หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (2) ตอนที่หนึ่ง
พวกเรามาทบทวนเนื้อหาหลักจากการสามัคคีธรรมของพวกเราในการชุมนุมครั้งที่แล้วกันก่อนเถิด (ครั้งที่แล้วพระองค์ทรงแจกแจงหน้าที่รับผิดชอบสิบห้าประการของบรรดาผู้นำและคนทำงาน และทรงสามัคคีธรรมสองประการแรกเป็นหลัก ประการแรกคือการนำผู้คนให้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เข้าใจพระวจนะของพระองค์ และเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า ประการที่สองคือการมีความเข้าใจสภาวะทั้งหลายของบุคคลแต่ละประเภท และแก้ไขความลำบากยากเย็นนานัปการซึ่งสัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตที่พวกเขาเผชิญในชีวิตจริง บนพื้นฐานของหน้าที่รับผิดชอบสองประการนี้ พระองค์ได้ทรงชำแหละการสำแดงที่เกี่ยวข้องของผู้นำเทียมเท็จ) พวกเจ้าเคยไตร่ตรองบ้างหรือไม่ว่าหน้าที่รับผิดชอบใดในสองประการนี้ที่พวกเจ้าสามารถปฏิบัติได้หากพวกเจ้าเป็นผู้นำ? ผู้คนจำนวนมากรู้สึกอยู่เสมอว่าพวกเขามีขีดความสามารถ เชาวน์ปัญญา และสำนึกในภาระอยู่บ้าง และผลที่ตามมาก็คือพวกเขาปรารถนาที่จะแย่งชิงการเป็นผู้นำ และไม่ต้องการเป็นผู้ติดตามธรรมดา ดังนั้น ก่อนอื่นจงดูว่าเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบสองประการนี้ได้หรือไม่ และเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบประการใดได้ดีกว่า และสามารถรับผิดชอบหน้าที่นั้นได้ ตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องที่ว่าเจ้ามีขีดความสามารถในการเป็นผู้นำหรือไม่ หรือเจ้ามีความสามารถในการทำงานนี้หรือสำนึกในภาระหรือไม่ และก่อนอื่นจงดูว่าเจ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบสองประการนี้ให้ดีได้หรือไม่ พวกเจ้าเคยไตร่ตรองคำถามนี้บ้างหรือไม่? บางคนอาจกล่าวว่า “ฉันไม่ได้วางแผนที่จะเป็นผู้นำ แล้วเหตุใดฉันจึงควรไตร่ตรองคำถามนี้? ฉันแค่จำเป็นต้องทำงานของตัวเองให้ดี—คำถามนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันเลย ในช่วงชีวิตนี้ ฉันไม่เคยต้องการเป็นผู้นำ และฉันไม่เคยต้องการรับผิดชอบหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำหรือคนทำงาน ดังนั้นฉันจึงไม่เคยจำเป็นต้องไตร่ตรองคำถามดังกล่าว” ถ้อยแถลงนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) ต่อให้เจ้าไม่ต้องการเป็นผู้นำ เจ้าก็ยังคงจำเป็นต้องรู้มิใช่หรือว่าบุคคลที่เป็นผู้นำของเจ้ากำลังดำเนินการตามหน้าที่รับผิดชอบทั้งสองประการนี้ได้ดีเพียงใด พวกเขาลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบของตนแล้วหรือยัง พวกเขามีขีดความสามารถ ศักยภาพ และสำนึกในภาระตามที่กำหนดหรือไม่ และพวกเขาทำได้ตามข้อกำหนดสองประการนี้หรือไม่? หากเจ้าไม่เข้าใจหรือไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และพวกเขานำเจ้าไปสู่สถานการณ์ที่ลำบาก เจ้าจะตระหนักรู้เรื่องนี้หรือไม่? หากเจ้าเพียงแค่ติดตามพวกเขาในหนทางที่สับสนและเป็นคนสมองทึบเท่านั้น หากเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ หรือพวกเขากำลังนำเจ้าให้หลงเจิ่นไปหรือพวกเขากำลังนำเจ้าไปที่ใด เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะตกอยู่ในอันตราย เพราะว่าเจ้าไม่เข้าใจขอบเขตของหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน และเจ้าขาดพร่องวิจารณญาณในการแยกแยะผู้นำเทียมเท็จ เจ้าย่อมจะติดตามพวกเขาในหนทางที่สับสน และทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาขอให้เจ้าทำ โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาสามัคคีธรรมกับเจ้านั้นเป็นไปตามความจริงในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ หรือเป็นความเป็นจริงหรือไม่ เจ้าย่อมจะคิดเช่นนั้นเพราะพวกเขากระตือรือร้น เพราะพวกเขากุลีกุจอและทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำและสามารถจ่ายราคาได้ และเพราะว่าเมื่อใครบางคนมีความลำบากยากเย็น พวกเขาก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ และไม่เมินเฉยคนเหล่านั้น พวกเขาจึงทำได้ตามมาตรฐานในฐานะผู้นำ เจ้าไม่รู้ว่าผู้นำเทียมเท็จขาดพร่องศักยภาพในการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานยาวนานเพียงใด พวกเขาก็จะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือรู้ว่าข้อกำหนดของพระเจ้าคืออะไร พวกเขาจะไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยซ้ำว่าคำสอนคืออะไรและความเป็นจริงความจริงคืออะไร พวกเขาจะไม่รู้วิธีทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและความจริงในหนทางที่หมดจด และพวกเขาจะไม่รู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า—นี่ทำให้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ เหล่าผู้นำเทียมเท็จไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดๆ ในงานที่พวกเขาทำ พวกเขาจะสามัคคีธรรมกับเจ้าและทำไปตามขั้นตอน แต่พวกเขาจะไม่รู้ชัดเจนว่าเจ้าอยู่ในสภาวะใด เจ้ากำลังเผชิญหน้ากับความลำบากยากเย็นใด และความลำบากยากเย็นเหล่านั้นได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่ และตัวเจ้าเองก็จะไม่รู้สิ่งเหล่านี้เช่นกัน เมื่อมองจากภายนอก พวกเขาจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงกับเจ้าไปแล้ว แต่เจ้าก็จะยังคงใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่ผิดพลาดโดยไม่มีการกลับตัวใดๆ ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญกับความลำบากยากเย็นใด พวกเขาก็จะดูเหมือนว่ากำลังดำเนินการไปตามหน้าที่รับผิดชอบของตน แต่ไม่มีความลำบากยากเย็นใดของเจ้าที่จะได้รับการแก้ไขผ่านทางการสามัคคีธรรมหรือความช่วยเหลือของพวกเขา และประเด็นปัญหาทั้งหลายก็จะยังคงอยู่ ผู้นำประเภทนี้ได้มาตรฐานหรือไม่? (ไม่) แล้วเจ้าจำเป็นต้องเข้าใจความจริงประการใดบ้างเพื่อที่จะแยกแยะเรื่องเหล่านี้? เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจว่าผู้นำและคนทำงานปฏิบัติงานทุกชิ้นและจัดการกับปัญหาทุกอย่างได้สอดคล้องกับข้อกำหนดในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ และคำพูดทุกคำที่พวกเขากล่าวนั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงและสอดรับกับความจริงในพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ นอกจากนั้นเจ้าก็จำเป็นต้องเข้าใจว่า เมื่อเจ้าเผชิญกับความลำบากยากเย็นนานัปการ วิธีการที่พวกเขาใช้ในการแก้ไขประเด็นปัญหานั้นนำเจ้าไปสู่การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและได้รับเส้นทางแห่งการปฏิบัติหรือไม่ หรือพวกเขาเพียงแต่กล่าวคำพูดและคำสอนบางอย่าง ตะโกนคำขวัญ หรือตักเตือนเจ้าเท่านั้น ผู้นำและคนทำงานบางคนชอบช่วยเหลือผู้คนด้วยการเตือนสติ บางคนก็ด้วยแรงจูงใจ และบางคนก็ด้วยการเปิดโปง การกล่าวโทษ และการตัดแต่ง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการใด หากวิธีการนั้นสามารถนำเจ้าเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้อย่างแท้จริง แก้ไขความลำบากยากเย็นที่แท้จริงของเจ้า โดยทำให้เจ้าเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไรและด้วยเหตุนั้นจึงทำให้เจ้าสามารถรู้จักตนเองและพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วเมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในภายภาคหน้า เจ้าย่อมจะมีเส้นทางให้เดินตาม เพราะฉะนั้นมาตรฐานขั้นพื้นฐานที่สุดในการประเมินวัดว่าผู้นำหรือคนทำงานได้มาตรฐานหรือไม่นั้นก็คือ การที่พวกเขาสามารถใช้ความจริงในการแก้ไขปัญหาและความลำบากยากเย็นของผู้คนได้หรือไม่ และทำให้ผู้คนสามารถเข้าใจความจริงและได้รับเส้นทางแห่งการปฏิบัติหรือไม่
ครั้งที่แล้ว พวกเราได้สามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการแรกและประการที่สองของผู้นำและคนทำงานกันไปไม่มากก็น้อย และพวกเราได้ชำแหละการสำแดงบางอย่างของผู้นำเทียมเท็จซึ่งสัมพันธ์กับหน้าที่รับผิดชอบสองประการนี้ การสำแดงหลักของพวกเขาก็คือการทำความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างตื้นเขินและผิวเผิน และการล้มเหลวในการเข้าใจความจริง เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าผลที่ตามมาก็คือพวกเขาไม่สามารถนำผู้อื่นให้เข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและจับความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระองค์ได้ เมื่อผู้คนเผชิญกับความลำบากยากเย็น ผู้นำเทียมเท็จก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของตนเองในการนำผู้คนเหล่านั้นให้เข้าใจความจริงและเข้าสู่ความเป็นจริงได้ เพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นมีเส้นทางให้เดินตาม และพวกเขาก็ไม่สามารถทำให้ผู้คนเหล่านั้นทบทวนตนเองและรู้จักตนเองได้ท่ามกลางความลำบากยากเย็นนานัปการ และแก้ไขความลำบากยากเย็นเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันได้ ดังนั้นวันนี้ขอให้พวกเราสามัคคีธรรมถึงความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิตกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง และความลำบากยากเย็นนานัปการซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตที่พบเห็นกันทั่วไปและผู้คนเผชิญอยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขานั้นมีอะไรบ้าง ขอให้พวกเราสรุปสิ่งเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจง เรื่องนี้จำเป็นต้องได้รับการสามัคคีธรรมหรือไม่? (จำเป็น) ตอนนี้พวกเจ้าค่อนข้างสนใจหัวข้อเหล่านี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตมิใช่หรือ? ตอนที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับพวกเจ้าในครั้งแรกและพูดคุยกับพวกเจ้า ไม่ว่าจะกล่าวถึงสิ่งใด พวกเจ้าก็ด้านชาและทึ่ม เอื่อยเฉื่อย และตอบสนองช้า ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะไม่เข้าใจอะไรเลย และไม่มีวุฒิภาวะใดๆ นับประสาอะไรกับการเข้าสู่ชีวิต ตอนนี้เมื่อพวกเราพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของคนเรา พวกเจ้าส่วนใหญ่ค่อนข้างสนใจในหัวข้อนี้ และมีปฏิกิริยาต่อหัวข้อนี้อยู่บ้าง นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นบวก หากพวกเจ้าไม่ทำหน้าที่ของตน พวกเจ้าจะสามารถบรรลุสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่? (พวกเราไม่สามารถบรรลุได้) นี่คือพระคุณของพระเจ้า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความโปรดปรานของพระองค์
ประการที่สอง: มีความเข้าใจสภาวะทั้งหลายของบุคคลแต่ละประเภท และแก้ไขความลำบากยากเย็นนานัปการซึ่งสัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิตที่พวกเขาเผชิญในชีวิตจริง (ภาคที่สอง)
ความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิตแปดประเภท
I. ความลำบากยากเย็นซึ่งสัมพันธ์กับการทำหน้าที่ของคนเรา
เกี่ยวกับความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิต พวกเรามามองดูความลำบากยากเย็นที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราให้กว้างขึ้นกันก่อน เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของตนซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติความจริง และเจ้าไม่สามารถจัดการกับสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมได้ นี่เป็นความลำบากยากเย็นในการเข้าสู่ชีวิตมิใช่หรือ? (ใช่แล้ว) กล่าวอย่างเรียบง่ายก็คือ นี่เป็นสภาวะ แนวคิด ทัศนคตินานัปการ และหนทางในการคิดที่ไม่ถูกต้องบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา แล้วในเรื่องนี้มีอะไรเป็นความลำบากยากเย็นที่เฉพาะเจาะจงบ้าง? ตัวอย่างเช่น ในการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรามักมีการพยายามทำแบบสุกเอาเผากิน ตลบตะแลง และหย่อนยานอยู่เสมอ—นี่เป็นสภาวะที่สำแดงและเผยออกมาโดยทั่วไประหว่างการปฏิบัติหน้าที่มิใช่หรือ? ยังมีการไม่ใส่ใจในงานที่ถูกควรของตน และการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์ในขณะที่มีการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา โดยปฏิบัติต่อสถานที่ซึ่งคนเราปฏิบัติหน้าที่ของตนเสมือนเป็นสนามเด็กเล่นหรือสนามรบ และคิดถึงการหา “เกณฑ์การเปรียบเทียบ” เมื่อใดก็ตามที่คนเรากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยพูดในใจว่า “ฉันจะเห็นว่าใครเก่งกว่าฉันและใครสามารถปลุกเร้าวิญญาณนักสู้ของฉันได้ จากนั้นฉันจะแข่งขันกับพวกเขา แย่งชิงกับพวกเขาและเปรียบเทียบตัวฉันเองกับพวกเขา เพื่อที่จะได้เห็นว่าใครสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและประสิทธิภาพที่สูงกว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และใครเอาชนะใจผู้คนได้ดีกว่ากัน” แล้วก็มีการเข้าใจหลักธรรมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราแต่ไม่ปรารถนาที่จะยึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมดังกล่าว หรือปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความจริงในพระวจนะของพระเจ้าหรือข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้า และชอบที่จะเจือปนความชอบส่วนตนในการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราอยู่เสมอ โดยกล่าวว่า “ฉันชอบทำสิ่งนี้ในหนทางนี้ ฉันชอบทำสิ่งนั้นในหนทางนั้น ฉันเต็มใจที่จะทำสิ่งนี้ในหนทางนี้ ฉันต้องการทำสิ่งนั้นในหนทางนั้น” นี่คือความเอาแต่ใจ กล่าวคือความต้องการทำตามเจตจำนงของตนเองอยู่เสมอ และปฏิบัติตนอย่างไรก็ตามที่คนเราต้องการตามความชอบส่วนตนของตนเอง โดยไม่สนใจข้อกำหนดทุกประการของพระนิเวศของพระเจ้า และเลือกชอบที่จะหลงเจิ่นไปจากเส้นทางที่ถูกต้อง เหล่านี้ไม่ใช่การสำแดงที่แท้จริงซึ่งผู้คนส่วนใหญ่แสดงออกมาในยามที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรอกหรือ? เห็นได้ชัดว่าประเด็นปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความลำบากยากเย็นในการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราทั้งสิ้น จงกล่าวเพิ่มเติมนอกเหนือจากประเด็นปัญหาเหล่านี้ (การล้มเหลวในการให้ความร่วมมืออย่างกลมเกลียวกันกับผู้อื่นเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา และการเอาตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่เสมอ) เรื่องนี้นับว่าเป็นความลำบากยากเย็นเช่นกัน การล้มเหลวในการให้ความร่วมมืออย่างกลมเกลียวกันกับผู้อื่นเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา และต้องการที่จะเอาตนเองเป็นที่ตั้งและมีสิทธิ์ในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่เสมอ ต้องการถ่อมใจตนเองในการแสวงหาคำแนะนำและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเมื่อเผชิญกับประเด็นปัญหา แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติการนี้ได้ และรู้สึกไม่สบายใจเมื่อคนเราพยายามที่จะปฏิบัติการนี้—นี่คือปัญหา (การปกป้องผลประโยชน์ของตนเองตลอดเวลาในยามที่ปฏิบัติหน้าที่ การเป็นคนเห็นแก่ตัวและเลวทราม และที่จริงแล้วรู้วิธีที่จะแก้ปัญหาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง โดยเกรงกลัวการรับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาด และผลที่ตามมาก็คือการไม่กล้าที่จะก้าวออกมาข้างหน้า) การไม่แก้ปัญหาเมื่อคนเรามองเห็นปัญหาดังกล่าว โดยมองว่าปัญหานั้นไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง และเมินเฉยต่อปัญหานั้น—เรื่องนี้นับว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราโดยปราศจากความจงรักภักดีเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าจะรับผิดชอบงานใดหรือไม่ หากเจ้าสามารถรู้เท่าทันและแก้ปัญหาได้ เจ้าก็ควรปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบนี้ นี่คือหน้าที่และงานของเจ้าซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้า หากผู้ดูแลสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เจ้าก็อาจไม่ยุ่งเกี่ยวกับปัญหานี้ได้ แต่หากพวกเขาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เจ้าก็ควรก้าวออกมาข้างหน้าแล้วแก้ปัญหานี้ จงอย่าแบ่งแยกประเด็นปัญหาออกจากกันตามที่ว่าประเด็นปัญหาเหล่านั้นอยู่ภายใต้ขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของใคร—นี่คือการไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า มีอย่างอื่นอีกหรือไม่? (การพึ่งพาเชาวน์ปัญญาและพรสวรรค์ของคนเราในการทำงานขณะที่คนเราปฏิบัติหน้าที่ และไม่แสวงหาความจริง) มีผู้คนมากมายที่เป็นเช่นนี้ พวกเขาคิดเสมอว่าตนมีเชาวน์ปัญญาและขีดความสามารถ และพวกเขาไม่แยแสต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน พวกเขาไม่แสวงหาความจริงเลย และปฏิบัติตนตามเจตจำนงของตนเองเท่านั้น และผลลัพธ์ก็คือพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้อย่างถูกควร เหล่านี้คือความลำบากยากเย็นที่ผู้คนเผชิญเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตน
II. ประเด็นปัญหาซึ่งสัมพันธ์กับวิธีที่คนเราปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของตน
วิธีที่คนเราปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของตนนั้นเป็นประเด็นปัญหาซึ่งมีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตเช่นกัน บางคนเต็มใจที่จะจ่ายราคาหากพวกเขาเชื่อว่าตนมีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอด และพวกเขาก็กลายเป็นคนคิดลบหากพวกเขาคิดว่าไม่มีความหวัง หากพระนิเวศของพระเจ้าไม่เลื่อนขั้นและบ่มเพาะพวกเขา พวกเขาก็ไม่เต็มใจจ่ายราคา และพวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนอย่างขอไปทีเท่านั้นโดยไม่มีการรับผิดชอบ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขามักจะคำนึงถึงจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของตนอยู่เป็นนิตย์ โดยถามตนเองว่า “ฉันจะมีบั้นปลายที่ดีจริงๆ หรือไม่? สัญญาของพระเจ้ามีการกล่าวถึงหรือไม่ว่าใครบางคนที่เป็นเหมือนฉันจะมีจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาเป็นเช่นไร?” หากพวกเขาไม่พบคำตอบที่ถูกต้องแม่นยำ พวกเขาย่อมขาดความมีใจกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งใด หากพวกเขาได้รับการเลื่อนขั้นและบ่มเพาะโดยพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาย่อมกลายเป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และพวกเขาย่อมกระตือรือร้นเป็นพิเศษในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาล้มเหลวในการทำหน้าที่ของตนให้ดีและถูกปลด พวกเขาย่อมกลายเป็นคนคิดลบทันทีและพวกเขาย่อมล้มเลิกการทำหน้าที่ของตน โดยละทิ้งความหวังทั้งปวง เมื่อเผชิญหน้ากับการตัดแต่ง พวกเขาก็คิดว่า “พระเจ้าไม่โปรดฉันอีกต่อไปแล้วใช่ไหม? ถ้าเป็นอย่างนั้น พระองค์ควรตรัสเช่นนั้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แทนที่จะทรงขัดขวางการไล่ตามไขว่คว้าโลกของฉัน!” หากพวกเขาถูกปลด พวกเขาก็คิดว่า “พวกเขากำลังดูถูกฉันมิใช่หรือ? ใครเป็นคนรายงานเกี่ยวกับฉัน? ฉันกำลังถูกกำจัดใช่หรือไม่? หากเรื่องเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ควรกล่าวเช่นนั้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว!” ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจของพวกเขายังเต็มไปด้วยธุรกรรมแลกเปลี่ยน ข้อเรียกร้อง และคำร้องขอที่ไม่สมเหตุสมผลต่อพระเจ้า ไม่ว่าคริสตจักรจะจัดการเตรียมการให้พวกเขาทำอะไร พวกเขาก็มองว่าการที่ตนมีจุดหมายปลายทางที่ดีในอนาคตและโชคชะตาที่ดี รวมทั้งมีพรจากพระเจ้า เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นในการทำการนั้น อย่างน้อยที่สุดการได้รับการปฏิบัติด้วยการแสดงออกและท่าทีที่ดี และการได้รับความเห็นชอบ ก็เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นในการยอมรับและการนบนอบ เหล่านี้เป็นการสำแดงถึงวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของตนมิใช่หรือ? จงกล่าวเพิ่มเติมนอกเหนือจากประเด็นปัญหาเหล่านี้ (หากมีการเบี่ยงเบนหรือประเด็นปัญหาเกิดขึ้นในขณะที่คนเราทำหน้าที่และพวกเขาถูกตัดแต่ง พวกเขาย่อมพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าและตั้งป้อมระวังตัวจากพระองค์ พวกเขาย่อมรู้สึกกลัวที่จะถูกเผยและถูกกำจัด และเผื่อทางออกไว้ให้ตนเองอยู่เสมอ) การรู้สึกกลัวว่าจะถูกเผยและถูกกำจัด และการเผื่อทางออกไว้ให้ตนเองอยู่เสมอ—เหล่านี้เป็นการสำแดงถึงวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของตน (เมื่อคนเราเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับการเปิดโปงและการระบุลักษณะนั้นตรงกับพวกเขา หรือเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับการตัดแต่งและรู้สึกละอายใจ พวกเขาก็สรุปว่าตนเป็นคนที่เลอะเลือน เป็นมารและซาตาน และพวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พวกเขาพิจารณาว่าตนไม่มีความหวังที่จะได้รับการช่วยให้รอดและกลายเป็นคนคิดลบ) เมื่อกล่าวถึงเรื่องของจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของพวกเขา ผู้คนก็ไม่สามารถปล่อยมือจากเจตนาและความอยากได้อยากมีของตนเองได้ทั้งหมด พวกเขาปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของตนในฐานะสิ่งสำคัญที่สุดอย่างคงเส้นคงวาและไล่ตามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ตามนั้น โดยมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันและข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับทุกสิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้า เมื่อพวกเขาเผชิญกับการพิพากษา การตีสอน บททดสอบ การถลุง หรือการถูกเผย หรือพวกเขาเผชิญกับสภาพการณ์ที่อันตราย พวกเขาก็คิดทันทีว่า “พระเจ้าไม่ทรงต้องการฉันอีกต่อไปแล้วใช่ไหม? พระองค์กำลังทรงรังเกียจเดียดฉันท์ฉันใช่ไหม? น้ำเสียงที่พระองค์ตรัสกับฉันนั้นรุนแรงเหลือเกิน พระองค์ไม่ทรงต้องการช่วยฉันให้รอดหรอกหรือ? พระองค์ทรงต้องการกำจัดฉันใช่หรือไม่? หากพระองค์ทรงต้องการกำจัดฉัน พระองค์ก็ควรตรัสเรื่องนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะที่ฉันอายุยังน้อย เพื่อจะได้ไม่ขัดขวางการไล่ตามไขว่คว้าโลกของฉัน” เรื่องนี้ก่อให้เกิดความคิดลบ การไม่ยอมรับ การต่อต้าน และความหย่อนยานในตัวพวกเขา เหล่านี้เป็นสภาวะและการสำแดงบางประการซึ่งเกี่ยวข้องกับวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตาของพวกเขา นี่เป็นความลำบากยากเย็นที่มีนัยสำคัญซึ่งสัมพันธ์กับการเข้าสู่ชีวิต
III. ความลำบากยากเย็นซึ่งเกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
พวกเรามาดูอีกแง่มุมหนึ่งคือ—สัมพันธภาพระหว่างบุคคล นี่ก็เป็นความลำบากยากเย็นที่มีนัยสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตเช่นกัน วิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อผู้คนที่เจ้าไม่ชอบ ผู้คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากเจ้า ผู้คนที่เจ้าคุ้นเคย ผู้คนที่มีสัมพันธภาพทางครอบครัวกับเจ้าหรือผู้คนที่เคยช่วยเหลือเจ้า และผู้คนที่ให้การตักเตือนแก่เจ้าอย่างทันท่วงทีอยู่เสมอ และกล่าวคำพูดที่แท้จริงกับเจ้า และช่วยเหลือเจ้า และการที่เจ้าสามารถปฏิบัติต่อบุคคลแต่ละคนอย่างเป็นธรรมได้หรือไม่ รวมทั้งวิธีที่เจ้าปฏิบัติเมื่อเกิดข้อโต้แย้งกับคนอื่น ตลอดจนความอิจฉาริษยาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้า และการที่เจ้าไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างกลมเกลียว หรือแม้กระทั่งให้ความร่วมมือกันอย่างกลมเกลียวในกระบวนการทำหน้าที่ของเจ้า—เหล่านี้คือสภาวะและการสำแดงบางประการซึ่งเกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีอย่างอื่นอีกหรือไม่? (การเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนและไม่กล้าพูดออกไปเมื่อค้นพบปัญหาของอีกคนหนึ่ง เพราะกลัวว่าจะเป็นการล่วงเกินพวกเขา) นี่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อคนเรากลัวที่จะล่วงเกินผู้อื่น (นอกจากนั้นยังมีวิธีที่คนเราปฏิบัติต่อผู้นำและคนทำงาน และบรรดาผู้ที่มีอำนาจและสถานะ) วิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อผู้นำและคนทำงาน หรือบรรดาผู้ที่มีอำนาจและสถานะ—ไม่ว่าจะด้วยการยกยอปอปั้นและการประจบประแจง หรือโดยการปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างถูกต้อง—นี่เป็นการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงถึงวิธีที่เจ้าติดต่อสัมพันธ์กับบรรดาผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพล เหล่านี้คือความลำบากยากเย็นซึ่งเกี่ยวข้องกับสัมพันธภาพระหว่างบุคคลไม่มากก็น้อย
IV. ประเด็นปัญหาซึ่งสัมพันธ์กับความรู้สึกของมนุษย์
พวกเรามาพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์กันสักเล็กน้อยเถิด เรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกมีอะไรบ้าง? อย่างแรกคือการประเมินสมาชิกครอบครัวของเจ้าเอง และท่าทีที่เจ้ามีต่อสิ่งที่พวกเขาทำ แน่นอนว่าในที่นี้ “สิ่งที่พวกเขาทำ” หมายรวมถึงเวลาที่พวกเขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เวลาที่พวกเขาตัดสินผู้คนลับหลังคนเหล่านั้น มีการปฏิบัติบางอย่างเหมือนผู้ไม่เชื่อ และอื่นๆ เจ้าสามารถรับมือสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นกลางได้หรือไม่? เมื่อเจ้าจำเป็นต้องเขียนประเมินสมาชิกครอบครัวของเจ้า เจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นอย่างเป็นกลางตามข้อเท็จจริง โดยวางความรู้สึกของเจ้าเอาไว้ก่อนได้หรือไม่? นี่เกี่ยวพันกับว่าเจ้านั้นมีท่าทีต่อสมาชิกครอบครัวของตนเองอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ามีความรู้สึกต่างๆ ต่อคนที่เจ้าเป็นมิตรด้วยหรือคนที่เคยช่วยเหลือเจ้ามาก่อนหรือไม่? เจ้าสามารถมองการกระทำและการประพฤติปฏิบัติของพวกเขาในหนทางที่ไม่มีอคติ เป็นกลางและเที่ยงตรงได้หรือไม่? ถ้าพวกเขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้าจะสามารถรายงานหรือเปิดโปงพวกเขาทันทีที่เจ้ารู้ได้หรือไม่? นอกจากนี้ เจ้าเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อคนที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับเจ้าหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันกับเจ้าเอาไว้หรือไม่? เจ้ามีการประเมิน การนิยาม และวิธีจัดการการกระทำและพฤติกรรมของพวกเขาในลักษณะที่เป็นกลางและเป็นไปตามข้อเท็จจริงหรือไม่? สมมุติว่าคริสตจักรจัดการผู้คนที่เจ้ามีความรู้สึกเชื่อมโยงด้วยนี้ตามหลักธรรม และผลที่ออกมาก็ไม่เป็นไปตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง—เจ้าจะรับมือเรื่องนี้อย่างไร? เจ้าจะเชื่อฟังได้หรือไม่? เจ้าจะแอบพัวพันกับพวกเขาต่อไป ถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและถึงขั้นถูกพวกเขายุยงให้แก้ตัวให้พวกเขา สร้างความชอบธรรมให้พวกเขา และปกป้องพวกเขาหรือไม่? เจ้าจะให้การช่วยเหลือและแอ่นอกรับกระสุนแทนคนที่ช่วยเจ้ามาโดยตลอด มองข้ามหลักธรรมความจริงและไม่สนใจผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? เรื่องต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทั้งสิ้นมิใช่หรือ? ผู้คนบางคนพูดว่า “ความรู้สึกไม่ได้เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้องและสมาชิกในครอบครัวเท่านั้นหรอกหรือ? ขอบเขตของความรู้สึกนั้นไม่ได้อยู่ที่บิดามารดา พี่น้องชายหญิง และสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวเพียงเท่านั้นหรอกหรือ?” ไม่ใช่ ความรู้สึกรวมถึงขอบเขตอันกว้างขวางของผู้คน ลืมเรื่องการประเมินสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาเองอย่างเป็นกลางไปได้เลย—บางคนไม่สามารถประเมินเพื่อนที่ดีหรือเพื่อนสนิทของตนเองอย่างเป็นกลางได้ด้วยซ้ำไป และพวกเขาก็บิดเบือนข้อเท็จจริงเมื่อพวกเขากล่าวถึงผู้คนเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น หากเพื่อนสนิทของพวกเขาไม่ใส่ใจดูแลงานที่ถูกควรของตนและมักจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติที่คดโกงและเลวร้ายในหน้าที่ของตนอยู่เสมอ พวกเขาก็จะอธิบายว่าเขาเป็นคนขี้เล่นพอสมควร แล้วกล่าวว่าความเป็นมนุษย์ของเขายังไม่เติบโตเต็มที่และยังไม่มั่นคง มีความรู้สึกอยู่ภายในคำพูดเหล่านี้มิใช่หรือ? นี่เป็นการกล่าวคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึก หากใครบางคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับพวกเขาไม่ใส่ใจดูแลงานที่ถูกควรของตนและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติที่คดโกงและเลวร้าย พวกเขาย่อมจะมีสิ่งที่รุนแรงกว่านี้มากล่าวเกี่ยวกับคนเหล่านี้ และอาจถึงกับกล่าวโทษคนเหล่านี้ นี่คือการสำแดงโดยการพูดและการกระทำบนพื้นฐานของความรู้สึกมิใช่หรือ? ผู้คนที่ใช้ชีวิตตามความรู้สึกของตนจะมีความเป็นกลางหรือไม่? พวกเขาซื่อตรงหรือไม่? (ไม่) มีอะไรไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้คนที่พูดจาตามความรู้สึกของตน? เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรมได้? เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดบนพื้นฐานของหลักธรรมความจริง? ผู้คนที่พูดจากลับกลอกและไม่เคยมีข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานของคำพูดเลยก็คือคนที่เลวร้าย การไม่มีความเป็นกลางเมื่อคนเราพูดจา และมักจะพูดตามความรู้สึกของตนและเพื่อประโยชน์ของตนเองอยู่เป็นนิตย์ และไม่กล่าวตามหลักธรรมความจริง ไม่คิดถึงงานของพระนิเวศของพระเจ้า และเพียงแต่ปกป้องความรู้สึกส่วนตน ชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเท่านั้น—นี่เป็นลักษณะนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์พูดจา ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นเลวร้าย ก่อกวน และขัดขวาง ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการเลือกชอบและความสนใจทางเนื้อหนังย่อมใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรู้สึกของตน ผู้คนที่ใช้ชีวิตตามความรู้สึกของตนก็คือบรรดาผู้ที่ไม่ยอมรับหรือไม่ปฏิบัติความจริงแต่อย่างใด บรรดาผู้ที่พูดและกระทำการบนพื้นฐานของความรู้สึกของตนนั้นไม่มีความเป็นจริงความจริงเลย หากผู้คนดังกล่าวกลายเป็นผู้นำ พวกเขาย่อมจะเป็นผู้นำเทียมเท็จหรือศัตรูของพระคริสต์อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถทำงานที่แท้จริงได้ แต่พวกเขายังอาจมีส่วนร่วมในการทำชั่วนานัปการอีกด้วย พวกเขาจะถูกกำจัดและถูกลงโทษอย่างแน่นอน
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ