หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (20) ตอนที่สอง

III. เปิดโปงการทำชั่วของคนชั่ว เพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะและเรียนรู้บทเรียน

ข้อกำหนดข้อที่สามในหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานคือ เวลารับมือการขัดขวางและการก่อกวนที่คนชั่วก่อให้เกิดขึ้น ผู้นำและคนทำงานควรกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าร่วมกับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพื่อทบทวนและรู้จักตนเอง และมีการกลับใจอย่างแท้จริง พวกเขาควรที่จะสามารถนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และสัมฤทธิ์การติดตามพระเจ้า การนบนอบพระเจ้า และการเป็นพยานให้พระเจ้า มีแต่งานแบบนี้เท่านั้นที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า สิ่งหนึ่งก็คือ ผู้นำและคนทำงานที่ทำงานในหนทางนี้ย่อมสามารถแก้ปัญหาและเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความจริงขณะทำงาน นอกจากนี้ ด้วยการสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา พวกเขาช่วยให้พี่น้องชายหญิงเข้าใจความจริง รู้วิธีทบทวนและรู้จักตนเอง ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน ทำหน้าที่ของตนให้ดี รู้วิธีแยกแยะและปฏิบัติต่อผู้คน สัมฤทธิ์การติดตามพระเจ้าและการนบนอบพระเจ้า ไม่ถูกผู้อื่นตีกรอบ และสามารถตั้งมั่นในคำพยานของตนได้ นี่คือการลุล่วงหน้าที่ของผู้นำและคนทำงาน นี่คือหลักธรรมที่ผู้นำและคนทำงานควรปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาขณะดำเนินงานของคริสตจักร ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดในคริสตจักร สิ่งสำคัญที่สุดประการแรกคือ ผู้นำและคนทำงานควรแสวงหาความจริง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และแสวงหาการทรงชี้แนะของพระเจ้าไปพร้อมกัน จากนั้นพวกเขาก็ควรมองหาพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องกันเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ ในกระบวนการแก้ไขปัญหา ผู้นำและคนทำงานก็ควรสามัคคีธรรมร่วมกับพี่น้องชายหญิงถึงพระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น และเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาตามพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาควรให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจของตนเองเพื่อแยกแยะปัญหาเหล่านี้อีกด้วย เมื่อคนส่วนใหญ่สามารถมีความเข้าใจที่เหมือนกันและเห็นพ้องต้องกันได้ ก็ย่อมแก้ไขปัญหาได้ง่ายขึ้น ในการแก้ปัญหา จงอย่าเล่าเหตุการณ์หรือลงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือกล่าวโทษคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา ในตอนแรก อย่ามุ่งเน้นที่ปัญหาเล็กๆ แต่จงสามัคคีธรรมความจริงให้ชัดเจน เพราะนี่จะเผยธรรมชาติของปัญหาออกมา เฉพาะแนวทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเรียนรู้การใช้วิจารณญาณแยกแยะปัญหาตามพระวจนะของพระเจ้า ได้รับวิจารณญาณแยกแยะจากผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น และเรียนรู้บทเรียนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงจากสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้พวกเขานำคำพูดและคำสอนที่พวกเขาเข้าใจเป็นปกติไปเทียบกับชีวิตจริง ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจความจริงได้อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ผู้นำและคนทำงานควรทำมิใช่หรือ? การนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเกี่ยวพันกับการใช้ความจริงแก้ไขมโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นหลัก แนวทางนี้ให้ผลดีที่สุด ยิ่งผู้นำและคนทำงานสามารถใช้ความจริงแก้ปัญหาได้มากเท่าใด ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะยิ่งเข้าใจความจริงได้ง่ายเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็จะรู้วิธีปฏิบัติและนำพระวจนะของพระเจ้าไปปรับใช้ในชีวิตจริง หากผู้นำและคนทำงานนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาก็จะสามารถพาประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงและผสมผสานพระวจนะของพระเจ้าเข้าไปในชีวิตประจำวันของตนอีกด้วย บางคนกล่าวว่า “ข้อกำหนดสำหรับผู้นำและคนทำงานข้อนี้ไม่เรียกร้องมากเกินไปหรือ? พวกเราจะมีความเข้าใจมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?” เจ้าอาจจะไม่เคยมีความเข้าใจเช่นนี้มาก่อน แต่เจ้าจะเรียนรู้และปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ได้หรือ? พระราชกิจของพระเจ้าฝึกฝนผู้นำ คนทำงาน และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงในหนทางนี้ หากเจ้าไม่รู้วิธี เจ้าก็สามารถเรียนรู้และปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดขึ้นก็ตาม เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะทบทวนตนเองและรู้จักตนเองตามพระวจนะของพระเจ้า นี่คือกระบวนการของการปฏิบัติ หลังจากปฏิบัติไปไม่กี่ครั้งและสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ต่างๆ เจ้าก็จะมีเส้นทางและรู้วิธีปฏิบัติความจริง เมื่อพระเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจ นี่คือวิธีที่พระองค์ทรงนำผู้คนให้เรียนรู้การเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ผู้นำและคนทำงานจึงควรสื่อสารกับพี่น้องชายหญิงบ่อยๆ เผชิญปัญหาด้วยกัน แก้ปัญหาด้วยกัน และทำงานของคริสตจักรให้ดี แล้วผู้นำคริสตจักรควรนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร? หนทางหลักก็คือนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรระบุและแก้ปัญหาในชีวิตจริง ปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตจริง เพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่เพียงปฏิบัติความจริงได้เท่านั้น แต่ยังสามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นลบและผู้คนที่เป็นลบ ได้แก่ ผู้นำเทียมเท็จ คนทำงานเทียมเท็จ คนชั่ว ผู้ไม่เชื่อ และศัตรูของพระคริสต์ได้อีกด้วย จุดประสงค์ของการแยกแยะผู้คนหลากหลายประเภทก็เพื่อแก้ปัญหา เฉพาะเมื่อแก้ไขการก่อกวนที่เกิดจากคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ได้อย่างสิ้นเชิงเท่านั้น งานของคริสตจักรจึงจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และน้ำพระทัยของพระเจ้าจึงจะสำเร็จลุล่วงในคริสตจักร ในขณะเดียวกัน การจัดการคนชั่วย่อมเป็นการตักเตือนให้หลีกเลี่ยงการทำความผิดหรือทำชั่ว ซึ่งทำให้ตนเองสามารถสัมฤทธิ์การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงเจ้าจะลุล่วงหน้าที่ของตนและได้รับการเข้าสู่ชีวิตเท่านั้น แต่เจ้ายังจะเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงอีกด้วย นี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าเข้าใจความจริงและสามารถแก้ปัญหาได้ ก็ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ามีขีดความสามารถที่จะเป็นผู้นำหรือคนทำงานและเป็นไปตามข้อกำหนดที่จะได้รับการบ่มเพาะในพระนิเวศของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงควรเป็นผู้นำและชี้แนะพี่น้องชายหญิงให้เรียนรู้การแยกแยะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ในชีวิตจริง สัมฤทธิ์การเข้าใจความจริง รู้ว่าจะปฏิบัติต่อผู้คนสารพัดประเภทที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรอย่างไร รู้ว่าจะปฏิบัติความจริง ปฏิบัติต่อผู้คนต่างๆ ตามหลักธรรม และสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหาอย่างไร นี่คือความรับผิดชอบของเจ้า ด้วยการปฏิบัติในหนทางนี้ เจ้าย่อมเข้าสู่ความเป็นจริงในพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะเรียนรู้บทเรียน ได้รับวิจารณญาณแยกแยะ และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าในชีวิตจริง มีหลักธรรมของการปฏิบัติในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ในการปฏิบัติต่อผู้คน และการทำหน้าที่ของตน ในหนทางนี้ เจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงได้ พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนต้องสัมฤทธิ์ผลลัพธ์เช่นนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น เจ้าต้องเรียนรู้บทเรียนของเจ้าและเพิ่มพูนวิจารณญาณแยกแยะอยู่เสมอ เจ้าไม่สามารถปล่อยให้สิ่งเหล่านี้หลุดลอยไป และเจ้าไม่อาจพลาดโอกาสอันใดที่จะเรียนรู้บทเรียนของเจ้าและเพิ่มพูนวิจารณญาณได้ เนื่องจากนี่เป็นกรณีที่มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น พวกเราต้องไม่จัดการเรื่องนั้นด้วยท่าทีที่คิดลบและพร่ำบ่น ในทางกลับกัน พวกเราควรเผชิญเรื่องนั้นด้วยท่าทีที่เป็นบวก แล้วจะทำเช่นนั้นอย่างไร? ก็ด้วยการแสวงหาความจริงเพื่อแก้ไขปัญหา ผู้คนล้วนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และความเป็นมนุษย์ของพวกเขาสามารถเป็นไปในทางที่ดีหรือชั่วก็ได้ ดังนั้น เมื่อผู้คนมารวมตัวกันจะไม่เกิดปัญหาขึ้นได้อย่างไร? ท่าทีของเจ้าควรเป็นเช่นไรเมื่อคำนึงว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมนี้ไว้ให้เจ้า เมื่อคำนึงว่าพระองค์ทรงแสดงให้เจ้ามองเห็นผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเจ้า? จงขอบคุณพระเจ้าที่ทรงวางปัญหาทั้งหลายนี้ไว้ตรงหน้าเจ้า พระองค์กำลังประทานโอกาสให้เจ้าปฏิบัติและเรียนรู้บทเรียน รวมทั้งเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน เจ้าควรขอบคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสเช่นนี้แก่เจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญปัญหาใด เจ้าก็ต้องนำพี่น้องชายหญิงเรียนรู้ที่จะแยกแยะ ถอดบทเรียน และได้รับความเข้าใจเชิงลึกไปพร้อมกับเจ้า นอกจากนี้ เจ้าต้องนำพวกเขาคิดทบทวนและทำความเข้าใจไปพร้อมกับเจ้าว่าผู้คนมีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันอันใดบ้างเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว มีทัศนะใดบ้างที่บิดเบี้ยว ได้เรียนรู้บทเรียนใดบ้างจากการเผชิญเรื่องนี้ ได้แก้ไขมโนคติและทัศนะที่ผิดพลาดใดไปแล้วบ้าง และในท้ายที่สุดได้เข้าใจความจริงประการใดไปแล้วบ้าง นี่คือวิธีที่คนเราควรมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าโดยไม่พลาดสักเรื่องเดียว หากเจ้ามีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามาแล้วหลายปีและได้แก้ไขปัญหาไปแล้วมากมาย เจ้าย่อมจะมองเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงทั้งสิ้น และสามารถชำระผู้คนให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเขาให้รอดจากอิทธิพลของซาตานได้อย่างแน่นอน เมื่อผู้คนเข้าใจและได้รับความจริง พวกเขาย่อมจะมองเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าลุล่วงและสำเร็จทุกประการแล้ว เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า เมื่อนั้นพวกเขาย่อมจะสามารถผสมผสานพระวจนะของพระเจ้าเข้าสู่ชีวิตจริงของตน ใช้พระวจนะของพระเจ้ามองดูผู้คนและเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ใช้พระวจนะของพระเจ้าประเมินผู้คนและทุกสิ่งที่ผู้คนทำ แทนที่จะพึ่งพาสิ่งที่ตนมองเห็นหรือความรู้สึกของตน และแน่นอนว่าไม่พึ่งพามโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน เมื่อเรียนรู้บทเรียนเหล่านี้แล้ว พวกเขาย่อมใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าได้ง่ายขึ้น และมักจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในการสถิตของพระเจ้า ในหนทางนี้ ผู้นำและคนทำงานย่อมทำงานของตนได้ตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน และลุล่วงความรับผิดชอบของตน เฉพาะเมื่อผู้นำและคนทำงานทำงานของตนได้อย่างครบถ้วนเท่านั้น ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจึงสามารถสัมฤทธิ์ประโยชน์เหล่านี้ได้ ในสถานการณ์มากมายที่เจ้าพบเจอ หากเจ้าไม่รู้ว่าจะนำพี่น้องชายหญิงให้เรียนรู้บทเรียนอย่างไร และเจ้าไม่สามารถแยกแยะผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็เป็นคนที่มืดบอด เป็นคนเลอะเลือนที่ด้านชาและหัวทึบ เวลาเผชิญสถานการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงเจ้าจะรู้สึกหนักอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร และไม่มีความสามารถพอที่จะทำงานนี้เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อประสบการณ์ที่พี่น้องชายหญิงจะมีกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเหล่านี้อีกด้วย หากเจ้าจัดการสิ่งต่างๆ อย่างไม่ถูกควร ไม่ทำงานใดๆ ไม่กล่าวสิ่งที่เจ้าควรกล่าวเพื่อสามัคคีธรรมความจริงเลยสักคำ และไม่สามารถพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือให้ความเจริญใจแก่ผู้อื่น เช่นนั้นแล้ว เมื่อคนจำนวนมากเผชิญหน้ากับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งที่ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนนี้ ไม่เพียงพวกเขาจะไม่สามารถยอมรับเรื่องเหล่านี้จากพระเจ้า ไม่สามารถปฏิบัติต่อเรื่องเหล่านี้อย่างแข็งขันและเป็นบวก และเรียนรู้บทเรียนจากเรื่องเหล่านี้ได้เท่านั้น แต่มโนคติอันหลงผิด การระแวดระวังพระเจ้าย่อมจะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความไม่เชื่อใจและความกังขาในพระองค์ นี่คือผลสืบเนื่องของการที่ผู้นำและคนทำงานไม่มีความเป็นจริงความจริงและไม่สามารถใช้ความจริงแก้ปัญหามิใช่หรือ? นี่คือสัญญาณว่าผู้นำและคนทำงานไม่สามารถทำงานที่แท้จริงได้มิใช่หรือ? เจ้าไม่เคยทำงานของคริสตจักรอย่างถูกควร ไม่เคยทำพระบัญชาที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าให้แล้วเสร็จ ไม่เคยลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน และไม่เคยนำพี่น้องชายหญิงออกจากการอยู่ภายใต้อำนาจของซาตาน พวกเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและการทดลองของซาตาน เจ้ากำลังประวิงการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมิใช่หรือ? เจ้ากำลังทำร้ายผู้คนอย่างลึกซึ้ง! ในฐานะผู้นำและคนทำงาน เจ้าควรยอมรับพระบัญชาจากพระเจ้า นำพี่น้องชายหญิงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเพื่อสัมฤทธิ์การเข้าใจความจริงและทำหน้าที่ของตนตามหลักธรรม จึงจะเพิ่มพูนความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขา ไม่เพียงเจ้าไม่ได้ปฏิบัติในหนทางนี้เท่านั้น แต่เจ้ายังไม่ควบคุมหรือแก้ไขการก่อกวนที่เกิดจากคนชั่วอีกด้วย จึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หลังจากที่เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี พวกเขาไม่เพียงไม่ก้าวหน้าและไม่เข้าใจความจริงหรือไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังถึงขั้นเกิดมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าอีกด้วย โดยไม่มีการนบนอบที่แท้จริงเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกสิ่งที่เจ้าได้ทำลงไปย่อมขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าโดยแท้จริงมิใช่หรือ? เจ้าไม่เพียงไม่นำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงหรือปกป้องพวกเขาเท่านั้น แต่ยังปล่อยให้พวกเขาถูกคนชั่วก่อกวน ถูกศัตรูของพระคริสต์ชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้อีกด้วย เจ้าไม่ได้ทำสิ่งที่ทำร้ายผู้คนของเจ้าเองและสร้างความยินดีให้แก่ศัตรูของเจ้าหรอกหรือ? เจ้ากำลังช่วยเหลือและสนับสนุนความชั่วมิใช่หรือ? เจ้าทำงานมานานขนาดนี้ แต่ไม่เพียงไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลที่เป็นบวกได้เท่านั้น ทว่าเจ้าถึงขั้นทำให้ระยะห่างระหว่างพี่น้องชายหญิงและพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และทำจนกระทั่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีปราศจากการเข้าใจความจริงหรือรู้ว่าจะแยกแยะการขัดขวางและการก่อกวนของคนชั่วอย่างไร จนส่งผลร้ายแรงต่อการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ปัญหาในที่นี้คืออะไร? นี่คือการทำความชั่วอย่างมากมายมิใช่หรือ? ไม่ว่าผู้นำและคนทำงานจะทำงานใดก็ตาม หากพวกเขาไม่สามารถกระทำการตามข้อกำหนดของพระเจ้า ไม่อาจจัดการเรื่องราวและแก้ปัญหาตามหลักธรรมความจริงได้ ผลกระทบจากการกระทำของพวกเขาย่อมจะไปไกลเกินกว่าตัวพวกเขาเองหรือผู้คนเพียงไม่กี่คน แต่จะส่งผลกระทบต่องานของคริสตจักร การเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนในคริสตจักร ผลลัพธ์ของการทำหน้าที่ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ผลลัพธ์ของการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร และแม้กระทั่งการที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดและได้รับการพาเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าหรือไม่—ทั้งหมดนี้คือด้านต่างๆ ที่อาจได้รับผลกระทบทั้งสิ้น บางคนเชื่อในพระเจ้าแต่กลับติดตามผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ ส่งผลให้ตนเองย่อยยับ นี่เหมือนกับผู้คนในแวดวงทางศาสนาที่ถูกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสชักพาให้หลงผิดและควบคุมเอาไว้ไม่มีผิด เป็นผลให้พวกเขาไม่สามารถรับเสด็จพระเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา แต่กลับตกอยู่ในความวิบัติแทน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น การสามารถแยกแยะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร!

หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานกำหนดให้พวกเขาปฏิบัติกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสามข้อ ข้อแรก พวกเขาต้องระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนงานของคริสตจักร ข้อสอง หลังจากแยกแยะและระบุลักษณะของสิ่งดังกล่าวแล้ว พวกเขาต้องหยุดยั้งและควบคุมคนชั่วทันที นี่คือขั้นตอนที่สอง ข้อสาม ขณะหยุดยั้งและควบคุมคนชั่ว พร้อมทั้งแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น พวกเขาต้องหมั่นสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้ากับพี่น้องชายหญิงเพื่อเปิดโปงการทำชั่วของพวกคนชั่ว จับตาดูปฏิกิริยาและความเข้าใจของพี่น้องชายหญิงที่มีต่อเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และแก้ไขทัศนะที่ไม่ถูกต้องที่พวกเขามีในทันที แน่นอนว่าหากพี่น้องชายหญิงที่ไล่ตามเสาะหาความจริงบางคนมีความเข้าใจเชิงลึก ก็ควรหนุนใจให้พวกเขาสามัคคีธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้นำและคนทำงานก็ควรช่วยคนที่อ่อนแอหรือมีวุฒิภาวะน้อย และหนุนใจให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นมากขึ้นอีกด้วย ผลลัพธ์ที่ต้องการก็คือช่วยให้พี่น้องชายหญิงเกิดวิจารณญาณแยกแยะและเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เรียนรู้ที่จะแยกแยะผู้คนและเรื่องราวทั้งหลาย จุดประสงค์ของการแยกแยะผู้คนและเรื่องราวต่างๆ ก็เพื่อทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจผู้คนประเภทต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นโดยใช้วิธีการที่ถูกต้องตามหลักธรรมความจริง พลางเรียนรู้บทเรียนด้วยตนเองด้วย พวกเขาควรเรียนรู้บทเรียนใด? พวกเขาควรเฝ้าสังเกตว่าพระเจ้าทรงมีท่าทีเช่นใดต่อผู้คนเหล่านี้เวลาที่ทรงชำแหละและเปิดโปงสภาวะของคนเหล่านี้—การรู้ว่าพระเจ้าทรงมีท่าทีเช่นใดต่อคนเหล่านี้ทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าตนควรเป็นคนเช่นไรและควรใช้เส้นทางแบบใดใช่หรือไม่? (ใช่) สรุปแล้ว ผลลัพธ์ที่พึงสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดก็คือการที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงในสภาพแวดล้อมของชีวิตจริง สามารถทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติ และนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมการของพระเจ้าได้ ในหนทางนี้ ผู้นำและคนทำงานย่อมจะปฏิบัติงานของคริสตจักรได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เมื่อพิจารณาจากขั้นตอนทั้งสามของการปฏิบัติงานนี้แล้ว เป็นเรื่องยากหรือไม่ที่ผู้นำและคนทำงานจะทำงานนี้ให้ดี? (ไม่ยาก) หากพึ่งพาความเมตตาและขีดความสามารถของมนุษย์ ก็เป็นไปได้ที่การทำงานนี้ให้ดีนั้นค่อนข้างเหนื่อยยาก เพราะเจ้าจะไม่สัมฤทธิ์ผลตามข้อกำหนดของพระเจ้าและจะไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบที่แท้จริงของผู้นำและคนทำงาน หากพึ่งพาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เจ้าจะสามารถทำงานนี้ได้ดีหรือไม่? (ไม่ได้) กล่าวตามตรงก็คือ การพึ่งพาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามในการทำงานนี้ย่อมหมายถึงการกระทำตามแนวคิดของเจ้าเอง นี่จะให้ผลลัพธ์เช่นใด? (จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในคริสตจักร) นี่เป็นผลสืบเนื่องอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ยิ่งเจ้าทำงาน สิ่งต่างๆ ก็ยิ่งยุ่งเหยิงวุ่นวาย ความยุ่งเหยิงวุ่นวายคืออะไร? ความยุ่งเหยิงวุ่นวายมีลักษณะพิเศษอะไรบ้าง? ความยุ่งเหยิงวุ่นวายคือยามที่ผู้คนไม่สามารถกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าหรือสามัคคีธรรมความจริงได้ตามปกติระหว่างการชุมนุม มีคนชั่วและผู้ไม่เชื่อทำให้เกิดการก่อกวนอยู่เสมอ หรือมีข้อพิพาทอย่างต่อเนื่อง โดยที่ทุกคนต่างยึดทัศนะของตนเองและสร้างกลุ่มสร้างพวกพ้องขึ้นมา พี่น้องชายหญิงก็ไร้วิจารณญาณและหลงทาง คนที่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณและรักความจริงจึงพลอยถูกรบกวนไปด้วย และชีวิตของพวกเขาก็ไม่เติบโต ในคริสตจักรเช่นนั้น คนชั่วและผู้ไม่เชื่อย่อมกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่ทรงพระราชกิจ ในคริสตจักรเช่นนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้คนต่างก็พูดขึ้นมาพร้อมกัน แสดงทัศนะสารพัดอย่าง โดยแทบไม่กล่าวถึงมุมมองที่ถูกต้องเลย คริสตจักรจึงแตกแยกออกเป็นหลายฝ่ายอย่างรวดเร็ว ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่คน และไม่มีสัญญาณของพระราชกิจหรือการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนระแวดระวังกันเองและต่างก็มองกันด้วยความระแวง มีสองหรือสามกลุ่มที่แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์กัน ทุกคนเสาะหาคนหนุนหลังตน เล่นงานและกีดกันคนที่เห็นต่าง และอาจมีการทำชั่วทุกรูปแบบ นี่คือภาพความยุ่งเหยิงวุ่นวาย สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เพราะผู้นำและคนทำงานไม่สามารถทำงานของตนมิใช่หรือ? (ใช่) การที่ผู้นำและคนทำงานต่างก็ทำงานตามแนวคิดของตนเองย่อมก่อให้เกิดผลสืบเนื่องเหล่านี้ การทำงานตามแนวคิดของตนเองหมายถึงอะไร? หมายถึงการไม่เข้าใจความจริง ไร้ซึ่งหลักธรรม และกระทำการอย่างมืดบอดตามอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ นำไปสู่สภาวะที่ยิ่งยุ่งเหยิงวุ่นวายในคริสตจักร บางคนอาจกล่าวว่า “มีคนชั่วทำให้เกิดการก่อกวนในคริสตจักรได้อย่างไร? ฉันไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด หรือควรอยู่ฝ่ายไหน?” คนอื่นอาจกล่าวว่า “คริสตจักรถูกแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย พวกเราควรใช้ชีวิตคริสตจักรกันอย่างไร? การชุมนุมทุกครั้งไร้ผลและเสียเวลาเปล่า การเชื่อแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมจะไม่ให้ผลใดๆ” เมื่อคริสตจักรหนึ่งกลายเป็นวุ่นวายจนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่สามารถใช้ชีวิตคริสตจักรได้ คริสตจักรแห่งนั้นย่อมเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้าโดยสิ้นเชิง นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตราบใดที่คนชั่วและผู้ไม่เชื่อกุมอำนาจ พวกเขาย่อมจะทำลายคริสตจักรให้ย่อยยับ คริสตจักรไม่สามารถดำเนินงานได้หากไม่มีคนดีและคนที่ปฏิบัติความจริงมาเป็นผู้นำและคนทำงาน—เมื่อไม่มีคนเหล่านี้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สิ่งต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุม! หากไม่ควบคุมคนชั่วและผู้ไม่เชื่อเอาไว้ ก็จะไม่มีชีวิตคริสตจักร และระเบียบปกติของคริสตจักรก็จะเสียหายโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นความยุ่งเหยิง นี่คือผลลัพธ์เมื่อผู้นำและคนทำงานไม่ทำงานของตนให้ดี หากผู้นำและคนทำงานไม่สามารถยอมรับความจริง ไม่สามารถคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า หรือพึ่งพาพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะไม่สามารถทำงานของคริสตจักรให้ดีได้ พวกเขาจะไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในคริสตจักร หรือแก้ไขความยากลำบากใดๆ ซึ่งประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเผชิญอยู่ ผู้นำและคนทำงานเช่นนั้นจะสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้หรือไม่หากพวกเขากุมอำนาจ? พวกเขาได้แต่นำความวุ่นวายมาสู่คริสตจักรเท่านั้น—ท้ายที่สุดแล้ว ก็จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น จากนั้นคริสตจักรแห่งนั้นย่อมกลายเป็นรกร้าง เป็นที่ที่ซาตานกุมอำนาจ และทรุดโทรมกลายเป็นสิ่งอื่นไป พระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับคริสตจักรเช่นนี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่ทรงพระราชกิจในนั้น คริสตจักรดังกล่าวเป็นคริสตจักรแค่ในนามเท่านั้นและควรถูกปิดไปเสีย

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger