หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2) ตอนที่ห้า

ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานจริงหรือดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน

ผู้นำเทียมเท็จบางคนไม่สามารถทำงานที่เป็นรูปธรรมได้ แต่พวกเขากลับจัดการกับกิจธุระทั่วไปบางอย่างที่ไม่มีความสำคัญ และคิดว่านี่คือการทำงานที่เป็นรูปธรรม และงานนี้อยู่ภายในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของตน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังจัดการกับกิจธุระเหล่านี้ในลักษณะที่จริงจังมากและทุ่มเทความพยายามอย่างมากจริงๆ โดยดำเนินการกิจธุระดังกล่าวในลักษณะที่เหมาะสมมาก ตัวอย่างเช่น มีบุคคลคนหนึ่งในคริสตจักรที่เคยทำงานเป็นพ่อครัวขนมอบมาก่อน วันหนึ่งเขาตัดสินใจด้วยความมีเมตตาในหัวใจของตนว่าเขาจำเป็นต้องอบขนมให้เรา และตระเตรียมที่จะทำเช่นนั้นโดยไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ให้เราทราบ เขาถามผู้นำของเขาว่าอนุญาตให้ทำหรือไม่ และพวกผู้นำก็บอกว่า “เอาเลย หากขนมนั้นรสชาติดี พวกเราจะถวายขนมดังกล่าวให้พระเจ้า หากรสชาติไม่ดี พวกเราทุกคนก็สามารถกินขนมเหล่านั้นได้” เขาได้รับการอนุมัติจากผู้นำแล้ว ซึ่งทำให้งานนี้ถูกทำนองคลองธรรมและถูกควร ดังนั้นเขาจึงรวบรวมส่วนผสมต่างๆ และรีบอบขนมออกมาหนึ่งชุดอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวว่า “ฉันไม่รู้ว่าขนมพวกนี้จะรสชาติดีหรือไม่ หรือขนมพวกนี้จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้หรือไม่ หรือขนมพวกนี้จะถูกพระทัยของพระองค์หรือไม่” บรรดาผู้นำก็ตอบว่า “ไม่เป็นไร พวกเราจะเสียสละเวลากับสุขภาพของพวกเรา และยอมเสี่ยงเล็กน้อยเพื่อพระเจ้า พวกเราจะชิมขนมก่อนและตรวจสอบขนมเหล่านั้นให้พระเจ้า หากรสชาติของขนมไม่ดีจริงๆ แล้วพวกเราทูลขอให้พระเจ้าเสวยขนมเหล่านั้น พระองค์ย่อมจะทรงรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังในตัวพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นในฐานะผู้นำ พวกเราจึงมีหน้าที่รับผิดชอบและมีภาระผูกพันในการดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ นี่คือการทำงานที่เป็นรูปธรรม” จากนั้นหัวหน้ากลุ่มทุกคนที่มี “สำนึกแห่งความรับผิดชอบ” อยู่บ้างก็ชิมขนมอบกัน หลังจากได้ชิมขนมแล้ว พวกเขาก็วิพากษ์วิจารณ์ โดยกล่าวว่า “เตาอบร้อนเกินไปสำหรับการอบชุดนี้ อุณหภูมิสูงเกินไป และขนมพวกนี้อาจทำให้ร้อนในได้—ขนมยังมีรสขมเล็กน้อยอีกด้วย นั่นไม่ดีเลย! พวกเราจำเป็นต้องมีท่าทีที่รับผิดชอบและอบขนมอีกชุดหนึ่งและชิมขนมอีกครั้ง!” หลังจากชิมขนมชุดนี้แล้ว พวกเขาก็กล่าวว่า “ชุดนี้ใช้ได้แล้ว ขนมมีกลิ่นเนย รสชาติของไข่กับงาด้วย ช่างคู่ควรกับการเป็นพ่อครัวขนมอบอย่างแท้จริง! ในเมื่อมีขนมมากมายเหลือเกิน และพระเจ้าไม่อาจเสวยขนมทั้งหมดนี้เพียงลำพังได้ พวกเรานำขนม 10 หรือ 20 ชิ้นใส่ไว้ในขวดโหลใบเล็ก แล้วถวายเป็นตัวอย่างให้พระเจ้าทรงชิม หากพระเจ้าทรงเห็นว่าขนมเหล่านี้อร่อย พวกเราก็สามารถอบขนมต่อไปในปริมาณที่มากขึ้นได้” พวกเขาส่งขวดโหลใบหนึ่งให้เรา และเราก็ลองชิมขนมไปสองชิ้น เราคิดว่าขนมดังกล่าวพอใช้ได้ในฐานะที่เป็นของแปลกใหม่ แต่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาหารมื้อหลัก ดังนั้นเราจึงหยุดกินขนมเหล่านั้น บางคนถึงกับคิดว่าขนมเหล่านั้นเป็นขนมที่สมาชิกคนหนึ่งของพระนิเวศของพระเจ้าทำมาจากที่บ้าน และคิดว่าขนมเหล่านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความจงรักภักดี และความยำเกรง รวมทั้งมีความหมายมาก ถึงแม้ว่าขนมดังกล่าวมีรสชาติแค่พอใช้ได้เท่านั้น ต่อมาเราก็นำขวดโหลใส่ขนมอบไปคืน เราไม่สนใจในของพวกนี้และเราก็ไม่รู้สึกอยากกิน ยิ่งไปกว่านั้น หากเราอยากกินขนมอบ เราก็สามารถซื้อขนมอบได้หลากหลายรสชาติและจากประเทศต่างๆ ที่ตลาดโดยไม่ต้องจ่ายเงินมากมาย หลังจากนั้นเราก็บอกพวกเขาว่า “เราซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้า แต่โปรดอย่าทำขนมมาให้เราอีก เราจะไม่กินขนมเหล่านั้น และหากเราต้องการขนม เราก็จะซื้อขนมเอง หากมีความจำเป็นขึ้นมา เช่นนั้นก็จงทำขนมเมื่อเราขอให้เจ้าทำเท่านั้น หากเราไม่ได้บอกให้เจ้าทำขนม เช่นนั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องอบขนมอีก” เรื่องนี้ง่ายพอที่จะเข้าใจมิใช่หรือ? หากพวกเขาประพฤติตนดีและเชื่อฟัง พวกเขาย่อมจะจดจำคำพูดของเราและงดเว้นจากการทำขนมอีก เมื่อพระเจ้าตรัสว่าใช่ก็หมายความว่าใช่ ไม่ก็หมายความว่าไม่ และ “จงอย่าทำขนม” ก็หมายความว่า “จงอย่าทำขนม” อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง พวกเขาก็ส่งขนมอบมาให้เราอีกสองขวดโหล เราบอกพวกเขาว่า “เราบอกพวกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าทำขนมอีก?” พวกเขาตอบว่า “ขนมพวกนี้แตกต่างจากคราวก่อน” เราตอบว่า “ต่อให้ขนมเหล่านี้แตกต่างกัน ก็ยังเป็นขนมอบอยู่ดี ไม่มีความจำเป็นต้องทำขนมอบเลย เราไม่ได้พูดตามมารยาท—หากเราต้องการขนมอบ เราจะบอกให้พวกเจ้ารู้ เจ้าสามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้ไม่ใช่หรือ? จงอย่าทำขนมอบอีกต่อไป” คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่เข้าใจได้ใช่หรือไม่? (ใช่) แต่เพราะเหตุใดคนที่ทำขนมจึงดูเหมือนจะลืมอยู่เสมอ? หากผู้นำของเขาสามารถคอยตรวจสอบเขา ไม่ให้ความร่วมมือกับเขาอย่างแข็งขันหรือสนับสนุนให้เขาทำเช่นนี้ อีกทั้งสามารถจำกัดเขาได้ทันที คนที่ทำขนมอบจะยังกล้าทำขนมหรือไม่? อย่างน้อยที่สุดเขาคงจะไม่ทำขนมอย่างอุกอาจและไร้ยางอายเช่นนั้น ดังนั้นบรรดาผู้นำเหล่านั้นมีผลอย่างไรในสถานการณ์นี้? พวกเขาบริหารจัดการเรื่องปลีกย่อยทุกรายละเอียด ยื่นจมูกเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับทุกสิ่ง และรับผิดชอบการตรวจสอบต่างๆ แทนเรา พวกเขาช่าง “เปี่ยมรัก” เหลือเกินจนไม่อาจหาคำพูดใดมาบรรยายได้ นี่คืองานที่พวกเขาควรจะทำใช่หรือไม่? ไม่มีคำสั่งให้ทำเช่นนี้ในหลักธรรมของงานในพระนิเวศของพระเจ้า และเราก็ไม่ได้ไว้วางใจมอบหมายงานนี้ให้พวกเขา นี่เป็นงานที่ผู้คนริเริ่มขึ้นมา เราไม่ได้ร้องขอเลย แล้วเพราะเหตุใดผู้นำเหล่านี้จึงดำเนินการงานนี้อย่างกระตือรือร้นนัก? นี่เป็นการสำแดงของผู้นำเทียมเท็จ กล่าวคือการไม่ดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน มีงานในคริสตจักรมากมายเหลือเกินที่จำเป็นต้องให้พวกเขาติดตาม ตรวจสอบ และกระตุ้น รวมทั้งมีปัญหาจริงมากมายนักที่จำเป็นต้องให้พวกเขาแก้ไขโดยการสามัคคีธรรมความจริง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานนั้นเลย ตรงกันข้าม พวกเขากลับว่างพอที่จะชิมขนมอบแทนเราในครัว พวกเขาจริงจังและทุ่มเทพยายามในเรื่องนี้อย่างมากทีเดียว นี่เป็นสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จทำมิใช่หรือ? เรื่องนี้น่าขยะแขยงมากอยู่แล้วมิใช่หรือ? เราไม่เคยคาดหวังว่า หลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่งเรื่องนี้จะปรากฏขึ้นมาอีก คนที่ทำขนมอบต้องการจะเริ่มทำขนมอบให้เราอีกครั้ง เราบอกผู้นำคนหนึ่งเป็นการเฉพาะว่า “เจ้าจงไปแก้ไขเรื่องนี้ เจ้าจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ให้เขาฟังอย่างชัดเจน หากเขาทำเช่นนี้อีก เราจะให้เจ้าเป็นคนรับผิดชอบ!” ในคริสตจักรมีงานให้ทำมากมายเหลือเกิน งานใดก็ตามย่อมจะทำให้พวกเขายุ่งไปสักระยะหนึ่ง เหตุใดพวกเขาจึงว่างนัก? พวกเขาอยู่ที่นี่เพื่อทำให้ตนเองอ้วนขึ้นหรือเพื่อมีส่วนร่วมในการพูดคุยเรื่องไร้สาระยามว่างใช่หรือไม่? นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับสิ่งเหล่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเราออกคำสั่งนั้นไปแล้ว ผู้นำก็ไม่ได้รายงานอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครส่งขนมอบชิ้นเล็กๆ พวกนั้นมาให้เราอีก ซึ่งเป็นความโล่งใจทีเดียว เมื่อตัดสินจากเหตุการณ์นี้ พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าผู้นำเหล่านี้ไม่ได้กำลังดูแลรับผิดชอบงานที่ถูกควรของตน? (ได้) เรื่องนี้ไม่ถึงกับจริงจังขนาดนั้น ยังมีเรื่องที่ร้ายแรงกว่านี้อีก

เรามักจะไปเยี่ยมคริสตจักรบางแห่งเพื่อชมโดยรอบ พบกับผู้นำ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานบางอย่าง และแก้ไขประเด็นปัญหาบางเรื่อง บางทีเราก็ต้องกินอาหารกลางวันที่คริสตจักรเหล่านี้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าใครจะเตรียมอาหารมื้อนั้น บรรดาผู้นำมีความรับผิดชอบมากจนถึงขั้นที่พวกเขาเลือกใครบางคนที่อ้างว่าเป็นพ่อครัว เรากล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นพ่อครัวหรือไม่ สิ่งสำคัญก็คือเราชอบอาหารที่เรียบง่าย เราชอบลิ้มรสชาติดั้งเดิมของส่วนผสมทั้งหลาย อาหารไม่ควรเค็มเกินไป มันเกินไป หรือมีการกระตุ้นรสชาติมากเกินไป ในฤดูหนาวเราจำเป็นต้องกินอะไรอุ่นๆ นอกจากนั้นอาหารต้องผ่านการปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง ไม่สุกๆ ดิบๆ และย่อยง่าย” เราสื่อสารหลักธรรมเหล่านี้อย่างชัดเจนแล้วมิใช่หรือ? หลักธรรมเหล่านี้สัมฤทธิ์ง่ายหรือไม่? หลักธรรมเหล่านี้ทั้งจำได้ง่ายและทำได้ง่าย แม่บ้านที่ทำอาหารมาเป็นเวลาสามถึงห้าปีก็สามารถเข้าใจและสัมฤทธิ์หลักธรรมเหล่านี้ได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องยืนกรานที่จะหาพ่อครัวมาทำอาหารให้เรา ใครบางคนที่สามารถทำอาหารบ้านๆ ได้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้นำเหล่านี้ช่าง “เปี่ยมรัก” เหลือเกินพวกเขาจึงยืนกรานที่จะหา “พ่อครัว” มาตระเตรียมอาหารเวลาที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพรับรองเรา ก่อนที่พ่อครัวจะปรุงอาหารให้เราอย่างเป็นทางการ บรรดาผู้นำก็ต้องทำการตรวจสอบ พวกเขาตรวจสอบอย่างไร? พวกเขาให้พ่อครัวทำเกี๊ยวหนึ่งชุดและก๋วยเตี๋ยวราดหน้าหนึ่งจาน และให้เขาผัดอาหารบางอย่าง ผู้นำและหัวหน้ากลุ่มต่างๆ ทุกคนชิมอาหารเหล่านั้น แล้วพวกเขาก็พบว่าอาหารทุกจานอร่อยมากทีเดียว สุดท้ายพวกเขาก็ขอให้พ่อครัวรับผิดชอบงานทำอาหารให้เรา พักเรื่องผลการทดสอบรสชาติโดยผู้นำและธรรมชาติของประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องเอาไว้ก่อน พวกเรามาพูดคุยกันถึงเรื่องอาหารที่ตระเตรียมโดยพ่อครัวคนนี้กันเถิด ครั้งแรกที่เราไปนั้น พ่อครัวผัดอาหารมาไม่กี่อย่าง และทุกคนค่อนข้างพึงพอใจ ครั้งที่สอง พ่อครัวทำเกี๊ยวมาหนึ่งชุด หลังจากกินชิ้นแรก เราก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ—เกี๊ยวมีรสเผ็ดเล็กน้อย คนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเราก็บอกว่าเกี๊ยวมีรสเผ็ดเล็กน้อยเช่นกัน และรู้สึกว่าลิ้นของพวกเขาเริ่มจะบวม อย่างไรก็ดี เนื่องจากเกี๊ยวเป็นอาหารจานหลักเพียงอย่างเดียว เราจึงต้องกินเกี๊ยวให้หมดแม้ว่าเกี๊ยวจะเผ็ดก็ตาม ไม่มีพริกให้เห็นในไส้เกี๊ยว ดังนั้นเราจึงไม่ใส่ใจสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เกิดรสเผ็ดและกินอาหารมื้อนั้นจนหมด ผลก็คือร่างกายเราเริ่มมีอาการแพ้ในเย็นวันนั้น เริ่มมีอาการคันไม่หยุดหย่อนในหลายบริเวณทั่วทั้งร่างกายเรา และเราก็ต้องเกาต่อไป เราเกาตัวเองจนกระทั่งเลือดออกก่อนที่เราจะรู้สึกดีขึ้น เรามีอาการคันอยู่สามวันก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะค่อยๆ ทุเลาลง หลังจากอาการแพ้ครั้งนี้ เราจึงตระหนักว่ามีการเติมพริกไทยลงไปในเกี๊ยวอย่างแน่นอน มิฉะนั้นเกี๊ยวดังกล่าวคงจะไม่เผ็ดนัก เราแจ้งให้พวกเขาทราบแล้วว่าอย่าใส่ส่วนผสมที่มีรสเผ็ดอย่างพริกไทยลงไปเนื่องจากเราไม่สามารถทนส่วนผสมที่มีรสเผ็ดได้ อย่างไรก็ดี พวกเขาใส่พริกไทยในปริมาณมากเพื่อตอบสนองรสนิยมของตนเอง ซึ่งมากเกินกว่าปริมาณปกติ จึงมีรสเผ็ดเวลากินเกี๊ยวเหล่านั้น พ่อครัวคนนี้ไม่สามารถกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมในการปรุงอาหารของเขาได้เสียด้วยซ้ำ เขาใส่พริกไทยลงไปมากพอที่จะทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ได้ ต่อมาเราก็บอกเขาว่า “จงอย่าใส่ส่วนผสมที่มีรสเผ็ดเหล่านั้นอีก เราทนเผ็ดไม่ได้ หากเจ้ามีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง จงอย่าทำเช่นนั้นอีก หากเจ้าปรุงอาหารให้ตัวเจ้าเอง เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้ากิน อย่างไรก็ตาม หากเจ้ากำลังปรุงอาหารให้เรา เช่นนั้นก็จงอย่าเติมส่วนผสมดังกล่าว จงทำตามมาตรฐานที่เรากำหนด” เขาทำเช่นนั้นได้หรือไม่? ผู้นำควรจัดการกับงานนี้ไปแล้วมิใช่หรือ? น่าเสียดายที่ไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้ และพวกเขาก็ไม่ได้ทำงานใดๆ ที่พวกเขาควรทำ ครั้งหนึ่ง เมื่อพ่อครัวกำลังจะปรุงอาหารอีกครั้ง เขาหยิบพริกไทยขึ้นมาเพื่อที่จะใส่ในอาหารจานนั้น ใครบางคนที่อยู่ใกล้ๆ เห็นเข้าและหยุดเขาไว้ ภายใต้การควบคุมดูแลที่เข้มงวดของพวกเขา พ่อครัวจึงไม่มีโอกาสที่จะเติมพริกไทยลงไป บรรดาผู้นำไม่สามารถแก้ปัญหาเล็กๆ เช่นนี้ได้—แล้วพวกเขาจะสามารถทำอะไรได้? ตอนที่พ่อครัวปรุงอาหารอยู่ พวกเขาค่อนข้างกระตือรือร้นในการชิมอาหาร หลายคนไปเพื่อชิมอาหาร อาหารดังกล่าวก็เป็นเพียงอาหารบ้านๆ ธรรมดาๆ การชิมอาหารช่วยอะไรได้? พวกเจ้าล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหารใช่หรือไม่? หลังจากกลายเป็นผู้นำ จู่ๆ พวกเจ้าก็เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างเลยใช่หรือไม่? พวกเจ้าเข้าใจหลักธรรมของสุขภาพหรือไม่? พระนิเวศของพระเจ้าจัดการเตรียมการให้พวกเจ้าทำเช่นนี้หรือไม่? เราได้มอบหมายหรือมีบัญชาให้พวกเจ้าชิมอาหารแทนเราตั้งแต่เมื่อไร? เจ้าไร้เหตุผลมากเกินไป เจ้าไม่มีความละอายเสียเลย! ใครก็ตามที่มีความละอายบ้างเล็กน้อยจะไม่ทำสิ่งที่โจ่งแจ้ง น่าขยะแขยง และไร้เหตุผลเช่นนั้น นี่แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีความละอายแม้แต่น้อย—พวกเขาชิมอาหารแทนเรา! พวกเจ้าไม่ได้ทำตามหรือลุล่วงหลักธรรมใดๆ ที่เราบอกพวกเจ้าเลย สิ่งใดก็ตามที่มีรสชาติดีสำหรับพวกเจ้าและถูกปากพวกเจ้า พวกเจ้าก็ขอให้พ่อครัวปรุงให้ นั่นคือการปรุงอาหารให้เราหรือ? นั่นคือการปรุงอาหารให้พวกเจ้าเองมิใช่หรือ? นี่เป็นวิธีที่พวกเจ้าปฏิบัติตนในฐานะผู้นำใช่หรือไม่? การคว้าทุกโอกาสเพื่อที่จะหาประโยชน์ ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ และพยายามเอาอกเอาใจเรา—หากพวกเจ้าต้องการเอาอกเอาใจเรา ก็จงอย่าทำร้ายเรา! นี่คือการไร้คุณธรรมมิใช่หรือ? นี่เป็นการเก็บงำเจตนาที่ไม่ถูกควรเอาไว้มิใช่หรือ? พวกเขาไร้ยางอายและเก็บงำเจตนาที่ไม่ถูกควรเอาไว้ แต่พวกเขาก็ยังคิดว่าตนจงรักภักดีมาก! ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ที่พวกเขาทำมีอะไรเป็นสิ่งที่ผู้นำควรทำอย่างแท้จริงหรือไม่? (ไม่มี) ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำมีมาตรฐานเลย พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาหารอะไรดีต่อสุขภาพหรือไม่ดีต่อสุขภาพ ทว่าพวกเขากลับคิดว่าตนสามารถมาที่นี่แล้วเล่นบทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและอาหารให้กับเราได้! ใครเป็นผู้กำหนดว่าพวกเจ้าต้องดำเนินการตรวจสอบเมื่อมีการปรุงอาหารให้เรา? คริสตจักรมีข้อกำหนดนี้หรือไม่? พระนิเวศของพระเจ้ามีการจัดการเตรียมการนี้ไว้หรือไม่? มีช่องโหว่มากมายเหลือเกินที่ปรากฏอยู่ในงานนานัปการของคริสตจักร มีผู้คนจำนวนมากนักที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และไม่เข้าใจความจริงเลยสักนิด ทว่าพวกเจ้าก็ไม่จัดการกับสิ่งเหล่านั้น ตรงกันข้ามพวกเจ้ากลับทุ่มเทความพยายามลงไปในพื้นที่ที่เล็กๆ อย่างห้องครัว โดยลุล่วง “หน้าที่รับผิดชอบ” ของตน พวกเจ้าเป็นผู้นำเทียมเท็จตัวจริง พวกเจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! พวกเจ้าตรวจสอบสิ่งทั้งหลายอยู่ต่อหน้าเรา—พวกเจ้าเข้าใจอะไรบ้าง? พวกเจ้าได้ปรึกษาเราหรือเปล่า? พวกเจ้ากำลังแสดงออกถึงแนวคิดของตนเองหรือของเรา? หากพวกเจ้ากำลังแสดงออกถึงแนวคิดของเรา และเราขอให้พวกเจ้าถ่ายทอดแนวคิดนั้น เช่นนั้นแล้วสิ่งที่พวกเจ้ากำลังทำอยู่นั้นย่อมจะถูกต้อง นั่นจะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของพวกเจ้า หากพวกเจ้ากำลังแสดงออกถึงแนวคิดของตนเองและไม่ใช่แนวคิดของเรา และพวกเจ้ายืนกรานที่จะบังคับให้คนอื่นฟังและยอมรับแนวคิดนั้น ธรรมชาติแบบนี้คืออะไร? จงบอกเราเถิดว่า เราจะไม่รู้สึกขยะแขยงหรอกหรือ? เราอยู่ที่นั่น และพวกเขาก็ไม่ถามเราสักคำว่าเรากินอะไรหรือเรามีข้อกำหนดใดบ้าง—พวกเขาตัดสินใจโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเรา และออกคำสั่งตามอำเภอใจลับหลังเรา พวกเขาพยายามที่จะเป็นตัวแทนเราใช่หรือไม่? นี่คือผู้นำเทียมเท็จที่เกะกะระรานโดยการทำสิ่งที่เลวร้าย และแสร้งเป็นฝ่ายวิญญาณ แสร้งคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า แสร้งเข้าใจความจริง และทำแต่สิ่งที่หน้าซื่อใจคดเท่านั้น นี่มากเกินไปแล้วมิใช่หรือ? นี่ก็น่าขยะแขยงและน่ารังเกียจมากอยู่แล้วมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเจ้าได้รับความรู้ในเชิงลึกบ้างหรือไม่? พวกเจ้าได้เรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้บ้างหรือไม่? เรื่องเหล่านี้แต่ละเรื่องน่าขยะแขยงกว่าเรื่องก่อน และมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าเสียอีก

ฤดูหนาวนี้มีคนที่มีใจกรุณาซื้อเสื้อกันหนาวขนห่านที่ “สวยงาม” ตัวหนึ่งให้เรา ความสวยงามของเสื้อตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่สีสันหรือรูปแบบของเสื้อแต่อยู่ที่ราคาสูงและคุณภาพที่หรูหราของเสื้อตัวนี้ นี่เป็นของมีค่า ในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวที่ว่า “ขนห่านถูกส่งมาไกลนับพันไมล์ ของขวัญอาจจะเล็กน้อย แต่ความรู้สึกนั้นลึกซึ้ง” เสื้อกันหนาวตัวนี้ไม่เพียงนำความรู้สึกมาด้วย แต่ยังมีราคาแพงมากจริงๆ ก่อนที่จะเห็นเสื้อกันหนาวดังกล่าว เราได้ยินมาแล้วว่าเสื้อตัวนี้ดูดีและเป็นสีแดง มีการออกแบบอย่างงดงาม และให้ความรู้สึกว่าทนทาน เราได้ยินเรื่องเสื้อตัวนี้มาแล้ว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางคนได้เห็นของจริงมาแล้วด้วย—นั่นคือ หลายคนได้เห็นเสื้อตัวนี้ วัดขนาดเสื้อตัวนี้คร่าวๆ และตรวจสอบเสื้อตัวนี้อย่างละเอียดมาแล้ว และกล่าวทำนองที่ว่า “ฉันรู้จักยี่ห้อนี้” “สีสวย เสื้อตัวนี้สวยทีเดียว!” “หลังจากคุณดูเสื้อตัวนี้แล้ว เอามาให้ฉันดูบ้างนะ” แล้วข่าวก็แพร่กระจายออกไปเช่นนั้น เราไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดกว่าข่าวนี้จะมาถึงหูเรา และกว่าเราจะได้รู้เรื่องนี้เล็กน้อย พวกเจ้าสามารถมองเห็นปัญหาในที่นี้ได้หรือไม่? ทั้งที่เรายังไม่เคยเห็นเสื้อกันหนาวดังกล่าว ก็มีคนอื่นมากมายได้เห็นเสื้อตัวนี้ ส่งต่อไปมา และนำเสื้อตัวนี้ไปแสดงกันแล้ว นี่คือปัญหามิใช่หรือ? ผู้คนสามารถดู จับต้อง และนำสิ่งของของเราไปแสดงตามอำเภอใจได้หรือไม่? (ไม่ได้) มีสิ่งของของใครบ้างหรือที่ผู้คนสามารถจับต้องและมองดูตามอำเภอใจได้บ้าง? (ไม่มีใครจะต้องการให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น และไม่มีใครควรทำเช่นนี้) เช่นนั้นแล้วสิ่งของของเรายิ่งควรเป็นของต้องห้ามมิใช่หรือ? บางคนกล่าวว่า “เพราะเหตุใดสิ่งของเหล่านั้นจึงควรเป็นของต้องห้าม? พระองค์ทรงเป็นบุคคลสาธารณะ ชีวิตส่วนตัวของคนที่มีชื่อเสียงและดาราก็ได้รับการเปิดเผยอยู่เสมอมิใช่หรือ? สถานที่ที่พวกเขาเล่นกีฬา สถานที่ที่พวกเขาไปเสริมความงาม คนที่พวกเขาคบหา ยี่ห้อของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่—สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกเปิดเผยมิใช่หรือ? เพราะเหตุใดสิ่งของของพระองค์จึงเปิดเผยไม่ได้เล่า?” เราเป็นคนที่มีชื่อเสียงเช่นนั้นหรือ? เราไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียง และเจ้าก็ไม่ใช่คนที่คลั่งไคล้เรา เจ้าเป็นใคร? เจ้าเป็นคนธรรมดาสามัญ เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม เราเป็นใคร? (พระเจ้า) เราไม่ใช่บุคคลสาธารณะ เราไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกสิ่ง รายงานทุกสิ่ง หรือแจ้งทุกอย่างให้เจ้าทราบ แล้วเหตุใดเจ้าจึงจับต้องสิ่งที่เป็นของเรา? การทำเช่นนั้นน่าขยะแขยงมิใช่หรือ? เรามีบัญชาให้เจ้าดูและดำเนินการตรวจสอบสิ่งของของเราชิ้นนี้หรือไม่? ไม่ ทว่าบางคนกลับกล้านำของชิ้นนี้ไปและมองดูสิ่งของดังกล่าวตามอำเภอใจอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้ และถึงขนาดส่งต่อของดังกล่าวกัน ใครให้สิทธิ์แก่เจ้าในการส่งต่อของชิ้นนี้? นี่เป็นภาระหน้าที่ของเจ้าหรือ? หากเจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเราก็เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน เป็นเพราะเจ้าเชื่อในพระเจ้า เราจึงรู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่เราไม่รู้ว่าครอบครัว ชีวิตประจำวัน หรือสถานการณ์ทางการเงินของเจ้าเป็นเช่นไร และเราก็ไม่ใส่ใจที่จะรู้ พวกเราสนิทกันหรือ? เราไม่ใช่เพื่อนซี้ เพื่อนสนิท หรือสหายของเจ้า พวกเราไม่คุ้นเคยกัน และพวกเราก็ไม่ได้ไปถึงจุดที่ควรเปิดเผยทุกสิ่งของเราให้เจ้าดูอย่างละเอียด เจ้าจะยอมให้เราดูสิ่งของของเจ้าทั้งหมด และนำสิ่งของเหล่านั้นไปแสดงให้ทุกคนเห็นและจับต้องหรือไม่? แม้ในเวลาที่เจ้านำบางสิ่งจากตลาดกลับมาที่บ้าน ก็ยังจำเป็นต้องนำมาล้างหลายครั้งเพื่อฆ่าเชื้อโรคเลย! สิ่งที่คนอื่นจับต้องกันตามสบายไปแล้วย่อมน่าขยะแขยงมิใช่หรือ? เจ้าได้ล้มเหลวในการปฏิบัติต่อตนเองดังเช่นคนนอกไปแล้วมิใช่หรือ? ใครมอบหมายให้เจ้าตรวจสอบเสื้อกันหนาวของเรา? เราไว้วางใจเจ้าหรือ? เจ้าล้างมือของตนให้สะอาดแล้วหรือยัง ก่อนที่จะจับต้องเสื้อกันหนาวของเราโดยไม่ระมัดระวัง? เราจะไม่ขยะแขยงเจ้าหรือ? เจ้าเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจนหรือไม่? เหตุใดเจ้าจึงไร้ยางอายนัก? เจ้าช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก! เจ้าเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีแล้วและได้ฟังคำเทศนามามากมายนัก เหตุใดเจ้าจึงไม่มีเหตุผลเลยแม้แต่นิดเดียว? การเปิดของถวายที่เป็นของพระเจ้าตามอำเภอใจ การจับต้องเสื้อผ้าของพระองค์ และสิ่งทั้งหลายที่เป็นของพระองค์ตามใจชอบ—ถือเป็นปัญหาประเภทใด? เมื่อเราเห็นว่าหีบห่อของสิ่งเหล่านี้ถูกเปิดออกและถูกทิ้งไปแล้ว เราจะไม่รู้สึกโกรธได้อย่างไร? เราขยะแขยงสิ่งเหล่านี้ และเรารังเกียจผู้คนเหล่านี้ เราไม่ต้องการเห็นพวกเขาอีก และแน่นอนว่าเราไม่ต้องการจะคบหากับผู้คนเหล่านี้ซึ่งแย่ยิ่งกว่าสุกรและสุนัข! จงจำไว้เถิดว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีของตน และเรามีมากยิ่งกว่านั้น จงอย่ามาข้องเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่เป็นของเรา มิฉะนั้นเราจะรังเกียจและชิงชังเจ้า!

ดูจากภายนอกแล้ว ผู้นำเทียมเท็จอาจไม่ได้กระทำความชั่วอันใหญ่หลวงหรือเป็นคนเลวทรามต่ำช้าที่คิดคดทรยศอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดเกี่ยวกับพวกเขาคือ พวกเขามองเห็นได้ว่ามีงานจริงที่ต้องทำแต่พวกเขากลับไม่ทำงาน พวกเขารู้ดีมากว่าตนไม่สามารถแก้ไขประเด็นปัญหาทั้งหลายได้แต่พวกเขาก็ไม่แสวงหาความจริง พวกเขามองเห็นคนชั่วที่ทำให้เกิดการก่อกวนแต่พวกเขากลับไม่จัดการกับคนเหล่านั้น ตรงกันข้ามพวกเขากลับดูแลกิจธุระทั่วไปที่เป็นเรื่องภายนอกเท่านั้น พวกเขาจับตาดูและควบคุมประเด็นปัญหาข้างเคียงและเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างใกล้ชิด แต่พวกเขากลับไม่ทำงานใดๆ ที่สัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หรือใส่ใจกับเรื่องราวนานัปการที่ขัดต่อหลักธรรมความจริง ตรงกันข้ามพวกเขากลับทำแต่งานที่ไม่สัมพันธ์กับความจริง คนเหล่านี้คือผู้นำเทียมเท็จตัวจริง บรรดาผู้นำเทียมเท็จนั้นไม่รู้ความเกี่ยวกับหลักธรรมความจริงซึ่งเกี่ยวข้องกับงานนานัปการของคริสตจักรโดยสิ้นเชิง หากประเมินตามหลักธรรมและมาตรฐานของผู้นำและคนทำงานแล้ว ผู้นำเทียมเท็จก็คือคนเขลาและคนโง่ ไม่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในงานของคริสตจักรจะร้ายแรงเพียงใด ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่สามารถมองเห็นหรือแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ ต่อให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขาก็ตาม และเบื้องบนก็ต้องมาแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยตนเอง ผู้คนเหล่านี้คือผู้นำเทียมเท็จมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ในงานข้อเขียนของคริสตจักร หนังสือเล่มใดพึงได้รับการพิสูจน์อักษรและหนังสือเล่มใดควรได้รับการแปล—งานเหล่านี้เป็นงานที่สำคัญยิ่งยวดสำหรับคริสตจักร มีหลักธรรมใดบ้างที่เกี่ยวกับวิธีการพิสูจน์อักษรและแปลหนังสือ? งานนี้มีหลักธรรมอย่างแน่นอน งานนี้เป็นงานที่อยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมอย่างยิ่ง และงานนี้จำเป็นต้องมีการสามัคคีธรรมและชี้แนะอย่างเฉพาะเจาะจงจริงๆ แต่ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่สามารถทำงานนี้ได้ เมื่อพวกเขาเห็นพี่น้องชายหญิงยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตน พวกเขาก็พูดด้วยความเสแสร้งว่า “งานข้อเขียนและงานแปลนั้นมีความสำคัญเป็นพิเศษ พวกคุณควรทุ่มเทหัวใจให้กับการทำงานนี้ให้ดี แล้วฉันจะแก้ไขประเด็นปัญหาใดก็ตามที่พวกคุณมี” เมื่อใครบางคนหยิบยกประเด็นปัญหาหนึ่งขึ้นมาจริงๆ ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้กลับกล่าวว่า “ฉันไม่เข้าใจเรื่องนี้ ฉันไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการแปลภาษาต่างประเทศ อธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาจากพระองค์” เมื่อใครบางคนหยิบยกอีกประเด็นปัญหาหนึ่งขึ้นมา โดยถามว่า “พวกเราไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมมาแปลภาษาบางภาษาได้ พวกเราควรทำอย่างไรในเรื่องนี้?” ผู้นำเทียมเท็จก็ตอบว่า “ฉันไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ พวกคุณจัดการเรื่องนี้เองเถิด” การพูดเช่นนี้แก้ปัญหาได้หรือไม่? พวกเขาหาข้อแก้ตัวและปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานของตน โดยกล่าวว่า “ฉันไม่เชี่ยวชาญ ฉันไม่เข้าใจวิชาชีพนี้” และนั่นจึงเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาที่พวกเขาควรแก้ไข นี่คือวิธีทำงานของผู้นำเทียมเท็จ เมื่อใครบางคนตั้งคำถามขึ้นมา ผู้นำเทียมเท็จก็บอกว่า “อธิษฐานถึงพระเจ้าและแสวงหาจากพระองค์ ฉันไม่เข้าใจวิชาชีพนี้ แต่พวกคุณเข้าใจ” คำพูดนี้อาจดูเหมือนถ่อมใจ เพราะพวกเขากำลังยอมรับว่าตนไม่มีความสามารถและไม่เข้าใจวิชาชีพนี้ แต่ในความเป็นจริงนั้น พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานแห่งการนำได้เลย แน่นอนว่าการเป็นผู้นำนั้นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าพวกเขาต้องเข้าใจวิชาชีพทุกประเภท แต่พวกเขาก็ควรจะสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงที่จำเป็นในการแก้ปัญหาทั้งหลายให้ชัดเจน ไม่ว่าปัญหาเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับวิชาชีพใดก็ตาม ตราบใดที่ผู้คนเข้าใจหลักธรรมความจริง ปัญหาทั้งหลายย่อมสามารถแก้ไขได้ตามนั้น ผู้นำเทียมเท็จใช้คำพูดที่ว่า “ฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ฉันไม่เข้าใจวิชาชีพนี้” มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงการสามัคคีธรรมหลักธรรมความจริงเพื่อแก้ปัญหา นี่ไม่ใช่การทำงานที่แท้จริง หากผู้นำเทียมเท็จใช้คำพูดที่ว่า “ฉันไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ฉันไม่เข้าใจวิชาชีพนี้” อย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นเหตุผลที่จะหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่เหมาะสมกับงานแห่งการนำ สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาควรทำก็คือการลาออกและให้คนอื่นมาแทนที่พวกเขา แต่ผู้นำเทียมเท็จจะมีเหตุผลเช่นนี้หรือไม่? พวกเขาจะสามารถลาออกหรือไม่? พวกเขาจะไม่ลาออก พวกเขาถึงขนาดคิดว่า “เหตุใดพวกเขาจึงกล่าวว่าฉันไม่ได้ทำงานใดๆ อยู่เลย? ฉันจัดการชุมนุมทุกวัน แล้วฉันก็ยุ่งมากจนฉันไม่สามารถกินอาหารได้ตรงเวลาด้วยซ้ำ และฉันก็ได้นอนน้อยลง ใครกันที่กล่าวว่าปัญหาทั้งหลายไม่ได้รับการแก้ไข? ฉันจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมกับพวกเขา ทั้งยังค้นหาบทตอนจากพระวจนะของพระเจ้าให้พวกเขา” สมมติเจ้าถามพวกเขาว่า “มีใครบางคนบอกว่าพวกเขาไม่สามารถหานักแปลที่เหมาะสมสำหรับบางภาษาได้ คุณแก้ปัญหาเฉพาะนี้อย่างไร?” พวกเขาก็จะพูดว่า “ฉันบอกพวกเขาว่าฉันไม่เข้าใจวิชาชีพนี้ และให้พวกเขาหารือและจัดการเรื่องนี้กันเอง” จากนั้นเจ้าก็ถามพวกเขาว่า “ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของถวายและความคืบหน้าในงานของคริสตจักร พวกเขาไม่สามารถตัดสินใจกันเองได้ พวกเขาจำเป็นต้องให้คุณเป็นคนตัดสินใจและค้นหาหลักธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหานี้ คุณได้ทำเช่นนี้หรือไม่?” พวกเขาจะตอบว่า “ฉันจะไม่ทำได้อย่างไร? ฉันไม่เคยทำให้งานใดๆ ล่าช้า หากไม่มีใครแปลภาษานั้น พวกเขาก็ควรแปลภาษาอื่นก็เท่านั้นเอง!” เจ้าเห็นหรือไม่ว่า ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถทำงานจริงได้แต่พวกเขาก็ยังคงมีข้อแก้ตัวมากมาย ช่างไร้ยางอายและน่าขยะแขยงเสียจริง! ขีดความสามารถของเจ้าย่ำแย่มาก เจ้าไม่เข้าใจวิชาชีพใดเลย และเจ้าไม่มีความเข้าใจหลักธรรมความจริงที่เกี่ยวข้องกับงานเฉพาะทางทุกงาน—การมีเจ้าเป็นผู้นำนั้นมีประโยชน์อะไร? เจ้าเป็นเพียงคนเขลาและคนไร้ประโยชน์! ในเมื่อเจ้าไม่สามารถทำงานจริงได้ เหตุใดเจ้าจึงยังคงทำหน้าที่เป็นผู้นำของคริสตจักรอยู่? เจ้าช่างไร้เหตุผลจริงๆ ในเมื่อเจ้าไม่มีความตระหนักรู้ในตนเอง เจ้าก็ควรจะฟังเสียงสะท้อนจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและประเมินว่าเจ้าเป็นไปตามมาตรฐานในการเป็นผู้นำหรือไม่ แต่ผู้นำเทียมเท็จกลับไม่เคยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่างานของคริสตจักรมากมายเพียงใดจะถูกทำให้ล่าช้าออกไป และเกิดความสูญเสียมากมายเพียงใดต่อการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในระหว่างช่วงเวลาหลายปีที่พวกเขาทำหน้าที่เป็นผู้นำ พวกเขาก็ไม่ใส่ใจ นี่คือโฉมหน้าอันอัปลักษณ์ของผู้นำเทียมเท็จที่แท้จริง

จงคิดดูว่าผู้นำและคนทำงานจัดการกับงานของพวกเขาอย่างไร—เรื่องนี้ตรงกับสิ่งที่เราเพิ่งบอกเจ้าหรือไม่? มีใครบ้างที่ไม่ทำงานจริง และเจ้าสามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ? หากเจ้าแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าก็ไม่ควรปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะผู้นำอีกต่อไป เจ้าควรปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนคนอื่นๆ นี่คือหลักธรรมของการปฏิบัติที่ถูกต้อง บางคนอาจสงสัยว่า “นี่หมายถึงการเลือกปฏิบัติ การดูเบา หรือการกีดกันพวกเขาเพราะพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จใช่หรือไม่?” ไม่ใช่ พวกเขาไม่สามารถทำงานจริงได้ และพวกเขาสามารถกล่าวได้เพียงคำพูดและคำสอนบางประการ รวมทั้งคำพูดที่ว่างเปล่าเพื่อบ่ายเบี่ยงและหลอกลวงเจ้าเท่านั้น เรื่องนี้บอกข้อเท็จจริงประการหนึ่งให้เจ้ารู้ ซึ่งก็คือพวกเขาไม่ใช่ผู้นำของเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องขอคำแนะนำจากพวกเขาสำหรับปัญหาหรือความลำบากยากเย็นใดๆ ก็ตามที่เจ้าเผชิญในงานของตน หากจำเป็น พวกเจ้าก็สามารถข้ามพวกเขาไปโดยการรายงานปัญหาต่อเบื้องบนและขอคำปรึกษาจากเบื้องบนว่าจะจัดการและแก้ปัญหานั้นอย่างไร เราได้สอนเส้นทางปฏิบัติให้แก่พวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้าจะปฏิบัติตนอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับพวกเจ้า เราไม่เคยพูดว่าผู้นำทุกคนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระเจ้า เจ้าต้องฟังและเชื่อฟังพวกเขา และเจ้าต้องฟังพวกเขาต่อให้เจ้าแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ เราไม่เคยบอกเจ้าอย่างนั้นเลย สิ่งที่เรากำลังสามัคคีธรรมในตอนนี้คือวิธีแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ เมื่อเจ้าแยกแยะได้ว่าใครเป็นผู้นำเทียมเท็จ เจ้าก็สามารถยอมรับและเชื่อฟังในสิ่งที่พวกเขากล่าวได้หากนั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและตรงกับความจริง อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และพวกเขาพูดจาบ่ายเบี่ยงและหลอกลวงเจ้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของงาน เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ต้องยอมรับการนำของพวกเขา หากพวกเจ้าสามารถจับความเข้าใจหลักธรรมได้เอง เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ควรจะปฏิบัติตนตามหลักธรรมดังกล่าว หากพวกเจ้าไม่สามารถจับความเข้าใจ ไม่มั่นใจ หรือไม่แน่ใจในเรื่องหลักธรรม เช่นนั้นพวกเจ้าก็ควรแสวงหาความจริงและหารือกันเพื่อรับมือกับปัญหานั้น หากพวกเจ้ายังคงไม่สามารถตัดสินใจได้หลังจากหารือปัญหานั้นแล้ว จงรายงานปัญหาต่อเบื้องบนและขอคำปรึกษาจากเบื้องบนเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหนทางที่ดีในการจัดการแก้ปัญหา—ไม่มีความลำบากยากเย็นใดที่ไม่สามารถแก้ไขได้

พวกเราจบสามัคคีธรรมของพวกเราในวันนี้กันไว้ตรงนี้เถิด ลาก่อน!

16 มกราคม ค.ศ. 2021

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger