หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (19) ตอนที่สาม

ข้อสรุปเกี่ยวกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน

หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานเกี่ยวพันถึงผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติในคริสตจักร พวกเราได้แบ่งสิ่งเหล่านี้ออกเป็นสิบเอ็ดประเด็นเพื่อสามัคคีธรรม ปัญหาหรือเหตุการณ์ที่เป็นการขัดขวางและก่อกวนตามที่ระบุไว้ในแต่ละประเด็นนั้น เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คนและความเชื่ออันถ่องแท้ที่พวกเขามีในพระเจ้า เหตุใดจึงแบ่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนขนาดนี้? เหตุใดเราจึงหยิบยกแต่ละประเด็นขึ้นมาสามัคคีธรรมและชำแหละ? เมื่อพิจารณาชื่อของแต่ละประเด็นแล้ว ความเป็นมนุษย์ของผู้คนที่ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ดีเลย ยกเว้นข้อแรก—มักจะพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง ซึ่งไม่ถือว่าร้ายแรง—ที่เหลือล้วนมีธรรมชาติที่ร้ายแรงมากทั้งสิ้น การสำแดงเหล่านี้ล้วนมีธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวน และล้วนขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเราหยิบยกขึ้นมาสามัคคีธรรมและชำแหละไปทีละข้อ เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นในชีวิตคริสตจักรหรือระหว่างที่ทำหน้าที่ของตน ผู้คนควรมีความตื่นตัวเป็นพิเศษ ใช้วิจารณญาณแยกแยะและมองสิ่งเหล่านี้ให้ทะลุปรุโปร่ง เมื่อผู้คนมองเห็นว่ามีเหตุการณ์ซึ่งก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนเช่นนี้เกิดขึ้น พวกเขาควรลุกขึ้นมาหยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ ในส่วนของประเด็นแรกที่ว่า “มักจะพูดนอกเรื่องเวลาสามัคคีธรรมความจริง” บางครั้งผู้คนก็ทำเช่นนี้โดยไม่ตั้งใจ อีกทั้งรูปการณ์ที่เกี่ยวข้องและธรรมชาติของเรื่องนั้นก็ไม่ได้ร้ายแรงนัก แต่หากพวกเขาพูดนอกเรื่องและพูดจาสับสนอยู่บ่อยครั้ง ก่อความรำคาญให้แก่ผู้ฟัง และไม่สัมฤทธิ์ผลดีใดๆ ในชีวิตคริสตจักร เช่นนี้ย่อมนำไปสู่ผลสืบเนื่องที่เป็นการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ปัญหาที่เหลือไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดก็มากพอที่จะก่อให้เกิดการขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรและระเบียบชีวิตคริสตจักรทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องสามัคคีธรรม วิเคราะห์ และชำแหละประเด็นเหล่านี้อย่างละเอียด เมื่อเกิดเหตุที่มุ่งร้ายขึ้น หากเจ้ามีวิจารณญาณแยกแยะและรู้จักการทำชั่วที่ก่อกวนคริสตจักร เจ้าก็ควรลุกขึ้นมาหยุดยั้งและควบคุมการทำชั่วเหล่านั้นเอาไว้ สำหรับความหมายที่กว้างกว่านั้น นี่คือการทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ส่วนความหมายที่แคบลงมา อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการลุล่วงหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกคริสตจักร นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำได้มิใช่หรือ? (ใช่) หากเจ้าไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร? เมื่อเจ้าไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ พวกเราควรระบุว่าเจ้าเป็นอย่างไร? อย่างน้อยที่สุด นี่ย่อมหมายความว่าเจ้าเป็นคนเลอะเลือน ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังเป็นคนขลาดที่หาประโยชน์ไม่ได้ เกรงกลัวซาตาน นอกจากนี้เมื่อเหล่าซาตานและหมู่มารปรากฏตัวเพื่อก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติในคริสตจักร เจ้ากลับไม่แยแสและไร้พลัง ไม่มีการตอบโต้ ไม่มีความเชื่อและความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาสู้รบกับซาตานและเป็นคำพยานให้พระเจ้า ในกรณีนั้น เจ้าย่อมเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ ไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้ติดตามพระเจ้า

หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานได้ระบุเหตุการณ์หลากหลายประเภทในคริสตจักรที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าเอาไว้เป็นข้อๆ แต่ละเหตุการณ์เกี่ยวพันกับท่าทีของผู้นำและคนทำงาน รวมถึงพี่น้องชายหญิงธรรมดาสามัญที่มีต่อพระเจ้า ทั้งยังเกี่ยวข้องกับท่าทีที่แต่ละคนมีต่อหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ตลอดจนจุดยืนและทัศนะที่พวกเขามีต่อเหตุการณ์และสิ่งเป็นลบที่ก่อกวนงานในพระนิเวศของพระเจ้า แน่นอนว่านี่ย่อมเกี่ยวข้องกับการที่คนคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าและฟังคำเทศนามานานหลายปีแล้วจะมีวุฒิภาวะและความเชื่อมากพอที่จะสู้รบกับซาตานและเป็นคำพยานให้พระเจ้าในยามที่เกิดเหตุการณ์และสิ่งที่เป็นลบเหล่านี้ขึ้นมาหรือไม่ มีการกล่าวถึงประเด็นสำคัญหรือไม่? มีการพูดถึงจุดยืนและเส้นทางที่คนคนหนึ่งใช้เดิน รวมทั้งท่าทีที่มีต่อพระเจ้า ความจริง และหน้าที่ของตน ฉะนั้น หลังจากที่ฟังพระวจนะเหล่านี้แล้ว พวกเจ้าควรเข้าใจว่าพระวจนะเหล่านี้คือพระประสงค์ที่พระเจ้ามีต่อผู้คน อย่าปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านี้เหมือนเป็นคำสอน กฎเกณฑ์ หรือข้อบังคับที่ต้องนำไปปฏิบัติและทำให้บรรลุผล แต่จงใคร่ครวญให้มากขึ้นเพื่อเข้าใจความจริง จากนั้นจึงปฏิบัติและเข้าสู่พระวจนะเหล่านี้ เพื่อสนองพระประสงค์ของพระเจ้า เมื่อคนชั่วขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร จงอย่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน อย่าบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของตนด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา ด้วยการบอกว่าเจ้าเพิ่งเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลาสั้นๆ ด้อยวุฒิภาวะ หรืออายุยังน้อย และอื่นๆ เมื่อพระเจ้าทรงตรวจงาน เมื่อพระองค์ทรงจัดวางสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อดูท่าทีของเจ้า พระองค์ไม่ทรงดูที่อายุของเจ้า ไม่ทรงดูว่าเจ้าเชื่อในพระองค์มากี่ปีแล้ว หรือเคยจ่ายราคาใดและสัมฤทธิ์คุณความดีอันใดไปแล้วบ้าง พระเจ้าทรงต้องการท่าทีของเจ้าในขณะนั้น หากปกติแล้วเจ้าไม่เคยใคร่ครวญหรือแสวงหาในเรื่องเหล่านี้ และผ่านทุกเรื่องราวด้วยสภาวะที่เลอะเลือน ไม่จดจำสิ่งใดเลย ไม่แสวงหาความจริง ไม่เรียนรู้บทเรียนของตน หรือจริงจังกับสภาพแวดล้อมนานัปการที่พระเจ้าทรงจัดวางไว้ให้ หากเจ้าหลบหนีเมื่อพบเห็นคนชั่วกำลังทำให้เกิดการก่อกวนและขัดขวาง ไม่เคยรายงานเรื่องนี้ต่อพระนิเวศของพระเจ้าหรือแสดงท่าทีของตนให้เห็น เช่นนั้นแล้วแม้เจ้าจะไม่มีส่วนร่วมในการทำความชั่ว แต่พฤติกรรมของเจ้าในเรื่องนี้ก็ได้เผยให้เห็นจุดยืนและทัศนคติของเจ้า—เจ้าคือคนที่ดูอยู่รอบนอก โดยยืนอยู่ฝ่ายซาตาน พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง และเจ้าก็ไม่สามารถหลอกลวงพระองค์ได้ ฉะนั้น เมื่อเกิดเรื่องที่เป็นลบเหล่านี้ขึ้นมา เมื่อเจ้าพบเจอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรและระเบียบปกติในชีวิตคริสตจักร ย่อมเป็นการเผยให้เห็นท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้าอย่างชัดเจน อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้ามาเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น อายุค่อนข้างน้อย และด้อยวุฒิภาวะ แต่เมื่อเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น หากเจ้ากระทำการตามหลักธรรม พยายามหยุดยั้ง ควบคุม หรือถึงขั้นเปิดโปงคนชั่ว ยอมเสี่ยงและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเพื่อที่จะลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า—หากเจ้ามีหัวใจเช่นนี้ ท่าทีที่เจ้ามีต่อพระเจ้า รวมทั้งความมุ่งมั่นของเจ้าในการเป็นพยานให้พระเจ้าและต่อสู้กับซาตาน ก็จะกลายเป็นคำพยานที่ผู้คนและพระเจ้าต่างก็มองเห็น การทำชั่วของผู้คน การหลอกลวงและปกปิดพระเจ้า บ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของตน ยอมจำนนและประนีประนอมกับซาตานเมื่อมันทำความชั่ว—พระเจ้าย่อมจะทอดพระเนตรเห็นทั้งหมดนี้ และการทำชั่วเหล่านี้ก็จะถูกสะสางและได้รับคำพิพากษาในสักวันหนึ่ง แต่ในทำนองเดียวกัน เมื่อซาตานขัดขวางและก่อกวน ถ้าใครสามารถลุกขึ้นมาพูดแทนพระนิเวศของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง ต่อสู้กับซาตานเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า แสวงหาความจริงโดยตั้งใจแน่วแน่ที่จะเป็นพยานให้พระเจ้า—ต่อให้ในบางครั้งพวกเขารู้สึกอับจนหนทางและโดดเดี่ยว ขาดปัญญา เข้าใจความจริงเพียงผิวเผิน และแม้จะอยากสามัคคีธรรมความจริง แต่ก็ไม่สามารถพูดสิ่งที่ตนคิดออกมาได้อย่างชัดเจน พาให้บางคนเยาะหยันและดูแคลนพวกเขา—แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ทรงมองเห็นความจริงใจของพวกเขา และทรงมองว่าการกระทำและพฤติกรรมเหล่านี้คือการทำดี สักวันหนึ่งการทำชั่วย่อมจะได้รับคำพิพากษาและมีบทสรุปเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เช่นเดียวกับการทำดี—แต่บทสรุปสุดท้ายของพฤติกรรมทั้งสองประเภทนี้ย่อมจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การทำชั่วจะได้รับการลงทัณฑ์อย่างสาสม และการทำดีจะได้รับการตอบแทนในทางที่ดี พระเจ้าได้ทรงกำหนดเช่นนี้สำหรับทุกคนมานานแล้ว เพียงแต่ทรงรอการสำแดงต่างๆ ของผู้คนระหว่างช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อให้กลายเป็นข้อเท็จจริง แล้วจึงประทานรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว

หน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานระบุประเด็นปัญหาเกี่ยวกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรเอาไว้สิบเอ็ดข้อ ทั้งสิบเอ็ดประเด็นนี้สำคัญหรือไม่? เผยผู้คนให้เห็นอย่างชัดเจนหรือไม่? เมื่อพวกเจ้าสามัคคีธรรมแต่ละประเด็น พวกเจ้าควรทุ่มเทความพยายามให้มากขึ้นเพื่อจะได้เข้าใจความจริงอย่างชัดเจน เรื่องนี้เกี่ยวพันกับวิธีที่ผู้คนค้ำจุนความยุติธรรมและสิ่งที่เป็นบวก ทั้งยังเกี่ยวพันกับการที่ผู้คนลุกขึ้นมาต่อสู้กับซาตาน เปิดโปงและเผยโฉมหน้าของซาตาน หยุดยั้งและควบคุมการทำชั่วของซาตานอย่างไรด้วยเช่นกัน—นี่คือสองแง่มุมที่เกี่ยวข้องกัน เมื่อซาตานขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้ามีบทบาทหรือไม่? เจ้ามีบทบาทเช่นใด? เจ้าได้ทำสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์จากเจ้าแล้วหรือยัง? เจ้าได้ลุล่วงภาระผูกพันและหน้าที่รับผิดชอบที่ผู้ติดตามพระเจ้าควรลุล่วงแล้วหรือยัง? เมื่อเกิดประเด็นปัญหาเหล่านี้ขึ้นมา เจ้าจะประนีประนอม กลบเกลื่อนเรื่องราว และยืนอยู่ตรงกลางในฐานะคนที่ชอบเอาใจผู้คน หรือว่าเจ้าจะลุกขึ้นมาหยุดยั้งและควบคุมการทำชั่วของซาตาน ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องชายหญิงที่แท้จริงอีกมากเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้กับพระนิเวศของพระเจ้า? เจ้าปกป้องสิ่งใด? เจ้าปกป้องผลประโยชน์ของคนชั่ว ผลประโยชน์ของซาตาน หรือปกป้องผลประโยชน์ให้กับพระนิเวศของพระเจ้า? หากมีสิ่งที่ขัดขวางหรือก่อกวนงานของคริสตจักรเกิดขึ้น และเจ้าไม่ทำสิ่งใดเลย เอาแต่ทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน รักษาตนให้ปลอดภัย เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะสามารถจัดการสัมพันธภาพระหว่างบุคคลได้สำเร็จและไม่เป็นอันตราย ไม่เคยรู้สึกห่วงใยหรือร้อนใจว่างานของคริสตจักรจะถูกก่อกวน ไม่เกลียดหรือโกรธการทำชั่วของคนชั่ว ไม่มีภาระใดๆ ต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและพี่น้องชายหญิงทั้งปวง ไม่สำนึกว่าติดค้างพระเจ้า และไม่รู้สึกติเตียนตนเองแต่อย่างใด เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมตกอยู่ในอันตราย ในสายพระเนตรของพระเจ้า หากเจ้าเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คนมาโดยตลอด เอามือกอดอกคอยสังเกตการณ์และหลบหลีกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ทำอะไรเลย รวมทั้งไม่ลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบหรือภาระผูกพันของตนแต่อย่างใด เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมตกอยู่ในอันตรายและมีแนวโน้มที่จะถูกพระเจ้ากำจัดออกไปจริงๆ หากพระเจ้าทรงมีพระดำริว่าไม่ทรงมีแม้แต่เจตนาที่จะให้เจ้าออกแรงทำงานอีกต่อไป และพระองค์ก็ทรงเอือมระอาเจ้า ถึงตอนนั้นเจ้าย่อมถูกกำหนดแล้วว่าจะถูกกำจัดออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง! เมื่อพระเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ทรงต้องการเห็นคนอย่างเจ้าอีกต่อไป และไม่ทรงให้ค่าการทำหน้าที่ใดๆ หรือการลงแรงของคนอย่างเจ้าในพระนิเวศของพระเจ้า เมื่อนั้นย่อมจะมีวันใดวันหนึ่งหรือเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตไม่ไกลนักที่คริสตจักรจะกำจัดเจ้าออกไป ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเจ้า นั่นเป็นเพราะสัมพันธภาพของเจ้ากับพระเจ้าไม่เป็นปกติอีกต่อไปหรือเจ้าได้พาตัวออกห่างจากพระเจ้าและทรยศพระองค์ไปแล้ว และนี่ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว เจ้าสามารถมองเห็นข้อเท็จจริงนี้หรือไม่? เมื่อเจ้าตระหนักในข้อเท็จจริงนี้ ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับได้หรือไม่ ความหวังอันสวยงามทั้งปวงในหัวใจของเจ้าย่อมจะหายวับไปในพริบตา

เมื่อผู้คนเพิ่งเริ่มเชื่อในพระเจ้า ทุกคนล้วนมีหัวใจอันแรงกล้า แม้พวกเขาจะไม่สามารถมองเห็นบั้นปลายหรือจุดหมายปลายทางในอนาคตของตน แต่ก็รู้สึกถึงการพึ่งพาพระเจ้าอยู่เสมอ พวกเขามุ่งมาดสิ่งที่สวยงามและเป็นบวกอยู่ตลอดเวลา ความเข้มแข็งเช่นนี้มาจากไหน? ผู้คนไม่รู้ พวกเขาคิดไม่ออกว่า “ผู้คนก็เหมือนกันหมด ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ในอากาศเดียวกันภายใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน แล้วทำไมผู้ไม่มีความเชื่อถึงไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหัวใจของพวกเขาในขณะที่พวกเรามีเล่า?” นี่คือความล้ำลึกมิใช่หรือ? ความเข้มแข็งนี้มาจากพระเจ้า เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากเหลือเกิน ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนมีมาแต่กำเนิด หากทุกคนมีความเข้มแข็งนี้มาแต่กำเนิด พวกเขาย่อมจะเหมือนกันหมดทุกคน ในหมู่มวลมนุษย์จะไม่มีการแบ่งแยกสูงหรือต่ำ สูงศักดิ์หรือต่ำช้า และจะไม่มีความแตกต่างระหว่างคนที่เชื่อกับคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า สิ่งที่พวกเขาไม่มี แต่เจ้ากลับมีได้ เจ้าสามารถมีสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ เหตุใดจึงเรียกว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด? เพราะความหวังและความคาดหมายนี้โดยแท้ เจ้าจึงสามารถตั้งใจทำหน้าที่ของเจ้าอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือภาวะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการที่คนคนหนึ่งจะสามารถได้รับความรอด เป็นเพราะความคาดหวังนี้ เจ้าจึงมีโอกาส และมีความแน่วแน่ที่จะสละเพื่อพระเจ้าอยู่บ้าง ทำหน้าที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและเป็นคนดี เป็นคนที่ได้รับการช่วยให้รอด ผลประโยชน์ที่ได้จากความคาดหวังนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก แล้วความคาดหวังนี้มาจากไหน? มาจากพระเจ้า เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมา อย่างไรก็ดี เมื่อพระเจ้าไม่ต้องประสงค์ใครบางคนอีกต่อไป ความคาดหวังนี้ย่อมถูกพรากไป พวกเขาจึงไม่ถวิลหาหรือคาดหวังในสิ่งต่างๆ ที่งดงามอีกต่อไป ไม่ตั้งความหวังในสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว หัวใจของพวกเขามืดมนและเริ่มจมดิ่งลง พวกเขาสูญเสียความกระตือรือร้นที่จะไล่ตามเสาะหาสิ่งที่งดงามหรือเป็นบวก รวมทั้งสัญญาต่างๆ จากพระเจ้า พวกเขาได้กลายเป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ เมื่อสูญเสียความคาดหวังนี้ไปแล้ว พวกเขาจะสามารถคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า เชื่อในพระเจ้า และติดตามพระองค์ต่อไปได้หรือไม่? เส้นทางของความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าได้สิ้นสุดลงแล้วมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าสูญเสียเงื่อนไขเบื้องต้นซึ่งก็คือการมีความตั้งใจแน่วแน่ในการไล่ตามเสาะหา เจ้าย่อมกลายเป็นซากศพเดินได้ การเป็น “ซากศพเดินได้” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าเจ้าไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้อีกต่อไป เมื่อเจ้ามีเงื่อนไขนี้ เจ้าย่อมสามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า มีความหวัง ความเชื่อของเจ้าย่อมมีแรงบันดาลใจ และเงื่อนไขข้อนี้ก็สามารถทำให้เจ้ามีแรงจูงใจที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง อย่างไรก็ดี เมื่อเจ้าสูญเสียเงื่อนไขพื้นฐานที่สำคัญนี้ แรงจูงใจนี้ย่อมหายไปด้วย เจ้าไม่มีความกระตือรือร้นหรือความสนใจที่จะฟังพระวจนะของพระเจ้า คำสัญญาและความคาดหวังทั้งหลายไม่ทำให้เจ้าเกิดความสนใจหรือแรงจูงใจอีกต่อไป พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นทฤษฎีขั้นสูงสำหรับเจ้าไปแล้ว เจ้าไม่พากเพียรที่จะเข้าถึงพระวจนะของพระเจ้า และพระเจ้าก็ไม่ประทานความรู้แจ้งแก่เจ้าอีกต่อไป เจ้าไม่สามารถได้รับความจริงใดๆ จากพระวจนะของพระเจ้าเลย สำหรับเจ้าแล้ว เส้นทางแห่งความเชื่อในพระเจ้าเส้นนี้จึงสิ้นสุดลงแล้วมิใช่หรือ? เมื่อมาถึงจุดนี้ เจ้าย่อมเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของพระเจ้าไปแล้ว แล้วเจ้ายังจะสามารถทำให้พระเจ้าเปลี่ยนพระทัยได้หรือไม่? นั่นย่อมจะไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดแล้วว่าพระองค์ไม่ต้องประสงค์ใครบางคนอีกต่อไป พวกเขาย่อมรู้สึกเช่นนี้อยู่ภายใน เมื่อความคาดหวังนี้ถูกริบไป ท่าทีที่เจ้ามีต่อเรื่องต่างๆ เช่น การเชื่อในพระเจ้า การทำหน้าที่ของเจ้า และการได้รับความรอดย่อมจะต่างไปจากแต่ก่อนโดยสิ้นเชิง เมื่อคิดทบทวนการไล่ตามเสาะหาด้วยความรู้สึกแรงกล้าที่เจ้าเคยมี เจ้าย่อมจะพบว่านั่นเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ และไม่น่าเชื่อ เมื่อเจ้าพบว่าเรื่องนั้นไม่น่าเชื่อ โดยเปรียบเทียบสภาพของเจ้าในตอนนี้กับตัวตนก่อนหน้านี้ของเจ้า สภาวะภายในของเจ้าย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพไปแล้ว เจ้าจะกลายเป็นคนที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง เจ้าจะไม่ใช่คนเดียวกันกับที่เจ้าเคยเป็นเมื่อก่อนนี้ เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น? ย่อมจะไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะเจ้ามีอายุมากขึ้นและมีกลอุบายมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเจ้ามีประสบการณ์และความเข้าใจชีวิตในเชิงลึกมากขึ้น จนเปลี่ยนความคิดอ่านและทัศนคติของตน แต่จะเป็นเพราะพระเจ้าเปลี่ยนพระทัยไปแล้ว พระดำริของพระองค์เปลี่ยนไป ท่าทีและความคาดหวังที่พระองค์ทรงมีต่อเจ้าก็เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงกลายเป็นคนละคนแม้เจ้าจะไม่ต้องการจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม เมื่อมองดูในเวลานี้ หากคนคนหนึ่งสูญเสียสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา แต่เป็นสิ่งที่เขามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด ไร้ความหมายที่สุด ถึงตอนนี้คนคนนั้นย่อมจะจมอยู่ในความทุกข์ โดยไม่มีความสุขใดให้พูดถึง ดังนั้น อย่าไปถึงจุดนั้นเป็นอันขาด หากเจ้าไปถึงจุดนั้น เจ้าก็อาจจะรู้สึกเหมือนน้ำหนักบนบ่าของเจ้าถูกยกออกไปแล้ว เจ้าเป็นอิสระ ผ่อนคลาย ไม่ต้องเชื่อในพระเจ้าหรือทำหน้าที่ของเจ้าอีกต่อไป สามารถใช้ชีวิตอย่างเสรีและไร้ศีลธรรมเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ เหมือนนกออกจากกรง แต่นั่นเป็นความสะดวกสบาย ความเบิกบาน และการตามใจตัวเองเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเจ้าเดินหน้าต่อไป จงมองดูหนทางข้างหน้าเถิด—เจ้ายังจะมีความสุขเช่นนี้หรือไม่? ไม่ เจ้าจะไม่เป็นสุขเช่นนี้ ช่วงเวลาที่ยากลำบากรอเจ้าอยู่ข้างหน้า! เวลาที่เจ้าใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง ไม่ว่าพระผู้สร้างจะจัดวางเรียบเรียงสิ่งต่างๆ ให้เจ้าอย่างไร จะทรงทำสิ่งใดต่อเจ้าและทรงทำสิ่งนั้นอย่างไร จะทรงนำบททดสอบและความทุกข์เข็ญมาให้เจ้ามากเท่าใด ไม่ว่าเจ้าจะสู้ทนความทุกข์มากเพียงใด หรือต่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ความเข้าใจผิด และสิ่งอื่นๆ ขึ้นมา อย่างน้อยที่สุดเจ้าย่อมจะรู้สึกว่าเจ้าอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าคือที่พึ่งพาของเจ้า และหัวใจของเจ้าก็มีสันติสุข แต่เมื่อพระเจ้าไม่ทรงต้องการเจ้าแล้ว เจ้าย่อมไม่สามารถรับรู้ได้อีกต่อไปว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร และเจ้าย่อมสูญเสียที่พึ่งพิงนี้ไป นั่นก็เหมือนโลกทั้งใบรอบตัวเจ้าพังครืน เหมือนตอนที่เจ้าเป็นเด็ก และเจ้าก็คิดเพียงว่า “แม่น่ารักที่สุด แม่ใส่ใจและรักฉันมากที่สุด แม่จะตายไม่ได้” เจ้าทนไม่ได้เมื่อได้ยินว่าแม่ของเจ้าป่วย เจ้าคิดว่าหากแม่ของเจ้าตายไปจริงๆ ฟ้าคงถล่ม และเจ้าคงจะไม่มีทางมีชีวิตอยู่ต่อไป มีการใช้เหตุผลแบบเดียวกันนี้กับการเชื่อในพระเจ้า สันติสุขและความเบิกบานอันยิ่งใหญ่ที่สุดในการเชื่อในพระเจ้าของคนคนหนึ่งมาจากการพึ่งพาพระเจ้า เชื่อว่าชะตาชีวิตของตนอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง ความรู้สึกมั่นคงของคนคนหนึ่งมาจากการมีความเชื่อใจและการพึ่งพาที่แท้จริงนี้ เมื่อเจ้ารู้สึกว่าความเชื่อใจและการพึ่งพานี้หายไป และหัวใจของเจ้าย่อมรู้สึกว่างเปล่า เหมือนหลุมที่เพิ่งขุดเสร็จใหม่ๆ ฟ้าของเจ้าย่อมถล่มลงมาแล้วมิใช่หรือ? เมื่อเจ้าสูญเสียที่พึ่ง เจ้าจะมีความเข้มแข็งในการดำเนินชีวิตต่อไปหรือไม่? ผู้คนเช่นนี้ก็เหมือนซากศพเดินได้ ได้แต่กินอาหารจนพุงกางพลางรอคอยจุดจบของตนเท่านั้น

ปัจจุบันนี้ บางคนแสดงพฤติกรรมแย่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำชั่ว และขัดขวาง ก่อกวน สร้างความเสียหายต่องานของคริสตจักรอย่างไม่หยุดหย่อนระหว่างที่ทำหน้าที่ของตน ถึงขั้นทำให้พระนิเวศของพระเจ้าสูญเสียผลประโยชน์ไปมากมาย พวกเขาไม่เคยแสดงความจริงใจหรือความจงรักภักดีต่อพระเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความนบนอบใดๆ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงไม่เคยยอมรับพวกเขา พวกเขาคือคนชั่วที่แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าด้วยเจตนาที่จะได้รับพร พระเจ้าทรงอนุญาตให้พวกเขาเข้ามาเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถเรียนรู้บทเรียนและมีวิจารณญาณแยกแยะมากขึ้น แม้พวกเขาจะเป็นคนที่ถูกเรียก แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถูกเลือกเพราะพฤติกรรมที่พวกเขาแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ภาวะของพวกเขาเป็นเช่นไร? พวกเจ้าสามารถสอบถามดูได้ ไม่มีพวกเขาคนใดที่ดำเนินชีวิตด้วยดี คุณภาพชีวิตของคนที่พึ่งพาพระเจ้าและได้รับการจัดเตรียมจากพระองค์ทุกเมื่อและทุกที่ แตกต่างจากคนที่ไม่ได้รับการจัดเตรียมและความช่วยเหลือจากพระเจ้าชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งยังตกลงไปในบาดาลลึกอยู่เสมอเวลาเผชิญสถานการณ์ต่างๆ คนที่ไม่ได้รับการจัดเตรียมจากพระเจ้าย่อมไม่มีสันติสุขหรือความเบิกบาน ตลอดทั้งวันจะมีแต่ประสบการณ์กับความหวาดกลัว ความไม่สบายใจ ความกระสับกระส่าย และความวิตกกังวล พวกเขาใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างไร? ง่ายหรือไม่ที่จะใช้วันเวลาภายในบาดาลลึก? ไม่ง่ายเลย พักเรื่องบาดาลลึกนี้ไว้ก่อน แม้เจ้าจมอยู่ในความคิดลบเพียงไม่กี่วันติดต่อกัน เจ้าย่อมจะทนทุกข์อย่างแสนสาหัส ฉะนั้น จงทะนุถนอมช่วงเวลาปัจจุบันเอาไว้ อย่าพลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ การทำหน้าที่ของเจ้าอยู่ในพระราชกิจบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าย่อมถือเป็นเกียรติ เป็นเกียรติสำหรับทุกคน ไม่ใช่เรื่องของการถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม กุญแจสำคัญอยู่ที่เจ้าตอบแทนและปฏิบัติต่อเกียรติที่เจ้าได้รับจากพระเจ้านี้อย่างไร พระเจ้าทรงยกชูเจ้า อย่าเพิกเฉยต่อความเมตตาของพระองค์ เจ้าควรรู้จักตอบแทนพระคุณของพระเจ้า แล้วเจ้าควรตอบแทนอย่างไร? พระเจ้าไม่ทรงต้องการเงินหรือชีวิตของเจ้า ไม่มีพระประสงค์ในสมบัติใดๆ ที่เป็นมรดกตกทอดในครอบครัวของเจ้า แล้วพระเจ้าทรงต้องการสิ่งใด? พระเจ้าต้องประสงค์ให้เจ้าจริงใจและจงรักภักดี ความจริงใจและความจงรักภักดีนี้สำแดงออกมาอย่างไร? หนทางสำแดงสิ่งเหล่านี้ออกมาก็คือ ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสว่าอย่างไร เจ้าก็ควรพยายามอย่างที่สุดที่จะแสดงให้เห็นหัวใจที่จริงใจและกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าคืออะไร? คือความจริง เมื่อเจ้ารับรู้และยอมรับความจริงแล้ว เจ้าควรนำความจริงไปใช้อย่างไร? เจ้าควรปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง ทำตามที่พระเจ้าตรัสทุกประการ อย่าดีแต่พูดว่าตนปฏิบัติความจริง แต่เวลาเผชิญสถานการณ์ต่างๆ เจ้ากลับกระทำการตามเจตจำนงของตนเอง จากนั้นก็หาข้อแก้ตัวและกล่าวถ้อยคำอำพรางและหลอกลวงในภายหลัง—นี่คือการไม่มีความจริงใจและไม่มีความจงรักภักดี พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะเห็นเช่นนี้ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในตัวคนคนหนึ่งก็คือความจริงใจ คนที่มีความจริงใจควรประพฤติตนอย่างไร? เจ้าควรทำตามที่พระเจ้าทรงกำหนดเอาไว้ทุกประการ ทำตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างไม่ลดละ ต่อให้เจ้าทุ่มเทและทำเหมือนตนเองกำลังปฏิบัติตามข้อบังคับ—และผู้อื่นก็มองว่าเจ้าค่อนข้างเขลาเมื่อพวกเขาเห็นเจ้าทำเช่นนี้—เจ้าก็ยังคงไม่ใส่ใจ และกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าต่อไป นี่คือความจริงใจที่พระเจ้าทรงต้องการจากผู้คน หากเจ้าวางอุบายและมีเล่ห์เหลี่ยมเสมอ ไม่เคยเต็มใจที่จะถูกมองว่าเป็นคนเขลาในสายตาผู้อื่น ไม่เต็มใจทนทุกข์กับการสูญเสียผลประโยชน์ของตนเองแม้เพียงน้อยนิด เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่สามารถปฏิบัติความจริงเพราะเจ้าไม่มีความจริงใจ ผู้คนที่ไม่มีความจริงใจและยังคงพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยกลลวงนั้นฉลาดหลักแหลมเกินไป และพระเจ้าไม่โปรดคนเช่นนี้ เวลาปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็เลือกหยิบแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมาปฏิบัติและหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปกติแล้วพวกเขาพูดจารื่นหู พร่ำพูดแต่แนวคิดที่ฟังดูใหญ่โต แต่พอเกิดปัญหาขึ้นมา พวกเขากลับซ่อนตัวและหายไปอย่างไร้ร่องรอย จะกลับมาให้เห็นอีกทีก็ต่อเมื่อผู้อื่นแก้ปัญหาแล้วเท่านั้น คนแบบนี้เป็นคนชั่วร้ายประเภทใด? เมื่อมีสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่พวกเขาได้ พวกเขาก็ชิงก้าวออกมาข้างหน้า ทำตัวแข็งขันกว่าคนอื่น อย่างไรก็ดี พอผลประโยชน์ของตนเองมีความเสี่ยง พวกเขากลับถอยหลังและเริ่มคิดลบ หมดคำพูดที่ฟังรื่นหู สูญเสียจุดยืนและมุมมองของตน พระเจ้าไม่โปรดคนจำพวกนี้ พระองค์ทรงยอมมีคนที่ดูเขลาในสายตาของผู้อื่นมากกว่าที่จะมีคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้

XII. เสวนาเรื่องการเมือง

พวกเราเพิ่งจบการสามัคคีธรรมครบทั้งสิบเอ็ดประเด็นที่อยู่ในหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงาน นอกจากสิบเอ็ดประเด็นนี้แล้ว พวกเรามาเพิ่มอีกประเด็นหนึ่งเถิด แม้จะไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นกันทั่วไปในชีวิตคริสตจักร แต่ก็จำเป็นต้องหยิบยกขึ้นมาในที่นี้ กลายเป็นประเด็นที่สิบสอง—เสวนาเรื่องการเมือง การเสวนาหัวข้อทางการเมืองในชีวิตคริสตจักรนั้นเหมาะสมหรือไม่? (ไม่) ชีวิตคริสตจักรมีเพื่ออ่านพระวจนะของพระเจ้า นมัสการพระเจ้า และแบ่งปันความเข้าใจที่คนเรามีเกี่ยวกับพระเจ้าและความรู้ที่ได้จากประสบการณ์เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลานี้มีบางคนคุยกันยืดยาวเรื่องการเมือง เช่น สถานการณ์ทางการเมือง บุคคลทางการเมือง ภูมิทัศน์ทางการเมือง ทัศนคติทางการเมือง และจุดยืนทางการเมือง แบบนี้เหมาะสมหรือไม่? เวลาเสวนาหัวข้อที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและมวลมนุษย์ บางคนก็เอาแนวคิดนี้ไปใช้โดยไม่ดูเหตุการณ์ว่าบุคคลทางการเมืองก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเช่นกัน โดยบอกว่าบุคคลทางการเมืองบางคนก็ติดตามและเชื่อในพระเจ้าเหมือนกัน ถึงกับเขียนบันทึกฝ่ายวิญญาณ และอื่นๆ อีกมากมาย นี่ย่อมทำให้ผู้อื่นสับสนมิใช่หรือ? มีแม้กระทั่งบางคนที่พูดว่า “พวกเราชาวคริสเตียนควรสนับสนุนนักการเมืองคนนี้เพราะพวกเขาไม่เพียงเป็นผู้เชื่อเท่านั้น แต่ยังปกป้องผลประโยชน์ของผู้เชื่ออย่างพวกเราด้วย เขาเห็นพ้องกับพวกเรา พวกเราจึงควรสนับสนุนและออกเสียงเลือกเขา” พวกเขาถึงกับส่งเสริมนักการเมืองคนนี้ในชีวิตคริสตจักรกันอย่างเอิกเกริก แบบนี้เหมาะสมหรือไม่? คริสตชนมีส่วนร่วมในการเมืองหรือไม่? (ไม่) เจ้าสามารถทำเช่นไรเพื่อหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วม? ก่อนอื่น ไม่ว่าเจ้าจะสนับสนุนพรรคการเมืองใด หรือมีทัศนะเช่นใดทางการเมือง ก็อย่านำเรื่องเหล่านั้นมาเสวนาในชีวิตคริสตจักร แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือไม่ควรมีการโต้เถียงให้เห็นในชีวิตคริสตจักรระหว่างผู้คนที่มีทัศนะทางการเมืองต่างกันอีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากเจ้ากับใครสักคนมีทัศนะต่างกัน และสนับสนุนนักการเมืองคนละคนกัน เมื่อพวกเจ้าพบหน้ากันก็อาจจะอยากเสวนาเรื่องนี้ นี่ย่อมทำได้ แต่พวกเจ้าไม่อาจทำเช่นนี้ในที่ชุมนุมเป็นอันขาด เจ้าสองคนสามารถส่งข้อความส่วนตัวหากัน สามารถนัดพบและพูดคุยกัน หรือถึงขั้นเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงก็ได้ และจะไม่มีใครแทรกแซง นี่เป็นสิทธิพลเรือนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะที่ใช้ชีวิตคริสตจักร เจ้าไม่ได้เป็นเพียงพลเรือนของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเจ้าเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ นั่นคืออัตลักษณ์ของเจ้าในบริบทนี้ อย่านำหัวข้อทางการเมืองหรือหัวข้อเกี่ยวกับบุคคลทางการเมืองเข้ามาในคริสตจักร สิ่งที่เจ้าเสวนาแสดงถึงจุดยืนและทัศนคติส่วนตัวของเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่ของคริสตจักร คริสตจักรไม่สนใจการเมืองและไม่สนใจระบอบ บุคคล ผู้นำ หรือกลุ่มการเมืองใด เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงและไม่เกี่ยวพันกับการเชื่อในพระเจ้า ไม่ควรหยิบยกหัวข้อใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองขึ้นมาในชีวิตคริสตจักร บางคนกล่าวว่า “แล้วเป็นอะไรหรือไม่ถ้าทุกคนนัดเสวนาเรื่องนี้กันนอกชีวิตคริสตจักร?” อย่าทำเป็นดีที่สุด หากเจ้าอยากร่วมเสวนาในหมู่ผู้ไม่มีความเชื่อที่มีทัศนะทางการเมืองแตกต่างกัน นั่นก็แล้วแต่เจ้า เป็นเสรีภาพของเจ้า และพระนิเวศของพระเจ้าจะไม่แทรกแซง แต่ตราบใดที่สมาชิกคริสตจักรมารวมตัวกัน หรืออยู่ในระหว่างเวลาชุมนุมกันอย่างเป็นทางการ จงอย่าหยิบยกทัศนะหรือข้อโต้แย้งทางการเมืองขึ้นมาเป็นหัวข้อหลัก และอย่าเสแสร้งว่าทัศนะทางการเมืองของเจ้าเกี่ยวข้องกับพระวจนะของพระเจ้า ความจริง หรืออธิปไตยของพระเจ้า ทัศนะทางการเมืองของเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับความจริงโดยสิ้นเชิง ไม่มีความเชื่อมโยงกันแม้แต่น้อยระหว่างสองสิ่งนี้ ดังนั้นจงอย่าเสแสร้งว่ามี!

บางคนต้องการคุยเรื่องการเมือง แต่ที่บ้านไม่มีใครเสวนาเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นบทสนทนาจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย เมื่อเห็นว่าพี่น้องชายหญิงล้วนเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว พวกเขาจึงเชื่อว่าตนพบช่องทางในการเสวนาเรื่องการเมืองและระบายทัศนะทางการเมืองแล้ว พวกเขาตื่นเต้นที่ได้พบโอกาสดีๆ เช่นนี้ ต้องการคุยเรื่องทัศนะทางด้านการเมือง เหตุการณ์ปัจจุบัน และสถานการณ์ระหว่างประเทศ เวลาเสวนาเรื่องเหล่านี้ พวกเขาก็เริ่มด้วยการกล่าวว่า “ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า นักการเมืองเหล่านี้และการเมืองของมวลมนุษย์ก็อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้าเช่นกัน พระเจ้าทรงลิขิตสิ่งเหล่านี้เอาไว้” หลังจากเกริ่นเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็เริ่มเสวนาเรื่องการเมืองและเหตุการณ์ปัจจุบันอย่างยืดยาว และสรุปด้วยคำพูดว่า “การเมืองไม่อาจหนีพ้นอธิปไตยของพระเจ้า มีเจตนารมณ์อันดีงามของพระเจ้าอยู่ด้วยทั้งสิ้น” หากผู้คนไม่สามารถมองเรื่องเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขาก็ไม่ควรพูดเรื่องเหล่านี้โดยไม่ไตร่ตรอง การสามัคคีธรรมความจริงคือการสามัคคีธรรมความจริง อย่าเสวนาเรื่องการเมืองหรือนักการเมือง การเสวนาเรื่องการเมืองไม่ใช่การสามัคคีธรรมความจริง เป็นการชักพาให้ผู้คนหลงผิด หากเจ้าต้องการพูดเรื่องการเมือง ก็จงหากลุ่มคนที่รักการเมืองและไปคุยกับพวกเขาเอง เจ้าจะได้คุยอย่างจุใจ การพูดคุยหัวข้อเหล่านี้ในคริสตจักรอยู่เสมอ เจ้ามีจุดมุ่งหมายอะไร? เจ้ากำลังจงใจพยายามทำให้ผู้คนชื่นชมเจ้าและเลือกเจ้าเป็นผู้นำใช่หรือไม่? นี่คือการมีแรงจูงใจแอบแฝง! ผู้คนที่ชอบคุยเรื่องการเมืองคือผู้คนที่ไม่ทำกิจอันถูกควรของตนและแน่นอนว่าไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง อย่าเสวนาหัวข้อทางการเมืองในที่ชุมนุมของคริสตจักรเป็นอันขาด บางคนกล่าวว่า “ถ้าพวกเราคุยเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ระบอบการเมือง และนโยบายของประเทศเสรีไม่ได้ แล้วถ้าเป็นเรื่องการเมืองและเรื่องอื้อฉาวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในประเทศของพญานาคใหญ่สีแดง เช่น เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตเอาทองไปมากเท่าใด และเขามีเมียน้อยกี่คนเล่า? พวกเราเสวนาเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่?” เจ้าไม่ขยะแขยงหัวข้อเหล่านี้บ้างหรือ? เหตุใดเจ้าจึงใส่ใจเรื่องที่น่าขยะแขยงเหล่านี้มากนัก? เหตุใดเราจึงรู้สึกว่าการใส่ใจและการอ่านเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง? บางคนสนใจเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ ไม่รู้สึกว่าน่าขยะแขยงแม้แต่น้อย พวกเขาเต็มใจอ่านเรื่องเหล่านี้ทางอินเทอร์เน็ต โดยอ่านทุกครั้งที่มีเวลา หัวใจของพวกเขารู้สึกสบาย มั่นคง และเต็มอิ่มเมื่อพวกเขาอ่านเรื่องเหล่านี้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้สึกเต็มอิ่มเช่นนี้เวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้า? แบบนี้ไม่เลวทรามไปหน่อยหรือ? นี่คือการละเลยกิจอันถูกควรมิใช่หรือ? ในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แม้แต่การเดินเล่นในสนาม หายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าไป และชื่นชมทิวทัศน์ก็ย่อมจะทำให้อารมณ์ของเจ้าสดใสขึ้น แต่บางคนก็ไม่ยอมทำสิ่งเหล่านี้ ในทางกลับกัน เมื่อใดที่มีเวลาว่าง พวกเขากลับเอาแต่จ้องคอมพิวเตอร์ ตรวจดูข่าวสาร รวบรวมข่าวซุบซิบนินทา—ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตคนใดมีเมียน้อยกี่คน เจ้าหน้าที่ที่ทุจริตคนใดถูกยึดทรัพย์สินไปจากบ้านมากเท่าใด เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนใดของพญานาคใหญ่สีแดงโค่นล้มใคร หรือใครลอบสังหารใคร โดยปกติแล้วนี่คือเรื่องที่พวกเขาให้ความสนใจ หลังจากรวบรวมข้อมูลเหล่านี้แล้ว พวกเขาก็รู้สึกว่าตนเองเต็มไปด้วยความรู้ซึ่งพวกเขาก็เอาไปเล่าให้ทุกคนในที่ชุมนุมฟังอีกที นี่คือการแพร่พิษมิใช่หรือ? มารชั่วพวกนี้ล้วนกระทำผิดจนเป็นเรื่องที่ปกติเหลือเกินไม่ใช่หรือ? บางคนกล่าวว่า “เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะกระทำผิด แต่คุณก็คงนึกภาพเรื่องเลวร้ายบางอย่างที่พวกเขาทำไม่ออกด้วยซ้ำ” มีประโยชน์อันใดที่จะไปนึกภาพเรื่องเหล่านั้น? เจ้าได้รับสมองมาเพื่อให้สามารถนึกภาพว่าสิ่งเลวร้ายที่พวกเขาทำมีอะไรบ้างกระนั้นหรือ? นี่คือการละเลยกิจอันถูกควรของเจ้ามิใช่หรือ? เจ้าคิดว่าการรู้จักความเลวร้ายที่ไม่อาจจินตนาการได้จะทำให้เจ้าเหนือกว่าหรือ? เจ้าสามารถได้รับอะไรจากการนี้บ้าง? นั่นมีแต่จะทำให้เจ้ายิ่งรู้สึกขยะแขยงมากขึ้นมิใช่หรือ? ผู้คนที่ละเลยกิจอันถูกควรของตนนี้มักใส่ใจเรื่องเลวทรามต่ำช้าในเวทีการเมืองอยู่เสมอ พวกเขาไม่โง่งมไปหน่อยหรือ? เหตุใดจึงวิตกกังวลเรื่องของคนเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลาแทนที่จะใช้ชีวิตของตนก็พอ? นี่คือความเขลามิใช่หรือ? นี่คือการไม่มีอะไรทำดีไปกว่านี้มิใช่หรือ? บางคนกล่าวว่า “ผู้เชื่อถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหง พวกเขาย่อมต้องเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดง แน่นอนว่าผู้เชื่อย่อมจะสนใจเรื่องอื้อฉาว การทุจริต การล่วงละเมิด และความเหลวแหลกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพญานาคใหญ่สีแดง รวมทั้งเรื่องไม่ชอบมาพากลที่พวกเขาทำเอาไว้ เมื่อเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ถูกเปิดโปง ผู้เชื่อก็ควรปรบมือด้วยความเบิกบานไม่ใช่หรือ?” เจ้าติดตามและเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้หรือ? การพูดคุยเรื่องการเมืองในคริสตจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอื้อฉาวที่เปิดโปงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพญานาคใหญ่สีแดง เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุด เจ้าต้องไม่เสวนาเรื่องนี้เป็นอันขาด! และอย่าพูดคุยเรื่องนี้กับเราด้วยเช่นกัน มันทำให้เราขยะแขยง! เราบอกเจ้าเลยว่าอย่าพูดคุยเรื่องนี้และอย่าแม้แต่จะอ่านเรื่องนี้ มิเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วย่อมจะมีสักวันที่เจ้าจะนึกเสียใจที่ไปอ่านเรื่องพวกนั้นเข้า พอเสียใจ เจ้าก็จะรู้เองว่าความรู้สึกนั้นเป็นเช่นไร เรื่องพวกนี้น่าขยะแขยงอย่างไร้ที่สิ้นสุด การฟังและอ่านเรื่องพวกนี้มากเกินไปย่อมไม่ให้ประโยชน์อันใด เหตุใดเราจึงกล่าวว่าไม่ให้ประโยชน์? เพราะเมื่อความรู้สึกนึกคิดของเจ้าเต็มไปด้วยเรื่องน่าขยะแขยงพวกนี้ย่อมจะทำให้เจ้าไม่ปรารถนาที่จะฟังพระวจนะของพระเจ้าอีก แม้หัวข้อเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เรื่องพวกนั้นน่าขยะแขยงยิ่งกว่าเสียอีก หากเจ้าต้องการคุยเรื่องเหล่านี้ จงไปเล่าความในใจของเจ้าให้ผู้ไม่มีความเชื่อบางคนฟัง พูดทุกอย่างที่เจ้าต้องการจะพูดกับพวกเขา แต่ไม่ว่าอย่างไร จงอย่าพูดคุยเรื่องพวกนี้ในชีวิตคริสตจักรหรือในหมู่พี่น้องชายหญิง บางคนกล่าวว่า “การพูดถึงการกระทำอันเลวร้ายและสามานย์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพญานาคใหญ่สีแดงช่วยให้พี่น้องชายหญิงมีวิจารณญาณแยกแยะมากขึ้นและช่วยให้พวกเขาได้ระบายความโกรธออกมา” ระบายออกมาแล้วได้ประโยชน์อันใด? การระบายคือการเป็นพยานหรือไม่? เป็นภาระผูกพันหรือหน้าที่ของเจ้าหรือไม่? การพูดคุยเรื่องพวกนี้ไม่มีประโยชน์ ไร้คุณค่าโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าเจ้าจะเปิดโปงการกระทำอันเลวร้ายของพญานาคใหญ่สีแดงมากเท่าใด พระเจ้าก็จะไม่ทรงจดจำ ในทางตรงข้าม หากเจ้าเล่าว่าตนเองมีประสบการณ์กับการข่มเหงของพญานาคใหญ่สีแดงอย่างไร เจ้าเอาชนะและหลุดพ้นจากการข่มขู่และคุกคามของมันมาได้อย่างไร เจ้าพึ่งพาพระเจ้าและตั้งมั่นในการเป็นพยานของเจ้าในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้อย่างไร พระเจ้าทรงยอมรับเรื่องนี้ แต่การพูดคุยเรื่องการเมืองไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต และพระเจ้าก็ไม่ทรงยอมรับ บางคนกล่าวว่า “ฉันเปิดโปงการทุจริตของพวกเจ้าหน้าที่ของพญานาคใหญ่สีแดงว่าพวกเขาจ่ายค่าอาหารมื้อเดียวเป็นเงินหลายหมื่นหยวน หรือหมดค่าโรงแรมหรูไปมากเท่าใด แบบนี้ทำได้หรือไม่?” เรื่องพวกนั้นมีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าบ้าง? โลกและสังคมนี้ก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้วมิใช่หรือ? เจ้ากำลังยืนหยัดเพื่อใคร? นี่ไม่ใช่การเป็นพยานให้พระเจ้า ไม่ใช่การเปิดโปงธาตุแท้ของพญานาคใหญ่สีแดง และไม่ใช่การสำแดงถึงการขบถต่อพญานาคใหญ่สีแดง จงอย่าทำตัวหน้าซื่อใจคดหรือทำให้ผู้คนสับสน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง การรับสินบนของเจ้าหน้าที่และนักการเมืองทุจริตไม่ใช่เรื่องของพวกเรา และไม่ใช่สิ่งที่พวกเราต้องเปิดโปง เจ้าอย่าไปสนใจเรื่องเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในระบอบการปกครองของซาตานมาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์แล้ว และสิ่งที่คนพวกนั้นทำก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าหรือเป็นพยานให้พระเจ้าของพวกเรา ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าเอาเรื่องเหล่านี้ไปปะปนกับหัวข้อ “การขบถต่อพญานาคใหญ่สีแดงและเปิดโปงมันเพื่อเป็นพยานให้พระเจ้า” และอย่านำเรื่องแปลกประหลาดที่เลวร้ายและน่าขยะแขยงเหล่านี้เข้ามาเสวนาในชีวิตคริสตจักรหรือในหมู่พี่น้องชายหญิง หากเจ้าอยากเสวนาเรื่องการเมืองจริงๆ ก็จงเสวนากับผู้ไม่มีความเชื่อเถิด ไม่ว่าเจ้าจะเสวนาเป็นการส่วนตัวกับคนที่มีความชอบส่วนตนและความสนใจในเรื่องเหล่านั้นอย่างไรก็ได้ นั่นเป็นความชอบและความสนใจส่วนตัวของเจ้า เป็นเสรีภาพและสิทธิ์ของเจ้า ย่อมไม่มีใครแทรกแซง แต่ระหว่างเวลาชุมนุมและเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องชายหญิง จงอย่าเสวนาเรื่องพวกนี้ ต่อให้มีคนเต็มใจฟังก็อย่าพูดถึง เพราะจะส่งผลต่อชีวิตคริสตจักรและส่งผลต่อการเข้าใจความจริงของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือเรื่องอื้อฉาวในชีวิตส่วนตัวของนักการเมือง ก็อย่านำหัวข้อเหล่านี้เข้ามาเสวนาในชีวิตคริสตจักร หากใครบางคนไม่สนใจเนื้อหาของการชุมนุมในชีวิตคริสตจักรและชอบเสวนาเรื่องพวกนี้อยู่เสมอ พูดถึงเรื่องเหล่านี้ทุกครั้งที่มีการชุมนุม พี่น้องชายหญิงควรทำอย่างไร? พวกเขาควรห้ามปรามผู้คนเหล่านั้นโดยกล่าวว่า “นี่เป็นเวลาชุมนุม อย่าพูดคุยเรื่องขยะพวกนั้นเลย ถ้าคุณอยากคุยเรื่องเหล่านี้ก็กลับไปคุยที่บ้านเถอะ!” หากห้ามไม่ได้ และพวกเขายังคงคุยเรื่องเหล่านี้อยู่ดี จะทำอย่างไร? ไล่พวกเขาออกไปเสีย และบอกพวกเขาไปว่าหยุดพูดเมื่อใดค่อยกลับมา ยังมีอีกหนทางหนึ่งซึ่งมีประสิทธิผลยิ่งกว่าก็คือ ทันทีที่พวกเขาเปิดปากพูดคุยเรื่องการเมือง พี่น้องชายหญิงจงลุกขึ้นแล้วเดินไปอีกห้องหนึ่ง ทิ้งให้พวกเขาพูดคุยแต่เพียงลำพัง สรุปว่าผู้คนที่ชอบพูดคุยเรื่องการเมืองมีอยู่จริง คนเช่นนี้ละเลยกิจที่ถูกควร ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ไม่ตรึกตรองว่าควรทำหน้าที่อย่างไรให้ดี ไม่ตรึกตรองว่ามีความลำบากยากเย็นใดในงานของคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิงพบเจอความลำบากยากเย็นอะไรบ้าง และไม่ตรึกตรองว่าพวกเขาเองมีปัญหาจริงอะไรบ้างที่ต้องแก้ไข—พวกเขาไม่ตรึกตรองเรื่องที่ถูกควรเหล่านี้เลย กลับเอาแต่ไตร่ตรองเรื่องเลวทรามและคดโกงพวกนั้น กระตือรือร้นในเรื่องเหล่านั้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ข้อมูลแพร่ไปในวงกว้างและเข้าถึงได้จากสารพัดช่องทาง—จึงเปิดโอกาสให้ผู้คนเหล่านี้ทำสิ่งที่เป็นความชอบส่วนตัวและความสนใจของตนได้ตามต้องการ พวกเราไม่แทรกแซงงานความชอบส่วนตัวและความสนใจของพวกเขา แต่พระนิเวศของพระเจ้าก็มีกฎข้อบังคับอยู่ว่าการเสวนาหัวข้อทางการเมืองในที่ชุมนุมจัดเป็นปัญหาที่ขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร ดังนั้นหัวข้อเหล่านี้จึงถูกห้ามอย่างเด็ดขาดระหว่างที่ใช้ชีวิตคริสตจักรและในเวลาที่พี่น้องชายหญิงมารวมตัวกัน บางคนกล่าวว่า “หัวข้อเหล่านี้ถูกห้าม แล้วถ้าเป็นทัศนะต่างๆ ทางการเมืองของพวกเราเล่า เรื่องที่ว่าพวกเราชอบหรือไม่ชอบพรรคไหน ลงคะแนนเลือกหรือไม่เลือกใคร—คริสตจักรจะแทรกแซงเรื่องเหล่านี้หรือไม่?” พวกเรามาพูดให้ชัดเจนกันเถิดว่า จงเลือกใครก็ได้ที่เจ้าอยากเลือก ชอบใครก็ได้ที่เจ้าอยากชอบ—คริสตจักรไม่แทรกแซงเรื่องราวเหล่านี้ เป็นเสรีภาพของเจ้า การไม่แทรกแซงเช่นนี้ก็เป็นการผ่อนปรนมากแล้วมิใช่หรือ? เจ้าเพลิดเพลินกับสิทธิมนุษยชนและภาระผูกพันในฐานะพลเรือนคนหนึ่งได้อย่างเต็มที่ นั่นเป็นการเคารพกันมากพอแล้วไม่ใช่หรือ? นั่นย่อมดีพอแล้ว แต่เจ้าก็ยังต้องการพูดจาอย่างเสรีและพูดตามใจชอบในคริสตจักรกระนั้นหรือ? แบบนั้นผิดกติกา หากเจ้าพบเจอผู้คนเช่นนั้น จงหาทางห้ามปรามพวกเขา ก่อนอื่นจงสามัคคีธรรมกับพวกเขาให้ชัดเจนว่า “คุณเป็นผู้เชื่อใหม่หรือเปล่า? นี่เป็นครั้งแรกที่คุณเข้าชุมนุม เลยไม่รู้จักกฎเกณฑ์ในพระนิเวศของพระเจ้ากระนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องบอกคุณว่าที่แห่งนี้คือที่ชุมนุม และตอนนี้ก็เป็นเวลาชุมนุม ไม่ว่าคุณจะมีทัศนะหรือแนวคิดทางการเมืองอย่างไร คุณก็ต้องไม่เผยแพร่เรื่องเหล่านั้นในคริสตจักรเป็นอันขาด และไม่นำมาเสวนากันในการชุมนุม พวกเราไม่อยากฟัง และไม่จำเป็นต้องฟังคุณพูดเรื่องเหล่านี้ คุณเลือกผิดที่เสียแล้ว หลังการชุมนุม พอคุณออกจากที่นี่ คุณสามารถพูดอะไรก็ได้ตามต้องการ ไม่มีใครแทรกแซง นั่นคือเสรีภาพของคุณ” หากพวกเขาเข้าใจและจดจำสิ่งที่เจ้าบอก โดยไม่พูดคุยเรื่องการเมืองในครั้งต่อไป เช่นนั้นย่อมถือว่าใช้ได้ และพวกเขาก็ได้แสดงให้เห็นว่าตัวเองยังมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่หากหลังจากสามัคคีธรรมแล้ว พวกเขายังคงพูดจาเช่นนี้อยู่อีก แบ่งปันทัศนะทางการเมืองอยู่เสมอทุกครั้งที่มีการชุมนุม ก็ควรจำกัดพวกเขาไม่ให้พูดใช่หรือไม่? (ใช่) ไม่ว่าพวกเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ ตราบใดที่มีคนพูดคุยเรื่องการเมือง ก็ควรจัดว่าเป็นการสร้างพรรคพวก แก่งแย่งสถานะ ระบายความคิดลบ และพฤติกรรมอื่นๆ เช่น ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนงานในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่สามารถมีมารยาทกับผู้คนเช่นนี้ ต้องหยุดยั้งและควบคุมพวกเขาเอาไว้ แน่นอนว่าผู้คนที่พูดคุยเรื่องการเมืองไม่จำเป็นว่าต้องชั่วหรือดี พวกเขาอาจจะแค่ชอบประเด็นและหัวข้อเหล่านี้เท่านั้นก็ได้ แต่พวกเราสามารถแน่ใจได้ว่าแท้จริงแล้วผู้คนเหล่านี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง โดยสรุป หลักธรรมในการจัดการกับผู้คนเหล่านี้ได้มีการสามัคคีธรรมไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ให้แจ้งข้อบังคับของพระนิเวศของพระเจ้าแก่พวกเขา หลังจากอธิบายข้อบังคับชัดเจนแล้ว หากพวกเขายังคุยเรื่องการเมืองกันต่อและไม่ใส่ใจคำตักเตือน เช่นนั้นแล้วก็จงแยกพวกเขาออก พวกเขาสามารถใช้ชีวิตคริสตจักรต่อไปได้ก็ต่อเมื่อกลับใจแล้วเท่านั้น หากไม่กลับใจเลย ก็จงอย่าให้เข้าร่วมชุมนุม การจัดการกับเรื่องนี้ควรเรียบง่ายเช่นนี้ อย่าทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใดเลย

24 กรกฎาคม ค.ศ. 2021

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger