หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (27) ตอนที่สี่

บรรดาผู้ที่พร้อมจะจากคริสตจักรไปได้ทุกเมื่อเป็นคนประเภทใด? ประเภทหนึ่งคือคนที่เลอะเลือน ไร้ความคิด และไม่เอาใจใส่ ผู้ที่ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อมากี่ปีแล้วก็ตาม พวกเขาไม่รู้เลยว่าการเชื่อในพระเจ้าคืออะไรกันแน่ อีกประเภทหนึ่งคือผู้ไม่เชื่อที่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าเลยและไม่เข้าใจความหมายหรือคุณค่าของการเชื่อในพระเจ้า สำหรับพวกเขาแล้ว การฟังคำเทศนาและการอ่านพระวจนะของพระเจ้าก็เหมือนกับการศึกษาเทววิทยาหรือการเรียนรู้ความรู้ทางวิชาชีพบางอย่าง—เมื่อพวกเขาเข้าใจและสามารถพูดถึงมันได้ พวกเขาก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาไม่เคยนำความรู้ดังกล่าวไปปฏิบัติเลย สำหรับพวกเขาแล้ว พระวจนะของพระเจ้าเป็นเพียงทฤษฎีประเภทหนึ่ง เป็นคำขวัญ และไม่สามารถกลายเป็นชีวิตของพวกเขาได้เลย ดังนั้น สำหรับผู้คนเหล่านี้ สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อในพระเจ้าก็ไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับพวกเขา สิ่งต่างๆ เช่น การทำหน้าที่ของคนเรา การไล่ตามเสาะหาความจริง การปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า การชุมนุมกับพี่น้องชายหญิงและการใช้ชีวิตคริสตจักรร่วมกัน และอื่นๆ ไม่ดึงดูดใจพวกเขาเลย และไม่มีสิ่งใดที่นำความสุขและความตื่นเต้นมาให้พวกเขาเหมือนกับการกิน ดื่ม และสนุกสนาน ในทางกลับกัน ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจรู้สึกว่าการอยู่ร่วมกับพี่น้องชายหญิงเพื่อสามัคคีธรรมความจริงหรือใช้ชีวิตคริสตจักรสามารถนำประโยชน์และสิ่งดีๆ มาให้พวกเขาได้เสมอ แม้ว่าบางครั้งพวกเขาจะเผชิญกับอันตรายและการข่มเหง หรือเสี่ยงภัยในการประกาศข่าวประเสริฐและสู้ทนกับความยากลำบากในการทำหน้าที่ของตน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ได้รับความเข้าใจในความจริงและสัมฤทธิ์ผลของการรู้จักพระเจ้าด้วยการสู้ทนความยากลำบากและการจ่ายราคา และความยากลำบากและราคานี้ก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของพวกเขา หลังจากชั่งน้ำหนักและประเมินทั้งหมดนี้แล้ว พวกเขาก็รู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดี และการสามารถเข้าใจความจริงได้นั้นมีค่าอย่างเหลือเชื่อ หัวใจของพวกเขาผูกพันกับคริสตจักรเป็นพิเศษ และพวกเขาไม่เคยคิดที่จะจากชีวิตคริสตจักรไปเลย หากพวกเขาเห็นบุคคลไม่กี่คนถูกส่งไปยังกลุ่ม ข. หรือถูกคริสตจักรแยกตัวหรือคัดออกเพราะก่อกวนงานของคริสตจักร บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจจะรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจเล็กน้อย พวกเขาคิดว่า “ฉันต้องทำหน้าที่ของฉันอย่างขยันหมั่นเพียร ฉันจะถูกคัดออกไม่ได้เด็ดขาด การถูกคัดออกเทียบเท่ากับการถูกลงโทษ ซึ่งหมายความว่าจุดจบคือการลงนรก! เช่นนั้นแล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?” คนส่วนใหญ่กลัวที่จะจากคริสตจักรไป พวกเขารู้สึกว่าเมื่อพวกเขาจากคริสตจักรและพระเจ้าไปแล้ว พวกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้และทุกอย่างจะจบสิ้น แต่บรรดาผู้ที่พร้อมจะจากคริสตจักรไปได้ทุกเมื่อมองว่าการออกจากคริสตจักรเป็นเรื่องปกติธรรมดาทีเดียว เหมือนกับการลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ พวกเขาไม่เคยรู้สึกทุกข์ใจหรือทนทุกข์กับความเจ็บปวดภายในเลย พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร—บรรดาผู้ที่พร้อมจะจากคริสตจักรไปได้ทุกเมื่อมีมโนธรรมหรือสำนึกใดๆ หรือไม่? คนเช่นนี้น่าเหลือเชื่ออย่างแท้จริง! การปฏิบัติหน้าที่ของบางคนไม่ได้มาตรฐาน และพวกเขาก็มักจะกระทำการอันมิชอบอย่างไม่ยั้งคิด นำการขัดขวางและการก่อกวนมาสู่งานของคริสตจักร จากนั้นคริสตจักรก็หยุดพวกเขาจากการทำหน้าที่และส่งพวกเขาไปยังคริสตจักรธรรมดา แล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร? ในวันรุ่งขึ้น พวกเขาทำตัวเหมือนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง เริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งหมด บางคนเริ่มออกเดทและแต่งงาน บางคนเริ่มหางานทำ คนอื่นๆ ก็ไปเรียนต่อในวิทยาลัย และยังมีคนอื่นๆ ที่กลับไปติดต่อกับเพื่อนเก่า สร้างเครือข่าย และแสวงหาโอกาสที่จะร่ำรวย ผู้คนเหล่านี้ผสมกลมกลืนเข้ากับโลกกว้างอย่างรวดเร็ว และหายไปในทะเลแห่งความเป็นมนุษย์—เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วเพียงนั้นเลย หลังจากถูกส่งไปยังคริสตจักรธรรมดาเนื่องจากผลงานในการทำหน้าที่ไม่ดี พี่น้องชายหญิงบางคนก็ผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดแต่สามารถทบทวนตนเองและตระหนักถึงปัญหาของตนเองได้ แสดงให้เห็นท่าทีของการกลับตัวกลับใจอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่พร้อมจะจากคริสตจักรไปได้ทุกเมื่อ ทันทีที่พวกเขาเผชิญกับความลำบากยากเย็นบางอย่าง ก็ไม่อยากทำหน้าที่ของตนอีกต่อไปและจากคริสตจักรไปในวันรุ่งขึ้น กลับไปใช้ชีวิตของผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อยและคิดด้วยซ้ำไปว่า “การเชื่อในพระเจ้ามีดีอะไรนักหรือ? คุณถูกคนอื่นเยาะเย้ยและใส่ร้ายอยู่ตลอดเวลา และคุณยังมีแนวโน้มที่จะถูกจับกุมและจำคุกอีกด้วย ถ้าพญานาคใหญ่สีแดงทุบตีฉันจนตาย ชีวิตของฉันจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ? ฉันได้สู้ทนกับความยากลำบากมามากมายในการเชื่อในพระเจ้าหลายปีมานี้ แต่ฉันได้รับอะไรบ้าง? ถ้าฉันไม่ได้เชื่อในพระเจ้า ตอนนี้ฉันคงจะได้เป็นข้าราชการ หาเงินได้ และใช้ชีวิตที่มีเกียรติไปแล้ว! การเชื่อพระเจ้ามาจนถึงตอนนี้ ฉันยังรู้สึกเสียใจ—ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ฉันคงจะจากไปนานแล้ว! การเข้าใจความจริงมีประโยชน์อะไร? ความเข้าใจนั้นสามารถทำให้เจ้าอิ่มท้องหรือจ่ายบิลได้หรือไม่?” เห็นหรือไม่? ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่เสียใจเท่านั้น แต่พวกเขายังรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่สามารถจากคริสตจักรไปได้ นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขาในฐานะผู้ไม่เชื่อที่ถูกเปิดโปงมิใช่หรือ? (ใช่)

บางคนสุกเอาเผากินและประพฤติผิดโดยไม่ยั้งคิดเป็นนิสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของตน หลังจากที่ถูกคริสตจักรคัดออกแล้ว พอเห็นพี่น้องชายหญิง พวกเขาก็มองพี่น้องชายหญิงราวกับเป็นศัตรู แม้กระทั่งในยามที่พี่น้องชายหญิงพยายามจะพูดคุยกับพวกเขาด้วยความเมตตา พวกเขาก็เพิกเฉยและมองพี่น้องชายหญิงอย่างเกลียดชัง พลางกล่าวว่า “พวกคุณนั่นแหละที่เป็นคนคัดฉันออกจากคริสตจักร ดูฉันตอนนี้สิ! ฉันสุขสบายกว่าพวกคุณเสียอีก! ตอนนี้ฉันประดับประดาด้วยเงินและทอง ฉันเป็นคนสำคัญแล้ว! ฉันอยู่ในโลกอย่างสุขสบาย แล้วดูสิว่าพวกคุณซอมซ่อและเหน็ดเหนื่อยเพียงใดในการเชื่อในพระเจ้า! พวกคุณทุกคนต่างก็ไล่ตามเสาะหาการได้มาซึ่งความจริงอยู่เสมอ แต่ฉันไม่คิดว่าพวกคุณจะฉลาดกว่าฉันเลย! การได้รับความจริงมีดีอะไรนักหรือ? สามารถนำมากินแทนอาหารหรือนำมาใช้จ่ายแทนเงินได้หรือไม่? แม้ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่ฉันยังคงใช้ชีวิตอย่างดีทีเดียวมิใช่หรือ? นับว่าเป็นโชคดีของฉันที่พวกคุณคัดฉันออก—ฉันควรจะขอบคุณพวกคุณสำหรับเรื่องนี้!” จากคำพูดของพวกเขาเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ และการทำหน้าที่ของพวกเขาก็เผยพวกเขาออกมา ผู้ไม่มีความเชื่อซึ่งเพียงแต่พูดว่าเชื่อในพระเจ้านั้นจะสามารถทำหน้าที่ของตนด้วยความเต็มใจได้หรือไม่? การทำหน้าที่ของคนเราหมายถึงการลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันโดยไม่ได้รับเงินหรือค่าจ้าง พวกเขาเห็นว่านี่เป็นการขาดทุน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตน ด้วยเหตุนั้นธาตุแท้ของพวกเขาในฐานะผู้ไม่เชื่อจึงถูกเปิดโปง นี่คือหนทางที่พระราชกิจของพระเจ้าเผยให้เห็นและกำจัดผู้ไม่เชื่อ บางคนมีท่าทีที่สุกเอาเผากินเสมอเวลาที่ทำหน้าที่ของตน เพียงแค่ล่องลอยไปวันๆ ทันทีที่พวกเขาได้โอกาสที่จะหาเงินหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่งในโลก พวกเขาก็พร้อมไปจากคริสตจักรได้ทุกเมื่อ—พวกเขามีเจตนานี้อยู่ในใจมาโดยตลอด หากพวกเขาถูกย้ายไปอยู่คริสตจักรธรรมดาเพราะพวกเขาสุกเอาเผากินและประพฤติผิดอย่างไม่ยั้งคิดเป็นนิสัยขณะที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ไม่เพียงแต่จะไม่ทบทวนตนเองเท่านั้น แต่ยังจะคิดอีกด้วยว่า “การที่คุณชำระฉันออกจากคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลานั้นเป็นการสูญเสียสำหรับคุณและเป็นกำไรสำหรับฉัน” พวกเขารู้สึกพอใจในตนเองอยู่ไม่น้อยด้วยซ้ำไป คนเช่นนี้คือผู้ไม่เชื่อมิใช่หรือ? จงบอกเรามาเถิดว่า สำหรับผู้ไม่เชื่อเหล่านั้นที่ถูกชำระออกไปเพราะพวกเขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างรุนแรงด้วยการประพฤติผิดโดยไม่ยั้งคิดของพวกเขา การที่พระนิเวศของพระเจ้าชำระพวกเขาออกไปเช่นนี้สอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่? (สอดคล้องกับหลักธรรม) สอดคล้องกับหลักธรรมโดยสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่การกระทำผิดต่อพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและต่อการทำหน้าที่ของตนนั้นก็คือพวกเขาสามารถละทิ้งและทรยศพระเจ้าและการทำหน้าที่ของตนได้ทุกเมื่อ นี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่มีความสนใจใดๆ ต่อสิ่งที่เป็นบวกในหัวใจของตน พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีและได้ฟังคำเทศนามามากมาย ทว่าไม่มีความจริงของการเชื่อในพระเจ้าหรือคำพยานจากประสบการณ์ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรใดที่สามารถเหนี่ยวรั้งหัวใจของพวกเขาไว้ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้พวกเขาสนใจ ประทับใจ หรือทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันได้เลย นี่คือแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ซึ่งก็คือพวกเขาไม่มีความสนใจใดๆ ต่อสิ่งที่เป็นบวก แล้วพวกเขาสนใจสิ่งใด? พวกเขาสนใจการกิน การดื่ม และความสนุกสนาน ความสุขสำราญของเนื้อหนัง กระแสนิยมที่ชั่ว และปรัชญาของซาตาน พวกเขาสนใจสิ่งที่เป็นลบทั้งหมดในสังคมเป็นพิเศษ มีเพียงความจริงและพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่พวกเขาไม่สนใจ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาสามารถไปจากพระนิเวศของพระเจ้าได้ทุกเมื่อ พวกเขาไม่มีความสนใจใดๆ ในการอ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำ หรือสามัคคีธรรมความจริงบ่อยๆ ในระหว่างการชุมนุมของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขารังเกียจการทำหน้าที่เป็นพิเศษและถึงกับคิดว่าบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ของตนล้วนเป็นคนโง่เขลาทั้งสิ้น นี่เป็นวิธีคิดประเภทใดและเป็นความเป็นมนุษย์ประเภทไหนกัน? พวกเขาไม่สนใจความจริงหรือความรอดของพระเจ้าต่อผู้คน และพวกเขาไม่รู้สึกผูกพันกับชีวิตคริสตจักรเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ตัดสินหรือกล่าวโทษพระวจนะของพระเจ้าอย่างเปิดเผย แต่พวกเขาก็ได้ฟังคำเทศนามาเป็นเวลาหลายปีโดยไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อย—เรื่องนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาอย่างชัดเจน ไม่มีคนที่ผลักไสทั้งสิ่งที่เป็นบวกและเป็นลบ ตราบใดที่เจ้าไม่ชอบสิ่งที่เป็นบวก เจ้าก็จะสนใจสิ่งที่เป็นลบเป็นพิเศษ หากเจ้าสนใจสิ่งที่เป็นลบเป็นพิเศษ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่สนใจในสิ่งที่เป็นบวกอย่างแน่นอน คนประเภทนี้ไม่มีความสนใจในสิ่งที่เป็นบวกเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดในพระนิเวศของพระเจ้าที่พวกเขารู้สึกผูกพัน ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาชอบหรือโหยหา กระแสนิยมชั่วของโลก เงิน ชื่อเสียงและผลประโยชน์ การเป็นข้าราชการ การร่ำรวย ตลอดจนความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติต่างๆ ที่เป็นที่นิยมคือสิ่งที่พวกเขาสนใจมากที่สุด หัวใจของพวกเขามุ่งอยู่กับโลก ไม่ใช่ที่พระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงพร้อมที่จะจากไปได้ทุกเมื่อ การจากพระนิเวศของพระเจ้าและการจากชีวิตคริสตจักรไปนั้นไม่ได้นำความเสียใจ ความทุกข์ทรมานหรือความเจ็บปวดมาให้พวกเขา แต่กลับเป็นการปลดเปลื้องโดยสิ้นเชิง พวกเขาคิดในใจว่า “ในที่สุดฉันก็ไม่ต้องฟังคำเทศนาหรือสามัคคีธรรมความจริงทุกวันอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่ต้องถูกจำกัดโดยสิ่งเหล่านี้อีก ตอนนี้ฉันสามารถไล่ตามไขว่คว้าชื่อเสียงและผลประโยชน์ เงิน หญิงงาม และจุดหมายปลายทางในอนาคตส่วนตัวของฉันได้อย่างอาจหาญ ในที่สุดฉันก็สามารถโกหกและคดโกงผู้อื่นได้อย่างไม่กลัวเกรง ดำเนินการตามแผนการและกลอุบาย และปฏิบัติตามกลยุทธ์ที่เลวร้ายทุกประเภทอย่างไร้กังวล ฉันสามารถใช้วิธีการใดก็ได้ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน!” การฟังคำเทศนาและสามัคคีธรรมความจริงในพระนิเวศของพระเจ้านั้นเป็นความเจ็บปวดสำหรับพวกเขา และการจากพระนิเวศของพระเจ้าไปนั้นก็รู้สึกเหมือนเป็นการปลดเปลื้อง นี่หมายความว่าสิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่หัวใจของพวกเขาต้องการ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสิ่งทั้งปวงที่เป็นของโลกและสังคม จากเรื่องนี้จึงเห็นได้ชัดว่าเหตุผลที่พวกเขาจากคริสตจักรไปนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการไล่ตามไขว่คว้าและความชอบส่วนตนของพวกเขา

ผู้คนเหล่านี้ที่พร้อมจะจากพระนิเวศของพระเจ้าไปได้ทุกเมื่อมีแก่นแท้ธรรมชาติอย่างไร? ตอนนี้พวกเจ้าเห็นหรือยังว่าแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาเป็นอย่างไร? (เห็นแล้ว พวกเขาเป็นประเภทผู้ไม่เชื่อ คนเหล่านี้โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์เดรัจฉานที่มาเกิดใหม่ พวกเขาล้วนเป็นคนเลอะเลือนที่ไม่มีสมองหรือความคิด) ถูกต้อง พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องของความเชื่อ พวกเขาไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์นั้นแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ผู้คนควรเดินบนเส้นทางใด สิ่งใดมีความหมายที่สุดที่จะทำ หลักธรรมของการปฏิบัติใดที่ควรยึดถือเมื่อเป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติตน และเรื่องอื่นๆ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ต้องการที่จะแสวงหาความจริงเพื่อทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้อีกด้วย พวกเขาชอบไล่ตามไขว่คว้าสิ่งใด? ความคิดของพวกเขาวนเวียนอยู่ตลอดทั้งวันว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์และสุขสำราญกับชีวิตที่เหนือกว่าผู้อื่น บางคนเริ่มเชื่อในพระเจ้าขณะที่เป็นลูกจ้างอยู่ในโลก แต่ทันทีที่พวกเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการ หรือกลายเป็นเจ้านาย พวกเขาก็เลิกเชื่อ เมื่อพี่น้องชายหญิงติดต่อพวกเขาไป พวกเขาก็กล่าวว่า “ตอนนี้ฉันเป็นคนที่มีสถานะและมีหน้ามีตา มีสถานะทางสังคม การเชื่อในพระเจ้าไปกับพวกคุณนั้นน่าอับอายเกินไป พวกคุณทุกคนควรอยู่ให้ห่างจากฉัน และอย่ามายุ่งกับฉันอีก! พวกคุณสามารถตัดชื่อฉันออกหรือขับไล่ฉันก็ได้ตามใจคุณ ไม่ว่าอย่างไร ช่วงเวลาของฉันในการเชื่อในพระเจ้าก็จบลงแล้ว และฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกคุณอีกต่อไป!” เห็นสิ่งที่พวกเขาพูดหรือไม่? พวกเขาเป็นคนประเภทใด? พวกเจ้ายังจะติดต่อพวกเขาอีกหรือไม่? (ไม่) พวกเขาพูดจาโผงผางถึงเพียงนี้ แต่ผู้นำคริสตจักรบางคนยังคงรู้สึกเสียดายเมื่อเห็นพวกเขาจากไป และติดต่อพวกเขาไปหลายครั้งเพื่อโน้มน้าวพวกเขาโดยกล่าวว่า “คุณมีขีดความสามารถที่ดีเช่นนี้ และคุณยังเคยเป็นผู้นำและคนทำงานด้วยซ้ำไป เพียงเพราะคุณไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง คุณจึงถูกปลด หากคุณไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างขยันขันแข็ง คุณย่อมได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน และในอนาคต คุณจะเป็นเสาหลัก และเป็นกำลังสำคัญในพระนิเวศของพระเจ้าเป็นแน่!” ยิ่งผู้นำพูดถึงสิ่งเหล่านี้มากเท่าใด อีกฝ่ายก็ยิ่งรังเกียจมากขึ้นเท่านั้น ผู้นำคริสตจักรบางคนเป็นคนเลอะเลือนและไร้ซึ่งวิจารณญาณแยกแยะ คนคนนี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในโลกแล้ว แต่ผู้นำเหล่านี้ยังคงอิจฉาเขาและต้องการสร้างความสัมพันธ์กับเขา—นี่แสดงให้เห็นถึงการไร้ซึ่งความเคารพตนเองมิใช่หรือ? ผู้คนที่เข้าใจความจริงสามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนว่า การได้รับการเลื่อนตำแหน่งในสังคมไม่ใช่สัญญาณที่ดี นั่นไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องที่คนเราควรเดิน! บางคนเลิกเชื่อในพระเจ้าทันทีที่พวกเขาได้รับสถานะในสังคมเพียงเล็กน้อย—เรื่องนี้เพียงเผยตัวพวกเขาออกมาและพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจหรือรักความจริงเลย หากพวกเขาเป็นผู้เชื่อที่จริงใจ ต่อให้พวกเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งและมีอนาคตที่สดใสในสังคม พวกเขาก็จะยังคงไม่จากพระเจ้าไป ตอนนี้เมื่อพวกเขาได้ทรยศพระเจ้าแล้ว ยังมีความจำเป็นที่คริสตจักรจะต้องติดต่อและทำงานกับพวกเขาอีกหรือ? ไม่มีความจำเป็นเลย เพราะพวกเขาถูกเผยให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้ไม่เชื่อ การไม่เชื่อในพระเจ้าทำให้พวกเขาเป็นคนที่สูญเสีย—พวกเขาไม่ได้รับพรใดๆ เลย พวกเขาเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพช หากเจ้ายังคงยืนกรานที่จะดึงพวกเขาให้มาเชื่อในพระเจ้า นั่นเป็นเรื่องที่โง่เขลามิใช่หรือ? ยิ่งเจ้าพยายามดึงพวกเขาเข้ามาเช่นนี้มากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งดูถูกเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พวกเขาคิดว่าบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าล้วนเป็นผู้คนที่มีสถานะทางสังคมต่ำและไร้ขีดความสามารถ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงโอหังและคิดว่าตนเองถูกเป็นพิเศษ และมองทุกคนด้วยความดูถูกเหยียดหยาม หากใครสักคนแสดงความห่วงใยหรือใส่ใจพวกเขา พวกเขาก็มองว่าการทำเช่นนี้เป็นการพยายามประจบสอพลอ นี่เป็นวิธีคิดแบบไหนกัน? เป็นการไม่สามารถมองพี่น้องชายหญิงได้อย่างถูกต้อง พวกเขาเป็นใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจหรือไม่? เมื่อพบเจอกับคนประเภทนี้ เจ้าควรปฏิเสธพวกเขา ทันทีที่พวกเขากล่าวว่า “ตอนนี้ฉันเป็นผู้ดูแลระดับสูงแล้ว อย่ามายุ่งกับฉันอีก ถ้าพวกคุณยังติดต่อฉันอีก ฉันจะหันไปเป็นศัตรูของพวกคุณ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่ามาที่บริษัทของฉันและทำให้ฉันขายหน้า—ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้คนที่เชื่อในพระเจ้า!”—เมื่อพวกเขาพูดคำเหล่านี้ออกมา พวกเจ้าก็ควรจากไปในทันที ตัดชื่อพวกเขาออก และอย่าสมาคมกับคนเช่นนี้อีก พวกเขากลัวว่าพวกเราจะฉวยโอกาสจากความสำเร็จของพวกเขา ด้วยเหตุนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องมีการตระหนักรู้ในตนเองบ้าง พวกเขากำลังรุ่งเรืองและก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น พวกเขาอยู่คนละระดับกับพวกเรา พวกเราเป็นเพียงคนธรรมดา เป็นคนที่อยู่ระดับล่างของสังคม พวกเราไม่ควรพยายามสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา—อย่าลดตัวลงมาเช่นนั้นเลย! นอกจากนั้นยังมีบางคนที่อายุมากขึ้นและลูกๆ ของพวกเขาก็ซื้อบ้านหรูในเมือง หลังจากย้ายเข้าไปอยู่แล้ว พวกเขาก็หายหน้าไปจากพี่น้องชายหญิง โดยกล่าวว่า “อย่ามายุ่งกับฉันอีก พวกคุณทุกคนมาจากชนบท ถ้าพวกคุณมาตามหาฉัน ผู้คนจะคิดว่าฉันก็มาจากชนบทเหมือนกัน คิดว่าฉันมีญาติเป็นคนบ้านนอก นั่นจะน่าอับอายขนาดไหน! พวกคุณรู้ไหมว่าลูกชายของฉันเป็นคนแบบใด? เขาเป็นคนร่ำรวย เขาเป็นเศรษฐี เป็นคนมีชื่อเสียงในสังคม! ถ้าพวกคุณยังติดต่อกับฉันอยู่ จะไม่ทำให้ลูกชายของฉันขายหน้าหรอกหรือ? ดังนั้นอย่ามาตามหาฉันอีกในอนาคต!” ทันทีที่พวกเขากล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา จงตอบเพียงว่า “ในเมื่อนี่คือท่าทีของคุณ พวกเราเข้าใจ เช่นนั้นพวกเราก็ขอให้คุณมีความสุขและเบิกบานใจ!” ในขณะนั้น หากเจ้าพูดอะไรอีกแม้กระทั่งคำเดียว เจ้าจะดูเป็นคนโง่เขลาและต่ำต้อย สิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำมีเพียงการจากไปในทันที จงอย่าพยายามโน้มน้าวผู้ไม่เชื่อโดยการบังคับเด็ดขาด—นั่นเป็นพฤติกรรมที่โง่เขลาจริงๆ เจ้าเข้าใจหรือไม่? (เข้าใจ) คนบางคนโง่เขลาได้เพียงใด? พวกเขากล่าวว่า “ลูกชายของคนนั้นเป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐีที่มีสถานะในสังคม เขามีสายสัมพันธ์กับข้าราชการด้วยซ้ำไป ถ้าพวกเราเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเชื่อในพระเจ้าต่อไป ครอบครัวของพวกเขาก็สามารถทำหน้าที่เจ้าภาพรับรองพี่น้องชายหญิงได้ด้วยซ้ำไป!” แนวคิดนี้ฟังดูเป็นอย่างไร? หากเจ้าคิดถึงเรื่องนี้จากมุมมองที่คำนึงถึงงานของคริสตจักร การคำนึงถึงพี่น้องชายหญิง และการพิจารณาถึงความปลอดภัย แนวคิดนี้ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่เจ้าต้องดูว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจหรือไม่ หากพวกเขาไม่เต็มใจที่จะเชื่อในพระเจ้าและไม่ชอบที่จะติดต่อกับพี่น้องชายหญิง แต่เจ้ายังคงต้องการโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อในพระเจ้า นั่นคือความโง่เขลาไม่ใช่หรือ? จงอย่าทำสิ่งที่แสดงถึงการไร้ซึ่งความเคารพตนเอง พวกเรามีการคุ้มครองของพระเจ้าและการทรงชี้แนะของพระเจ้าในการเชื่อในพระเจ้า ไม่ว่าพวกเราจะมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเราจะสู้ทนกับความทุกข์ใด พวกเราก็ควรใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี บางคนถึงกับอิจฉาคนคนนี้ที่ไปจากพระนิเวศของพระเจ้า โดยกล่าวว่าพวกเขามีความสามารถ—ทัศนะนี้ถูกต้องหรือไม่? พวกเราควรมองเรื่องนี้อย่างไร? เมื่อพวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ พวกเขาก็เลิกเชื่อในพระเจ้า ในสังคมนั้น พวกเขามีสถานะและตำแหน่ง และในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขากลับดูถูกพี่น้องชายหญิง และมองว่าพี่น้องชายหญิงเป็นผู้คนที่อยู่ระดับล่างของสังคมซึ่งไม่คู่ควรที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ดังนั้นพวกเราควรมีการตระหนักรู้ตนเองและไม่พยายามสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนดังกล่าวหรือประจบเอาใจพวกเขา ใช่หรือไม่? (ใช่)

สำหรับบรรดาผู้ที่พร้อมจะจากพระนิเวศของพระเจ้าไปได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ไม่เชื่อหรือเป็นเพียงคนเกียจคร้าน ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้รับพรหรือเพื่อหลีกเลี่ยงความวิบัติ—ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใด—ตราบใดที่พวกเขาพร้อมจะไปจากพระนิเวศของพระเจ้าได้ทุกเมื่อ และหลังจากจากไปแล้ว พวกเขาก็รังเกียจการที่พี่น้องชายหญิงติดต่อพวกเขา และยิ่งรังเกียจความช่วยเหลือและการค้ำจุนของพี่น้องชายหญิง โดยแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อใครก็ตามที่สามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขา ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจแก่คนเช่นนี้ หากพบผู้ไม่เชื่อประเภทนี้ ก็ควรเปิดโปงและคัดพวกเขาออกอย่างทันท่วงที บางคนอาจไม่รักความจริง แต่พวกเขาชอบเป็นคนดีและสุขสำราญกับการใช้ชีวิตร่วมกับพี่น้องชายหญิง การใช้ชีวิตเช่นนี้ทำให้พวกเขาอารมณ์ดี และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังหลีกเลี่ยงการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขารู้ว่าตนเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้และเต็มใจที่จะลงแรงอย่างขยันหมั่นเพียร หากพวกเขามีท่าทีแบบนี้จริงๆ พวกเจ้าคิดว่าควรอนุญาตให้พวกเขาทำหน้าที่ของตนต่อไปหรือไม่? (ควร) หากพวกเขาเต็มใจที่จะลงแรง และไม่ก่อกวนหรือขัดขวาง เช่นนั้นพวกเขาก็สามารถลงแรงต่อไปได้ แต่หากวันหนึ่งพวกเขาไม่เต็มใจที่จะลงแรงอีกต่อไปและต้องการไปจากพระนิเวศของพระเจ้า โดยกล่าวว่า “ฉันจะออกไปลองสร้างเนื้อสร้างตัวในโลก ฉันจะไม่เชื่อพระเจ้ากับพวกคุณอีกต่อไป ที่นี่ไม่สนุกเลย และบางครั้งเมื่อฉันทำหน้าที่ของฉันอย่างสุกเอาเผากิน ฉันก็ถูกตัดแต่ง การอยู่ที่นี่ช่างลำบากจริงๆ ฉันอยากจากไป”—ควรโน้มน้าวให้คนเช่นนี้อยู่ต่อหรือไม่? (ไม่) พวกเราสามารถถามพวกเขาได้เพียงคำถามเดียวว่า “คุณคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วหรือ?” หากพวกเขากล่าวว่า “ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้ว” เจ้าก็สามารถกล่าวได้ว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ขอให้คุณโชคดี ดูแลตัวเองด้วย ลาก่อน!” วิธีการนี้ใช้ได้หรือไม่? (ใช้ได้) พวกเจ้าคิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนประเภทใด? พวกเขาเป็นคนประเภทที่คิดว่าตนเองอยู่เหนือคนธรรมดา และรังเกียจโลกและวิถีของโลก โดยมักจะท่องบทกวีของผู้คนที่มีชื่อเสียง เช่น “ฉันสะบัดแขนเสื้อ โดยไม่เอาเมฆไปด้วยแม้เพียงปุยเดียว” พวกเขาคิดว่าพวกเขารักษาตนเองให้บริสุทธิ์และไม่เหมาะกับโลกนี้ และพวกเขาต้องการหาความสบายใจบางอย่างด้วยการเชื่อในพระเจ้า พวกเขามองว่าตนเองเป็นคนพิเศษอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเป็นคนธรรมดาสามัญที่สุด ใช้ชีวิตเพื่อกิน ดื่ม และสนุกสนานเท่านั้น พวกเขาไม่มีความคิดที่แท้จริงและไม่มีการไล่ตามเสาะหาที่แท้จริง พวกเขามองว่าตนเป็นคนที่สูงส่ง ประหนึ่งว่าไม่มีใครสามารถเข้าใจความคิดของพวกเขาหรือเทียบเคียงวิธีคิดของพวกเขาได้เลย พวกเขามองว่าขอบเขตความคิดของตนเองนั้นสูงกว่าของคนทั่วไป โดยกล่าวสิ่งต่างๆ เช่น “พวกคุณทุกคนเป็นคนธรรมดา แต่ดูฉันสิ—ฉันแตกต่างออกไป ถ้าคุณถามฉันว่าฉันมาจากที่ไหน ฉันก็จะบอกคุณว่าบ้านเกิดของฉันอยู่ไกลโพ้น” พวกเขาบอกเจ้าหรือไม่ว่าพวกเขามาจากที่ใด? เจ้ารู้หรือไม่ว่าสถานที่ที่เรียกว่า “ไกลโพ้น” นี้อยู่ที่ใด? ผู้คนที่พร้อมจะจากคริสตจักรไปได้ทุกเมื่อก็คือคนประเภทนี้นั่นเอง พวกเขารู้สึกว่าไม่มีที่ใดสามารถทำให้พวกเขาพึงพอใจได้และมักจะคิดถึงแต่สิ่งที่ไม่เป็นจริง คลุมเครือ และเป็นสิ่งลวงตาอยู่เสมอ พวกเขาไม่จดจ่ออยู่กับความเป็นจริงและไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์คืออะไรหรือเส้นทางใดที่ผู้คนควรเลือก พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้—พวกเขาเป็นเพียงคนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ เท่านั้น หากคนประเภทนี้ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไปจากคริสตจักรและกล่าวว่าพวกเขาได้คิดเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนมาเป็นเวลานานแล้ว เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องโน้มน้าวให้พวกเขาอยู่ต่อ จงอย่าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว—เพียงตัดชื่อพวกเขาออกเท่านั้นก็พอ นี่คือวิธีที่ควรจัดการกับคนเช่นนี้ วิธีนี้สอดคล้องกับหลักธรรมในการปฏิบัติต่อผู้คน การสามัคคีธรรมถึงบรรดาผู้ที่พร้อมจะไปจากคริสตจักรได้ทุกเมื่อก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger