หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน (15) ตอนที่สาม

3. การต่อล้อต่อเถียง

ในคริสตจักรยังมีคนอีกแบบหนึ่ง—คนแบบนี้ชอบสร้างความชอบธรรมให้ตนเองเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างถ้าพวกเขาทำหรือกล่าวสิ่งใดผิด พวกเขาย่อมกลัวว่าผู้อื่นอาจจะมีความคิดเห็นที่ไม่ดีกับตน และเรื่องนี้ก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพวกเขาในสายตาของคนส่วนใหญ่ ดังนั้นขณะชุมนุม พวกเขาจึงสร้างความชอบธรรมให้ตนเองและอธิบายเรื่องราว จุดประสงค์ที่พวกเขาอธิบายก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเกิดความคิดเห็นที่ไม่ดีกับตน ดังนั้นพวกเขาจึงใช้ความพยายามและความคิดในเรื่องนี้อย่างมาก ตรึกตรองตลอดวันว่า “ฉันจะชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างได้อย่างไร? จะอธิบายแก่คนคนนั้นให้ชัดเจนได้อย่างไร? ฉันจะหักล้างความคิดเห็นที่ไม่ดีที่พวกเขามีต่อฉันได้อย่างไร? การชุมนุมวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะพูดคุยเรื่องนี้” ในที่ชุมนุม พวกเขาจึงกล่าวว่า “สิ่งที่ฉันทำไปในครั้งก่อนไม่ได้หมายที่จะทำร้ายหรือเปิดโปงใคร ฉันเจตนาดีคืออยากจะช่วยผู้คน แต่บางคนก็เข้าใจฉันผิดอยู่เสมอ อยากเพ่งเล็งฉันอยู่เรื่อย และคิดตลอดเวลาว่าฉันละโมบ ทะเยอทะยาน และมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี แต่แท้จริงแล้วฉันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย จริงไหม? ฉันไม่เคยทำหรือพูดอะไรแบบนั้น เวลาฉันพูดถึงใครสักคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย ก็ไม่ใช่ว่าฉันตั้งใจจะทำให้พวกเขาเดือดร้อน เวลาผู้คนทำเรื่องไม่ดีลงไป พวกเขาจะไม่ยอมให้คนอื่นพูดถึงเรื่องนั้นได้อย่างไร?” พวกเขาพูดเสียมากมาย ทั้งปกป้องและสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง พลางเปิดโปงปัญหาของอีกฝ่ายไปด้วยไม่น้อย ทั้งหมดก็เพื่อแยกตัวออกมาจากเรื่องดังกล่าว ทำให้ทุกคนเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเผยออกมานั้นไม่ใช่อุปนิสัยที่เสื่อมทราม พวกเขาไม่ได้มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีหรือว่าไม่ชอบความจริง และยิ่งไม่มีเจตนาปองร้าย แต่กลับทำให้ทุกคนนึกว่าพวกเขานั้นเจตนาดี โดยที่เจตนาอันดีของพวกเขาก็มักจะถูกเข้าใจผิด พวกเขามักจะถูกกล่าวโทษเพราะความเข้าใจผิดของผู้อื่น คำพูดของพวกเขาทำให้คนฟังรู้สึกทั้งโดยนัยและในทางที่ชัดแจ้งว่าพวกเขาบริสุทธิ์ใจ และผู้คนที่คิดว่าพวกเขาผิดและไม่ดีนั้นคือคนชั่ว เป็นคนที่ไม่รักความจริง เมื่อได้ฟังเช่นนี้ อีกฝ่ายก็เข้าใจไปว่า “คำพูดของคุณมีจุดประสงค์ที่จะบอกว่าคุณไม่ได้มีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามไม่ใช่หรือ? นั่นก็เพื่อทำให้คุณดูดีเท่านั้นไม่ใช่หรือ? นี่ไม่ใช่ว่าคุณไม่รู้จักตัวเอง ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเท่านั้นเองหรอกหรือ? ถ้าคุณไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้ ก็ได้ แต่ทำไมพุ่งเป้ามาที่ฉัน? ฉันไม่ได้เจตนาเพ่งเล็งคุณ และไม่ได้อยากโจมตีคุณ คุณจะคิดอย่างไรก็ได้ตามที่อยากคิด นั่นเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย?” ดังนั้นพวกเขาจึงยั้งตัวเองไว้ไม่อยู่และกล่าวว่า “เวลาบางคนพบเจอปัญหาเล็กน้อย ทนทุกข์กับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือความเจ็บปวดบ้าง พวกเขากลับไม่เต็มใจยอมรับ อยากอธิบายและสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง พยายามพาตัวออกห่างจากปัญหาเสมอ อยากทำให้ตัวเองดูดีตลอดเวลา อยากชุบทองให้กับภาพลักษณ์ของตน พวกเขาไม่ใช่คนแบบนั้น แล้วทำไมถึงพยายามทำให้ตัวเองดูดี พยายามบรรยายว่าตัวเองเพียบพร้อม? นอกจากนี้ฉันก็สามัคคีธรรมความจริง ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใคร ไม่ได้คิดจะโจมตีหรือแก้แค้นใคร ผู้คนอยากคิดอะไรก็คิดไปแล้วกัน!” สองคนนี้กำลังสามัคคีธรรมความจริงกันหรือไม่? (ไม่) แล้วพวกเขากำลังทำอะไร? ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “ฉันทำสิ่งเหล่านี้เพื่องานของคริสตจักร ฉันไม่สนหรอกว่าคุณจะคิดอย่างไร” อีกฝ่ายก็บอกว่า “เมื่อมนุษย์ลงมือ สวรรค์ย่อมจับตามอง พระเจ้าทรงรู้ความคิดของผู้คน เพียงเพราะคุณมีไมตรีจิต มีความสามารถและวาทศิลป์อยู่บ้าง และไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ก็อย่าคิดว่าพระเจ้าจะไม่ทรงพินิจพิเคราะห์ตัวคุณ อย่าคิดว่าถ้าคุณซ่อนเร้นความคิดของตัวเองไว้ลึกๆ พระเจ้าจะไม่สามารถมองเห็น พี่น้องชายหญิงสามารถมองเห็นความคิดของคุณกันทุกคน—ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพระเจ้า! คุณไม่รู้หรือว่าพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจส่วนลึกของผู้คน?” สองคนนี้เถียงกันเรื่องอะไร? ฝ่ายหนึ่งกำลังพยายามอย่างมากที่จะสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ทำให้ตนพ้นผิด ไม่อยากให้ผู้อื่นมีภาพจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับตน ส่วนอีกฝ่ายก็ยืนกรานที่จะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ไม่ยอมให้คนคนนั้นดูดี และพร้อมกันนั้นก็มุ่งหมายที่จะใช้วาจาติเตียนมาเปิดโปงและกล่าวโทษพวกเขา ดูภายนอกสองคนนี้ไม่ได้สาปแช่งกันโดยตรงหรือเปิดโปงกันโดยตรง แต่วาจาของทั้งคู่มีจุดประสงค์คือ ฝ่ายหนึ่งก็พยายามป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใจตนผิด และเรียกร้องให้อีกฝ่ายกู้ชื่อให้ตน ขณะที่อีกฝั่งก็ไม่ยอมทำเช่นนั้น กลับยืนกรานที่จะตีตราและกล่าวโทษ เรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมรับ การสนทนาแบบนี้ใช่การสามัคคีธรรมความจริงตามปกติหรือไม่? (ไม่ใช่) ใช่การสนทนาตามมโนธรรมและเหตุผลหรือไม่? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้วธรรมชาติของการสนทนาแบบนี้เป็นอย่างไร? การสนทนาแบบนี้ใช่การลงมือเล่นงานกันหรือไม่? (ใช่) คนที่สร้างความชอบธรรมให้ตนเองกำลังสามัคคีธรรมอยู่หรือไม่ว่าพวกเขาสามารถยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า รู้จักตนเอง และค้นหาหลักธรรมที่ควรปฏิบัติได้อย่างไร? ไม่ พวกเขากำลังบอกเหตุผลอันชอบธรรมของตนให้ผู้อื่นฟัง พวกเขาอยากชี้แจงความนึกคิด มุมมอง เจตนา และจุดประสงค์ของตนแก่ผู้อื่น อยากอธิบายตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง และอยากให้อีกฝ่ายยืนยันว่าพวกเขาไม่ผิด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังอยากปฏิเสธการเปิดโปงและกล่าวโทษของอีกฝ่าย และไม่ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือความจริงหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่พวกเขาไม่ยอมรับหรือไม่เต็มใจยอมรับ ตราบนั้นพวกเขาก็ถือว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นผิด และอยากแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่อยากลบล้างความผิดให้พวกเขา แต่กลับเปิดโปงแทน บีบให้พวกเขายอมรับการกล่าวโทษจากตน คนหนึ่งไม่เต็มใจยอมรับ ส่วนอีกคนก็ยืนกรานให้ยอมรับ พาให้ทั้งสองเล่นงานกัน ธรรมชาติของบทสนทนาแบบนี้ก็คือธรรมชาติของการลงมือเล่นงานกัน ดังนั้น การเล่นงานแบบนี้มีธรรมชาติเป็นเช่นไร? การสนทนาเช่นนี้ย่อมมีลักษณะเป็นการที่ต่างฝ่ายต่างปฏิเสธ พร่ำบ่นกัน และกล่าวโทษกันใช่หรือไม่? (ใช่) มีบทสนทนารูปแบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตคริสตจักรด้วยหรือไม่? (มี) การสนทนาแบบนี้คือการต่อล้อต่อเถียงกันทั้งสิ้น

เหตุใดจึงเรียกบทสนทนาแบบนี้ว่าการต่อล้อต่อเถียง? (เพราะผู้คนที่เกี่ยวข้องกำลังโต้เถียงกันเรื่องถูกผิด ไม่มีใครพยายามทำความรู้จักตัวเอง และไม่มีใครได้รับสิ่งใด พวกเขาเอาแต่ดึงดันที่จะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องดังกล่าว และบทสนทนานั้นก็ไร้ความหมาย) พวกเขาเอาแต่พูดจาเสียมากมายและเปลืองลมปากมาเถียงกันว่าใครทำตัวถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ใครเหนือกว่าหรือด้อยกว่า พวกเขาเถียงกันไม่หยุดโดยที่ไม่เคยมีผู้ชนะ และแล้วพวกเขาก็เถียงกันต่อ ท้ายที่สุดพวกเขาได้อะไรจากการทำเช่นนี้? ใช่การเข้าใจความจริง ใช่การเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่? ใช่ความสามารถที่จะกลับใจและยอมรับการพินิจพิเคราะห์จากพระเจ้าหรือไม่? ใช่ความสามารถที่จะยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้าและรู้จักตนเองมากขึ้นหรือไม่? พวกเขาไม่ได้สิ่งเหล่านี้ไว้เลย ข้อพิพาทที่ไร้ความหมายและบทสนทนาเรื่องถูกผิดเหล่านี้คือการต่อล้อต่อเถียง กล่าวง่ายๆ ก็คือ การต่อล้อต่อเถียงเป็นการสนทนาที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ทุกสิ่งที่พูดมาล้วนไร้สาระ ไม่มีสักคำที่ชวนให้เจริญใจหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น แต่ทุกคำที่พูดออกมากลับสร้างความเจ็บปวด และเกิดจากเจตจำนงของมนุษย์ ความหัวร้อน ความรู้สึกนึกคิดของผู้คน และแน่นอนว่ายิ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คน ทุกคำที่พูดออกมาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ภาพลักษณ์และความมีหน้ามีตาของตนเอง ไม่ใช่เพื่อที่จะเกื้อกูลหรือทำให้ผู้อื่นเจริญใจ ไม่ใช่เพื่อให้ตนเองเข้าใจแง่มุมบางอย่างของความจริงหรือเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และแน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อที่จะเสวนาว่าพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามอันใดของตนออกมา อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนตรงกับพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่ หรือว่าความเข้าใจของตนนั้นถูกต้องหรือไม่ ไม่ว่าเหตุผลที่ยกมาสร้างความชอบธรรมให้ตนเองและคำอธิบายที่ไร้ความหมายเหล่านี้จะฟังดูรื่นหู จริงใจ หรือเปี่ยมศรัทธาเพียงใด ก็ล้วนเป็นการต่อล้อต่อเถียง เล่นงาน และตัดสินกัน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้อื่นและตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำร้ายผู้อื่นและส่งผลต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคลตามปกติของคนเราเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในชีวิตของตนเองอีกด้วย สรุปแล้ว ไม่ว่าข้ออ้าง เจตนา ท่าที น้ำเสียงที่ใช้ หรือช่องทางและกลวิธีที่ใช้จะเป็นเช่นใด ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินและกล่าวโทษผู้อื่นตามอำเภอใจ ตราบนั้นถ้อยคำ วิธีการ และอื่นๆ เหล่านี้ก็ล้วนจัดอยู่ในหมวดหมู่ของการเล่นงานผู้อื่น เป็นการต่อล้อต่อเถียงทั้งสิ้น ขอบข่ายนี้กว้างหรือไม่? (กว้างมาก) แล้วเวลาที่พวกเจ้าเผชิญการเล่นงาน ตัดสิน และกล่าวโทษจากผู้คน พวกเจ้าจะละเว้นพฤติกรรมที่เล่นงานและกล่าวโทษผู้อื่นได้หรือไม่? พวกเจ้าควรปฏิบัติอย่างไรเวลาเผชิญสถานการณ์แบบนี้? (พวกเราต้องมาสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผ่านทางการอธิษฐาน จากนั้นก็จะไม่มีความเกลียดชังในหัวใจของพวกเราอีกต่อไป) ตราบใดที่คนคนหนึ่งมีความเข้าอกเข้าใจและมีเหตุผล ตราบใดที่พวกเขาสามารถสงบใจเบื้องหน้าพระเจ้า อธิษฐานถึงพระองค์ และยอมรับความจริงได้ สามารถควบคุมเจตนาและความอยากได้อยากมีของตนได้ ตราบนั้นพวกเขาก็จะสามารถไปถึงขั้นที่ทั้งไม่ตัดสินและไม่เล่นงานผู้อื่น ตราบใดที่เจตนาและจุดประสงค์ของบางคนไม่ใช่การระบายความอาฆาตมาดร้ายส่วนตัวหรือแสวงหาการแก้แค้น และแน่นอนว่าไม่ใช่การเล่นงานอีกฝ่าย แต่พวกเขากลับทำร้ายอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะว่าพวกเขาไม่เข้าใจความจริงหรือเข้าใจอย่างตื้นเขินเกินไป และเพราะพวกเขาค่อนข้างเบาปัญญาและไม่รู้ความหรือเอาแต่ใจ ตราบนั้นด้วยการช่วยเหลือ เกื้อหนุน และสามัคคีธรรมจากผู้อื่น หลังจากที่เข้าใจความจริงแล้ว วาจาของพวกเขาย่อมจะถูกต้องมากขึ้น รวมทั้งการประเมินผู้อื่นและทัศนะที่พวกเขามีต่อผู้อื่นด้วย และพวกเขาก็จะสามารถรับมือการกระทำที่ไม่ถูกต้องและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามซึ่งผู้อื่นเผยออกมาได้อย่างถูกต้อง และด้วยเหตุนั้นจึงค่อยๆ ลดการเล่นงานและตัดสินผู้อื่น อย่างไรก็ดี ถ้าคนเราใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตนตลอดเวลา หาโอกาสแก้แค้นใครก็ตามที่พวกเขาไม่ชอบหน้าหรือคนที่เคยล่วงเกินหรือทำร้ายพวกเขามาก่อน เก็บงำเจตนาดังกล่าวเอาไว้เสมอ ไม่แสวงหาความจริง ไม่พึ่งพาหรืออธิษฐานถึงพระเจ้าเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมสามารถเล่นงานผู้อื่นได้ทุกเมื่อและทุกหนแห่ง และนี่ก็ยากที่จะแก้ไข การเล่นงานผู้อื่นโดยไม่เจตนานั้นแก้ไขง่าย แต่การจงใจและเจตนาเล่นงานกลับไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าคนคนหนึ่งเล่นงานและตัดสินผู้อื่นเป็นบางครั้งโดยไม่ได้เจตนา เมื่อผู้อื่นสามัคคีธรรมความจริงเพื่อเกื้อหนุนและช่วยเหลือพวกเขา ทันทีที่พวกเขาเข้าใจความจริงก็ย่อมจะสามารถพลิกครรลองของตนให้ถูกต้องได้ อย่างไรก็ดี ถ้าใครบางคนพยายามแก้แค้นและระบายความอาฆาตมาดร้ายของตนอย่างต่อเนื่อง อยากระรานหรือโค่นล้มผู้อื่นอยู่เสมอ และเล่นงานผู้อื่นด้วยเจตนาดังกล่าว ซึ่งทุกคนสามารถรู้สึกและมองเห็นได้ เช่นนั้นแล้วพฤติกรรมดังกล่าวย่อมกลายเป็นการขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักร เป็นการจงใจขัดขวางและก่อกวนทั้งสิ้น ด้วยเหตุนั้น การมีอุปนิสัยเล่นงานผู้อื่นนี้จึงยากที่จะเปลี่ยนแปลง

คราวนี้พวกเจ้าก็เข้าใจแล้วใช่หรือไม่ว่าควรแก้ปัญหาเรื่องการเล่นงานและกล่าวโทษผู้อื่นอย่างไร? มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือ—คนเราต้องพึ่งพาและอธิษฐานถึงพระเจ้า และแล้วความเกลียดชังของพวกเขาก็จะค่อยๆ หมดไป ผู้คนที่สามารถเล่นงานผู้อื่นมีอยู่สองประเภทหลักๆ หนึ่งคือคนที่พูดไม่คิด พูดจาโผงผางแบบขวานผ่าซาก และอาจกล่าวบางสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไม่ชอบหน้าผู้คน อย่างไรก็ดี โดยมากแล้วพวกเขาไม่ได้จงใจหรือเจตนาเล่นงานผู้คน—เพียงแต่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ นี่เป็นอุปนิสัยของพวกเขาเท่านั้น และพวกเขาก็ลงมือเล่นงานผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าถูกตัดแต่ง พวกเขาก็สามารถยอมรับได้ นี่จึงไม่ใช่คนชั่ว และไม่ใช่เป้าหมายที่จะถูกชำระออกไป แต่คนชั่วย่อมไม่ยอมรับการถูกตัดแต่ง และมักจะก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักร พวกเขาเล่นงาน ตัดสิน โจมตี และตอบโต้ผู้อื่นอยู่เนืองๆ ไม่ยอมรับความจริงแม้แต่น้อย พวกเขาก็คือคนชั่ว และเป็นคนที่คริสตจักรจำต้องจัดการชำระออกไปเสีย เหตุใดจึงจำเป็นต้องจัดการชำระพวกเขาออกไป? ดูจากแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาแล้ว พฤติกรรมที่พวกเขาเล่นงานผู้อื่นไม่ใช่ไม่มีเจตนา แต่เป็นการจงใจ นี่เป็นเพราะผู้คนเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์ที่ปองร้าย—ไม่มีใครสามารถล่วงเกินหรือวิจารณ์พวกเขาได้ และถ้าใครสักคนกล่าวสิ่งที่บังเอิญทำร้ายความรู้สึกของพวกเขาอยู่บ้าง พวกเขาก็จะคิดหาโอกาสแก้แค้น—ดังนั้น ผู้คนดังกล่าวจึงสามารถวางแผนเล่นงานผู้อื่นได้ นี่เป็นคนจำพวกหนึ่งที่คริสตจักรจำเป็นต้องจัดการชำระออกไป ใครก็ตามที่ลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกัน—ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ฝ่ายไหน ไม่ว่าจะเล่นงานอย่างแข็งขันหรือตอบโต้เฉยๆ—ตราบใดที่พวกเขามีส่วนร่วมในการเล่นงานเช่นนี้ พวกเขาก็คือคนชั่วที่มีเจตนาร้าย ไม่พอใจนิดเดียวก็ระรานผู้อื่น ผู้คนเช่นนี้ก่อให้เกิดการขัดขวางและรบกวนชีวิตคริสตจักรอย่างร้ายแรง เป็นคนชั่วจำพวกหนึ่งในคริสตจักร ในกรณีที่ไม่ร้ายแรงเท่านี้สามารถจัดการแยกเดี่ยวให้บุคคลดังกล่าวทบทวนตนเอง ในกรณีที่ร้ายแรงกว่านี้ก็ต้องขับไล่หรือเอาตัวคนคนนั้นออกไป นี่คือหลักธรรมที่ผู้นำและคนทำงานจำเป็นต้องเข้าใจเวลาจัดการเรื่องนี้

ด้วยสามัคคีธรรมนี้ คราวนี้พวกเจ้าก็เข้าใจความหมายของการเล่นงานผู้อื่นแล้วใช่หรือไม่? พวกเจ้าดูออกหรือไม่? หลังจากที่เราให้คำจำกัดความว่าการเล่นงานคืออะไร บางคนก็คิดว่า “ด้วยคำนิยามกว้างๆ อย่างนั้นในเรื่องของการเล่นงานผู้อื่น วันหน้าใครจะกล้าเอ่ยปาก? มนุษย์อย่างพวกเราไม่มีใครเข้าใจความจริง ดังนั้นแค่เปิดปากก็จะส่งผลให้พวกเราเล่นงานคนอื่นแล้ว ซึ่งเลวร้ายมาก! ในอนาคต พวกเราควรกินอาหาร ดื่มน้ำ และอยู่เงียบๆ ก็พอ ปิดปากและไม่พูดจาโดยไม่ระวังตั้งแต่ตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการเล่นงานคนอื่น นั่นคงจะเยี่ยมไปเลย วันเวลาของพวกเราคงจะมีสันติสุขขึ้นมาก” วิธีคิดแบบนี้ถูกต้องหรือไม่? การปิดปากตัวเองไม่ได้แก้ปัญหา แก่นแท้ของปัญหาเรื่องการเล่นงานผู้อื่นก็คือปัญหาที่หัวใจของคนเรา เป็นสิ่งที่เกิดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปากของคนเรา สิ่งที่ผู้คนพูดออกจากปากย่อมมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและความคิดอ่านของพวกเขาคอยกำกับ ถ้าอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของคนคนหนึ่งได้รับการแก้ไข ตัวพวกเขาเข้าใจความจริงบางอย่างโดยแท้ และวาจาของพวกเขาก็ค่อนข้างมีหลักธรรมและผ่านการไตร่ตรองมาบ้างอีกด้วย เช่นนั้นแล้วปัญหาเรื่องที่พวกเขาเล่นงานผู้อื่นก็จะได้รับการแก้ไขเป็นบางส่วน แน่นอนว่าในชีวิตคริสตจักร การที่ผู้คนจะมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลตามปกติและไม่ลงมือเล่นงานหรือต่อล้อต่อเถียงกันนั้น พวกเขาจำเป็นต้องมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยๆ ขอการทรงนำจากพระเจ้า และพวกเขาก็จำเป็นต้องสงบเงียบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยหัวใจที่เคร่งศรัทธาและหิวกระหายความชอบธรรม เมื่อทำดังนั้น เวลาใครสักคนบังเอิญกล่าวบางสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกของเจ้า หัวใจของเจ้าก็จะสามารถสงบนิ่งอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เจ้าจะไม่ถือสาพวกเขา และจะไม่อยากโต้เถียงอีกฝ่าย และยิ่งไม่อยากปกป้องและสร้างความชอบธรรมให้ตัวเจ้าเอง ในทางกลับกัน เจ้าจะน้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจากพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสดีๆ ให้เจ้ารู้จักตัวเอง และขอบคุณพระองค์ที่เปิดโอกาสให้เจ้าตระหนักรู้ผ่านทางวาจาของผู้อื่นว่าเจ้ายังคงมีปัญหานั้นๆ นี่คือโอกาสอันดีที่เจ้าจะรู้จักตัวเอง นี่เป็นพระคุณของพระเจ้า และเจ้าก็ควรน้อมรับโอกาสจากพระเจ้าเอาไว้ เจ้าไม่ควรมีความขุ่นเคืองต่อคนที่ทำร้ายเจ้า และไม่ควรรู้สึกสะอิดสะเอียนและเกลียดชังคนที่บังเอิญหยิบยกข้อเสียของเจ้าขึ้นมาพูดหรือเปิดโปงข้อบกพร่องของเจ้า หลีกเลี่ยงพวกเขาหรือไม่ก็ใช้วิธีสารพัดชนิดมาตอบโต้ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แนวทางทั้งหมดนี้ไม่มีอย่างไหนเป็นที่ยินดีของพระเจ้า จงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยครั้งเพื่ออธิษฐาน และหลังจากที่หัวใจของเจ้าสงบลงแล้ว เวลาที่ผู้อื่นทำร้ายเจ้าโดยไม่ได้เจตนา เจ้าก็จะสามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง เจ้าจะสามารถอดทนและอดกลั้นต่อพวกเขา ถ้ามีใครเจตนาทำร้ายเจ้า เจ้าควรทำอย่างไร? เจ้าจะมีท่าทีอย่างไร—เจ้าจะเถียงพวกเขาด้วยความหัวร้อน หรือจะสงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและแสวงหาความจริง? แน่นอนว่าไม่ต้องให้เราบอกออกมา พวกเจ้าก็รู้ชัดกันทุกคนว่าหนทางเข้าสู่เช่นใดคือทางเลือกที่ถูกต้อง

เป็นการยากมากที่จะหลีกเลี่ยงการเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันในชีวิตคริสตจักรโดยพึ่งพาความเข้มแข็งของมนุษย์ การควบคุมตัวเองของมนุษย์ และความอดทนของมนุษย์ ไม่ว่าความเป็นมนุษย์ของเจ้าจะดีเพียงใด เจ้าจะอ่อนโยนและใจดีเพียงใด หรือเอื้ออารีขนาดไหน เจ้าก็ย่อมจะพบเจอบางคนหรือบางสิ่งที่ทำร้ายศักดิ์ศรี ความสุจริต และอื่นๆ ของเจ้าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เจ้าควรมีหลักธรรมในใจว่าจะจัดการรับมือปัญหาจำพวกนี้อย่างไร ถ้าเจ้ารับมือปัญหาเหล่านี้ด้วยความหัวร้อน ก็ง่ายมากที่พวกเขาจะสาปแช่งเจ้า และเจ้าก็จะสาปแช่งพวกเขา พวกเขาเล่นงานเจ้า ส่วนเจ้าก็เล่นงานตอบ ใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่ว่าพวกเขาจะโยนอะไรมา เจ้าก็ทำตอบโดยใช้วิธีการเดียวกัน เจ้าปกป้องศักดิ์ศรี ความสุจริต และหน้าตาของเจ้า นี่สัมฤทธิ์ง่ายมาก อย่างไรก็ดี เจ้าควรชั่งใจว่าวิธีการนี้สมควรหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าและผู้อื่นหรือไม่ และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงยินดีหรือไม่ บ่อยครั้งเวลาผู้คนขบคิดแก่นแท้ของปัญหานี้ไม่ออก สิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นมาได้เดี๋ยวนั้นกลับเป็นว่า “เขาไม่กรุณาฉัน แล้วฉันควรกรุณาเขาเพื่ออะไร? เขาไม่มีความรักให้ฉัน แล้วฉันควรปฏิบัติต่อเขาด้วยความรักเพื่ออะไร? เขาไม่มีความอดทนกับฉันและไม่ช่วยเหลือ แล้วฉันควรอดทนกับเขาหรือช่วยเขาเพื่ออะไร? เขาใจร้ายกับฉัน ฉันก็จะหาเรื่องเขาบ้าง ทำไมฉันจะตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟันไม่ได้?” นี่คือความคิดแรกๆ ที่เกิดขึ้นในใจของผู้คน แต่พอเจ้าลงมือเช่นนี้จริง เจ้าย่อมรู้สึกมีสันติสุขภายในหรือว่าอึดอัดและเจ็บปวด? เมื่อเจ้าเลือกทางนี้เข้าจริง เจ้าย่อมได้สิ่งใดไว้? เจ้าได้รับอะไร? ผู้คนมากมายมีประสบการณ์ว่าพอพวกเขาทำเช่นนี้จริง กลับรู้สึกอึดอัดอยู่ข้างใน แน่นอนว่าสำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของการรู้สึกผิดทางมโนธรรม และยิ่งไม่ใช่ความอึดอัดเพราะรู้สึกว่าตนติดค้างพระเจ้า ผู้คนไม่มีวุฒิภาวะเช่นนั้น แล้วสิ่งใดก่อให้เกิดความอึดอัดในตัวพวกเขา? นี่เกิดจากความเกลียดชังของผู้คน การท้าทายศักดิ์ศรีและความสุจริตของพวกเขาเวลาที่พวกเขาถูกปรามาส รวมทั้งความเจ็บปวดที่พวกเขารู้สึก การระเบิดโทสะ ความเกลียดชัง การท้าทาย และความขัดเคืองที่เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขาหลังจากที่ถูกยั่วยุทางวาจา ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัด ผลสืบเนื่องของความอึดอัดนี้ย่อมเป็นเช่นใด? ทันทีที่รู้สึกดังนี้แล้ว เจ้าก็จะเริ่มตรึกตรองว่าจะใช้ภาษามาจัดการคนคนนั้นอย่างไร จะใช้ช่องทางที่มีเหตุผลและถูกกฎหมายมาโค่นพวกเขาลงได้อย่างไร เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเจ้าก็มีศักดิ์ศรี มีความสุจริต ไม่ใช่จะรังแกกันได้โดยง่าย เวลาที่เจ้ารู้สึกอึดอัด เวลาที่เจ้าเกิดความเกลียดชัง สิ่งที่เจ้าคิดไม่ใช่การแสดงความอดทนอดกลั้นให้คนคนนั้นเห็น หรือปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างถูกต้อง หรือสิ่งอื่นที่เป็นบวก แต่เจ้าคิดทุกสิ่งที่เป็นลบ เช่น ความอิจฉา ความสะอิดสะเอียน ความชัง ความเป็นอริ ความเกลียด และการกล่าวโทษ ถึงขั้นสาปแช่งพวกเขาอยู่ในหัวใจของเจ้านับครั้งไม่ถ้วน และไม่ว่าเมื่อใด—แม้ในยามที่เจ้ากำลังกินหรือกำลังหลับ—เจ้าก็คิดหาวิธีตอบโต้พวกเขา นึกภาพว่าถ้าพวกเขาเล่นงานหรือกล่าวโทษเจ้า เจ้าจะจัดการพวกเขาและรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร เป็นต้น เจ้าใช้เวลาทั้งวันครุ่นคิดว่าจะคว่ำอีกฝ่ายได้อย่างไร จะระบายความขุ่นเคืองและเกลียดชังของเจ้า และทำให้อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อให้เจ้า กลัวเจ้า และไม่กล้ายั่วยุเจ้าอีกได้อย่างไร เจ้ามักจะคิดด้วยว่าจะสอนบทเรียนให้อีกฝ่ายอย่างไร เพื่อให้พวกเขารู้ว่าเจ้านั้นแข็งแกร่งขนาดไหน เมื่อเกิดความคิดดังกล่าวขึ้นมา และเมื่อฉากเหตุการณ์ที่จินตนาการขึ้นมานั้นปรากฏอยู่ในใจครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ย่อมก่อให้เกิดการรบกวนและผลสืบเนื่องแก่เจ้าอย่างไม่อาจประมาณได้ เมื่อเจ้าตกอยู่ในสภาวะที่เข้าไปต่อล้อต่อเถียงและเล่นงานกันแล้ว ผลที่ตามมาย่อมเป็นเช่นใด? ง่ายที่จะสงบใจเบื้องหน้าพระเจ้าหรือไม่เมื่อถึงตอนนั้น? นี่ย่อมประวิงการเข้าสู่ชีวิตของเจ้ามิใช่หรือ? (ใช่) นี่ย่อมส่งผลกระทบต่อคนที่เลือกวิธีจัดการเรื่องราวแบบผิดๆ หากเจ้าเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง เมื่อใครบางคนพูดในลักษณะที่ทำความเสียหายต่อภาพลักษณ์หรือความภาคภูมิใจของเจ้า หรือดูแคลนความสุจริตและศักดิ์ศรีของเจ้า เจ้าสามารถเลือกที่จะอดกลั้นได้ เจ้าจะไม่ใช้ภาษาไม่ว่าชนิดใดโต้เถียงกับพวกเขา หรือแก้ต่างให้ตัวเอง หักล้าง และเล่นงานอีกฝ่ายโดยเจตนา ซึ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังในตัวเจ้า อะไรคือแก่นแท้และนัยสำคัญของการอดกลั้น? เจ้ากล่าวว่า “บางสิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ว่าก่อนที่ทุกคนจะเข้าใจความจริงและได้รับความรอด พวกเขาล้วนเป็นเช่นนี้ และฉันก็เคยเป็นแบบนี้เช่นกัน ตอนนี้ฉันเข้าใจความจริง ฉันจึงไม่เดินไปบนเส้นทางของผู้ไม่มีความเชื่อที่โต้เถียงเรื่องถูกผิดหรือทำตามปรัชญาของการต่อสู้—ฉันเลือกที่จะอดกลั้นและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรัก บางสิ่งที่เขาพูดมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ฉันก็ไม่ใส่ใจ ฉันยอมรับสิ่งที่ฉันสามารถตระหนักรู้และเข้าใจได้ ฉันยอมรับสิ่งนั้นจากพระเจ้าและนำมาอธิษฐานเบื้องหน้าพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงจัดเตรียมสภาพการณ์ที่เผยให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของฉัน เอื้ออำนวยให้ฉันรู้จักแก่นแท้ของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้และมีโอกาสที่จะเริ่มจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ค่อยๆ เอาชนะปัญหา และเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง ส่วนคนที่ใช้คำพูดทำร้ายฉันและสิ่งที่พวกเขาพูดมานั้นถูกต้องหรือไม่ หรือว่าพวกเขามีเจตนาเช่นไร ด้านหนึ่งฉันย่อมปฏิบัติด้วยการใช้วิจารณญาณในเรื่องนั้น และอีกด้านหนึ่งก็ยอมผ่อนปรนให้พวกเขา” หากคนคนนี้เป็นคนที่ยอมรับความจริง เจ้าย่อมสามารถนั่งลงสามัคคีธรรมกับพวกเขาอย่างมีสันติสุขได้ หากพวกเขาไม่ใช่คนแบบนั้น หากพวกเขาเป็นคนชั่ว เช่นนั้นแล้วก็อย่าไปสนใจ จงรอจนกระทั่งพวกเขาทำงานได้มากพอ และพี่น้องชายหญิงทุกคน รวมถึงเจ้าด้วย ใช้วิจารณญาณดูพวกเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วผู้นำและคนทำงานก็กำลังจะจัดการเอาตัวพวกเขาออกไป—นั่นย่อมถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงจัดการพวกเขา และแน่นอนว่าเจ้าจะพลอยรู้สึกปีติยินดีไปด้วย อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เจ้าควรเลือกไม่ใช่การเข้าไปต่อล้อต่อเถียงกับคนชั่วหรือโต้แย้งพวกเขาและพยายามสร้างความชอบธรรมให้ตนเองแต่อย่างใด แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงเมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับมือผู้คนที่เคยทำร้ายเจ้าหรือคนที่ยังไม่เคยและกลับเป็นประโยชน์ต่อเจ้า หลักธรรมในการปฏิบัติควรเหมือนกัน เมื่อเจ้าเลือกเส้นทางนี้ หัวใจของเจ้าจะมีความเกลียดชังหรือไม่? อาจมีความอึดอัดเล็กน้อย ใครบ้างจะไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อถูกทำร้ายศักดิ์ศรี? ถ้าใครสักคนกล่าวอ้างว่าไม่รู้สึกอึดอัด นั่นย่อมเป็นคำโกหก หลอกลวง แต่เจ้าก็สามารถกล้ำกลืนและทนทุกข์กับความยากลำบากนี้เพื่อการปฏิบัติความจริง เมื่อเจ้าเลือกเส้นทางนี้ เจ้าจะมีมโนธรรมที่ชัดเจนยามที่เจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าอีกครั้ง เหตุใดมโนธรรมของเจ้าจึงจะชัดเจน? เพราะเจ้าจะรู้ชัดว่าวาจาของเจ้าไม่ได้เกิดจากความหัวร้อน เจ้าไม่ได้เข้าไปพิพาทกับผู้อื่นจนหน้าดำหน้าแดงเพราะความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง แต่เจ้ากลับทำตามหนทางของพระเจ้าและเดินไปบนเส้นทางของเจ้าเองโดยอิงตามรากฐานที่เป็นการเข้าใจความจริง เจ้าจะมีความชัดเจนในหัวใจของตนอย่างที่สุดว่าเส้นทางที่เจ้าเลือกนั้นมีพระเจ้าคอยชี้นำ เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ดังนั้นเจ้าย่อมจะรู้สึกว่ามีสันติสุขเป็นพิเศษอยู่ภายใน เมื่อเจ้ามีสันติสุขเช่นนั้น ความเกลียดชังและการผูกใจเจ็บส่วนตัวระหว่างเจ้ากับผู้อื่นจะรบกวนเจ้าหรือไม่? (ไม่) เมื่อเจ้าปล่อยมือโดยแท้และเต็มใจเลือกเส้นทางที่เป็นบวก หัวใจของเจ้าย่อมจะสงบเงียบและมีสันติสุข เจ้าจะไม่ถูกความขุ่นเคือง ความเกลียดชัง กลอุบายและวิธีคิดตอบโต้ที่เกิดจากความเกลียดชังนั้น และอื่นๆ ที่เกิดจากความหัวร้อน มาคอยรบกวนอีกต่อไป เส้นทางที่เจ้าเลือกเดินจะนำสันติสุขและหัวใจอันสงบเงียบมาให้เจ้า และสิ่งทั้งหลายที่เกิดจากความหัวร้อนก็จะไม่สามารถรบกวนเจ้าได้อีกต่อไป เมื่อไม่อาจรบกวนเจ้าได้อีกแล้ว เจ้าจะยังคงคิดหาทางเล่นงานคนที่ใช้วาจาทำร้ายเจ้าหรือเข้าไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกเขาหรือไม่? เจ้าจะไม่ทำ แน่นอนว่าบางครั้งบางคราวความหัวร้อน บุ่มบ่าม และความขุ่นเคืองของเจ้าย่อมจะถูกกระตุ้นเพราะเจ้าด้อยวุฒิภาวะหรือเพราะบริบทพิเศษบางอย่าง อย่างไรก็ดี ความมุ่งมั่น แน่วแน่ และเจตจำนงของเจ้าที่จะปฏิบัติความจริงย่อมจะป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาทำให้เจ้าวุ่นวายใจ กล่าวคือ สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถรบกวนเจ้า เจ้าอาจจะยังคงระเบิดความหัวร้อนออกมา เช่น คิดไปว่า “เขาทำให้ฉันลำบากอยู่เรื่อย ฉันควรคุยกับเขาให้รู้แล้วรู้รอดสักวัน และถามว่าทำไมถึงเพ่งเล็งฉันเสมอและทำให้ฉันลำบากตลอดเวลา ฉันควรถามเขาว่าทำไมถึงดูถูกและพูดจาถากถางฉันเป็นประจำ” บางครั้งเจ้าก็อาจมีความคิดแบบนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อคิดไปอีกหน่อย เจ้าย่อมจะตระหนักว่าความคิดเหล่านี้ผิด และการทำเช่นนั้นย่อมจะทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย เมื่อเกิดความคิดดังกล่าวขึ้นมา เจ้าจะกลับมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าโดยเร็วเพื่อพลิกสภาวะนี้ให้ถูกต้อง ดังนั้นความคิดที่ผิดพลาดเหล่านี้ก็จะไม่ครอบงำเจ้า ผลที่ตามมาคือในตัวเจ้าจะเริ่มมีสิ่งที่เป็นบวกเกิดขึ้น—เช่น การรู้จักตนเอง รวมทั้งความรู้แจ้งและความกระจ่างบางอย่างที่พระเจ้าประทานแก่เจ้า ซึ่งจะทำให้เจ้าสามารถมีวิจารณญาณในตัวผู้คนและเท่าทันเรื่องราว—และโดยที่เจ้าไม่ทันรู้ตัว สิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้ก็จะทำให้เจ้าเข้าใจและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงมากขึ้น ถึงจุดนี้ การต้านทานของเจ้าซึ่งเป็น “ภูมิต้านทาน” ที่คอยปัดป้องความเกลียดชัง ความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัว และความหัวร้อน ย่อมจะแข็งแกร่งขึ้นทุกที และวุฒิภาวะของเจ้าก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งต่างๆ ที่เกิดจากความหัวร้อนย่อมจะไม่สามารถควบคุมเจ้าได้อีกต่อไป แม้บางครั้งเจ้าจะมีความคิดอ่าน แนวคิด และอารมณ์ชั่ววูบที่ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้ย่อมจะหายไปโดยเร็ว ถูกการต้านทานและวุฒิภาวะของเจ้ากำจัดและถอนรากถอนโคนออกไป ถึงตอนนี้ สิ่งที่เป็นบวก ความเป็นจริงของความจริง และพระวจนะของพระเจ้าย่อมจะเป็นใหญ่ในตัวเจ้า เมื่อสิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้เป็นใหญ่ เจ้าก็จะไม่ถูกผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายภายนอกครอบงำอีกต่อไป วุฒิภาวะของเจ้าจะเติบโต สภาวะของเจ้าจะเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเจ้าจะไม่ใช้ชีวิตตามอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและไม่เติบโตไปในทิศทางที่เป็นวงจรอุบาทว์อีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ วุฒิภาวะของเจ้าก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยามที่เจ้าอยู่ในคริสตจักรหรือในกลุ่มคน เมื่อถูกเล่นงานเป็นการส่วนตัวซึ่งทำร้ายศักดิ์ศรีและความสุจริตของเจ้า ถ้าเจ้าเลือกได้ที่จะอดกลั้นและอดทน สามารถเลือกเส้นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็ย่อมเกิดประโยชน์ เจ้าอาจจะมองไม่เห็นประโยชน์ข้อนี้ แต่เมื่อเจ้ามีประสบการณ์เป็นเหตุการณ์แบบนี้ เจ้าจะค้นพบโดยไม่รู้ตัวว่าข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนและเส้นทางที่พระองค์ประทานแก่พวกเขาคือถนนที่สว่างไสวและเป็นหนทางที่แท้จริงในการใช้ชีวิต ทำให้ผู้คนสามารถได้รับความจริงและเป็นประโยชน์ต่อผู้คน ทั้งยังเป็นเส้นทางที่มีความหมายอย่างที่สุด เมื่อเจ้าอยู่ท่ามกลางผู้คนกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าอยู่ในชีวิตคริสตจักร เจ้าย่อมสามารถเอาชนะการทดลองและการยั่วใจต่างๆ ได้ เมื่อใครสักคนเล่นงานและทำร้ายเจ้าเพราะคิดปองร้าย หรือพยายามแก้แค้นเจ้าและระบายความเกลียดชังใส่เจ้าโดยเจตนา ก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่เจ้าจะต้องสามารถรับมือเรื่องนี้และปฏิบัติตามหลักธรรมความจริงได้ ด้วยเหตุที่พระเจ้าทรงเกลียดชังอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คน พระองค์จึงตรัสห้ามผู้คนรับมือสิ่งต่างๆ ที่พบเจอด้วยความหัวร้อน แต่ให้สงบใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แสวงหาความจริงและเจตนารมณ์ของพระเจ้า จากนั้นจึงทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนมีอะไรบ้าง ความอดทนของมนุษย์มีขีดจำกัด แต่เมื่อคนคนหนึ่งเข้าใจความจริง ความอดทนของพวกเขาก็จะพลอยมีหลักธรรม และนั่นก็สามารถกลายเป็นแรงขับเคลื่อนและช่วยให้คนคนนั้นปฏิบัติความจริง อย่างไรก็ดี ถ้าคนคนหนึ่งไม่รักความจริง ชอบโต้เถียงเรื่องถูกผิดและชอบเล่นงานผู้อื่น มีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตตามความหัวร้อนของตน เช่นนั้นแล้วเมื่อพวกเขาถูกเล่นงาน พวกเขาย่อมโน้มเอียงที่จะเข้าไปต่อล้อต่อเถียงและเล่นงานกัน นี่ย่อมนำภัยมาสู่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ให้ความเจริญใจหรือช่วยเหลือใคร เมื่อใดก็ตามที่มีคนลงมือเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกัน พวกเขาย่อมหมดแรงในภายหลัง เหนื่อยล้าอย่างยิ่ง และบาดเจ็บด้วยกันทั้งคู่ ไม่สามารถได้รับความจริงแต่อย่างใด และในที่สุดก็ไม่ได้รับสิ่งใด สิ่งที่เหลืออยู่มีแต่ความเกลียดชังและเจตนาที่จะตอบโต้เมื่อมีโอกาส นี่คือผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์ที่การเล่นงานและต่อล้อต่อเถียงกันนำมาให้ผู้คนในท้ายที่สุด

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

ติดต่อเราผ่าน Messenger