวกเขา

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger