หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (17) ตอนที่สอง

2. ระบายความคิดลบ พลางไม่ยอมรับการตัดแต่ง

มีสถานการณ์อีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะระบายความคิดลบออกมาคือ เมื่อพวกเขาเผชิญกับการถูกตัดแต่งและไม่สามารถยอมรับคำพูดบางคำที่ใช้ตัดแต่งได้ พวกเขาจะเก็บงำความไม่เชื่อฟัง ความไม่พอใจ และความคับข้องใจเอาไว้ในหัวใจ บางครั้งถึงกับรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม พวกเขาเชื่อว่ามีความอยุติธรรมอยู่ “ทำไมไม่เปิดโอกาสให้ฉันอธิบายหรือชี้แจงตัวเองบ้างเลย? ทำไมฉันถึงถูกตัดแต่งอย่างต่อเนื่อง?” ผู้คนเหล่านี้มักจะระบายความคิดลบแบบใดออกมา? พวกเขายังหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมและปกป้องตัวเองด้วย แทนที่จะชำแหละ แก้ไข หรือชดเชยความผิดพลาดของตน พวกเขากลับหาเหตุผลมารองรับข้อโต้แย้งของตน โดยกล่าวถึงเรื่องต่างๆ เช่น ทำไมพวกเขาจึงทำบางสิ่งได้ไม่ดี สาเหตุเบื้องหลังเรื่องนี้ ปัจจัยและเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริงมีอะไรบ้าง และพวกเขาไม่ได้เจตนาที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาใช้ข้ออ้างเหล่านี้มาสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองและปกป้องตัวเอง เพื่อสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายของตนที่จะไม่ยอมรับการตัดแต่ง ผู้คนเหล่านี้ไม่ยอมรับว่าการตัดแต่งนั้นถูกต้อง ทั้งยังนำการตัดแต่งที่เกิดขึ้นไปวิเคราะห์ร่วมกับผู้อื่นอีกมากมายหลายคน พยายามอธิบายเรื่องราวให้กระจ่างต่อหน้าทุกคน พวกเขาถึงกับเผยแพร่แนวคิดต่างๆ เช่น “การตัดแต่งแบบนี้จะทำให้ผู้คนหมดกำลังใจที่จะทำหน้าที่ของตน จะไม่มีใครเต็มใจทำหน้าที่ของตนอีกต่อไป ผู้คนจะไม่รู้ว่าควรเดินหน้าต่อไปอย่างไรและจะไม่มีเส้นทางปฏิบัติ” มีแม้กระทั่งบางคนที่ดูภายนอกก็สามัคคีธรรมว่าตนยอมรับการตัดแต่งอย่างไร แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลังใช้การสามัคคีธรรมมาสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองและปกป้องตัวเอง ทำให้มีผู้คนอีกมากเชื่อว่าพระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คนด้วยวิธีที่ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของพวกเขาเลย แม้แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้ถูกตัดแต่งได้ คนที่มักจะระบายความคิดลบย่อมไม่เคยทบทวนตนเอง แม้ในยามที่เผชิญกับการถูกตัดแต่ง พวกเขาก็ไม่คิดทบทวนว่าความผิดพลาดของตนมีธรรมชาติเช่นไรหรือสาเหตุของความผิดพลาดเหล่านั้นคืออะไร พวกเขาไม่ชำแหละปัญหาเหล่านี้ แต่กลับโต้เถียง สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง และปกป้องตัวเองอยู่เสมอ บางคนถึงกับกล่าวว่า “ก่อนที่ฉันจะถูกตัดแต่ง ฉันรู้สึกว่ามีเส้นทางให้เดิน แต่พอถูกตัดแต่งแล้ว ฉันกลับสับสน ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไปหรือจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไร ไม่สามารถมองเห็นหนทางข้างหน้าได้” พวกเขายังบอกคนอื่นด้วยว่า “พวกคุณต้องระมัดระวังให้มาก อย่าให้ถูกตัดแต่ง มันเจ็บปวดมาก เหมือนกับการถลกหนัง อย่าเดินตามเส้นทางเดิมของฉัน ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันหลังจากที่ถูกตัดแต่ง ฉันติดอยู่กับที่ ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้ ทำอะไรไปก็ไม่ถูกสักอย่าง!” คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่? มีปัญหาอะไรหรือไม่? (มี พวกเขากำลังโต้เถียงและสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยบอกว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด) ด้วยการอ้างเหตุผลอันชอบธรรมและการโต้เถียงเช่นนี้ พวกเขากำลังสื่อสารว่าอย่างไร? (พวกเขากำลังบอกว่าพระนิเวศของพระเจ้าผิดที่ตัดแต่งผู้คน) บางคนกล่าวว่า “ก่อนที่จะถูกตัดแต่ง ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองมีเส้นทางให้เดิน แต่หลังจากถูกตัดแต่ง ฉันกลับไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร” เหตุใดพวกเขาจึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรหลังจากที่ถูกตัดแต่งแล้ว? อะไรคือสาเหตุของเรื่องนี้? (เวลาเผชิญกับการตัดแต่ง พวกเขาไม่ยอมรับความจริงหรือพยายามทำความรู้จักตัวเอง กลับเก็บงำมโนคติอันหลงผิดบางอย่างเอาไว้และไม่แสวงหาความจริงมาแก้ไข นั่นทำให้พวกเขาไม่เหลือเส้นทาง แทนที่จะค้นหาสาเหตุภายในตัวเอง พวกเขากลับกล่าวอ้างในทางตรงกันข้ามว่าการถูกตัดแต่งเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาหลงทาง) นี่คือการกล่าวหากลับมิใช่หรือ? เหมือนกับการบอกว่า “สิ่งที่ฉันทำไปนั้นสอดคล้องกับหลักธรรม แต่การที่คุณตัดแต่งฉันทำให้เห็นได้ชัดว่าคุณไม่ปล่อยให้ฉันจัดการสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรม แล้วฉันควรปฏิบัติอย่างไรในอนาคต?” นี่คือสิ่งที่ผู้คนที่กล่าวเช่นนี้หมายจะสื่อ พวกเขายอมรับการถูกตัดแต่งหรือไม่? ยอมรับข้อเท็จจริงหรือไม่ว่าพวกเขาผิดพลาด? (ไม่) แท้จริงแล้วถ้อยแถลงนี้หมายความว่าพวกเขารู้ดีว่าอะไรคือการทำกระทำผิดโดยไม่ยั้งคิด แต่พอถูกตัดแต่งและขอให้กระทำการตามหลักธรรม พวกเขากลับสับสนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรมิใช่หรือ? (ใช่) แล้วก่อนหน้านี้พวกเขาทำสิ่งต่างๆ อย่างไร? เมื่อใครสักคนเผชิญกับการถูกตัดแต่ง นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่กระทำการตามหลักธรรมมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาทำผิดโดยไม่ยั้งคิด ไม่แสวงหาความจริง และไม่ทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมหรือกฎเกณฑ์ในพระนิเวศของพระเจ้า ดังนั้นจึงได้รับการตัดแต่ง จุดประสงค์ที่ตัดแต่งก็เพื่อทำให้ผู้คนสามารถแสวงหาความจริงและกระทำการตามหลักธรรมได้ ป้องกันไม่ให้พวกเขาผลีผลามทำเรื่องผิดๆ กันอีก อย่างไรก็ดี พอเผชิญกับการถูกตัดแต่ง ผู้คนเหล่านี้ก็บอกว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะกระทำการอย่างไรหรือปฏิบัติอย่างไรต่อไป—คำพูดเหล่านี้มีส่วนใดที่เป็นการรู้จักตนเองบ้างหรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาไม่มีความตั้งใจที่จะทำความรู้จักตนเองหรือแสวงหาความจริง แต่กลับแฝงนัยว่า “ฉันเคยทำหน้าที่ของตนได้ดีมาก แต่ตั้งแต่คุณตัดแต่งฉัน คุณทำให้ความคิดของฉันยุ่งเหยิงและทำให้แนวทางการทำหน้าที่ของฉันสับสนวุ่นวายไปหมด ตอนนี้การคิดอ่านของฉันไม่เป็นปกติ และฉันไม่เด็ดขาดหรือไม่กล้าอย่างเคย ไม่ห้าวหาญอย่างเดิม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะถูกตัดแต่ง ตั้งแต่ถูกตัดแต่ง หัวใจของฉันก็มีบาดแผลลึก ดังนั้น ฉันต้องบอกคนอื่นให้ระวังตัวให้มากเวลาทำหน้าที่ของตน พวกเขาต้องไม่เผยข้อเสียหรือพลั้งพลาด ถ้าพลาดขึ้นมา พวกเขาจะถูกตัดแต่ง จากนั้นก็จะกลายเป็นคนขลาดกลัว สูญเสียแรงผลักดันที่เคยมี จิตวิญญาณที่กล้าแกร่งของพวกเขาจะถูกบั่นทอนลงอย่างมาก ความกล้าหาญและแรงปรารถนาที่จะทุ่มเทเต็มที่ในยามหนุ่มสาวก็จะจางหายไป เหลือไว้เพียงความขลาดเขลาอ่อนแอ หวาดกลัวเงาของตนเอง และรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำไปนั้นไม่มีอะไรถูกต้องเลย พวกเขาจะไม่รู้สึกว่ามีพระเจ้าสถิตอยู่ในหัวใจอีกต่อไป และจะรู้สึกห่างเหินจากพระองค์ไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งการอธิษฐานและการเรียกหาพระเจ้าก็ดูจะไม่มีการตอบรับ พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีกำลังวังชา ไม่มีชีวิตชีวา ไม่ควรค่าที่จะได้รับความรักเหมือนเคย และจะถึงกับเริ่มดูถูกตัวเอง” คำพูดเหล่านี้คือคำสามัคคีธรรมจากหัวใจของคนที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วหรือไม่? ถ้อยคำเหล่านี้จริงแท้หรือไม่? เป็นที่เจริญใจหรือมีประโยชน์ต่อผู้คนหรือไม่? นี่มีแต่การบิดเบือนข้อเท็จจริงเท่านั้นมิใช่หรือ? (ใช่ คำพูดเหล่านี้ไร้สาระมาก) พวกเขาบอกว่า “อย่าเดินตามรอยเท้าของฉันหรือใช้เส้นทางเดิมของฉัน! ตอนนี้พวกคุณเห็นฉันประพฤติตัวดีมาก แต่อันที่จริง หลังการตัดแต่งครั้งนั้น ฉันก็มีแต่ความกลัว ไม่ได้เป็นอิสระและเสรีอย่างที่เคยเป็น” คำพูดเหล่านี้มีผลกระทบต่อคนฟังอย่างไร? (ทำให้ผู้คนยิ่งระแวดระวังพระเจ้า เป็นเหตุให้พวกเขากระทำการอย่างระมัดระวังเพราะกลัวว่าจะถูกตัดแต่ง) คำพูดเหล่านี้มีผลกระทบในทางลบแบบนี้ หลังจากที่ได้ฟังดังนี้ ผู้คนก็จะคิดว่า “ฉันก็ว่าอย่างนั้น! พลั้งเผลอเล็กน้อยครั้งเดียวก็ลงท้ายด้วยการถูกตัดแต่ง—ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่อาจป้องกันได้! ทำไมการทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้าถึงได้ยากเย็นขนาดนี้? เอาแต่พูดเรื่องหลักธรรมความจริงกันตลอดเวลา—เข้มงวดจริงๆ! แค่ใช้ชีวิตให้เรียบง่ายและมั่นคงก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่สูงส่งหรือความหวังที่ฟุ้งเฟ้อ แต่ทำไมถึงสัมฤทธิ์ได้ยากเย็นนัก? ฉันย่อมหวังให้ตัวเองไม่ถูกตัดแต่งแน่นอน ฉันเป็นคนตาขาวมาก ปกติแล้วเวลาผู้คนถลึงตาและพูดเสียงดังใส่ฉัน หัวใจของฉันก็เริ่มเต้นแรง ถ้าฉันเผชิญกับการตัดแต่งเข้าจริงๆ และคำพูดก็เข้มงวดขนาดนั้น ชำแหละข้อเท็จจริงกันแบบนั้น ฉันจะรับไหวได้อย่างไร? นั่นจะไม่ทำให้ฉันฝันร้ายหรอกหรือ? ทุกคนบอกว่าการตัดแต่งเป็นเรื่องดี แต่ฉันกลับมองไม่เห็นว่าดีอย่างไร คนคนนั้นกลัวการตัดแต่งไม่ใช่หรือ? ถ้าฉันถูกตัดแต่ง ก็คงจะกลัวเหมือนกัน” นี่คือผลกระทบที่เกิดจากคำพูดของคนที่ระบายความคิดลบมิใช่หรือ? ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้เป็นบวกหรือว่าเป็นลบ? (เป็นลบ) ถ้อยแถลงที่เป็นลบเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงแก่คนที่เต็มใจไล่ตามเสาะหาความจริง! ดังนั้น จงบอกเราเถิดว่าคนที่ระบายความคิดลบและเผยแพร่ความตายอยู่เนืองๆ ใช่ข้ารับใช้ของซาตานหรือไม่? ใช่ผู้คนที่ก่อกวนงานของคริสตจักรหรือไม่? (ใช่)

บางคนกระทำการตามแนวคิดของตนเองและขัดต่อหลักธรรม หลังจากถูกตัดแต่ง พวกเขารู้สึกว่าทั้งที่ทำงานอย่างหนักและจ่ายราคา พวกเขาก็ยังถูกตัดแต่ง ดังนั้นหัวใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อฟัง และไม่ยอมรับการเปิดโปงหรือการชำแหละ พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรมและพระนิเวศของพระเจ้าก็ไม่ยุติธรรมกับตน เพราะคนมากความสามารถและมีประโยชน์อย่างพวกเขา เป็นคนที่สู้ทนความทุกข์มากมายและจ่ายราคาสูงลิ่ว กลับไม่ได้รับคำสรรเสริญจากพระนิเวศของพระเจ้าและถึงกับถูกตัดแต่ง จากความไม่เชื่อฟังของพวกเขาก็ก่อเกิดความคับข้องใจขึ้นมา และพวกเขาก็จะระบายความคิดลบของตนว่า “ตามความเห็นของฉัน ไม่มีอะไรยากไปกว่าการเชื่อในพระเจ้าอีกแล้ว ยากจริงๆ ที่จะได้รับพรบางอย่างและได้ชื่นชมพระคุณบ้าง ฉันจ่ายราคาไปสูงขนาดนั้น แต่กลับถูกตัดแต่งเพราะทำเรื่องไม่ดีเรื่องเดียว ถ้าคนอย่างฉันยังทำงานนั้นไม่ได้ แล้วคนอื่นจะทำได้อย่างไร? พระเจ้าทรงชอบธรรมไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมฉันถึงไม่สามารถตระหนักรู้ความชอบธรรมของพระองค์ได้เล่า? เพราะอะไรความชอบธรรมของพระเจ้าถึงไม่สอดคล้องกับมโนคติของผู้คนเช่นนี้?” พวกเขาไม่ชำแหละว่าตนทำสิ่งใดที่ขัดกับหลักธรรมลงไปหรือเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดออกมา พวกเขาไม่เพียงไม่มีความสำนึกผิดหรือความนบนอบแม้แต่น้อยเท่านั้น—แต่ยังตัดสินและต้านทานอย่างเปิดเผยอีกด้วย หลังจากได้ฟังพวกเขากล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็เริ่มเห็นใจพวกเขาขึ้นมาบ้างและหวั่นไหวไปตามพวกเขาว่า “ก็จริงไม่ใช่หรือ? พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามายี่สิบปีแล้ว แต่ยังคงเผชิญกับการตัดแต่งแบบนั้น ถ้าคนที่เชื่อมายี่สิบปียังอาจจะไม่ได้รับการช่วยให้รอด เช่นนั้นคนอย่างพวกเราก็ยิ่งมีหวังน้อยลงไปอีก” พวกเขาถูกพิษเข้าแล้วมิใช่หรือ? เมื่อมีการระบายความคิดลบ พิษก็ถูกโปรยออกไป เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านลงไปในหัวใจของผู้คน หยั่งราก ผลิต้นอ่อน ออกดอก และออกผลอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา กว่าผู้คนจะทันรู้ตัว ก็ถูกพิษไปแล้ว เกิดการไม่ยอมรับและคำพร่ำบ่นพระเจ้าในตัวพวกเขา เมื่อผู้คนเหล่านั้นถูกตัดแต่ง พวกเขาจึงไม่เชื่อฟังพระเจ้าและไม่พอใจวิธีที่พระนิเวศของพระเจ้าใช้จัดการพวกเขา แทนที่จะใช้ท่าทีที่กลับใจและสารภาพผิด พวกเขากลับโต้เถียง อ้างเหตุผลอันชอบธรรม และแก้ตัว ป่าวประกาศไปทั่วว่าตนสู้ทนความยากลำบากมามากเท่าใด ทำงานอะไรไปบ้าง ทำหน้าที่อะไรบ้างตลอดหลายปีที่มีความเชื่อ และตอนนี้แทนที่จะได้รับรางวัล พวกเขากลับเผชิญการตัดแต่ง พวกเขาไม่เพียงไม่สามารถตระหนักถึงความเสื่อมทรามของตนเองและความผิดพลาดที่ทำลงไปจากการถูกตัดแต่งเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่แนวคิดที่ว่าวิธีการที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อพวกเขานั้นไม่ยุติธรรมและไม่มีเหตุผล พวกเขาไม่ควรได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น และถ้าได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น พระเจ้าย่อมไม่ชอบธรรม สาเหตุที่พวกเขาระบายความคิดลบเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาไม่สามารถยอมรับการตัดแต่งหรือข้อเท็จจริงที่ว่าตนทำผิดพลาด และยิ่งไม่ยอมรับหรือรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าตนสร้างความเสียหายต่อการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงและงานของคริสตจักร พวกเขาเชื่อว่าตนกระทำการถูกต้องแล้ว และพระนิเวศของพระเจ้าผิดเองที่ตัดแต่งพวกเขา ด้วยการระบายความคิดลบ พวกเขาหมายที่จะบอกผู้คนว่าพระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คนอย่างไม่ยุติธรรม กล่าวคือ เมื่อใครบางคนผิดพลาด พระนิเวศของพระเจ้าก็จะใช้เรื่องนี้เล่นงานพวกเขา หยิบฉวยเรื่องนี้มาตัดแต่งพวกเขาอย่างไม่ปรานีปราศรัย ถึงขนาดที่พวกเขากลายเป็นคนว่าง่ายและนึกว่าตนเองไม่เคยทำคุณงามความดีอันใดมาก่อน ไม่มีใครหลงใหลได้ปลื้มในตัวพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาก็ไม่เห็นว่าตนมีคุณค่า และไม่กล้าขอรางวัลจากพระเจ้าอีกแล้ว—เมื่อนั้นเท่านั้นพระนิเวศของพระเจ้าจึงจะบรรลุจุดประสงค์ของตน จุดมุ่งหมายที่พวกเขาระบายความคิดลบเช่นนี้ก็เพื่อที่จะทำให้มีผู้คนมาปกป้องพวกเขามากขึ้น ทำให้ผู้คนอีกมากเข้าใจ “ความจริงของเรื่อง” และมองเห็นว่าพวกเขาสู้ทนความทุกข์มามากเพียงใดในช่วงหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า คุณความดีที่พวกเขาทำไว้นั้นสำคัญอย่างไร พวกเขามีคุณสมบัติอย่างไร และเป็นผู้เชื่อที่เจนประสบการณ์อย่างไร พวกเขาต้องการใช้เรื่องนี้มาทำให้ผู้อื่นยืนอยู่ในฝั่งพวกเขา ร่วมกันต่อต้านกฎเกณฑ์ในพระนิเวศของพระเจ้าและการตัดแต่งที่พระนิเวศของพระเจ้านำมาใช้กับพวกเขา นี่เป็นธรรมชาติของการดึงคนมาเข้าพวกมิใช่หรือ? (ใช่) เป้าหมายที่พวกเขาระบายความคิดลบในลักษณะนี้ก็เพื่อดึงคนมาเข้าข้างตนและชักพาคนเหล่านั้นให้หลงผิด พวกเขาก่อกวนงานของคริสตจักรเพื่อระบายความขุ่นเคืองของตน เมื่อพวกเขาระบายความคิดลบของตนออกมาแล้ว ไม่ว่าจะมีผลเช่นใดต่อผู้คนในท้ายที่สุด ผลพวงและสิ่งที่ตามมาก็คือผู้คนย่อมถูกชักพาให้หลงผิด ถูกรบกวน ทั้งยังถูกทำร้าย นี่ไม่ชวนให้เจริญใจ แต่เป็นผลลบ

โดยทั่วไปแล้ว ที่กล่าวมานี้คือความคิดลบชนิดต่างๆ ที่ผู้คนระบายออกมาเมื่อเผชิญการตัดแต่ง พวกเขาไม่สามารถยอมรับการถูกตัดแต่ง มีความไม่พอใจและไม่เชื่อฟังอยู่ในหัวใจ ไม่สามารถน้อมรับการตัดแต่งจากพระเจ้า ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างแรกของพวกเขาไม่ใช่การแสวงหาความจริงในเรื่องของการตัดแต่ง ไม่ใช่การทบทวน ทำความรู้จัก และชำแหละตัวเอง เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วตนทำสิ่งใดผิดไป การกระทำของตนสอดคล้องกับหลักธรรมหรือไม่ เหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงตัดแต่งตน และการที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เป็นเพราะความขุ่นเคืองส่วนตัวหรือว่ายุติธรรมและมีเหตุผลแล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างแรกของพวกเขาไม่ใช่การแสวงหาสิ่งเหล่านี้—สิ่งแรกที่พวกเขาทำกลับเป็นการพึ่งพาคุณสมบัติของตน ความยากลำบากที่เคยสู้ทนมา และการเสียสละ เพื่อที่จะต่อต้านการตัดแต่ง เมื่อทำดังนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขาจึงไม่แคล้วเป็นลบ ไม่มีสิ่งใดเป็นบวก ดังนั้นเมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมถึงความรู้สึกและความเข้าใจของตนหลังการถูกตัดแต่ง ก็แน่นอนว่าพวกเขาย่อมระบายความคิดลบและเผยแพร่มโนคติอันหลงผิด ควรหยุดยั้งและควบคุมการระบายความคิดลบและการเผยแพร่มโนคติอันหลงผิดทันที ไม่ปล่อยปละและเพิกเฉย สิ่งที่เป็นลบเหล่านี้จะขัดขวาง รบกวน และสร้างความเสียหายให้แก่การเข้าสู่ชีวิตของแต่ละคน ไม่อาจมีบทบาทที่เป็นบวกได้ และยิ่งไม่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจงรักภักดีต่อพระเจ้าหรือปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดี ฉะนั้น เมื่อผู้คนดังกล่าวระบายความคิดลบ พวกเขาย่อมกำลังก่อกวนชีวิตคริสตจักรและควรถูกห้ามปราม

3. ระบายความคิดลบเมื่อความมีหน้ามีตา สถานะ และผลประโยชน์ของตนมีภัย

นอกจากระบายความคิดลบหลังจากถูกปลดหรือถูกตัดแต่งแล้ว ผู้คนยังระบายความคิดลบในสถานการณ์อื่นใดอีก? (เมื่อผลประโยชน์ของผู้คนได้รับความเสียหายและพวกเขารู้สึกว่าทนทุกข์กับความสูญเสีย) (บางคนทำหน้าที่ของพวกเขามานานหลายปี แต่พอล้มป่วยหรือเกิดความวิบัติขึ้นกับครอบครัวของตน พวกเขาก็กล่าวว่า “แล้วฉันได้อะไรจากการเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปีอย่างนี้?”) “วลีติดปาก” เหมือนๆ กันของคนที่มีความคิดในแง่ลบก็คือ “แล้วฉันได้อะไร?” มีสถานการณ์อื่นใดอีกบ้าง? (บางคนไม่เพียงไม่อาจสัมฤทธิ์ผลใดๆ ในหน้าที่ของตนเท่านั้น แต่ยังทำผิดบ่อยครั้งด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงถามว่า “ทำไมพระเจ้าประทานความรู้แจ้งแก่คนอื่น แต่ไม่ประทานให้ฉัน? ทำไมพระเจ้าประทานขีดความสามารถที่ดีขนาดนั้นให้พวกเขา แต่ขีดความสามารถของฉันกลับอ่อนด้อยอย่างนี้?” แทนที่จะคิดทบทวนปัญหาของตนเอง พวกเขากลับโยนความรับผิดชอบไปให้พระเจ้า บอกว่าพระเจ้าไม่ประทานความรู้แจ้งหรือไม่ทรงชี้นำตน จากนั้นพวกเขาก็พร่ำบ่นพระเจ้าไปเรื่อยๆ) พวกเขาอ้างว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม พลางถามว่าเหตุใดพระองค์จึงประทานความรู้แจ้งและพระคุณแก่ผู้อื่น แต่ไม่ประทานแก่พวกเขา บ่นพึมพำว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่สัมฤทธิ์ผลในหน้าที่ของตน—พวกเขากำลังพร่ำบ่น ตัวอย่างที่พวกเจ้ายกมานั้นดีแล้ว มีอีกหรือไม่? (บางคนเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเมื่อมีการปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ให้แก่พวกเขา ถามว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ และระแวงว่าผู้นำและคนทำงานกำลังเพ่งเล็งพวกเขา กำลังทำให้พวกเขาลำบาก) พวกเขารู้สึกว่าพระนิเวศของพระเจ้าดูแคลนตนใช่หรือไม่? (ใช่) บางคนที่ไม่ได้ทำงานจริงย่อมถูกปลดและกำจัดออกไป พวกเขารู้สึกว่าความมีหน้ามีตาและสถานะของตนถูกทำลายลง เพื่อพรั่งพรูความไม่พอใจออกมา พวกเขาจึงบ่นลับหลังอยู่เสมอว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้ามาไม่นาน ความสามารถในการทำความเข้าใจของฉันก็ไม่ดี ฉันมีขีดความสามารถที่อ่อนด้อย ฉันเทียบคนอื่นไม่ติด ถ้าพวกเขาบอกว่าฉันไม่มีความสามารถ ฉันก็ต้องไม่สามารถ!” ดูจากภายนอกเหมือนพวกเขากำลังยอมรับข้อบกพร่องของตน แต่อันที่จริงพวกเขากำลังพยายามเอาผลประโยชน์ที่สูญเสียไปกลับคืนมา บ่นไม่หยุดปาก และพูดสิ่งต่างๆ เพื่อให้ผู้คนเห็นใจและรู้สึกว่าพระนิเวศของพระเจ้าไม่ยุติธรรม ทันทีที่ผลประโยชน์ของพวกเขาถูกทำลาย พวกเขาก็เริ่มไม่เต็มใจและหวังอยู่เสมอว่าจะได้สิ่งที่ตนสูญเสียไปคืนมาและได้รับการชดเชย ถ้าไม่ได้ พวกเขาก็จะสูญเสียความเชื่อในพระเจ้าและไม่รู้ว่าจะเชื่อในพระองค์ต่อไปได้อย่างไร พลางกล่าวอะไรทำนองที่ว่า “ฉันเคยคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ การทำหน้าที่เป็นผู้นำหรือคนทำงานในคริสตจักรย่อมจะนำพรอันยิ่งใหญ่มาให้อย่างแน่นอน ฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะถูกปลด ถูกกำจัด และถูกคนอื่นปฏิเสธ ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้าได้! ไม่จำเป็นว่าทุกคนที่เชื่อในพระเจ้าจะต้องเป็นคนดี และไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าทำจะเป็นตัวแทนของพระเจ้าหรือความยุติธรรม” คำกล่าวเช่นนี้มีธรรมชาติเช่นไร? วาจาของพวกเขาทั้งที่ชัดเจนและโดยนัยสื่อถึงการเล่นงาน สื่อถึงการตัดสินและการไม่ยอมรับ ดูภายนอกเหมือนพวกเขาเพ่งเล็งผู้นำบางคนหรือคริสตจักร แต่แท้จริงแล้วในหัวใจ พวกเขามุ่งเป้าที่จะใช้วาจาเหล่านี้กับพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ รวมทั้งกฎการปกครองและกฎเกณฑ์ในพระนิเวศของพระองค์ พวกเขากำลังระบายความขุ่นเคืองของตนโดยแท้ เหตุใดพวกเขาจึงระบายความขุ่นเคืองของตนออกมา? พวกเขารู้สึกว่าตนทนทุกข์กับความสูญเสีย พวกเขารู้สึกถึงความอยุติธรรมและความไม่พอใจอยู่ในหัวใจ และอยากร้องขอสิ่งต่างๆ อยากได้รับการชดเชย แม้ความคิดลบที่ผู้คนเช่นนี้ระบายออกมาจะไม่ได้คุกคามคนส่วนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ แต่วาจาหยาบช้าพวกนี้ก็เหมือนแมลงวันหรือตัวเรือดน่ารำคาญที่ก่อให้เกิดการรบกวนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนพอสมควร ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกสะอิดสะเอียนและรังเกียจเมื่อได้ยินวาจาเหล่านี้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนจำพวกเดียวกับผู้คนดังกล่าว คนที่มีอุปนิสัย แก่นแท้ และความชอบเหมือนกัน เป็นปลาข้องเดียวกันกับคนเหล่านั้น ถูกรบกวนและทำให้หวั่นไหวด้วยวาจาเหล่านี้ นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บางคนที่ด้อยวุฒิภาวะและไม่มีวิจารณญาณแยกแยะย่อมถูกความเห็นที่เป็นลบเหล่านี้ก่อกวน และความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าก็อาจได้รับอิทธิพลไปด้วย ผู้คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจะเชื่อในพระเจ้าไปเพื่อสิ่งใด พวกเขาไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงเรื่องนิมิต ความสามารถของพวกเขาที่จะเข้าใจความจริงก็อ่อนด้อยเช่นกัน เมื่อพวกเขาได้ฟังถ้อยแถลงที่เป็นลบเหล่านี้ พวกเขาก็มีแนวโน้มอย่างมากที่จะซึมซับเอาไว้โดยไม่ตั้งใจ และทนทุกข์จากอิทธิพลของถ้อยคำเหล่านี้ วาจาเหล่านี้คือพิษ ยาพิษเหล่านี้สามารถฝังลงในหัวใจของผู้คนได้อย่างง่ายดาย เมื่อใครบางคนยอมรับความเห็นที่เป็นลบเหล่านี้แล้ว พอพระนิเวศของพระเจ้าขอให้พวกเขาทำหน้าที่หนึ่งๆ พวกเขาย่อมตอบสนองด้วยความไม่แยแส เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าขอความร่วมมือจากพวกเขาในกิจบางอย่าง พวกเขาก็ไม่ยินดียินร้าย พวกเขาจะหยิบงานขึ้นมาทำก็ต่อเมื่อรู้สึกอยากทำ หาไม่แล้วพวกเขาก็จะไม่ทำ โดยมีเหตุผลและข้ออ้างสารพัดอย่างเสมอ ก่อนที่พวกเขาจะได้ฟังความเห็นที่เป็นลบเหล่านั้น พวกเขาพอจะมีความจริงใจในการเชื่อในพระเจ้าอยู่บ้าง มีบางสิ่งที่เป็นบวกและท่าทีเชิงรุกเวลาทำหน้าที่ของตน แต่หลังจากที่ได้ฟังความเห็นที่เป็นลบเหล่านั้นแล้ว พวกเขาก็เริ่มไม่แยแส และพลอยเย็นชากับพี่น้องชายหญิงของตนอีกด้วย พวกเขาคอยระแวดระวังพี่น้องชายหญิง เมื่อคริสตจักรจัดแจงให้พวกเขาทำหน้าที่ พวกเขาก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ และผลักไสครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงให้เห็นว่านิ่งดูดายอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเข้าชุมนุมตรงเวลา แต่หลังจากที่ได้ฟังความเห็นเหล่านั้นแล้ว พวกเขาก็เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง—พวกเขามาเมื่ออารมณ์ดี แต่พออารมณ์ไม่ดีก็ไม่มา ถ้าทางบ้านเกิดเรื่องไม่ดี พวกเขาก็กังวลว่าอาจจะเกิดความวิบัติบางอย่าง ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าชุมนุมมากขึ้นและอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้น หากพวกเขารู้สึกตื่นเต้น มีความสุข และตื้นตันหลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็จะถึงกับถวายเงินบางส่วน แต่เมื่อเรื่องราวในบ้านสงบลง พวกเขาก็เลิกเข้าร่วมชุมนุมอีกครั้ง พอพี่น้องชายหญิงพยายามสามัคคีธรรมกับพวกเขาโดยหวังจะให้ความเกื้อหนุน พวกเขากลับหาข้ออ้างมาปฏิเสธ และพอพี่น้องชายหญิงไปที่บ้านของพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ยอมเปิดประตูให้แม้เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่บ้านก็ตาม นี่เกิดอะไรขึ้น? พวกเขาได้รับอิทธิพลจากความคิดเห็นที่เป็นลบเหล่านั้น—พวกเขาได้รับพิษร้ายและเชื่อว่าผู้เชื่อในพระเจ้าล้วนพึ่งพาไม่ได้ ตอนแรกพวกเขาเชื่อใจผู้คนเหล่านี้มากทีเดียว และเมื่อพวกเขาอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็คิดว่า “นี่คือพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้คือพี่น้องชายหญิงของฉัน นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า—ช่างวิเศษแท้!” แต่หลังจากได้ฟังความเห็นที่เป็นลบที่บางคนเผยแพร่ พวกเขาก็เปลี่ยนไป พวกเขาได้รับอิทธิพลเข้าแล้วมิใช่หรือ? การเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาได้รับความเสียหายแล้วใช่หรือไม่? (ใช่) ใครมีอิทธิพลต่อพวกเขา? ผู้คนที่ระบายความคิดลบออกมา คนที่ออกความเห็นเหล่านั้น หากใครยังไม่ได้วางรากฐานบนหนทางที่แท้จริงอย่างมั่นคงหรือยังไม่ได้กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าจนถึงขั้นเข้าใจความจริง พวกเขาก็อาจได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เป็นลบได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่มีความสามารถในการเข้าใจความจริง กลับเอาแต่จับจ้องกระแสนิยม เฝ้าสังเกตสถานการณ์ และคอยดูปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ฉาบฉวย—คนเหล่านี้ยิ่งหวั่นไหวตามคำพูดที่เป็นลบง่ายขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้ยินผู้คนกล่าวถึงตรรกะวิบัติ เช่น “พระนิเวศของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องยุติธรรม และไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่พระนิเวศของพระเจ้าทำนั้นจะเป็นบวก” พวกเขาก็ยิ่งระแวดระวังมากขึ้น ถ้อยแถลงที่สอดคล้องกับความจริงไม่ได้เป็นที่ยอมรับทันทีเสมอไป แต่ถ้อยแถลงที่เป็นลบ ถ้อยแถลงที่ไร้สาระ ถ้อยแถลงที่สวนทางกับความจริง—กลับสามารถหยั่งรากลงไปในหัวใจของผู้คนได้ง่ายเหลือเกิน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาออกไป เป็นเรื่องยากมากที่ผู้คนจะยอมรับความจริง แต่กลับง่ายเหลือเกินที่พวกเขาจะยอมรับตรรกะวิบัติ!

บางคนที่มีความเป็นมนุษย์ที่เลวร้ายย่อมให้ความสำคัญกับเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสุขสำราญทางเนื้อหนัง รวมทั้งทรัพย์สมบัติและผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาทนทุกข์กับการสูญเสียความมีหน้ามีตา สถานะ และผลประโยชน์ทางตรงของตน พวกเขาก็ไม่ยอมรับสิ่งนี้จากพระเจ้า หรือยอมรับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ พวกเขาไม่สามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถละความสนใจจากผลได้ผลเสียส่วนตน กลับใช้โอกาสต่างๆ ระบายความไม่พอใจและความไม่เชื่อฟังออกมา ระบายภาวะอารมณ์ที่เป็นลบของตน ส่งผลให้บางคนพลอยทนทุกข์อย่างมากไปด้วย ฉะนั้น เมื่อผู้คนดังกล่าวระบายความคิดลบออกมา ก่อนอื่นผู้นำคริสตจักรต้องตระหนักรู้สถานการณ์ให้ทันท่วงที หยุดยั้งและควบคุมผู้คนเหล่านั้นให้ทันกาล แน่นอนว่าผู้นำคริสตจักรควรเปิดโปงผู้คนเหล่านั้นในเชิงรุก และสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงว่าจะใช้วิจารณญาณแยกแยะคนเหล่านั้นอย่างไร เหตุใดคนเหล่านั้นจึงกล่าวสิ่งที่เป็นลบและไร้สาระเหล่านี้ออกมา รวมทั้งจะรับมือและแยกแยะถ้อยคำเหล่านี้อย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้ตนเองถูกถ้อยคำเหล่านี้ชักพาให้หลงผิดและทำร้ายอย่างสาหัสได้ การสามารถแยกแยะและชำแหละผู้คนดังกล่าวได้เป็นเรื่องจำเป็น ทำให้หลีกเลี่ยงและปฏิเสธพวกเขาได้ และไม่ถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดอีกต่อไป นี่คืองานที่ผู้นำคริสตจักรควรทำ แน่นอนว่าถ้าพี่น้องชายหญิงทั่วไปพบเห็นผู้คนดังกล่าวและแยกแยะแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษย์ของพวกเขาได้ พี่น้องชายหญิงก็ควรอยู่ห่างจากพวกเขาเช่นกัน ถ้าเจ้าไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะต้านทาน หรือไม่มีวุฒิภาวะที่จะเกื้อหนุน ช่วยเหลือ และเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ และเจ้ารู้สึกว่าตนเองไม่สามารถทนฟังความคิดเห็นที่เป็นลบและวาจาที่แสดงความไม่พอใจและความไม่เชื่อฟังของพวกเขาได้ แนวทางที่ดีที่สุดก็คืออยู่ห่างๆ พวกเขา หากเจ้ารู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งมาก มีวุฒิภาวะอยู่บ้าง สามารถใช้วิจารณญาณแยกแยะ และยังคงไม่ได้รับผลกระทบไม่ว่าใครจะพูดอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะระบายความคิดลบที่ร้ายแรงเพียงใด ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้า เจ้าสามารถแยกแยะผู้คนดังกล่าวได้ สามารถเปิดโปงและหยุดยั้งพวกเขาเวลาที่พวกเขาระบายความคิดลบได้อีกด้วย—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงหรือระแวดระวังผู้คนดังกล่าว แต่ถ้าเจ้ารู้สึกว่าตัวเองไม่มีวุฒิภาวะเช่นนั้น หนทางและหลักธรรมในการรับมือผู้คนดังกล่าวย่อมเป็นการอยู่ให้ห่างจากพวกเขา เรื่องนี้ทำง่ายหรือไม่? (ง่าย) บางคนกล่าวว่า “ฉันอดกลั้น อดทน และอภัยให้พวกเขาได้ไหม?” นั่นก็ทำได้เช่นกัน ไม่ผิด แต่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดหรือการปฏิบัติที่ดีที่สุด สมมุติว่าเจ้าอดทน อดกลั้น ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจชอบ และท้ายที่สุดเจ้าก็ถูกพวกเขาชักพาให้หลงผิดและดึงตัวไปเป็นพวก และสมมุติว่าไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะจัดเตรียมและเกื้อหนุนเจ้าอย่างไร เจ้าก็ไม่รู้สึกรู้สา หรือว่าพอเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เจ้าก็มักจะหวั่นไหวตามความคิดและความเห็นของพวกเขา และทันทีที่เจ้านึกถึงบางสิ่งที่พวกเขาพูดเอาไว้ ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าก็พลอยได้รับผลกระทบ และเจ้าไม่สามารถอ่านต่อได้ แล้วพอพี่น้องชายหญิงสามัคคีธรรมถึงความเข้าใจที่พวกเขามีต่อความจริง—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมเรื่องการใช้วิจารณญาณแยกแยะความเห็นของผู้คนดังกล่าว—เจ้าก็หวั่นไหวและได้รับผลกระทบจากคำพูดของพวกเขาอีกครั้ง ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของเจ้าระส่ำระสาย ถ้าเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ควรอยู่ให้ห่างจากผู้คนดังกล่าว ความอดทนอดกลั้นของเจ้าย่อมจะไร้ประสิทธิผล และไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันผู้คนเช่นนั้น สมมุติว่าความอดทนอดกลั้นของเจ้าไม่ใช่พฤติกรรมภายนอกที่เป็นการอำพราง แต่จริงๆ แล้วเจ้ามีวุฒิภาวะมากพอที่จะเผชิญหน้าผู้คนดังกล่าว ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร ต่อให้เจ้าไม่เอ่ยปาก เจ้าก็ยังสามารถแยกแยะพวกเขาอยู่ในหัวใจ เจ้าสามารถใช้ความอดกลั้นและไม่สนใจพวกเขาได้ วาจาที่เป็นลบหรือคำพูดที่แสดงความเข้าใจผิดและพร่ำบ่นพระเจ้าที่พวกเขากล่าวออกมาจะไม่ส่งผลต่อความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้าแม้แต่น้อย และไม่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในการทำหน้าที่ของเจ้า หรือความนบนอบที่เจ้ามีต่อพระเจ้า ในกรณีเช่นนั้น เจ้าก็อาจอดทนและอดกลั้นให้พวกเขาได้ หลักธรรมของการปฏิบัติโดยใช้ความอดทนและอดกลั้นมีว่าอย่างไร? อย่าให้ได้รับอันตราย จงเพิกเฉยต่อพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาพูดตามที่อยากพูด—ถึงอย่างไร ผู้คนเช่นนี้ก็เป็นตัวก่อปัญหาที่ไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว และเป็นคนดื้อรั้นที่ไม่มีความละอายแก่ใจ ไม่ว่าเจ้าจะสามัคคีธรรมความจริงกับพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็จะไม่ยอมรับความจริง คนเหล่านี้มีธรรมชาติของมารและซาตาน ไร้ประโยชน์ที่จะสามัคคีธรรมกับพวกเขา ฉะนั้น ก่อนที่พระนิเวศของพระเจ้าจะจัดการและเอาตัวพวกเขาออกไป ถ้าเจ้ามีวุฒิภาวะที่จะอดทนและอดกลั้นกับพวกเขาได้โดยไม่ได้รับอันตราย นั่นย่อมดีที่สุด พวกเจ้ามักจะใช้หลักธรรมเรื่องความอดทนอดกลั้นนี้ใช่หรือไม่? พวกเจ้าอดทนกับผู้คนสารพัดชนิด แต่บางครั้งพวกเจ้าก็ไม่ระมัดระวังและถูกชักพาให้หลงผิดไปบ้าง จากนั้นพวกเจ้าจึงรู้ตัว รู้สึกติดค้างพระเจ้า อธิษฐานอยู่สองวัน พวกเจ้าก็กลับสู่สภาวะที่ถูกต้อง และใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น โดยมากแล้วพวกเจ้าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้คนดังกล่าวไม่มีอะไรดี ทั้งยังมีธรรมชาติของมาร แม้เจ้าจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาได้ตามปกติ แต่ในใจเจ้ากลับห่างเหินและรังเกียจพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวสิ่งใดหรือออกความเห็นและกล่าวทัศนะที่เป็นลบอันใด เจ้าก็ทำเป็นไม่ได้ยิน เพิกเฉย และคิดว่า “คุณอยากพูดอะไรก็พูดไปเถิด ฉันสามารถดูคุณออก ฉันก็แค่ไม่คบค้ากับคนอย่างคุณ” เวลารับมือเรื่องทำนองนี้ โดยมากแล้วนี่คือหลักธรรมที่พวกเจ้าใช้ปฏิบัติกันใช่หรือไม่? การสัมฤทธิ์เรื่องนี้ได้ก็ไม่เลวเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเข้าใจความจริงบางอย่างและมีวุฒิภาวะในระดับหนึ่ง ถ้าเจ้าไม่มีแม้แต่วุฒิภาวะระดับนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถตั้งมั่นและทำหน้าที่ของตนได้ไม่ดี

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger