หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (19) ตอนที่สอง
ข. หลักธรรมในการจัดการคนชั่วที่ครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก
เมื่อเกิดกรณีที่คนชั่วครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก ก็จำเป็นต้องจัดให้มีการลงคะแนนคัดเลือกกันใหม่ ควรปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้? (ควรยกเลิกผลการคัดเลือกและจัดให้มีการลงคะแนนคัดเลือกใหม่อีกครั้ง) นี่เป็นหนทางหนึ่ง ควรเปิดเผยและแจ้งข้อมูลเบื้องลึกให้รู้ทั่วกันว่าการลงคะแนนคัดเลือกครั้งนี้ถูกคนชั่วครอบงำอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทุกคนรู้ว่ากระบวนการลงคะแนนคัดเลือกที่ผ่านมาเป็นเช่นไรและก่อให้เกิดผลนั้นๆ ได้อย่างไร หลังจากที่รู้ข้อมูลเบื้องลึกโดยทั่วกันแล้ว ก็ควรยกเลิกผลการคัดเลือกนั้น และควรจัดให้มีการลงคะแนนคัดเลือกใหม่ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรส่วนใหญ่ต้องไม่เห็นชอบกับการลงคะแนนคัดเลือกดังกล่าว ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกก็ไม่สำคัญ—ไม่อาจยอมรับผลนั้นๆ ได้ ภายใต้รูปการณ์ปกติสามารถปฏิเสธผลการคัดเลือกและจัดให้ลงคะแนนคัดเลือกใหม่ได้โดยผ่านการสามัคคีธรรมความจริงและเปิดโปงเรื่องราวเบื้องลึก แต่บางครั้งในรูปการณ์พิเศษบางอย่าง ต่อให้มีผู้คนเพียงส่วนน้อยพบว่าผลการลงคะแนนคัดเลือกถูกข้ารับใช้ของซาตานครอบงำ และแน่นอนว่าคนที่ได้รับเลือกก็ไม่สามารถทำงานได้จริง เป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น แต่ด้วยเหตุที่ผู้คนส่วนใหญ่ในคริสตจักรถูกคนชั่วชักพาให้หลงผิดและยังคงยืนอยู่ฝ่ายข้ารับใช้ของซาตาน ขณะที่มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พอจะมีวิจารณญาณแยกแยะและรู้ข้อมูลเบื้องลึก—และไม่มีใครเชื่อหรือรับฟังคนส่วนน้อยเมื่อพวกเขาเอ่ยปากพูด—พวกเขาจึงโดดเดี่ยว ไร้อำนาจ และโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่มีกำลังที่จะพลิกสถานการณ์ได้ ในรูปการณ์ดังกล่าว เจ้าอาจจะต้องการเปิดโปงเรื่องราวเบื้องหลังการครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก แต่ก็ไม่ง่ายที่จะเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน ในกรณีนั้น นอกจากรายงานเรื่องไปยังผู้นำและคนทำงานระดับสูงขึ้นไปแล้ว พวกเจ้ายังทำสิ่งใดได้อีก? หากเจ้าใช้ชีวิตคริสตจักรต่อไป ก็ย่อมจะถูกกีดกัน การเข้าชุมนุมที่คริสตจักรอื่นก็ดูไม่เหมาะสม เพราะผู้คนที่นั่นไม่สามารถเป็นเจ้าภาพรับรองคนแปลกหน้าแบบส่งเดชได้ นี่ทำให้เจ้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแท้จริง! เจ้ามองเห็นว่าผู้นำคริสตจักรที่ได้รับเลือกมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี เป็นมารตนหนึ่ง และไม่ใช่คนที่ควรได้รับเลือก ดังนั้นแค่เห็นหน้าพวกเขา เจ้าก็โมโหแล้ว การไปชุมนุมทำให้เจ้ารู้สึกอึดอัด แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้ หากเจ้าไม่ไปและตัดสายสัมพันธ์ที่มีกับคริสตจักร เจ้าจะสูญเสียชีวิตคริสตจักร ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าทำไม่ได้ แล้วมีทางออกที่ดีสำหรับปัญหานี้บ้างหรือไม่? เรื่องนี้ต้องใช้ปัญญา หากเจ้าวู่วามเปิดโปงพวกเขา ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นใด? ผู้คนเหล่านี้อาจรวมตัวกันกดขี่เจ้า ผลักไสเจ้าออกไป หรือหากสิ่งต่างๆ ดำเนินไปในทางที่ไม่ดีจริงๆ พวกเขาอาจถึงขั้นเอาตัวเจ้าออกไป ทำให้เจ้าเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม นี่คือผลสืบเนื่องที่มีแนวโน้มจะเป็นไปได้ที่สุด แล้วทางแก้ที่ดีที่สุดคืออะไร? (ผนึกกำลังกับพี่น้องชายหญิงบางคนที่มีวิจารณญาณและรวบรวมหลักฐานการทำชั่วทั้งหมดที่ผู้คนเหล่านี้แอบครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก รายงานผู้นำและคนทำงานระดับสูงขึ้นไป และรีบสามัคคีธรรมความจริงกับพี่น้องชายหญิงที่ถูกชักพาให้หลงผิดเพื่อนำพวกเขากลับคืนมาด้วย) นี่ถือว่าเป็นทางแก้ที่ดีหรือไม่? เหมาะสมหรือไม่หากจะรีบร้อนทำเรื่องดังกล่าว? ผลที่ตามมาของการรีบร้อนคืออะไร? (ทำให้ศัตรูไหวตัวได้ง่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ) เมื่อพบเจอเรื่องแบบนี้ พวกเจ้ากลัวหรือกระวนกระวายหรือไม่? เจ้าควรกลัวหรือกระวนกระวายหรือไม่? (ไม่ควร) ในทางทฤษฎีแล้ว เจ้าไม่ควรกลัว—ความมีเหตุผลของเจ้าจะบอกเจ้าเช่นนี้ แต่ในความเป็นจริง ผู้คนจะเป็นเช่นไร? สิ่งสำคัญที่สุดก็คือผู้คนเข้าใจความจริงหรือไม่ หากผู้คนไม่เข้าใจความจริงและมีแต่ความแน่วแน่เพียงอย่างเดียว ในใจของพวกเขาจะยังคงหวาดกลัวอยู่ดี เมื่อเจ้ากลัว ไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใดหรือทำสิ่งนั้นอย่างไร เจ้าจะสัมฤทธิ์ผลได้ง่ายหรือไม่? (ไม่) เมื่อเจ้ากลัว เจ้าจะอยู่ในสภาวะเช่นใด? เจ้าย่อมกลัวอำนาจของผู้คนเหล่านี้ กลัวว่าพวกเขาจะรู้เข้าว่าเจ้ามองพวกเขาออกและคอยระวังพวกเขาอยู่ ทั้งยังกลัวว่าพวกเขาจะกดขี่และกีดกันเจ้าเมื่อพวกเขาเห็นว่าเจ้าไม่ได้เข้าข้างพวกเขา และในที่สุดก็เอาตัวเจ้าออกไปจากคริสตจักร เจ้าย่อมจะมีข้อกังวลเหล่านี้อยู่ในหัวใจ เมื่อเจ้ามีข้อกังวลเช่นนี้ เจ้าจะเกิดปัญญา ความกล้าหาญ และมีลู่ทางที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเหล่านี้ แก้ปัญหาที่พวกเขาสร้างขึ้นมา หรือเปิดโปงความชั่วที่พวกเขาทำไว้เพื่อให้พี่น้องชายหญิงมีวิจารณญาณและไม่ถูกชักพาให้หลงผิดได้หรือไม่? วิธีกระทำการที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร? เมื่อเจ้ากลัว เจ้าย่อมอยู่ในภาวะอ่อนแอมิใช่หรือ? ตอนแรกเจ้าย่อมอ่อนแอและนิ่งเฉย นัยหนึ่งเจ้าไม่มีความเชื่ออันแรงกล้าในพระเจ้า อีกนัยหนึ่งเจ้าคิดว่า “แบบนี้คนชั่วพวกนี้ก็ได้ทำสำเร็จไปแล้ว ทำไมตอนนี้ฉันถึงเป็นคนเดียวที่มองเรื่องนี้ออก? คนอื่นมีวิจารณญาณแยกแยะกันบ้างหรือไม่? ถ้าฉันเล่าสถานการณ์จริงให้คนอื่นฟัง พวกเขาจะเชื่อฉันหรือไม่? ถ้าพวกเขาไม่เชื่อ พวกเขาจะเปิดโปงฉันหรือเปล่า? ถ้าพวกเขาทุกคนมารุมจัดการฉัน แล้วฉันก็ตัวคนเดียวและไม่มีกำลังจะทำอะไร คนชั่วพวกนี้จะหาข้ออ้างสารพัดอย่างมาเอาตัวฉันออกไปหรือเปล่า?” เจ้าย่อมจะมีข้อกังวลเช่นนี้มิใช่หรือ? เมื่อเจ้ามีข้อกังวลเหล่านี้ เจ้าจะจัดการผู้คนเหล่านี้ได้อย่างไร? เจ้าจะสามารถปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาในหนทางที่เหมาะสมและเฉลียวฉลาดที่สุดได้อย่างไร? ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไม่มีทิศทางหรือเส้นทางให้เดินแล้วมิใช่หรือ? พูดให้ชัดเจนก็คือ เมื่อเจ้ากลัวและอ่อนแออย่างที่สุด เจ้าย่อมไม่สามารถขับเคี่ยวหรือมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาและไม่อาจจัดการปัญหาที่พวกเขาก่อขึ้นมาได้เลย ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าในเวลานี้คืออะไร? คือการชิงเล่นงานก่อน เผชิญหน้าพวกเขาและเปิดโปงการทำชั่วของพวกเขาเพื่อปกป้องตัวเจ้าเองใช่หรือไม่? วิธีนี้เหมาะสมหรือไม่? (ไม่) เหตุใดจึงไม่เหมาะสม? เพราะเจ้ายังไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนว่าควรกระทำการเช่นใด ไม่สามารถมองทะลุแก่นแท้ของพวกเขา และเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะเปิดโปงพวกเขาอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าคนที่ถูกชักพาให้หลงผิดนั้นจะสามารถยอมรับความจริงและพลิกครรลองกลับมาให้ถูกต้องได้หรือไม่ เจ้าไม่รู้เรื่องต่างๆ เหล่านี้เลย และไม่ชัดเจนว่าสำหรับเจ้าแล้ว ทางออกใดเป็นประโยชน์และมีประสิทธิผลมากที่สุด แม้เจ้าจะยังไม่ถึงขั้นคิดลบขนาดนั้น แต่อย่างน้อยภาวะของเจ้าในตอนนี้ก็เป็นภาวะที่อ่อนแอและหวาดกลัว และเจ้าก็มีข้อกังวลมากมายอยู่ในใจ ไม่ว่าข้อกังวลเหล่านี้จะมีเหตุผลหรือเกิดจากความอ่อนแอและความหวาดกลัวของเจ้า สรุปแล้ว นี่คือข้อเท็จจริง เมื่อเกิดข้อเท็จจริงเหล่านี้ขึ้นมา ทางออกที่ดีที่สุดก็คือเรียนรู้ที่จะรอคอยและไม่ทำอะไรเลย ที่ว่าไม่ทำอะไรเลยหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าอย่าเร่งเปิดโปงสถานการณ์จริงของการลงคะแนนคัดเลือกแก่คนที่หลงผิด และอย่ารีบร้อนต่อต้านผู้นำคริสตจักรที่เพิ่งได้รับเลือกเข้ามาหรือกลุ่มคนที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก อย่าเปิดโปงพวกเขา เวลานี้เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย บางคนกล่าวว่า “การรอคอยนั้นเฉยชาเหลือเกิน ฉันต้องรอนานเท่าใด?” ไม่จำเป็นต้องรอนานนัก ระหว่างที่เจ้ารอ จงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน อ่านพระวจนะของพระเจ้า และแสวงหาความจริง ในรูปการณ์ดังกล่าว เมื่อเจ้าหวาดกลัวและอ่อนแออย่างที่สุด คำอธิษฐานของเจ้าย่อมถ่องแท้และจริงใจที่สุด เจ้าจำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงชี้แนะและคุ้มครองเจ้า เจ้าจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้า เวลาเจ้าอธิษฐาน ความหวาดกลัวของเจ้าก็จะค่อยๆ ลดลงทีละน้อยจนหมดไป เมื่อความหวาดกลัวของเจ้าหมดไปแล้ว เจ้าย่อมจะไม่อ่อนแออีกใช่หรือไม่? (ใช่) เจ้าจะมีข้อกังวลลดน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน ความหวาดกลัว ความอ่อนแอ และข้อกังวลเหล่านี้ไม่ใช่ว่าหายไปเองได้ เพียงแต่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ เจ้าจะค่อยๆ เข้าใจบางสิ่งบางอย่าง เจ้าจะเข้าใจสิ่งใดบ้าง? อย่างหนึ่งก็คือเจ้าจะรู้ว่าควรจัดการกับผู้คนเหล่านี้อย่างไร ควรเปิดโปงใครก่อน ควรพูดจาและกระทำการอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่องานในพระนิเวศของพระเจ้า นอกจากนี้เจ้าก็จะรู้ว่าพฤติกรรมของผู้คนเหล่านี้มีธรรมชาติเช่นใด แล้วเจ้าจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร? ด้วยการแสวงหาความจริงในระหว่างที่เจ้ารอคอยจนเจ้าค่อยๆ เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เมื่อเจ้ามองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน เจ้าย่อมจะใคร่ครวญไปเองตามธรรมชาติว่าเจ้าควรใช้ปัญญาอย่างไร คุยกับใครจึงจะเหมาะสม และจะพูดจาอย่างไรจึงทำให้พวกเขาตื้นตันและรู้ข้อเท็จจริงว่ามีคนชั่วครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก ทำให้พวกเขาสามารถพลิกครรลองกลับมาให้ถูกต้อง สามารถแยกแยะโฉมหน้าที่แท้จริงของคนที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก และสามารถแยกแยะว่าผู้คนที่ได้ชื่อว่าได้รับเลือกเป็นผู้นำแท้จริงแล้วเป็นคนแบบใด เจ้าจะเกิดปัญญาเช่นนี้ และการกระทำของเจ้าก็จะพลอยเป็นระบบระเบียบไปด้วย แล้วผลประโยชน์ที่เป็นบวกเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าในช่วงที่เจ้ารอคอย บางส่วนเกิดจากพระราชกิจและความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และบ้างก็เป็นสิ่งที่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้าซึ่งพระองค์ทรงเปิดโอกาสให้เจ้ามองเห็นและเข้าใจ พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่าอย่าสู้ศึกโดยไม่เตรียมตัว นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าไม่ว่าเจ้าจะสู้อยู่กับซาตานหรือเปิดโปงการทำชั่วของข้ารับใช้ของซาตาน ไม่ว่าเจ้าจะทำศึกกับซาตานอย่างไร ตัวเจ้าเองก็ต้องแข็งแกร่ง เข้าใจหลักธรรมความจริง และสามารถมองทะลุแก่นแท้และการทำชั่วของซาตานและคนชั่ว จากนั้นจึงเปิดโปงพวกเขา ด้วยการทำเช่นนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ดีในท้ายที่สุด เมื่อเจ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว ความหวาดกลัว ความอ่อนแอ และข้อกังวลของเจ้าย่อมจะเบาบางลงและเลือนไปบ้างมิใช่หรือ? เจ้าจะไม่รู้สึกหวาดกลัวถึงเพียงนั้นอีกต่อไป สิ่งที่เจ้ารู้สึกนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง เจ้าจะพบว่าเจ้าไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่เคยเป็นในตอนแรกที่เพิ่งเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นมา แต่เจ้ากลับจะรู้สึกเข้มแข็งและมั่นใจในตัวเองมากกว่าแต่ก่อน และรู้ว่าควรทำสิ่งใด ถึงตอนนั้น จงอธิษฐานถึงพระเจ้าอีกครั้งและขอให้พระองค์ทรงตระเตรียมโอกาสอันเหมาะสมให้ จากนั้นเจ้าจึงลงมือ จงรายงานสถานการณ์นี้ไปยังผู้นำและคนทำงานระดับสูงขึ้นไป พลางสามัคคีธรรมกับคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดีและเชื่อในพระเจ้าด้วยใจจริง แต่ถูกหลอกและถูกชักพาให้หลงผิดเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความจริง เปิดโปงข้อมูลเบื้องลึกเรื่องคนชั่วที่ครอบงำการลงคะแนนคัดเลือกแก่พวกเขาด้วย เมื่อเจ้าชนะใจคนเหล่านี้ได้สักหนึ่งหรือสองคน ความกลัวของเจ้าก็จะหายไปเอง เจ้าย่อมจะตระหนักว่าทั้งหมดนี้ไม่อาจทำได้ด้วยการพึ่งพาพละกำลังของมนุษย์เท่านั้น และนับประสาอะไรกับการพึ่งพาความมุทะลุ เจ้าไม่อาจพึ่งพาอารมณ์ชั่ววูบหรือความโมโหชั่วครู่ หรือสิ่งที่เรียกว่าสำนึกแห่งความยุติธรรมเพียงชั่วขณะหนึ่ง—ทั้งหมดนี้ล้วนไร้ประโยชน์ พระเจ้าจะทรงตระเตรียมช่วงเวลาอันเหมาะสมแก่เจ้า ประทานความรู้แจ้งว่าเจ้าควรพูดสิ่งใด และพระองค์จะทรงชี้แนะเจ้าไปทีละก้าวตามสิ่งที่เจ้าเข้าใจ ประทานเส้นทางให้เจ้าเดินตาม จากเดิมที่เคยอ่อนแอและเกรงกลัวการแสวงหาการเข้าใจหลักธรรมและเส้นทาง—ในช่วงเวลานี้ เจ้ายังคงมีปฏิสัมพันธ์กับคนชั่วพวกนี้ได้ตามปกติ ระหว่างที่มีปฏิสัมพันธ์กันตามปกติ ในจิตใจผู้คนก็ไม่ใช่ว่าจะว่างเปล่า พวกเขามีความคิดอ่านของตนเอง ระหว่างที่เจ้าแสวงหาและอธิษฐานอยู่นั้น เจ้าก็เฝ้าสังเกตผู้คนเหล่านี้ เฝ้าสังเกตอะไร? เจ้าดูว่าพวกเขากำลังใช้เส้นทางประเภทใดและแท้จริงแล้วแก่นแท้ของพวกเขาเป็นอย่างไร หากสิ่งที่พวกเขากล่าวนั้นถูกต้องและตรงกับหลักธรรมเกี่ยวกับงานของคริสตจักร เจ้าก็สามารถรับฟังได้ หากสิ่งที่พวกเขาพูดขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักร เจ้าก็สามารถหาข้ออ้างที่จะไม่ฟังหรือถ่วงเวลาเอาไว้ ใช้วิธีอันชาญฉลาดเพื่อปฏิสัมพันธ์ “ฉันมิตร” กับพวกเขาโดยไม่ทำให้พวกเขาไหวตัว ขณะที่มีปฏิสัมพันธ์ “ฉันมิตร” กับพวกเขาอยู่นั้น เจ้าก็รวบรวมหลักฐานเรื่องการทำชั่วของพวกเขา ใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกเขาตามการกระทำและความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนต่างๆ ที่ละเมิดหลักธรรมความจริง และเสริมด้วยการยืนยันว่าคนเหล่านี้คือข้ารับใช้ของซาตาน การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมทำให้เจ้าไม่ถูกพวกเขาตีกรอบในระหว่างที่เจ้าลุล่วงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตน—ผู้มีปัญญาย่อมทำเช่นนี้ เฉพาะคนที่มีความเป็นมนุษย์ มีปัญญา และรักความจริงเท่านั้นจึงสามารถเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องได้ ส่วนคนที่ขาดปัญญาและทำอะไรโดยไม่รอบคอบ ไม่ยั้งคิด พึ่งพาความหุนหันพลันแล่นและอารมณ์ชั่ววูบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดหรือเผชิญรูปการณ์ใด การกระทำของพวกเขามักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้าย ผู้คนเช่นนี้ไม่เพียงขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวเองมีปัญหาและเรื่องเดือดร้อนมากมายโดยไม่จำเป็น ส่วนผู้มีปัญญานั้นแตกต่างออกไป ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งใด พวกเขาก็รอคอย เฝ้าสังเกต และแสวงหา รอเวลาที่เหมาะสม รอคอยการจัดเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ระหว่างที่รอคอยนี้ พวกเขาสามารถแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าอย่างมีจุดประสงค์ เข้าใจหลักธรรมความจริงได้แม่นยำขึ้น และกระทำการตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาใช้พระวจนะของพระเจ้าและความจริงมาต่อสู้อย่างเต็มกำลังและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้า แทนที่จะมัวต่อกรหรือต่อล้อต่อเถียงกับผู้คนด้วยความมุทะลุ
เมื่อพูดถึงคนชั่วที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกนั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเจ้าสามารถรู้เท่าทันผู้คนเหล่านี้หรือไม่ หรือเจ้าวางแผนที่จะเปิดโปงพวกเขาอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรายงานสถานการณ์ขึ้นไปให้ทันกาล เจ้าควรใช้ปัญญามาขับเคี่ยวกับพวกเขา รอเวลาจากพระเจ้า แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และแสวงหาหลักธรรมความจริง ขณะเดียวกันก็ไม่ฉุดรั้งหน้าที่ของตนให้ล่าช้า การทำดังนี้จะให้ผลลัพธ์เช่นใดในท้ายที่สุด? เจ้าย่อมลุล่วงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตน การรายงานสถานการณ์ขึ้นไปและแสวงหาหนทางแก้ไข ไม่เพียงปัญหาจะได้รับการแก้ไขเท่านั้น แต่เจ้าจะได้รับความเข้าใจเชิงลึก เป็นการเพิ่มพูนวิจารณญาณแยกแยะและปัญญา เติบโตทางวุฒิภาวะ และทำให้ความเชื่อในพระเจ้าของเจ้าเข้มแข็งขึ้นอีกด้วย ผู้คนได้รับมากมายเหลือเกินจากการมีประสบการณ์กับการเผชิญหน้าซาตาน และนี่ก็เป็นผลดีต่อพวกเขาอย่างยิ่ง ในทางกลับกัน สมมุติว่าเจ้ากระทำการด้วยความมุทะลุและด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ต่อกรกับผู้คนเหล่านี้อย่างดุเดือดและโต้เถียงกับพวกเขาซึ่งหน้า โดยกล่าวว่า “พวกคุณกำลังครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ถึงพวกคุณกุมอำนาจมากมาย แต่ฉันก็จะไม่ยอมอ่อนข้อให้ ฉันไม่กลัวพวกคุณ!” ผลของการใช้แนวทางนี้คือการถูกไล่ออกจากคริสตจักร ทิ้งให้เจ้าร้องไห้และทนทุกข์อยู่ที่บ้านนานหลายเดือน แต่เจ้าก็ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าอยู่ดีว่า “ทำไมฉันถึงลงเอยด้วยความยุ่งเหยิงแบบนี้? ข้าแต่พระเจ้า ไม่ทรงต้องการข้าพระองค์แล้วหรือ? พระองค์ไม่ใส่พระทัยข้าพระองค์แล้วหรือ?” เป็นเวลานานหลายเดือนแล้วที่เจ้าพลาดคำเทศนาและเพลงนมัสการใหม่ๆ ไม่ตระหนักเลยว่าคริสตจักรกำลังทำงานอะไรอยู่ ไม่สามารถทำหน้าที่ของเจ้า และกลายเป็นคนโดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิง ตกอยู่ในความมืดมิดโดยสมบูรณ์ ทุกวันนอกจากร้องไห้แล้ว เจ้าก็ได้แต่วิตกกังวล ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เจ้าไม่เรียนรู้ที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้าหรือกินและดื่มพระวจนะที่เกี่ยวข้องของพระองค์ และในสถานการณ์ที่ซับซ้อน เจ้าก็ยิ่งไม่เรียนรู้ที่จะแสวงหาหลักธรรมความจริง เจ้าไม่มีปัญญาเพิ่มพูนขึ้นมาเลย หลังจากร้องไห้อยู่ไม่กี่เดือน ในที่สุดวันหนึ่งก็มีคนพาเจ้ากลับเข้าคริสตจักรและขอให้เจ้าแบ่งปันประสบการณ์ของตนในช่วงเวลานี้ แต่เจ้ากลับเอาแต่พร่ำบ่นทั้งน้ำตาว่า “ฉันได้รับความไม่เป็นธรรมมากมาย! ฉันไม่ได้ก่อกวนคริสตจักร ฉันไม่ใช่คนชั่ว ฉันถูกคนชั่วปรักปรำ” เมื่อถูกถามว่า “คุณได้เรียนรู้บทเรียนอะไรในช่วงเวลานี้บ้าง? คุณได้รับอะไรบ้างหรือไม่?” เจ้ากลับตอบว่า “ฉันจะสามารถได้รับอะไรบ้าง? ฉันถูกพวกเขาแยกเดี่ยว เอาหนังสือพระวจนะของพระเจ้าและบทเพลงนมัสการไป แล้วฉันก็ฟังคำเทศนาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีแต่พูดคุยเรื่องความเชื่อและร้องเพลงนมัสการไม่กี่เพลงเท่าที่ฉันจำได้เป็นบางครั้งเท่านั้น ฉันไม่ได้รับอะไรเลย โชคดีที่พระเจ้าทรงตระเตรียมช่วงเวลาให้พาฉันกลับมา ไม่อย่างนั้นฉันก็วางแผนอยู่ว่าจะออกไปทำธุรกิจเพื่อหาเงินเพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีหวังที่จะได้รับความรอด พระเจ้าไม่ทรงต้องการฉันแล้ว และฉันก็ไม่อาจเชื่อต่อไปได้ หัวใจของฉันมืดสนิท” ท้ายที่สุดเจ้าก็กล่าวเสริมว่า “แกะของพระเจ้าจะไม่มีวันถูกพระเจ้าทอดทิ้ง” โดยสรุปไว้เช่นนี้ การมีประสบการณ์กับเหตุการณ์พิเศษและมีนัยสำคัญเช่นนี้ แต่กลับได้รับน้อยนัก—นี่ก็ค่อนข้างน่าสมเพชอยู่มิใช่หรือ? ไม่เหมาะสมมิใช่หรือ? เวลาเผชิญสถานการณ์ที่สำคัญเช่นนี้ เจ้ากลับไม่ได้เรียนรู้บทเรียนอันใดและไม่เพิ่มพูนปัญญาหรือความเชื่อให้ตนเองเลย แม้เจ้าจะยังคงเชื่อในพระเจ้าอยู่ในหัวใจ แต่เจ้าก็ถูกเหล่าซาตาน หมู่มาร และศัตรูของพระคริสต์ทรมานจนเจ้าเกือบจะเลิกเชื่อไปแล้ว แล้วเจ้าจะยังเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าได้หรือ? เจ้าไม่ใช่คนขลาดที่ไร้ประโยชน์หรอกหรือ? การร้องไห้อยู่ที่บ้านมีประโยชน์อันใด? ต่อให้เจ้าร้องไห้จนตาบอด แล้วจะช่วยอะไรได้หรือไม่? จะแก้ปัญหาที่มีกับศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่? คนชั่วประสบความสำเร็จไปแล้ว และท้ายที่สุดเจ้าก็เหลือแต่คำกล่าวที่ว่า “แกะของพระเจ้าจะไม่มีวันถูกพระเจ้าทอดทิ้ง” โดยไม่ได้รับสิ่งอื่นใดไว้เลย เจ้าไร้ปัญญา ไม่มีครรลองในการปฏิบัติตน และเจ้าก็ไม่รู้จักแสวงหาพระเจ้าตามเส้นทางที่พระเจ้าประทานให้ ไม่มาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อรับพระวจนะของพระเจ้าและความจริงไปต่อสู้กับซาตาน คำสอนในส่วนที่เจ้าพร่ำพูดจนติดปากนั้นไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้าเลย เมื่อเป็นเรื่องของการเผชิญเรื่องราวจำพวกนี้ นอกจากร้องไห้แล้ว เจ้าก็ได้แต่รู้สึกว่าถูกกระทำและเอาแต่พร่ำบ่น—นี่คือคนขลาดที่หาประโยชน์ไม่ได้ คนขลาดที่ไร้ประโยชน์มักจะมีการสำแดงที่หลากหลาย ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของพวกเขาเช่นกัน ข้อแรก พวกเขาร้องไห้ ข้อสอง พวกเขารู้สึกว่าตนถูกกระทำ ข้อสาม พวกเขาพร่ำบ่นอยู่ในใจ พวกเขาพูดในใจด้วยว่า “พระเจ้า พระองค์อยู่ที่ไหน? ทำไมถึงไม่ใส่พระทัยดูแลข้าพระองค์? ข้าพระองค์ถูกซาตานทำร้ายแสนสาหัส ดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ได้โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รอดโดยเร็วด้วยเถิด!” พระเจ้าย่อมตรัสว่า “เจ้าเป็นคนขลาดที่ไร้ประโยชน์ เป็นขยะที่ห่อหุ้มด้วยผิวหนังมนุษย์ หากเจ้าเชื่อในพระเจ้า เจ้าจะเกรงกลัวสิ่งใด? ซาตานมีอะไรให้กลัว?” ไม่ว่าซาตานจะใช้แผนการและกลอุบายใดในยามที่มันลงมือ พวกเราก็ไม่กลัว พวกเรามีพระเจ้า มีความจริง พระเจ้าจะประทานปัญญาแก่พวกเรา พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง ทุกสิ่งอยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า แล้วเจ้าจะกลัวสิ่งใด? การร้องไห้มีแต่จะแสดงให้เห็นว่าเจ้าขลาดกลัวและไร้ความสามารถ เจ้าเป็นเพียงเศษขยะ เปลืองอากาศหายใจ! การร้องไห้หมายความว่าเจ้ากำลังรอมชอมกับซาตาน กำลังขอความกรุณาจากซาตาน พระเจ้าโปรดคนขลาดที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้หรือไม่? (ไม่) พระเจ้าทรงเห็นว่าเจ้าเป็นคนขลาดที่หาประโยชน์ไม่ได้ เป็นคนโง่เขลา เป็นเศษขยะ ไม่มีคำพยานและไม่มีปัญญาแม้แต่น้อย ความจริงที่เจ้าเข้าใจกลายเป็นอะไรไปแล้ว? เจ้ายังฟังพระเจ้าเปิดโปงการสำแดงของซาตานและศัตรูของพระคริสต์ไม่มากพออย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่เข้าใจและไม่เท่าทันเรื่องเหล่านี้เลยหรือ? เจ้าไม่รู้หรือว่าคนพวกนั้นคือเหล่าซาตานทั้งสิ้น? หากเจ้ารู้ว่าพวกเขาคือเหล่าซาตาน แล้วเจ้าจะกลัวอะไร? เหตุใดเจ้าจึงไม่ยำเกรงและเกรงกลัวพระเจ้า? เจ้าไม่กลัวว่าจะล่วงเกินพระเจ้าเพราะความหวาดกลัวซาตานหรอกหรือ? การกระทำเช่นนั้นเป็นความเลวร้ายมิใช่หรือ? เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมา เจ้าหวาดกลัวและไม่มีหนทางแก้ไข ไร้ปัญญาหรือมาตรการตอบโต้โดยสิ้นเชิง แล้วที่ฟังคำเทศนามาตลอดหลายปีนี้เจ้าได้รับอะไรไปบ้าง? ทั้งหมดล้วนสูญเปล่ากระนั้นหรือ? คนขลาดที่หาประโยชน์ไม่ได้เช่นนี้สามารถตั้งมั่นในคำพยานของตนได้หรือ? (ไม่ได้) เมื่อเกิดสถานการณ์ที่เหล่าซาตานและคนชั่วครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ไม่ว่าเจ้าจะเหลือตัวคนเดียวและไร้อำนาจ หรือมีพี่น้องชายหญิงบางคนที่มีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเจ้าอย่างแท้จริงก็ตาม จงอย่ารีบร้อนกระทำการ ประการแรก จงเรียนรู้ที่จะรอคอย ประการที่สอง จงเรียนรู้ที่จะแสวงหา ในช่วงเวลาที่รอคอยและแสวงหาอยู่นั้น อย่าละทิ้งหน้าที่ของเจ้า การรอคอยหมายถึงอะไร? หมายถึงการรอให้พระเจ้าทรงตระเตรียมห้วงเวลาและโอกาสที่เหมาะสม แล้วเจ้าควรแสวงหาสิ่งใด? แสวงหาหลักธรรมและเส้นทางที่เจ้าควรใช้ปฏิบัติในการเชื่อและติดตามพระเจ้า แสวงหาว่าควรกระทำการเช่นใดจึงจะตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า และกระทำการเช่นใดจึงจะเป็นการต่อสู้กับซาตานและกองกำลังศัตรูของพระคริสต์ เอาชนะกองกำลังของซาตานเพื่อที่จะกลายเป็นผู้ชนะในที่สุด หากเจ้าอยู่เพียงลำพัง เจ้าก็ต้องอธิษฐานถึงพระเจ้าให้มากขึ้น รอคอยและแสวงหา หากมีผู้อื่นที่มีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าสักสองสามคน เจ้าก็สามารถสามัคคีธรรม อธิษฐาน รอคอย และแสวงหาด้วยกัน เมื่อพระเจ้าทรงตระเตรียมช่วงเวลาที่เหมาะสมไว้แล้ว จงขอความเข้มแข็งและปัญญาจากพระเจ้า เพื่อให้ทุกสิ่งที่เจ้าทำและทุกคำที่เจ้าพูดมีความเหมาะสม เมื่อทำดังนี้ นัยหนึ่งเจ้าย่อมลุล่วงหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง อีกนัยหนึ่งเจ้าย่อมจะสามารถเปิดโปงซาตานได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิผล เปิดโปงและสกัดกั้นแผนการทั้งปวงที่ข้ารับใช้ของซาตานและศัตรูของพระคริสต์สมคบคิดกัน เช่นนี้เหมาะสมหรือไม่? พวกเจ้าได้รับการบอกกล่าววิธีการ หนทาง เส้นทาง และหลักธรรมเหล่านี้แล้ว ดังนั้นจะปรับใช้อย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับพวกเจ้า เส้นทางนี้ชัดเจนพอหรือไม่? (พอ) เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาพวกเจ้าเผชิญเรื่องราวทำนองนี้ ก็จงปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ นี่เป็นเรื่องที่สัมฤทธิ์ได้โดยง่าย
ระหว่างที่มีการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรแต่ละครั้ง ทั้งผู้นำ คนทำงาน และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมีหน้าที่รับผิดชอบและภาระผูกพันที่จะต้องปกป้องงานลงคะแนนคัดเลือก ผู้นำและคนทำงานต้องรับผิดชอบงานสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริงและหลักธรรมในการลงคะแนนคัดเลือก ส่วนประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ควรหยิบยกปัญหาทั้งหมดที่ตนมีขึ้นมา จากนั้นก็ควรสามัคคีธรรมความจริงเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ในหนทางนี้เท่านั้นจึงจะแน่ใจได้ว่าการลงคะแนนคัดเลือกจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ในด้านหนึ่ง ผู้นำและคนทำงานควรยึดปฏิบัติตามหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือกในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเคร่งครัด และจัดงานลงคะแนนคัดเลือกในพระนิเวศของพระเจ้าแต่ละครั้งตามหลักธรรมเหล่านี้ ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาต้องระแวดระวังไม่ให้คนชั่วและศัตรูของพระคริสต์มาครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกอีกด้วย คนเหล่านี้คือข้ารับใช้ของซาตาน เป็นพวกเดียวกับซาตาน ผู้นำและคนทำงานต้องเฝ้าระวังคนเหล่านี้อย่างเข้มงวดและระมัดระวังตัวกับพวกเขา คอยจับตาดูว่าในระหว่างที่มีการลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาพยายามครอบงำสิ่งต่างๆ อยู่เบื้องหลังและกระทำการไม่ซื่อส่อพิรุธบางอย่างเพื่อแอบโกงกระบวนการลงคะแนนคัดเลือกหรือไม่ หากปรากฏว่าการลงคะแนนคัดเลือกถูกคนชั่วครอบงำจริงๆ ส่งผลให้เกิดการกีดกันผู้ที่ควรได้รับคัดเลือกอย่างถูกต้องชอบธรรมและชักพาให้คนส่วนใหญ่หลงผิดเพื่อให้คนผิด—ซึ่งไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้—ได้รับเลือกเป็นผู้นำ หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมาก็ยังคงมีทางแก้ ควรเปิดโปงสถานการณ์ที่แท้จริงของคนที่ได้รับเลือก หากคนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็จัดให้มีการลงคะแนนคัดเลือกใหม่ได้ การลงคะแนนคัดเลือกที่ถูกซาตานและคนชั่วครอบงำไม่ใช่ผลการลงคะแนนคัดเลือกที่คริสตจักรจัดขึ้นเป็นปกติตามหลักธรรมความจริง นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกและไม่ช้าก็เร็วย่อมจะถูกตีแผ่ เปิดโปง และยกเลิก เมื่อเชื่อเช่นนี้ หากเจ้าพบเจอสถานการณ์ดังกล่าว เจ้าควรกระทำการอย่างไร? เจ้าควรพร้อมที่จะต่อสู้กับซาตานทุกเมื่อและทุกที่ โดยไม่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หากเจ้าเป็นคนอ่อนปวกเปียก เป็นคนเลอะเลือน หรือเป็นคนขลาดเขลาที่หาประโยชน์ไม่ได้ เจ้าก็อาจจะประนีประนอมและสมรู้ร่วมคิดกับพวกเขา หรือพ่ายแพ้พวกเขาอย่างหมดรูปจนเจ้ากลายเป็นคนคิดลบและไม่สามารถฟื้นตัวได้ บางคนเอาแต่ยืนดูอยู่เฉยๆ พลางพูดว่า “ถึงอย่างไรฉันก็เป็นผู้นำคริสตจักรไม่ได้ ไม่ว่าใครเป็นก็เหมือนกันหมด ใครมีความสามารถก็เชิญเป็นได้เลย! ถ้าศัตรูของพระคริสต์อยากเป็น ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ตราบใดที่พวกเขาไม่เอาตัวฉันออกไปก็ดีแล้ว” คนที่พูดเช่นนี้ล้วนไม่มีอะไรดีเลย พวกเขานึกภาพไม่ออกว่าหากศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่ผู้นำ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นใด และจะส่งผลกระทบต่อการเชื่อในพระเจ้าและความรอดของพวกเขาอย่างไร มีแต่ผู้ที่เข้าใจความจริงเท่านั้นที่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ตามที่เป็นอยู่ พวกเขาย่อมจะกล่าวว่า “ถ้าศัตรูของพระคริสต์ได้เป็นผู้นำคริสตจักร คนที่จะทนทุกข์ก็คือประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง คนที่มีสำนึกของความยุติธรรม และคนที่พร้อมจะทำหน้าที่ของตน ทุกคนจะถูกข่มขี่และกีดกัน มีแต่ผู้คนที่เลอะเลือนและคนที่ชอบเอาใจผู้คนเท่านั้นที่จะได้รับความโปรดปราน และย่อมจะถูกกักขังและควบคุมอยู่ใต้อำนาจของศัตรูของพระคริสต์ไปแล้ว” แต่คนที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงกลับไม่เคยคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ พวกเขาคิดว่า “คนเราเชื่อในพระเจ้าก็เพื่อให้ได้รับการช่วยให้รอด ทุกคนเดินอยู่บนเส้นทางของตนเอง ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์กลายเป็นผู้นำ นั่นก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อฉัน ตราบใดที่ฉันไม่ทำเรื่องไม่ดี พวกเขาก็ไม่อาจข่มขี่ กีดกัน หรือเอาตัวฉันออกจากคริสตจักรได้” มุมมองนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) หากไม่มีประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรคนใดพะวงเรื่องการลงคะแนนคัดเลือกของคริสตจักร เมื่อพวกเขายอมให้ศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจ ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร? จะเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่ผู้คนนึกคิดกันจริงหรือ? ชีวิตคริสตจักรจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด? เรื่องนี้สัมพันธ์โดยตรงกับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หากศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจในคริสตจักรหนึ่งๆ จะเกิดอะไรขึ้น? ความจริงจะไม่ครองอำนาจในคริสตจักรแห่งนั้นอีกต่อไป พระวจนะของพระเจ้าก็เช่นกัน—แต่ผู้ไม่เชื่อและซาตานจะกุมอำนาจในที่แห่งนั้นแทน แม้จะยังคงอ่านพระวจนะของพระเจ้าในการชุมนุมได้ แต่ศัตรูของพระคริสต์ย่อมควบคุมสิทธิ์ในการพูดจา ศัตรูของพระคริสต์สามารถสามัคคีธรรมความจริงได้อย่างชัดเจนหรือไม่? ศัตรูของพระคริสต์จะยอมให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามัคคีธรรมความจริงกันอย่างเสรีโดยไม่ควบคุมได้หรือไม่? นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์กุมอำนาจ ก็จะมีการขัดขวางและก่อกวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ได้จากชีวิตคริสตจักรจะลดน้อยลงไปทุกที และเมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรชุมนุมกัน ก็จะเก็บเกี่ยวได้ไม่มากนัก ซึ่งจะก่อความลำบากยากเย็นให้กับการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ปัญหาของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และไม่อาจแก้ไขได้ บางคนที่สามารถปฏิบัติความจริงได้ก็จะพลอยถูกรบกวนไปด้วย บรรยากาศของชีวิตคริสตจักรจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับมีเมฆดำมาบดบังดวงอาทิตย์เอาไว้ ถึงตอนนั้นจะยังคงมีความชื่นชมยินดีต่อชีวิตคริสตจักรอยู่อีกหรือไม่? แน่นอนว่าชีวิตคริสตจักรย่อมจะถูกบั่นทอนไปไม่น้อย ในคริสตจักร คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงคือคนส่วนน้อย หากคนส่วนน้อยเหล่านี้ถูกกดขี่และกีดกัน ก็กล่าวได้ว่าจะไม่มีชีวิตคริสตจักรอีกต่อไป หากผู้คนไม่สามารถมองเห็นผลที่ตามมานี้อย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขาย่อมจะไม่สนใจหรือเอาใจใส่การลงคะแนนคัดเลือก หากผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจการลงคะแนนคัดเลือกอย่างจริงจัง ไม่ยึดปฏิบัติตามหลักธรรม มีท่าทีที่เป็นลบอย่างยิ่งต่อการลงคะแนนคัดเลือก ทั้งยังปฏิบัติตามผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ เมื่อคนชั่วหรือคนที่ไม่รักความจริงกลายเป็นผู้นำคริสตจักร ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรส่วนใหญ่ย่อมจะทนทุกข์กับความสูญเสียต่างๆ ในการเข้าสู่ชีวิตของตน ฉะนั้น ผลการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรจึงส่งผลต่อการเติบโตในชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและอนาคตของคริสตจักรโดยตรง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรควรรับรู้เรื่องนี้อย่างชัดเจนและต้องไม่ใช้ท่าทีที่เป็นลบอย่างเด็ดขาด คนที่เลอะเลือนบางคนไม่สามารถรู้เท่าทันในเรื่องนี้ พวกเขาพึ่งพาความคิดฝันของตนเองอยู่เสมอ นึกว่า “ทุกคนในคริสตจักรเป็นผู้เชื่อที่จริงใจ ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถได้รับคัดเลือก ขอเพียงเป็นพี่น้องชายหญิง ใครก็เป็นผู้นำได้” พวกเขามองการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรกันง่ายเกินไป พาให้เกิดแนวคิดและทัศนคติที่เป็นลบอย่างผิดๆ มากมาย หากผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ได้รับเลือกเป็นผู้นำและคนทำงานเข้าจริงๆ งานของคริสตจักรย่อมจะถูกทำลาย และการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะเสียหายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ถึงตอนนั้นผู้คนก็จะตระหนักว่าการจัดให้ลงคะแนนคัดเลือกตามหลักธรรมนั้นมีความสำคัญเพียงใด
ทุกคริสตจักรย่อมมีคนที่ชอบเอาใจผู้คนอยู่บ้าง คนที่ชอบเอาใจผู้คนเหล่านี้ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะคนชั่วที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ต่อให้พอจะมีวิจารณญาณแยกแยะอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็เพิกเฉย ท่าทีที่พวกเขามีต่อทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในการลงคะแนนคัดเลือกของคริสตจักรก็คือ “หากเรื่องราวไม่ส่งผลมาถึงตัวก็ปล่อยไป” พวกเขาคิดว่าใครจะมาเป็นผู้นำก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตน ตราบใดที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข พวกเขาก็ไม่มีปัญหา เจ้าคิดอย่างไรกับผู้คนแบบนี้? พวกเขาคือคนที่รักความจริงหรือไม่? (ไม่) พวกเขาเป็นคนเช่นใด? นี่คือคนที่ชอบเอาใจผู้คน และสามารถเรียกว่าผู้ไม่เชื่อได้ด้วยเช่นกัน ผู้คนเหล่านี้ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เอาแต่เสาะแสวงการมีชีวิตที่ง่ายดาย ละโมบความสุขสบายทางเนื้อหนังเท่านั้น พวกเขาเห็นแก่ตัวเกินไปและเหลี่ยมจัดเหลือเกิน ในสังคมมีผู้คนเช่นนี้อยู่มากมายใช่หรือไม่? ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมามีอำนาจ ไม่ว่าใครจะดำรงตำแหน่ง พวกเขาก็เป็นที่ชื่นชอบ สามารถจัดการสัมพันธภาพทางสังคมได้อย่างราบรื่นยิ่ง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่นใด พวกเขาก็ไม่ติดร่างแหไปด้วย ผู้คนเหล่านี้เป็นคนเช่นใด? เป็นผู้คนที่หลอกลวงที่สุด เหลี่ยมจัดที่สุด ซึ่งรู้จักกันว่าเป็น “ปลาไหล” และ “อสรพิษเฒ่า” พวกเขาใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตาน ไม่มีหลักธรรมแม้แต่น้อย ไม่ว่าใครจะอยู่ในอำนาจ พวกเขาก็คอยสนองตอบคนเหล่านั้น ป้อยอ และชื่นชมคุณงามความดีของคนเหล่านั้น พวกเขาเอาแต่ปกป้องผู้บังคับบัญชาของตน และไม่เคยล่วงเกินผู้บังคับบัญชาเหล่านั้นเลย ไม่ว่าผู้บังคับบัญชาเหล่านั้นจะทำความชั่วมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่คัดค้านและไม่สนับสนุน แต่เก็บงำความคิดของตนไว้ลึกๆ ในใจ พวกเขาจึงเป็นที่ชื่นชอบไม่ว่าใครจะขึ้นมามีอำนาจ ซาตานและพวกกษัตริย์มารทั้งหลายชอบคนจำพวกนี้ เหตุใดพวกกษัตริย์มารจึงชอบคนจำพวกนี้? เพราะพวกเขาไม่ทำให้กิจธุระของกษัตริย์มารเสียหายและไม่ทำตัวเป็นภัยคุกคาม คนจำพวกนี้ไม่มีหลักธรรมและไม่มีบรรทัดฐานในการประพฤติปฏิบัติตน ไม่มีความซื่อตรงและไร้ศักดิ์ศรี พวกเขาเอาแต่ทำตามกระแสนิยมในสังคมและก้มหัวให้กษัตริย์มาร ปรับตัวตามความนิยมชมชอบของอีกฝ่ายเท่านั้น ในคริสตจักรก็มีผู้คนเช่นนี้ด้วยมิใช่หรือ? ผู้คนเช่นนี้สามารถเป็นผู้ชนะได้หรือไม่? พวกเขาเป็นทหารดีของพระคริสต์หรือไม่? พวกเขาเป็นพยานให้พระเจ้าหรือไม่? เมื่อคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์โผล่ออกมาก่อกวนงานของคริสตจักร ผู้คนเช่นนี้จะสามารถลุกขึ้นมาทำศึกกับพวกเขา เปิดโปง แยกแยะ และตัดขาดพวกเขา ยุติการทำชั่วของพวกเขา และเป็นพยานให้พระเจ้าได้หรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าพวกเขาทำไม่ได้ ปลาไหลพวกนี้ไม่ใช่คนที่พระเจ้าจะทรงทำให้เพียบพร้อมหรือจะทรงช่วยให้รอด พวกเขาไม่เคยเป็นพยานให้พระเจ้าหรือค้ำชูผลประโยชน์ของพระนิเวศของพระองค์ ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ติดตามหรือนบนอบพระองค์ แต่เป็นคนที่ก่อปัญหาอย่างมืดบอด เป็นสมาชิกของซาตาน—เป็นพวกที่พระองค์จะทรงกำจัดออกไปเมื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจ พระเจ้าไม่ทรงมองวายร้ายเยี่ยงนี้ว่าล้ำค่า พวกเขาไม่มีทั้งความจริงและชีวิต พวกเขาคือสัตว์เดรัจฉานและหมู่มาร ไม่คู่ควรกับความรอดจากพระเจ้าและไม่คู่ควรที่จะได้ชื่นชมความรักของพระองค์ ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงทิ้งขว้างและกำจัดผู้คนเยี่ยงนี้ออกไปอย่างง่ายดาย คริสตจักรก็ควรเอาตัวพวกเขาออกไปทันทีในฐานะผู้ไม่เชื่อ พวกเขาไม่มีหัวใจที่แท้จริงให้กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะประทานเสบียงที่แท้จริงแก่พวกเขากระนั้นหรือ? พระองค์จะประทานความรู้แจ้งและความช่วยเหลือแก่พวกเขากระนั้นหรือ? พระองค์จะไม่ทรงทำเช่นนั้น เมื่อเกิดการแทรกแซงและก่อกวนขึ้นในระหว่างที่คริสตจักรมีการลงคะแนนคัดเลือก และผลการคัดเลือกก็ถูกควบคุมและได้รับอิทธิพลจากคนชั่ว ผู้คนเหล่านี้ย่อมจะไม่ยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้พระนิเวศของพระเจ้าอย่างแน่นอน และพวกเขาจะไม่มีทางยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงเพื่อต่อสู้กับคนชั่วและศัตรูของพระคริสต์ ต่อสู้กับกองกำลังของซาตานให้ถึงที่สุด พวกเขาจะไม่ทำเช่นนี้เป็นแน่ พวกเขาไม่มีความกล้า ฉะนั้น พวกที่สามารถเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าควรมีวิจารณญาณแยกแยะผู้คนเหล่านี้ และไม่ควรสามัคคีธรรมความจริงที่ตนเข้าใจหรือวิจารณญาณแยกแยะเกี่ยวกับซาตานของตนกับผู้คนเหล่านี้ ต่อให้เจ้าสามัคคีธรรมถึงสิ่งเหล่านี้กับพวกเขา ก็จะเปล่าประโยชน์ พวกเขาจะไม่ยืนอยู่ข้างความจริง เวลาคัดเลือกผู้ร่วมงานและคู่ทำงาน เจ้าควรกันผู้คนดังกล่าวออกไปและไม่เลือกพวกเขา เหตุใดเจ้าจึงไม่ควรเลือกพวกเขา? เพราะพวกเขาคือปลาไหล พวกเขาจะไม่ยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้า จะไม่ยืนอยู่ฝั่งความจริง และจะไม่ร่วมจิตร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าเพื่อต่อสู้กับซาตานเลย หากเจ้ากล่าวความในใจให้พวกเขาฟังด้วยคำพูดที่มาจากหัวใจ เจ้าก็โง่เขลาและจะกลายเป็นตัวตลกให้ซาตานหัวเราะเยาะ อย่าสามัคคีธรรมความจริงหรือกล่าวเตือนสติผู้คนดังกล่าว และอย่าตั้งความหวังในตัวพวกเขา เพราะพระเจ้าไม่ทรงช่วยผู้คนเหล่านี้ให้รอดแต่อย่างใด พวกเขาไม่ใช่คนที่มีหัวใจและจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า พวกเขาคือผู้ชมที่เฝ้าดูการต่อสู้อันดุเดือดอยู่ห่างๆ พวกเขาคือปลาไหล ผู้คนประเภทนี้แทรกซึมเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อดูเรื่องน่าตื่นเต้นและสร้างปัญหาอย่างมืดบอดเท่านั้น พวกเขาไม่มีสำนึกของความยุติธรรมและไร้สำนึกรับผิดชอบ ไม่มีแม้แต่ความเห็นอกเห็นใจคนดีที่ถูกคนชั่วทำร้าย การเรียกผู้คนเหล่านี้ว่าหมู่มารและเหล่าซาตานจึงเหมาะสมที่สุด หากคนที่มีสำนึกของความยุติธรรมเปิดโปงคนชั่ว พวกเขาจะไม่ให้กำลังใจหรือสนับสนุนคนชั่วเหล่านี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่าไว้ใจผู้คนเหล่านี้เป็นอันขาด พวกเขาคือปลาไหล เป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสี และอสรพิษเฒ่า พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าด้วยความจริงใจ แต่เป็นข้ารับใช้ของซาตาน ผู้คนเหล่านี้จะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างเด็ดขาด และพระเจ้าก็ไม่ทรงต้องการพวกเขา นี่คือพระประสงค์ที่ชัดเจนของพระเจ้า คริสตจักรส่วนใหญ่น่าจะมีผู้คนประเภทนี้อยู่ จงมองไปรอบๆ คริสตจักรของเจ้าดูว่าใครบ้างที่เป็นคนเช่นนี้ เมื่อเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น จงอย่าสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาเป็นอันขาด และอย่าให้พวกเขาล่วงรู้ว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า จงระวังผู้คนเยี่ยงนี้และอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวกเขา มองหาคนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและมีสำนึกแห่งความยุติธรรม—เมื่อพวกเขาเห็นว่าผลประโยชน์ในพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย งานของคริสตจักรและระเบียบของชีวิตคริสตจักรถูกรบกวนหรือครอบงำ พวกเขาย่อมกระวนกระวายใจและโกรธเคือง เกลียดชังคนชั่วที่ก่อกวนคริสตจักรอย่างลึกซึ้ง ต้องการลุกขึ้นมาเปิดโปงคนชั่วและหาผู้คนที่เข้าใจความจริงมารวมตัวกันต่อสู้พวกปีศาจชั่วอย่างกระตือรือร้น จงสามัคคีธรรมกับผู้คนเช่นนี้และจับมือกันต่อสู้กับซาตาน คนเหล่านี้คือผู้ชนะ เป็นทหารดีของพระคริสต์ เฉพาะผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่มีส่วนร่วมในราชอาณาจักรของพระคริสต์ คนที่ชอบเอาใจผู้คน พวกอสรพิษเฒ่า กิ้งก่าเปลี่ยนสี และคนที่ด้านชาและหัวทึบเหล่านั้นถูกเผยตัวหมดแล้ว พวกเขาคือคนที่จะถูกกำจัดออกไป พวกเขาไม่ใช่พี่น้องชายหญิง ไม่ใช่ผู้คนในพระนิเวศของพระเจ้า แต่เป็นผู้ไม่เชื่อและนักฉวยโอกาสที่ไม่คู่ควรกับความไว้วางใจ วิธีจัดการผู้คนเหล่านี้มีดังนี้คือ หากพวกเขาทำความชั่วได้ลงคอ ก็จงชำระพวกเขาออกไป หากพวกเขาไม่ใช่คนชั่วและไม่ก่อกวนคริสตจักรตามคนชั่ว พวกเขาก็สามารถอยู่ในคริสตจักรได้ชั่วคราวระหว่างที่เจ้ารอให้พวกเขากลับใจ ด้านหนึ่งจงเฝ้าสังเกตและทำความเข้าใจอุปนิสัย ความเป็นมนุษย์ ทัศนะ และท่าทีที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อเรื่องต่างๆ จงใช้วิจารณญาณแยกแยะและมองให้เห็นถึงแก่นแท้ของผู้คนเหล่านี้ ในเวลาเดียวกันเมื่อคนชั่วครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ก็จงเฝ้าระวังพวกที่ชอบเอาใจผู้คนและยืนอยู่ฝ่ายคนชั่ว ทำตัวเป็นลูกสมุนและสมรู้ร่วมคิดกับคนชั่วเหล่านี้ สรุปแล้ว ในส่วนของพฤติกรรมที่ไม่ถูกควรทั้งปวงของคนชั่วที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกนั้น จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะตามพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเจ้ามองเห็นแก่นแท้ของพวกเขาชัดเจน เจ้าก็จะรู้วิธีจัดการพวกเขาอย่างเหมาะสมตามหลักธรรม
เมื่อครู่พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมถึงปรากฏการณ์บางอย่างที่เป็นการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก รวมทั้งการกระทำของคนบางคน แม้จะไม่ครอบคลุมทุกแง่มุม แต่โดยหลักก็ได้มีการสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไปแล้ว เมื่อพวกเจ้าพบเจอผู้คนที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกภายในคริสตจักร เจ้าควรลุกขึ้นมาห้ามปรามพวกเขา อย่ายินยอมหรือทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้คน หากมีคนพยายามที่จะครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกอยู่เสมอ ทันทีที่มองเห็นแนวโน้มดังกล่าว พี่น้องชายหญิงก็ควรรวมตัวกันลุกขึ้นมาหยุดยั้งและเปิดโปงพวกเขา หากพวกเขาทำลงไปด้วยความสับสน ไม่รู้ว่านี่นับเป็นการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก พวกเจ้าก็สามารถอธิบายให้พวกเขาฟังได้ว่า “สิ่งที่คุณทำอยู่นี้คือการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก อย่ารับบทเป็นข้ารับใช้ของซาตานเลย นี่เป็นการลงคะแนนคัดเลือกผู้นำคริสตจักร ไม่ใช่การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีหรือผู้ปกครองท้องถิ่น พระนิเวศของพระเจ้ามีข้อบังคับของตนเองและมีหลักธรรมในการทำงานนี้ ไม่ควรมีเจตนาของมนุษย์เข้ามาปะปน พวกเราควรปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงของงานนี้อย่างเคร่งครัด หากขีดความสามารถของคุณอ่อนด้อยและคุณไม่สามารถเข้าใจหลักธรรมความจริง หรือถ้าคุณสูงอายุและเลอะเลือน ไม่มีสติปัญญาที่จำเป็นต่อการร่วมลงคะแนนคัดเลือก เช่นนั้นคุณก็สามารถงดลงคะแนนและรอผลการคัดเลือกก็พอ แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณก็ไม่ควรครอบงำหรือขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก หรือแทรกแซงและก่อให้เกิดการรบกวน สิ่งเหล่านี้คือการทำชั่ว และพระเจ้าก็ทรงชิงชังการกระทำดังกล่าว การทำชั่วเยี่ยงนี้ย่อมถูกกล่าวโทษตลอดไป อย่าเป็นคนเยี่ยงนี้หรือเดินตามเส้นทางนี้เป็นอันขาด ถ้าคุณเป็นมนุษย์จริงๆ ก็อย่าครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก เพราะเมื่อเรื่องนี้กลายเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา คุณก็จะถูกระบุว่าเป็นข้ารับใช้ของซาตาน และจะถูกเอาตัวออกจากคริสตจักร” หากพบตัวผู้คนที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ก็สามารถสามัคคีธรรมด้วยความรักกับคนที่มีขีดความสามารถอ่อนด้อยในหมู่พวกเขาซึ่งไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น สามารถให้การเกื้อหนุน จัดเตรียม และช่วยเหลือได้ ทว่าจะทำเช่นใดกับคนที่แม้จะตระหนักรู้หลักธรรมความจริงเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังจงใจครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ถึงกับไม่สนใจคำตักเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้? มีทางออกสำหรับพวกเขาเช่นกันคือ ไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าร่วมในการลงคะแนนคัดเลือกอีกต่อไป ริบสิทธิ์ในการลงคะแนนคัดเลือกของพวกเขา สรุปว่าต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะ หยุดยั้ง และควบคุมการกระทำทุกอย่างที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกทั้งหมดเพื่อพลิกสถานการณ์กลับมา ต้องไม่อนุญาตให้มีพฤติกรรมและการกระทำดังกล่าวในคริสตจักร เพื่อป้องกันไม่ให้ผลการคัดเลือกออกมาผิดและไม่ให้งานของคริสตจักรถูกรบกวนและเสียหาย
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ