หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (28) ตอนที่สี่
ฐ. การมีพื้นเพที่ซับซ้อน
เรามาดูการสำแดงประการถัดไปกันเถิด นั่นคือการมีพื้นเพที่ซับซ้อน พวกเจ้าคิดว่าคนประเภทใดมีพื้นเพที่ซับซ้อน? (บางคนข้องเกี่ยวกับทั้งโลกใต้ดินของอาชญากรและแวดวงที่ถูกกฎหมาย และพื้นเพทางสังคมของพวกเขาก็ค่อนข้างซับซ้อน—พวกเขาจัดอยู่ในจำพวกนี้หรือไม่?) เมื่อพวกเราพูดถึงพื้นเพที่ซับซ้อน พวกเรากำลังหมายถึงคนเจนโลกอย่างแน่นอน ลักษณะท่าทีที่เป็นแบบฉบับของคนเจนโลกเป็นอย่างไร? นั่นก็คือพวกเขาจะนั่งลง ไขว่ห้าง และเริ่มพูดไม่หยุด พวกเขาพูดจาเรื่อยเปื่อยไปสารพัดเรื่อง และสามารถพูดจาไร้สาระได้สักครู่หนึ่งเกี่ยวกับทั้งเรื่องในประเทศและต่างประเทศ แต่ไม่มีสักคำเดียวที่พวกเขาพูดเป็นความจริง—ทั้งหมดเป็นเพียงการพูดโอ้อวดที่กุขึ้นมาหรือไม่ก็เป็นเพียงจินตนาการ คนขี้โม้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทางสังคมที่ซับซ้อนเสมอไป คนขี้โม้อาจเป็นเพียงคนที่ไม่ทำงานทำการและเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ—ไม่ว่าจะไปที่ใด พวกเขาก็พูดจาโอ้อวด กล่าวถึงเรื่องสูงส่งที่ไม่เป็นจริงเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดและทำให้ผู้อื่นเคารพนับถือพวกเขา และใช้เวลาไม่นานชื่อเสียงของพวกเขาก็ย่อยยับ คนประเภทใดมีพื้นเพที่ซับซ้อน? ตัวอย่างเช่น บางคนเข้าร่วมพรรคการเมืองในสังคม แต่หลังจากพยายามอยู่หลายปี พวกเขาก็ไม่ได้รับสถานะใดๆ จากนั้นพวกเขาก็เข้าร่วมอีกพรรคหนึ่ง และในที่สุดก็สามารถได้ตำแหน่งเป็นผู้นำระดับเล็กๆ หรือเจ้าหน้าที่รัฐระดับเล็กๆ พวกเขามีเส้นสายทางสังคมที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ ไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างแน่ใจว่าคนที่พวกเขาคบค้าสมาคมด้วยนั้นเป็นมิตรหรือศัตรูของพวกเขา—แม้กระทั่งครอบครัวของพวกเขาเองก็ไม่รู้ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ คนเช่นนี้มีพื้นเพที่ซับซ้อนมิใช่หรือ? (ใช่) คนเหล่านี้มีพื้นเพที่ซับซ้อนทางการเมือง วันนี้พวกเขาสนับสนุนพรรคนี้ พรุ่งนี้พวกเขาก็สนับสนุนพรรคนั้น วันนี้พวกเขาสนับสนุนคนคนหนึ่งในการเลือกตั้ง และพรุ่งนี้พวกเขาก็สนับสนุนคนอื่นสักคนหนึ่ง สรุปก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาคิดอะไร พวกเขาไม่บอกคนทั่วไปว่าพวกเขาสนับสนุนใครกันแน่ หรือจุดยืนทางการเมืองหรือเป้าหมายทางการเมืองของพวกเขาคืออะไรกันแน่ พวกเขาเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้เป็นความลับเป็นพิเศษ และคนทั่วไป—แม้แต่ครอบครัวของพวกเขาเอง—ก็ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ของพวกเขา อย่างไรก็ตาม พวกเขาหลงใหลเรื่องการเมืองเป็นพิเศษ และพวกเขาก็มีคนคุ้นเคยบางคนและรู้จักคนบางคนที่อยู่บนเวทีการเมือง เพียงแต่ในขณะนี้พวกเขายังไม่ได้ทำให้ความทะเยอทะยานของตนสำเร็จลุล่วง หลังจากที่คนประเภทนี้เข้ามาในคริสตจักร พวกเขาก็มองเห็นว่าพี่น้องชายหญิงเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่เข้าใจการเมืองหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาดูหมิ่นบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง แม้กระนั้น พวกเขาก็ต้องการใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของคริสตจักรในโลกศาสนาและในสังคมอยู่เสมอ หรือฉวยโอกาสจากอิทธิพลของคริสตจักรเพื่อทำสิ่งที่ตนต้องการ สนองความอยากได้อยากมีที่สูงเกินเอื้อมของตน หรือแสดงความทะเยอทะยานทางการเมืองของตนออกมาอย่างเต็มที่—กล่าวคือ พวกเขาต้องการที่จะซ่อนตัวอยู่ในคริสตจักรและรอคอยโอกาสที่เหมาะสม เพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้ชุมชนคริสตจักรหรือผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายบางอย่างภายในคริสตจักรเพื่อลุล่วงเป้าหมายทางการเมืองของตน คนประเภทนี้ถือว่าเป็นคนที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนใช่หรือไม่? (ใช่) ความคิด หลักธรรมในการจัดการเรื่องราว ชั้นเชิงต่างๆ ตลอดจนกลยุทธ์และวิธีการพูดจาซึ่งบรรดาผู้ที่ข้องเกี่ยวกับการเมืองใช้นั้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนหนุ่มสาวหรือผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ทางสังคมจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่งได้เลย สำหรับคนเหล่านี้ซึ่งมีพื้นเพที่ซับซ้อนทางการเมือง บรรดาผู้ที่ไม่มีความฉลาดหลักแหลมทางการเมืองก็เป็นของเล่นในมือของพวกเขา และพวกเขาก็ดูถูกผู้คนเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพื่อเป็นการยกตัวอย่างที่ไม่แน่ชัดนัก ในอาณาจักรของสัตว์ สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดแกมโกงที่สุดคือ งู สุนัขจิ้งจอก และเสือ จากมุมมองของพวกมัน สัตว์อย่างแกะ กระต่าย กวาง และสุนัขนั้นโง่เขลา ผู้คนที่มีพื้นเพทางการเมืองมองพี่น้องชายหญิงส่วนใหญ่ในหนทางเดียวกันกับที่พวกสัตว์ฉลาดแกมโกง อย่างเช่น สุนัขจิ้งจอกและงู มองสัตว์ที่ไร้เล่ห์มารยาอย่างแกะ กวาง และสุนัข พวกเขาสามารถมองเห็นพี่น้องชายหญิงได้อย่างชัดเจน แต่พี่น้องชายหญิงไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วเราจะสามารถแยกแยะผู้คนที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนทางการเมืองได้อย่างไร? บรรดาผู้ที่ข้องเกี่ยวกับการเมืองมีหัวใจจดจ่ออยู่กับการเมืองและอำนาจ ตราบใดที่พวกเขาชอบอำนาจและชอบข้องเกี่ยวกับการเมือง ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็จะเข้าร่วมในการเมือง พวกเขาไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ในคริสตจักรได้ตลอดไป เมื่อพวกเขาเปิดโปงตนเอง เจ้าจะเข้าใจว่า “แล้วก็ปรากฏว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง! พวกเขามีพื้นเพทางการเมืองและไม่ได้เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ พวกเขามีวาระอื่นในการเชื่อในพระเจ้า!” เมื่อคนเหล่านั้นเข้ามาในคริสตจักรเป็นครั้งแรก พวกเขาซ่อนตัวได้ดีเป็นพิเศษ โดยเข้าร่วมการชุมนุมและทำหน้าที่ของตนตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเขาก็จะพยายามใช้คริสตจักรเพื่อทำสิ่งที่ตนต้องการ และความปรารถนาที่เกินเอื้อมของตนและโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาก็จะถูกเปิดโปงออกมาตามธรรมชาติ เมื่อนั้นเท่านั้นที่พี่น้องชายหญิงจะสามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ เมื่อพวกเขาถูกเปิดโปง ก็จะเป็นการง่ายมากที่จะแยกแยะพวกเขา ตัวอย่างเช่น เมื่อหมาป่าปลอมตัวในคราบลูกแกะและปะปนอยู่กับฝูงแกะ เจ้าอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่านั่นคือหมาป่าหรือแกะ แต่เมื่อหมาป่าเริ่มกินแกะ เจ้าก็จะแยกแยะได้ว่านั่นคือหมาป่า บรรดาผู้ที่ข้องเกี่ยวกับการเมืองล้วนเป็นผู้ไม่เชื่อที่แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักร เมื่อคนเหล่านี้พยายามชักพาให้พี่น้องชายหญิงหลงผิดและดึงพี่น้องชายหญิงให้เข้าร่วมพรรคการเมืองบางพรรคและเข้าร่วมการเมืองกับพวกเขา เจ้าจะเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขานั้นเทียมเท็จ และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาก็คือการทำเรื่องการเมือง—ไม่ว่าพื้นเพของพวกเขาจะซับซ้อนเพียงใด พื้นเพดังกล่าวก็จะปรากฏออกมาและถูกเปิดโปง ณ จุดนี้ ผู้คนจะสามารถแยกแยะพวกเขาได้ นี่คือคนประเภทหนึ่งซึ่งมีพื้นเพที่ซับซ้อน—คือบรรดาผู้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนทางการเมือง
ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่จัดอยู่ในจำพวกผู้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อน บางคนในสังคมไม่อยู่ในที่ทางที่ถูกควรของตนและใช้ชีวิตที่ดีพอ แต่กลับชอบคบค้าสมาคมกับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ บุคคลเหล่านี้รวมถึง ตัวอย่างเช่น บรรดาผู้ที่ปลอมแปลงเอกสารและฉ้อโกง หรือสมาชิกโลกใต้ดินของอาชญากร บรรดาผู้ที่มีสถานะ ชื่อเสียง และเกียรติยศในสังคม ซึ่งเบื้องหน้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักธุรกิจ แต่เบื้องหลังกลับมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและเป็นอาชญากรรมอยู่เสมอ โดยสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่บางคนหรือสมาชิกโลกใต้ดินของอาชญากรเพื่อลักลอบค้าอาวุธปืน ยาเสพติด หรือสิ่งต้องห้ามอื่นๆ ที่รัฐห้าม ตลอดจนบรรดาผู้ที่เคยถูกตัดสินลงโทษและจำคุกหลายครั้ง และผู้ที่เคยทำความชั่วบางอย่าง เช่น ปล้นสุสาน ข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ค้ามนุษย์หรือผู้ลักลอบขนคนเข้าเมือง คนจำพวกนี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนจะคบค้าสมาคมกับบุคคลประเภทนี้ และยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังมีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษกับบุคคลเหล่านั้น—พวกเขาเรียกกันและกันว่า “พี่น้อง” และพวกเขาต่างก็ใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันและทำสิ่งทั้งหลายให้กันและกัน เมื่อมองจากภายนอก คนเหล่านี้ไม่ได้ทำความชั่วที่เห็นได้ชัด และพวกเขาก็ไม่ได้ลักขโมย ปล้น ฆ่า หรือวางเพลิง แต่กลุ่มคนและแวดวงที่พวกเขาคบค้าสมาคมด้วยนั้นล้วนประกอบด้วยบุคคลที่ไม่ดีพอเหล่านี้ คนประเภทนี้น่ากลัวไม่น้อยเช่นกันมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลเหล่านี้ในการลงทุนทำธุรกิจ และเมื่อหุ้นส่วนของพวกเขาทำบางสิ่งที่ผิดกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขา พวกเขาก็ให้ความช่วยเหลือ แม้ว่าพวกเขาอาจไม่ใช่ผู้กระทำผิดหลัก แต่พวกเขาก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เจ้าสามารถกล่าวได้ว่าคนประเภทนี้มักจะทำตัวหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง “การทำตัวหมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย” หมายความว่าอย่างไร? (หมายความว่าพวกเขามักจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะฝ่าฝืนกฎหมาย) นั่นเป็นแง่มุมหนึ่ง นอกจากนี้ พวกเขาก็มักจะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมาย และสิ่งที่พวกเขาข้องเกี่ยวนั้นล้วนเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น หากพวกเขาถูกจับได้ แม้จะเป็นเพียงผู้สมรู้ร่วมคิด พวกเขาก็อาจจะถูกตัดสินจำคุก 10 หรือ 20 ปี หรือเผชิญกับค่าปรับเป็นเงินมหาศาล เจ้าจะบอกว่าคนประเภทนี้เป็นปัญหามิใช่หรือ? (ใช่) เจ้าไม่เคยเห็นพวกเขาทำความชั่วที่เห็นได้ชัด และเจ้าก็ไม่เคยเห็นพวกเขาฆ่าคน วางเพลิง หรือคดโกงหรือใส่ร้ายใคร แต่เมื่อบรรดาผู้ที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงและฝ่าฝืนกฎหมายทั้งในโลกใต้ดินของอาชญากรและแวดวงที่ถูกกฎหมายซึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเพื่อแสวงหาผลกำไรมหาศาล คนประเภทนี้ก็ได้ส่วนแบ่งจากของโจรและได้ส่วนแบ่งจากผลประโยชน์นั้นด้วย พวกเจ้าจะบอกว่าคนประเภทนี้ถือว่าเป็นคนที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนใช่หรือไม่? (ใช่) หากคนเช่นนี้ยังคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า จะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่? (ไม่) พวกเขาคบค้าสมาคมกับทั้งโลกใต้ดินของอาชญากรและแวดวงที่ถูกกฎหมาย และไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอีกด้วย—นี่คือพื้นเพที่ซับซ้อน หากพวกเขาคบค้าสมาคมกับเจ้าหน้าที่รัฐบางคน และพวกเขาคบค้าสมาคมและมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นในลักษณะปกติ นั่นย่อมเป็นที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม หากคนที่พวกเขาคบค้าสมาคมด้วยเป็นบุคคลที่มีลักษณะนิสัยด้านลบซึ่งข้องเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายและอาชญากรรมต่างๆ เช่นนั้นแล้วนั่นก็น่าวิตกมาก และไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น คนประเภทนี้ชอบคบค้าสมาคมกับคนเหล่านั้น พวกเขายังอาศัยบารมีคนเหล่านั้นด้วย โดยพึ่งพาอิทธิพลของคนเหล่านั้นเพื่อหาเงิน เพื่อจะได้ร่ำรวย และใช้ชีวิตที่ดี เช่นนั้นจะสามารถมองว่าพวกเขาเป็นคนดีได้หรือไม่? (ไม่ได้) ผู้คนมักจะกล่าวว่า “กาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูงหงส์”—พวกเขาสามารถคบค้าสมาคมกับทั้งสมาชิกในโลกใต้ดินของอาชญากรและแวดวงที่ถูกกฎหมายได้ เจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่ดีพอซึ่งอยู่ในที่ทางที่ถูกควรของตนหรือไม่? (ไม่) ไม่ใช่อย่างแน่นอน พวกเขาคบค้าสมาคมกับบุคคลเหล่านั้น ในแง่หนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาอาจมีประโยชน์ต่อบุคคลเหล่านั้น—พวกเขาสามารถจัดการงานบางอย่างให้แก่บุคคลที่พวกเขาคบค้าสมาคมด้วยได้ ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาชอบคนที่พวกเขาคบค้าสมาคมด้วยจากทั้งโลกใต้ดินของอาชญากรและแวดวงที่ถูกกฎหมาย—ทักษะ ความสามารถ และอิทธิพลของคนเหล่านั้น และผลประโยชน์ที่คนเหล่านั้นนำมาให้พวกเขา ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการและเป็นสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ แล้วพวกเขาเป็นคนประเภทใดกันแน่? (พวกเขาไม่ใช่คนที่ดีพอ) พวกเราสามารถพูดได้ในลักษณะนี้เท่านั้น พวกเขาเป็นพวกเดียวกันกับคนที่พวกเขาคบค้าสมาคมด้วย—พวกเขาทั้งหมดต่างก็ใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในโลกนี้ มีคนไม่มากนักที่สามารถทำสิ่งทั้งหลายให้เจ้าหรือไว้วางใจเจ้าอย่างเต็มที่และเป็นเพื่อนของเจ้าได้ แต่คนเหล่านั้นก็มีอยู่จริง—จึงไม่จำเป็นต้องคบค้าสมาคมกับผู้คนประเภทนั้น คนประเภทนี้คบค้าสมาคมกับผู้คนเหล่านั้น ในแง่หนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาเข้ากันได้ดีเนื่องด้วยคุณสมบัติที่เลวทรามที่พวกเขามีร่วมกันและความเป็นพวกเดียวกัน ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นเพราะคนคนนี้จะทำทุกวิถีทางเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและการอยู่รอดของตนในโลกปุถุชน และพวกเขาไม่มีหลักธรรมใดๆ เลยเมื่อเป็นเรื่องของการคบค้าสมาคมกับผู้คน และไม่มีหลักธรรมใดๆ ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ผู้ไม่มีความเชื่อถึงกับกล่าวว่า “สุภาพบุรุษรักทรัพย์สินแต่ได้มาในหนทางที่ถูกต้อง” และปฏิบัติตามนี้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตตามมาตรฐานขั้นต่ำนี้ได้หรือไม่ ไม่ว่าในกรณีใด นี่ก็นับเป็นปรัชญาการอยู่รอดในหมู่มวลมนุษย์ที่ค่อนข้างสูงส่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและการได้มาซึ่งผลกำไร คนจำพวกนี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อน กลับไร้ยางอายและไม่มีวิจารณญาณเมื่อเป็นเรื่องของการคบค้าสมาคมกับผู้คน—ตราบใดที่พวกเขาสามารถได้รับผลประโยชน์จากการคบค้าสมาคมนั้น พวกเขาก็จะคบค้าสมาคมกับใครก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังภูมิใจอย่างยิ่งที่สามารถคบค้าสมาคมกับคนเหล่านั้นได้ และคิดว่าวิธีการที่ตัวพวกเขาเองใช้ในการคบค้าสมาคมกับผู้คนนั้นดีเยี่ยม แล้วพวกเราควรมองคนประเภทนี้อย่างไร? พวกเขาข้องเกี่ยวกับทั้งโลกใต้ดินของอาชญากรและแวดวงที่ถูกกฎหมาย—นี่คือพื้นเพที่ซับซ้อน คนจำพวกนี้น่ากลัวยิ่งนัก! ใบหน้าที่พวกเขาแสดงออกมานั้นเป็นของจริงหรือไม่? ไม่ใช่ของจริง พวกเขาใส่หน้ากากอยู่เสมอ เจ้าไม่มีวันที่จะมองเห็นพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจได้เลย พวกเขาใส่หน้ากากเมื่อพวกเขาคบค้าสมาคมกับเจ้า และแฝงตัวอยู่ในหมู่ผู้เชื่อในพระเจ้าด้วยซ้ำไป เรื่องนี้ก็เหมือนกันเลยกับการที่มารปะปนอยู่ในฝูงชน หรือสุนัขจิ้งจอกหรือหมาป่าแอบเข้าไปอยู่ในฝูงแกะ นั่นทำให้เจ้ารู้สึกปลอดภัยหรือไม่? (ไม่) เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น? ด้วยพื้นฐานของธรรมชาติที่ฉลาดแกมโกง ชั่วช้า และเลวร้ายของพวกเขา พวกเขาจึงวางแผนร้ายต่อเจ้าอยู่ร่ำไป—ราวกับว่ามีดวงตาคู่หนึ่งที่หลุกหลิกและเลวร้ายอยู่ข้างหลังเจ้าเสมอ โดยเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของเจ้า—และพวกเขาก็เพียงแค่รอคอยโอกาสที่จะทำลายและกลืนกินเจ้า นั่นน่าสะพรึงกลัวมิใช่หรือ? (ใช่) คนประเภทนี้ไม่เคยทำให้เจ้ารู้สึกปลอดภัยเลย เพราะธรรมชาติและพื้นเพของพวกเขาทำให้เจ้ารู้สึกตลอดเวลาว่าพวกเขาเป็นภัยคุกคามต่อเจ้า เป็นภัยคุกคามประเภทใด? กล่าวคือเมื่อพวกเขาอยู่ใกล้ๆ เจ้าจะรู้สึกอยู่เนืองๆ ว่าพวกเขาสามารถวางแผนร้ายต่อเจ้า ปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเป็นของเล่น และวางกับดักเจ้าได้ทุกที่ทุกเวลา และเจ้าไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อใดเจ้าอาจถูกพวกเขาใช้ประโยชน์หรือทำร้าย และลงเอยด้วยการเสียชีวิตโดยน้ำมือของพวกเขาหรือถูกพวกเขาทำลายจนย่อยยับ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรเก็บคนเช่นนี้ไว้ใกล้ตัวโดยเด็ดขาด จงบอกเราเถิดว่า เรื่องราวเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? (ใช่) ตัวอย่างเช่น การนำหมาป่าเข้าไปไว้ในฝูงแกะจะเป็นการคุ้มครองหรือการนำความย่อยยับมาสู่แกะเหล่านั้น? (การทำเช่นนี้จะนำความย่อยยับมาสู่ฝูงแกะ) ตามธรรมชาติของหมาป่านั้น หมาป่าจะไม่มีวันอยู่เคียงข้างแกะและคุ้มครองความปลอดภัยให้แกะเหล่านั้น เพราะในความคิดของหมาป่า แกะคืออาหารของมัน และเมื่อใดก็ตามหรือที่ใดก็ตามที่หมาป่าหิว หมาป่าก็จะกินแกะ หมาป่าไม่สงสารแกะและจะไม่ไว้ชีวิตแกะ หมาป่าไม่มีความสามารถของสุนัข หากสุนัขเติบโตมากับแกะ สุนัขก็จะถือว่าแกะเป็นสิ่งที่ต้องคุ้มครอง และเมื่อหมาป่ามาโจมตีหรือกินแกะ สุนัขก็จะก้าวออกไปต่อสู้ โดยถือว่าการรับผิดชอบต่อการคุ้มครองแกะเป็นหน้าที่ที่ตนต้องทำ—สุนัขมีคุณสมบัติโดยกำเนิดเช่นนี้เอง แต่หมาป่านั้นแตกต่างออกไป คุณสมบัติโดยกำเนิดของหมาป่าคือการต้องการกินแกะ เมื่อคนจำพวกนี้ซึ่งมีพื้นเพที่ซับซ้อนแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักร ก็เหมือนกับการที่หมาป่าแทรกซึมเข้าไปในฝูงแกะ—ตอนที่หมาป่าไม่หิว หมาป่าก็อาจจะไม่เป็นอันตรายต่อแกะ แต่ตอนที่มันหิว แกะก็ไม่แคล้วต้องเป็นอาหารที่มันกิน และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ได้ สิ่งนี้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติของหมาป่า เพื่อแก้ปัญหาที่หมาป่ากินแกะ เจ้าต้องรีบระบุตัวหมาป่า เมื่อเจ้าระบุแล้วว่าใครคือหมาป่าในคราบแกะ เจ้าก็ต้องกำจัดหมาป่าทันที—จงอย่าลังเล และจงอย่าแสดงความเมตตาต่อหมาป่า ต้องปฏิบัติต่อคนจำพวกนี้ซึ่งมีพื้นเพที่ซับซ้อนอย่างรอบคอบ หากเจ้าค้นพบว่าพวกเขากำลังทำความชั่วและก่อกวนคริสตจักร เจ้าต้องไม่แสดงความเกรงใจใดๆ ต่อพวกเขาโดยเด็ดขาด เจ้าต้องบอกพวกเขาว่า “คุณเป็นคนเจนโลกและคุณไม่เหมาะกับการเชื่อในพระเจ้า คุณเลือกที่ผิดโดยการมาที่พระนิเวศของพระเจ้า ที่นี่ไม่เหมาะกับคุณ คุณควรจะไล่ตามไขว่คว้าจุดหมายปลายทางในอนาคตของตนเองในสังคม ผู้เชื่อในพระเจ้าอ่านแต่เพียงพระวจนะของพระเจ้า สามัคคีธรรมความจริง และทำหน้าที่ของตนเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในแผนการและอุบายทั้งหลาย หรือเข้าร่วมการเมือง ที่นี่ คุณไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งหรือร่ำรวยขึ้นมา หรือใช้ชีวิตที่เหนือกว่าผู้อื่นได้ ไม่ว่าคุณจะเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่นานเพียงใด ก็จะเป็นเพียงการเสียเวลาเปล่า” ในหนทางนี้ พวกเขาก็จะถูกโน้มน้าวให้จากไป ใช่หรือไม่? (ใช่) บางคนที่มีเส้นสายทางสังคมที่ซับซ้อนไม่จำเป็นต้องเป็นคนชั่ว และพวกเขาก็ไม่ได้ทำความชั่วที่ร้ายแรง แต่พวกเขาไม่ยอมรับความจริงเลยและพวกเขาก็จัดอยู่ในจำพวกของผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง การพยายามทำให้คนเช่นนี้เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและไล่ตามเสาะหาความจริงก็เหมือนกับการพยายามเปลี่ยนหมาป่าให้เป็นแกะ—เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าหมาป่าจะสวมชุดแกะนานแค่ไหน หมาป่าก็ยังคงเป็นหมาป่า ไม่มีวันจะกลายเป็นแกะ เรื่องราวก็เป็นเช่นนั้นเอง ดังนั้น การที่ผู้คนเช่นนี้เชื่อในพระเจ้าจึงเป็นเพียงเรื่องตลก พวกเขาเดินผิดทิศผิดทางด้วยการเชื่อในพระเจ้า
มีคนอีกประเภทหนึ่งซึ่งมีพื้นเพที่ซับซ้อน แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาก็มีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับผู้นำทางศาสนา เจ้าหน้าที่ หรือผู้คนที่มีสถานะบางคนจากนิกายต่างๆ พวกเขาชอบคบค้าสมาคมกับคนเหล่านี้และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาของนิกายต่างๆ พวกเขาสร้างสายสัมพันธ์และมิตรภาพกับคนเหล่านี้ และพวกเขาต่างก็ใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันและทำสิ่งทั้งหลายให้กันและกัน บางครั้งบางคราวไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม พวกเขาถึงกับเปิดเผยงานธุรการทั่วไปหรืองานด้านบุคลากรบางอย่างภายในคริสตจักรให้บุคคลเหล่านี้รู้ นี่เป็นประเด็นปัญหาที่น่าวิตกอย่างมาก หากเจ้าเพียงแค่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในศาสนาหรือพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกตัวเองออกจากสถานที่ทางศาสนาเหล่านั้น และเจ้ายังชอบเข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลทางศาสนาต่างๆ และพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ อีกด้วย นั่นก็เป็นที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าไม่ควรเปิดเผยงานของคริสตจักรหรือข้อมูลเกี่ยวกับพี่น้องชายหญิงในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น เจ้าไม่ควรเปิดเผยเรื่องราวทั้งหลายดังเช่นคนบางคนที่ยอมรับ “ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก” พวกเขาทำหน้าที่ใดในคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหน และพวกเขามักจะคบค้าสมาคมกับใคร—หากเจ้าเปิดเผยสิ่งเหล่านี้ นั่นย่อมแสดงว่าเจ้าไม่มีศีลธรรมอย่างมาก หากใครบางคนรายงานข้อมูลนี้ต่อรัฐบาล ผลที่ตามมาย่อมจะเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้ หากเจ้าสนิทสนมกับผู้คนในศาสนามาก หรือมีผลประโยชน์บางอย่างพัวพันกับพวกเขาหรือเคยตอบแทนน้ำใจกับพวกเขา เช่นนั้นอย่างมากที่สุด นี่ก็สามารถถือได้ว่าเจ้ามีพื้นเพที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม หากเจ้าแอบทำสิ่งอื่นๆ เช่น เปิดเผยการจัดแจงเตรียมงานของพระนิเวศของพระเจ้า หรือเปิดเผยกิจธุระภายในของพระนิเวศของพระเจ้าหรือข้อมูลส่วนตัวของพี่น้องชายหญิง เช่นนั้นแล้วธรรมชาติของเรื่องนี้ย่อมกลายเป็นธรรมชาติของการทรยศ และถูกกล่าวโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องชายหญิงบางคนไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้สถานการณ์ของตนหรือไม่ต้องการให้มีการเปิดเผยสถานการณ์ของตน เพราะพวกเขาเคยถูกจับกุมมาก่อนหรืออยู่ในรายชื่อผู้ที่ทางการต้องการตัวในปัจจุบัน แต่คนจำพวกนี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนกลับมองว่าข้อมูลนี้เป็นสิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง หรือเพียงแค่มองว่าข้อมูลดังกล่าวไม่สำคัญ แล้วพวกเขาก็เปิดเผยข้อมูลนี้ จึงก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องชายหญิงเหล่านั้น หากพระนิเวศของพระเจ้าค้นพบเรื่องดังกล่าว พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะไม่ปล่อยคนคนนั้นไปง่ายๆ อย่างเด็ดขาด คนเช่นนี้ควรถูกชำระออกไปทันที ในบริบททางสังคมที่ผู้คนถูกข่มเหงเนื่องจากการเชื่อในพระเจ้า จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เชื่อที่จะได้รับโอกาสในการทำหน้าที่ด้วยซ้ำไป และแต่ละคนจึงหวงแหนโอกาสนั้นจริงๆ ไม่มีใครต้องการให้มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะผู้อื่นหรือเพราะความโง่เขลาของตนเอง เพราะฉะนั้นหากใครก็ตามนำพาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมาสู่การปฏิบัติหน้าที่หรือความปลอดภัยส่วนบุคคลของพี่น้องชายหญิง หรือหากใครก็ตามก่อให้เกิดอุปสรรคบนเส้นทางแห่งการเชื่อในพระเจ้าของผู้อื่น พระนิเวศของพระเจ้าย่อมจะไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ ทันทีที่พระนิเวศของพระเจ้าค้นพบพวกเขา พระนิเวศของพระเจ้าก็จะคัดพวกเขาออกหรือขับไล่พวกเขาทันที พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่รีรออย่างแน่นอน! หากพวกเขาแก้ต่างให้ตนเอง สร้างเหตุผลและข้อแก้ตัวโดยกล่าวว่า “นั่นเป็นเพียงการพลั้งปากชั่วครู่เพราะฉันไม่ได้ตั้งใจ” เจ้าต้องไม่เชื่อคำพูดนี้โดยเด็ดขาด—ข้อแก้ตัวเช่นนี้ฟังไม่ขึ้น เหตุใดพวกเขาจึงไม่เล่าเรื่องครอบครัวของตนเองให้ผู้คนฟัง? เหตุใดพวกเขาจึงกลับพูดถึงกิจธุระของพี่น้องชายหญิง? พวกเขาเก็บงำเจตนาร้ายไว้อย่างชัดเจน พวกเขาเปิดเผยงานของคริสตจักรและข้อมูลเกี่ยวกับพี่น้องชายหญิง หากเรื่องนี้นำความเดือดร้อนมาสู่พี่น้องชายหญิง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ควรถูกสาปแช่ง! คนเช่นนี้ควรถูกสาปแช่งมิใช่หรือ? (ใช่) ในระหว่างที่คริสตจักรกำลังเผยแผ่งานข่าวประเสริฐ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางคนที่เป็นเช่นนี้จะเข้าร่วมมาในคริสตจักร พวกเขาไม่มีความละอายใจที่จะขายคริสตจักรเพื่อประโยชน์ส่วนตน ขายพี่น้องชายหญิงเพื่อประโยชน์ส่วนตน และถึงกับทรยศต่อผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาคบค้าสมาคมกับคนทุกประเภทเป็นการส่วนตัว และจุดประสงค์ที่พวกเขาคบค้าสมาคมกับคนเหล่านั้นก็ไม่บริสุทธิ์ เวลาที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้น พวกเขายังปากสว่าง โดยบอกข้อมูลภายในทั้งหมดของคริสตจักรที่พวกเขารู้ให้คนเหล่านั้นฟัง และพูดออกไปจนไม่มีอะไรเหลือเลย และในที่สุดเรื่องนี้ก็นำความเดือดร้อนมาสู่พี่น้องชายหญิงและคริสตจักร ความผิดในเรื่องนี้ควรตกอยู่กับคนที่ปากสว่างเหล่านี้ บางคนในบรรดาคนเหล่านี้อาจบอกว่าพวกเขาไม่ได้ทำเช่นนี้โดยเจตนา แต่ต่อให้ไม่ใช่การกระทำโดยเจตนา นั่นก็ไม่ได้ทำให้การกระทำนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หากไม่ใช่การกระทำโดยเจตนา เช่นนั้นแล้วเพราะเหตุใดเจ้าจึงไม่สร้างความเสียหายให้ตนเองแทน? เหตุใดเจ้าจึงสร้างความเสียหายให้เฉพาะผู้อื่นเท่านั้น? เจ้าได้นำความเดือดร้อนมาสู่คริสตจักรและพี่น้องชายหญิง นี่เป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยัน เพราะฉะนั้นความผิดจึงควรตกอยู่ที่เจ้า หากเจ้าฆ่าใครสักคนแล้วจึงกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ทำเรื่องนี้โดยเจตนา ฉันไม่เคยตั้งใจจะฆ่าพวกเขา—ฉันไม่มีความคิดเช่นนั้นในใจของฉัน” กฎหมายจะตัดสินว่าเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์เพราะคำกล่าวนั้นหรือไม่? (ไม่) ต่อให้เจ้ากำลังพูดความจริง ก็คงจะไร้ประโยชน์ ข้อเท็จจริงก็คือเจ้าฆ่าใครสักคนไปแล้ว และในเชิงกฎหมายก็มีหลักฐานที่แน่ชัดในเรื่องนี้ ดังนั้นเจ้าจึงต้องถูกตัดสินว่ามีความผิดตามข้อเท็จจริง เจ้าก่ออาชญากรรมโดยการฆาตกรรม ดังนั้นเจ้าจึงเป็นฆาตกร และการแก้ต่างให้ตนเองมากเพียงใดก็จะไม่ช่วยอะไรเจ้าเลย บางคนนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่คริสตจักรผ่านการกระทำของตนเป็นประจำ และบางครั้งเรื่องเดือดร้อนนี้ก็ร้ายแรง ไม่เพียงแต่ส่งผลให้พี่น้องชายหญิงถูกจับกุมและจำคุกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่องานของคริสตจักรอีกด้วย พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่ปล่อยคนเช่นนี้ไปอย่างเด็ดขาด พระนิเวศของพระเจ้าจะขับไล่ทุกคนที่จับได้ และจะสาปแช่งพวกเขา—พระนิเวศของพระเจ้าจะไม่รีรอเลย! หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคธรรมบัญญัติ คนทำชั่วก็จะถูกลากออกไปและถูกตีจนตายด้วยไม้พลองหรือถูกขว้างด้วยหินจนตาย นั่นคือวิธีที่ต้องจัดการกับกรณีเช่นนั้น ในปัจจุบันเนื่องจากวิธีจัดการเช่นนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกฎการปกครองของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาจะถูกขับไล่ และพี่น้องชายหญิงก็จะร่วมกันสาปแช่งพวกเขา ไม่มีโอกาสที่พวกเขาจะได้รับพรหรือการช่วยให้รอด—พวกเขาต้องถูกส่งไปลงนรกและถูกลงโทษ!
ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่มีพื้นเพที่ซับซ้อน พวกเขามาที่คริสตจักรพร้อมกับภารกิจพิเศษที่ต้องดำเนินการ บุคคลประเภทนี้บางคนถูกส่งมาโดยรัฐบาล ในขณะที่คนอื่นๆ ได้รับมอบหมายภารกิจมาจากกลุ่มทางศาสนาหรือกลุ่มทางสังคมบางกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ภารกิจเหล่านี้อาจรวมถึงการสอดส่องพี่น้องชายหญิง การสอดส่องคริสตจักร หรือการสืบเสาะงานต่างๆ ของคริสตจักรและการจัดแจงเตรียมงานในช่วงเวลาต่างๆ ไม่ว่าภารกิจของพวกเขาจะเป็นอะไร ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม จากมุมมองของพวกเรา คนประเภทนี้มีพื้นเพที่ซับซ้อน คนส่วนใหญ่ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนเหล่านี้เป็นผู้ไม่เชื่อ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ไม่ยอมรับความจริงเลย พวกเขาแตกต่างจากบรรดาผู้ที่มีความเชื่อน้อย มีขีดความสามารถอ่อนด้อย หรือมีมโนคติอันหลงผิดมาก—คนเหล่านั้นเชื่ออย่างแท้จริง ในขณะที่คนเหล่านี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนมีปัญหาที่ร้ายแรง ก่อนอื่น ให้พวกเราพิจารณาว่า ผู้คนเช่นนี้มีความเป็นมนุษย์ประเภทใด? (พวกเขามีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี พวกเขาเลวร้าย และพวกเขาเป็นสมาชิกในแก๊งของซาตาน) แล้วพวกเขาเป็นคนประเภทใด? (พวกเขาเป็นมาร) นั่นถูกต้องแล้ว เจ้าพูดได้ตรงประเด็น—พวกเขาเป็นมารที่แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักร พวกเขาเป็นคนที่แทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรและใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดพร้อมทั้งเก็บงำแผนร้ายและจุดประสงค์นานัปการเอาไว้ คนเช่นนี้คือมาร ตั้งแต่แรกเริ่มในตอนที่คนเหล่านี้เข้ามาในคริสตจักร พวกเขาก็ไม่ได้มีเจตนาดีเอาไว้ ไม่ว่าใครจะมอบหมายภารกิจให้พวกเขา—บางคนอาจได้รับมอบหมายจากรัฐบาลหรือกลุ่มบางกลุ่ม ในขณะที่คนอื่นๆ อาจไม่ได้รับมอบหมายจากใครเลยและเพียงแต่ต้องการที่จะแทรกซึมเข้ามาในคริสตจักรด้วยตนเอง—คนเช่นนี้เป็นบุคคลที่เจนโลกอย่างแท้จริง พวกเขาคบค้าสมาคมกับผู้คนที่หลากหลาย และพวกเขามีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและเส้นสายทางสังคมที่ซับซ้อน—พวกเขามีพื้นเพที่ซับซ้อน “พื้นเพที่ซับซ้อน” หมายความว่าเส้นสายทางสังคม สัมพันธภาพระหว่างบุคคล และสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขานั้นไม่บริสุทธิ์เป็นพิเศษและห่างไกลจากความเรียบง่าย พวกเขาไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาที่เพียงแค่พยายามหาเงินและใช้ชีวิตที่ดี บทบาทที่คนเหล่านี้แสดงในสังคมคือบทบาทของคนที่โดดเด่น ผู้นำ หรือบุคคลที่ค่อนข้างพิเศษในแวดวงและกลุ่มต่างๆ—พวกเขาเป็นคนประเภทที่ผู้ไม่มีความเชื่อเรียกว่า “คนมีความสามารถ” หรือ “กูรู” ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่ประพฤติตนให้เหมาะสม และพวกเขาก็ไม่ใช่คนที่ดีพอ ไม่ว่าพวกเขาจะแสวงหาโอกาสที่จะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน หรืออำนาจ หรือการควบคุมผู้อื่นในกลุ่มและแวดวงต่างๆ นั่นก็คือจุดประสงค์ของพวกเขา และเป็นเป้าหมายในการดำรงอยู่ของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในคริสตจักรใด แนวความคิดของพวกเขาก็เหมือนกับแนวความคิดของมาร ซึ่งร้อนรนอยากจะลงมือทำอยู่เสมอ ต้องการควบคุมสถานการณ์ ควบคุมผู้คน ควบคุมเงิน ใช้อิทธิพล และใช้อำนาจ เหล่านี้คือการสำแดงของคนประเภทนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคนเช่นนี้จะมีภารกิจหรือไม่ หรือไม่ว่าพวกเขาจะได้รับมอบหมายจากรัฐบาลหรือกลุ่มสังคมใดหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะสามารถประพฤติตนให้เหมาะสมได้หลังจากมาที่คริสตจักร ต่อให้พวกเขาไม่มีภารกิจ และต่อให้คริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิงไม่ใช่เป้าหมายในการแสวงหาผลประโยชน์ของพวกเขา พวกเขาก็ไม่ใช่คนที่ต้องการเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และพวกเขาก็ไม่ใช่คนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงอย่างแน่นอน จุดประสงค์ที่พวกเขาเข้าร่วมคริสตจักรนั้นไม่บริสุทธิ์เลย—อย่างน้อยที่สุดก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นจริงอย่างมากสำหรับพวกเขา ซึ่งก็คือ “การอาศัยบารมีของคริสตจักร” และรอคอยโอกาสที่จะดำเนินตามแผนการของตนเอง หากพวกเขาไม่สัมฤทธิ์เป้าหมายและความปรารถนาของพวกเขาก็พังทลาย พวกเขาก็มีแววว่าจะไปจากคริสตจักรได้ทุกเมื่อ พวกเขาแสวงหาโอกาสโดยการรอจังหวะอันเหมาะสมที่จะลงมือ—หากมีใครสักคนที่พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์เพื่อบรรลุเป้าหมาย ความทะเยอทะยาน หรือความมุ่งมาดปรารถนาของตนได้ หรือมีช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เปิดโอกาสให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย ความทะเยอทะยาน หรือความมุ่งมาดปรารถนาของตนได้ พวกเขาจะไม่ปล่อยคนคนนั้นหรือช่วงเวลานั้นไปโดยเด็ดขาด หากพวกเขาไม่สามารถหาโอกาสได้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาจะท้อแท้และผิดหวัง และต้องการที่จะไปจากคริสตจักร เพราะฉะนั้น คนจำพวกนี้จึงเป็นบุคคลอันตรายประเภทหนึ่งในคริสตจักรเช่นกัน และต้องแยกแยะและรักษาระยะห่างจากพวกเขา หลักธรรมที่สำคัญกว่าอีกประการหนึ่งคือ หากเจ้าไม่แน่ใจว่าพื้นเพของคนคนหนึ่งเป็นอย่างไร หรือเจ้าสัมผัสได้ลางๆ ว่าพื้นเพของพวกเขาซับซ้อนมาก เช่นนั้นแล้ว ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน อย่างน้อยเจ้าก็ควรจะรู้ว่าไม่สามารถมอบหมายให้คนคนนี้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญได้ หรือไม่ยอมให้คนคนนี้มีสถานะหรืออำนาจ หรือไม่ยอมให้คนคนนี้ปฏิบัติงานสำคัญใดๆ ในคริสตจักร หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่งได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็สามารถเฝ้าสังเกตพวกเขาได้ แต่เจ้าต้องไม่กระทำการอย่างผลีผลามหรือก่อนเวลาอันควรเป็นอันขาด หากเจ้าให้สถานะแก่พวกเขาหรือถึงกับทำให้พวกเขาเป็นผู้รับผิดชอบงานสำคัญชิ้นหนึ่งก่อนที่เจ้าจะได้มองเห็นพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังโง่เขลาเป็นที่สุด! ยิ่งเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งมากเท่าไร เจ้ายิ่งไม่ควรมอบหมายงานสำคัญให้พวกเขามากเท่านั้น เจ้ายิ่งควรระมัดระวังมากขึ้น และเจ้าก็ยิ่งควรจับตาดูพวกเขาอย่างใกล้ชิดและสอดส่องพวกเขาอย่างเข้มงวดมากขึ้น อันที่จริง ไม่ว่าพวกเขาจะมีภารกิจหรือไม่ ในท้ายที่สุดคนจำพวกนี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนก็ไม่ได้อยู่ในคริสตจักรนานนัก นี่เป็นเพราะว่าในหัวใจของผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ พวกเขารังเกียจเรื่องของความเชื่อ ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง และพวกเขาไม่สนใจสิ่งใดๆ ที่เกี่ยวกับพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้า หรือการแสดงความจริงของพระเจ้า พวกเขาสืบเสาะอยู่ตลอดเวลาว่า “การเชื่อในพระเจ้าให้ผลกำไรหรือไม่? ฉันสามารถทำเงินก้อนโตและร่ำรวยจากการเชื่อในพระเจ้าได้หรือไม่? ฉันสามารถใช้แผนร้ายและเล่ห์เหลี่ยมของฉันที่นี่เหมือนที่ฉันใช้ในโลกได้หรือไม่?” เมื่อเห็นว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ได้ส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ แต่กลับพูดถึงการเป็นคนที่ซื่อสัตย์อยู่เสมอ และใครก็ตามที่สุกเอาเผากินหรือใช้เพียงครึ่งใจในการทำหน้าที่ของตนมักถูกตัดแต่งเป็นประจำ พวกเขาจึงรู้สึกรังเกียจ และรู้สึกไม่มีความสุขและไร้อิสระในพระนิเวศของพระเจ้า และพวกเขาก็ต้องการหาโอกาสที่จะจากไปอยู่เสมอ หากใครบางคนเป็นหนึ่งในบรรดาแกะของพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะไม่เบื่อหน่ายที่จะฟังความจริงซึ่งมักจะถูกกล่าวถึงบ่อยๆ ในระหว่างการเชื่อในพระเจ้า ต่อให้ความจริงเหล่านั้นถูกกล่าวถึงมาเป็นเวลา 20 ปีหรือ 30 ปีแล้วก็ตาม พวกเขาสามารถฟังเรื่องของความจริงเหล่านั้นได้ตลอดชีวิตและยังคงพบว่าเรื่องเหล่านั้นสดใหม่ ยิ่งพวกเขาฟังมากเท่าไร ความจริงเหล่านี้ก็ยิ่งชัดเจนสำหรับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาฟังมากเท่าไร หัวใจของพวกเขาก็ยิ่งได้รับการบำรุงเลี้ยงมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาฟังมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งโหยหาความจริงมากขึ้นเท่านั้น ต่อให้พวกเขาต้องฟังพระวจนะเหล่านี้ทุกวัน พวกเขาก็จะเต็มใจที่จะทำเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาได้ฟังคำพยานจากประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาก็รู้สึกสุขสำราญและอิ่มเอมใจราวกับว่าพวกเขาได้เพลิดเพลินกับงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่—มีความสุขมากกว่าการที่พวกเขาเก็บทองคำได้สักชิ้นหนึ่งเสียอีก สำหรับผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ มารเหล่านี้—โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเหล่านี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อน—ยิ่งพวกเขาได้ยินการสามัคคีธรรมความจริงมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาฟังมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกกระสับกระส่ายและรังเกียจอยู่ในใจมากขึ้นเท่านั้น เมื่อพวกเขาได้ฟังพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาก็พบว่าพระวจนะนั้นน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ และซ้ำซากจำเจ หากเจ้าให้พวกเขานั่งฟังคำเทศนา พวกเขาก็จะรู้สึกเหมือนถูกทรมาน พวกเขาพูดว่า “ทำไมพวกคุณทุกคนถึงชอบฟังพระวจนะเหล่านี้มากนัก ราวกับว่าพวกคุณได้กินอาหารในงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่? ทำไมฉันถึงรู้สึกรังเกียจเหลือเกินเมื่อได้ฟังพระวจนะเหล่านี้?” หลังจากฟังมาเป็นเวลานาน พวกเขาก็ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หากพวกเขาไม่สามารถเป็นผู้นำได้ พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตนหรือสู้ทนความยากลำบาก และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เห็นว่าทั้งหมดนี้ไร้จุดหมาย ความคิดที่จะละทิ้งความเชื่อของตนจึงเริ่มผุดขึ้นมา นี่คือวิธีที่ผู้ไม่เชื่อถูกเผยออกมา สำหรับคนเหล่านี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อน หากในระหว่างที่เจ้าสังเกตการณ์พวกเขา เจ้าค้นพบว่าพวกเขามีที่มาที่น่าสงสัยและมีพื้นเพที่ซับซ้อน เช่นนั้นแล้วก็จงพยายามทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อหาโอกาสที่จะโน้มน้าวให้พวกเขาจากไป สำหรับคนเช่นนี้ที่ไม่ยอมรับความจริงเลย ก็จำเป็นต้องใช้สติปัญญาบ้าง เจ้าสามารถบอกพวกเขาได้ว่า “คุณอยากร่ำรวยและใฝ่ฝันที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ—คงจะเสียโอกาสจริงๆ หากทั้งชีวิตนี้คุณไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ! คุณควรได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ร่ำรวย และได้ไล่ตามไขว่คว้าโลก—ที่นั่นต่างหากคือที่ที่มีผลประโยชน์ที่จับต้องได้ คุณมีหัวคิดทางธุรกิจและคุณเหมาะที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ—หากคุณไล่ตามไขว่คว้าโลก คุณย่อมจะสามารถร่ำรวยและได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแน่นอน” เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็จะคิดว่าได้พบคนคอเดียวกันและกล่าวว่า “คุณพูดถูกเผงเลย! ฉันกำลังรู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นไร้จุดหมาย—สิ่งที่คุณพูดนั้นตรงกับใจฉันจริงๆ แท้จริงแล้วความเชื่อนั้นมีผลทางจิตใจเท่านั้น จะมีหรือไม่มีความเชื่อก็ไม่สำคัญหรอก ชีวิตนั้นสั้นนัก—เพียงแค่ไม่กี่สิบปีซึ่งผ่านไปในชั่วพริบตา การเสียเวลาอยู่ที่นี่มาโดยตลอดกับคนที่เชื่อในพระเจ้าเสมอมาไม่ได้ทำให้ฉันได้อะไรเลย และฉันก็รู้สึกไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา ฉันกำลังทำผิดต่อตัวเองโดยการทำเช่นนี้มิใช่หรือ? การออกไปหาเงินก้อนโตต่างหากคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ!” พวกเขาจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าพูด เมื่อพวกเขาเห็นด้วย บางทีวันหนึ่งพวกเขาก็จะจากไปเองเพราะพวกเขารู้สึกว่าการอยู่ในคริสตจักรนั้นไร้จุดหมาย และนอกจากนั้นแล้ว ก็เป็นเพราะว่ามีบางสิ่งผิดพลาดไปสำหรับพวกเขา หรือพวกเขามีประสบการณ์กับความล้มเหลวและความพลาดพลั้ง และการตัดแต่งบางอย่าง นั่นเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมมิใช่หรือ? (ใช่ นี่เป็นวิธีที่ชาญฉลาด) การทำให้มารออกไปจากคริสตจักรนั้นเป็นเรื่องง่าย เมื่อเจ้าเข้าใจแนวความคิดของพวกเขาแล้ว หากมีบางสิ่งที่พวกเขาต้องการ ก็จงสนับสนุนให้พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าสิ่งนั้น ในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถโน้มน้าวให้พวกเขาจากไปได้ จงคล้อยตามกระแสเพื่อนำทางพวกเขาออกไป นี่คือวิธีจัดการกับผู้ไม่เชื่อประเภทนี้
หากพบคนเช่นนี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนในคริสตจักร ก็ควรโน้มน้าวให้พวกเขาจากไปหรือคัดพวกเขาออกทันที จงอย่าพยายามสนับสนุนพวกเขาให้อยู่ต่อ เหตุใดจึงไม่สนับสนุนให้พวกเขาอยู่ต่อ? ประการหนึ่งก็คือ พวกเขาไม่ได้มีบทบาทที่ดีในคริสตจักร อีกประการหนึ่งก็คือ พวกเขาไม่ได้อยู่ในบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ต่อให้พวกเขายังคงอยู่ในคริสตจักร ในที่สุดก็จะยังคงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะยอมรับพระวจนะของพระเจ้า พระราชกิจของพระเจ้า หรือการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าเพื่อที่จะบรรลุความรอด หากพวกเขายังคงอยู่ในคริสตจักร ก็จะเป็นภัยต่องานของคริสตจักร และพวกเขาอาจชักพาพี่น้องชายหญิงบางคนที่มีวุฒิภาวะอ่อนด้อยให้หลงผิดและมีอิทธิพลต่อพี่น้องชายหญิงเหล่านั้น ผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้ารู้สึกไม่ชอบพวกเขา และในทางกลับกัน พวกเขาก็มองพี่น้องชายหญิงในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยความไม่ชอบพอๆ กัน ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขามองพระนิเวศของพระเจ้า คริสตจักร และพี่น้องชายหญิงด้วยความเป็นปฏิปักษ์อยู่เสมอ ดังนั้น จงบอกเรามาเถิดว่า หากมีศัตรูเช่นนี้ มีผู้ที่เป็นปฏิปักษ์เช่นนี้ในคริสตจักร พวกเจ้าจะรู้สึกว่าถูกก่อกวนหรือไม่? (รู้สึกว่าถูกก่อกวน) เพราะฉะนั้น จึงเป็นการดีที่สุดที่จะไม่สนับสนุนให้คนเช่นนี้อยู่ต่อ ทันทีที่มีการค้นพบพวกเขา จงโน้มน้าวให้พวกเขาจากไป คัดพวกเขาออก หรือขับไล่พวกเขาทันที หากพบเจอในระหว่างกระบวนการประกาศข่าวประเสริฐ ควรจัดการกับคนเช่นนี้อย่างไร? (เพียงแค่อยู่ห่างๆ และไม่สนใจพวกเขา) เมื่อเจ้าพบเจอคนประเภทนี้ เจ้าไม่ควรประกาศข่าวประเสริฐให้แก่พวกเขา พวกเขาพูดจาในลักษณะที่ฟุ่มเฟือยและไม่มีมูลความจริงและช่างพูดทีเดียว แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่มีพรสวรรค์ใดๆ เลย พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการคนจำพวกนี้ที่มีพื้นเพที่ซับซ้อน พวกเขาไม่ได้อยู่ในบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ต่อให้พวกเขาเปลี่ยนใจมาเลื่อมใสในตอนนี้ ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ยังคงจะต้องถูกชำระออกไป เพราะฉะนั้นเมื่อบรรดาผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐพบเจอคนเช่นนี้ พวกเขาก็ควรจะละทิ้งความหวังกับคนเช่นนี้เท่านั้นเอง พระนิเวศของพระเจ้าไม่ต้องการและไม่ต้อนรับคนเช่นนี้ นี่คือหนทางในการจัดการกับผู้คนที่มีพื้นเพที่ซับซ้อน และนี่คือหลักธรรม แน่นอนว่าในการจัดการกับประเด็นปัญหานี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เจ้าต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าคนคนหนึ่งจัดอยู่ในจำพวกของผู้คนที่มีพื้นเพที่ซับซ้อนหรือไม่ หากการสำแดงของพวกเขาตรงกับการสำแดงของคนประเภทนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ควรถูกจัดว่าอยู่ในหมู่สมาชิกของกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม หากใครบางคนเพียงแค่โอ้อวดหรือพูดจาไร้สาระเป็นครั้งคราว และเพราะการโอ้อวดที่มากเกินไปของพวกเขา พวกเขาจึงถูกมองผิดไปว่ามีพื้นเพที่ซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเชื่อในพระเจ้าของพวกเขานั้นเป็นเรื่องจริงแท้และพวกเขาไม่ได้ถูกจัดว่าอยู่ในจำพวกนี้ เช่นนั้นแล้วสถานการณ์นี้ก็กำหนดให้มีการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวหาคนดีอย่างไม่เป็นธรรม
III. ตามท่าทีที่คนเรามีขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน
พวกเราได้สามัคคีธรรมกันเสร็จไปแล้วไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการแยกแยะผู้คนตามความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ยังมีอีกหลักเกณฑ์หนึ่ง—คือการแยกแยะผู้คนตามท่าทีที่พวกเขามีขณะปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเราได้พูดถึงหลักเกณฑ์นี้ไปมากทีเดียวในคำเทศนาก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
เอาล่ะ วันนี้ขอจบการสามัคคีธรรมของพวกเราไว้เพียงเท่านี้ ลาก่อน!
6 กรกฎาคม ค.ศ. 2024
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ