หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2) ตอนที่สอง
V. ประเด็นปัญหาซึ่งสัมพันธ์กับการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง
การละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังเป็นประเด็นปัญหาที่ร้ายแรงเช่นกัน พวกเจ้าคิดว่าการสำแดงถึงการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมีอะไรบ้าง? พวกเจ้าสามารถยกตัวอย่างอะไรได้บ้างจากสิ่งที่พวกเจ้าเคยเห็นในประสบการณ์ของตนเอง? การสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งนับว่าใช่หรือไม่? (ใช่) มีอะไรอีก? (การเลือกชอบงานที่ง่ายมากกว่างานที่ยากเมื่อมีการทำหน้าที่ของคนเรา และต้องการเลือกงานเบาอยู่เสมอ) เวลาทำหน้าที่ ผู้คนเลือกงานเบาเสมอ งานที่ไม่เหนื่อย และไม่มีการออกไปผจญสภาพอากาศข้างนอก นี่คือการเลือกงานง่ายและบ่ายเบี่ยงงานหนัก เป็นการสำแดงความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง มีสิ่งใดอีก? (การพร่ำบ่นตลอดเวลาเมื่อหน้าที่ของพวกเขาหนักไปนิด เหน็ดเหนื่อยไปหน่อย เมื่อหน้าที่นั้นเกี่ยวพันกับการต้องยอมลำบาก) (การหมกมุ่นอยู่กับอาหาร เสื้อผ้า และความหรรษาทางเนื้อหนัง) เหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงความละโมบในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังทั้งหลาย เมื่อคนแบบนี้เห็นว่างานหนึ่งๆ ตรากตรำหรือเสี่ยงจนเกินไป พวกเขาก็หลอกให้คนอื่นทำแทน ตัวเองทำแต่งานสบาย และพวกเขาก็หาข้ออ้างมากล่าวว่าตนมีขีดความสามารถอ่อนด้อย ขาดความสามารถในการทำงาน และไม่สามารถแบกรับงานนี้ได้—แม้ว่าที่จริงแล้วนั่นเป็นเพราะพวกเขาละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังก็ตาม พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะทนทุกข์ ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานใดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด หากพวกเขาได้รับการบอกเล่าว่าทันทีที่พวกเขาทำงานเสร็จจะมีหมูตุ๋นให้กิน พวกเขาย่อมทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก และเจ้าก็ไม่ต้องเร่งพวกเขา ผลักดันพวกเขา หรือคอยเฝ้าดูพวกเขา แต่หากไม่มีหมูตุ๋นให้พวกเขากิน และพวกเขาต้องทำหน้าที่ของตนล่วงเวลา พวกเขาย่อมผัดวันประกันพรุ่ง และหาเหตุผลและข้อแก้ตัวสารพัดมาเพื่อผัดผ่อนการทำหน้าที่ออกไป และหลังจากทำเช่นนี้มาสักระยะหนึ่ง พวกเขาก็กล่าวว่า “ฉันรู้สึกเวียนหัว ขาของฉันเป็นเหน็บ ฉันเหนื่อยล้า! ฉันปวดเมื่อยไปหมดทุกส่วนในร่างกาย ฉันขอพักสักครู่ได้ไหม?” ปัญหาในที่นี้คืออะไร? พวกเขาละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง นอกจากนี้ยังมีผู้คนที่พร่ำบ่นเรื่องความยากลำบากอยู่เสมอขณะทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่อยากทุ่มเทความพยายาม และทันทีที่พวกเขามีช่วงพักสั้นๆ พวกเขาก็จะหยุดพัก พูดคุยไร้สาระ หรือมีส่วนร่วมกับการพักผ่อนและความบันเทิง เมื่อมีงานเข้ามาขัดจังหวะและกิจวัตรในชีวิตของตน พวกเขาก็จะไม่มีความสุขและไม่พอใจ พวกเขาพร่ำบ่นพึมพำ แล้วก็ทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน นี่คือการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมิใช่หรือ? ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงบางคนออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนเพื่อความงามตามเวลาที่กำหนดทุกวันเพื่อรักษารูปร่างของตน อย่างไรก็ดี ทันทีที่งานเริ่มยุ่งและมีการอะลุ้มอล่วยต่อการทำกิจวัตรเหล่านี้ พวกเธอก็เริ่มไม่มีความสุขและกล่าวว่า “แบบนี้ไม่ดีเลย การทำงานนี้จะทำให้สิ่งทั้งหลายล่าช้ามากเกินไป ฉันไม่อาจปล่อยให้งานส่งผลกระทบต่อกิจธุระส่วนตัวของฉันได้ ฉันจะไม่สนใจใครก็ตามที่พยายามเร่งฉัน ฉันจะยึดมั่นกับระดับความเร็วของฉันเอง เมื่อถึงเวลาเล่นโยคะ ฉันจะเล่นโยคะ เมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องนอนหลับพักผ่อนเพื่อความงาม ฉันก็จะนอนหลับพักผ่อนเพื่อความงาม ฉันจะยังคงทำสิ่งเหล่านี้เหมือนที่ฉันเคยทำเมื่อก่อน ฉันไม่ได้โง่เขลาและทำงานหนักเหมือนพวกคุณทุกคน ในไม่กี่ปีข้างหน้าพวกคุณทุกคนจะกลายเป็นผู้หญิงแก่ที่ดูธรรมดา ร่างกายของพวกคุณจะทรุดโทรม และพวกคุณจะไม่ผอมเพรียวอีกต่อไป ไม่มีใครอยากจะมองพวกคุณ และพวกคุณก็จะไม่มีความมั่นใจในชีวิตเลย” เพื่อเห็นแก่การตอบสนองความสุขสำราญทางเนื้อหนัง เพื่อเห็นแก่ความงาม การได้รับความชื่นชอบจากผู้อื่น และการใช้ชีวิตอย่างมีความมั่นใจมากขึ้น พวกเขาจึงไม่ยอมที่จะละทิ้งความหรรษาและการเลือกชอบทางเนื้อหนัง ไม่ว่าพวกเขาจะยุ่งกับการทำหน้าที่เพียงใด นี่คือการลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง บางคนกล่าวว่า “พระเจ้าทรงกระวนกระวาย และพวกเราควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า” แต่ผู้หญิงเหล่านี้กลับบอกว่า “ฉันไม่เคยเห็นว่าพระเจ้าทรงกระวนกระวาย ฉันสบายดีตราบเท่าที่ฉันไม่กระวนกระวาย หากฉันแสดงให้เห็นความคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ใครจะแสดงให้เห็นความคำนึงถึงเจตนาของฉัน?” ผู้หญิงเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์บ้างหรือไม่? พวกเธอคือมารมิใช่หรือ? นอกจากนั้นยังมีบางคนที่ไม่ว่างานของพวกเธอจะยุ่งและเร่งด่วนเพียงใด พวกเธอก็จะไม่ยอมให้การนี้ส่งผลกระทบต่อวิธีที่พวกเธอแต่งกายและสิ่งที่พวกเธอสวมใส่ ทุกวันพวกเธอใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการแต่งหน้า และพวกเธอก็จำได้ขึ้นใจเท่ากับการจำที่อยู่ของตนเองว่าจะใส่เสื้อผ้าชุดไหนในแต่ละวันให้เข้ากับรองเท้าบางคู่ และควรทำทรีตเมนต์เสริมความงามและไปนวดเมื่อใด โดยไม่สับสนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่ว่าพวกเธอเข้าใจความจริงมากเพียงใด ความจริงใดบ้างที่พวกเธอยังคงไม่เข้าใจหรือยังไม่ได้เข้าสู่ สิ่งใดที่พวกเธอยังคงจัดการในลักษณะที่สุกเอาเผากินและไม่มีความจงรักภักดี อุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดที่พวกเธอได้เผยออกมา และประเด็นปัญหาอื่นๆ ดังกล่าวซึ่งสัมพันธ์กับความจริงที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต พวกเธอกลับไม่รู้เรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย เมื่อถูกถามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ พวกเธอก็ไม่รู้ความอย่างสิ้นเชิง ทว่าเมื่อกล่าวถึงหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวกับความหรรษาทางเนื้อหนัง—การกิน การดื่ม และความบันเทิง—พวกเธอก็สามารถพร่ำรำพันได้ไม่รู้จบ เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดยั้งพวกเธอ ไม่ว่างานของคริสตจักรจะยุ่งเพียงใดหรือหน้าที่ของพวกเธอจะยุ่งเพียงใด กิจวัตรและภาวะปกติของชีวิตของพวกเธอก็ไม่เคยถูกขัดขวาง พวกเธอไม่เคยสะเพร่าในรายละเอียดเล็กน้อยใดๆ ของชีวิตทางเนื้อหนังและควบคุมรายละเอียดเหล่านั้นอย่างครบบริบูรณ์ โดยเข้มงวดและจริงจังมาก แต่เวลาที่จัดการกับงานในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เพียงใดและต่อให้เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิงก็ตาม พวกเธอกลับจัดการกับเรื่องนั้นอย่างไม่เอาใจใส่ พวกเธอไม่ใส่ใจในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับพระบัญชาของพระเจ้าหรือหน้าที่ที่พวกเธอควรทำด้วยซ้ำไป พวกเธอไม่รับผิดชอบใดๆ นี่คือการลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังมิใช่หรือ? ผู้คนที่ลุ่มหลงในความสะดวกสบายทางเนื้อหนังเหมาะที่จะทำหน้าที่หรือไม่? ทันทีที่มีคนหยิบยกเรื่องการทำหน้าที่ของพวกเขาขึ้นมา หรือพูดคุยเรื่องการจ่ายราคาและการทนทุกข์กับความยากลำบาก พวกเขาก็จะเอาแต่ส่ายหน้า พวกเขามีปัญหามากเกินไป เต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น และมีแต่การคิดลบ ผู้คนแบบนี้ไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำหน้าที่ของตน และควรถูกกำจัดออกไป ในส่วนของการละโมบความสะดวกสบายทางเนื้อหนัง พวกเราจะพักเรื่องนี้ไว้ตรงนี้
VI. ความลำบากยากเย็นซึ่งสัมพันธ์กับการรู้จักตนเอง
การรู้จักตนเองเป็นแง่มุมที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดในการเข้าสู่ชีวิต แต่สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เพราะว่าพวกเขาไม่รักความจริงหรือไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง การรู้จักตนเองจึงกลายเป็นความลำบากยากเย็นที่ใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขา เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่แน่นอนว่าบรรดาผู้ที่ไม่รักความจริงนั้นไม่สามารถรู้จักตนเองได้อย่างแท้จริง การรู้จักตนเองนั้นมีแง่มุมอะไรบ้าง? แง่มุมแรกคือการรู้ว่าในคำพูดและการกระทำของคนเรานั้นมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดบ้างที่ถูกเผยออกมา บางครั้งก็เป็นความโอหัง บางคราวก็เป็นความหลอกลวง หรือบางทีก็เป็นความเลวร้าย การดื้อแพ่ง หรือการทรยศ และอื่นๆ นอกจากนั้นเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับคนคนหนึ่ง พวกเขาก็ควรตรวจสอบตนเองเพื่อให้เห็นว่าพวกเขามีเจตนาหรือเหตุจูงใจใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงหรือไม่ พวกเขาควรตรวจสอบด้วยว่ามีสิ่งใดในคำพูดหรือการกระทำของตนที่คัดค้านหรือกบฏต่อพระเจ้าหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาควรตรวจสอบว่าพวกเขามีสำนึกในภาระและมีความจงรักภักดีเมื่อเป็นเรื่องของหน้าที่ของตนหรือไม่ พวกเขากำลังสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจหรือไม่ และพวกเขากำลังทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนหรือสุกเอาเผากินหรือไม่ การรู้จักตนเองยังหมายถึงการรู้ว่าคนเรามีมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝัน ข้อเรียกร้องที่ฟุ้งเฟ้อ หรือความเข้าใจผิดและความคับข้องใจเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่ และคนเรามีจิตใจที่จะนบนอบหรือไม่ การนี้หมายถึงการรู้ว่าคนเราสามารถแสวงหาความจริง ยอมรับจากพระเจ้า และมีหัวใจที่นบนอบพระเจ้าได้หรือไม่เวลาที่จัดการกับสถานการณ์ ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียง การนี้หมายถึงการรู้ว่าคนเรามีมโนธรรมและเหตุผลหรือไม่ และคนเราเป็นผู้ที่รักความจริงหรือไม่ การนี้หมายถึงการรู้ว่าเมื่อมีสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นกับคนเรา พวกเขานบนอบหรือพยายามที่จะโต้แย้งหรือไม่ และคนเราพึ่งพามโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันหรือพึ่งพาการแสวงหาความจริงในการที่พวกเขาจัดการกับเรื่องเหล่านี้ ทั้งหมดนี้คือขอบเขตของการรู้จักตนเอง คนเราควรทบทวนว่าตนรักความจริงและมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าหรือไม่โดยคำนึงถึงท่าทีของตนต่อสถานการณ์นานัปการและต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย หากคนเราสามารถตระหนักรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและเห็นว่าตนมีการกบฏต่อพระเจ้ามากเพียงใด เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมจะเติบโตแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเป็นเรื่องของกิจธุระที่เกี่ยวกับการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้า คนเราควรทบทวนว่าตนมีมโนคติอันหลงผิด ความยำเกรง หรือการนบนอบหรือไม่ในเวลาที่ตนปฏิบัติต่อพระนามและการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตนมีท่าทีเช่นไรต่อเรื่องของความจริง คนคนหนึ่งควรรู้ข้อขาดตกบกพร่องของตน วุฒิภาวะของตน และรู้ว่าตนมีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ ตลอดจนรู้ว่าการไล่ตามเสาะหาของตนและเส้นทางที่ตนเดินนั้นถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ เหล่านี้คือสิ่งทั้งปวงที่ผู้คนควรรู้ โดยสรุปแล้ว แง่มุมนานัปการของการรู้จักตนเองนั้นโดยพื้นฐานแล้วประกอบด้วยการรู้ดังต่อไปนี้คือ การรู้ว่าขีดความสามารถของคนเรานั้นสูงหรือต่ำ การรู้เกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคนเรา การรู้เกี่ยวกับเจตนาและเหตุจูงใจที่คนเรามีในการกระทำของตน การรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้ธรรมชาติที่คนเราเผยออกมา การรู้เกี่ยวกับการเลือกชอบและการไล่ตามเสาะหาของคนเรา การรู้เกี่ยวกับเส้นทางที่คนเราเดิน การรู้เกี่ยวกับทัศนะของคนเราต่อสิ่งทั้งหลาย การรู้เกี่ยวกับทัศนคติที่คนเรามีต่อชีวิตและคุณค่า และการรู้เกี่ยวกับท่าทีที่คนเรามีต่อพระเจ้าและความจริง การรู้จักตนเองนั้นประกอบด้วยแง่มุมเหล่านี้เป็นหลัก
VII. การสำแดงนานัปการของผู้คนในการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้า
เนื้อหาส่วนต่อไปในเรื่องของการเข้าสู่ชีวิตเกี่ยวข้องกับการสำแดงนานัปการของผู้คนในการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้า ตัวอย่างเช่น มีการมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า การเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระองค์และการตั้งป้อมระวังตัวจากพระองค์ การเรียกร้องจากพระองค์อย่างไม่สมเหตุสมผล การต้องการหลีกเลี่ยงพระองค์เป็นนิตย์ การไม่ชอบพระวจนะที่พระองค์ตรัส และการแสวงหาโอกาสที่จะพินิจพิเคราะห์พระองค์อยู่ร่ำไป นอกจากนั้นยังมีการไม่สามารถมองเห็นถึงหรือตระหนักถึงมหิทธานุภาพของพระเจ้า ตลอดจนการเก็บงำท่าทีของความสงสัยต่ออธิปไตย การจัดการเตรียมการ และสิทธิอำนาจของพระเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และการขาดความรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ได้มีเพียงการล้มเหลวในการหลีกเลี่ยงหรือไม่ยอมรับการใส่ร้ายและการสบประมาทซึ่งผู้ไม่มีความเชื่อและโลกนำมากล่าวหาพระเจ้า แต่ในทางตรงกันข้าม กลับต้องการที่จะถามว่านั่นเป็นความจริงหรือข้อเท็จจริงหรือไม่ นี่ไม่ใช่การสงสัยพระเจ้าหรอกหรือ? นอกจากการสำแดงเหล่านี้แล้ว ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่? (การระแวงพระเจ้าและการทดสอบพระเจ้า) (การที่คนเราพยายามเอาอกเอาใจพระเจ้า) (การไม่ต้องการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า) มีการไม่ต้องการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าในขณะเดียวกันก็สงสัยว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ส่วนลึกที่สุดในหัวใจของผู้คนได้หรือไม่ (แล้วก็มีการต่อต้านพระเจ้าด้วย) นี่ก็เป็นการสำแดงเช่นกัน—การต่อต้านพระเจ้าและการเอ็ดตะโรโต้แย้งพระองค์ มีการใช้ท่าทีที่ดูหมิ่นและดูถูกเหยียดหยามในการปฏิบัติต่อพระเจ้า พูดคุยกับพระองค์ และติดต่อสัมพันธ์กับพระองค์ มีสิ่งอื่นอีกหรือไม่? (การทำตัวสุกเอาเผากินกับพระเจ้าและหลอกลวงพระองค์) (การพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า) มีการไม่เคยนบนอบหรือแสวงหาความจริงเมื่อเผชิญกับเรื่องทั้งหลาย และการโต้เถียงแทนตนเองและการพร่ำบ่นอยู่เป็นนิตย์ (นอกจากนั้นยังมีการตัดสินและการสบประมาทพระเจ้า) (การแย่งชิงสถานะกับพระเจ้า) (การต่อรองและการเบียดเบียนพระเจ้า) (การไม่ยอมรับ การปฏิเสธ และการทรยศพระเจ้า) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ เป็นสภาวะและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามนานัปการที่เกิดขึ้นในการที่ผู้คนปฏิบัติต่อพระเจ้า โดยพื้นฐานแล้วสิ่งเหล่านี้คือการสำแดงนานัปการถึงวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อพระเจ้า
VIII. ท่าทีและการสำแดงนานัปการของผู้คนในการปฏิบัติต่อความจริง
เนื้อหาเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อความจริง ในแง่มุมนี้มีการสำแดงใดบ้าง? มีการปฏิบัติต่อความจริงในฐานะทฤษฎีหรือคำขวัญ ในฐานะข้อบังคับ หรือในฐานะเงินทุนสำหรับการอาศัยคริสตจักรเพื่อดำรงชีวิตและสุขสำราญกับผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่ง โปรดกล่าวเพิ่มเติมจากนี้ (การปฏิบัติต่อความจริงในฐานะสิ่งค้ำจุนฝ่ายวิญญาณ) มีการปฏิบัติต่อความจริงในฐานะสิ่งค้ำจุนฝ่ายวิญญาณเพื่อตอบสนองความต้องการฝ่ายวิญญาณของคนเรา (การไม่ยอมรับความจริงและการรังเกียจความจริง) นี่คือท่าทีต่อความจริง (การคิดว่าพระวจนะของพระเจ้ามีความมุ่งหมายเพื่อเปิดโปงผู้อื่น พระวจนะของพระเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง และการมองว่าตนเองเป็นผู้แตกฉานในเรื่องของความจริง) เจ้าอธิบายการสำแดงนี้ได้เหมาะเจาะทีเดียว ผู้คนที่มีการสำแดงเช่นนี้เชื่อว่าพวกเขาเข้าใจความจริงทุกประการที่พระเจ้าตรัสไว้ และเชื่อว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและแก่นแท้ของมนุษย์ที่พระองค์ทรงเปิดโปงนั้นอ้างอิงถึงผู้อื่น ไม่ใช่ตน พวกเขามองเห็นว่าตนเองเป็นผู้แตกฉานในเรื่องของความจริง และมักจะใช้พระวจนะของพระเจ้าสั่งสอนผู้อื่น ราวกับว่าตัวพวกเขาเองไร้ซึ่งอุปนิสัยอันเสื่อมทราม และเป็นรูปจำแลงของความจริงและเป็นโฆษกของความจริงไปแล้ว พวกเขาเป็นขยะประเภทใด? พวกเขาต้องการเป็นรูปจำแลงของความจริง—พวกเขาก็เหมือนกับเปาโลไม่มีผิดเลยมิใช่หรือ? เปาโลไม่ยอมรับว่าองค์พระเยซูเจ้าเป็นพระคริสต์และพระเจ้า ตัวเขาเองต้องการเป็นพระคริสต์และเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ก็เหมือนกับเปาโล พวกเขาเป็นประเภทเดียวกันกับเปาโล พวกเขาคือศัตรูของพระคริสต์ มีอย่างอื่นอีกหรือไม่? (การปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเสมือนคำพูดของคนธรรมดา ไม่ใช่ในฐานะความจริงที่ควรปฏิบัติ และการมีท่าทีที่เมินเฉยและฉาบฉวยต่อพระวจนะของพระเจ้า) การไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าในฐานะความจริงที่ควรยอมรับและปฏิบัติ แต่กลับปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นในฐานะคำพูดของมนุษย์—นี่เป็นการสำแดงหนึ่ง (การเชื่อมโยงพระวจนะของพระเจ้ากับปรัชญาและทฤษฎีของผู้ไม่มีความเชื่อ) มีการเชื่อมโยงพระวจนะของพระเจ้ากับปรัชญา การปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเสมือนเครื่องประดับหรือคำพูดที่กลวงเปล่าในขณะที่มองว่าคำกล่าวซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่นั้นเป็นความจริง และการปฏิบัติต่อความรู้ วัฒนธรรมดั้งเดิม และประเพณีต่างๆ ในฐานะความจริงและแทนที่พระวจนะของพระเจ้าด้วยสิ่งเหล่านั้น ผู้คนที่แสดงออกถึงการสำแดงเช่นนี้จะพูดไม่หยุดหย่อนเกี่ยวกับการต้องการปฏิบัติความจริงรวมทั้งเป็นพยานให้และถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทั้งหลาย แต่ในหัวใจของพวกเขา พวกเขากลับเลื่อมใสผู้คนเหล่านั้นที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่จากโลกปุถุชน และเยินยอแม้กระทั่งเปาบุ้นจิ้นแห่งราชวงศ์ซ่งในสมัยโบราณ โดยกล่าวว่า “เขาเป็นผู้พิพากษาที่เคร่งครัดและเที่ยงธรรมจริงๆ เขาไม่เคยตัดสินอย่างไร้ความยุติธรรม ไม่เคยมีความผิดพลาดด้วยมือของเขาในเรื่องของความยุติธรรม หรือไม่เคยมีวิญญาณใดได้รับความอยุติธรรมจากคมดาบของเพชฌฆาตของเขา!” นี่คือการเยินยอและการเลื่อมใสคนที่มีชื่อเสียงและนักปราชญ์มิใช่หรือ? การพยายามหลอกให้หลงเชื่อว่าคำพูดและการกระทำของผู้คนที่มีชื่อเสียงเป็นความจริงก็คือการใส่ร้ายและสบประมาทความจริง! ในคริสตจักร ผู้คนเช่นนี้พูดมากมายเกี่ยวกับการต้องการที่จะปฏิบัติความจริงและเผยแผ่พระวจนะของพระเจ้า แต่สิ่งที่พวกเขาคิดในจิตใจของตนและมักจะกล่าวออกมานั้นเป็นเพียงคำกล่าวพื้นบ้านและสุภาษิตเท่านั้น ซึ่งพวกเขาแสดงออกในลักษณะที่ฝึกฝนมาอย่างชำนาญและคล่องแคล่วมาก สิ่งเหล่านี้อยู่บนริมฝีปากของพวกเขาเสมอและพูดออกมาจากปากของพวกเขาอย่างง่ายดาย พวกเขาไม่เคยพูดสักคำเกี่ยวกับความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าของตน และยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกเขาไม่เคยกล่าวเลยว่าพระวจนะใดของพระเจ้าเป็นหลักเกณฑ์หรือพื้นฐานสำหรับการกระทำและการประพฤติปฏิบัติของตน ทั้งหมดที่พวกเขาพูดออกมานั้นเป็นตรรกะวิบัติ อย่างเช่น “ห่านบินไปที่ใดก็เปล่งเสียงร้องที่นั่นฉันใด มนุษย์อยู่ที่ใดก็ฝากชื่อไว้ที่นั่นฉันนั้น” “การประหารชีวิตมีแต่ทำให้หัวหลุดจากบ่า จงเมตตาทุกเมื่อที่เป็นไปได้” “ผู้คนที่น่าเวทนามีบางสิ่งที่น่ารังเกียจเสมอ” “จงเผื่อทางหนีทีไล่ไว้บ้าง” “ต่อให้ฉันไม่ได้สัมฤทธิ์ผลใดๆ ฉันก็ได้สู้ทนกับความยากลำบาก หากไม่ใช่ความยากลำบาก ก็เป็นความเหนื่อยล้า” “เสร็จนาอย่าฆ่าโคถึก เสร็จศึกอย่าฆ่าขุนพล” “ลงโทษผู้คนอย่างหนักเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น เชือดไก่ให้ลิงดู” และ “เจ้าหน้าที่คนใหม่ย่อมกระตือรือร้นที่จะสร้างความประทับใจ” เป็นต้น—ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขากล่าวเป็นความจริงเลย บางคนจะท่องจำคำพูดของกวีร่วมสมัยและถึงกับนำคำพูดเหล่านั้นมาแสดงไว้ในส่วนของความคิดเห็นในวีดิทัศน์ของพระนิเวศของพระเจ้า นี่เป็นการสำแดงถึงการขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณมิใช่หรือ? คำพูดเหล่านั้นเป็นความจริงหรือไม่? คำพูดเหล่านั้นสัมพันธ์กับความจริงหรือไม่? บางคนมักจะกล่าวสิ่งทั้งหลายอย่างเช่น “เหนือหัวตนขึ้นไปสามฟุตมีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง” และ “ความดีและความชั่วจะได้รับการตอบแทนในท้ายที่สุด ช้าหรือเร็วเท่านั้น” ถ้อยแถลงเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่? (ไม่) ถ้อยแถลงเหล่านี้มาจากที่ใด? ถ้อยแถลงเหล่านี้ถูกพบอยู่ในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? ถ้อยแถลงเหล่านี้มาจากวัฒนธรรมของชาวพุทธและไม่เกี่ยวข้องกับการเชื่อในพระเจ้าเลย แม้จะเป็นเช่นนี้ ผู้คนก็มักจะพยายามดึงถ้อยแถลงเหล่านี้ขึ้นไปสู่ระดับของความจริง นี่เป็นการสำแดงถึงการขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ บางคนมีความแน่วแน่อยู่เล็กน้อยที่จะสละตนเองเพื่อพระเจ้า และพวกเขาก็กล่าวว่า “พระนิเวศของพระเจ้าเลื่อนขั้นให้ฉันแล้ว พระเจ้าทรงยกชูฉันแล้ว ดังนั้นฉันต้องใช้ชีวิตตามคำกล่าวที่ว่า ‘ส่วนบุรุษย่อมสละชีพเพื่อผู้ที่เข้าใจตน’” เจ้าไม่ใช่บุรุษ และพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงขอให้เจ้าสละชีวิตของเจ้า เวลาที่ทำหน้าที่ จำเป็นต้องมีสำนึกแห่งความกล้าหาญสูงถึงเพียงนั้นหรือไม่? ตอนนี้ที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าไม่สามารถลุล่วงหน้าที่ของตนด้วยซ้ำ มีความหวังบ้างหรือไม่ว่าเจ้าจะทำเช่นนั้นตอนที่ตายไปแล้ว? แล้วเจ้าจะทำหน้าที่ของตนอย่างไร? คนอื่นกล่าวว่า “ฉันเป็นคนจงรักภักดีโดยธรรมชาติ ฉันเป็นคนที่กล้าหาญและมีความปรารถนาอันแรงกล้า ฉันชอบที่จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเสี่ยงเพื่อเพื่อนของฉัน กับพระเจ้าก็เหมือนกัน ในเมื่อพระเจ้าทรงเลือก ทรงเลื่อนขั้น และทรงยกชูฉันขึ้นแล้ว ฉันก็ต้องตอบแทนพระคุณของพระเจ้า ฉันจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเสี่ยงเพื่อพระเจ้าอย่างแน่นอน แม้กระทั่งความตายของฉัน!” นี่เป็นความจริงหรือไม่? (ไม่) พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะไว้มากมายนัก เหตุใดพวกเขาจึงไม่เคยจดจำพระวจนะเหล่านั้นสักประการเดียว? ตลอดเวลาสิ่งที่พวกเขาสามัคคีธรรมก็มีเพียงการกล่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งอื่นใดอีก ส่วนบุรุษย่อมสละชีพเพื่อผู้ที่เข้าใจตน และคนเราต้องเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเสี่ยงเพื่อเพื่อนของตนและต้องจงรักภักดี” พวกเขาไม่สามารถพูดแม้กระทั่งวลีที่ว่า “ตอบแทนความรักของพระเจ้า” หลังจากฟังคำเทศนาและอ่านพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นเวลานานหลายปี พวกเขากลับไม่รู้ความจริงเลยสักประการเดียว และพวกเขาก็ไม่สามารถพูดคำศัพท์ฝ่ายวิญญาณแม้สักสองคำด้วยซ้ำไป—นี่คือความเข้าใจและคำจำกัดความของความจริงที่พวกเขามีอยู่ภายใน จงบอกเราเถิดว่า นี่ไม่น่าเวทนาหรอกหรือ? นี่ไม่น่าหัวเราะหรอกหรือ? นี่คือการสำแดงถึงการขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณมิใช่หรือ? หลังจากฟังคำเทศนามามากมายนัก พวกเขาก็ไม่เข้าใจความจริงและไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร ทว่าพวกเขากลับใช้คำพูดเยี่ยงมาร ที่น่าเยาะเย้ย ไร้สาระ และน่าหัวเราะอย่างยิ่งเหล่านั้นเพื่อแทนที่ความจริงอย่างไร้ยางอาย ไม่เพียงแต่การคิดและการทำความเข้าใจภายในของพวกเขาจะเป็นเช่นนี้เท่านั้น พวกเขายังเผยแพร่และสอนเรื่องนี้ให้แก่ผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ โดยทำให้ผู้อื่นมีการทำความเข้าใจที่เหมือนกับพวกเขา การนี้มีธรรมชาติของการก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนอยู่บ้างมิใช่หรือ? ดูเหมือนว่าผู้คนเหล่านี้ที่ไม่เข้าใจความจริงและขาดพร่องความเข้าใจฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นภัยอันตราย พวกเขาสามารถก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน ตลอดจนทำสิ่งที่น่าเยาะเย้ยและไร้สาระได้ทุกที่และทุกเวลา เกี่ยวกับวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อความจริงนั้น มีการสำแดงอื่นใดอีกบ้าง? (การดูหมิ่นความจริง การยอมรับเฉพาะสิ่งที่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของตนเอง และการปฏิเสธและการไม่ยอมที่จะปฏิบัติสิ่งที่ไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้น) การยอมรับและการปฏิบัติเฉพาะสิ่งที่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของตนเอง และไม่ยอมรับและกล่าวโทษสิ่งที่ไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกัน—นี่เป็นท่าทีหนึ่ง (การไม่เชื่อว่าความจริงสามารถแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนหรือเปลี่ยนแปลงตนเองได้) การไม่ยอมรับหรือไม่เชื่อในความจริงก็เป็นท่าทีหนึ่งเช่นกัน การสำแดงอีกประการหนึ่งก็คือการที่ท่าทีและทัศนคติที่คนเรามีต่อความจริงเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ สภาพแวดล้อม และความรู้สึกของตน สำหรับผู้คนเหล่านี้ เมื่อพวกเขารู้สึกดีและร่าเริงมากในวันหนึ่ง พวกเขาก็คิดว่า “ความจริงนั้นยอดเยี่ยม! ความจริงคือความเป็นจริงของสรรพสิ่งที่เป็นบวก เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับมนุษย์ในการปฏิบัติและเผยแผ่” เมื่ออารมณ์ของพวกเขาไม่ดี พวกเขาก็คิดว่า “ความจริงคืออะไร? การปฏิบัติตามความจริงมีประโยชน์อะไรบ้าง? การนี้สามารถสร้างรายได้ให้คุณได้หรือไม่? ความจริงสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง? หากคุณปฏิบัติความจริง จะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง? ฉันจะไม่ปฏิบัติความจริง—การนี้ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างไร?” ธรรมชาติเยี่ยงปีศาจของพวกเขาผุดออกมา การสำแดงเหล่านี้เป็นอุปนิสัยและสภาวะนานัปการที่ผู้คนเผยให้เห็นในวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อความจริง มีการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงอื่นใดอีกบ้าง? (การไม่ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าในฐานะความจริงหรือชีวิต แต่กลับวิเคราะห์และพินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้า) มีการเข้าหาพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีทางวิชาการ โดยวิเคราะห์และพินิจพิเคราะห์ความจริงอยู่เสมอบนพื้นฐานของความรู้ของคนเรา และไม่มีท่าทีใดๆ ของการยอมรับและนบนอบ สิ่งเหล่านี้เป็นความลำบากยากเย็นในการที่ผู้คนปฏิบัติต่อความจริงไม่มากก็น้อย ซึ่งสามารถให้คำจำกัดความและทำเป็นหัวข้อสรุปได้
เนื้อหาของพวกเราที่เกี่ยวกับความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิตนั้นมีทั้งหมดแปดแง่มุม และสิ่งเหล่านี้เป็นความลำบากยากเย็นหลักๆ ซึ่งสัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตและการสัมฤทธิ์ความรอด สภาวะและอุปนิสัยทั้งหลายที่ผู้คนเผยออกมาภายในแปดแง่มุมนี้ล้วนถูกเปิดโปงอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงวางข้อกำหนดให้ผู้คนและทรงชี้เส้นทางแห่งการปฏิบัติให้แก่พวกเขา หากผู้คนสามารถทุ่มเทความพยายามให้แก่พระวจนะของพระเจ้า ใช้ท่าทีที่จริงจัง ท่าทีแห่งความปรารถนา และแบกรับภาระในการเข้าสู่ชีวิตของตนเอง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมสามารถค้นพบความจริงที่เกี่ยวข้องในพระวจนะของพระเจ้าเพื่อที่จะแก้ปัญหาทั้งแปดประเภทนี้ได้ และมีเส้นทางแห่งการปฏิบัติสำหรับปัญหาแต่ละประเภท ในบรรดาปัญหาเหล่านี้ไม่มีปัญหาใดเป็นความท้าทายที่แก้ไขไม่ได้หรือเป็นเรื่องลี้ลับประเภทใดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม หากเจ้าไม่แบกรับภาระใดในการเข้าสู่ชีวิตของตนเองเลย และไม่สนใจความจริงหรือการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเลย เช่นนั้นแล้วไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะชัดเจนและถูกต้องแม่นยำเพียงใด พระวจนะเหล่านั้นก็จะยังคงเป็นเพียงข้อความและคำสอนสำหรับเจ้า หากเจ้าไม่ไล่ตามเสาะหาหรือปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเจ้าจะมีประเด็นปัญหาใด เจ้าก็จะไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ ซึ่งจะทำให้เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเจ้าในการบรรลุความรอด บางทีเจ้าจะยังคงอยู่ในช่วงระยะของการเป็นคนออกแรงทำงานไปตลอดกาล หรือบางทีเจ้าจะยังคงอยู่ในช่วงระยะของการไม่สามารถบรรลุความรอดไปชั่วนิรันดร์ และถูกพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์และทรงกำจัดออกไป
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ