หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (19) ตอนที่หนึ่ง
ประการที่สิบสอง: ระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ หยุดยั้งและจำกัดสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแก้ไขสิ่งทั้งหลายให้ดีขึ้น นอกจากนี้ จงสามัคคีธรรมความจริงเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะผ่านสิ่งทั้งหลายดังกล่าวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น (ภาคที่เจ็ด)
ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนชีวิตคริสตจักร
หลักธรรมสำหรับจัดการคนที่มีสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควร
ในส่วนของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักร พวกเราได้แบ่งออกเป็นสิบเอ็ดประเด็นด้วยกัน ก่อนหน้านี้พวกเราสามัคคีธรรมถึงประเด็นที่หก—การมีสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควร ประเด็นนี้หมายถึงเรื่องใดเป็นหลัก? การยั่วยวนผู้อื่นโดยไม่ยั้งคิดและมีความสัมพันธ์ที่อยากในกำหนัด มีการสามัคคีธรรมถึงแง่มุมนี้ว่าอย่างไร? เมื่อมีผู้คนเช่นนี้ปรากฏตัวในคริสตจักร ควรจัดการกับพวกเขาอย่างไร? มีหนทางแก้ไขอย่างไรบ้าง? พวกเราควรทำเป็นมองไม่เห็นและปล่อยไปโดยไม่ตรวจสอบ หรือว่าควรแก้ปัญหาตามหลักธรรมความจริง? ควรหลีกเลี่ยงเรื่องนี้หรือใช้ความรักโน้มน้าวคนที่เกี่ยวข้อง? พวกเราควรสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขา หรือตักเตือนและเอาตัวพวกเขาออกไป? วิธีรับมือที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร? (ตักเตือนและควบคุมคนที่เกี่ยวข้อง ถ้าควบคุมไม่ได้ จึงค่อยเอาตัวพวกเขาออกไป) แล้วควรควบคุมพวกเขาอย่างไร? ทำได้ง่ายหรือไม่? เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา โดยทั่วไปแล้วก็ไม่ง่ายที่จะควบคุมคนที่เกี่ยวข้อง บางคนสังเกตเห็นสถานการณ์ดังกล่าวและรู้สึกว่าไม่เหมาะสม แต่พวกเขาก็อายที่จะออกปากพูด บางคนอาจบอกใบ้อ้อมๆ แต่คนที่เกี่ยวข้องก็ไม่จำเป็นต้องรับฟัง ทุกคนที่สามารถยั่วยวนผู้อื่นโดยไม่ยั้งคิดนั้นมีความเป็นมนุษย์เช่นใด? ใช่คนที่มีศักดิ์ศรีและเที่ยงตรงหรือไม่? ใช่คนที่ทำตามมารยาทอันดีงามของวิสุทธิชนหรือไม่? ใช่คนที่มีศักดิ์ศรีและสำนึกละอายแก่ใจหรือไม่? (ไม่) ถ้ามีคนเอาแต่เตือนพวกเขาด้วยวาจาหรือสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาตามปกติ แล้วจะแก้ปัญหาได้หรือไม่? แก้ไม่ได้ เมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ย่อมหมายความว่าเรื่องดังกล่าวได้ก่อตัวอยู่ในหัวใจของพวกเขามานานแล้ว เมื่อถึงขั้นนั้นจะควบคุมได้ง่ายหรือไม่? การช่วยเหลือและพยายามที่จะโน้มน้าวพวกเขาอย่างเปี่ยมรักจะแก้ปัญหาได้หรือไม่? (ไม่ได้) ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคืออะไร? คือการเอาตัวผู้คนเช่นนั้นออกไป แยกพวกเขาออกจากคนที่เชื่อในพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ ไม่ปล่อยให้พวกเขาก่อกวนและทำร้ายผู้อื่นต่อไป
ปัจจุบันนี้ คริสตจักรบางแห่งเกิดเหตุชายหญิงเกี้ยวพานกันไม่หยุด ตราบใดที่พวกเขามีโอกาส ผู้คนเหล่านี้ก็จะยั่วยวนกัน ประพฤติตนตามอำเภอใจเป็นพิเศษและไม่มีสำนึกของความละอาย เราได้ยินเรื่องชายคนหนึ่งที่เกี้ยวพานผู้หญิงหลายคน เขาไม่ได้ขอความรักจริงจัง กลับเอาแต่เกี้ยวพานและเกาะแกะหญิงทุกคนที่ตนพบเจอโดยไม่ยั้งคิด บางคนบอกว่า “เขาก็แค่มีปฏิสัมพันธ์กันตามปกติ เพียงแต่วิธีมีปฏิสัมพันธ์ของเขาเป็นอย่างนั้น” ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมเห็นว่าการมีปฏิสัมพันธ์เช่นนั้นไม่ชวนให้เจริญใจ น่าสะอิดสะเอียน และน่าขยะแขยง เรื่องนี้เป็นปัญหามิใช่หรือ? พิสูจน์ได้หรือไม่ว่าความสัมพันธ์เช่นนั้นไม่ถูกควร? หากการคบหาดูใจกันของคนสองคนไม่เพียงส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่นด้วย ก็ควรห้ามปรามพวกเขา พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้คบหาดูใจกันในชีวิตคริสตจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา เพราะเรื่องนี้ย่อมส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่นและเป็นผลเสียต่องานของคริสตจักร เมื่อพวกเขาสามารถจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตน จึงจะสามารถกลับมาทำหน้าที่ในคริสตจักรที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาได้ บางคนก็ไม่ได้คบหาดูใจกันจริงจัง กลับเกี้ยวพานและเกาะแกะผู้อื่นโดยไม่ยั้งคิด เล่นกับความอยากในกำหนัด รบกวนชีวิตคริสตจักร ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้คน และรบกวนผู้อื่น สถานการณ์เช่นนี้คือการรบกวนงานของคริสตจักร จึงควรแก้ไขและจัดการตามหลักธรรม ผู้คนเหล่านี้ควรถูกแยกเดี่ยวและเอาตัวออกไปให้ทันกาล ปัญหานี้จัดการได้ง่ายหรือไม่? ไม่ควรอนุญาตให้ใครก่อกวนและขัดขวางชีวิตคริสตจักรและงานของคริสตจักร และควรจัดการกับปัญหาทำนองนี้ไปตามหลักธรรม บางคนบอกว่า “ในสถานการณ์ที่จะไม่มีใครรับหน้าที่ของพวกเขาไปทำถ้าพวกเขาถูกจัดการ ก็เลยจัดการพวกเขาไม่ได้ ควรปล่อยให้พวกเขายั่วยวนคนอื่นต่อไปตามใจอยากเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเกี้ยวพานคนอื่นอย่างไรก็ควรจะยอม” พระนิเวศของพระเจ้ามีกฎเกณฑ์แบบนั้นหรือ? สามัคคีธรรมในการชุมนุมครั้งก่อนที่ว่าด้วยวิธีจัดการผู้คนดังกล่าว มีหลักธรรมเช่นนั้นหรือไม่? (ไม่มี) เมื่อเชิญสถานการณ์เช่นนั้น ผู้นำคริสตจักรและผู้ดูแลย่อมสับสนและไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เปิดโอกาสให้ผู้คนเหล่านี้ยั่วยวนผู้อื่นในคริสตจักรกันอย่างไม่ยั้งคิด ซึ่งทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดและไร้ความเจริญใจ รู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่ในหัวใจ แต่กลับไม่กล้าพูดออกมาและจำต้องสู้ทน ผู้นำและผู้ดูแลเชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าและงานของคริสตจักรไม่อาจขาดคนเหล่านี้ได้ ถ้าขับพวกที่ชอบยั่วยวนคนอื่นโดยไม่ยั้งคิดเหล่านี้ออกไป ก็จะมีคนช่วยทำงานน้อยลง ตรรกะเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) ไม่ถูกต้องอย่างไร? (ผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้ จิตใจของพวกเขาไม่อยู่กับงาน) พูดได้ตรงจุดทีเดียว พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเช่นใดจึงสามารถยั่วยวนผู้อื่นได้โดยไม่ยั้งคิด? พวกเขาไม่มีความยับยั้งชั่งใจแม้แต่น้อย พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ เป็นผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่เพียงไม่รักความจริง รังเกียจความจริง มีความเชื่อน้อย อายุน้อย และมีรากฐานที่ตื้นเขิน—ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผู้ไม่มีความเชื่อที่ไม่เชื่อในพระเจ้าสามารถยั่วยวนผู้อื่นได้โดยไม่ยั้งคิดกันทุกคนหรือเปล่า? สามารถทำเรื่องไร้ศีลธรรมกันทุกคนหรือไม่? มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังคงมีคนส่วนน้อยที่เห็นคุณค่าของความซื่อตรงและศักดิ์ศรี ใส่ใจในความมีหน้ามีตาของตนเอง และมีบรรทัดฐานในการประพฤติปฏิบัติตน คนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อในพระเจ้านี้ไม่ได้ดีไปกว่าผู้ไม่มีความเชื่อเลย ดังนั้นการเรียกพวกเขาว่าผู้ไม่มีความเชื่อและผู้ไม่เชื่อนี้เกินเหตุหรือไม่? (ไม่) แม้คนเหล่านี้จะสามารถออกแรงทำงานบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า แต่โดยธรรมชาติของพวกเขาแล้ว พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อและผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาไม่มีหลักธรรมในสิ่งที่ทำและประพฤติปฏิบัติตนโดยไม่มีบรรทัดฐาน ไม่มีศักดิ์ศรี และไม่มีสำนึกแห่งความละอาย ผู้ไม่มีความเชื่อถึงกับสนับสนุนแนวคิดที่ว่า “ต้นไม้ต้องมีเปลือกฉันใด ผู้คนต้องมีความภาคภูมิใจฉันนั้น” แต่ผู้คนเหล่านี้กลับไม่ต้องการรักษาความภาคภูมิใจในตนเองเอาไว้ด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาจะต้องการความจริงได้กระนั้นหรือ? พวกเขาจะสละเพื่อพระเจ้าด้วยใจจริงได้หรือ? พวกเขาจะสามารถกระทำการในหน้าที่ของตนตามหลักธรรมได้หรือ? แน่นอนว่าไม่ได้! พวกเขาเป็นคนออกแรงทำงานโดยแท้ ผู้คนที่ออกแรงทำงานไม่มีความจริงแต่อย่างใด การลงแรงของพวกเขาขัดขวาง ก่อกวน และไม่ได้มาตรฐานของการทำหน้าที่ แม้ภายนอกจะดูเหมือนพวกเขากำลังทำหน้าที่ แต่ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ไม่ฟังอยู่ดี พวกเขาทำแต่สิ่งที่อยากทำ ไม่กระทำการตามหลักธรรม เวลาผู้คนเหล่านี้ฟังคำเทศนา กิริยาท่าทางและการแสดงออกของพวกเขาย่อมเปิดโปงแก่นแท้ที่เป็นผู้ไม่เชื่อของพวกเขาออกมา ผู้อื่นนั่งตัวตรง ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง แต่ผู้คนเหล่านี้รับฟังอย่างไร? บ้างก็เอนตัวพิงโต๊ะ ยืดเส้นยืดสายและหาวนอนอยู่เนืองๆ ไม่นั่งให้เรียบร้อย ดูไม่เหมือนมนุษย์มนา คนที่ดูไม่เหมือนมนุษย์มนาเป็นผู้คนเช่นใด? พวกเขาไม่ใช่มนุษย์แต่อย่างใด เพียงสวมคราบมนุษย์ไว้เท่านั้น พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเวลามองเห็น “สัตว์เลื้อยคลาน” กลุ่มนี้มาฟังคำเทศนา? ทำให้พวกเจ้าอึดอัดกันมิใช่หรือ? (ใช่) คนกลุ่มนี้ดูน่าขยะแขยง และพอมองเห็นพวกเขาก็ทำให้เราไม่อยากพูด เราพูดกับมนุษย์ ไม่ใช่กับ “สัตว์เลื้อยคลาน” ขณะทำหน้าที่ สภาวะของผู้คนที่ฟังคำเทศนากันเช่นนี้จะดีขึ้นได้หรือไม่? ยิ่งทำหน้าที่ ความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นและพวกเขาจะยิ่งเข้าใจความจริงได้อย่างชัดเจนขึ้นหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ได้! ไม่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนอย่างไร วุฒิภาวะและความเชื่อของพวกเขาก็ไม่เติบโตขึ้น พวกเขาทำทุกสิ่งตามอำเภอใจและไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ ดำเนินชีวิตอยู่ในความกำหนัดของเนื้อหนังและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามโดยไม่มีการตระหนักรู้ การติเตียนตนเอง หรือการบ่มวินัย—พวกเขาไม่ใช่มนุษย์! สำหรับผู้คนเยี่ยงนี้ แม้ไม่คำนึงถึงเรื่องไม่ดีอื่นๆ ที่พวกเขาทำมาแล้วหรือการกระทำของพวกเขาที่ละเมิดหลักธรรมและทำร้ายผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า เพียงการมีสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรก็มากพอที่จะเอาตัวพวกเขาออกไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่ผู้นำคริสตจักรและผู้ดูแลกลับเอาแต่เกาหัว ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เรื่องนี้จัดการง่ายมาก เคยสามัคคีธรรมกันมาก่อนแล้ว ควรจัดการเรื่องนี้ไปตามหลักธรรม และคนที่ควรถูกเอาตัวออกไปก็พึงเอาตัวออกไปเสีย อย่าคิดมากจนเกินไป งานในพระนิเวศของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปได้เป็นอย่างดีแม้ไม่มีพวกเขา จงบอกเราเถิดว่าถ้าใครสักคนเจอของเสียหรือมูลสุนัขที่ไหนสักแห่ง พวกเขาควรทำอย่างไร? ควรเก็บให้สะอาดทันที ถ้าไม่ทำความสะอาดให้ทันกาล แมลงวันกับยุงก็จะมากันในทันใด และผู้คนในสถานที่ดังกล่าวก็จะหาความสงบสุขไม่ได้ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เราหมายความว่าอย่างไร? (การแก้ปัญหาเรื่องการมีสัมพันธภาพที่ไม่ถูกควรในคริสตจักร ขั้นแรกต้องชำระผู้ไม่เชื่อที่เลวทรามพวกนั้นออกไป) ใช่ เราหมายความเช่นนั้นจริงๆ หากมีผู้คนจำพวก “มูลสุนัขเน่า” อยู่ในคริสตจักร แน่นอนว่าพวกเขาย่อมดึงดูด “แมลงวันกลิ่นเหม็น” เข้ามา ด้วยการชำระมูลสุนัขที่ส่งกลิ่นนั้นออกไป แมลงวันเหล่านี้ก็จะหายไปเอง นี่คือทางแก้มิใช่หรือ? ทางแก้นี้เป็นเหตุเป็นผลหรือไม่? (เป็น) เวลาจัดการปัญหาแบบนี้ ผู้นำคริสตจักรบางคนกลับมีข้อกังวลอยู่เสมอ โดยกล่าวว่า “ถ้าพวกเราชำระคนที่ยั่วยวนคนอื่นโดยไม่ยั้งคิดออกไป ก็จะมีผู้คนไว้ทำงานกันน้อยลงไม่ใช่หรือ?” นี่ใช่ปัญหาหรือไม่? (ไม่ใช่) เพราะเหตุใด? ควรแก้ไขข้อกังวลนี้อย่างไร? ต่อให้ข้อกังวลของพวกเขามีเหตุผล คิดว่าถ้าข้อกำหนดที่วางให้ผู้คนมีความเคร่งครัดเกินไปและคนที่สามารถทำงานได้ถูกชำระออกไป ก็จะไม่มีใครไว้ทำงานในส่วนนี้ แต่การหาผู้อื่นที่มีความสามารถมาแทนที่พวกเขาจะเป็นเรื่องง่ายมิใช่หรือ? (ใช่) และต่อให้หาคนมาแทนทันทีไม่ได้ ก็ยังทำงานนั้นได้ในภายหลังเมื่อพบคนที่เหมาะสม โดยที่ไม่ส่งผลต่องานในพระนิเวศของพระเจ้า พระนิเวศของพระเจ้าไม่เกื้อหนุนผู้คนที่ไม่ทำงานที่ถูกควรเหล่านี้ หากพวกเขาสามารถกลับใจและทำงานที่ถูกควรได้ พวกเขาก็สามารถทำงานนั้นๆ ต่อไปได้ แต่หากไม่กลับใจ เช่นนั้นแล้วก็ควรถอดพวกเขาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ นี่มีเหตุอันชอบธรรมและสมเหตุสมผลมิใช่หรือ? พระนิเวศของพระเจ้าย่อมเกื้อหนุนคนออกแรงทำงานมากกว่าที่จะเกื้อหนุนผู้ไม่เชื่อและผู้ไม่มีความเชื่อ หลักธรรมนี้ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) ถูกต้องอย่างไร? ต่อให้คนออกแรงทำงานไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาก็ยังคงเต็มใจที่จะลงแรง และสามารถมานะพยายามในลักษณะที่เชื่อฟังและประพฤติตัวดีอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า แม้พวกเขาจะได้แต่ตรากตรำทำงาน แต่พวกเขาก็จงรักภักดี และอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่คนไม่ดี เหล่านี้คือประเภทของผู้คนที่พระนิเวศของพระเจ้าย่อมรักษาเอาไว้ หากเป็นคนไม่ดีและเลวทราม มักทำเรื่องที่คดโกงและชั่วร้ายอยู่เสมอ หากพวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะออกแรงทำงานให้ดีได้และไม่ใช่คนที่ได้มาตรฐานของคนออกแรงทำงาน ผู้คนเช่นนั้นย่อมเป็นผู้ไม่มีความเชื่อ และพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่เก็บพวกเขาเอาไว้ ฉะนั้น การที่พระนิเวศของพระเจ้าไม่เก็บพวกเขาเอาไว้จึงไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนออกแรงทำงาน แต่เป็นเพราะแม้แต่แรงงานของพวกเขาก็ไม่ได้มาตรฐาน เพราะแม้แต่แรงงานของพวกเขาก็เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ นี่เป็นเพราะพวกเขาต้องการทำความชั่วและก่อให้เกิดการรบกวนอยู่เสมอ พยายามทำเรื่องคดโกงและชั่วร้ายในคริสตจักรตลอดเวลา ทำลายระเบียบงานของคริสตจักร และส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คนส่วนใหญ่ พวกเขาทำให้บรรยากาศในคริสตจักรเสื่อมทรามและสร้างความเสื่อมเสียแก่พระนามของพระเจ้า—ไม่มีสิ่งใดเหมาะควรไปกว่าการชำระพวกเขาออกไปได้อีกแล้ว ที่ใดมีคนจำพวก “มูลสุนัขเน่า” ก็ควรชำระพวกเขาออกไปทันที เข้าใจหรือไม่? (เข้าใจ)
XI. ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก
วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองของผู้นำและคนทำงานกันต่อ ซึ่งก็คือ “ระบุผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติของคริสตจักรอย่างทันท่วงทีและถูกต้องแม่นยำ หยุดยั้งและควบคุมเอาไว้ พร้อมทั้งแก้ไขให้ดีขึ้น นอกจากนี้ จงสามัคคีธรรมความจริงเพื่อให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเกิดวิจารณญาณแยกแยะผ่านสิ่งทั้งหลายดังกล่าวและเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้น” ประเด็นที่สิบเอ็ดของหน้าที่รับผิดชอบประการที่สิบสองนี้คืออะไร? (ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก) ก่อนหน้านี้พวกเราเคยสามัคคีธรรมเรื่องการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกไปบ้างแล้วตอนที่สามัคคีธรรมและเปิดโปงการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ใช่หรือไม่? (ใช่) การจัดแจงเตรียมงานในพระนิเวศของพระเจ้ามีกฎกติกาสำหรับการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรรวมอยู่ด้วย การลงคะแนนคัดเลือกนี้สามารถจัดได้ปีละครั้ง และยังสามารถจัดให้มีการลงคะแนนคัดเลือกภายใต้รูปการณ์พิเศษบางอย่างได้อีกด้วย คริสตจักรทุกแห่งควรคัดเลือกผู้นำและคนทำงานทุกระดับตามหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้าวางเอาไว้ กฎกติกาของการลงคะแนนคัดเลือกประกอบด้วยหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือก หลักเกณฑ์ในการเลือกผู้คน วิธีการและแนวทางในการลงคะแนนคัดเลือก และเรื่องต่างๆ ที่ควรให้ความสนใจซึ่งพี่น้องชายหญิงจำเป็นต้องตระหนักรู้ในระหว่างที่มีการลงคะแนนคัดเลือก แน่นอนว่าก่อนการลงคะแนนคัดเลือกแต่ละครั้ง ผู้นำและคนทำงานทุกระดับควรสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมทุกแง่มุมของการลงคะแนนคัดเลือกเพื่อให้แน่ใจว่าประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรจะสามารถเข้าใจหลักธรรมเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ด้วยวิธีนี้ ผลการลงคะแนนคัดเลือกย่อมจะดีขึ้น วันนี้พวกเราจะไม่สามัคคีธรรมถึงรายละเอียดของการลงคะแนนคัดเลือก หัวข้อหลักที่จะสามัคคีธรรมกันในวันนี้คือการสำแดงถึงการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก
ก. การสำแดงถึงการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก
การลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรต้องทำตามหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือกที่พระนิเวศของพระเจ้าวางเอาไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อคัดผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดมาเป็นผู้นำและคนทำงาน หากมีการละเมิดหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือกและใช้วิธีอื่นในการลงคะแนนคัดเลือก นี่ย่อมเป็นการกระทำของผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ พระนิเวศของพระเจ้าต้องประกาศห้ามการละเมิดดังกล่าว ต้องตรวจสอบและจัดการตัวการสำคัญทั้งหลายที่ครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก ในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรย่อมจะเผยให้เห็นผู้คน และเปิดโปงวิธีคิดต่างๆ นานาของผู้คน บางคนวางแผนไม่ซื่อมากมายอยู่เบื้องหลังเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกเป็นผู้นำหรือให้ผู้คนที่เป็นประโยชน์ต่อตนได้รับเลือก ตัวอย่างเช่น บางคนกลัวว่าคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงจะได้รับเลือกเป็นผู้นำและคุกคามสถานะของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางที่จะตัดสินผู้คนเหล่านี้ลับหลังว่าคนเหล่านี้ได้แสดงความอ่อนแอและได้ทำผิดพลาดอะไรไปแล้วบ้าง กล่าวโทษคนเหล่านี้ว่าโอหังและคิดว่าตนถูกเสมอ มีอุปนิสัยเป็นศัตรูของพระคริสต์ และอื่นๆ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำให้คนเหล่านี้พ่ายแพ้ในการลงคะแนนคัดเลือกทั้งสิ้น ยังมีผู้อื่นที่ซื้อหาของดีๆ มาติดสินบนผู้คนเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็นผู้นำในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือก หรือให้สัญญาต่างๆ ด้วยคำพูดที่ฟังเสนาะหู ทั้งยังใช้วิธีการนานัปการมายุยงและปลุกปั่นผู้อื่นให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้ใครอีกด้วย ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิถีทางและวิธีการใด ก็ล้วนเป็นไปเพื่อที่จะครอบงำการลงคะแนนคัดเลือกและเปลี่ยนแปลงผลการลงคะแนนทั้งสิ้น แม้คริสตจักรจะสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า—เช่น ให้คัดเลือกคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ดี คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และสามารถพาพี่น้องชายหญิงให้ทำหน้าที่ของตนได้ตามปกติ อ่านพระวจนะของพระเจ้าได้ตามปกติ เข้าสู่ความเป็นจริงความจริงได้ รวมถึงหลักธรรมอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน—แต่ผู้คนเหล่านี้ก็ไม่ฟังและต้องการแต่จะวางแผนไม่ซื่อเท่านั้น การวางแผนไม่ซื่อนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเขาคิดแต่จะโกงตลอดเวลา ไม่เคยประเมินอย่างเปิดเผยว่าใครดีใครไม่ดี เอาแต่ต้องการวางแผนไม่ซื่อ ใช้กลอุบายและวิธีดำเนินการที่แยบยลอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา พวกเขาถึงกับวางแผนอยู่หลังฉากว่าควรเลือกใครและไม่ควรเลือกใคร พยายามให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน นี่คือการวางแผนไม่ซื่อมิใช่หรือ? นี่คือการโกงมิใช่หรือ? (ใช่) นี่ใช่การปกป้องการลงคะแนนคัดเลือกในทางที่เปิดเผยและโปร่งใสตามหลักธรรมความจริงหรือไม่? ไม่ใช่—พวกเขากำลังใช้กลอุบายและวิธีการของมนุษย์ในการพยายามครอบงำการลงคะแนนคัดเลือกอย่างอุกอาจ พวกเขามีจุดประสงค์ใดจึงครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก? พวกเขาต้องการควบคุมผลการคัดเลือก ต้องการได้รับเลือกเสียเอง และหากไม่อาจได้รับเลือก เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องการเป็นคนตัดสินใจว่าใครควรได้รับเลือก ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนไม่ซื่ออยู่เบื้องหลัง โดยไม่คำนึงถึงงานของคริสตจักรหรือการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง พวกเขาไม่นึกถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือพี่น้องชายหญิง คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น เมื่อมีการลงคะแนนคัดเลือก เจตนาและความอยากได้อยากมีของพวกเขาย่อมสำคัญที่สุด แล้วเหตุใดพวกเขาจึงต้องการครอบงำการลงคะแนนคัดเลือก? หากใครสักคนต้องการพาพี่น้องชายหญิงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและพาเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงโดยแท้ พวกเขาจะกระทำการเช่นนี้หรือไม่? พวกเขาจะมีความทะเยอทะยานเช่นนี้หรือไม่? พวกเขาจะแสดงพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่? พวกเขาจะไม่ทำ เฉพาะคนที่มีแรงจูงใจแอบแฝง มีความทะเยอทะยาน ความอยากได้อยากมี และต้องการครอบงำการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักรเท่านั้นที่จะกระทำการเช่นนี้ พวกเขาดึงบางคนในคริสตจักรที่เข้ากับพวกเขาได้ค่อนข้างดี ร่วมทัศนะเดียวกัน มีแรงจูงใจและจุดมุ่งหมายเหมือนกันมาเป็นพวก และพวกเขายังหลอกล่อบางคนที่โดยปกติแล้วอ่อนแอ ไม่ค่อยไล่ตามเสาะหาความจริงนัก เลอะเลือน ไม่รู้ความ ถูกโน้มน้าวและบงการได้ง่าย มาสร้างเป็นกองกำลังไว้ก่อกวนงานลงคะแนนคัดเลือกของคริสตจักร จุดประสงค์ที่พวกเขาต่อต้านคริสตจักรก็เพื่อให้ตนเองได้รับเลือก ให้ตนเองมีสิทธิ์ชี้ขาดผลการลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาต้องการเลือกผู้ที่พวกเขากำหนดตัวไว้ล่วงหน้า คนที่มีประโยชน์ต่อพวกเขา หากผู้คนเหล่านี้ได้รับเลือก เช่นนั้นแผนการของพวกเขาย่อมประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ผลการลงคะแนนคัดเลือกเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง? (ไม่ถูกต้อง) ผลจะไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน พวกที่ได้รับเลือกเพราะคนชั่วใช้อุบายโกงการเลือกตั้งย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อคนชั่วอย่างแน่นอน เหตุใดพวกเขาจึงจะเป็นประโยชน์ต่อคนชั่วพวกนี้? เพราะต่อจากนั้นคนชั่วก็จะสามารถกระทำการได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องยั้งคิด ก่อความวุ่นวายในคริสตจักรได้โดยไม่มีใครกล้าเปิดโปงหรือห้ามปราม พวกเขาจะไม่ถูกเอาตัวออกไป ส่วนคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงกลับจะถูกพวกเขากีดกันและกดขี่ และคริสตจักรก็จะกลายเป็นแดนในอาณัติคนชั่ว ชัดเจนว่าท้ายที่สุดผลการลงคะแนนคัดเลือกที่ถูกคนชั่วครอบงำย่อมไม่ถูกต้องเป็นแน่ ย่อมขัดกับความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่และละเมิดหลักธรรมอย่างแน่นอน ผู้นำคริสตจักรและพี่น้องชายหญิงควรตระหนักรู้และคอยระแวดระวังพฤติกรรมและการกระทำทั้งปวงของผู้คนเหล่านี้ในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาไม่ควรเลอะเลือนในเรื่องนี้ เมื่อพบสัญญาณว่ามีการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ก็ควรดำเนินมาตรการต่างๆ ทันทีเพื่อห้ามปรามคนที่เกี่ยวข้อง และถ้าไม่อาจห้ามปรามผู้คนเหล่านี้ได้ ก็ควรถูกแยกเดี่ยวผู้คนเหล่านี้เสีย ผู้คนเหล่านี้เห่อเหิม ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ และควบคุมยากเป็นพิเศษ การที่จะขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกและครอบงำผลลัพธ์นี้ก็แน่นอนว่าพวกเขาย่อมจะวางแผนไม่ซื่ออยู่เบื้องหลัง พูดจาและทำสิ่งต่างๆ มากมาย ควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้? เรื่องนี้จัดการได้ง่าย หากผู้นำคริสตจักรพบเห็นปัญหา พวกเขาก็ควรเปิดโปงและประกาศให้รู้โดยทั่วกัน ให้พี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมถึงความร้ายแรงและผลสืบเนื่องของเรื่องนี้ และสามัคคีธรรมว่าธรรมชาติของการกระทำดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นเช่นใด ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาควรมีมาตรการบางอย่าง ควรมีมาตรการใดบ้าง? ใครก็ตามที่วางแผนไม่ซื่ออยู่เบื้องหลังเสมอ พยายามครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ควรถูกจัดการโดยไม่ไว้หน้าและห้ามมีส่วนร่วมในการลงคะแนนคัดเลือก นี่หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าไม่ให้นับรวมคะแนนเสียงของพวกเขา ไม่ว่าจะมีสักกี่คนที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก คะแนนเสียงของพวกเขาทุกคนก็ควรเป็นโมฆะ และไม่ควรอนุญาตให้มีส่วนร่วมในการลงคะแนนคัดเลือก ไม่ว่าคนที่ถูกชักพาให้หลงผิดและถูกรบกวนนี้จะเป็นใครก็ตาม ตราบใดที่พวกเขาได้ทำตามวิธีการของคนที่ครอบงำการลงคะแนนคัดเลือกและสมรู้ร่วมคิดกับคนชั่วเพื่อจงใจทำลายการลงคะแนนคัดเลือก ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็ควรลุกขึ้นมาเปิดโปงพวกเขาและเพิกถอนสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมกับการลงคะแนนคัดเลือกของพวกเขา แนวทางนี้ดีหรือไม่? (ดี) เป็นการทำไปเพื่อปกป้องงานของคริสตจักรทั้งสิ้น เจ้าไม่ยอมรับการห้ามปรามมิใช่หรือ? เจ้าไม่ยอมรับหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือกในพระนิเวศของพระเจ้ามิใช่หรือ? เจ้าต้องการมีสิทธิ์ชี้ขาดใช่หรือไม่? หากเจ้ามีสิทธิ์ชี้ขาด ก็ย่อมเป็นซาตานที่มีสิทธิ์ชี้ขาด พระนิเวศของพระเจ้าและคริสตจักรเป็นสถานที่ที่มีความจริงเป็นใหญ่ ซาตานไม่อาจได้รับอนุญาตให้ตัดสินชี้ขาดได้ ในเมื่อเจ้าต้องการวางแผนไม่ซื่อ จงใจครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกครั้งนี้ เช่นนั้นก็ง่าย—ให้คะแนนเสียงของเจ้าเป็นโมฆะไปเสีย ไม่ว่าเจ้าจะลงคะแนนให้ใครก็เปล่าประโยชน์ ความคิดเห็นของเจ้าล้วนไม่เป็นผล และต่อให้เจ้ายืนกรานที่จะลงสมัครรับคัดเลือก นั่นก็จะไม่ได้ผล พระนิเวศของพระเจ้ามีกฎการปกครองและข้อบังคับ และสิทธิ์ของเจ้าที่จะมีส่วนร่วมในการลงคะแนนคัดเลือกย่อมถูกริบและเพิกถอนไปแล้ว หากเจ้ายังคงก่อกวนการลงคะแนนคัดเลือกครั้งต่อไป เช่นนั้นแล้วสิทธิ์ของเจ้าที่จะมีส่วนร่วมในการลงคะแนนคัดเลือกก็จะถูกเพิกถอนอย่างถาวร เจ้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมอีกอย่างเด็ดขาด คนที่วางแผนไม่ซื่อเพื่อครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกอยู่เสมอควรถูกจัดการเช่นนี้
เมื่อใดที่มีการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักร ย่อมมีคนชั่วบางคนที่เริ่มอยู่ไม่สุขมากขึ้น บางคนก็วางแผนไม่ซื่ออยู่หลังฉาก พยายามครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ขณะที่บางคนก็กระตือรือร้นที่จะแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำกับผู้อื่นอย่างเปิดเผย ทุ่มเถียงจนหน้าดำหน้าแดง ถึงขั้นจวนเจียนจะกระทำการอย่างหุนหันพลันแล่น ใช้ความรุนแรง และต่อยตีกัน ทำให้พี่น้องชายหญิงไม่แน่ใจว่าจะฟังหรือจะเลือกใคร ในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาก็ไม่สามัคคีธรรมความจริง และไม่หารือว่าตนจะดำเนินงานของคริสตจักรอย่างไร จะมีเส้นทางในการทำงานเช่นใด หรือจะนำเสนอแนวคิดและแผนงานเช่นไรหากได้รับเลือกเป็นผู้นำ แต่กลับยืนกรานที่จะโจมตีและเปิดโปงข้อบกพร่องของผู้สมัครคนอื่นให้ได้ พลางดึงคนกลุ่มหนึ่งเข้าเป็นพวกเพื่อร่วมกันต่อต้านอีกฝ่าย ก่อให้เกิดสถานการณ์แตกแยกในคริสตจักรอีกด้วย การลงคะแนนคัดเลือกแบบนั้นจะกลายเป็นเช่นใด? กลายเป็นสิ่งที่แบ่งแยกคริสตจักร คริสตจักรแตกแยกไปเรียบร้อยแล้วก่อนที่ผลการลงคะแนนคัดเลือกจะออกมาเสียด้วยซ้ำ นี่คือปรากฏการณ์ที่ควรเกิดขึ้นในช่วงที่คริสตจักรมีการลงคะแนนคัดเลือกหรือไม่? เป็นปรากฏการณ์ที่ปกติหรือไม่? ไม่ใช่ หากเจ้าต้องการเป็นผู้นำและเชื่อว่าเจ้ามีความสามารถบางอย่าง มีสำนึกในภาระ และมีคุณสมบัติที่จะทำงานนี้ เจ้าก็สามารถเข้าร่วมรับการคัดเลือกตามหลักธรรมในพระนิเวศของพระเจ้า แน่นอนว่าเจ้าย่อมสามารถแสดงจุดแข็งและคุณความดีของเจ้า สามัคคีธรรมถึงความเข้าใจและประสบการณ์ของเจ้าได้อีกด้วย เพื่อที่พี่น้องชายหญิงจะได้เชื่อมั่นและไว้วางใจให้เจ้ารับผิดชอบงานของผู้นำคริสตจักร อย่างไรก็ดี เจ้าไม่ควรสัมฤทธิ์จุดหมายที่จะได้รับเลือกของตนด้วยการเล่นงานผู้อื่น เพราะวิธีนี้สามารถชักพาให้ผู้คนหลงผิดและก่อให้เกิดผลสืบเนื่องที่เป็นลบได้ง่าย พี่น้องชายหญิงที่ด้อยวุฒิภาวะและไม่มีวิจารณญาณแยกแยะสามารถถูกเจ้าชักพาให้หลงผิดได้ง่าย และย่อมจะไม่รู้ว่าควรเลือกใคร ส่วนคริสตจักรก็อาจตกอยู่ในความอลหม่านและเต็มไปด้วยความแตกแยกได้เช่นกัน นั่นจะเป็นการเปิดช่องให้ซาตานใช้หาประโยชน์มิใช่หรือ? สรุปแล้ว การเข้าร่วมกับการลงคะแนนคัดเลือกโดยไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม มีความทะเยอทะยาน มีความอยากได้อยากมี และใช้วิถีทางที่น่าดูหมิ่นเพื่อสัมฤทธิ์จุดหมายในการให้ตนได้รับเลือกอยู่เสมอ ล้วนมีธรรมชาติของการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก เป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกควรในการเข้ารับการคัดเลือกทั้งสิ้น แน่นอนว่าบางคนก็มีพฤติกรรมที่ถูกควรซึ่งควรแยกออกจากกรณีนี้ ตัวอย่างเช่น หากผู้เข้ารับการคัดเลือกสามัคคีธรรมว่าทำอย่างไรจึงจะทำงานต่างๆ ของคริสตจักรให้ดีได้ เช่น งานข่าวประเสริฐ งานข้อเขียน และงานกิจการทั่วไป หรือจะปรับปรุงชีวิตคริสตจักรให้ดีขึ้น และแก้ไขความยุ่งยากในการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร และอื่นๆ ทั้งหมดนี้ถูกควรทั้งสิ้น การแสดงทัศนคติและความเข้าใจของตนอย่างถูกควร แบ่งปันความคิดและแผนการของตนเกี่ยวกับงานของคริสตจักร เป็นต้น—ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำพูดและพฤติกรรมที่ปกติ สอดคล้องกับหลักธรรมของการลงคะแนนคัดเลือกที่คริสตจักรวางเอาไว้ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ผู้คนควรให้ความสนใจในพฤติกรรมที่ไม่ถูกควรซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนเป็นพิเศษในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือก ผู้คนจำเป็นต้องตื่นตัวและใช้วิจารณญาณแยกแยะเรื่องเหล่านี้—จงอย่าประมาท
บางคนมักจะเอ่ยอ้างว่างานยุ่ง มีปัญหาครอบครัวมากมาย หรือมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เพื่อที่จะไม่ทำหน้าที่ของตนและไม่เข้าร่วมชีวิตคริสตจักร อย่างไรก็ดี เมื่อถึงเวลาคัดเลือกผู้นำคริสตจักร ความลำบากยากเย็นเหล่านี้กลับหมดไปในทันที และพวกเขาก็แต่งตัวอย่างพิถีพิถันสำหรับวาระดังกล่าว และมามีส่วนร่วมในการลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นมานานแล้ว แต่พอได้ยินข่าวใหญ่ว่าคริสตจักรมีการลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาก็รีบรุดมาอย่างกระตือรือร้น พวกเขามาทำอะไร? มารับการคัดเลือก มาเพื่อตำแหน่งผู้นำคริสตจักร เพื่อ “ตำแหน่งอย่างเป็นทางการ” นี้ ผู้คนเช่นนี้มีความหลักแหลมในการกระทำของตนเป็นพิเศษ เพราะกลัวผู้อื่นจะระแวงว่าตนต้องการเป็นผู้นำคริสตจักร พวกเขาจึงเลี่ยงไม่เอ่ยถึงการลงคะแนนคัดเลือก แล้วมุ่งเน้นการสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจและประสบการณ์ของตนเท่านั้นเพื่อทำให้ผู้คนชื่นชม พวกเขากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าต่อหน้าสาธารณชน นำทุกคนสามัคคีธรรมถึงพระวจนะของพระเจ้า และแบ่งปันคำพยานจากประสบการณ์ของตนเองอีกด้วย ในความเป็นจริง โดยทั่วไปแล้วพวกเขาแทบจะไม่เข้าร่วมชีวิตคริสตจักรและแทบจะไม่สามัคคีธรรมความจริง อีกทั้งไม่สามารถพูดถึงความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ใดๆ อย่างไรก็ดี เมื่อการลงคะแนนคัดเลือกใกล้เข้ามา พวกเขากลับต่างไปจากเดิมมาก เข้าร่วมชีวิตคริสตจักรอย่างแข็งขันและกระตือรือร้นที่จะอธิษฐาน ร้องเพลงนมัสการ และสามัคคีธรรม ดูมีแรงผลักดันกับความกระตือรือร้นเป็นพิเศษและโดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด หลังการชุมนุมต่างๆ พวกเขาก็หาโอกาสพูดคุยกับพี่น้องชายหญิงเรื่องครอบครัว พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ เมื่อพบผู้นำคริสตจักร พวกเขาก็กล่าวว่า “ช่วงนี้คุณดูไม่ค่อยสดใสเลย ฉันมีอินทผลัมอยู่ที่บ้าน ไว้จะเอามาให้คุณบ้าง” เมื่อพบหน้าพี่น้องหญิงบางคน พวกเขาก็พูดว่า “ได้ยินมาว่าครอบครัวของคุณกำลังประสบความยุ่งยากทางการเงิน คุณต้องการความช่วยเหลือบ้างหรือไม่? ฉันพอจะให้เสื้อผ้าคุณได้บ้าง” ทุกครั้งที่ชุมนุมกัน พวกเขาก็แข็งขันเป็นพิเศษ แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก ที่ผ่านมาพวกเขาจะมาปรากฏตัวเป็นครั้งคราวเพื่อรายงานตัวเท่านั้น และไม่ว่าใครจะเรียกพวกเขาเข้าชุมนุม พวกเขาก็จะขอตัวโดยอ้างว่างานยุ่ง แต่ในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาก็โผล่หน้ามาทันทีและเข้าร่วมทุกการชุมนุมโดยไม่พลาดเลยสักครั้ง ในการชุมนุมแต่ละครั้ง พี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมเรื่องต่างๆ และหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงคะแนนคัดเลือก แน่นอนว่าพวกเขาย่อมเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน ในช่วงเวลานี้พวกเขาพยายามทำทุกทางเพื่อที่จะสร้างสัมพันธภาพอันดีกับพี่น้องชายหญิง เพียรดึงพี่น้องส่วนหนึ่งเข้ามาเป็นพวก พวกเขาถึงกับถวายของมากมายต่อหน้าพี่น้องชายหญิง ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกแปลกใจ พลางคิดว่า “พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามานานแล้ว แต่พวกเราไม่เคยเห็นพวกเขาถวายของมาก่อนเลย ทำไมคราวนี้พวกเขาถึงใจกว้างขนาดนี้? พวกเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและกลับตัวแล้วจริงๆ หรือ?” บางคนที่เบาปัญญา ไม่รู้ความ และไม่อาจประเมินเรื่องราวได้ย่อมคิดไปว่าคนคนนี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้วโดยแท้ เมื่อก่อนตนมองคนคนนี้ผิดไป แล้วก็เกิดความประทับใจต่ออีกฝ่ายอยู่ในหัวใจโดยไม่รู้ตัว โดยคิดว่า “ครอบครัวของคนคนนี้มีฐานะดี พวกเขามีเส้นสายและเข้าถึงช่องทางที่จะทำเรื่องต่างๆ ได้ ถ้าพวกเขาได้เป็นผู้นำคริสตจักร ย่อมจะสามารถทำเรื่องมากมายให้คริสตจักรได้ นี่ย่อมจะช่วยคริสตจักรของพวกเราในการประกาศข่าวประเสริฐและเป็นเจ้าภาพรับรองพี่น้องชายหญิงบางคนที่กำลังถูกไล่ล่าและประสบความยากลำบากอยู่ไม่ใช่หรือ? ถ้าพวกเขายังคงแข็งขันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงจะดีมาก แต่ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะทำได้ตลอดรอดฝั่งหรือเต็มใจที่จะเป็นผู้นำคริสตจักรของพวกเราหรือไม่” บางคนหลงผิดและถูกหลอกไปแล้วมิใช่หรือ? ทุกสิ่งที่คนคนนี้ทำลงไปเริ่มให้ผลแล้วมิใช่หรือ? ชิ้นส่วนต่างๆ กำลังเข้าที่เข้าทางและจะให้ผลในไม่ช้า นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการมิใช่หรือ? (ใช่) นอกจากนี้พวกเขายังมอบเสื้อผ้าสองชุดแก่คนคนหนึ่ง ผักหนึ่งตะกร้าให้กับอีกคน และยังให้อาหารเสริมสุขภาพแก่อีกคนด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับการดูแลเอาใจใส่ นี่ทำให้ผู้คนคิดว่า “ถ้าคนคนนี้ได้เป็นผู้นำคริสตจักร ย่อมจะเป็นผู้เลี้ยงที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่หรือ? พวกเขาคือผู้ที่คนส่วนใหญ่ต้องการพึ่งพาไม่ใช่หรือ?” ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สุกงอมแล้วไม่ใช่หรือ? พี่น้องชายหญิงย่อมจะเลือกคนเช่นนี้โดยง่ายใช่หรือไม่? คนคนนี้มีการศึกษา พูดจาฉะฉาน และมีสถานะบางอย่างในสังคม หากคริสตจักรเผชิญการจับกุม พวกเขาย่อมเป็นโล่ปกป้องพี่น้องชายหญิงได้ หากครอบครัวของพี่น้องชายหญิงคนใดมีความยากลำบาก พวกเขาก็สามารถยื่นมือช่วยเหลือได้ และยังสามารถช่วยงานของคริสตจักรยามที่ต้องการแรงคนมากขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ดี มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ นั่นคือ “พวกเขาไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริง และแทบไม่เข้าชุมนุมมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ตอนนี้ เมื่อถึงเวลาลงคะแนนคัดเลือก พวกเขาก็รีบมาร่วมชุมนุมบ้าง ถ้าพวกเขาได้รับเลือกเป็นผู้นำ พวกเขาจะเข้าใจความจริงหรือเปล่า? ถ้าพวกเขาไม่เข้าใจความจริงและทำได้เพียงปกป้องผู้คนเหล่านี้หรือทำประโยชน์ให้ผู้คนเหล่านี้ได้บ้าง แล้วพวกเขาจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจความจริงได้หรือไม่? พวกเขาจะพาผู้คนมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้หรือไม่? เรื่องนี้น่าสงสัย” บางคนมีความสงสัยอยู่ในหัวใจ ขณะที่ผู้อื่นถูกผลประโยชน์ที่ได้จากคนคนนี้ชักจูงและซื้อตัวไปแล้ว สถานการณ์เช่นนี้อันตรายมากมิใช่หรือ? คะแนนเสียงเพียงเสียงเดียวก็สร้างความแตกต่างในการได้รับเลือกของพวกเขาได้ ไม่ว่าในท้ายที่สุดผลการลงคะแนนคัดเลือกจะเป็นเช่นใด การกระทำและพฤติกรรมของผู้คนดังกล่าวนี้ถูกควรหรือไม่? (ไม่) พวกเขาบริจาค ถวายของ และช่วยพี่น้องชายหญิงแก้ไขความยุ่งยากบางอย่างที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาที่ถูกจังหวะที่สุด เมื่อพี่น้องชายหญิงบางคนย้ายบ้าน พวกเขาก็จัดเตรียมพาหนะขนย้าย และเมื่อครอบครัวของพี่น้องชายหญิงบางคนขัดสนเรื่องเงิน พวกเขาก็ให้หยิบยืม บางคนไม่มีโทรศัพท์มือถือ พวกเขาก็ซื้อให้เครื่องหนึ่ง และเมื่อบางคนไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ พวกเขาก็ยกเครื่องของตนเองให้… พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ถูกจังหวะที่สุด เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง นี่เป็นพฤติกรรมเช่นใด? การทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเจตนาที่จะแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำ มีความลับและจุดประสงค์ที่ไม่อาจเอ่ยได้ นี่คือการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาไม่มาก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ แต่กลับปรากฏตัวในเวลาที่มีการลงคะแนนคัดเลือกผู้นำพอดี พวกเขาย่อมมีความลับที่ไม่อาจเอ่ยถึงมิใช่หรือ? เรื่องนี้ไม่อาจชัดเจนไปกว่านี้ได้อีกแล้ว พวกเขาต้องเก็บงำความลับที่ไม่อาจเอ่ยได้เอาไว้ ไม่ใช่ว่าพวกเขามีมโนธรรมขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วนและต้องการทำความดีบางอย่าง จุดหมายของพวกเขาคือการลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำคริสตจักร เป็นคนกำกับดูแลคริสตจักร คอยบงการคริสตจักรและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาต้องการบงการประชากรเหล่านี้เพื่อให้ตนเองสามารถทำสิ่งต่างๆ เพื่อประชากรเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นพวกเขาต้องการทำอะไร? ต้องการควบคุมประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ควบคุมคริสตจักร และสร้างสถานะในคริสตจักรเพื่อให้พวกเขาสามารถทำตัวเป็นผู้มีตำแหน่งเป็นทางการและมีอำนาจสั่งการได้ วิธีการและแนวปฏิบัติที่ผิดปกติเหล่านี้นับเป็นการครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกมิใช่หรือ? (ใช่)
ในช่วงที่มีการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักร บางคนที่กลัวว่าตนจะไม่ได้คะแนนเสียงมากพอย่อมลงคะแนนให้ตนเองด้วย เรื่องนี้ฟังดูน่าขันและแปลกประหลาดมิใช่หรือ? ธรรมชาติของคนที่ลงคะแนนให้ตนเองเป็นเช่นไร? เป็นการสำแดงถึงการขาดความมั่นใจ ไร้ยางอาย หรือทะเยอทะยานเกินขอบเขตหรือไม่? เป็นทั้งหมดนี้ พวกเขากลัวว่าจะไม่ได้รับเลือก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลงคะแนนให้ตนเอง—นี่คือการขาดความมั่นใจ พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่พึงมี แต่ก็ยังต้องการเป็นผู้นำ เมื่อกลัวว่าคนอื่นจะไม่ลงคะแนนให้ตน พวกเขาจึงลงคะแนนให้ตัวเอง นี่คือการไร้ยางอายมิใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ความทะเยอทะยานจนเกินขอบเขตของพวกเขาก็บดบังดุลยพินิจของตนเองถึงขั้นที่พวกเขาโยนความหยิ่งทะนงทิ้งไปและกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งความซื่อตรงและศักดิ์ศรี โดยคิดว่า “ฉันไม่ยอมแน่ถ้าคุณไม่ลงคะแนนให้ฉัน ฉันต้องได้เป็นผู้นำคริสตจักร ถ้าฉันเป็นผู้นำไม่ได้ ฉันก็จะไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป!” พวกเขายืนกรานที่จะเป็นผู้นำ ยืนกรานที่จะทำตัวเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐ รู้สึกสบายใจและพอใจในชีวิตเฉพาะเมื่อตนมีสถานะเท่านั้น—ช่างมีความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีอันแรงกล้าเหลือเกิน! พวกเขาทะนุถนอมสถานะมากเกินไป เชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อที่จะเป็นผู้นำเท่านั้น การเป็นผู้นำมีสิ่งใดยิ่งใหญ่นักหนา? หากเจ้าไม่ให้ค่าผลประโยชน์ที่มากับสถานะและไม่เพลิดเพลินกับสิทธิพิเศษทั้งปวงที่สถานะนำมาให้ เจ้าจะยังละโมบตำแหน่งนี้หรือไม่? เจ้าจะยังคงลงคะแนนให้ตัวเองหรือไม่? เจ้าจะยังคงมีความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีมากมายขนาดนั้นหรือไม่? เจ้าจะยังหวงแหนสถานะปานนั้นหรือไม่? ไม่ ผู้คนเช่นนี้ต้องการทุ่มเทความพยายามและแทรกแซงการลงคะแนนคัดเลือกอยู่เสมอ หันไปใช้การกระทำที่ไม่ซื่อ แม้พวกเขาเองจะรู้สึกว่าการทำเช่นนั้นน่าอับอาย ไม่เปิดเผยหรือโปร่งใส และค่อนข้างเสื่อมเสีย แต่หลังจากที่พิจารณาดูแล้ว พวกเขากลับคิดว่า “ช่างปะไร สิ่งสำคัญคือการได้รับเลือกเป็นผู้นำ!” นี่คือความไร้ยางอาย พวกเขาถึงกับอยากเลียนแบบวิธีโต้วาทีที่ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายใช้ในการเลือกตั้ง โดยที่ผู้สมัครเปิดโปงข้อเสียของกันและกัน ตัดสินและโจมตีกัน ต่อล้อต่อเถียงกัน โดยเอากลวิธีเหล่านี้มาปรับใช้กับการลงคะแนนคัดเลือกในคริสตจักร—นี่เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงมิใช่หรือ? นี่ไม่ใช่เวทีที่เหมาะสมกับการใช้กลวิธีดังกล่าวมิใช่หรือ? หากเจ้ามาที่คริสตจักรเพื่อทำเรื่องคดโกงและต่ำทรามพวกนี้ พยายามครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก เราบอกเจ้าได้เลยว่าเจ้าเลือกผิดที่แล้ว! นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ใช่สังคม ทุกคนที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกย่อมจะถูกกล่าวโทษโดยไม่มีการยกเว้น ในคริสตจักรนี้ไม่ว่าจะใช้เหตุผล ข้ออ้าง หรือวิธีการใดในการพยายามครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก ย่อมไม่อาจยอมรับได้ทั้งสิ้น และนี่ก็คือการทำชั่วอย่างหนึ่ง—เป็นการทำชั่วตลอดไป! ทุกคนที่พยายามครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกย่อมถูกกล่าวโทษ ผู้คนเยี่ยงนั้นไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาชิกในพระนิเวศของพระเจ้าหรือพี่น้องชายหญิง แต่กลับถูกระบุว่าเป็นข้ารับใช้ของซาตาน ข้ารับใช้ของซาตานทำเรื่องประเภทใดบ้าง? พวกเขาเชี่ยวชาญในการทำเรื่องสารพัดรูปแบบที่ขัดขวางและก่อกวนพระราชกิจของพระเจ้าและระเบียบปกติในคริสตจักร คนที่ครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกย่อมมีบทบาทที่เป็นลบ ทำสิ่งที่ข้ารับใช้ของซาตานทำ ไม่ว่าคริสตจักรจะทำงานใด ผู้คนเหล่านี้ก็ลุกขึ้นมาขัดขวางและทำลายงานนั้น ไม่สนใจการจัดการเตรียมงานและข้อบังคับในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่สนใจกฎการปกครองของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่สนใจพระเจ้าอีกด้วย พวกเขาพยายามทำทุกสิ่งที่ตนต้องการในพระนิเวศของพระเจ้า ครอบงำกิจการต่างๆ ของคริสตจักร และที่หนักข้อกว่านั้นก็คือครอบงำสมาชิกคริสตจักร ทั้งยังไปไกลถึงขั้นครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือกอีกด้วย พวกเขาพยายามครอบงำบุคลากรของคริสตจักรด้วยวิธีการใด? พวกเขามองหาโอกาสครอบงำและขัดขวางการลงคะแนนคัดเลือก เมื่อการลงคะแนนคัดเลือกถูกข้ารับใช้เหล่านี้ของซาตานครอบงำและขัดขวาง การลงคะแนนคัดเลือกนั้นๆ ย่อมล้มเหลว หากข้ารับใช้ของซาตานได้ในสิ่งที่ตนต้องการและกลายเป็นผู้นำคริสตจักร ผลการคัดเลือกนั้นจะถูกต้องหรือไม่? แน่นอนว่าไม่ถูกต้อง ควรจัดให้ลงคะแนนคัดเลือกกันใหม่โดยสามัคคีธรรมความจริงและสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้มา
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ