หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (16) ตอนที่สอง

2. แพร่มโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า

ผู้คนที่แพร่มโนคติอันหลงผิดนั้นใช้มโนคติอันหลงผิดของตนเองมาประเมินพระวจนะของพระเจ้า ประเมินพระราชกิจของพระเจ้า ทั้งยังประเมินแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าอีกด้วย พวกเขาเชื่อในพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดของตน มองพระเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดของตน จับสังเกตและพินิจพิเคราะห์ทุกคำที่พระเจ้าตรัส ทุกพระราชกิจที่พระเจ้าทำ และทุกสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ ตามมโนคติอันหลงผิดของตน เมื่อสิ่งที่พระเจ้าทำนั้นสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของตน พวกเขาก็ส่งเสียงสรรเสริญพระเจ้าดังๆ ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ เมื่อสิ่งที่พระเจ้าทำไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขา พวกเขาสูญเสียผลประโยชน์เป็นอันมาก และสู้ทนความเจ็บปวดมากมาย พวกเขาก็ออกมาปฏิเสธพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและพระราชกิจที่พระองค์ทำ พวกเขาถึงกับแพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อยุยงให้ผู้คนอีกมากเข้าใจพระเจ้าผิดและระแวดระวังพระองค์ โดยกล่าวว่า “อย่าเชื่อพระวจนะของพระเจ้าง่ายอย่างนั้น และอย่าปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าง่ายๆ อีกด้วย ไม่อย่างนั้น ถ้าคุณถูกเอาเปรียบและทนทุกข์กับการสูญเสีย ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น” และอื่นๆ ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสว่า “สำหรับพวกเจ้าที่สละเพื่อเราอย่างจริงใจ เราจะอวยพรเจ้าอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน!”—พระวจนะเหล่านี้คือความจริงมิใช่หรือ? พระวจนะเหล่านี้คือความจริงเต็มร้อย ไม่มีความมุทะลุหรือการหลอกลวง ไม่ใช่คำโกหกหรือแนวคิดที่ฟังดูเลิศลอย และยิ่งไม่ใช่ทฤษฎีบางอย่างทางฝ่ายวิญญาณ—พระวจนะเหล่านี้คือความจริง พระวจนะที่เป็นความจริงนี้มีแก่นแท้ว่าอย่างไร? ว่าเจ้าต้องจริงใจเวลาสละตนเพื่อพระเจ้า คำว่า “จริงใจ” หมายความว่าอย่างไร? เต็มใจและปราศจากสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีเหตุจูงใจเป็นเงินหรือชื่อเสียง และแน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อเจตนา ความอยากได้อยากมี และจุดหมายของตัวเจ้าเอง เจ้าไม่ได้สละตนเพราะว่าถูกบีบบังคับ หรือถูกยุ ถูกหว่านล้อม หรือดึงตัวมา แต่การสละตนมาจากภายในตัวเจ้า ด้วยความเต็มใจ การสละตนเกิดจากมโนธรรมและสำนึก นี่คือความหมายของคำว่าจริงใจ ในส่วนของความเต็มใจที่จะสละตนเพื่อพระเจ้านั้น นี่คือความหมายของคำว่าจริงใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาที่เจ้าสละตนเพื่อพระเจ้า ความจริงใจย่อมสำแดงตัวเช่นไรในแง่ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง? เจ้าไม่ทำสิ่งที่เทียมเท็จหรือคดโกง ไม่ใช้เล่ห์กลเพื่อเลี่ยงงาน และไม่ทำสิ่งต่างๆ อย่างสุกเอาเผากิน เจ้าอุทิศหัวใจทั้งดวงและความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของเจ้า ทำทุกสิ่งที่สามารถทำได้ และอื่นๆ—มีรายละเอียดมากมายเกินจะกล่าวไว้ในที่นี้! สรุปว่าการเป็นคนจริงใจนั้นผสมผสานหลักธรรมความจริงต่างๆ เอาไว้ มีมาตรฐานและหลักธรรมอยู่เบื้องหลังข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ บางคนกล่าวว่า “ในการเชื่อในพระเจ้า ถ้าฉันถวายความจริงใจและเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่น้อยนิด ฉันจะได้รับมากขึ้นไหม? ถ้าฉันสามารถได้รับมากขึ้น เช่นนั้นก็คุ้มกับการถวายทุกสิ่งทุกอย่าง!” หลังจากถวายแล้ว พวกเขาก็มองเห็นว่าพระเจ้ายังไม่ได้ประทานพรแก่ตน พวกเขาจึงครุ่นคิดเรื่องนี้ว่า “บางทีฉันอาจจะยังถวายไม่มากพอ อย่างนั้นฉันก็จะถวายให้มากขึ้น ฉันจะออกไปประกาศข่าวประเสริฐ” เมื่อพบเจอเรื่องยุ่งยากระหว่างประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาก็อธิษฐาน บางครั้งเมื่อพวกเขาอดมื้อกินมื้อและไม่ได้นอนดีๆ พวกเขาก็ยังคงอธิษฐานต่อไป คิดไปว่า “พระเจ้าตรัสว่าคนที่สละตนเพื่อพระเจ้าด้วยความจริงใจย่อมจะได้รับพรมากมายเป็นแน่ บางทีความจริงใจของฉันอาจจะยังไม่มากพอ ดังนั้นฉันก็จะอธิษฐานให้มากขึ้น” ด้วยการอธิษฐาน พวกเขาจึงมีความเชื่อและไม่รังเกียจที่จะสู้ทนความยากลำบากบ้าง แท้จริงแล้วพวกเขาเริ่มมองเห็นผลลัพธ์บางอย่างจากการประกาศข่าวประเสริฐและคิดว่า “คราวนี้ฉันก็มีความจริงใจบ้างแล้ว ฉันจะรีบกลับบ้านไปดูว่าครอบครัวของฉันมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือยัง อาการป่วยของลูกดีขึ้นหรือยัง และธุรกิจของครอบครัวดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือไม่—ดูว่ามีพรจากพระเจ้าหรือไม่” นี่ใช่การสละตนเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจหรือไม่? (ไม่ใช่) นี่คืออะไร? (ธุรกรรมแลกเปลี่ยน) นี่คือการเจรจาต่อรองกับพระเจ้า พวกเขากำลังใช้วิธีการของตนเองและสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น “ความจริงใจ” ตามมโนคติอันหลงผิดของตนมาทำสิ่งที่อยากทำ และได้สิ่งที่อยากได้จากการทำเช่นนั้น พวกเขาใช้ “ความจริงใจ” ในความเข้าใจของตนมาตรวจสอบยืนยันพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเอาไว้นี้อย่างต่อเนื่อง สอดส่องตลอดเวลาว่าพระเจ้าตั้งพระทัยจะทำสิ่งใดกันแน่ พระองค์ทรงทำสิ่งใดไปแล้วและยังไม่ได้ทำสิ่งใดบ้าง ทั้งยังคาดคะเนอยู่เสมอว่าพระเจ้าจะประทานพรแก่ตนหรือไม่ พระองค์ตั้งพระทัยที่จะประทานพรมากมายแก่ตนหรือไม่ พวกเขาคิดคำนวณอย่างต่อเนื่องว่าตนถวายสิ่งใดไปแล้วบ้างและควรได้รับมากเท่าใด พระเจ้าประทานสิ่งนั้นแก่ตนหรือยัง และพระวจนะของพระเจ้าลุล่วงแล้วหรือยัง พวกเขามองหาข้อเท็จจริงที่จะสามารถใช้ทดสอบพระวจนะที่พระเจ้าตรัสเอาไว้นั้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่สละตนเพื่อพระเจ้า พวกเขาก็อยากตรวจสอบยืนยันอยู่เสมอว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นจริงหรือไม่ จุดประสงค์ของพวกเขาคือจะดูว่า การสละตนเพื่อพระเจ้าสามารถทำให้พวกเขาได้พรจากพระเจ้าหรือไม่ พวกเขาทดสอบพระเจ้าอยู่เรื่อยๆ อยากเห็นพรจากพระเจ้าอยู่เสมอเพื่อจะได้ยืนยันพระวจนะของพระองค์ เมื่อพวกเขาพบว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ลุล่วงง่ายดายดังที่จินตนาการเอาไว้ ทั้งยังยากที่จะยืนยันความสัตย์จริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า มโนคติอันหลงผิดที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าก็ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ขณะเดียวกันพวกเขาก็เริ่มเชื่ออย่างหนักแน่นว่าทุกคำที่พระเจ้าตรัสไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง เมื่อมีเรื่องนี้ซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจ พวกเขาจึงเริ่มสงสัยและตั้งคำถามกับพระเจ้า มักจะเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์ บางครั้งบางคราวผู้คนที่หัวใจเต็มไปด้วยมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ก็เผยมโนคติอันหลงผิดที่พวกเขามีเกี่ยวกับพระเจ้าออกมาระหว่างที่ใช้ชีวิตคริสตจักรและมีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องชายหญิง พวกเขาเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าและใช้มโนคติอันหลงผิดของตนมาประเมินพระราชกิจของพระเจ้าอีกด้วย เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไม่เป็นไปตามมโนคติอันหลงผิดของตนอย่างต่อเนื่องและตรงข้ามกับสิ่งที่พวกเขาคาดหวังไว้โดยสิ้นเชิง พวกเขาก็แพร่มโนคติอันหลงผิดของตนเพื่อระบายความไม่พอใจที่ตนมีต่อพระเจ้า ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสว่าพระราชกิจของพระองค์ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว และผู้คนควรละทิ้งทุกสิ่งเพื่อติดตามพระเจ้าและสละตนเพื่อพระองค์ ให้ความร่วมมือในพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ไล่ตามไขว่คว้าความสำเร็จทางโลก การมีครอบครัวที่กลมเกลียว และอื่นๆ ในทำนองนั้นอีกต่อไป หลังจากที่พระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้ พระเจ้าก็ทรงพระราชกิจต่อไปอีกมากมาย สามปี ห้าปี เจ็ดหรือแปดปีล่วงผ่าน บางคนก็มองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้ายังคงก้าวหน้าไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีสัญญาณว่าพระราชกิจของพระองค์กำลังจะสิ้นสุดหรือมหันตภัยใหญ่หลวงกำลังจะมาและผู้เชื่อก็มีที่หลบภัยกันหมดแล้ว คนที่ใช้มโนคติอันหลงผิดของตนมาประเมินพระราชกิจของพระเจ้าย่อมตั้งหน้าตั้งตารอให้พระราชกิจของพระเจ้าสิ้นสุดลงโดยเร็ว ผู้เชื่อจะได้สามารถมีส่วนร่วมในพรอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงกระทำการในลักษณะนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงสำเร็จลุล่วงเรื่องนี้ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ คนที่รอไม่ไหวย่อมกระสับกระส่ายและเริ่มมีความเคลือบแคลงต่างๆ พลางกล่าวว่า “งานของพระเจ้าใกล้จะจบแล้วไม่ใช่หรือ? ควรจะสิ้นสุดในไม่ช้านี้แล้วไม่ใช่หรือ? พระเจ้าบอกไว้ไม่ใช่หรือว่ามหันตภัยใหญ่หลวงกำลังจะมาถึง? แล้วทำไมพระนิเวศของพระเจ้ายังคงทำงานกันมากมายอย่างนี้? งานของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงเมื่อไรกันแน่? จะจบลงเมื่อไร?” ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจความจริงหรือข้อกำหนดของพระเจ้าแม้แต่น้อย พวกเขาไม่สนใจที่จะปฏิบัติความจริง นบนอบพระเจ้า หรือหนีให้พ้นอิทธิพลของซาตานเพื่อให้ได้รับความรอด พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษเฉพาะเรื่องจำพวกพระราชกิจของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จุดจบของพวกเขาจะเป็นชีวิตหรือความตาย พวกเขาจะเข้าสู่ราชอาณาจักรเพื่อสุขสำราญกับพรได้เมื่อใด และทัศนียภาพอันงดงามของราชอาณาจักรจะเป็นเช่นใด นี่คือสิ่งที่พวกเขานึกพะวงมากที่สุด เพราะฉะนั้น หลังจากที่สู้ทนมาระยะหนึ่งและมองเห็นว่าฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ประเทศต่างๆ ในโลกก็ยังคงเป็นปกติ พวกเขาจึงกล่าวว่า “เมื่อไรพระวจนะของพระเจ้าจะเป็นจริง? ฉันรอมาหลายปีแล้ว—ทำไมถึงยังไม่เป็นจริง? แท้จริงแล้วพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นจริงได้หรือไม่? พระเจ้าทำตามพระวจนะของพระองค์หรือไม่?” และแล้วผู้คนเหล่านี้ก็หมดความอดทน กระสับกระส่าย และเริ่มอยากหาโอกาสกลับไปยังโลกปุถุชนเพื่อใช้ชีวิตของตนเอง

พระราชกิจของพระเจ้าและความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงนั้นอยู่นอกเหนือความคิดฝันและพ้นวิสัยมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เสมอ ไม่ว่าผู้คนจะพยายามเช่นไร ก็ไม่สามารถหยั่งรู้หรือประเมินพระราชกิจและความจริงได้ พวกเขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วพระราชกิจของพระเจ้าใช้วิธีการใดบ้างหรือตั้งใจที่จะสัมฤทธิ์จุดหมายอันใด ดังนั้นในท้ายที่สุดบางคนจึงเริ่มสงสัยว่า “พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่? พระเจ้าอยู่ที่ไหนกันแน่? พระเจ้าแสดงความจริงอยู่เรื่อย แต่นี่ก็แสดงมากไปแล้วไม่ใช่หรือ? พระเจ้าตรัสไว้ไม่ใช่หรือว่าพระองค์จะพาพวกเราเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์? พวกเราจะเข้าสู่ราชอาณาจักรสวรรค์ได้เมื่อไร? ทำไมเรื่องเหล่านี้ถึงยังไม่เป็นจริงหรือลุล่วงเสียที? แท้จริงแล้วจะใช้เวลาอีกกี่ปี? พูดกันอยู่เสมอว่าใกล้ถึงวันของพระเจ้าแล้ว แต่คำว่า ‘ใกล้ถึง’ นี้ก็พูดกันมาหลายปีแล้ว—ทำไมถึงห่างไกลและดูเหมือนไม่สิ้นสุดขนาดนี้?” พวกเขาไม่เพียงคิดเช่นนี้เท่านั้น แต่ยังแพร่ข้อสงสัยเหล่านี้ไปทั่วทุกที่อีกด้วย นี่บ่งชี้ปัญหาอันใด? หลังจากที่ฟังคำเทศนาไปมากมายนัก เหตุใดพวกเขาจึงยังคงไม่เข้าใจความจริงแม้แต่น้อย? เหตุใดพวกเขาจึงใช้มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์มาตีกรอบพระราชกิจของพระเจ้าอยู่เสมอ? เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถมองเรื่องเหล่านี้ตามพระวจนะของพระเจ้า? พวกเขายืนยันได้หรือไม่ว่าพระเจ้ามีอยู่จริง สามารถใช้พระวจนะของพระเจ้าระบุเส้นทางไปสู่ความรอดได้หรือไม่? พวกเขาเข้าใจหรือไม่ว่าทุกคำที่พระเจ้าตรัสและทุกสิ่งที่พระองค์ทำนี้เป็นไปเพื่อช่วยผู้คนให้รอด? พวกเขาเข้าใจหรือไม่ว่าด้วยการได้รับความจริงและเข้าถึงความรอดเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถได้รับพรทั้งปวงที่พระเจ้าทรงสัญญากับมวลมนุษย์เอาไว้? จากที่พวกเขาพูดและมโนคติอันหลงผิดที่พวกเขาเผยแพร่ ก็ชัดเจนว่าโดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดอยู่หรือพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจทั้งหมดนี้และตรัสพระวจนะทั้งหมดนี้ด้วยจุดประสงค์อันใด พวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อโดยแท้! หลังจากที่ฟังคำเทศนามานานหลายปีและทำตัวเลอะเลือนไปเรื่อยๆ ในพระนิเวศของพระเจ้ามาหลายปี พวกเขาได้อะไรไว้บ้าง? พวกเขายืนยันไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริงหรือไม่ พวกเขาไม่มีคำตอบที่แน่ชัดในเรื่องนี้ พวกเขามีบทบาทเช่นใดในคริสตจักร? หลังจากที่ลงแรงไประยะหนึ่งโดยไม่ได้รับพร พวกเขากลับคิดไม่ซื่อ แพร่มโนคติอันหลงผิดเพื่อรบกวนและชักพาผู้อื่นให้หลงผิด สิ่งที่พวกเขาพูดออกมาโดยไม่คิดอะไรก็คือถ้อยคำที่ตัดสินพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาบางคนกล่าวว่า “ฉันเคยนึกว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะเสร็จสิ้นภายในสามถึงห้าปี ไม่เคยคาดคิดว่าตอนนี้ผ่านไปสิบปีก็ยังคงไม่แล้วเสร็จ เมื่อไรพระราชกิจนี้ถึงจะเสร็จสมบูรณ์? บทความคำพยานก็เขียนกันอย่างต่อเนื่อง วิดีโอแสดงการร้องเพลงนมัสการและภาพยนตร์ก็ยังคงผลิตกันอยู่ ข่าวประเสริฐก็ประกาศกันตลอดเวลา—เมื่อไรถึงจะสิ้นสุด?” พวกเขาถึงกับถามผู้อื่นว่า “พวกคุณไม่คิดเหมือนกันหรอกหรือ? เอาเถอะ ไม่ว่าพวกคุณจะคิดอย่างไร ฉันก็คิดอย่างนี้ ฉันเป็นคนซื่อสัตย์ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่เหมือนบางคนที่ไม่พูดความในใจออกมา มัวแต่อมพะนำทุกอย่าง” พวกเขาช่าง “ซื่อสัตย์” เสียจริง กล้าที่จะพูดอะไรก็ได้! ที่แย่กว่านั้นก็คือพวกเขากล่าวว่า “ถ้าพระราชกิจของพระเจ้าไม่จบลงเร็วๆ นี้ ฉันจะไปหางานทำ หาเงิน และมีชีวิตของฉันเองก็แล้วกัน ตลอดหลายปีที่เชื่อในพระเจ้ามานี้ ฉันพลาดอาหารดีๆ ไปหลายมื้อเหลือเกิน พลาดสถานที่สนุกๆ ไปมากมาย รวมทั้งความสุขสำราญมากมายทางวัตถุ! ถ้าฉันไม่ได้เชื่อในพระเจ้า ฉันก็คงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่ มีรถ และอาจจะถึงกับท่องโลกไปหลายรอบแล้วในช่วงหลายปีมานี้ นึกย้อนไปแล้ว ชีวิตที่ไม่มีการเชื่อในพระเจ้านั้นดีมาก ฉันมีความสุขทีเดียว แม้จะว่างเปล่าสักหน่อย แต่ฉันก็สามารถสุขสำราญกับสิ่งที่ให้ความหรรษาทางเนื้อหนังได้ กินดื่มได้ดี และทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไม่มีข้อห้าม ช่วงเวลาหลายปีที่เชื่อในพระเจ้ามานี้ ฉันทนทุกข์มากนัก เข้มงวดกับตัวเองเกินไป! แม้ฉันจะได้รับความจริงมาบ้างและรู้สึกมั่นคงมากขึ้นอีกหน่อยในหัวใจ แต่ความจริงเหล่านี้ก็ไม่อาจแทนที่ความหรรษาทางเนื้อหนังได้! นอกจากนั้น พระราชกิจของพระเจ้าก็ไม่เคยสิ้นสุด พระเจ้าไม่เคยปรากฏให้ผู้คนเห็น ฉันเลยไม่เคยรู้สึกมั่นคงอย่างแท้จริง พวกเขาบอกว่าการเข้าใจและได้รับความจริงย่อมนำสันติสุขและความเบิกบานมาให้ แต่มีสันติสุขและความเบิกบานแล้วดีอย่างไร? ฉันไม่มีความสุขสำราญทางเนื้อหนังอยู่ดี!” ความคิดเหล่านี้วิ่งวนอยู่ในใจของพวกเขานับครั้งไม่ถ้วน และพวกเขาก็พูดทวนให้ตัวเองฟังซ้ำอยู่หลายคราว เมื่อพวกเขาเชื่อว่ามโนคติอันหลงผิดของตนมีเหตุผลอันชอบธรรมมากพอที่จะตั้งมั่นได้ และรู้สึกว่าเวลาสุกงอมแล้ว พวกเขามีคุณสมบัติพอที่จะจับผิดพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะแพร่ความคิดเห็นและมโนคติอันหลงผิดตามที่ยกมาข้างต้น พวกเขาแพร่กระจายความไม่พอใจที่ตนมีต่อพระเจ้า รวมทั้งมโนคติอันหลงผิดและความเข้าใจผิดที่ตนมีเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า พยายามชักพาให้ผู้คนอีกมากพลอยเข้าใจพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ไปในทางที่ผิด แน่นอนว่ายังมีบางคนที่มีเหตุจูงใจแอบแฝงอีกด้วยและอยากกีดกันผู้คนให้สละตนเพื่อพระเจ้าน้อยลง อยากให้ผู้คนละทิ้งหน้าที่ในปัจจุบันของตนและปฏิเสธพระเจ้า ถ้ามีอันต้องยุบคริสตจักรไป สำหรับพวกเขาแล้วนั่นย่อมจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จุดหมายของพวกเขาคืออะไร? “ถ้าฉันไม่ได้รับพร พวกคุณก็ไม่ควรหวังว่าจะได้เช่นกัน ฉันจะทำให้เรื่องราวยุ่งเหยิงเข้าไว้สำหรับพวกคุณทุกคน จะได้ไม่มีพวกคุณคนไหนมุ่งหวังได้ว่าจะได้รับความจริงหรือพรที่พระเจ้าสัญญาไว้!” เมื่อมองไม่เห็นความหวังที่จะได้รับพร พวกเขาก็สิ้นความอดทนที่จะรอคอยต่อไป ตัวพวกเขาเองไม่ได้รับพร และไม่อยากให้ผู้อื่นได้รับเช่นกัน เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเขาแพร่มโนคติอันหลงผิด ด้านหนึ่งพวกเขาก็กำลังระบายความไม่พอใจของตน พร่ำบ่นที่พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีสิ่งใดสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ และวิธีการทรงพระราชกิจของพระเจ้าก็ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คน ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากดึงและชักพาให้ผู้คนอีกมากพร่ำบ่นและเข้าใจพระเจ้าผิด เกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า และสูญสิ้นความเชื่อ พวกเขาอยากให้ผู้คนละทิ้งพระเจ้ากันมากขึ้นเพราะความเข้าใจผิดและมโนคติอันหลงผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระองค์ เหมือนที่พวกเขามีโดยแท้

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger