หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (15) ตอนที่ห้า

ข. ลักษณะความเป็นมนุษย์ของผู้คนที่มักจะเล่นงานผู้อื่น

วันนี้พวกเราสามัคคีธรรมถึงแง่มุมที่สัมพันธ์กับปัญหาเรื่องการเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันไปหลายแง่มุมแล้ว พวกเจ้าเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่ผู้คนนานาประเภทสำแดงออกมาในแง่มุมเหล่านี้แล้วใช่หรือไม่? พวกเรามาเริ่มจากคนที่โน้มเอียงไปในทางที่จะเล่นงานผู้อื่นกันเถิด—พวกเขามีเหตุผลตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่? (ไม่) พวกเขาสำแดงความไม่มีเหตุผลออกมาอย่างไร? พวกเขามีท่าทีและหลักการเช่นใดต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย? พวกเขาเลือกใช้วิธีการและท่าทีเช่นใดมารับมือผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ? ยกตัวอย่างการชอบโต้เถียงเรื่องถูกผิด นี่คือท่าทีอย่างหนึ่งที่พวกเขามีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายมิใช่หรือ? (ใช่) การชอบโต้เถียงเรื่องถูกผิดหมายถึงการพยายามชี้แจงว่าสิ่งใดถูกหรือผิดในทุกๆ เรื่อง ไม่ยอมเลิกราจนกว่าจะมีการอธิบายเรื่องนั้นให้ชัดเจนและเข้าใจกันว่าใครถูกใครผิด ดื้อดึงที่จะจดจ่ออยู่กับเรื่องไร้ประโยชน์ การทำเช่นนี้มีประโยชน์อย่างไรกันแน่? ท้ายที่สุดแล้วการโต้เถียงเรื่องถูกผิดนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่ถูก) ผิดตรงไหน? มีความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องนี้กับการปฏิบัติความจริงหรือไม่? (ไม่มี) เหตุใดพวกเจ้าจึงบอกว่าไม่มีความเชื่อมโยง? การโต้เถียงเรื่องถูกผิดไม่ใช่การยึดปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง ไม่ใช่การเสวนาหรือสามัคคีธรรมถึงหลักธรรมความจริง แต่ผู้คนกลับคุยกันตลอดเวลาว่าใครถูกใครผิด ใครทำตัวถูกต้องและใครทำตัวผิดพลาด ใครเป็นฝ่ายถูกและใครไม่ใช่ ใครมีเหตุผลดีและใครไม่มี ใครแสดงคำสอนที่สูงส่งกว่า นี่คือสิ่งที่พวกเขาสืบสาวราวเรื่อง เมื่อพระเจ้าทรงให้ผู้คนก้าวผ่านบททดสอบ พวกเขาก็พยายามอยู่เสมอที่จะโต้เถียงกับพระเจ้า อ้างเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดเวลา พระเจ้าทรงหารือเรื่องดังกล่าวกับเจ้ากระนั้นหรือ? พระเจ้าตรัสถามหรือไม่ว่าบริบทเป็นอย่างไร? พระเจ้าตรัสถามหรือไม่ว่าต้นตอและเหตุผลของเจ้าเป็นเช่นใด? พระองค์ไม่ได้ถาม พระเจ้ากลับตรัสถามว่าเวลาที่พระองค์ทรงทดสอบเจ้า เจ้ามีท่าทีที่นบนอบหรือต้านทาน พระเจ้าตรัสถามว่าเจ้าเข้าใจความจริงหรือไม่ เจ้านบนอบหรือไม่ พระเจ้าตรัสถามเพียงเท่านี้ ไม่มีเรื่องอื่น พระเจ้าไม่ตรัสถามว่าสาเหตุที่เจ้าไร้ความนบนอบคืออะไร พระองค์ไม่ทรงมองว่าเจ้ามีเหตุผลที่ดีหรือไม่—แน่นอนที่สุดว่าพระองค์ไม่ทรงคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว พระเจ้าทรงมองเพียงว่าเจ้านบนอบหรือไม่เท่านั้น ไม่ว่าสภาพความเป็นอยู่ของเจ้าและบริบทจะเป็นเช่นใด พระเจ้าก็ทรงพินิจพิเคราะห์เพียงว่าหัวใจของเจ้ามีความนบนอบหรือไม่ เจ้ามีท่าทีที่นบนอบหรือไม่ พระเจ้าไม่ทรงโต้วาทีเรื่องถูกผิดกับเจ้า พระเจ้าไม่สนพระทัยว่าเหตุผลของเจ้าเป็นเช่นไร พระเจ้าสนพระทัยเพียงว่าเจ้านบนอบจริงหรือไม่—นี่คือทั้งหมดที่พระเจ้าทรงถามเจ้า นี่คือหลักธรรมความจริงข้อหนึ่งมิใช่หรือ? ผู้คนประเภทที่ชอบโต้เถียงเรื่องถูกผิด ชอบต่อล้อต่อเถียง—พวกเขามีหลักธรรมความจริงในหัวใจหรือไม่? (ไม่มี) เหตุใดจึงไม่มี? พวกเขาเคยสนใจหลักธรรมความจริงบ้างหรือไม่? เคยไล่ตามเสาะหาหลักธรรมความจริงบ้างหรือไม่? เคยแสวงหาหลักธรรมความจริงหรือไม่? พวกเขาไม่เคยให้ความสนใจ หรือไล่ตามเสาะหา หรือแสวงหา และหัวใจของพวกเขาก็ไม่มีหลักธรรมความจริงโดยสิ้นเชิง ผลก็คือพวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่แต่ในมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เท่านั้น หัวใจของพวกเขามีแต่เรื่องถูกผิด ทำตัวถูกต้องและไม่ถูกต้อง มีแต่ข้อแก้ตัว เหตุผล การใช้เหตุผลวิบัติ และข้อโต้เถียงเท่านั้น แล้วไม่นานต่อจากนั้นพวกเขาก็เล่นงาน ตัดสิน และกล่าวโทษกัน อุปนิสัยของผู้คนเช่นนี้ชอบโต้วาทีเรื่องถูกผิด ชอบตัดสินและกล่าวโทษผู้คน ผู้คนเยี่ยงนี้ไม่มีความรักหรือการยอมรับความจริง โน้มเอียงที่จะพยายามโต้เถียงกับพระเจ้า ถึงกับตัดสินพระเจ้าและท้าทายพระเจ้า ในที่สุดพวกเขาย่อมจะลงเอยด้วยการถูกลงโทษ

คนที่ชอบโต้เถียงเรื่องถูกผิดนั้นแสวงหาความจริงหรือไม่? พวกเขาแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า พระประสงค์ของพระเจ้า หรือหลักธรรมความจริงที่ควรปฏิบัติในสถานการณ์เหล่านี้ผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาพบเจอในสถานการณ์เหล่านี้หรือไม่? ไม่ เวลาเผชิญสถานการณ์ต่างๆ พวกเขากลับโน้มเอียงที่จะศึกษาว่า “เหตุการณ์นั้นๆ เป็นอย่างไร” หรือ “คนคนนั้นเป็นเช่นไร” นี่คือพฤติกรรมอันใด? นี่คือสิ่งที่ผู้คนมักจะเรียกว่าการจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างไม่ลดละมิใช่หรือ? พวกเขาทุ่มเถียงเรื่องเหตุผลอันชอบธรรมของผู้คนและครรลองของเหตุการณ์ พวกเขายืนกรานที่จะชี้แจงเรื่องเหล่านี้ให้ชัดเจน แต่ไม่เอ่ยว่าพวกตนแสวงหาความจริง เข้าใจความจริง หรือได้รับความรู้แจ้งจากกระบวนการส่วนใดในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ พวกเขาไม่มีประสบการณ์และวิธีการปฏิบัติเหล่านี้ เอาแต่กล่าวว่า “ชัดเจนว่าคุณใช้เรื่องนั้นมาเพ่งเล็งฉัน พูดจาสบประมาทฉัน คุณคิดว่าฉันโง่จนบอกไม่ได้อย่างนั้นหรือ? คุณสบประมาทฉันทำไม? ฉันไม่เคยล่วงเกินคุณ แล้วคุณจะเพ่งเล็งฉันทำไม? ในเมื่อคุณเพ่งเล็งฉัน ฉันก็จะไม่ยั้งมือแล้ว! ฉันอดทนให้คุณมานาน แต่ความอดทนของฉันก็มีขีดจำกัด อย่านึกว่าจะรังแกฉันได้ง่ายๆ ฉันไม่กลัวคุณหรอก!” เมื่อยึดมั่นในเรื่องเหล่านี้ พวกเขาจึงนำเสนอเหตุผลอันชอบธรรมของตนไม่หยุด หมกมุ่นอยู่กับความถูกผิดและความถูกต้องและไม่ถูกต้องของเรื่องราว แต่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเหตุผลอันชอบธรรมนั้นก็ไม่ได้สอดคล้องกับความจริงแต่อย่างใด ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายจนผู้อื่นนึกเอียนเต็มทีและไม่มีใครเต็มใจฟังพวกเขา กระนั้นพวกเขาเองกลับไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะพูดเรื่องเหล่านี้ ไปที่ใดก็คุยเรื่องเหล่านี้ราวกับถูกผีเข้า นี่เรียกว่าจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งทั้งหลายอย่างไม่ลดละ เป็นการไม่ยอมแสวงหาความจริงโดยแท้ ลักษณะข้อที่สองของผู้คนที่ลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันก็คือชมชอบเป็นพิเศษที่จะจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งทั้งหลายอย่างไม่ลดละ คนที่จดจ่ออยู่กับผู้คนและเรื่องทั้งหลายอย่างไม่ลดละนั้นรักความจริงหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่รักความจริง นี่เห็นได้อย่างชัดเจน แล้วคนเหล่านี้เข้าใจความจริงหรือไม่? พวกเขารู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วความจริงที่พระเจ้าตรัสถึงคืออะไร? ดูจากพฤติกรรมภายนอกที่พวกเขาจดจ่ออยู่กับผู้คนและเรื่องทั้งหลายอย่างไม่ลดละ พวกเขารู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วอะไรคือความจริง? ชัดเจนว่าพวกเขาไม่รู้ แล้วพวกเขาเคารพแนวคิดเช่นใด? เป็นแนวคิดที่ว่าคำพูดของใครก็ตามที่มีเหตุผลชอบธรรมที่สุดย่อมถูกต้อง การกระทำของใครก็ตามที่โปร่งใสและสามารถตีแผ่ให้ทุกคนมองเห็นได้ย่อมถูกต้อง และใครก็ตามที่กระทำการตามหลักศีลธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมดั้งเดิม ได้รับความเห็นชอบจากส่วนรวม ย่อมเป็นฝ่ายถูก ในทัศนะของพวกเขา คำว่า “ถูก” นี้เป็นตัวแทนของความจริง ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งทั้งหลายอย่างไม่ลดละได้ด้วยความเหิมเกริมยิ่ง ไม่เคยเลิกหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ พวกเขาเชื่อว่าการมีเหตุผลอันชอบธรรมเทียบเท่ากับการมีความจริง—นี่สร้างปัญหาอย่างมากมิใช่หรือ? บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยขัดขวางหรือก่อกวนงานของคริสตจักร ไม่ได้เอาเปรียบคนอื่น ไม่ชอบขโมยของของคนอื่น ฉันไม่ใช่คนพาล และไม่ได้เป็นคนชั่ว” นี่แฝงนัยหรือไม่ว่าเจ้าเป็นคนที่ปฏิบัติความจริงและมีความจริง? คนที่จดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างไม่ลดละส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่าตนเป็นคนที่เที่ยงตรง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องข่าวลือ และคิดว่าตนนั้นเป็นคนที่มีเกียรติน่านับถือซึ่งจะไม่มีวันป้อยอผู้อื่น เพราะฉะนั้นเวลาเผชิญสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาจึงโน้มเอียงที่จะทุ่มเถียงและโต้วาที ยืนกรานที่จะใช้วิธีการเหล่านี้พิสูจน์ว่าเหตุผลอันชอบธรรมของตนนั้นถูกต้อง พวกเขาเชื่อว่าถ้าเหตุผลอันชอบธรรมของตนเชื่อถือได้ สามารถนำเสนอได้ในที่แจ้ง และผู้คนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็มีความจริง “ความจริง” ของพวกเขาเป็นเช่นไร? ใช้มาตรฐานใดวัด? พวกเจ้าคิดว่าผู้คนเช่นนี้สามารถเข้าใจความจริงได้หรือไม่? (ไม่ได้) ดังนั้น พวกเขาจึงจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งทั้งหลายอย่างไม่ลดละและดื้อดึงที่จะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้ ผู้คนเหล่านี้ไม่เข้าใจความจริง พวกเขาจึงพูดอยู่เสมอว่า “ฉันไม่เคยล่วงเกินคุณ ทำไมคุณถึงเพ่งเล็งฉันอยู่เรื่อย? คุณผิดที่มาเพ่งเล็งฉัน!” พวกเขาเชื่อว่า “ถ้าฉันไม่เคยล่วงเกินคุณ คุณก็ไม่ควรทำกับฉันแบบนี้ ในเมื่อคุณทำกับฉันแบบนี้ ฉันก็จะเอาคืนบ้าง ฉันจะแก้เผ็ด และการแก้เผ็ดของฉันก็เป็นการป้องกันตัวโดยชอบ และถูกต้องตามกฎหมาย นี่คือหลักธรรมความจริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณทำอยู่จึงไม่สอดคล้องกับหลักธรรมความจริง แต่สิ่งที่ฉันทำนี้สอดคล้อง ดังนั้นฉันก็จะจดจ่ออยู่กับเรื่องนี้ จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ และเอ่ยถึงคุณตลอดเวลา!” พวกเขาเชื่อไปว่าการจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างไม่ลดละนั้นสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง แต่นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่มิใช่หรือ? แท้จริงแล้วเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และพวกเขาก็เดินผิดทางแล้ว การจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างไม่ลดละเป็นเรื่องที่แตกต่างจากการปฏิบัติความจริงโดยสิ้นเชิง นี่คือปัญหาข้อที่สองเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของผู้คนเหล่านี้—พวกเขาจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างไม่ลดละ ปัญหาเรื่องความเป็นมนุษย์นี้สัมพันธ์กับสิ่งใด? สัมพันธ์กับธรรมชาติของคนเรามิใช่หรือ? ผู้คนเหล่านี้เชื่อในพระเจ้ามาหลายปี แต่กลับไม่เข้าใจความจริง นึกว่าศัพท์ที่พวกเขารู้จัก เช่น เปิดกว้างและโปร่งใส เที่ยงตรงและซื่อสัตย์ เปิดเผยและไม่อ้อมค้อม ตรงไปตรงมาและน่านับถือ และอื่นๆ คือพื้นฐานสำคัญของการประพฤติปฏิบัติตน และพวกเขาก็ถือว่าสิ่งเหล่านี้คือหลักธรรมความจริง นี่คือมุมมองที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

ผู้คนที่ลงมือเล่นงานกันและมีแนวโน้มที่จะต่อล้อต่อเถียงนั้นมีความเป็นมนุษย์ที่ผิดปกติ แง่มุมแรกของคนแบบนี้คือชอบโต้เถียงเรื่องถูกผิด แง่มุมที่สองคือจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างไม่ลดละ แง่มุมที่สามคือสิ่งใด? ไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิงใช่หรือไม่? พวกเขายอมรับถ้อยแถลงที่ถูกต้องไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว คิดไปว่า “ต่อให้สิ่งที่คุณพูดนั้นถูกต้อง คุณก็ยังต้องช่วยรักษาหน้าตาให้ฉัน ต้องพูดจาถนอมน้ำใจและไม่ทำร้ายความรู้สึกของฉัน ถ้าคำพูดของคุณเชือดเฉือนและสามารถทำให้ฉันเสียหน้า คุณก็ต้องพูดกับฉันเป็นการส่วนตัว ต้องไม่ทำร้ายความรู้สึกของฉันต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ไม่คำนึงถึงความภาคภูมิใจของฉันและไม่ให้ฉันมีทางออกจากสถานการณ์ที่น่าอับอายนี้ นอกจากนี้สิ่งที่คุณพูดมาก็ผิด ดังนั้นฉันต้องตอบโต้!” ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านี้ ผู้คนประเภทนี้ย่อมคัดค้านว่า “ไม่ว่าคำพูดของคุณจะถูกต้องขนาดไหน ฉันก็จะไม่ยอมรับ! ถ้าคุณพูดถึงคนอื่นก็ไม่เป็นไร แต่มาเพ่งเล็งฉันนี่รับไม่ได้ ต่อให้คุณเป็นฝ่ายถูกก็ตาม!” แม้ในยามที่อ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่ ถ้าพวกเขารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงหรือพุ่งเป้ามาที่พวกเขา พวกเขาย่อมรู้สึกรังเกียจพระวจนะเหล่านั้นและไม่เต็มใจรับฟังพระวจนะ—เพียงแต่ว่าในเมื่อพวกเขาพบเจอแต่พระวจนะของพระเจ้าที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น พวกเขาจึงไม่อาจเถียงพระองค์ได้ ถ้าใครชี้ให้พวกเขาเห็นปัญหาของตนหรือบอกพวกเขาซึ่งหน้า หรือเอ่ยถึงปัญหาเหล่านั้นขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่ได้หมายที่จะเพ่งเล็งพวกเขา พวกเขาก็สามารถตอบโต้และเป็นฝ่ายเริ่มต่อล้อต่อเถียงได้ นี่หมายความว่าคนเช่นนี้ไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิงมิใช่หรือ? (ใช่) นี่คือแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ในตัวพวกเขา—ไม่ยอมรับความจริงอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ไม่ว่าเนื้อหาที่พวกเขาต่อล้อต่อเถียงกันจะเป็นเรื่องใดหรือว่าต่อล้อต่อเถียงกันที่ไหน ความเป็นมนุษย์ของผู้คนดังกล่าวย่อมชัดแจ้ง พวกเขาไม่เข้าใจความจริง และต่อให้พวกเขาเข้าใจสิ่งที่กล่าวในการเทศนา พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง พวกเขายังคงลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันต่อไป หรือมักจะโน้มเอียงไปในทางเล่นงานผู้อื่น ดูจากการสำแดงของพวกเขาแล้ว พวกเขาเป็นคนชนิดใด? ก่อนอื่นพวกเขาใช่คนที่รักความจริงหรือไม่? พวกเขาใช่คนที่สามารถปฏิบัติความจริงเมื่อเข้าใจความจริงแล้วหรือไม่? (ไม่ใช่) เมื่อพวกเขาพบเจอปัญหา พวกเขาสามารถแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาหรือไม่? (ไม่สามารถ) เมื่อพวกเขาเก็บงำมโนคติอันหลงผิด และอคติหรือความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับผู้อื่น พวกเขาสามารถคิดริเริ่มที่จะวางสิ่งเหล่านั้นไปแสวงหาความจริงหรือไม่? (ไม่) พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เมื่อดูทุกสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ ก็ชัดเจนว่าทุกคนที่โน้มเอียงไปในทางเล่นงานผู้อื่นและต่อล้อต่อเถียงกันนี้เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ดูจากการสำแดงต่างๆ ของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่รักความจริงและไม่เต็มใจที่จะแสวงหาความจริง ในเรื่องที่เกี่ยวพันกับความจริง ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดอคติหรือทัศนะอันใดที่ผิด พวกเขาก็ยังคงคิดว่าตนเองถูกและไม่แสวงหาความจริงแต่อย่างใด แม้ในยามที่มีการสามัคคีธรรมความจริงแก่พวกเขาอย่างชัดเจน พวกเขาก็ไม่ยอมรับความจริง และยิ่งไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง ในเวลาเดียวกันคนเหล่านี้ก็สำแดงให้เห็นสิ่งที่น่าชิงชังยิ่งขึ้นคือ หลังจากที่เกิดความเข้าใจในวาจาและคำสอนบางอย่างแล้ว พวกเขาก็ใช้คำสอนอันเลิศลอยที่พวกตนเข้าใจนี้มาเล่นงาน ตัดสิน และกล่าวโทษผู้อื่นตามอำเภอใจ และถึงกับใช้ตีกรอบและควบคุมผู้อื่น ถ้าพวกเขาไม่สามารถใช้คำตัดสินและคำกล่าวโทษมากำราบเจ้า พวกเขาก็จะคิดทำทุกวิถีทางที่จะใช้ทฤษฎีอันกลวงเปล่ามาตีกรอบเจ้า ถ้าเจ้ายังไม่ยอมลงให้ พวกเขาก็จะหันไปใช้วิธีที่ยิ่งเลวร้ายและน่าดูหมิ่นมาเล่นงานเจ้า จนกระทั่งเจ้ายอมลงให้พวกเขา กลายเป็นคนอ่อนแอและคิดลบ หรือเริ่มเลื่อมใสในตัวพวกเขาและถูกพวกเขาบงการ—เช่นนั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกพอใจ ดังนั้นตามพฤติกรรม การสำแดง และท่าทีที่คนเหล่านี้มีต่อความจริง พวกเขาเป็นคนเช่นใด? พวกเขาไม่ยอมรับความจริงโดยสิ้นเชิง—นี่คือท่าทีที่พวกเขามีต่อความจริง แล้วความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเป็นเช่นใด? คนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นคนชั่ว ประมาณอย่างต่ำๆ เกินร้อยละ 90 ของพวกเขาเป็นคนชั่ว คนชั่วชอบชี้แจงถูกผิดทุกเรื่อง มิเช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ยอมปล่อยไป และพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้เสมอ นอกจากนี้เวลาเผชิญสถานการณ์ต่างๆ คนชั่วย่อมหมกมุ่นอยู่กับผู้คนและสิ่งทั้งหลาย จดจ่ออย่างไม่ลดละ นำเสนอเหตุผลอันชอบธรรมของตนตลอดเวลา พยายามอยู่เสมอที่จะให้ทุกคนเห็นด้วยและสนับสนุนตน ให้ทุกคนพูดว่าตนนั้นถูกต้อง และไม่ยอมให้ใครพูดถึงตนในทางที่ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เวลาคนชั่วเผชิญสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาก็มองหาโอกาสที่จะกักขังและควบคุมผู้คนอยู่เสมอ พวกเขาใช้วิธีใดควบคุมผู้คน? พวกเขากล่าวโทษทุกคน ทำให้ผู้อื่นเชื่อกันทุกคนว่าไม่มีใครดีพอ ทุกคนมีปัญหาและข้อเสีย และด้อยกว่าคนชั่วพวกนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกคนชั่วย่อมรู้สึกพอใจและมีความสุข เมื่อพวกเขาทุบผู้อื่นล้มหมดแล้ว เหลือแต่พวกตนเท่านั้นที่หยัดยืน พวกเขาย่อมควบคุมทุกคนไว้แล้วมิใช่หรือ? ด้วยการควบคุมผู้คนเอาไว้ พวกเขาย่อมสัมฤทธิ์จุดประสงค์ที่เป็นการกล่าวโทษและคว่ำทุกคน ทำให้ทุกคนเชื่อว่าตนเองไม่มีความสามารถ กลายเป็นคนที่คิดลบและอ่อนแอ สูญสิ้นความเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าและความจริง สูญสิ้นความเชื่อในพระเจ้าและไม่มีเส้นทางให้เดิน—หลังจากนี้คนชั่วเหล่านี้ย่อมรู้สึกเป็นสุขและพอใจ เมื่อมองแง่มุมเหล่านี้แล้ว ก็ชัดเจนมิใช่หรือว่าคนประเภทนี้ส่วนใหญ่คือคนชั่ว? จงดูว่าคนชนิดใดมีแนวโน้มที่จะเล่นงานผู้อื่นอยู่เสมอเวลามีพวกเขาอยู่ในกลุ่ม ถ้าไม่ทำซึ่งหน้าก็ทำลับหลัง ใช้วิธีการต่างๆ มาเล่นงานผู้อื่น—ผู้คนดังกล่าวคือคนชั่ว คนเหล่านี้ไม่ยอมรับความจริงแต่อย่างใด และไม่สามัคคีธรรมความจริง พวกเขามักจะใช้สถานการณ์หนึ่งๆ มาโอ่ว่าตนเป็นคนดี ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็มีเหตุอันชอบธรรมและมีเหตุผลรองรับ ประพฤติตนเที่ยงตรงและโปร่งใส—พวกเขาคุยโวอยู่เสมอว่าตนนั้นเป็นคนดีและมีเกียรติ เป็นคนที่ตรงไปตรงมาและเที่ยงธรรม ผู้คนเหล่านี้ไม่เคยเป็นพยานยืนยันความจริง และไม่เคยเป็นพยานยืนยันพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาชอบที่จะจดจ่ออยู่กับผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างไม่ลดละ และชอบนำเสนอเหตุผลอันชอบธรรมของตนเองเท่านั้น เจตนาและจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือการทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเขาเป็นคนดี พวกเขาเข้าใจทุกสิ่ง ส่วนคนในคริสตจักรที่มักจะลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่เริ่มเล่นงานก่อนหรือถูกเล่นงานก็ตาม ถ้าชีวิตคริสตจักรถูกขัดขวางและรบกวน เช่นนั้นแล้วผู้คนส่วนใหญ่ก็ควรลุกขึ้นมาตักเตือนและห้ามปรามพวกเขา ไม่ควรให้ผู้คนเหล่านี้มีเวลาอาละวาดทำเรื่องไม่ดี และไม่ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาส่งผลต่อผู้อื่นด้วยการระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัวและหาทางแก้แค้นเพราะผูกใจเจ็บเป็นการส่วนตัวและเกิดความโมโหชั่ววูบ แน่นอนว่าผู้นำคริสตจักรควรลุล่วงความรับผิดชอบของตนตามหน้าที่เช่นกัน ควบคุมผู้คนเหล่านี้อย่างมีประสิทธิผลไม่ให้ขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักร และปกป้องผู้คนส่วนใหญ่จากการถูกรบกวน เมื่อผู้คนลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกัน ผู้นำคริสตจักรควรสามารถหยุดยั้งและควบคุมพวกเขาได้อย่างทันกาล ถ้าการพยายามหยุดยั้งและควบคุมพวกเขาไม่อาจแก้ปัญหา และพวกเขายังคงเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันต่อไป รบกวนผู้อื่น และทำความเสียหายให้กับชีวิตคริสตจักรต่อไป เช่นนั้นแล้วก็ควรไล่หรือเอาตัวคนจำพวกนี้ออกไป นี่คือความรับผิดชอบของผู้นำคริสตจักร

พวกเราสามัคคีธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรมและการสำแดงของคนที่ลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันมามากแล้ว เมื่อครู่นี้พวกเรายังชำแหละและสามัคคีธรรมถึงความเป็นมนุษย์ของพวกเขาไปพอสังเขปอีกด้วย ซึ่งจะทำให้พวกเจ้ามีวิจารณญาณในตัวพวกเขามากขึ้น และทำให้พวกเจ้าส่วนใหญ่สามารถขบคิดออกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นและใช้วิจารณญาณแยกแยะพวกเขาได้ทันกาลยามที่พวกเขาพูดจาและกระทำการ ยิ่งพวกเจ้าเข้าใจและรู้จักแก่นแท้ของผู้คนเหล่านี้อย่างถ่องแท้ พวกเจ้าก็จะยิ่งสามารถใช้วิจารณญาณดูพวกเขาออกได้เร็ว และผลก็คือพวกเจ้าจะถูกพวกเขารบกวนน้อยลงเรื่อยๆ พวกเจ้าส่วนใหญ่ควรชัดเจนว่าคนที่ลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันนั้นเป็นภัยต่อชีวิตคริสตจักรและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอย่างไร ผู้คนเช่นนี้จะไม่ยอมทบทวนตนเองและเลิกต่อสู้กันเป็นแน่ ถ้าไม่จัดการเอาตัวพวกเขาออกไปทันที พวกเขาก็จะก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักรอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น การจัดการเอาตัวผู้คนเช่นนี้ออกไปจึงเป็นงานที่สำคัญมากของผู้นำคริสตจักรและไม่ควรมองข้าม

5 มิถุนายน ค.ศ. 2021

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger