หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2) ตอนที่สาม
ผลที่เกิดขึ้นและผลสืบเนื่องอันเลวร้ายจากงานของผู้นำเทียมเท็จ
เมื่อกล่าวถึงเรื่องของความลำบากยากเย็นทั้งปวงที่ผู้คนเผชิญในการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขา ผู้นำเทียมเท็จทำสิ่งใดบ้าง? เมื่อผู้คนเผชิญหน้ากับสภาวะประเภทใดก็ตามซึ่งจัดอยู่ในประเภทหนึ่งของบรรดาความลำบากยากเย็นทั้งแปดประเภทนี้ ผู้นำเทียมเท็จสามารถระบุสภาวะนี้ และใช้พระวจนะของพระเจ้าและความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของตนเองในการแก้ปัญหาของผู้คนเหล่านี้ได้หรือไม่? น่าเสียดายที่เวลาผู้คนเผชิญกับความลำบากยากเย็น ผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้แค่มีส่วนร่วมในความพยายามอย่างผิวเผินเท่านั้น โดยให้เพียงคำกล่าวบางประการที่ตื้นเขิน ห่างไกลจากจุดหมาย และไม่ตรงประเด็น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยและความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของพวกเขาเพื่อที่จะจัดการกับประเด็นปัญหาของพวกเขา ตัวอย่างเช่น ผู้นำเทียมเท็จมักจะกล่าวว่า “คุณไม่รักความจริงเลย!” นี่คือวิธีที่พวกเขาพยายามแก้ไขความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของผู้คนและระบุแก่นแท้ของผู้คน พวกเขาไม่สามารถช่วยผู้คนให้พบคำตอบในพระวจนะของพระเจ้าได้แม้กระทั่งสำหรับประเด็นปัญหาหรือสภาวะเล็กๆ น้อยๆ และพวกเขาก็ไม่สามารถแก้ไขประเด็นปัญหาหรือสภาวะดังกล่าวได้โดยการสามัคคีธรรมความจริง ตรงกันข้ามพวกเขากลับกล่าวบางอย่างที่เป็นคำสอนและไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่พวกเขาก็ฉวยโอกาสจากปัญหาและทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อที่จะทำให้ผู้คนหมดความสำคัญอย่างสิ้นเชิงโดยไม่ให้โอกาสพวกเขาในการกลับใจ ในความเป็นจริง หากใครบางคนมีความสามารถในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและมีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ พวกเขาย่อมจะสามารถพบการเปิดโปงของพระเจ้าเกี่ยวกับสภาวะทั้งแปดแง่มุมนี้ในพระวจนะของพระองค์ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างไรก็ตาม เพราะว่าบรรดาผู้นำเทียมเท็จขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีขีดความสามารถที่ย่ำแย่ และขาดความสามารถในการทำความเข้าใจ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าผู้นำเทียมเท็จบางคนเพียงแค่มีใจกระตือรือร้น กระตือรือร้นที่จะกระทำการ หน้าซื่อใจคด และวางตัวว่าเป็นผู้คนฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจึงไม่สามารถแก้ไขประเด็นปัญหาของผู้อื่นได้เลย เมื่อเป็นเรื่องของประเด็นปัญหานานัปการที่ผู้คนเผชิญ ผู้นำเทียมเท็จจะแนะนำพวกเขา โดยกล่าวว่า “พระราชกิจของพระเจ้าได้ก้าวหน้ามาไกลถึงเพียงนี้แล้ว เพราะเหตุใดคุณจึงยังคงอิจฉาและโต้เถียงกับผู้อื่นอยู่? คุณมีเวลาสำหรับเรื่องนั้นหรือ? การต่อสู้กันในเรื่องนั้นมีประโยชน์อะไร? คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตได้โดยไม่ต่อสู้กันในเรื่องนั้นใช่หรือไม่?” “พระราชกิจของพระเจ้ามาไกลถึงเพียงนี้แล้ว แต่คุณยังคงอ่อนไหวมาก และคุณก็ไม่สามารถปล่อยมือได้ ไม่ช้าก็เร็วความรู้สึกเหล่านี้จะสร้างปัญหาให้คุณอย่างมาก!” “พระราชกิจของพระเจ้ามาไกลถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดคุณจึงยังคงใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องอาหารและเสื้อผ้ามากนัก? คุณไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าชุดหนึ่งอย่างนั้นหรือ? คุณไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้ซื้อรองเท้าหนังสักคู่หนึ่งอย่างนั้นหรือ? คุณควรคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าและหน้าที่ของคุณให้มากขึ้น!” “เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับคุณ จงอธิษฐานถึงพระเจ้าให้มากขึ้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ มีบทเรียนหนึ่งก็คือ การเรียนรู้ที่จะนบนอบพระเจ้าและเข้าใจอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระองค์” คำแนะนำนี้สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้หรือไม่? ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย มิฉะนั้นพวกเขาก็พูดว่า “ผู้คนได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง โดยการใช้อารมณ์เหนือเหตุผล คุณกำลังกบฏต่อพระเจ้าอยู่มิใช่หรือ? การที่คุณไม่รู้จักตนเอง คุณก็กำลังกบฏต่อพระเจ้าอยู่มิใช่หรือ?” ไม่ว่าปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นอะไร ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่รู้วิธีที่จะสามัคคีธรรมความจริงเพื่อที่จะชำแหละแก่นแท้หรือสภาวะของบุคคล พวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าสภาวะทั้งหลายของผู้คนเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจากนั้นก็ไม่สามารถสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาของคนเหล่านั้นบนพื้นฐานของสภาวะของพวกเขา และให้ความช่วยเหลือรวมทั้งการจัดเตรียมที่เหมาะควร ตรงกันข้าม พวกเขากลับพูดสิ่งเดียวกันเป็นนิตย์ คือ “จงรักพระเจ้า! จงพยายามอย่างหนักในการทำหน้าที่ของคุณ คุณต้องจงรักภักดีต่อพระเจ้า และอธิษฐานให้มากขึ้นเมื่อคุณเผชิญกับปัญหา!” “สรรพสิ่งอยู่ภายในอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า!” “หากคุณไม่แสวงหาความจริง นั่นคงจะไม่ได้ คุณต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น พระวจนะของพระเจ้าทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน แต่ผู้คนก็ไม่รักความจริงเลย!” “มหันตภัยใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว จุดจบของสรรพสิ่งใกล้เข้ามาแล้ว และพระราชกิจของพระเจ้าก็ใกล้จะสิ้นสุดลง แต่คุณก็ไม่กระวนกระวายเลย มนุษย์มีเวลาเหลืออีกกี่วัน? ราชอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงแล้ว!” ผู้นำเทียมเท็จเพียงแต่พูดคำกล่าวที่ห่างไกลจากประเด็นปัญหาเหล่านี้ โดยไม่เคยวิเคราะห์และชำแหละปัญหานานัปการอย่างเฉพาะเจาะจง หรือให้การจัดเตรียมหรือความช่วยเหลือที่แท้จริงแก่ผู้คน พวกเขาอาจหาพระวจนะของพระเจ้าสักสองบทตอนมาให้ผู้คนอ่าน หรือไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ให้คำแนะนำที่ไม่ตรงประเด็นเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านั้น ในที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น? ภายใต้ความเสียหายที่เกิดจากผู้นำเทียมเท็จ ผู้คนไม่เพียงแต่ไม่รู้จักอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองเท่านั้น แต่พวกเขายังไม่รู้ด้วยว่าลักษณะนิสัยของตนเองเป็นเช่นไร พวกเขาเป็นคนประเภทใด และพวกเขามีแก่นแท้ธรรมชาติเป็นอย่างไร พวกเขาไม่รู้ชัดเจนว่าขีดความสามารถของตนเองเป็นเช่นไร พวกเขามีความสามารถในการทำความเข้าใจหรือไม่ หรือพวกเขาอยู่บนเส้นทางใด พวกเขายังคงยึดถือสิ่งทั้งหลายทางโลกและเป็นกระแสนิยมซึ่งพวกเขารักและให้คุณค่าในหัวใจของตน และไม่มีใครช่วยให้พวกเขาเข้าใจ ชำแหละ และวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ เหล่านี้คือผลสืบเนื่องจากงานของผู้นำเทียมเท็จ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขาก็โจมตีผู้คน โดยกล่าวโทษผู้คนตามอำเภอใจและกล่าวหาพวกเขาอย่างผิดๆ หรือไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ให้คำแนะนำและบทเรียนที่ไม่ตรงประเด็นแก่ผู้คน หรือไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ฝืนใช้พระวจนะของพระเจ้าในการเปรียบเทียบที่ไม่ถูกต้อง บรรดาผู้คนที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ก็คิดว่า “ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันเข้าใจ แต่ก็เหมือนว่าฉันไม่เข้าใจด้วย—เหมือนกับว่าฉันจับความเข้าใจสิ่งที่พวกเขากล่าวได้แล้ว แต่ฉันก็อาจจะยังจับความเข้าใจไม่ได้ด้วย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ทุกสิ่งที่ผู้นำกล่าวนั้นถูกต้อง แต่เพราะเหตุใดฉันจึงไม่สามารถกำจัดประเด็นปัญหานี้ในหัวใจของฉันได้? เหตุใดฉันจึงไม่สามารถหาทางแก้ไขความลำบากยากเย็นนี้ได้? เหตุใดฉันจึงยังคงคิดในหนทางนี้และต้องการทำสิ่งเหล่านี้? เหตุใดฉันจึงไม่สามารถเข้าใจว่าแก่นแท้และรากเหง้าของประเด็นปัญหานี้อยู่ที่ใด? ผู้นำบอกว่าฉันไม่รักความจริง และฉันก็ยอมรับว่าฉันไม่รักความจริง แต่เพราะเหตุใดฉันจึงไม่สามารถออกจากสภาวะนี้ได้?” ผู้นำเหล่านี้มีผลอะไรบ้างหรือไม่? แม้ว่าพวกเขาจะได้พูดและทำงานไปแล้ว การนั้นล้วนเป็นความสับสนเลอะเลือนอย่างใหญ่หลวง และไม่เกิดผลอย่างที่ควรจะเกิดขึ้นเลย พวกเขาไม่ได้ทำให้ผู้คนสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า เปรียบเทียบตนเองกับพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจสภาวะของตนได้อย่างถูกต้องแม่นยำ หรือแก้ไขความลำบากยากเย็นของตนเองได้ สำหรับบรรดาผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้และไร้ยางอายซึ่งไม่ยอมรับความจริงเลย เมื่อพวกเขาได้ยินผู้นำเหล่านี้ตักเตือนตนอย่างจริงจังและอดทน พวกเขาก็รู้สึกไม่ชอบใจอย่างยิ่ง ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังท่องบ่นคำพูดที่ผู้นำเหล่านี้กล่าวราวกับนกแก้วนกขุนทอง—หลังจากที่ผู้นำกล่าวตอนแรกจบแล้ว ผู้คนเหล่านี้ก็สามารถพูดตอนถัดไปต่อได้ และพวกเขาก็เริ่มอดรนทนไม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยกล่าวว่า “อย่าพูดต่อเลย ฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณกำลังพูดเป็นอย่างดีแล้ว หากคุณพูดต่อ ฉันจะรู้สึกคลื่นไส้และอยากจะอาเจียน!” ผู้นำกล่าวต่อไปว่า “คุณไม่รักความจริงเลย หากคุณรักความจริง คุณคงจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันกำลังพูด” พวกเขาก็โต้กลับว่า “ไม่ว่าฉันจะรักความจริงหรือไม่ คุณก็ได้กล่าวคำพูดเหล่านี้ซ้ำๆ กันมาหลายครั้งมากแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ในคำพูดเหล่านี้เลย และฉันก็เบื่อที่จะฟังคำพูดเหล่านี้แล้ว!” ผู้นำเทียมเท็จทำงานในหนทางนี้คือ การยึดมั่นในข้อบังคับอย่างเคร่งครัดและติดยึดกับบางวลี โดยล้มเหลวในการแก้ไขความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของผู้คนโดยสิ้นเชิง หากใครบางคนมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า ผู้นำเทียมเท็จก็กล่าวว่าบุคคลนั้นไม่รู้จักตนเอง หากใครบางคนมีความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่ ไม่สามารถเข้ากับผู้คนได้ และขาดพร่องสัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่เป็นปกติ ผู้นำเทียมเท็จก็กล่าวว่าทั้งพวกเขาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องต่างก็ผิด สั่งสอนทั้งสองคน พลางตำหนิทั้งสองคน โดยกล่าวว่า “เอาละ ตอนนี้พวกคุณทั้งสองคนเสมอกันแล้ว พวกเราจำเป็นต้องมีความเป็นธรรมและมีเหตุผลในการกระทำของพวกเรา ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีอคติใดๆ ใครก็ตามที่พูดอย่างมีเหตุผลย่อมรักความจริง ในขณะที่บรรดาผู้ที่พูดอย่างไม่มีเหตุผลควรจะปิดปากของตนไว้ พูดให้น้อยลงและทำให้มากขึ้นในอนาคต ใครก็ตามที่พูดบางสิ่งที่ถูกต้องควรได้รับการฟังให้มากขึ้น” นี่เป็นการแก้ปัญหาหรือไม่? นี่เป็นการทำงานหรือไม่? นี่ก็เหมือนกับการปะเหลาะเด็กและหลอกลวงผู้คนเท่านั้นเองมิใช่หรือ? ผู้นำเทียมเท็จอาจดูเหมือนว่าพวกเขากำลังยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของใครได้เลย งานของพวกเขามีประสิทธิผลเพียงใด? งานของพวกเขานั้นไร้ค่าและไร้สาระ! เหล่านี้เป็นการกระทำของผู้ไม่มีความเชื่อ
ตลอดเวลาที่ผู้คนมีประสบการณ์กับการเชื่อในพระเจ้า พวกเขามักจะเผชิญกับความลำบากยากเย็นบางอย่าง และผู้นำเทียมเท็จก็ไม่สามารถแก้ไขความลำบากยากเย็นเหล่านั้นได้เลย ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถแม้กระทั่งแก้ไขความลำบากยากเย็นที่เห็นได้ชัดบางประการซึ่งแก้ไขได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ และพวกเขายังทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องใหญ่และเปลี่ยนประเด็นปัญหาเล็กน้อยทุกประเด็นให้กลายเป็นเรื่องใหญ่อีกด้วย บางคนไม่ใช่คนชั่ว เพียงแต่ในแง่ของความเป็นมนุษย์ของพวกเขานั้น พวกเขาขาดพร่องมารยาทเล็กน้อย ไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติขั้นพื้นฐาน และมีความต่ำช้าอยู่บ้าง ผู้นำเทียมเท็จนำประเด็นปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ขึ้นมาและทำเรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยให้พี่น้องชายหญิงมาหารือ วิพากษ์วิจารณ์ และกล่าวโทษเกี่ยวกับคนเหล่านั้น ทั้งหมดนี้ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างความฝังใจไม่รู้ลืมให้กับผู้คนเหล่านั้น เพื่อให้พวกเขาไม่กล้าปฏิบัติตนในหนทางนั้นอีก นี่เป็นเรื่องที่จำเป็นหรือไม่? นี่เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาหรือไม่? นี่เป็นการใช้ความจริงในการแก้ไขประเด็นปัญหาหรือไม่? (ไม่ใช่) ตราบเท่าที่ไม่มีประเด็นปัญหาใหญ่ในความเป็นมนุษย์ของใครบางคน และบุคคลนั้นไม่ใช่คนชั่วและสามารถสละตนเองอย่างจริงใจได้ เช่นนั้นแล้ว ภายใต้สภาพการณ์ซึ่งพวกเขากำลังยอมรับ นั่นก็เพียงพอที่จะทำงานภายในตัวพวกเขาต่อไป โดยให้การกระตุ้นเตือน ความช่วยเหลือ การสามัคคีธรรม และการเกื้อหนุนแก่พวกเขา หากผู้คนประพฤติตนในหนทางนี้อย่างสม่ำเสมอ เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมมีปัญหากับลักษณะนิสัยหรืออุปนิสัยอันชั่วช้าของตน และเช่นนั้นการตัดแต่งและการบ่มวินัยอย่างเข้มงวดจึงมีความจำเป็น หากพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับการนี้ หน้าที่ของพวกเขาก็ควรจะถูกระงับ หรือไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ควรถูกเอาตัวออกไป ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และพวกเขาก็จะไม่ปฏิบัติตนในหนทางนี้ เมื่อพวกเขาเผอิญพบเจอคนชั่วดังกล่าว พวกเขาก็ปฏิบัติต่อคนชั่วเหล่านั้นในฐานะพี่น้องชายหญิง โดยให้ความช่วยเหลือและการเกื้อหนุนแก่พวกเขา นี่เป็นการทำงานหรือไม่? นี่เป็นการใช้ความจริงแก้ไขประเด็นปัญหาหรือไม่? (ไม่ใช่) งานของผู้นำเทียมเท็จเป็นเรื่องไร้สาระ ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก และน่าหัวเราะ และไม่มีอะไรเกี่ยวกับงานนั้นที่ตรงกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าพวกเขาเป็นคนธรรมดา พวกเขาขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และปฏิบัติตนอย่างบุ่มบ่ามโดยปราศจากหลักธรรม ในทำนองเดียวกัน พวกเขาก็ไม่สามารถรู้เท่าทันหรือจับความเข้าใจความลำบากยากเย็นนานัปการที่ผู้คนเผชิญในการเข้าสู่ชีวิตของตนได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ผลที่ตามมาก็คือความพยายามในการแก้ปัญหาของพวกเขาจึงดูงุ่มง่าม โง่เขลา และเหมือนกับความพยายามของคนที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษ บรรดาผู้ที่ยอมรับความช่วยเหลือของพวกเขาก็รู้สึกอึดอัดใจและถูกกดดันเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไป บางคนถึงกับสูญสิ้นความเชื่อ โดยกล่าวว่า “ผู้นำได้สามัคคีธรรมกับฉันมาหลายครั้งนัก แล้วเหตุใดฉันจึงไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย? เหตุใดฉันจึงกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก? นี่เป็นเพราะความเป็นมนุษย์ของฉันย่ำแย่เป็นพิเศษ และฉันไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดใช่หรือไม่?” บางคนเก็บงำข้อสงสัยไว้ โดยกล่าวว่า “จิตวิญญาณของฉันมีบางสิ่งที่ผิดปกติหรือไม่? มีวิญญาณชั่วทำงานอยู่ในตัวฉันหรือไม่? พระเจ้าจะไม่ทรงช่วยฉันให้รอดหรอกหรือ? นั่นหมายความว่าฉันไม่มีหวังใช่หรือไม่?” เหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากงานของผู้นำเทียมเท็จ ในงานของตน พวกเขาสับสนว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง และพวกเขาก็ปฏิบัติตนในหนทางที่น่าเยาะเย้ย ไร้สาระ เขลา และงุ่มง่าม ซึ่งในท้ายที่สุดก็นำไปสู่การที่ความลำบากยากเย็นนานัปการซึ่งบางคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงเผชิญนั้นไม่ได้รับการแก้ไขในลักษณะที่ทันท่วงที ด้วยเหตุนั้น เรื่องนี้จึงก่อให้เกิดความคิดลบและความอ่อนแอในตัวผู้คนเหล่านั้น ตลอดจนเกิดมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ พวกเขากล่าวว่า “ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้ามามากมายนัก แล้วเหตุใดปัญหาของฉันจึงไม่สามารถแก้ไขได้? พระวจนะของพระเจ้าสามารถช่วยผู้คนให้รอดและเปลี่ยนแปลงผู้คนได้จริงหรือไม่?” หัวใจของพวกเขาก่อให้เกิดความสงสัย และพวกเขาก็ติดกับอยู่ในความสับสน เพราะฉะนั้นเมื่อผู้นำเทียมเท็จทำงาน พวกเขาไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกมากนัก แต่พวกเขาก่อให้เกิดสิ่งทั้งหลายที่เป็นลบมากมายทีเดียว งานของพวกเขาไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการขจัดมโนคติอันหลงผิด ข้อสงสัย และการตัดสินที่ผู้คนมีต่อพระเจ้าเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามงานของพวกเขากลับเพิ่มความเข้าใจผิดและการตั้งป้อมระวังตนเองที่พวกเขามีต่อพระเจ้า แม้กระทั่งหลังจากมีความเชื่อมาหลายปี ประเด็นปัญหาของผู้คนเหล่านี้ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ในขณะที่พวกเขากำลังถูกผู้นำเทียมเท็จชักพาให้หลงผิดและชี้แนะอย่างผิดๆ ความเข้าใจผิดและการตั้งป้อมระวังตนเองที่พวกเขามีต่อพระเจ้าก็ยิ่งลึกล้ำลงไป เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ พวกเขาจะสามารถบรรลุการเข้าสู่ชีวิตได้หรือไม่?
ความเข้าใจที่ผู้นำเทียมเท็จมีต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก อย่างเช่น ความจริงและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์นั้นสามารถมีอิทธิพลต่อทัศนคติและท่าทีต่อสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวกของผู้คนจำนวนมาก เวลาที่ผู้นำเทียมเท็จไม่ทำงานใดๆ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง—ทันทีที่พวกเขาเริ่มทำงาน ความเบี่ยงเบนก็ผุดขึ้นมาและผลสืบเนื่องอันเลวร้ายก็เกิดขึ้น มีบรรยากาศที่ไม่ถูกควรเกิดขึ้นในคริสตจักรเหล่านี้ กล่าวคือมักจะมีการสร้างคำกล่าวที่ผิดและไร้สาระบางอย่าง และผู้คนที่นั่นก็ไม่เข้าใจคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณที่ถูกกล่าวถึงอยู่เนืองๆ ในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่รู้วิธีนำคำศัพท์เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ ในขณะที่สิ่งที่เรียกกันว่าคำศัพท์และคำกล่าวฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมักจะถูกกล่าวโดยผู้นำเทียมเท็จเหล่านี้ก็ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วคริสตจักรเหล่านี้ ผลกระทบที่สิ่งเหล่านี้มีต่อผู้คนนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก กล่าวคือไม่เพียงแต่สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถช่วยให้ผู้คนได้รับความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าและความจริงซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงและถูกต้องแม่นยำมากขึ้น หรือทำให้พวกเขาสามารถพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติที่ถูกต้องแม่นยำในพระวจนะของพระองค์ได้เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ยังทำให้ผู้คนมีความรู้เกี่ยวกับความจริงที่บิดเบือน เป็นทฤษฎี และเป็นคำสอนมากขึ้น และในเวลาเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผู้คนพร่ามัวเกี่ยวกับเส้นทางแห่งการปฏิบัติมากขึ้น ในการทำเช่นนั้น ผู้นำเทียมเท็จย่อมกีดขวางแนวสายตาของผู้คน และส่งผลกระทบต่อการทำความเข้าใจความจริงอย่างหมดจดของพวกเขา ในการทำสิ่งเหล่านี้ ผู้นำเทียมเท็จทำให้เกิดผลอย่างไร? พวกเขาเล่นบทบาทใด? ขณะที่การระบุว่าพวกเขาก่อกวนและขัดขวางอาจจะดูค่อนข้างมากเกินไป การเรียกพวกเขาว่าตัวตลกที่วิ่งพล่านไปทั่วนั้นก็ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด ตอนที่เราเพิ่งเริ่มงานในช่วงระยะนี้ เราได้พบกับคนบางคน และขณะที่เรากำลังฟังพวกเขาพูด หนึ่งในบรรดาพวกเขาก็ถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของบุคคลคนหนึ่ง และทันใดนั้นใครบางคนก็โพล่งคำพูดออกมาว่า “พวกเขาถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่านแล้ว” เมื่อเราถามว่า “ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่านหรือ? นั่นหมายความว่าอย่างไร?” พวกเขาก็ตอบว่า “การถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่านหมายถึงการที่ใครบางคนถูกปลดออกและบางทีก็เลิกเชื่อ” เรากล่าวว่า “นี่เป็นคำศัพท์ที่โหดร้ายทีเดียว—นี่ไม่ให้อิสระแก่บุคคลดังกล่าวเลย เราเคยพูดสิ่งใดที่เป็นเช่นนั้นหรือไม่? เราไม่รู้จักคำศัพท์คำนี้ได้อย่างไร? เราไม่เคยระบุลักษณะของใครในหนทางนี้ หรือกล่าวว่าหากใครบางคนเลิกทำหน้าที่ของตนหรือไปจากพระเจ้า พวกเขาย่อมถูก ‘เผาจนเป็นเถ้าถ่าน’ คำศัพท์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?” ภายหลังเราก็ได้ค้นพบว่าวลีนี้มีต้นกำเนิดมาจากผู้เชื่อสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนสูงวัยที่จู้จี้เรื่องกฎเกณฑ์ เขาเป็นผู้คงแก่เรียนมาก เชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลายาวนาน และเขาก็มีอาวุโส เมื่อเขากล่าววลีนี้ ผู้คนที่เลอะเลือนกลุ่มนั้นก็ไม่ใช้วิจารณญาณและเรียนรู้วลีนี้จากเขา และวลีนี้ก็กลายเป็นวลีที่ได้รับความนิยม พวกเจ้าคิดว่าวลีนี้ถูกต้องหรือไม่? วลีนี้มีพื้นฐานหรือไม่? วลีนี้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่? (ไม่ถูกต้องแม่นยำ) พวกเราควรปฏิบัติต่อวลีนี้อย่างไร? ควรเปิดโอกาสให้วลีนี้คงอยู่ต่อไปในคริสตจักรหรือไม่? (ไม่ควร) วลีนี้ควรถูกเปิดโปงและวิพากษ์วิจารณ์ และแก้ไขจากรากเหง้าของวลีดังกล่าว หลังจากนั้น ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์และการชำแหละ ผู้คนที่เลอะเลือนเหล่านี้ย่อมไม่กล้าที่จะพูดวลีดังกล่าวอีกต่อไป แต่คนที่ไม่รู้ข้อมูลไม่กี่คนอาจยังคงแอบใช้วลีนี้เป็นการส่วนตัว ผู้คนเหล่านั้นอาจคิดว่านี่เป็นวลีฝ่ายวิญญาณอย่างยิ่งซึ่งมีต้นกำเนิดมาจาก “บุคคลที่รู้จักกันดี” และเชื่อว่าควรใช้วลีดังกล่าวต่อไป ผู้นำของพวกเจ้าเคยมีส่วนร่วมในการปฏิบัติทำนองนี้หรือไม่? พวกเขาเคยส่งผลกระทบที่เป็นลบต่อการเข้าสู่ชีวิตของพวกเจ้า การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเจ้า หรือเส้นทางที่พวกเจ้าเดินหรือไม่? (ในอดีตตอนที่ประกาศข่าวประเสริฐ ผู้นำเทียมเท็จคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “พระเจ้าทรงพิชิตพวกเราผ่านทางการพิพากษาและการตีสอน ดังนั้นเมื่อพวกเราประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้คนในศาสนา พวกเราจำเป็นต้องพูดกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงที่รุนแรง และสั่งสอนพวกเขา เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถถูกพิชิตได้”) ถ้อยแถลงนี้อาจฟังดูมีเหตุผล แต่ถ้อยแถลงนี้ตรงกับหลักธรรมความจริงหรือไม่? พระเจ้าทรงสั่งให้ผู้คนทำเช่นนี้หรือไม่? พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “เมื่อประกาศข่าวประเสริฐอย่างกว้างขวาง เจ้าต้องลุกขึ้นและปกครองผู้คนด้วยคทาเหล็ก โดยใช้การพิพากษาและการตีสอนเพื่อประกาศข่าวประเสริฐอย่างกว้างขวาง” ใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) แล้วถ้อยแถลงนี้มาจากที่ใด? เห็นได้ชัดว่านี่เป็นทฤษฎีที่จินตนาการออกมาจากหัวของผู้นำเทียมเท็จที่ขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ จากภายนอกแล้ว ถ้อยแถลงนี้อาจดูเหมือนจะไม่ก่อปัญหา นั่นก็คือ “มวลมนุษย์ทั้งหมดต้องผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า หากพวกเขาไม่สามารถรับการนี้ได้โดยตรงจากพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาย่อมสามารถรับการนี้ได้โดยทางอ้อมมิใช่หรือ? ไม่ว่าในกรณีใด นั่นคือผลที่พระวจนะของพระเจ้ามุ่งหวังที่จะสัมฤทธิ์—การพิชิตมวลมนุษย์ทั้งหมด การที่พวกเขาได้รับสิ่งนี้ในเร็ววันแทนที่จะล่าช้าออกไปน่าจะดีกว่ามิใช่หรือ? ก่อนที่พระเจ้าจะทรงกระทำการ พวกเราจะใช้มาตรการป้องกันนี้ เพื่อให้ผู้คนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันประเภทหนึ่งขึ้นมาได้ เช่นนั้นเมื่อพระเจ้าทรงพิพากษาและตีสอนพวกเขาอย่างแท้จริง ผู้คนเหล่านั้นก็จะไม่กบฏ ต่อต้าน หรือทรยศพระเจ้า นี่จะป้องกันไม่ให้พระเจ้าทรงรู้สึกเจ็บปวด นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีหรอกหรือ?” จากภายนอกแล้วทุกประโยคดูเหมือนจะถูกต้อง และหากกล่าวในเชิงคำสอนก็ดูจะมีเหตุผล อย่างไรก็ตาม นี่เป็นหลักธรรมความจริงหรือไม่? พระนิเวศของพระเจ้ามีข้อกำหนดสำหรับการประกาศข่าวประเสริฐว่าอย่างไร? พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดให้ผู้คนทำเช่นนี้หรือไม่? (ไม่) เพราะฉะนั้นทฤษฎีนี้จึงไม่ถูกต้อง และบุคคลที่เสนอทฤษฎีนี้ก็เป็นผู้นำเทียมเท็จ
ผู้นำเทียมเท็จมักแสร้งเป็นฝ่ายวิญญาณ โดยพูดถึงเหตุผลวิบัติซึ่งดูคล้ายมีเหตุผลบางประการเพื่อชักพาและชี้แนะผู้คนให้หลงผิด ในขณะที่เหตุผลวิบัติเหล่านี้อาจฟังดูเหมือนไม่เป็นปัญหาเมื่อมองจากภายนอก แต่เหตุผลวิบัติดังกล่าวกลับมีอิทธิพลที่เป็นผลร้ายต่อการเข้าสู่ชีวิตของผู้คน โดยก่อกวนผู้คน ชักพาผู้คนให้หลงผิด และกีดขวางไม่ให้ผู้คนเดินบนเส้นทางแห่งการไล่ตามเสาะหาความจริง เพราะคำพูดฝ่ายวิญญาณจอมปลอมเหล่านี้ บางคนจึงเกิดความสงสัยและไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจึงสร้างมโนคติอันหลงผิดและสร้างแม้กระทั่งความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าและการตั้งป้อมระวังตนเองจากพระเจ้า และจากนั้นก็ห่างเหินไปจากพระองค์ นี่เป็นผลกระทบที่คำกล่าวฝ่ายวิญญาณจอมปลอมของผู้นำเทียมเท็จมีต่อผู้คน ในขณะที่สมาชิกของคริสตจักรถูกผู้นำเทียมเท็จชักพาให้หลงผิดและได้รับอิทธิพลจากผู้นำเทียมเท็จ คริสตจักรนั้นย่อมกลายเป็นศาสนา เหมือนกับศาสนาคริสต์หรือนิกายคาทอลิกไม่มีผิด ซึ่งผู้คนในศาสนาดังกล่าวเพียงปฏิบัติตามคำกล่าวและหลักคำสอนของมนุษย์เท่านั้น พวกเขาทั้งหมดบูชาหลักคำสอนของเปาโล และถึงขนาดที่ใช้คำพูดของเขาแทนพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า แทนที่จะเดินตามหนทางของพระเจ้า ผลก็คือพวกเขาล้วนกลายเป็นพวกฟาริสีหน้าซื่อใจคดและศัตรูของพระคริสต์ ด้วยเหตุนั้น พระเจ้าจึงทรงสาปแช่งและกล่าวโทษพวกเขา เช่นเดียวกับเปาโล ผู้นำเทียมเท็จยกชูตนเองและเป็นพยานยืนยันให้ตนเอง พวกเขาชักพาผู้คนให้หลงผิดและก่อกวนผู้คน พวกเขานำผู้คนให้หลงทางและเข้าสู่พิธีกรรมทางศาสนา และหนทางที่ผู้คนเหล่านี้เชื่อในพระเจ้าก็กลายเป็นหนทางเดียวกันกับผู้คนที่นับถือศาสนา ซึ่งทำให้การเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาล่าช้าออกไป ผู้นำเทียมเท็จชักพาผู้คนให้หลงผิดและก่อกวนผู้คนอยู่เนืองๆ ผู้คนเหล่านั้นจึงสร้างทฤษฎีและคำกล่าวฝ่ายวิญญาณจอมปลอมขึ้นมามากมาย ทฤษฎี คำกล่าว และการปฏิบัติเหล่านี้ตรงกันข้ามกับความจริงโดยสิ้นเชิง และไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับความจริงเลย ทว่าในขณะที่ผู้นำเทียมเท็จกำลังชักพาและชี้แนะผู้คนให้หลงผิด พวกเขาก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นบวก และเป็นความจริง พวกเขาเชื่ออย่างผิดๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง และคิดว่าตราบใดที่พวกเขาเชื่อสิ่งเหล่านี้ในหัวใจของตนและสามารถกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ได้อย่างฉะฉาน และตราบใดที่ทุกคนยอมรับสิ่งเหล่านั้น เช่นนั้นพวกเขาย่อมได้รับความจริงแล้ว เมื่อถูกความคิดและทัศนะเหล่านี้ชี้แนะให้หลงผิด ผู้คนจึงไม่เพียงแต่ไม่สามารถเข้าใจความจริงได้เท่านั้น แต่พวกเขายังไม่สามารถปฏิบัติหรือมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าได้อีกด้วย นับประสาอะไรกับการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับยิ่งห่างไกลจากพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น และห่างไกลจากการเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงมากยิ่งขึ้น ในทางทฤษฎีนั้นคำพูดที่ผู้นำเทียมเท็จกล่าวและคำขวัญที่พวกเขาตะโกนออกมานั้นไม่ผิดแต่อย่างใด คำพูดและคำขวัญเหล่านั้นล้วนถูกต้อง แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่สัมฤทธิ์ผลใดๆ เลย? นี่เป็นเพราะสิ่งที่ผู้นำเทียมเท็จเข้าใจและทำความเข้าใจนั้นตื้นเขินเกินไปจริงๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องของคำสอน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ข้อกำหนดของพระเจ้า หรือเจตนารมณ์ของพระองค์ ข้อเท็จจริงก็คือคำสอนทั้งหมดที่บรรดาผู้นำเทียมเท็จประกาศนั้นห่างไกลจากความเป็นจริงความจริงอยู่มาก—กล่าวให้ถูกต้องก็คือ คำสอนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเลยและไม่เกี่ยวข้องกับพระวจนะของพระเจ้าแต่อย่างใด ดังนั้นในยามที่ผู้นำเทียมเท็จมักจะพร่ำพูดคำพูดและคำสอนเหล่านี้ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับอะไร? เพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงเสมอมา? เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับขีดความสามารถของบรรดาผู้นำเทียมเท็จ แน่นอนอย่างยิ่งว่าผู้นำเทียมเท็จมีขีดความสามารถต่ำและไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง ไม่ว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม พวกเขาก็จะไม่เข้าใจความจริงหรือมีการเข้าสู่ชีวิต และยังสามารถกล่าวได้ด้วยว่าไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม ก็จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง หากผู้นำเทียมเท็จไม่ถูกปลดออกไป และได้รับอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งของตนต่อไป ย่อมจะเกิดผลสืบเนื่องเช่นไร? การนำของพวกเขาจะดึงดูดผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นเข้าสู่พิธีกรรมและข้อบังคับทางศาสนา เข้าสู่คำพูดและคำสอน ตลอดจนเข้าสู่มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันอันคลุมเครือ ตรงข้ามกับศัตรูของพระคริสต์ ผู้นำเทียมเท็จไม่ได้นำผู้คนมาเบื้องหน้าพวกเขาหรือเบื้องหน้าซาตาน แต่หากพวกเขาไม่สามารถนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ได้ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะสามารถได้รับความรอดจากพระองค์หรือไม่? พวกเขาจะสามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้าหรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน หากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่สามารถเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของซาตานมิใช่หรือ? พวกเขายังคงเป็นผู้เสื่อมทรามที่ถูกครอบงำภายใต้อำนาจของซาตานมิใช่หรือ? นี่หมายความว่าพวกเขาจะไปสู่ความย่อยยับในมือของผู้นำเทียมเท็จมิใช่หรือ? นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผลสืบเนื่องจากงานของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์จึงเหมือนกันโดยพื้นฐาน ผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ต่างก็ไม่สามารถทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเข้าใจความจริง เข้าสู่ความเป็นจริง และสัมฤทธิ์ความรอดได้ ทั้งผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ต่างสร้างความเสียหายให้กับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและนำพวกเขาไปสู่ความย่อยยับ ผลสืบเนื่องนั้นเหมือนกันทุกประการ
ความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติของผู้นำเทียมเท็จมีอะไรบ้าง? จงสรุปสิ่งเหล่านี้เองในภายหลังเถิด เรามอบหมายงานนี้ให้พวกเจ้าเพื่อที่จะดูว่าพวกเจ้าสามารถแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ผู้นำที่อยู่รอบตัวพวกเจ้าเคยกล่าวคำพูดบางอย่างที่เป็นฝ่ายวิญญาณหรือตรงตามอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ และเมื่อมองจากภายนอกก็ดูเหมือนจะถูกต้องและเป็นไปตามความจริง แต่กลับล้มเหลวในการจัดเตรียมการเข้าสู่ชีวิตให้เจ้าและแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของเจ้าใช่หรือไม่? หากเจ้าไม่มีการแยกแยะคำพูดเหล่านี้และถึงกับมองว่าคำพูดดังกล่าวมีคุณค่าและใส่ใจจริงจังกับคำพูดเหล่านั้น โดยปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นครอบงำเจ้าและนำเจ้าตลอดเวลา รวมทั้งโน้มน้าวความคิดและพฤติกรรมของเจ้าตลอดเวลา ผลสืบเนื่องของเรื่องนี้ย่อมร้ายแรงทีเดียวมิใช่หรือ? (ใช่) เช่นนั้นพวกเจ้าจึงจำเป็นต้องขุดลงไปถึงรากเหง้าของประเด็นปัญหาเหล่านี้ เพื่อค้นหาว่าสิ่งใดเป็นความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติซึ่งสามารถทำให้ผู้คนเสื่อมถอยลงไปถึงจุดที่ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขากลายเป็นการเชื่อทางศาสนา และส่งผลให้พวกเขาไม่ยอมรับพระเจ้าและได้รับการปฏิเสธจากพระเจ้า ตัวอย่างเช่น สมมุติคนคนหนึ่งกล่าวว่า “อย่าเพียรพยายามที่จะเป็นผู้นำเลย หากคุณถูกปลดหรือถูกกำจัดออกไปหลังจากกลายเป็นผู้นำ คุณจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นแม้แต่ผู้เชื่อธรรมดาด้วยซ้ำไป” การพูดคุยประเภทนี้เป็นความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติของผู้นำเทียมเท็จหรือไม่? (ใช่) ใช่เช่นนั้นหรือ? ต้องมีการจำแนกความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติของผู้นำเทียมเท็จออกจากความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติของศัตรูของพระคริสต์เหล่านั้น จงอย่านำสิ่งเหล่านี้ไปปนเปกัน ในการกล่าวถึงสิ่งเหล่านั้น คนคนนั้นหมายความว่าอย่างไร? คำพูดเหล่านี้มีแรงจูงใจใดซ่อนเร้นอยู่? มีสิ่งที่คลุมเครืออยู่ในคำพูดเหล่านี้หรือไม่? เห็นได้ชัดว่าคำพูดเหล่านี้มีเล่ห์กลที่ตั้งใจจะชักพาผู้คนให้หลงผิด คำพูดเหล่านี้หมายความว่าคนอื่นควรหลีกเลี่ยงการเพียรพยายามที่จะเป็นผู้นำ และการทำเช่นนั้นจะไม่เป็นผลดี จุดมุ่งหมายของพวกเขาในการกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้คนละทิ้งแนวคิดที่จะเป็นผู้นำ เพื่อให้ไม่มีใครจะมาแข่งขันกับพวกเขาในเรื่องความมีหน้ามีตาและสถานะ เพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจกับการเป็นผู้นำตลอดไป ในเวลาเดียวกันพวกเขากำลังบอกผู้คนว่า “นี่คือวิธีที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้นำและคนทำงาน พระนิเวศของพระเจ้าเลื่อนตำแหน่งให้คุณเมื่อต้องการคุณ และเมื่อไม่ต้องการคุณ ก็ผลักคุณลงสู่ลำดับที่ต่ำที่สุด โดยทำให้คุณไม่มีโอกาสแม้กระทั่งจะเป็นผู้เชื่อธรรมดา” ธรรมชาติของคำพูดเหล่านี้คืออะไร? (การสบประมาทพระเจ้า) คนประเภทใดที่กล่าวคำพูดสบประมาทพระเจ้า? (ศัตรูของพระคริสต์) ภายในคำพูดเหล่านี้มีเจตนาชั่วอยู่สองประการซึ่งสามารถนำไปสู่ผลสืบเนื่องสองประการ ประการหนึ่งคือการบอกผู้อื่นว่าไม่ให้แย่งชิงสถานะอย่างเด็ดขาด ซึ่งทำให้มั่นใจว่าสถานะของพวกเขาจะยังคงมั่นคง อีกประการหนึ่งคือการทำให้เจ้าเข้าใจพระเจ้าผิด เลิกเชื่อในพระเจ้าและเริ่มเชื่อพวกเขาแทน นี่คือศัตรูของพระคริสต์ประเภทที่โจ่งแจ้งที่สุด ดูเหมือนพวกเจ้าจะขาดความสามารถในการทำความเข้าใจ เราเคยพูดถึงตัวอย่างของเรื่องนี้มาก่อนแล้ว พวกเจ้าไม่เพียงแต่ไม่เอาใจใส่และมีความจำที่ย่ำแย่เท่านั้น ความสามารถในการทำความเข้าใจของพวกเจ้ายังขาดพร่องอีกด้วย พวกเจ้าไม่สามารถแยกแยะแม้กระทั่งศัตรูของพระคริสต์ที่เห็นได้ชัดเจนขนาดนั้น ผู้นำเทียมเท็จจะกล่าวสิ่งเหล่านั้นหรือไม่? พวกเขาจะชักพาผู้คนให้หลงผิดและไม่ยอมรับพระเจ้าอย่างตั้งใจและเปิดเผยหรือไม่? (ไม่) แม้ว่าสิ่งทั้งหลายที่ผู้นำเทียมเท็จพูดและทำอาจดูเหมือนไม่เป็นปัญหาเมื่อมองจากภายนอก แต่งานของพวกเขาก็ไร้ซึ่งหลักธรรมและไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้ ผู้นำเทียมเท็จไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ของผู้คน ไม่สามารถนำพวกเขาเข้าสู่ครรลองที่ถูกต้องของความเชื่อในพระเจ้า หรือนำพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ ทุกสิ่งที่พวกเขากล่าวล้วนถูกต้อง พวกเขาไม่เคยละเลยงานของตนเลย พวกเขามีความกระตือรือร้นและความปรารถนาอันแรงกล้า และจากภายนอกนั้นพวกเขาก็ดูเหมือนจะมีความเชื่อ มีความแน่วแน่ และเต็มใจที่จะสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคา ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังดูเหมือนจะมีความอดทนอย่างเหลือเชื่อและสามารถอดทนบากบั่นต่อความเหนื่อยล้าและความลำบากยากเย็นทุกรูปแบบได้ เพียงแค่ขีดความสามารถและความสามารถในการทำความเข้าใจของพวกเขาต่ำ และพวกเขาไม่มีความเข้าใจความจริงอย่างถูกต้องแม่นยำ พวกเขาทำอย่างไรกับการไร้ความสามารถในการทำความเข้าใจนี้? พวกเขาใช้ข้อบังคับและคำสอน ตลอดจนทฤษฎีฝ่ายวิญญาณที่พวกเขาพูดถึงอยู่เนืองนิจเพื่อแก้ไขปัญหานี้ หลังจากอยู่ภายใต้การนำของพวกเขาเพียงไม่กี่ปี คำสอน ข้อบังคับ และการปฏิบัติภายนอกสารพัดรูปแบบก็เกิดขึ้นในหมู่ผู้คน ผู้คนยึดติดอยู่กับคำสอน ข้อบังคับ และการปฏิบัติเหล่านี้ และเชื่อว่าตนกำลังปฏิบัติความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง แต่อันที่จริงพวกเขายังคงอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงความจริงมาก! เมื่อหัวใจของผู้คนถูกครอบงำ ถูกนำ และเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ การแก้ไขก็กลายเป็นเรื่องเดือดร้อน ปัญหาแต่ละอย่างต้องได้รับการชำแหละและวิเคราะห์ทีละเรื่องเพื่อให้ผู้คนเข้าใจปัญหาเหล่านั้น จากนั้นผู้คนต้องได้รับการบอกเล่าว่าความจริง คำสอน คำขวัญ และข้อบังคับคืออะไร และการทำความเข้าใจความจริงที่ถูกต้อง คำกล่าวที่ถูกต้องแม่นยำ และหลักธรรมความจริงคืออะไร ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทีละเรื่อง มิฉะนั้นบรรดาผู้ที่ประพฤติตนได้ดี ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความเป็นฝ่ายวิญญาณก็จะถูกชักพาให้หลงผิดและถูกทำลายโดยผู้นำเทียมเท็จ ผู้คนเหล่านี้อาจดูเหมือนเปี่ยมศรัทธา สามารถสู้ทนความยากลำบากและจ่ายราคาได้ และสามารถอธิษฐานเมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับพวกเคร่งศาสนา เมื่อพระเจ้าเสด็จกลับมา ไม่มีใครในบรรดาพวกเขารู้จักพระองค์ ไม่มีใครในบรรดาพวกเขาที่ยอมรับว่าพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจใหม่อีกครั้ง และพวกเขาล้วนไม่ยอมรับพระองค์ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? นี่เป็นเพราะผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ได้ชักพาพวกเขาให้หลงผิดไปแล้ว—พวกเขาได้สร้างความเสียหายและทำลายผู้เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจไปเป็นจำนวนมาก
ผู้นำเทียมเท็จกล่าวเพียงคำพูดและคำสอนเท่านั้น—สิ่งที่พวกเขาทำให้ผู้คนเข้าใจเป็นเพียงคำสอนและไม่ใช่ความจริง อีกทั้งสิ่งที่พวกเขาทำให้ผู้คนมองเห็นก็เป็นเพียงความเป็นฝ่ายวิญญาณเทียมเท็จเท่านั้น การกล่าวคำพูดและคำสอนมีผลสืบเนื่องอย่างไร? ความเป็นฝ่ายวิญญาณที่เทียมเท็จ ความเข้าใจที่เทียมเท็จ ความรู้ที่เทียมเท็จ การปฏิบัติที่เทียมเท็จ และการปฏิบัติตามที่เทียมเท็จ—ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งเทียมเท็จทั้งสิ้น “ความเทียมเท็จ” นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ความเทียมเท็จดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้นำเทียมเท็จมีความเข้าใจความจริงที่บิดเบือน ลำเอียง และผิวเผิน และการล้มเหลวในการทำความเข้าใจแก่นแท้ของความจริงโดยสิ้นเชิง ผู้นำเทียมเท็จนำกฎเกณฑ์ คำพูดและคำสอนมากมาย พร้อมทั้งคำขวัญและทฤษฎีบางอย่างมาให้ผู้คน ผู้คนเหล่านั้นจึงไม่เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าเลย และเมื่อพวกเขาเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนนานัปการ พวกเขาก็ไม่รู้วิธีที่จะรับมือและจัดการกับสถานการณ์เหล่านั้น หรือวิธีที่จะจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า บุคคลเช่นนี้สามารถมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้หรือไม่? พวกเขาสามารถยอมรับพระเจ้าและเลิกไม่ยอมรับพระองค์ได้หรือไม่? พวกเขาไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งยวดที่พวกเจ้าต้องสรุปความเห็นนอกรีตและเหตุผลวิบัติของผู้นำเทียมเท็จและได้รับวิจารณญาณในการแยกแยะสิ่งเหล่านี้ เวลาสรุป สิ่งสำคัญก็คือการจำแนกสิ่งเหล่านี้ออกจากเหตุผลวิบัติที่ศัตรูของพระคริสต์ใช้ในการชักพาผู้คนให้หลงผิด ส่วนหน้าที่รับผิดชอบประการที่สองของบรรดาผู้นำและคนทำงาน—คือการมีความเข้าใจสภาวะทั้งหลายของบุคคลแต่ละประเภท และแก้ไขความลำบากยากเย็นนานัปการซึ่งสัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตที่พวกเขาเผชิญในชีวิตจริง—พวกเราจะจบการสามัคคีธรรมของพวกเราซึ่งชำแหละการปฏิบัตินานัปการของผู้นำเทียมเท็จและแก่นแท้ของประเด็นปัญหาทั้งหลายที่เกี่ยวกับผู้นำเทียมเท็จไว้ตรงนี้
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ