ส่วนที่คัดสรรจากสิบบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “งานและการเข้าสู่”

1. นับตั้งแต่ผู้คนได้เริ่มย่ำเท้าไปบนร่องครรลองที่ถูกต้องของการเชื่อในพระเจ้า มีสิ่งต่างๆ มากมายที่พวกเขายังคงไม่ชัดแจ้ง  พวกเขายังคงอยู่ในความปนเปยุ่งเหยิงแบบสิ้นเชิงเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และเกี่ยวกับงานจำนวนมากที่พวกเขาควรทำ  ในด้านหนึ่ง นี่เป็นเพราะการเบี่ยงเบนในประสบการณ์ของพวกเขาและข้อจำกัดทั้งหลายในความสามารถของพวกเขาที่จะรับไว้ อีกด้านหนึ่ง เป็นเพราะพระราชกิจของพระเจ้ายังไม่ได้นำพาผู้คนมาสู่ช่วงระยะนี้  ดังนั้น ทุกคนจึงมีความเคลือบคลุมเกี่ยวกับเรื่องราวฝ่ายจิตวิญญาณส่วนใหญ่  พวกเจ้าไม่เพียงไม่ชัดแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าสู่ พวกเจ้ายิ่งไม่รู้เท่าทันเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้ามากกว่าเสียอีก  นี่เป็นมากกว่าแค่เรื่องของข้อบกพร่องที่มีอยู่ภายในตัวพวกเจ้า มันคือข้อตำหนิใหญ่หลวงที่เป็นเรื่องปกติสำหรับคนเหล่านั้นทุกคนในโลกศาสนา  กุญแจสู่เหตุผลที่ผู้คนไม่รู้จักพระเจ้าวางอยู่ในที่นี้เอง  และดังนั้นข้อตำหนินี้จึงเป็นข้อเสียหายทั่วไปอย่างหนึ่งที่คนเหล่านั้นทุกคนที่แสวงหาพระองค์มีร่วมกัน  ไม่มีบุคคลแม้สักคนที่เคยรู้จักพระเจ้า หรือเคยเห็นพระพักตร์แท้จริงของพระองค์  เป็นเพราะการนี้นี่เองที่พระราชกิจของพระเจ้ากลับกลายเป็นลำบากแสนเข็ญเฉกเช่นการเคลื่อนย้ายภูเขาหรือการระบายน้ำทะเล  ผู้คนจำนวนมากเหลือเกินได้พลีอุทิศชีวิตของพวกเขาเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า มากมายเหลือเกินได้ถูกขับออกเนื่องจากพระราชกิจของพระองค์ มากมายเหลือเกินได้ถูกทรมานจนตายเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระองค์ มากมายเหลือเกินได้ตายไปอย่างไม่ยุติธรรมโดยที่ตาของพวกเขาเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความรักที่มีต่อพระเจ้า มากมายเหลือเกินได้พบกับการข่มเหงที่ใจร้ายและไร้มนุษยธรรม…การที่โศกนาฏกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น—ทั้งหมดไม่ได้เป็นเพราะการขาดความรู้ของผู้คนเกี่ยวกับพระเจ้าหรอกหรือ?  ใครบางคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะสามารถมีหน้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ได้อย่างไร?  ใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้าแต่กลับข่มเหงพระองค์จะสามารถมีหน้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ได้อย่างไร?  เหล่านี้ไม่ใช่ความไม่เพียงพอของพวกที่อยู่ภายในโลกศาสนาเพียงพวกเดียวเท่านั้น แต่พวกมันเกิดขึ้นโดยทั่วไปกับทั้งพวกเจ้าและพวกเขาต่างหาก ผู้คนเชื่อในพระเจ้าโดยไม่รู้จักพระองค์ ด้วยเหตุผลนี้เพียงลำพังนั่นเองที่พวกเขาไม่เคารพพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และไม่ยำเกรงพระองค์ในหัวใจของพวกเขา  มีแม้กระทั่งพวกซึ่งทำงานที่พวกเขาวาดมโนภาพไปเองภายในกระแสนี้อย่างเปิดเผยและอย่างหน้าไม่อาย และเที่ยวออกไปทำพระราชกิจที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาไปตามข้อเรียกร้องและความอยากอันเกินเลยของพวกเขาเอง  ผู้คนมากมายปฏิบัติตนอย่างลำพอง ไม่แสดงความเคารพนับถือต่อพระเจ้าแต่ทำตามเจตจำนงของพวกเขาเอง  ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่การสำแดงอันสมบูรณ์แบบของหัวใจที่เห็นแก่ตัวของผู้คนหรอกหรือ?  ตัวอย่างเหล่านี้ไม่สำแดงให้เห็นองค์ประกอบอันอุดมเกินไปของการหลอกลวงภายในผู้คนหรอกหรือ?  ที่จริงแล้วผู้คนอาจมีเชาว์ปัญญาสูงส่ง แต่พรสรรค์ของพวกเขาจะสามารถแทนที่พระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร?  ที่จริงแล้วผู้คนอาจใส่ใจในพระภาระของพระเจ้า แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิบัติตนอย่างเห็นแก่ตัวมากเกินไป  ความประพฤติของผู้คนเป็นเหมือนพระเจ้าจริงๆ หรือ?  มีใครบ้างไหมสามารถมั่นใจได้เต็มร้อย?  เพื่อที่จะเป็นพยานต่อพระเจ้า เพื่อที่จะสืบทอดพระสิริของพระองค์—นี่คือพระเจ้าที่ทรงทำการยกเว้นและทรงยกผู้คนขึ้น ผู้คนจะสามารถมีค่าคู่ควรได้อย่างไรกัน?  พระราชกิจของพระเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเพิ่งจะเริ่มมีการตรัสพระวจนะของพระองค์เท่านั้น  ณ จุดนี้ ผู้คนรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง แต่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการเชิญชวนให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามหรอกหรือ?  พวกเขาเข้าใจน้อยเกินไปนัก  แม้กระทั่งนักทฤษฎีที่เปี่ยมพรสวรรค์ที่สุด นักปราศรัยซึ่งพูดโน้มน้าวเก่งที่สุด ก็ไม่สามารถบรรยายความอุดมทั้งหมดของพระเจ้าได้ ดังนั้นแล้วพวกเจ้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้น้อยกว่านั้นสักเพียงใด?  พวกเจ้าไม่ควรกำหนดคุณค่าของพวกเจ้าเองสูงกว่าฟ้าสวรรค์ แต่พวกเจ้าควรมองตัวพวกเจ้าเองว่าต่ำกว่าใครก็ตามในบรรดาผู้คนซึ่งมีเหตุผลที่พยายามที่จะรักพระเจ้าต่างหาก  นี่คือเส้นทางซึ่งพวกเจ้าควรเข้าสู่ นั่นคือ การมองตัวพวกเจ้าเองว่าต่ำกว่าผู้อื่นทั้งหมดอย่างมีนัยสำคัญ  เหตุใดหรือจึงมองตัวพวกเจ้าเองว่าสูงเหลือเกิน?  เหตุใดหรือจึงวางตัวพวกเจ้าเองในการประเมินที่สูงถึงเพียงนั้น?  บนเส้นทางอันยาวไกลของชีวิต พวกเจ้าเพิ่งได้ก้าวไปเพียงสองสามก้าวแรกเท่านั้น  ทั้งหมดที่พวกเจ้าเห็นคือพระกรของพระเจ้า ไม่ใช่ทั้งหมดของพระเจ้า  มันจำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องเห็นพระราชกิจของพระเจ้ามากขึ้น ค้นพบสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าสู่มากขึ้น เพราะพวกเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเกินไป

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

2. ขณะพระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม และทรงแปลงสภาพอุปนิสัยของเขา พระราชกิจของพระองค์นั้นไม่เคยหยุดยั้งเลย เพราะมนุษย์ขาดพร่องในหลายหนทางเกินไปและห่างไกลจากมาตรฐานที่พระองค์ทรงกำหนดมากนัก  และดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเจ้าจะเป็นทารกแรกเกิดชั่วกัลปาวสาน มีองค์ประกอบน้อยมากที่ทำให้พระองค์ทรงยินดี เพราะพวกเจ้าไม่ใช่อะไรเลยนอกจากสิ่งทรงสร้างทั้งหลายในพระหัตถ์ของพระเจ้า  หากบุคคลหนึ่งตกอยู่ในความชะล่าใจ พวกเขาจะไม่ถูกพระเจ้าทรงเกลียดหรอกหรือ?  การกล่าวว่าพวกเจ้าสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในวันนี้เป็นการกล่าวจากมุมมองอันจำกัดของร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพวกเจ้า หากพวกเจ้าจะต้องถูกประกบคู่กับพระเจ้าจริงๆ พวกเจ้าจะถูกทำให้ปราชัยไปตลอดกาลในสังเวียนนั้น  เนื้อหนังของมนุษย์ไม่เคยได้รู้จักชัยชนะแม้สักครั้ง  โดยผ่านทางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น จึงจะเป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีคุณสมบัติเฉพาะทั้งหลายแห่งการไถ่  ในความจริงแล้ว ในบรรดาสิ่งต่างๆ เหลือคณานับในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระเจ้า มนุษย์นั้นต่ำต้อยที่สุด  แม้ว่าเขาจะเป็นเจ้านายของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์ก็เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นท่ามกลางพวกมันที่อยู่ภายใต้เล่ห์เหลี่ยมของซาตาน หนึ่งเดียวที่ตกเป็นเหยื่อในหนทางอันไม่รู้จบสู่ความเสื่อมทรามของมัน  มนุษย์ไม่เคยมีอธิปไตยเหนือตัวเขาเอง  ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในสถานที่อันเน่าเหม็นของซาตานและทนทุกข์กับการหัวเราะเยาะของมัน มันหยอกล้อพวกเขาในหนทางนี้และนั้นจนกระทั่งพวกเขามีชีวิตอยู่เพียงครึ่งชีวิตเท่านั้น โดยสู้ทนทุกความพลิกผัน ทุกความยากลำบากในโลกมนุษย์  ภายหลังจากที่ใช้พวกเขาเป็นของเล่นแล้ว ซาตานก็มอบจุดจบให้กับชะตาลิขิตของพวกเขา  และดังนั้นผู้คนจึงเผชิญชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาในความงุนงงแห่งความสับสน ไม่เคยสักครั้งที่จะชื่นชมสิ่งดีทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้สำหรับพวกเขา แต่กลับถูกซาตานทำให้เสียหายและถูกทิ้งไว้ให้กลายเป็นผ้าขี้ริ้วแทน  ในวันนี้พวกเขาได้กลับกลายเป็นอ่อนกำลังและเหงาหงอยมากจนกระทั่งพวกเขาไม่มีแนวโน้มที่จะสังเกตเห็นพระราชกิจของพระเจ้าเอาเสียเลย  หากผู้คนไม่มีแนวโน้มที่จะสังเกตเห็นพระราชกิจของพระเจ้า ประสบการณ์ของพวกเขาก็ถูกชี้ชะตาให้ยังคงแตกแยกเป็นส่วนๆ และไม่ครบบริบูรณ์ตลอดกาล และการเข้าสู่ของพวกเขาจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าตลอดกาล  ในเวลาหลายพันปีนับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้เสด็จมาสู่โลก มนุษย์ไม่ว่าจำนวนใดๆ ก็ตามที่มีอุดมคติอันสูงส่งได้ถูกพระเจ้าทรงใช้เพื่อทำงานให้กับพระองค์ในช่วงเวลาไม่ว่ากี่ปีก็ตาม แต่บรรดาผู้ที่รู้จักพระราชกิจของพระองค์นั้นมีน้อยมากจนแทบจะไม่มีตัวตนอยู่เลย  ด้วยเหตุผลนี้ ผู้คนที่ไม่ทราบจำนวนเข้ารับบทบาทของการต้านทานพระเจ้าในเวลาเดียวกันกับที่พวกเขาทำงานให้กับพระองค์ เพราะอันที่จริงแล้วแทนที่จะทำพระราชกิจของพระองค์ พวกเขากลับทำงานของมนุษย์ในตำแหน่งที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้  นี่สามารถเรียกว่างานได้หรือ?  พวกเขาสามารถเข้าสู่ได้อย่างไร?  มนุษยชาติได้รับพระคุณของพระเจ้าไว้แล้วก็กลบฝังมัน  เพราะการนี้ ตลอดหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา บรรดาผู้ที่ทำพระราชกิจของพระองค์จึงมีการเข้าสู่เพียงเล็กน้อย  พวกเขาก็แค่ไม่พูดเกี่ยวกับการรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า เพราะพวกเขาเข้าใจพระปรีชาญาณของพระเจ้าน้อยเกินไป  อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าจะมีหลายคนที่รับใช้พระเจ้า แต่พวกเขาก็ได้ล้มเหลวที่จะเห็นว่าพระองค์ทรงได้รับการยกย่องอย่างไร และนี่คือสาเหตุที่ทุกคนได้กำหนดตัวพวกเขาเองเป็นพระเจ้าเพื่อให้ผู้อื่นนมัสการ

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

3. สำหรับเรื่องงานนั้น มนุษย์เชื่อว่างานนั้นคือการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า เทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง และทุ่มเทเพื่อประโยชน์ของพระองค์ทั้งหมด  แม้ความเชื่อนี้จะถูกต้อง แต่ก็เป็นเพียงด้านเดียวมากเกินไป สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์นั้นไม่ใช่แค่การวิ่งสาละวนเพื่อพระองค์เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว งานนี้เกี่ยวข้องกับพันธกิจและการจัดเตรียมภายในจิตวิญญาณ  พี่น้องชายหญิงหลายคน แม้ภายหลังจากที่มีประสบการณ์กันมาหลายปีแล้วก็ตาม กลับไม่เคยคิดถึงเรื่องการทำงานเพื่อพระเจ้าเลย เนื่องจากงานตามที่มนุษย์คิดได้นั้นหาได้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องไม่  เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงไม่มีความสนใจใดๆ เลยในเรื่องของงาน และนี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดการเข้าสู่ของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีลักษณะด้านเดียวเหมือนกัน  พวกเจ้าทั้งหมดควรจะเริ่มต้นการเข้าสู่ของพวกเจ้าด้วยการทำงานเพื่อพระเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะก้าวผ่านทุกแง่มุมของประสบการณ์ได้ดีขึ้น  นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเข้าสู่  งานไม่ได้หมายถึงการวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า แต่หมายถึงว่าชีวิตของมนุษย์และการดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้นสามารถมอบความชื่นชมยินดีแก่พระเจ้าได้หรือไม่  งานหมายถึงการที่ผู้คนใช้การอุทิศตัวของตนแด่พระเจ้าและใช้ความรู้ของตนเกี่ยวกับพระเจ้าเพื่อเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า รวมทั้งเพื่อปรนนิบัติมนุษย์ด้วย  นี่คือความรับผิดชอบของมนุษย์ และนี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าใจ เราอาจกล่าวได้ว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้าคืองานของพวกเจ้า และว่าพวกเจ้ากำลังพยายามเข้าสู่ในช่วงระหว่างการทำงานเพื่อพระเจ้า  การได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้มีความหมายแค่ว่าเจ้ารู้วิธีกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เจ้าต้องรู้วิธีเป็นพยานเกี่ยวกับพระเจ้า และสามารถรับใช้พระเจ้า และสามารถปรนนิบัติและจัดเตรียมให้มนุษย์ได้  นี่คืองาน และเป็นการเข้าสู่ของพวกเจ้าเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ทุกคนควรจะสำเร็จลุล่วง  มีหลายคนที่มุ่งเน้นเพียงแต่การวิ่งสาละวนเพื่อพระเจ้า และเทศนาไปทั่วทุกหนแห่ง แต่มองข้ามประสบการณ์ส่วนบุคคลของตนเองไป และเพิกเฉยต่อการเข้าสู่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง  สิ่งนี้เองที่ได้นำพาบรรดาผู้ที่รับใช้พระเจ้าให้กลายเป็นพวกที่ต้านทานพระเจ้า  คนเหล่านี้ที่เคยรับใช้พระเจ้าและปรนนิบัติเพื่อนมนุษย์มาตลอดหลายปีนี้ ได้ถือเพียงว่าการทำงานและการเทศนาเป็นการเข้าสู่ และไม่มีใครเลยที่ถือว่าประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณส่วนบุคคลของพวกเขาเป็นการเข้าสู่ที่สำคัญ  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับนำความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นทุนเพื่อใช้สอนคนอื่นๆ  ขณะเทศนา พวกเขารู้สึกเป็นภาระอย่างมากและรับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ และด้วยวิธีนี้ พวกเขาก็กำลังปลดปล่อยพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ในเวลานั้น บรรดาผู้ที่ทำงานเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ราวกับว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นได้กลายเป็นประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณส่วนบุคคลของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าทุกคำพูดที่พวกเขากำลังพูดนั้นเป็นของตัวตนส่วนบุคคลของพวกเขา แต่แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เป็นราวกับว่าประสบการณ์ของพวกเขาเองไม่ชัดเจนอย่างที่พวกเขาได้บรรยายมา  ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะพูด พวกเขาไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าพวกเขาจะพูดอะไรบ้าง แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา คำพูดของพวกเขาก็พรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำที่ไหลไม่หยุด  ภายหลังจากที่เจ้าได้เทศนาแบบนั้นครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้านั้นไม่ได้เล็กน้อยอย่างที่เจ้าเคยเชื่อเลย และเช่นเดียวกับในสถานการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจในตัวเจ้าแล้วหลายครั้ง เจ้าจึงกำหนดพิจารณาว่าเจ้ามีวุฒิภาวะแล้ว และเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นคือการเข้าสู่ของเจ้าเองและเป็นสภาวะความมีตัวตนของเจ้าเอง  เมื่อเจ้ามีประสบการณ์ในหนทางนี้อยู่เนืองนิตย์ เจ้าก็จะกลายเป็นหละหลวมเกี่ยวกับการเข้าสู่ของเจ้าเอง ไถลเข้าสู่ความเกียจคร้านโดยไม่ได้สังเกต และเลิกให้ความสำคัญใดๆ กับการเข้าสู่ส่วนตัวของเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้ากำลังปรนนิบัติคนอื่นๆ อยู่ เจ้าต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างวุฒิภาวะของเจ้าและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  การนี้สามารถช่วยเอื้อต่อการเข้าสู่ของเจ้าได้ดีขึ้นและยังประโยชน์แก่ประสบการณ์ของเจ้ามากขึ้น  เมื่อมนุษย์รับเอาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา การนี้กลับกลายเป็นแหล่งความต่ำทราม  นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดเราจึงกล่าวว่า ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำหน้าที่อะไรก็ตาม พวกเจ้าควรที่จะถือว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

4. เราทำงานเพื่อทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อนำบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ได้ดังพระทัยของพระเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่พระเจ้า และเพื่อแนะนำให้มนุษย์รู้จักพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการทรงนำของพระเจ้า  ด้วยการนั้นจึงเป็นการทำให้ดอกผลแห่งพระราชกิจของพระเจ้ามีความเพียบพร้อม  เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องชัดเจนอย่างทะลุปรุโปร่งเกี่ยวกับเนื้อแท้ของงาน  ในฐานะคนที่พระเจ้าทรงใช้งาน มนุษย์ทุกคนคู่ควรกับการทำงานเพื่อพระเจ้า กล่าวคือ ทุกคนมีโอกาสที่จะถูกใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  อย่างไรก็ตาม มีจุดหนึ่งที่พวกเจ้าต้องตระหนัก นั่นคือ เมื่อมนุษย์ทำงานที่พระเจ้าทรงพระบัญชา มนุษย์ได้รับโอกาสที่จะถูกใช้โดยพระเจ้า ทว่าสิ่งที่มนุษย์พูดและรู้นั้นหาใช่วุฒิภาวะของมนุษย์ไม่โดยสิ้นเชิง  ทั้งหมดที่พวกเจ้าสามารถทำได้คือ การรู้ถึงข้อบกพร่องของพวกเจ้าเองระหว่างการทำงานของเจ้าให้ดียิ่งขึ้น และมามีความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มากขึ้น  ในหนทางนี้ พวกเจ้าก็จะสามารถได้รับการเข้าสู่ที่ดีขึ้นในครรลองของการทำงานของพวกเจ้า  หากมนุษย์ถือว่าการทรงนำที่มาจากพระเจ้านั้นเป็นการเข้าสู่ของตนเอง และเป็นบางสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวของพวกเขาเองอยู่แล้ว เช่นนั้นแล้วโอกาสที่วุฒิภาวะของมนุษย์จะเติบโตได้ย่อมไม่มีเลย  ความรู้แจ้งว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาอยู่ในสภาวะปกติ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ผู้คนมักจะเข้าใจผิดไปว่าความรู้แจ้งที่พวกเขาได้รับนั้นเป็นวุฒิภาวะที่แท้จริงของตนเอง เนื่องจากวิธีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก และพระองค์ทรงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์  เมื่อผู้คนทำงานหรือพูด หรือเมื่อพวกเขากำลังอธิษฐานและเฝ้าเดี่ยวทางวิญญาณ ความจริงก็จะกลับกลายเป็นกระจ่างแจ้งต่อพวกเขาในทันที  อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง สิ่งที่มนุษย์เห็นนั้นเป็นเพียงความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โดยธรรมชาติแล้ว ความรู้แจ้งนี้เชื่อมโยงกับความร่วมมือของมนุษย์) และหาได้เป็นตัวแทนวุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์ไม่  หลังจากช่วงเวลาหนึ่งของประสบการณ์ที่มนุษย์เผชิญกับความยากลำบากและการทดสอบทั้งหลายมาบ้าง วุฒิภาวะที่แท้จริงของมนุษย์กลับกลายเป็นชัดแจ้งภายใต้รูปการณ์แวดล้อมดังกล่าว  เมื่อนั้นเท่านั้นเองที่มนุษย์จะค้นพบว่าวุฒิภาวะของเขานั้นไม่ได้ดีมากนัก และความเห็นแก่ตัว ข้อพิจารณาส่วนบุคคล และความละโมบของมนุษย์ต่างก็ผุดพรายขึ้นทั้งหมดทั้งมวล  เพียงภายหลังจากที่ได้ผ่านวงจรแห่งประสบการณ์แบบนี้หลายรอบแล้วเท่านั้น ผู้คนจำนวนมากในบรรดาผู้ที่ตื่นรู้ภายในจิตวิญญาณของตนจะตระหนักได้ว่า สิ่งที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ในอดีตนั้นไม่ใช่ความเป็นจริงของพวกเขาเองเลย แต่เป็นเพียงความกระจ่างชั่วขณะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และว่ามนุษย์เพียงแต่ได้รับความสว่างนี้มา  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อที่จะเข้าใจความจริง บ่อยครั้งจะเป็นไปในลักษณะที่ชัดแจ้งและโดดเด่น โดยไม่มีการอธิบายถึงที่มาและที่ไปของสิ่งทั้งหลาย  กล่าวคือ แทนที่จะผนวกความยากลำบากของมนุษย์เข้ามาในการวิวรณ์นี้ พระองค์ทรงเปิดเผยความจริงนั้นโดยตรง  เมื่อมนุษย์เผชิญความยากลำบากในกระบวนการการเข้าสู่ แล้วจึงผนวกความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าด้วยกัน นี่กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ […] ดังนั้น ขณะเดียวกับที่พวกเจ้ารับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ พวกเจ้าควรที่จะให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ของพวกเจ้ามากขึ้นไปอีก โดยการมองเห็นว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นคืออะไรกันแน่ รวมถึงการผนวกพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไว้ในการเข้าสู่ของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าอาจจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหลายๆ ด้านกว่าเดิม และเพื่อที่เนื้อแท้ของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะได้ถูกสร้างขึ้นภายในตัวพวกเจ้า  ในช่วงที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเจ้าจะมารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงตัวเจ้าเองด้วย และยิ่งกว่านั้น ใครจะรู้ ในท่ามกลางความทุกข์แสนสาหัสไม่รู้ว่ากี่รอบนั้น เจ้าจะพัฒนาสัมพันธภาพปกติกับพระเจ้า และสัมพันธภาพระหว่างเจ้ากับพระเจ้าจะใกล้ชิดขึ้นวันต่อวัน  ภายหลังจากเหตุการณ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการตัดแต่งและกระบวนการถลุงอย่างนับไม่ถ้วน เจ้าจะพัฒนาความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า  นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดพวกเจ้าจึงต้องตระหนักว่าความทุกข์ การเฆี่ยนตี และความทุกข์ลำบากนั้นไม่ใช่สิ่งที่พึงกลัว สิ่งที่น่าหวาดหวั่นนั้นคือการมีเพียงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่ไม่มีการเข้าสู่ของพวกเจ้า  เมื่อวันนั้นมาถึงซึ่งพระราชกิจของพระเจ้าเสร็จสิ้นลง เจ้าจะได้ลงแรงไปโดยเปล่าดาย กล่าวคือ แม้เจ้าจะได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าจะไม่ได้มารู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือได้มีการเข้าสู่ของเจ้าเอง  ความรู้แจ้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในมนุษย์นั้น ไม่ใช่เพื่อค้ำจุนความหลงใหลของมนุษย์ไว้ แต่เพื่อเปิดเส้นทางสำหรับการเข้าสู่ของมนุษย์ รวมทั้งเพื่ออนุญาตให้มนุษย์ได้มารู้จักกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจากจุดนี้ ได้พัฒนาความรู้สึกเคารพและการรักใคร่บูชาที่มีต่อพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

5. พระเจ้าทรงมอบความไว้วางพระทัยในสิ่งต่างๆ มากมายกับพวกมนุษย์ และยังตรัสถึงการเข้าสู่ของพวกเขาในหนทางต่างๆ นับไม่ถ้วน  แต่เพราะขีดความสามารถของผู้คนต่ำอย่างมาก วจนะมากมายของพระเจ้าจึงไม่สามารถปักหลักได้  ขีดความสามารถที่ต่ำนี้มีเหตุผลที่หลากหลาย เช่น ความเสื่อมทรามของความคิดและหลักศีลธรรมของมนุษย์ การขาดพร่องการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม ความเชื่อเหนือธรรมชาติของระบบศักดินาที่ได้ยึดหัวใจของมนุษย์อย่างร้ายแรง รูปแบบการใช้ชีวิตที่ต่ำทรามและเสื่อมโทรมที่ทำให้ความป่วยฝังแน่นในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจมนุษย์ การจับความเข้าใจอย่างผิวเผินเกี่ยวกับการมีความรู้พื้นฐานทางวัฒนธรรม โดยผู้คนเกือบร้อยละเก้าสิบแปดที่ขาดการศึกษาในความรู้พื้นฐานทางวัฒนธรรม และที่ยิ่งกว่านั้นคือ มีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการศึกษาทางวัฒนธรรมในระดับที่สูงขึ้น  ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้วผู้คนจึงไม่มีแนวคิดว่าพระเจ้าหรือพระวิญญาณหมายถึงอะไร แต่มีเพียงภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนซึ่งได้มาจากความเชื่อเหนือธรรมชาติของระบบศักดินาเท่านั้น  อิทธิพลอันตรายที่ช่วงเวลาหลายพันปีของ “จิตวิญญาณชาตินิยมอันสูงส่ง” ได้ทิ้งไว้ลึกในหัวใจของมนุษย์ และการคิดแบบระบอบศักดินาที่ผู้คนถูกผูกมัดและล่ามโซ่ไว้ โดยไม่มีเสรีภาพเลยแม้แต่น้อย และไม่มีเจตจำนงที่จะทะเยอทะยานหรืออดทนนาน ไม่มีความอยากที่จะสร้างความก้าวหน้า แต่กลับยังคงอยู่เฉยและถอยหลังแทน โดยตั้งมั่นอยู่ในวิธีการคิดของทาส เป็นต้น—ปัจจัยที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเหล่านี้ได้ให้รูปหล่อที่โสมมและน่าเกลียดที่ไม่อาจลบออกได้กับทัศนะที่เป็นอุดมการณ์ อุดมคติ หลักศีลธรรม และอุปนิสัยของมนุษยชาติ  ดูเหมือนว่าพวกมนุษย์กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดแห่งการก่อการร้ายซึ่งไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเขาที่พยายามที่จะอยู่เหนือมัน และไม่มีผู้ใดท่ามกลางพวกเขาคิดถึงการก้าวต่อไปสู่โลกตามอุดมคติ แต่พวกเขากลับพอใจกับวาสนาในชีวิตของพวกเขา เพื่อใช้วันเวลาของพวกเขาไปกับการให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกหลาน ดิ้นรนต่อสู้ ตรากตรำ ทำงานบ้านของพวกเขา ฝันถึงครอบครัวที่สะดวกสบายและมีความสุข และฝันถึงความรักใคร่ในการสมรส ลูกหลานที่กตัญญู ความชื่นบานยินดีในช่วงปีสนธยาของพวกเขาในขณะที่พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสงบ…เป็นเวลาหลายสิบ หลายพัน หลายหมื่นปีจนถึงตอนนี้ ผู้คนได้สิ้นเปลืองเวลาของพวกเขาในหนทางนี้ตลอดมา โดยไม่มีผู้ใดสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม เจตนาทั้งหมดอยู่ที่การสังหารกันและกันในโลกที่มืดมิดนี้บนการแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและโชควาสนา และการวางอุบายต่อต้านกันและกันเท่านั้น  มีผู้ใดเคยแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าบ้าง?  มีผู้ใดเคยใส่ใจกับพระราชกิจของพระเจ้าไหม?  ทุกส่วนของมนุษยชาติที่ติดพันด้วยอิทธิพลของความมืดได้กลายเป็นธรรมชาติของมนุษย์มานานแล้ว และดังนั้นจึงค่อนข้างยากที่จะดำเนินพระราชกิจของพระเจ้า และผู้คนมีหัวใจที่ให้ความสนใจต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงได้มอบความไว้วางพระทัยให้กับพวกเขาในวันนี้น้อยลงไปอีก

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

6. ในช่วงระหว่างครรลองแห่งการเข้าสู่ของมนุษย์ ชีวิตนั้นน่าเบื่ออยู่เสมอ โดยเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ซ้ำซากของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ เช่น การอธิษฐาน การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หรือการจัดการชุมนุม และดังนั้นผู้คนจึงรู้สึกเสมอว่าการที่เชื่อในพระเจ้าไม่นำความชื่นชมยินดีที่ยิ่งใหญ่ใดๆ มาให้  กิจกรรมฝ่ายจิตวิญญาณเช่นนั้นมักจะได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้นบนพื้นฐานของอุปนิสัยแต่ดั้งเดิมของมนุษยชาติ ซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  ถึงแม้ว่าในบางครั้งผู้คนจะสามารถรับความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ แต่การคิด อุปนิสัย รูปแบบการใช้ชีวิต และนิสัยแต่ดั้งเดิมยังคงหยั่งรากอยู่ภายใน และดังนั้นธรรมชาติของพวกเขาจึงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  กิจกรรมที่เป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ผู้คนมีส่วนร่วมคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดมากที่สุด แต่ผู้คนมากมายยังคงไร้ความสามารถที่จะปล่อยพวกมันไปได้ โดยคิดว่ากิจกรรมที่เป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติเหล่านี้ได้รับการประกาศกฤษฎีกาจากพระเจ้า และแม้กระทั่งวันนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้กำจัดกิจกรรมเหล่านั้นออกไปโดยสิ้นเชิง  สิ่งทั้งหลายเช่น การจัดการเตรียมการที่คนอายุน้อยๆ ทำเพื่องานเลี้ยงฉลองสมรสและเครื่องแต่งกายของเจ้าสาว ของขวัญเงินสด งานเลี้ยง และวิธีทั้งหลายที่คล้ายกันที่ใช้เฉลิมฉลองในโอกาสอันชื่นบาน สูตรโบราณที่ได้ส่งต่อกันมา กิจกรรมอันเป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ไร้ความหมายทั้งหมดที่ดำเนินการเพื่อคนตายและพิธีฝังศพของพวกเขา สิ่งเหล่านี้น่าชิงชังมากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับพระเจ้า  กระทั่งวันแห่งการนมัสการ (ซึ่งรวมถึงวันสะบาโตที่โลกศาสนาถือปฏิบัติ) ก็เป็นสิ่งที่น่าชิงชังสำหรับพระองค์ และสัมพันธภาพทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์ทางโลกระหว่างมนุษย์และมนุษย์ทั้งหมดต่างเป็นที่น่ารังเกียจและถูกปฏิเสธจากพระเจ้ายิ่งขึ้นไปอีก  กระทั่งเทศกาลฤดูใบไม้ผลิและวันคริสต์มาสที่ทุกคนรู้จักก็ไม่ได้รับการประกาศกฤษฎีกาจากพระเจ้า แล้วนับประสาอะไรกับของเล่นและการตกแต่งสำหรับวันหยุดเทศกาลรื่นเริงเหล่านี้ เช่น ป้ายคู่ ประทัดไฟ โคมไฟ ศีลมหาสนิท ของขวัญวันคริสต์มาส และเทศกาลคริสต์มาส—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รูปเคารพในจิตใจของพวกมนุษย์หรอกหรือ?  การหักขนมปังในวันสะบาโต ไวน์ และป่านเนื้อดียิ่งเป็นรูปเคารพอย่างแน่ชัดเข้าไปใหญ่  วันเทศกาลตามธรรมเนียมประเพณีทั้งหมดที่เป็นที่นิยมในประเทศจีน เช่น วันเชิดหัวสิงโต เทศกาลแข่งเรือมังกร เทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลล่าปา และวันปีใหม่ และเทศกาลต่างๆ ในโลกศาสนา เช่น วันอีสเตอร์ วันพิธีบัพติศมา และวันคริสต์มาส เทศกาลที่ไม่สมควรทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการจัดการเตรียมการและส่งต่อมาจากยุคเก่าๆ ถึงวันนี้โดยผู้คนมากมาย  จินตนาการที่มากมายและมโนคติที่ช่างคิดของมนุษยชาตินั่นเองที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นได้รับการส่งต่อมาจนถึงวันนี้  สิ่งเหล่านี้ปรากฏเหมือนว่าปราศจากข้อตำหนิ แต่อันที่จริงแล้วเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ซาตานใช้กับมนุษยชาติ  ยิ่งสถานที่หนึ่งแน่นขนัดไปด้วยเหล่าซาตานมากเท่าใด และยิ่งสถานที่นั้นล้าสมัยและถอยหลังมากขึ้นเท่าใด ธรรมเนียมประเพณีแบบระบอบศักดินาก็ยิ่งตั้งมั่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น  สิ่งเหล่านี้มัดผู้คนไว้แน่น ไม่ยอมให้มีที่ว่างเพื่อการเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย  เทศกาลมากมายในโลกศาสนาดูเหมือนจะแสดงถึงความเป็นดั้งเดิมอันยิ่งใหญ่และดูเหมือนจะสร้างสะพานสู่งานของพระเจ้า แต่อันที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นเชือกผูกที่มองไม่เห็นซึ่งซาตานใช้มัดผู้คนและขัดขวางไม่ให้ผู้คนมารู้จักพระเจ้า—สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน  อันที่จริงแล้ว เมื่องานช่วงระยะหนึ่งของพระเจ้าแล้วเสร็จ พระองค์ได้ทรงทำลายเครื่องมือและลักษณะแนวแบบของช่วงเวลานั้นโดยไม่เหลือร่องรอยใดๆ แล้ว  อย่างไรก็ตาม “ผู้เชื่อที่เคร่งครัด” ยังเคารพบูชาวัตถุทางกายที่จับต้องได้เหล่านั้นต่อไป ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ส่งสิ่งที่พระเจ้าทรงมีไปไว้ข้างหลัง ไม่ศึกษาสิ่งนั้นเพิ่มเติมแต่อย่างใด และดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความรักพระเจ้าทั้งที่จริงแล้วพวกเขาได้ผลักพระองค์ออกไปนอกบ้านมานานแล้ว และวางซาตานไว้บนหิ้งเพื่อเคารพบูชา  ภาพวาดของพระเยซู กางเขน นางมารีย์ การบัพติศมาของพระเยซู และอาหารค่ำมื้อสุดท้าย—ผู้คนเคารพสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้า ในขณะเดียวกันก็กู่ร้องซ้ำๆ ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระบิดาแห่งสวรรค์”  ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เรื่องตลกหรือ?  จนถึงวันนี้ คำกล่าวและการปฏิบัติที่คล้ายกันมากมายที่ได้รับการส่งต่อมาท่ามกลางมนุษยชาตินั้นเป็นที่น่าชังสำหรับพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นขัดขวางหนทางข้างหน้าสำหรับพระเจ้าอย่างร้ายแรง และยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เกิดการเสื่อมถอยอย่างมากต่อการเข้าสู่ของมนุษยชาติ  เมื่อลองไม่มองขอบเขตที่ซาตานได้ทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามแล้ว ภายในของผู้คนก็เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ เช่นกฎของวิทเนส ลี ประสบการณ์ของลอว์เรนซ์ การสำรวจโดยวอทช์แมน นี และงานของเปาโลอย่างครบบริบูรณ์  ไม่มีทางที่พระเจ้าจะทรงพระราชกิจต่อมนุษย์ได้เลย เพราะภายในพวกเขานั้น พวกเขามีปัจเจกนิยม กฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ระบบ และสิ่งในทำนองนั้นมากเกินไป นอกเหนือจากแนวโน้มการเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบระบอบศักดินาของผู้คนแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้จับกุมและล้างผลาญมนุษยชาติแล้ว  เสมือนว่าความคิดของผู้คนเป็นภาพยนตร์น่าสนใจที่เล่าเทพนิยายแบบสี่สี ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตน่ามหัศจรรย์ขี่ก้อนเมฆ ช่างจินตนาการจนพวกมันทำให้ผู้คนประหลาดใจ ทิ้งไว้ให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงและพูดไม่ออก  หากให้พูดความจริง พระราชกิจที่พระเจ้าเสด็จมาทำในวันนี้โดยหลักแล้วคือการจัดการและขับไล่คุณลักษณะที่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของพวกมนุษย์ และแปลงรูปทัศนะทางจิตใจของพวกเขาอย่างครบบริบูรณ์  งานของพระเจ้าไม่ได้คงอยู่มาถึงวันนี้เพราะการรับมรดกตกทอดที่มนุษยชาติได้ส่งต่อมาโดยผ่านทางรุ่นต่อรุ่น แต่เป็นเพราะงานที่พระองค์ทรงริเริ่มและทำให้เสร็จสิ้นด้วยพระองค์เอง โดยไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมีการรับช่วงต่อสิ่งสืบทอดจากมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่บางคน หรือรับมรดกตกทอดจากงานใดๆ ที่มีธรรมชาติเป็นสิ่งแทนซึ่งพระเจ้าทรงปฏิบัติในยุคอื่นๆ บางยุค  มนุษย์ไม่จำเป็นต้องสนใจที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องใดๆ เหล่านี้  วันนี้พระเจ้าทรงมีลักษณะการตรัสและการทรงงานอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นแล้ว เหตุใดมนุษย์ถึงสร้างปัญหาให้ตัวเองเล่า?  หากมนุษย์เดินบนเส้นทางของวันนี้ภายในกระแสทางเดินปัจจุบันในขณะเดียวกันก็ดำเนินตามสิ่งสืบทอดของ “บรรพบุรุษ” ของพวกเขาต่อไปแล้ว พวกเขาจะไม่ไปถึงบั้นปลายของพวกเขา  พระเจ้าทรงรู้สึกแขยงพฤติกรรมรูปแบบเฉพาะนี้ของมนุษย์อย่างมาก เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงชังช่วงเวลาหลายปี หลายเดือน และหลายวันของโลกมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

7. วิธีที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์คือการรักษาส่วนเหล่านั้นในหัวใจที่ลึกที่สุดของผู้คนซึ่งได้ถูกยาพิษอย่างล้ำลึก ซึ่งจะทำให้ผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงการคิดและหลักศีลธรรมของพวกเขาได้  ประการแรก ผู้คนจำเป็นต้องมองเห็นอย่างชัดเจนว่าพิธีกรรมทางศาสนา กิจกรรมทางศาสนา เวลาหลายปีและหลายเดือน และเทศกาลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นที่ชิงชังสำหรับพระเจ้า  พวกเขาควรแยกตัวให้เป็นอิสระจากการผูกมัดของการคิดแบบระบอบศักดินาเหล่านี้ และกำจัดทุกร่องรอยของความโน้มเอียงที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติที่หยั่งรากลึกของพวกเขา  ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในการเข้าสู่ของมนุษยชาติ  พวกเจ้าต้องเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงนำมนุษยชาติออกจากโลกทางโลก และอีกครั้งว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงนำมนุษยชาติออกจากกฎเฏณฑ์และข้อบังคับ  นี่คือประตูที่พวกเจ้าจะผ่านเพื่อเข้าสู่ และถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเจ้า แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการเข้าสู่ของพวกเจ้า ขัดขวางเจ้าไม่ให้รู้จักพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้สร้างร่างแหที่ทำให้ผู้คนหลงติด  ผู้คนมากมายอ่านพระคัมภีร์มากเกินไป และแม้กระทั่งสามารถท่องบทตอนมากมายจากพระคัมภีร์ได้จากความจำ  ในการเข้าสู่ของพวกเขาในวันนี้ ผู้คนใช้พระคัมภีร์มาวัดงานของพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว เสมือนว่าพื้นฐานของพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงระยะนี้คือพระคัมภีร์ และแหล่งกำเนิดของงานนี้คือพระคัมภีร์  เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าสอดคล้องกับพระคัมภีร์ ผู้คนสนับสนุนพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแข็งขัน และคำนึงถึงพระองค์ด้วยความนับถือที่ได้ค้นพบใหม่ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าขัดแย้งกับพระคัมภีร์ ผู้คนกลายเป็นวิตกกังวลจนพวกเขาเหงื่อตก โดยค้นหาพื้นฐานของพระราชกิจของพระเจ้าในนั้น หากพระราชกิจของพระเจ้าไม่มีการกล่าวพาดพิงถึงในพระคัมภีร์ ผู้คนจะเพิกเฉยต่อพระเจ้า  สามารถกล่าวได้ว่าสำหรับเรื่องของพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับพระราชกิจอย่างระแวงและด้วยความระมัดระวัง  พวกเขาเลือกให้การเชื่อฟังกับพระราชกิจนี้แบบเลือก และรู้สึกไม่แยแสต่อการรู้จักพระราชกิจนี้ ส่วนสิ่งทั้งหลายในอดีตนั้น พวกเขายึดมั่นไว้ครึ่งหนึ่ง และทิ้งขว้างอีกครึ่ง  นี่สามารถเรียกว่าการเข้าสู่ได้หรือ?  ผู้คนยึดถือหนังสือของผู้อื่นว่าเป็นสมบัติล้ำค่าและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นเหมือนเป็นกุญแจทองสู่ประตูของราชอาณาจักร และพวกเขาไม่แสดงความสนใจใดๆ ในสิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากพวกเขาในวันนี้เลย  ยิ่งไปกว่านั้น “ผู้เชี่ยวชาญที่ฉลาด” มากมายถือวจนะของพระเจ้าในมือซ้ายของพวกเขา และ “ผลงานชิ้นเอก” ของผู้อื่นในมือขวา เสมือนว่าพวกเขาต้องการหาพื้นฐานของวจนะของพระเจ้าในวันนี้ภายในผลงานชิ้นเอกเหล่านี้ เพื่อพิสูจน์อย่างเต็มที่ว่าวจนะของพระเจ้านั้นถูกต้อง และพวกเขาอาจถึงขั้นอธิบายวจนะของพระเจ้ากับผู้อื่นโดยการนำวจนะเหล่านี้ไปรวมไว้ในผลงานชิ้นเอก เสมือนว่าพวกผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นกำลังดำเนินการอยู่  หากจะกล่าวความจริงแล้ว มี “นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์” มากมายท่ามกลางมนุษยชาติที่ไม่เคยนึกถึงความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดของวันนี้ ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในแง่ดี (นั่นคือ พระราชกิจของพระเจ้า วจนะของพระเจ้า และเส้นทางการเข้าสู่ชีวิต) ดังนั้นผู้คนทั้งหมดจึง “พึ่งพาตัวเอง” โดยที่ “เทศนา” อย่างกว้างไกลเกี่ยวกับจุดแข็งของลิ้นทองของพวกเขา และโอ้อวดถึง “พระนามที่ดีของพระเจ้า”  ในขณะเดียวกัน การเข้าสู่ของพวกเขาเองก็ตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาดูเหมือนว่าอยู่ไกลจากข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าพอๆ กับที่สิ่งทรงสร้างอยู่ห่างไกลจากชั่วขณะนี้  การทรงพระราชกิจของพระเจ้านั้นง่ายเพียงใด?  ดูเหมือนว่าผู้คนได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทิ้งครึ่งหนึ่งของพวกเขาไว้กับเมื่อวานและนำครึ่งหนึ่งมาวันนี้ จะส่งมอบครึ่งหนึ่งให้กับซาตานและเสนอครึ่งหนึ่งให้กับพระเจ้า เสมือนว่านี่คือวิธีที่จะอำนวยความสะดวกให้กับมโนธรรมของพวกเขา และรู้สึกถึงสำนึกรับรู้ถึงความสบายใจบางอย่างได้  โลกภายในของผู้คนช่างเคลือบแฝง พวกเขากลัวที่จะสูญเสียไม่ใช่แค่พรุ่งนี้เท่านั้น แต่ยังเมื่อวานด้วย ลึกๆ แล้วพวกเขากลัวที่จะทำให้ทั้งซาตานและพระเจ้าของวันนี้ขุ่นเคือง พระเจ้าผู้ทรงดูเหมือนจะเป็นและยังไม่เป็น  เพราะผู้คนเคยล้มเหลวที่จะปลูกฝังการคิดและหลักศีลธรรมของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสม พวกเขาจึงขาดดุลยพินิจอย่างยิ่ง และพวกเขาไม่สามารถบอกได้เลยว่างานของวันนี้คืองานของพระเจ้าหรือไม่  บางทีคงเป็นเพราะการคิดแบบระบอบศักดินาและที่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติของผู้คนนั้นหยั่งลึกจนพวกเขาได้วางความเชื่อเหนือธรรมชาติกับความจริง พระเจ้า และรูปเคารพไว้ในหมวดหมู่เดียวกันเสียนานแล้ว โดยไม่ใส่ใจที่จะแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งเหล่านี้ และพวกเขาดูเหมือนจะไม่สามารถเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนได้แม้ว่าจะเค้นสมองของพวกเขาก็ตาม  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์จึงหยุดอยู่ในร่องครรลองของพวกเขาแล้วและไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกต่อไป  ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้คนขาดการศึกษาด้านอุดมการณ์ในประเภทที่ถูกต้อง ซึ่งสร้างความลำบากยากเย็นที่ยิ่งใหญ่สำหรับการเข้าสู่ของพวกเขา  ผลก็คือ ผู้คนจึงไม่มีวันรู้สึกมีความสนใจใดๆ ในพระราชกิจของพระเจ้าที่แท้จริง แต่กลับยึดติดอย่างดื้อแพ่ง[1]กับงานของมนุษย์ (เช่น พวกที่พวกเขามองว่าเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่) เสมือนว่าพวกเขาได้ถูกตีตราจากสิ่งนั้น  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หัวข้อล่าสุดที่มนุษยชาติควรเข้าสู่หรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

8. พระเจ้าได้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หรือหากใช้คำของเพื่อนร่วมชาติจากฮ่องกงและไต้หวัน ก็คือ “ประเทศตอนใน”  เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกจากฟ้าสวรรค์เบื้องบน ไม่มีผู้ใดในฟ้าสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลกที่ตระหนักรู้ถึงการนี้ เพราะนี่คือความหมายที่แท้จริงของการเสด็จกลับมาภายใต้การทรงปกปิดของพระเจ้า  พระองค์ได้ทรงงานและดำรงพระชนม์ชีพในเนื้อหนังมาเป็นเวลานาน กระนั้นยังไม่มีผู้ใดตระหนักรู้  กระทั่งถึงวันนี้ก็ไม่มีผู้ใดระลึกได้ถึงเรื่องนี้  บางทีการนี้จะคงเป็นปริศนาชั่วนิรันดร์  การเสด็จมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในครั้งนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์อาจจะตระหนักรู้ได้  ไม่สำคัญว่าผลกระทบแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณจะมีขนาดใหญ่เพียงใดและทรงฤทธิ์เดชเพียงใดก็ตาม พระเจ้าทรงยังคงไม่ยินดียินร้ายเสมอ และไม่มีวันทรงเผยสิ่งใดก็ตามออกไป  คนเราสามารถพูดได้ว่าพระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระองค์เป็นเหมือนกับเสมือนว่ากำลังเกิดขึ้นในอาณาจักรสวรรค์  ถึงแม้ว่าพระราชกิจนี้จะเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อผู้คนทั้งหมดที่มีดวงตาที่จะมองเห็น แต่ก็ไม่มีผู้ใดระลึกถึงพระราชกิจนี้ได้  เมื่อพระเจ้าทรงงานช่วงระยะนี้ของพระองค์แล้วเสร็จ มนุษยชาติทั้งหมดจะแยกห่างจากท่าทีปกติของพวกเขา[2] และตื่นจากความฝันอันยาวนานของพวกเขา  เราจำได้ว่าพระเจ้าเคยตรัสครั้งหนึ่งว่า “การเสด็จมาเป็นมนุษย์ในครั้งนี้เป็นเหมือนกับการตกลงมาในถ้ำเสือ”  ความหมายของการนี้คือ เพราะในพระราชกิจรอบนี้ของพระเจ้า พระเจ้าเสด็จมาเป็นมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น ประสูติในสถานที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดง พระองค์ทรงเผชิญหน้ากับอันตรายที่อย่างสุดขีดด้วยการเสด็จมายังแผ่นดินโลกครั้งนี้มากกว่าแต่ก่อนเสียอีก  สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญหน้าคือมีดและปืนและไม้กระบองและไม้พลอง สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญหน้าคือการทดลอง สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญหน้าคือฝูงชนที่สวมใส่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเจตนาอาฆาต  พระองค์ทรงเสี่ยงที่จะถูกฆ่าทุกชั่วขณะ  พระเจ้าเสด็จมาโดยนำพระพิโรธมาพร้อมกับพระองค์  อย่างไรก็ตาม พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อม กล่าวคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงทำส่วนที่สองของพระราชกิจของพระองค์ สิ่งซึ่งดำเนินต่อเนื่องไปหลังจากพระราชกิจแห่งการไถ่  เพื่อประโยชน์ของพระราชกิจในช่วงระยะนี้ของพระองค์ พระเจ้าทรงอุทิศความคิดและการใส่พระทัยอย่างถึงที่สุด และทรงกำลังใช้ทุกๆ วิถีทางที่คิดฝันได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการจู่โจมของการทดลอง โดยทรงปกปิดพระองค์เองอย่างถ่อมพระทัยและไม่เคยทรงโอ้อวดถึงพระอัตลักษณ์ของพระองค์เลย  ในการช่วยเหลือมนุษย์จากกางเขน พระเยซูทรงปฏิบัติเพียงพระราชกิจแห่งการไถ่จนครบบริบูรณ์เท่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการทำให้มีความเพียบพร้อม  ดังนั้น พระราชกิจของพระเจ้าจึงได้รับการทรงทำเสร็จสิ้นเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น และการทรงพระราชกิจแห่งการไถ่แล้วเสร็จเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของแผนการทั้งหมดของพระองค์  เมื่อยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นและยุคเก่ากำลังจะถอยห่างไป พระเจ้าพระบิดาทรงเริ่มต้นไตร่ตรองรอบคอบถึงส่วนที่สองของพระราชกิจของพระองค์ และดำเนินการเตรียมพร้อมเพื่อพระราชกิจนั้น  การจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายนี้ไม่ได้รับการตรัสคำเผยพระวจนะอย่างชัดเจนในอดีต ดังนั้นจึงเป็นการวางรากฐานของความลับที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเสด็จมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในครั้งนี้  เมื่อรุ่งอรุณมาถึง พระเจ้าเสด็จมาถึงแผ่นดินโลกและทรงเริ่มต้นพระชนม์ชีพของพระองค์ในเนื้อหนังโดยที่มนุษยชาติมากมายไม่รู้ตัว  ผู้คนไม่ตระหนักรู้ถึงการมาถึงของชั่วขณะนี้  อาจเป็นว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังหลับใหล อาจเป็นว่าผู้คนมากมายที่ตื่นอย่างคุมเชิงกำลังรออยู่ และอาจเป็นว่าผู้คนมากมายกำลังอธิษฐานเงียบๆ ต่อพระเจ้าในสวรรค์  กระนั้นท่ามกลางผู้คนมากมายเหล่านี้ทั้งหมด ไม่มีคนหนึ่งคนใดที่รู้ว่าพระเจ้าได้เสด็จมาถึงแผ่นดินโลกแล้ว  พระเจ้าทรงพระราชกิจเช่นนี้เพื่อดำเนินงานของพระองค์จนเสร็จสิ้นอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น และเพื่อสัมฤทธิ์ผลที่ดีกว่า และยังเพื่อป้องกันการทดลองที่มากยิ่งกว่าด้วย  เมื่อการเคลิ้มหลับในฤดูใบไม้ผลิของมนุษย์หยุดลง พระราชกิจของพระเจ้าจะได้เสร็จสิ้นไปนานแล้ว และพระองค์จะเสด็จจากไป โดยทรงนำพระชนม์ชีพแห่งการท่องเที่ยวไปและการพักแรมบนแผ่นดินโลกของพระองค์มาถึงจุดสิ้นสุด  เพราะพระราชกิจของพระเจ้าพึงประสงค์ให้พระเจ้าทรงปฏิบัติและตรัสในสภาวะบุคคลของพระองค์เอง และเพราะไม่มีวิธีใดที่มนุษย์จะแทรกแซงได้ พระเจ้าจึงทรงสู้ทนความทุกข์อย่างที่สุดเพื่อเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เอง  มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะทำงานแทนในพระราชกิจของพระเจ้าได้  ด้วยเหตุผลนี้ พระเจ้าจึงทรงกล้าเผชิญอันตรายหลายพันครั้งมากกว่าในช่วงระหว่างยุคพระคุณ เพื่อเสด็จลงมายังแผ่นดินที่พญานาคใหญ่สีแดงอาศัยอยู่เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์เอง โดยทรงสละพระดำริและความใส่พระทัยทั้งหมดของพระองค์เพื่อไถ่ผู้คนกลุ่มที่ยากจนนี้ ผู้คนกลุ่มนี้ที่ติดอยู่ในกองมูล  ถึงแม้ว่าไม่มีผู้ใดรู้ถึงการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ทรงกังวลพระทัยแต่อย่างใด เพราะการนี้เป็นประโยชน์ต่อพระราชกิจของพระองค์เป็นอย่างมาก  เมื่อพิจารณาว่าทุกคนช่างชั่วช้าและเลวอย่างถึงที่สุด แล้วพวกเขาจะทนยอมรับการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าได้อย่างไร?  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพระเจ้าจึงเสด็จมาบนแผ่นดินโลกอย่างเงียบๆ เสมอ  ไม่สำคัญว่ามนุษย์ได้จมลงไปในความโหดร้ายที่เกินขอบเขตอย่างแย่ที่สุดหรือไม่ พระเจ้าทรงไม่เก็บสิ่งใดๆ เหล่านั้นมาใส่พระทัย แต่ทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงต้องทำต่อไปเท่านั้น เพื่อทำให้พระบัญชาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พระบิดาแห่งสวรรค์ได้มอบความไว้วางพระทัยให้พระองค์ได้ลุล่วง  ผู้ใดท่ามกลางพวกเจ้าที่ระลึกถึงความน่ารักชื่นชมของพระเจ้าได้บ้าง?  ผู้ใดแสดงให้เห็นถึงความเห็นใจต่อภาระของพระเจ้าพระบิดามากกว่าที่พระบุตรของพระองค์ทรงแสดงให้เห็น?  ผู้ใดสามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา?  พระวิญญาณของพระเจ้าพระบิดาในสวรรค์มักกังวลพระทัย และพระบุตรของพระองค์บนแผ่นดินโลกทรงอธิษฐานอยู่เนืองนิตย์เพื่อประโยชน์ของน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา โดยทรงกังวลพระทัยของพระองค์อย่างถึงที่สุด  มีผู้ใดบ้างที่รู้ถึงความรักที่พระเจ้าพระบิดาทรงมีให้กับพระบุตรของพระองค์?  มีผู้ใดบ้างที่รู้ถึงพระทัยที่พระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักทรงมีเพื่อคิดคำนึงถึงพระเจ้าพระบิดา?  เมื่อแยกเป็นสองระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์ทั้งสองจึงทรงจ้องตามกันและกันจากที่ห่างไกลอยู่เนืองนิตย์ โดยทรงติดตามอีกฝ่ายหนึ่งในพระวิญญาณ  โอ้มวลมนุษย์!  เจ้าจะคำนึงถึงพระทัยของพระเจ้าเมื่อใด?  เจ้าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าเมื่อใด?  พระบิดาและพระบุตรทรงพึ่งพากันและกันเสมอมา  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์ทั้งสองจึงทรงแยกห่างกัน โดยที่พระองค์หนึ่งประทับอยู่ในฟ้าสวรรค์เบื้องบน และอีกพระองค์หนึ่งประทับอยู่ในแผ่นดินโลกเบื้องล่าง?  พระบิดาทรงรักพระบุตรของพระองค์เช่นเดียวกับที่พระบุตรทรงรักพระบิดาของพระองค์  เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระบิดาจึงทรงต้องรอด้วยความถวิลหาพระบุตรอย่างลึกซึ้งและเจ็บปวดเช่นนั้น?  พระองค์ทั้งสองอาจไม่ทรงแยกห่างกันนานนัก กระนั้น ผู้ใดบ้างที่รู้ว่าพระบิดาทรงโหยหาด้วยความถวิลหาที่เจ็บปวดเป็นเวลากี่วันกี่คืนแล้ว และพระองค์ทรงร่ำร้องถึงการเสด็จกลับของพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์มาเป็นเวลานานเท่าใดแล้ว?  พระองค์ทรงเฝ้าสังเกต พระองค์ประทับนั่งอย่างเงียบสงบ และพระองค์ทรงรอ ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นไม่มีสิ่งใดที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการกลับมาอย่างรวดเร็วของพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์  พระบุตรผู้ทรงร่อนเร่ไปจนสุดปลายพิภพ: พระองค์ทั้งสองจะได้ประทับอยู่ร่วมกันอีกครั้งเมื่อใด?  ถึงแม้ว่าเมื่อได้ประทับอยู่ร่วมกันอีกครั้งแล้วพระองค์ทั้งสองจะทรงประทับอยู่ร่วมกันชั่วกัลปาวสาน พระองค์ทรงสามารถสู้ทนการแยกจากกันหลายพันวันและหลายพันคืน โดยที่พระองค์หนึ่งประทับอยู่ในฟ้าสวรรค์เบื้องบนและอีกพระองค์ประทับอยู่บนแผ่นดินโลกเบื้องล่างได้อย่างไร?  หลายทศวรรษบนแผ่นดินโลกรู้สึกเหมือนช่วงเวลาหลายพันปีในสวรรค์  พระเจ้าพระบิดาจะทรงสามารถที่จะไม่กังวลไปได้อย่างไร?  เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก พระองค์ทรงได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์อย่างนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้รับ  พระเจ้าทรงไร้เดียงสา ดังนั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงควรทรงได้รับการทำให้ต้องสู้ทนความทุกข์เดียวกันกับมนุษย์?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระเจ้าพระบิดาทรงร่ำร้องหาพระบุตรของพระองค์อย่างเร่งด่วนยิ่ง แล้วใครสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าบ้าง?  พระเจ้าประทานให้มนุษย์มากเกินไป แล้วมนุษย์จะสามารถตอบแทนพระทัยของพระเจ้าอย่างเพียงพอได้อย่างไร?  กระนั้น มนุษย์ยังให้พระเจ้าเล็กน้อยเกินไป ด้วยเหตุนั้นแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงกังวลไปได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

9. แทบไม่มีผู้ใดท่ามกลางมนุษย์ที่เข้าใจความเร่งด่วนในสภาวะจิตใจของพระเจ้า เพราะขีดความสามารถของพวกมนุษย์นั้นต่ำต้อยเกินไปและจิตวิญญาณของพวกเขาก็ค่อนข้างโง่ทึบ และดังนั้น พวกเขาทั้งหมดจึงไม่ใส่ใจหรือเอาใจใส่ใดๆ กับสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำ  ด้วยเหตุผลนี้ พระเจ้าจึงทรงกังวลเกี่ยวกับมนุษย์อยู่เนืองนิตย์ เสมือนว่าธรรมชาติอันคล้ายสัตว์ของมนุษย์สามารถออกมาได้ทุกชั่วขณะ  จากการนี้ คนเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกว่าการเสด็จมาที่แผ่นดินโลกของพระเจ้านั้นมาพร้อมกับการทดลองที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน  แต่เพื่อประโยชน์ของการทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งครบบริบูรณ์ พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระสิริอย่างเต็มที่จึงตรัสบอกมนุษย์ถึงเจตนารมณ์ทุกประการของพระองค์ โดยไม่ทรงซ่อนสิ่งใดจากเขา  พระองค์ตัดสินพระทัยแน่วแน่หนักแน่นที่จะทรงทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์ และดังนั้นไม่ว่าจะมีความยากลำบากหรือการทดลองใดเกิดขึ้นก็ตาม พระองค์ทรงมองข้ามและทรงเพิกเฉยต่อสิ่งนั้นทั้งหมด  พระองค์เพียงทรงพระราชกิจของพระองค์เองอย่างเงียบๆ โดยทรงเชื่ออย่างหนักแน่นว่าวันหนึ่งเมื่อพระเจ้าได้ทรงมาครอบครองพระสิริของพระองค์แล้ว มนุษย์จะรู้จักพระองค์ และทรงเชื่อว่าทันทีที่มนุษย์ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ เขาจะเข้าใจพระทัยของพระเจ้าอย่างสุดใจ  ขณะนี้อาจมีผู้คนที่กำลังทดลองพระเจ้า หรือเข้าใจพระเจ้าผิด หรือตำหนิพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่ทรงนำสิ่งใดๆ เหล่านี้มาใส่พระทัย  เมื่อพระเจ้าเสด็จลงมาสู่พระสิริ ผู้คนทั้งหมดจะเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นไปเพื่อความสุขของมวลมนุษย์ และพวกเขาทั้งหมดจะเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทำนั้นเป็นไปเพื่อให้มนุษย์อาจมีชีวิตรอดได้ดีขึ้น  พระเจ้าเสด็จมาโดยทรงนำการทดลองมาด้วย และพระองค์ยังเสด็จมาโดยทรงนำพระบารมีและพระพิโรธมาด้วย  ในเวลาที่พระเจ้าทรงไปจากมนุษย์ พระองค์ทรงได้มาครอบครองพระสิริของพระองค์ไปนานแล้ว และพระองค์เสด็จจากไปโดยเปี่ยมไปด้วยพระสิริอย่างเต็มที่และด้วยความชื่นบานยินดีที่จะเสด็จกลับ  พระเจ้าผู้ทรงพระราชกิจบนโลกไม่นำสิ่งต่างๆ มาใส่พระทัยไม่สำคัญว่าผู้คนจะปฏิเสธพระองค์อย่างไร  พระองค์ทรงทำพระราชกิจของพระองค์ต่อไปเท่านั้น  การทรงสร้างโลกของพระเจ้าย้อนกลับไปหลายพันปี  พระองค์เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจในปริมาณที่ไม่อาจวัดได้ และพระองค์ทรงได้รับประสบการณ์กับการปฏิเสธและการใส่ร้ายป้ายสีของโลกมนุษย์อย่างเต็มที่  ไม่มีผู้ใดต้อนรับการเสด็จมาถึงของพระเจ้า พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับอย่างเย็นชา  ในครรลองแห่งการดำเนินไปด้วยความลำบากหลายพันปีเหล่านี้ การประพฤติของมนุษย์ก็ได้ทำให้พระเจ้าทรงเกิดบาดแผลอย่างรวดเร็วไปนานแล้ว  พระองค์ไม่ทรงให้ความใส่พระทัยกับความกบฏของผู้คนอีกต่อไป และได้ทรงสร้างอีกแผนหนึ่งเพื่อแปลงรูปและชำระมนุษย์บริสุทธิ์แทน  การเยาะเย้ย การใส่ร้ายป้ายสี การข่มเหง ความทุกข์ลำบาก ความทุกข์ของการตรึงกางเขน การกีดกันจากมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งพระเจ้าทรงได้ประสบตั้งแต่ที่เสด็จมาเป็นมนุษย์ กล่าวคือ พระเจ้าทรงได้ลิ้มรสสิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้ว และสำหรับความยากลำบากของโลกมนุษย์นั้น พระเจ้าผู้ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ก็ได้ทุกข์ทนกับสิ่งต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้จนถึงขีดสุด  พระวิญญาณของพระเจ้าพระบิดาในสวรรค์ทรงพบว่าภาพเช่นนั้นเป็นสิ่งเหลือทนนานแล้ว และทรงรอพระบุตรผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์เสด็จกลับมาขณะที่พระองค์ทรงเอียงพระเศียรไปด้านหลังและปิดพระเนตรของพระองค์  ทั้งหมดที่พระองค์ทรงปรารถนาก็คือมนุษยชาติทั้งหมดจะรับฟังและเชื่อฟัง และสามารถหยุดกบฏต่อพระองค์ได้โดยที่รู้สึกถึงความอับอายอย่างถึงที่สุดเฉพาะพระพักตร์เนื้อหนังของพระองค์  ทั้งหมดที่พระองค์ทรงปรารถนาก็คือมนุษยชาติจะสามารถเชื่อในการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าได้  พระองค์ทรงหยุดมีข้อเรียกร้องที่ยิ่งใหญ่ขึ้นกับมนุษย์ไปนานแล้ว เพราะพระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาที่สูงเกินไปแล้ว แต่มนุษย์กลับกำลังหยุดพักสบายๆ[3] และไม่นำงานของพระเจ้ามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

10. วันนี้พวกเจ้าทั้งปวงรู้ว่าพระเจ้ากำลังทรงนำทางผู้คนให้อยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องของชีวิต ว่าพระองค์กำลังทรงนำทางมนุษย์ให้เริ่มขั้นตอนถัดไปเข้าสู่อีกยุคหนึ่ง ว่าพระองค์กำลังทรงนำทางมนุษย์ให้ไปเหนือล้ำยุคเก่าอันมืดมนนี้ ออกจากเนื้อหนัง ไกลจากการกดขี่ของกำลังบังคับของความมืดและอิทธิพลของซาตาน เพื่อที่บุคคลทุกคนอาจใช้ชีวิตในโลกแห่งอิสรภาพ  พระวิญญาณของพระเจ้าทรงวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมนุษย์ เพื่อประโยชน์ของวันพรุ่งอันงดงาม และเพื่อที่ในวันพรุ่งผู้คนอาจกล้ายิ่งขึ้นในย่างก้าวทั้งหลายของพวกเขา และพระเจ้าทรงอุทิศความมานะพยายามทั้งหมดในเนื้อหนังของพระองค์ในการตระเตรียมเส้นทางข้างหน้าสำหรับมนุษย์ ซึ่งยิ่งเร่งวันที่มนุษย์ถวิลหาให้มาถึงเร็วขึ้น เพื่อที่มนุษย์อาจมีความชื่นชมยินดีมากขึ้น  หวังว่าพวกเจ้าทั้งหมดจะทะนุถนอมชั่วขณะอันงดงามนี้ไว้ การบรรจบพบกันกับพระเจ้าย่อมไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์อันง่าย  แม้ว่าเจ้าไม่เคยได้รู้จักพระองค์ เจ้าก็ได้อยู่ด้วยกันกับพระองค์มานานแล้ว  หากเพียงทุกคนจะสามารถจดจำวันอันงดงามแต่แสนสั้นเหล่านี้ไว้ตลอดกาล และทำให้วันเหล่านี้เป็นสิ่งครอบครองที่พวกเขาทะนุถนอมบนแผ่นดินโลก

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (5)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

11. เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่ผู้คนชาวจีนได้ใช้ชีวิตอย่างทาส และการนี้ก็ได้จำกัดความคิด มโนทัศน์ ชีวิต ภาษา พฤติกรรม และการกระทำของพวกเขามากจนถึงขนาดที่พวกเขาไม่มีอิสรภาพเหลืออยู่แม้แต่น้อย  ประวัติศาสตร์หลายพันปีได้จับตัวผู้คนที่มีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณไป แล้วทำให้พวกเขายอมจำนนจนกลายเป็นบางสิ่งบางอย่างซึ่งละม้ายคล้ายซากศพที่สูญสิ้นจิตวิญญาณ  หลายคนคือบรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตภายใต้คมมีดปังตอของซาตาน หลายคนคือบรรดาผู้ที่ใช้ชีวิตในบ้านที่เหมือนถ้ำของสัตว์ป่า หลายคนคือพวกที่กินอาหารเหมือนที่วัวหรือม้ากิน และหลายคนคือพวกที่โกหก ไร้ความรู้สึก และอยู่ในความสับสนวุ่นวายใน “นรกขุมลึก”  ทางด้านรูปลักษณ์ภายนอกนั้น ผู้คนหาได้แตกต่างจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ไม่ สถานที่หยุดพักของพวกเขาเหมือนนรกขุมหนึ่ง และสำหรับมิตรสหายนั้น พวกเขาถูกล้อมรอบไปด้วยพวกปีศาจโสมมกับพวกวิญญาณชั่วสารพัดประเภท  ภายนอกนั้นมนุษย์ทั้งหลายดูเป็น “สัตว์” ที่สูงกว่า แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขาใช้ชีวิตและพักอาศัยกับพวกปีศาจโสมม  เมื่อปราศจากผู้ใดดูแลพวกเขา ผู้คนก็ใช้ชีวิตอยู่ในการซุ่มทำร้ายของซาตาน ติดอยู่ในงานตรากตรำทั้งหลายของมันโดยไร้หนทางหลีกหนี  แทนที่จะกล่าวว่าพวกเขารวมกลุ่มกับผู้เป็นที่รักทั้งหลายของพวกเขาภายในบ้านอันน่าสบาย มีชีวิตที่เป็นสุขและสมหวัง คนเราควรพูดว่ามนุษย์ทั้งหลายนั้นใช้ชีวิตอยู่ในแดนคนตาย ทำมาหากินกับพวกปีศาจและคบค้ากับพวกมาร

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (5)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

12. งานและการเข้าสู่นั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงโดยธรรมชาติ สิ่งเหล่านั้นหมายถึงพระราชกิจของพระเจ้าและการเข้าสู่ของมนุษย์  การไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงของมนุษย์ที่จะบุกฝ่าเข้าไปในพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และพระราชกิจของพระเจ้าได้นำความลำบากยากเย็นอย่างที่สุดมาให้แก่การเข้าสู่ของเขา  จนถึงวันนี้ ผู้คนมากมายยังคงไม่รู้ว่าพระราชกิจใดที่พระเจ้าจะทรงทำให้สำเร็จลุล่วงในยุคสุดท้าย หรือเหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงสู้ทนการเหยียดหยามสุดขีดเพื่อที่จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อยืนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์  จากเป้าหมายในพระราชกิจของพระเจ้าจนถึงจุดประสงค์ในแผนของพระเจ้าสำหรับยุคสุดท้ายนั้น มนุษย์ทั้งหมดอยู่ในความมืดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้  ผู้คนมักจะไม่กระตือรือร้นและกำกวม[4] เกี่ยวกับการเข้าสู่ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากพวกเขาด้วยเหตุผลต่างๆ นานาอยู่เสมอ ซึ่งได้นำความลำบากยากเย็นอย่างที่สุดมาให้แก่พระราชกิจในเนื้อหนังของพระเจ้า  มันคงจะปรากฏชัดว่าผู้คนล้วนได้กลายเป็นอุปสรรค และจนถึงวันนี้พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจชัดเจน  ด้วยเหตุผลนี้เอง เราคิดว่าพวกเราควรพูดคุยกันเกี่ยวกับพระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำกับมนุษย์ และเจตนารมณ์เร่งด่วนของพระเจ้า เพื่อทำให้พวกเจ้าทุกคนเป็นผู้รับใช้ที่จงรักภักดีของพระเจ้า ผู้ซึ่งจะเลือกตายมากกว่าที่จะละทิ้งพระเจ้า โดยสู้ทนทุกการเหยียดหยามเหมือนกับโยบ และผู้ซึ่งจะมอบถวายการเป็นอยู่ทั้งหมดของเจ้าแด่พระเจ้าและกลายเป็นคนสนิทที่พระเจ้ารับไว้ในยุคสุดท้ายเหมือนกับเปโตร  พี่น้องชายหญิงทุกคนจะได้สามารถมอบทั้งหมดของพวกเขาและมอบถวายการเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกเขาแด่น้ำพระทัยจากสวรรค์ของพระเจ้า กลายเป็นผู้รับใช้ที่บริสุทธิ์ในพระนิเวศของพระเจ้า และชื่นชมสัญญาแห่งความไม่มีที่สิ้นสุดที่พระเจ้าได้ประทานให้ เพื่อที่พระทัยของพระเจ้าพระบิดาจะได้ชื่นชมกับการหยุดพักอันสงบสุขในไม่ช้า คำว่า “ทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาสำเร็จลุล่วง” นั้น ควรจะเป็นคติพจน์ของทุกคนที่รักพระเจ้า  คำพูดเหล่านี้ควรจะทำหน้าที่เป็นสิ่งนำทางของมนุษย์เพื่อการเข้าสู่ และเป็นเข็มทิศนำทางการกระทำของเขา  นี่คือความมุ่งมั่นที่มนุษย์ควรจะมี  การนำพระราชกิจบนแผ่นดินโลกของพระเจ้าไปสู่ความครบบริบูรณ์ที่ครบถ้วนและร่วมมือกับพระราชกิจในเนื้อหนังของพระเจ้า—นี่คือหน้าที่ของมนุษย์ จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าได้เสร็จสิ้นแล้ว มนุษย์จะกล่าวอำลาพระองค์อย่างชื่นบานยินดีขณะที่พระองค์ทรงหวนคืนสู่พระบิดาในสวรรค์ก่อนกำหนด  นี่ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบที่มนุษย์ควรจะทำให้ลุล่วงหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (6)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

13. ในยุคพระคุณนั้น เมื่อพระเจ้ากลับสู่สวรรค์ชั้นที่สาม พระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงของพระเจ้าได้เคลื่อนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของมันแล้วอย่างแท้จริง  ทั้งหมดที่ยังคงเหลือบนแผ่นดินโลกก็คือกางเขนที่พระเยซูทรงแบกไว้บนพระปฤษฎางค์ของพระองค์ ผ้าลินินเนื้อดีที่เคยห่อพระเยซูไว้ และมงกุฎหนามและเสื้อคลุมสีเลือดหมูที่พระเยซูทรงสวม (เหล่านี้คือสิ่งที่คนยิวใช้เพื่อเยาะเย้ยพระองค์)  กล่าวคือ หลังจากที่พระราชกิจแห่งการตรึงกางเขนพระเยซูได้ก่อให้เกิดการสำนึกรับรู้ที่ยิ่งใหญ่แล้วนั้น สิ่งต่างๆ ก็คลี่คลายลงอีกครั้ง  จากนั้นเป็นต้นมา บรรดาสาวกของพระเยซูก็ได้เริ่มดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ทำการเป็นผู้เลี้ยงและให้น้ำในคริสตจักรทุกแห่ง  เนื้อหาของงานของพวกเขามีดังต่อไปนี้ กล่าวคือ พวกเขาได้ขอให้ผู้คนทั้งปวงกลับใจ สารภาพบาปของพวกเขา และรับบัพติศมา  และอัครทูตทั้งหมดได้ออกไปเผยแผ่เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง เหตุการณ์ที่ไม่เลือนหายไป เกี่ยวกับการตรึงกางเขนพระเยซู และดังนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่ทุกคนจะเพียงแต่ทรุดลงกราบเฉพาะพระพักตร์ของพระเยซูเพื่อสารภาพบาปของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น บรรดาอัครทูตได้ไปทุกหนแห่งเพื่อถ่ายทอดพระวจนะที่พระเยซูได้ตรัสไว้  จากจุดนั้นก็ได้เริ่มมีการสร้างคริสตจักรขึ้นในยุคพระคุณ  สิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำไว้ในระหว่างยุคนั้นยังเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์และน้ำพระทัยของพระบิดาบนสวรรค์ด้วยเช่นกัน มีเพียงคำคมและการปฏิบัติมากมายเหล่านั้นเท่านั้นที่แตกต่างไปอย่างมากจากคำคมและการปฏิบัติของวันนี้ เนื่องจากเป็นยุคที่แตกต่างกัน  อย่างไรก็ตาม ในเนื้อแท้แล้วพวกมันยังเป็นแบบเดียวกัน กล่าวคือ ทั้งคำคมและการปฏิบัติเหล่านั้นคือพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้าในเนื้อหนัง และเป็นเช่นนั้นอย่างชัดเจนและแน่นอน  พระราชกิจและถ้อยดำรัสประเภทนี้ได้ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดเส้นทางจนถึงวันนี้ และดังนั้น สิ่งจำพวกนี้ยังคงมีร่วมกันท่ามกลางสถาบันทางศาสนาทั้งหลายในปัจจุบัน และมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง  เมื่อพระราชกิจของพระเยซูได้รับการสรุปปิดตัว และคริสตจักรทั้งหลายได้มาอยู่บนร่องครรลองที่ถูกต้องของพระเยซูคริสต์แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ได้ทรงริเริ่มแผนของพระองค์สำหรับพระราชกิจของพระองค์ในอีกช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเสด็จมาเป็นมนุษย์ของพระองค์ในยุคสุดท้าย  ดังที่มนุษย์มองเห็นนั้น การตรึงกางเขนของพระเจ้าได้สรุปปิดตัวพระราชกิจแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไปแล้ว ได้ไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงไปแล้ว และได้ทำให้พระองค์ได้ยึดกุญแจสู่แดนคนตายไว้แล้ว  ทุกคนคิดว่าพระราชกิจของพระเจ้าได้สำเร็จลุล่วงอย่างครบถ้วนแล้ว  ในความเป็นจริง จากมุมมองของพระเจ้าแล้วนั้น มีเพียงส่วนเล็กน้อยในพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่ได้สำเร็จลุล่วงไป  ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำไปคือการไถ่มวลมนุษย์ พระองค์ยังไม่ได้ทรงพิชิตมวลมนุษย์ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะได้เปลี่ยนโฉมหน้าเยี่ยงซาตานของมนุษย์  นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าตรัสว่า “ถึงแม้เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของเราจะได้ก้าวผ่านความเจ็บปวดของความตาย นั่นไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมดของการจุติเป็นมนุษย์ของเรา  พระเยซูคือบุตรผู้เป็นที่รักของเราและได้ถูกตรึงที่กางเขนเพื่อเรา แต่พระองค์ไม่ได้สรุปปิดตัวงานของเราอย่างละเอียดถี่ถ้วน  พระองค์เพียงแต่ได้ทำส่วนหนึ่งของงานนั้นเท่านั้น”  ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าได้ทรงริเริ่มแผนรอบที่สองเพื่อสานต่อพระราชกิจแห่งการจุติเป็นมนุษย์  เจตนารมณ์สูงสุดของพระเจ้าคือเพื่อทำให้ผู้คนได้รับความเพียบพร้อมและเพื่อรับผู้คนทั้งหมดที่รอดจากเงื้อมมือของซาตานไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมอีกครั้งหนึ่งเพื่อกล้าเผชิญอันตรายแห่งการมาเป็นมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (6)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

14. พระเจ้าได้เผยพระวจนะไว้ในหลายๆ แห่งว่า พระองค์จะกำลังทรงได้รับเอากลุ่มบรรดาผู้มีชัยชนะในแผ่นดินซีนิม  ในเมื่อมันเป็นในทิศตะวันออกของโลกนี่เองที่บรรดาผู้มีชัยชนะจะได้รับการรับไว้ ดังนั้น สถานที่ซึ่งพระเจ้าจะทรงเหยียบย่างในการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระองค์ก็ต้องเป็นดินแดนแห่งซีนิมโดยไม่มีข้อสงสัย ซึ่งเป็นจุดที่แน่ชัดว่าเป็นที่ซึ่งมังกรใหญ่สีแดงนอนขดตัวอยู่  ที่นั่น พระเจ้าจะทรงได้รับพงศ์พันธุ์ของพญานาคใหญ่สีแดง เพื่อที่มันจะได้ถูกทำให้พ่ายแพ้อย่างราบคาบและได้รับความอับอาย  พระเจ้ากำลังจะทรงปลุกผู้คนเหล่านี้ให้ตื่น โดยแบกรับความทุกข์อย่างหนัก เพื่อปลุกเร้าพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะตื่นอย่างเต็มที่ และเพื่อทำให้พวกเขาเดินออกจากหมอกและละทิ้งพญานาคใหญ่สีแดง  พวกเขาจะตื่นจากความฝันของพวกเขา จะระลึกได้ว่าพญานาคใหญ่สีแดงที่จริงแล้วมันคืออะไร จะกลายเป็นสามารถมอบหัวใจทั้งดวงของพวกเขาให้แก่พระเจ้าได้ จะลุกขึ้นจากการกดขี่ของพลังมืด จะยืนขึ้นในทิศตะวันออกของโลก และจะกลายเป็นข้อพิสูจน์แห่งชัยชนะของพระเจ้า  ในหนทางนี้เท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงได้รับสง่าราศี  ด้วยเหตุผลนี้อย่างเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงนำพระราชกิจที่เคยมาถึงบทอวสานในอิสราเอลมาสู่ดินแดนที่พญานาคใหญ่สีแดงนอนขดตัวอยู่ และหลังจากที่ได้จากไปเกือบสองพันปี ก็ได้มาสู่เนื้อหนังอีกครั้งเพื่อสานต่อพระราชกิจแห่งยุคพระคุณ  พระเจ้ากำลังทรงเปิดตัวพระราชกิจใหม่ในเนื้อหนังต่อตาเปล่าของมนุษย์  แต่ในทรรศนะของพระเจ้า พระองค์กำลังทรงสานต่องานแห่งยุคพระคุณ แต่หลังจากช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไม่กี่พันปีแล้วเท่านั้น และด้วยการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ตั้งและโครงการในพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น  ถึงแม้ว่าฉายาที่กายแห่งเนื้อหนังได้ใช้ในพระราชกิจของวันนี้จะปรากฏแตกต่างไปจากพระเยซูโดยสิ้นเชิง แต่พวกพระองค์ก็ทรงกลายมาจากเนื้อแท้และรากเหง้าเดียวกัน และพวกพระองค์ก็ทรงมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน  พวกพระองค์อาจจะทรงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกันในภายนอก แต่ความจริงด้านในของพระราชกิจของพวกพระองค์นั้นก็เหมือนกันโดยสมบูรณ์  ท้ายที่สุดแล้ว ยุคเหล่านั้นก็แตกต่างกันเหมือนเช่นกลางคืนและกลางวัน  ดังนั้น พระราชกิจของพระเจ้าจะสามารถติดตามแบบแผนที่ไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?  หรือช่วงระยะที่แตกต่างกันของพระราชกิจของพระองค์จะสามารถเข้าสู่หนทางของกันและกันได้อย่างไร?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (6)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

15.พระเยซูทรงเข้ารับการปรากฏเป็นคนยิวคนหนึ่ง ทรงทำตามการแต่งกายของคนยิว และทรงเติบโตขึ้นด้วยการกินอาหารแบบยิว  นี่คือแง่มุมแบบมนุษย์ปกติของพระองค์  แต่วันนี้ เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ใช้รูปร่างของพลเมืองชาวเอเชียคนหนึ่งและเติบโตขึ้นในชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง  เหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกันกับเป้าหมายแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าแต่อย่างใด  ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเครื่องเสริมซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งนัยสำคัญที่แท้จริงแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเพื่อความครบบริบูรณ์ที่เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น  เนื่องจากเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ถูกอ้างอิงถึงว่าเป็น “บุตรมนุษย์” หรือ “พระคริสต์” ภายนอกของพระคริสต์ในปัจจุบันจึงไม่สามารถถูกกล่าวถึงในแง่เดียวกันกับพระเยซูคริสต์ได้  ในที่สุดแล้ว เนื้อหนังนี้ถูกเรียกว่า “บุตรมนุษย์” และอยู่ในฉายาของกายแห่งเนื้อหนัง  ทุกช่วงระยะแห่งพระราชกิจของพระเจ้าบรรจุความหมายที่มีความล้ำลึกอย่างมาก  เหตุผลที่พระเยซูทรงได้รับการก่อเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เพราะพระองค์ต้องทรงไถ่คนบาป  พระองค์ต้องทรงปราศจากบาป  แต่มีเพียงเมื่อพระองค์ทรงถูกบีบบังคับให้กลายเป็นสภาพเหมือนของเนื้อหนังที่เปี่ยมบาปและในที่สุดได้รับเอาบาปของบรรดาคนบาปมาแล้วเท่านั้น พระองค์จึงทรงช่วยพวกเขาให้รอดจากกางเขนที่ถูกสาป กางเขนที่ซึ่งพระเจ้าทรงใช้ตีสอนมนุษยชาติได้ (กางเขนคือเครื่องมือของพระเจ้าสำหรับการสาปแช่งและการตีสอนมนุษยชาติ เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวถึงการสาปแช่งและการตีสอน มันมีการอ้างอิงเฉพาะเจาะจงไปที่บรรดาคนบาป)  เป้าหมายคือเพื่อทำให้บรรดาคนบาปทั้งหมดกลับใจ และเพื่อทำให้พวกเขาสารภาพบาปของพวกเขา โดยใช้การตรึงกางเขน  กล่าวคือ เพื่อประโยชน์แห่งการไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงนั้น พระเจ้าได้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ในกายแห่งเนื้อหนังที่ก่อเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และรับบาปของมวลมนุษย์ทั้งหมดไว้บนพระองค์เอง  ในการอธิบายการนี้เป็นภาษาที่ใช้ประจำวันนั้น พระองค์ได้ถวายกายแห่งเนื้อหนังที่บริสุทธิ์เพื่อแลกเปลี่ยนกับคนบาปทั้งหมด ซึ่งเทียบเท่ากันกับพระเยซูที่ทรงถูกวางเป็น “เครื่องบูชาลบล้างบาป” เบื้องหน้าซาตานเพื่อ “ร้องทูล” ต่อซาตาน เพื่อรับมวลมนุษย์ที่ไร้เดียงสาทั้งหมดที่มันได้เหยียบย่ำไปและนำพวกเขากลับไปสู่พระเจ้า  นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดการก่อให้เกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงมีความจำเป็นต่อการสำเร็จลุล่วงของพระราชกิจแห่งการไถ่ในช่วงระยะนี้  นี่คือสภาพเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งเป็น “สนธิสัญญาสันติภาพ” ในการสู้รบระหว่างพระเจ้าพระบิดากับซาตาน  นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดจึงมีเพียงหลังจากพระเยซูทรงถูกส่งมอบให้แก่ซาตานแล้วเท่านั้น พระราชกิจช่วงระยะนี้จึงได้สรุปปิดตัว  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจแห่งการไถ่ของพระเจ้าในวันนี้ได้สัมฤทธิ์ความสง่างามในระดับที่ไม่มีใดเทียบมาก่อน และซาตานก็ไม่มีข้ออ้างที่จะทำการเรียกร้องต่อไปอีก ดังนั้น พระเจ้าจึงไม่ทรงจำเป็นที่จะต้องได้รับการก่อเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อจุติเป็นมนุษย์อีกต่อไป  ในเมื่อพระเจ้านั้นทรงศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ พระเจ้าในการจุติเป็นมนุษย์ครั้งนี้จึงไม่ใช่พระเยซูแห่งยุคพระคุณอีกต่อไป  อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังคงทรงจุติเป็นมนุษย์เพื่อประโยชน์แห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา และเพื่อประโยชน์แห่งการนำความปรารถนาของพระเจ้าพระบิดาไปสู่ความครบบริบูรณ์  แน่ใจหรือไม่ว่านี่ไม่ใช่วิธีที่ไม่มีเหตุผลในการอธิบายสิ่งทั้งหลาย?  การจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้กระนั้นหรือ?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (6)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

16. มนุษย์ได้ใช้เวลาจนกระทั่งถึงวันนี้เพื่อที่จะตระหนักว่าสิ่งที่มนุษย์ขาดพร่องนั้นไม่ใช่เพียงการจัดหาชีวิตฝ่ายวิญญาณและประสบการณ์ในการรู้จักพระเจ้าเท่านั้น แต่—สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งมากขึ้นไปอีกก็คือ—การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอุปนิสัยของเขา  เนื่องจากความรู้ไม่เท่าทันโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโบราณของเผ่าพันธุ์ของเขาเอง ผลก็คือว่ามนุษย์ไม่รู้สิ่งใดเลยเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า  พวกมนุษย์ทั้งหมดล้วนหวังว่ามนุษย์จะสามารถได้รับการผูกติดอยู่กับพระเจ้าลึกลงไปภายในหัวใจของเขา แต่เพราะเนื้อหนังของมนุษย์นั้นเสื่อมทรามมากเหลือเกิน ทั้งมึนชาและปัญญาทึบ นี่จึงได้เป็นเหตุให้เขาไม่รู้สิ่งใดเลยเกี่ยวกับพระเจ้า  ในการเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์ในวันนี้ จุดประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากการแปลงสภาพความคิดและจิตวิญญาณของผู้คน ตลอดจนพระฉายาของพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาที่พวกเขาได้มีมาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว  พระองค์จะทรงใช้โอกาสเหมาะนี้เพื่อทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม  กล่าวคือ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้คนมารู้จักพระองค์และวิถีทางของพวกเขามีต่อพระองค์ด้วยความรู้ของมนุษย์ โดยทำให้มนุษย์สามารถทำการเริ่มต้นใหม่ที่มีชัยในการมารู้จักพระเจ้า และดังนั้นจึงสัมฤทธิ์ผลในการเริ่มใหม่และการแปลงสภาพของจิตวิญญาณมนุษย์  การจัดการและการบ่มวินัยนั้นคือวิถีทาง ในขณะที่การพิชิตชัยและการเริ่มใหม่คือเป้าหมาย  การขจัดความคิดเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ได้ยึดถือเกี่ยวกับพระเจ้าที่คลุมเครือนั้นเป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้าตลอดกาล และในระยะหลังมานี้การนี้ยังได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับพระองค์ด้วยเช่นกัน  ผู้คนทั้งหมดควรจะใช้ทรรศนะที่ยาวไกลในการพิจารณาสถานการณ์นี้  จงเปลี่ยนแปลงวิธีซึ่งแต่ละบุคคลได้รับประสบการณ์เพื่อที่เจตนารมณ์อันเร่งด่วนนี้ของพระเจ้าอาจจะไปถึงการบรรลุผลในไม่ช้า และเพื่อที่ช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกอาจได้รับการนำไปสู่ความครบบริบูรณ์อย่างเพียบพร้อม  จงมอบความจงรักภักดีแด่พระเจ้าที่จำเป็นที่พวกเจ้าจะต้องมอบให้พระองค์ และให้การชูใจแด่พระทัยของพระเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย  ท่ามกลางพี่น้องชายหญิง ไม่ควรจะมีผู้ใดปัดความรับผิดชอบนี้ หรือเพียงแสร้งทำไปอย่างพอเป็นพิธี  พระเจ้าเสด็จมาในเนื้อหนังครั้งนี้เพื่อตอบรับคำเชิญ และโดยเป็นการตอบรับอย่างตรงจุดต่อสภาพเงื่อนไขของมนุษย์  กล่าวคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อจัดหาสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีให้แก่มนุษย์  ไม่สำคัญว่าขีดความสามารถหรือการอบรมของมนุษย์จะเป็นอย่างไร กล่าวโดยสรุป พระองค์จะทรงทำให้เขาสามารถเห็นพระวจนะของพระเจ้าได้ และจากพระวจนะของพระองค์ เขาสามารถเห็นการดำรงอยู่และการสำแดงของพระเจ้าและยอมรับการที่พระเจ้าทรงทำให้เขามีความเพียบพร้อม โดยเปลี่ยนแปลงความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เพื่อที่โฉมพระพักตร์ดั้งเดิมของพระเจ้าจะหยั่งรากอย่างมั่นคงในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์  นี่คือความปรารถนาบนแผ่นดินโลกเพียงประการเดียวของพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าธรรมชาติของมนุษย์ที่มีมาแต่กำเนิดจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือแก่นแท้ของมนุษย์จะต่ำต้อยเพียงใด หรือพฤติกรรมในอดีตของมนุษย์จริงๆ แล้วจะเหมือนสิ่งใดก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้  พระองค์เพียงทรงหวังให้มนุษย์ทำพระฉายาของพระเจ้าที่เขามีในหัวใจภายในของเขาขึ้นใหม่อย่างครบบริบูรณ์ และมารู้จักแก่นแท้ของมวลมนุษย์ และด้วยผลจากการนั้นจึงมาถึงการแปลงสภาพของทัศนะเชิงอุดมการณ์ของมนุษย์ และมีความสามารถที่จะถวิลหารอคอยพระเจ้าจากส่วนลึกและปลุกความผูกพันชั่วนิรันดร์ต่อพระองค์ กล่าวคือ  นี่คือข้อเรียกร้องหนึ่งเดียวที่พระเจ้าทรงขอจากมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

17. ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณและประวัติศาสตร์ที่กินเวลาหลายพันปีได้ปิดความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์และทัศนะทางจิตใจของเขาอย่างแน่นหนาจนทำให้สิ่งเหล่านั้นมิอาจผ่านได้และมิอาจย่อยสลายในทางชีวภาพได้[5]  ผู้คนดำรงชีวิตในวัฏจักรที่สิบแปดแห่งนรก ที่ซึ่งไม่อาจมีวันได้พบเห็นความสว่าง ราวกับว่าพวกเขาได้ถูกพระเจ้าทรงเนรเทศไปอยู่ในคุกใต้ดิน  ความคิดแบบศักดินาได้กดขี่ผู้คนมากจนกระทั่งพวกเขาแทบจะไม่สามารถหายใจได้และกำลังหายใจไม่ออก  พวกเขาไม่มีพละกำลังที่จะต้านทานเลยแม้สักน้อย ทั้งหมดที่พวกเขาทำก็คือสู้ทนและสู้ทนในความเงียบ…ไม่เคยมีผู้ใดเลยที่กล้าจะต่อสู้ดิ้นรนและยืนหยัดเพื่อความชอบธรรมและความยุติธรรม ผู้คนแค่ดำรงชีวิตแย่กว่าชีวิตของสัตว์ ภายใต้ความเคราะห์ร้ายและการทารุณกรรมของจริยธรรมแบบศักดินา วันแล้ววันเล่า และปีแล้วปีเล่า  พวกเขาไม่เคยคิดที่จะแสวงหาจนพบพระเจ้าเพื่อชื่นชมความสุขในโลกมนุษย์  ราวกับว่าผู้คนได้ถูกเฆี่ยนตีจนถึงจุดที่ซึ่งพวกเขาเป็นเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเหี่ยวเฉา แห้งกรอบ และมีสีเหลืองน้ำตาล  ผู้คนได้สูญสิ้นความทรงจำของพวกเขานานมาแล้ว พวกเขาดำรงชีวิตโดยหมดหนทางในนรกซึ่งเรียกกันว่าโลกมนุษย์ โดยรอคอยการมาถึงของวันสุดท้ายเพื่อที่พวกเขาอาจพินาศไปด้วยกันกับนรกนี้ ราวกับว่าวันสุดท้ายที่พวกเขาโหยหานั้นคือวันที่มนุษย์จะชื่นชมสันติสุขอันสงบ  จริยธรรมแบบศักดินาทั้งหลายได้นำชีวิตของมนุษย์ไปสู่ “แดนคนตาย” โดยทำให้พลังต้านทานของมนุษย์อ่อนลงยิ่งขึ้นไปอีก  การกดขี่ทุกชนิดผลักมนุษย์ให้ตกลงสู่แดนคนตายลึกลงไปอีกทีละขั้นๆ ห่างพระเจ้าออกไปทุกที จนกระทั่งวันนี้เขาได้กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับพระเจ้าโดยสิ้นเชิงและเร่งรีบที่จะหลีกเลี่ยงพระองค์เมื่อพวกเขาพบกัน  มนุษย์ไม่ใส่ใจพระองค์และทิ้งให้พระองค์ทรงยืนเพียงลำพังที่ด้านหนึ่ง ราวกับว่ามนุษย์ไม่เคยรู้จักพระองค์ ไม่เคยเห็นพระองค์มาก่อน  ทว่าพระเจ้าก็กำลังทรงรอมนุษย์มาตลอดทั้งการเดินทางอันยาวนานของชีวิตมนุษย์ ไม่เคยทรงทุ่มพระพิโรธอันไม่สามารถระงับได้เข้าใส่เขา แค่ทรงรออย่างเงียบๆ โดยไม่มีพระวจนะสักคำ เพื่อให้มนุษย์กลับใจและเริ่มต้นใหม่  พระเจ้าได้เสด็จมาสู่โลกมนุษย์นานมาแล้วเพื่อแบ่งปันความทุกข์ของโลกมนุษย์ร่วมกับมนุษย์  ในช่วงเวลาหลายปีที่พระองค์ได้ทรงพระชนม์ชีพร่วมกับมนุษย์ ไม่มีผู้ใดที่ได้ค้นพบการดำรงอยู่ของพระองค์  พระเจ้าเพียงทรงสู้ทนความทุกข์ระทมจากความเลวทรามในโลกมนุษย์อย่างเงียบๆ ในขณะที่ทรงดำเนินการพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงนำมาด้วยพระองค์เอง  พระองค์ทรงสู้ทนต่อไปเพื่อประโยชน์ของน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดาและเพื่อประโยชน์ของความจำเป็นของมวลมนุษย์ โดยก้าวผ่านความทุกข์ที่มนุษย์ไม่เคยได้รับประสบการณ์มาก่อน  ต่อหน้ามนุษย์พระเจ้าได้ทรงรอคอยเขาอย่างเงียบๆ และต่อหน้ามนุษย์พระองค์ได้ทรงถ่อมพระองค์เอง เพื่อประโยชน์แห่งน้ำพระทัยของพระเจ้าพระบิดา และเพื่อประโยชน์ของความจำเป็นของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกัน  ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณได้แอบขโมยมนุษย์ไปจากการทรงสถิตของพระเจ้า และได้ส่งเขาไปยังกษัตริย์ของพวกมารและลูกหลานของมัน  สี่ตำราและห้าคัมภีร์[ก]ได้นำความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ไปสู่อีกยุคแห่งการกบฏ ทำให้เขาให้การยกย่องสรรเสริญแก่พวกที่ได้รวบรวมตำรา/คัมภีร์ที่เป็นเอกสารหลักฐานทั้งหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก และผลก็คือทำให้มโนคติที่หลงผิดของเขาเกี่ยวกับพระเจ้ายิ่งแย่ลงไปอีก  โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว กษัตริย์ของพวกมารได้ขับไล่พระเจ้าจากหัวใจของเขาอย่างเลือดเย็นและจากนั้นจึงจับจองมันด้วยตัวมันเองด้วยความรื่นเริงยินดีแห่งการฉลองชัย  นับตั้งแต่เวลานั้น มนุษย์ได้กลายเป็นมีวิญญาณอันน่าเกลียดและชั่วร้ายและมีโฉมหน้าของกษัตริย์ของพวกมาร  ความเกลียดชังพระเจ้าได้เติมอกของเขาจนเต็ม และความมุ่งร้ายอันอาฆาตแค้นของกษัตริย์ของพวกมารก็ได้แผ่ไปภายในตัวมนุษย์วันแล้ววันเล่าจนกระทั่งเขาได้ถูกกลืนกินอย่างเต็มที่  มนุษย์ไม่ได้มีอิสรภาพอีกต่อไปแม้แต่น้อยและไม่ได้มีหนทางที่จะหลุดพ้นเป็นอิสระจากบางสิ่งที่มนุษย์ยึดมั่นของกษัตริย์ของพวกมาร  เขาไม่ได้มีทางเลือกนอกจากจะถูกจองจำคาที่ ยอมจำนนและล้มลงในความนบนอบต่อหน้ามัน  นานมาแล้ว เมื่อหัวใจและวิญญาณของมนุษย์ยังคงอยู่ในวัยทารก กษัตริย์ของพวกมารได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ของเนื้อร้ายแห่งการเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีจริงไว้ในนั้น โดยสอนวิธีคิดที่ผิดให้แก่เขา เช่น “จงศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จงตระหนักถึงนโยบายสี่ทันสมัย และไม่มีสิ่งเช่นนั้นที่เป็นพระเจ้าอยู่ในโลก”  ไม่เพียงแค่นั้น มันยังตะโกนร้องในทุกๆ โอกาสว่า  “ขอให้พวกเราจงพึ่งพาแรงอันอุตสาหะของพวกเราเพื่อสร้างถิ่นฐานอันสวยงาม” โดยขอให้แต่ละบุคคลตระเตรียมตั้งแต่วัยเด็กเพื่อทำการปรนนิบัติอันสัตย์ซื่อต่อประเทศของพวกเขา  มนุษย์ซึ่งไม่รู้ตัวได้ถูกนำไปอยู่ต่อหน้ามัน โดยที่มันแอบอ้างสิทธิ์ความเชื่อถือทั้งหมด (หมายถึงความเชื่อถือที่เป็นของพระเจ้าสำหรับการถือครองมวลมนุษย์ทั้งปวงไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์) ไว้กับตัวมันเองอย่างไม่ลังเลใจ  มันไม่เคยมีสำนึกรับรู้ความละอายใจใดเลย  ยิ่งไปกว่านั้น มันได้ฉวยเอาประชากรของพระเจ้าไปอย่างไร้ยางอายและได้ลากพวกเขากลับไปอยู่ในบ้านของมัน ที่ซึ่งมันได้กระโดดเหมือนกับหนูตัวหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะและได้ให้มนุษย์บูชามันในฐานะพระเจ้า  ช่างเป็นวายร้ายยิ่งนัก!  มันร้องตะโกนสิ่งทั้งหลายที่น่าอัปยศและทำให้สะดุ้งตกใจ อาทิ  “ไม่มีสิ่งเช่นนั้นที่เป็นพระเจ้าอยู่ในโลก  ลมนั้นมาจากการเปลี่ยนสภาพต่างๆ ตามกฎธรรมชาติ ฝนนั้นมาเมื่อไอน้ำที่พบกับอุณหภูมิเย็นกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำที่ตกลงสู่แผ่นดินโลก แผ่นดินไหวคือการสั่นสะเทือนของผิวของแผ่นดินโลกอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ภัยแล้งก็เป็นเพราะความแห้งในอากาศที่เกิดขึ้นจากการการหยุดชะงักของนิวเคลียสบนผิวของดวงอาทิตย์  เหล่านี้คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  ในทั้งหมดนี้การกระทำของพระเจ้าอยู่ที่ใดกัน”?  มีแม้กระทั่งพวกที่ตะโกนร้องคำแถลงดังเช่นต่อไปนี้ คำแถลงที่ไม่ควรได้รับการประกาศออกมา นั่นคือ  “มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากพวกลิงในสมัยโบราณ และโลกทุกวันนี้ก็มาจากความต่อเนื่องของสังคมดึกดำบรรพ์ที่เริ่มตั้งแต่ประมาณกัปกัลป์มาแล้ว  การที่ประเทศหนึ่งจะเจริญรุ่งเรืองหรือตกต่ำหรือไม่นั้นอยู่ในมือของผู้คนของประเทศนั้นอย่างสิ้นเชิง”  หลังฉากนั้น มันทำให้มนุษย์แขวนมันบนผนังหรือวางมันบนโต๊ะเพื่อกราบไหว้และให้เครื่องบูชาแก่มัน  ในเวลาเดียวกันกับที่มันร้องตะโกนออกมาว่า “ไม่มีพระเจ้า” มันก็ตั้งตัวมันเองเป็นพระเจ้า โดยผลักพระเจ้าออกจากเขตแดนของแผ่นดินโลกด้วยความหยาบคายที่รวบรัด ในขณะที่ยืนในที่ของพระเจ้าและเข้ารับบทบาทของกษัตริย์ของพวกมาร  ช่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง!  มันทำให้คนเราเกลียดมันเข้ากระดูกดำ  ดูเหมือนว่าพระเจ้ากับมันเป็นศัตรูคู่สาบานกัน และทั้งสองก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้  มันออกอุบายเพื่อไล่พระเจ้าออกไปในขณะที่มันเตร่ไปโดยอิสระ อยู่นอกเงื้อมมือของกฎหมาย[6] มันช่างเป็นกษัตริย์ของพวกมารอะไรเช่นนี้!  เราสามารถทนยอมรับการดำรงอยู่ของมันได้อย่างไร?  มันจะไม่หยุดพักจนกว่ามันจะได้ทำให้พระราชกิจของพระเจ้ายุ่งเหยิงและทิ้งพระราชกิจนั้นทั้งหมดไว้ในความโกลาหลสิ้นเชิง[7] ราวกับว่ามันต้องการที่จะต่อต้านพระเจ้าไปจนถึงที่สุด จนกว่าปลาจะตายหรือไม่ก็ตาข่ายขาด โดยจงใจตั้งตัวมันเองต่อต้านพระเจ้าและกดดันใกล้เข้ามายิ่งขึ้นทุกที  ใบหน้าอันน่าขยะแขยงของมันที่ได้ถูกถอดหน้ากากออกอย่างสิ้นเชิงมานานแล้ว บัดนี้มันบอบช้ำและสะบักสะบอม[8]และอยู่ในสภาพเงื่อนไขที่น่าสงสาร ทว่ามันก็ยังคงจะไม่ลดละความเกลียดชังของมันที่มีต่อพระเจ้า ราวกับว่าโดยการกลืนกินพระเจ้าอย่างเต็มปากเต็มคำเท่านั้นมันจึงจะมีความสามารถที่จะบรรเทาความเกลียดชังที่ถูกกักขังไว้ในหัวใจของมันได้  พวกเราสามารถทนยอมรับมันได้อย่างไร ศัตรูตัวนี้ของพระเจ้า!  การถอนรากถอนโคนและการกำจัดมันให้สิ้นซากเท่านั้นที่จะนำความปรารถนาของชีวิตของพวกเราไปสู่การเกิดผลได้  มันสามารถได้รับการยอมให้อาละวาดแผลงฤทธิ์ต่อไปได้อย่างไร?  มันได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจนถึงระดับที่ว่ามนุษย์ไม่รู้จักอาทิตย์สวรรค์ และได้กลายเป็นไม่ตอบสนองและไร้ความรู้สึก  มนุษย์ได้สูญเสียเหตุผลของมนุษย์ปกติไปแล้ว  เหตุใดจึงไม่มอบถวายการเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกเราเพื่อทำลายมันและเผามันไหม้จนหมดเพื่อขจัดความกังวลทั้งหมดเกี่ยวกับอนาคต และเปิดโอกาสให้พระราชกิจของพระเจ้าได้ไปถึงความงดงามอันไม่เคยมีมาก่อนได้เร็วขึ้น?  บรรดาวายร้ายแก๊งนี้ได้มาสู่โลกของพวกมนุษย์และได้ลดทอนโลกมนุษย์ไปสู่ความสับสนอลหม่าน  พวกมันได้นำมนุษยชาติทั้งปวงไปสู่ขอบหน้าผา โดยวางแผนอย่างลับๆ ที่จะผลักพวกเขาลงไปให้กระแทกแหลกเป็นชิ้นๆ เพื่อที่ในเวลาต่อมาพวกมันอาจจะกลืนกินซากศพของพวกเขา พวกมันหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะทำลายแผนของพระเจ้าและเข้าสู่การแข่งขันกับพระองค์ โดยเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างในการโยนลูกเต๋าครั้งเดียว[9]  นั่นไม่ง่ายแต่ประการใดเลย!  ในที่สุดแล้วกางเขนได้ถูกตระเตรียมไว้ให้แก่กษัตริย์ของพวกมารแล้ว ผู้ที่มีความผิดฐานก่ออาชญากรรมอันชั่วร้ายที่สุด  พระเจ้าไม่ทรงเป็นของกางเขน  พระองค์ได้ทรงโยนมันไปข้างๆ ให้แก่มารแล้ว  บัดนี้พระเจ้าได้ทรงผงาดขึ้นเป็นผู้มีชัยชนะมานานแล้วและไม่ทรงรู้สึกเศร้าโศกในเรื่องความบาปทั้งหลายของมวลมนุษย์อีกต่อไป แต่จะทรงนำความรอดมาสู่มวลมนุษย์ทั้งปวง

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

18. จากที่สูงสุดถึงต่ำสุดและตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงบทอวสาน ซาตานได้ทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงักและกระทำการในการต่อต้านพระองค์มาโดยตลอด  การพูดคุยเรื่อง “มรดกทางวัฒนธรรมโบราณ” “ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณ” อันมีคุณค่า “คำสอนของลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อ” และ “คัมภีร์ของขงจื๊อและพิธีกรรมแบบศักดินา” ทั้งหมดนี้ได้นำมนุษย์ไปสู่นรก  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ล้ำยุค ตลอดจนอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และธุรกิจต่างๆ ที่พัฒนาขั้นอย่างสูงล้วนไม่อาจพบเห็นได้ที่ใด  ในทางกลับกัน ทั้งหมดที่มันทำคือการตอกย้ำพิธีกรรมแบบศักดินาที่เผยแพร่โดย “บรรดาลิง” จากยุคโบราณเพื่อที่จะจงใจทำให้หยุดชะงัก ต่อต้าน และรื้อพระราชกิจของพระเจ้า  มันไม่ได้เพียงทำให้มนุษย์ทุกข์ร้อนต่อเนื่องมาจนกระทั่งวันนี้เท่านั้น แต่มันถึงขั้นต้องการที่จะกลืน[10]มนุษย์ทั้งหมด  การส่งผ่านคำสอนด้านจริยธรรมและด้านศีลธรรมจากระบบศักดินาและการส่งต่อความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมโบราณได้ทำให้มนุษยชาติติดเชื้อมานานแล้ว โดยเปลี่ยนพวกเขาไปเป็นพวกมารทั้งใหญ่และเล็ก  มีน้อยคนที่เป็นบรรดาผู้ที่จะรับพระเจ้าอย่างยินดี น้อยคนที่จะต้อนรับการเสด็จมาของพระองค์อย่างลิงโลด  โฉมหน้าของมนุษยชาติทั้งปวงเต็มไปด้วยเจตนามุ่งสังหาร และในทุกสถานที่ ลมหายใจแห่งการเข่นฆ่าแผ่ซ่านไปในอากาศ  พวกเขาพยายามขับไล่พระเจ้าออกไปจากแผ่นดินนี้ ด้วยมีดและดาบในมือ พวกเขาจัดการเตรียมการตัวพวกเขาเองในการก่อรูปแบบการสู้รบเพื่อ “ทำลายล้าง” พระเจ้า ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ของมาร ที่ซึ่งมนุษย์ถูกสอนอยู่ตลอดเวลาว่าไม่มีพระเจ้า รูปเคารพต่างๆ นั้นแพร่หลายไปทั่ว และอากาศข้างบนก็แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นชวนคลื่นเหียนจากกระดาษและธูปที่เผาไหม้ ที่หนาแน่นเสียจนหายใจไม่ออก  มันเป็นเหมือนกลิ่นเหม็นของโคลนที่ล่องลอยด้วยการบิดตัวของงูพิษ มากเสียจนกระทั่งคนเราไม่สามารถกลั้นการอาเจียนได้  นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังสามารถแว่วได้ยินเสียงของบรรดามารชั่วที่กำลังสวดคัมภีร์ เป็นเสียงซึ่งดูเหมือนว่าจะมาจากที่ห่างไกลในนรก มากเสียจนกระทั่งคนเราไม่สามารถกลั้นการสั่นเทาได้  ทุกที่ในแผ่นดินนี้เป็นที่ตั้งรูปเคารพทุกสีในสายรุ้ง โดยเปลี่ยนแผ่นดินไปเป็นโลกแห่งความปีติยินดีทางโลกีย์ ในขณะที่กษัตริย์ของพวกมารหัวเราะต่อเนื่องอย่างชั่วช้า ราวกับว่าอุบายอันขี้ขลาดของมันได้ประสบความสำเร็จแล้ว  ในขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงไม่รับรู้อย่างสิ้นเชิง และเขาก็ไม่ได้ระแคะระคายเลยว่ามารนั้นได้ทำให้เขาเสื่อมทรามไปแล้วจนถึงจุดที่ว่าเขาได้กลายเป็นไร้สำนึกรับรู้และคอตกในความพ่ายแพ้  มันปรารถนาที่จะกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า และทำให้พระองค์มีมลทินและลอบสังหารพระองค์อีกครั้งหนึ่งในคราวเดียว กล่าวคือ มันตั้งใจที่จะฉีกทำลายและทำให้พระราชกิจของพระองค์หยุดชะงัก  มันสามารถยอมให้พระเจ้ามีพระสถานะเท่ากันได้อย่างไร?  มันสามารถทนยอมรับพระเจ้า “ที่ทรงแทรกแซง” งานของมันท่ามกลางพวกมนุษย์บนแผ่นดินโลกได้อย่างไร?  มันสามารถยอมให้พระเจ้าทรงถอดหน้ากากโฉมหน้าอันน่าขยะแขยงของมันได้อย่างไร?  มันสามารถยอมให้พระเจ้าทรงวางงานของมันไว้ในความสับสนวุ่นวายได้อย่างไร?  มารตัวนี้ซึ่งฉุนเฉียวด้วยความเดือดดาลสามารถยอมให้พระเจ้าทรงมีการควบคุมเหนือศาลแห่งจักรวรรดิของมันบนแผ่นดินโลกได้อย่างไร?  มันสามารถเต็มใจกราบไหว้มหิทธิฤทธิ์อันสูงกว่าของพระองค์ได้อย่างไร?  โฉมหน้าอันน่าขยะแขยงของมันได้ถูกเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่มันเป็น เพื่อที่คนเราจะได้ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี และมันยากจริงๆ ที่จะพูดถึง  นี่ไม่ใช่แก่นแท้ของมันหรอกหรือ?  ด้วยวิญญาณอันน่าเกลียด มันยังคงเชื่อว่ามันนั้นสวยงามเหลือเชื่อ บรรดาผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมแก๊งนี้![11]  พวกมันลงมาสู่อาณาจักรมนุษย์เพื่อปล่อยใจดื่มด่ำไปกับความยินดีต่างๆ และทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย โดยก่อกวนสิ่งต่างๆ มากจนกระทั่งโลกกลายเป็นสถานที่ที่แปรปรวนและไม่แน่นอน และหัวใจของมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความไม่สบายใจ และพวกมันได้ล้อเล่นกับมนุษย์มากจนกระทั่งการปรากฏของเขาได้กลายเป็นการปรากฏของสัตว์ป่าที่โหดร้ายแห่งท้องทุ่ง น่าเกลียดที่สุด และร่องรอยสุดท้ายของมนุษย์ที่บริสุทธิ์แบบดั้งเดิมก็ได้สูญหายไปจากมัน  ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันถึงขั้นปรารถนาที่จะเข้าครองอำนาจอธิปไตยบนแผ่นดินโลก  พวกมันยับยั้งพระราชกิจของพระเจ้ามากจนกระทั่งพระราชกิจนั้นแทบจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แม้สักหนึ่งนิ้ว และพวกมันก็ปิดมนุษย์อย่างแน่นหนาดังกำแพงทองแดงและเหล็กกล้า  เมื่อได้กระทำบาปร้ายแรงมากมายยิ่งนักและทำให้เกิดความวิบัติมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเขายังคงคาดหวังบางสิ่งนอกเหนือจากการตีสอนอยู่อีกหรือ?  พวกมารและบรรดาวิญญาณชั่วกำลังวิ่งพล่านไปบนแผ่นดินโลกตลอดมาชั่วเวลาหนึ่ง และได้ปิดผนึกทั้งน้ำพระทัยและความพยายามอุตสาหะของพระเจ้าอย่างแน่นหนาแล้วจนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นมิอาจผ่านเข้าไปได้  จริงๆ แล้ว นี่คือบาปมหันต์!  พระเจ้าไม่ทรงสามารถรู้สึกกระวนกระวายได้อย่างไร?  พระเจ้าไม่ทรงสามารถรู้สึกพิโรธได้อย่างไร?  พวกเขาได้ขัดขวางและต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้าอย่างรุนแรง  ช่างเป็นกบฏเสียจริง!  แม้กระทั่งพวกมารเหล่านั้น ทั้งใหญ่และเล็ก ก็ยังประพฤติตัวเหมือนพวกหมาไนที่อยู่แทบส้นเท้าของสิงโต และปฏิบัติตามกระแสชั่ว โดยออกอุบายให้เกิดการรบกวนขณะที่พวกมันดำเนินไป  เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว พวกเขาก็จงใจต่อต้านมัน พวกบุตรแห่งการกบฏเหล่านี้!  มาถึงบัดนี้ที่กษัตริย์แห่งนรกของพวกมันได้ขึ้นสู่บัลลังก์แห่งกษัตริย์แล้ว เป็นราวกับว่าพวกมันได้กลายเป็นพอใจในตัวเองและชะล่าใจ โดยปฏิบัติต่อคนอื่นๆ ทั้งหมดด้วยการเหยียดหยาม  มีกี่คนท่ามกลางพวกเขาที่แสวงหาความจริงและปฏิบัติตามความชอบธรรม?  พวกเขาทั้งหมดคือสัตว์ร้าย ไม่ได้ดีไปกว่าสุกรและสุนัข อยู่กับตัวหัวหน้าของพวกแมลงวันที่ส่งกลิ่นเหม็น แกว่งหัวไปมาในการชื่นชมตัวเองอย่างสบายใจ และก่อปัญหาทุกประเภท[12] ในท่ามกลางกองมูลสัตว์  พวกเขาเชื่อว่ากษัตริย์แห่งนรกของพวกเขาคือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดากษัตริย์ทั้งปวง โดยรู้เพียงน้อยนิดว่าพวกเขาเองนั้นไม่ได้เป็นมากไปกว่าแมลงวันที่ส่งกลิ่นเหม็นทั้งหลาย  แต่กระนั้น พวกเขาก็ใช้ประโยชน์จากพละกำลังของสุกรและสุนัขที่พวกเขามีให้กับบิดามารดาเพื่อใส่ร้ายการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า  ในฐานะแมลงวันตัวจิ๋ว พวกมันเชื่อว่าพ่อแม่ของพวกมันใหญ่โตเท่าพวกวาฬมีฟัน[13]  พวกมันรู้เพียงน้อยนิดว่า ในขณะที่พวกมันเองนั้นตัวเล็ก พ่อแม่ของพวกมันก็เป็นสุกรและสุนัขไม่สะอาดที่ใหญ่กว่าพวกมันหลายพันล้านเท่า  โดยไม่ตระหนักรู้ถึงความต่ำต้อยของพวกมันเอง พวกมันพึ่งพากลิ่นเหม็นของการเน่าเปื่อยที่สุกรและสุนัขเหล่านั้นคายออกมาเพื่อที่จะวิ่งพล่าน คิดลมๆ แล้งๆ ว่าจะให้กำเนิดชนรุ่นใหม่ในอนาคต ช่างไม่นึกละอายบ้างเลย!  ด้วยปีกสีเขียวบนหลังของพวกมัน (นี่อ้างอิงถึงการกล่าวอ้างของพวกมันว่าเชื่อในพระเจ้า) พวกมันหลงตัวเองและโอ้อวดความงามและความยั่วยวนของพวกมันเองทุกที่ ในขณะที่พวกมันแอบสลัดความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายบนตัวของพวกมันเองเข้าใส่มนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันพอใจในตัวพวกมันเองเหลือเกิน ราวกับว่าพวกมันสามารถใช้ปีกสีรุ้งหนึ่งคู่เพื่อปกปิดความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายของพวกมันเองได้ และด้วยวิถีทางเหล่านี้พวกมันนำการกดขี่ของพวกมันให้มีผลต่อการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าเที่ยงแท้ (นี่อ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังฉากในโลกศาสนา)  มนุษย์จะรู้ได้อย่างไรว่า แม้จะสวยงามชวนให้หลงใหลอย่างที่ปีกของแมลงวันอาจจะเป็น เจ้าแมลงวันเองนั้นที่จริงแล้วไม่ได้เป็นมากไปกว่าสิ่งทรงสร้างขนาดจิ๋ว โดยมีท้องที่เต็มไปด้วยความโสมมและร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยเชื้อโรค?  พวกเขาวิ่งพล่านไปทั่วแผ่นดินบนพละกำลังของสุกรและสุนัขที่พวกเขามีให้กับบิดามารดา (นี่อ้างอิงถึงวิธีซึ่งเจ้าหน้าที่ทางศาสนาผู้ที่ข่มเหงพระเจ้าพึ่งพาการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากรัฐบาลของชาติเพื่อกบฏต่อพระเจ้าเที่ยงแท้และความจริง) ปล่อยตัวปล่อยใจไปในความป่าเถื่อนของพวกเขา  เป็นราวกับว่าบรรดาผีของพวกฟาริสีชาวยิวได้กลับมายังชนชาติของพญานาคใหญ่สีแดงพร้อมกันกับพระเจ้า กลับไปสู่รังเดิมของพวกมัน  พวกเขาได้เริ่มการข่มเหงอีกรอบแล้ว โดยยกระดับงานของพวกมันจากเมื่อหลายพันปีมาแล้ว  บรรดาคนต่ำทรามกลุ่มนี้แน่นอนว่าจะพินาศบนแผ่นดินโลกในท้ายที่สุด!  มันคงจะปรากฏว่า หลังจากหลายสหัสวรรษแล้วนั้น บรรดาจิตวิญญาณที่ไม่สะอาดได้กลายเป็นเจ้าเล่ห์และมีเล่ห์เหลี่ยมมากยิ่งขึ้นไปอีก  จิตวิญญาณเหล่านั้นกำลังคิดอยู่เนืองนิตย์ถึงวิธีต่างๆ ที่จะบ่อนทำลายพระราชกิจของพระเจ้าอย่างลับๆ  ด้วยเพทุบายและกลลวงมากมาย พวกเขาปรารถนาที่จะทำให้โศกนาฏกรรมเมื่อหลายพันปีมาแล้วเกิดขึ้นอีกครั้งในถิ่นฐานของพวกเขา โดยยั่วยุพระเจ้าจนเกือบถึงจุดที่ต้องร้องตะโกนออกมา  พระองค์แทบจะไม่ทรงสามารถรั้งพระองค์เองจากการทรงกลับไปยังสวรรค์ชั้นที่สามเพื่อทำลายล้างพวกเขาได้  สำหรับมนุษย์ที่จะรักพระเจ้า เขาต้องจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ รู้จักความชื่นบานยินดีและความโศกเศร้าของพระองค์ และเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่พระองค์ทรงชิงชัง  การทำเช่นนี้จะกระตุ้นการเข้าสู่ของมนุษย์มากยิ่งขึ้นไปอีก  ยิ่งการเข้าสู่ของมนุษย์รวดเร็วขึ้นเท่าใด น้ำพระทัยของพระเจ้าก็จะยิ่งทรงสมดังพระทัยเร็วขึ้นเท่านั้น ยิ่งมนุษย์มองทะลุถึงกษัตริย์ของพวกมารได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเท่าใด และเขาก็ยิ่งเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เพื่อที่ความพึงปรารถนาของพระองค์อาจถูกนำไปสู่การเกิดผล

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (7)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

19. เราได้พูดไปหลายครั้งเหลือเกินว่างานของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นกระทำไปเพื่อปรับเปลี่ยนจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล เพื่อเปลี่ยนแปลงดวงจิตของแต่ละบุคคล จนถึงขนาดที่หัวใจของพวกเขาที่ได้ทนทุกข์กับความชอกช้ำใหญ่หลวงมาแล้ว ได้รับการฟื้นฟู ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นการช่วยกู้ดวงจิตของพวกเขาที่ได้ถูกความชั่วทำร้ายมาอย่างล้ำลึกเหลือเกิน มันเป็นไปเพื่อที่จะปลุกจิตวิญญาณของผู้คนให้ตื่น เพื่อละลายหัวใจที่เย็นชาของพวกเขา และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ฟื้นคืนกำลังขึ้นใหม่  นี่คือน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า  จงพักการพูดคุยถึงเรื่องที่ว่าชีวิตและประสบการณ์ต่างๆ ของมนุษย์นั้นสูงส่งหรือลุ่มลึกเพียงใดไว้ก่อน เมื่อหัวใจของผู้คนได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นแล้ว เมื่อพวกเขาได้ถูกปลุกเร้าจากความฝันของพวกเขาและรู้ดีเต็มที่ถึงอันตรายที่พญานาคใหญ่สีแดงได้กอปรขึ้น งานพันธกิจของพระเจ้าก็จะได้ครบบริบูรณ์  วันที่งานของพระเจ้าแล้วเสร็จยังเป็นวันที่มนุษย์เริ่มต้นบนเส้นทางที่ถูกต้องแห่งการเชื่อในพระเจ้าอย่างเป็นทางการด้วย  ณ เวลานั้น พันธกิจของพระเจ้าจะได้มาถึงบทอวสาน กล่าวคือ  งานของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์จะได้แล้วเสร็จโดยครบบริบูรณ์ และมนุษย์จะเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ที่เขาควรจะปฏิบัติอย่างเป็นทางการ—เขาจะปฏิบัติกลุ่มงานของเขา  เหล่านี้คือขั้นตอนต่างๆ แห่งงานของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าควรจะควานหาเส้นทางของพวกเจ้าเพื่อเข้าสู่รากฐานแห่งการรู้จักสิ่งเหล่านี้  ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเจ้าควรจะเข้าใจ  การเข้าสู่ของมนุษย์จะปรับปรุงดีขึ้นก็ต่อเมื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้เกิดขึ้นลึกๆ ภายในหัวใจของเขาเท่านั้น เพราะงานของพระเจ้าคือความรอดที่ครบบริบูรณ์ของมนุษย์—มนุษย์ผู้ซึ่งได้รับการไถ่ ผู้ซึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันของความมืด และผู้ซึ่งไม่เคยปลุกเร้าตัวเขาเอง—จากสถานที่รวมตัวของปีศาจทั้งหลายแห่งนี้ มันเป็นไปเพื่อที่มนุษย์อาจจะได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากหลายสหัสวรรษแห่งบาปและเป็นที่รักของพระเจ้า บดขยี้พญานาคใหญ่สีแดงจนคว่ำลงไปโดยสิ้นเชิง สถาปนาราชอาณาจักรของพระเจ้า และนำพาการหยุดพักมาสู่หัวใจของพระเจ้าเร็วขึ้น มันเป็นไปเพื่อระบายความเกลียดชังที่อัดแน่นอกของพวกเจ้าโดยไม่มีการสงวนไว้ เพื่อกำจัดเชื้อราเหล่านั้นให้หมดสิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเจ้าผละจากชีวิตนี้ที่ไม่แตกต่างไปจากชีวิตของวัวหรือม้า เพื่อจะไม่เป็นทาสอีกต่อไป เพื่อจะไม่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงเหยียบย่ำหรือออกคำสั่งตามใจชอบอีกต่อไป พวกเจ้าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของชนชาติที่ล้มเหลวนี้อีกต่อไป จะไม่เป็นของพญานาคใหญ่สีแดงที่ชั่วร้ายอีกต่อไป และเจ้าจะไม่ตกเป็นทาสของมันอีกต่อไป  รังของปีศาจจะถูกพระเจ้าทรงฉีกเป็นชิ้นๆ อย่างแน่นอน และพวกเจ้าจะยืนเคียงข้างพระเจ้า—พวกเจ้าเป็นของพระเจ้า และไม่ใช่เป็นของจักรวรรดิแห่งทาสนี้  พระเจ้าทรงเกลียดสังคมมืดนี้เข้ากระดูกดำมานานแล้ว พระองค์ทรงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระตือรือร้นที่จะฝังพระบาทของพระองค์ลงบนงูแก่ชั่วร้ายที่ร้ายกาจตัวนี้ เพื่อให้มันไม่อาจมีวันลุกขึ้นมาได้อีกและจะไม่มีวันทารุณมนุษย์อีก พระองค์จะไม่ทรงให้การกระทำในอดีตของมันมีข้ออ้าง พระองค์จะไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้กับการหลอกลวงมนุษย์ของมัน และพระองค์จะทรงชำระแค้นสำหรับบาปทุกประการของมันตลอดยุคทั้งหลาย  พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยหัวโจกของความชั่วทั้งหมดนี้[14]หลุดรอดไปได้แม้แต่นิดเดียว  พระองค์จะทรงทำลายมันอย่างถึงที่สุด

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

20. ที่นี่ได้เป็นแผ่นดินแห่งความโสโครกมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว  มันสกปรกเหลือทน ความทุกข์ระทมดาษดื่น พวกผีวิ่งอาละวาดไปทั่วทุกแห่งหน ลวงล่อและหลอกลวง ตั้งข้อกล่าวหาทั้งหลายที่ไม่มีมูล[15] เหี้ยมโหดและชั่วช้า เหยียบย่ำเมืองผีนี้และทิ้งให้มันกลาดเกลื่อนไปด้วยศพ กลิ่นสาบสางของซากที่เสื่อมสลายปกคลุมแผ่นดินและตลบอบอวลในอากาศ และมันถูกพิทักษ์อย่างแน่นหนา[16]  ผู้ใดจะสามารถมองเห็นพิภพเหนือโพ้นฟ้าได้?  มารมัดร่างของมนุษย์ทั้งหมดอย่างแน่นหนา มันควักดวงตาสองข้างของเขาออก และปิดผนึกริมฝีปากของเขาแน่น  ราชาแห่งพวกมารได้อาละวาดมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วจนกระทั่งถึงทุกวันนี้เมื่อมันยังคงเฝ้าดูเมืองผีนี้อย่างใกล้ชิด ราวกับเป็นวังของพวกปีศาจที่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้ ในขณะเดียวกัน สุนัขยามฝูงนี้ก็ถลึงตาจ้องเขม็ง เกรงกลัวอยู่ลึกๆ ว่าพระเจ้าจะทรงจับพวกมันโดยไม่ทันรู้ตัวและกวาดล้างพวกมันไปทั้งหมด ทิ้งให้พวกมันไม่มีสถานที่แห่งสันติสุขและความสุข  ผู้คนแห่งเมืองผีเช่นเมืองนี้จะเคยสามารถมองเห็นพระเจ้าได้อย่างไร?  พวกเขาเคยได้ชื่นชมความทรงค่าและความดีงามของพระเจ้าหรือไม่?  พวกเขามีความซึ้งคุณค่าใดในเรื่องราวของโลกมนุษย์?  พวกเขาคนใดสามารถเข้าใจน้ำพระทัยที่กระตือรือร้นของพระเจ้าได้?  เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าฉงนนักที่พระเจ้าผู้ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ยังคงซ่อนเร้นอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ  ในสังคมมืดเช่นสังคมแห่งนี้ ที่ซึ่งพวกปีศาจไร้ความปรานีและไร้มนุษยธรรม ราชาแห่งพวกมารที่ฆ่าผู้คนโดยไม่แสดงความรู้สึกใดจะสามารถทนยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงดีงาม ทรงเมตตาและยังทรงบริสุทธิ์อีกด้วยได้อย่างไร?  มันจะสามารถปรบมือและแซ่ซ้องกับการเสด็จมาถึงของพระเจ้าได้อย่างไร?  ขี้ข้าพวกนี้!  พวกมันตอบแทนความเมตตาด้วยความเกลียดชัง พวกมันได้ดูถูกเหยียดหยามพระเจ้ามานานแล้ว พวกมันล่วงเกินพระเจ้า พวกมันป่าเถื่อนสุดขีด พวกมันไม่มีการคำนึงถึงพระเจ้าแม้แต่น้อย พวกมันจี้ปล้นและช่วงชิง พวกมันได้สูญเสียมโนธรรมทั้งหมด พวกมันต่อต้านมโนธรรมทั้งหมด และพวกมันทดลองผู้บริสุทธิ์ใจให้เข้าสู่ความสิ้นสำนึกรับรู้  เหล่าบรรพบุรุษแต่โบราณกาลหรือ?  บรรดาผู้นำผู้เป็นที่รักหรือ?  พวกเขาทั้งหมดต่อต้านพระเจ้า!  การก้าวก่ายของพวกเขาได้ทำให้ทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์อยู่ในสภาวะแห่งความมืดและความวุ่นวาย!  เสรีภาพทางศาสนาหรือ?  สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ?  สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป!  ผู้ใดได้น้อมรับพระราชกิจของพระเจ้า?  ผู้ใดได้สละชีวิตของพวกเขาหรือได้หลั่งเลือดเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า?  รุ่นแล้วรุ่นเล่า จากบิดามารดาสู่ลูกหลาน มนุษย์ที่ตกเป็นทาสได้ทำให้พระเจ้าตกเป็นทาสอย่างกะทันหัน—การนี้จะไม่ยั่วยุโทสะได้อย่างไร?  หลายพันปีแห่งความเกลียดชังถูกทำให้เข้มข้นอยู่ภายในหัวใจ หลายสหัสวรรษแห่งความเปี่ยมบาปถูกจารึกอยู่บนหัวใจ—การนี้จะไม่บันดาลความเกลียดได้อย่างไร?  จงล้างแค้นให้พระเจ้า ดับศัตรูของพระองค์ให้สิ้น จงอย่ายอมให้มันวิ่งอาละวาดอีกต่อไป และจงอย่าอนุญาตให้มันก่อปัญหามากมายอย่างที่มันปรารถนาอีกต่อไป!  บัดนี้ถึงเวลาแล้ว กล่าวคือ  มนุษย์ได้รวบรวมพละกำลังทั้งหมดของเขามานานแล้ว เขาได้อุทิศความพยายามทั้งหมดของเขาและได้จ่ายทุกราคาเพื่อการนี้ เพื่อฉีกโฉมหน้าที่น่าขยะแยงของปีศาจตนนี้ออก และเปิดโอกาสให้ผู้คน ผู้ซึ่งถูกทำให้มืดบอด และผู้ซึ่งได้สู้ทนความทุกข์และความยากลำบากมาแล้วทุกรูปแบบ ได้ลุกขึ้นจากความเจ็บปวดของพวกเขาและหันหลังของพวกเขาให้แก่มารชั่วที่แก่ชราตนนี้  เหตุใดจึงสร้างอุปสรรคที่ไม่อาจเจาะผ่านเข้าไปได้เช่นนั้นให้กับพระราชกิจของพระเจ้า?  เหตุใดจึงใช้เพทุบายต่างๆ นานาเพื่อหลอกลวงคนของพระเจ้า?  ไหนเล่าอิสรภาพที่แท้จริงและสิทธิ์กับผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย?  ไหนเล่าความเป็นธรรม?  ไหนเล่าความชูใจ?  ไหนเล่าความอบอุ่น?  เหตุใดจึงใช้กลอุบายที่หลอกลวงเพื่อล่อหลอกประชากรของพระเจ้า?  เหตุใดจึงใช้กำลังบังคับเพื่อปราบปรามการเสด็จมาของพระเจ้า?  เหตุใดจึงไม่ยอมให้พระเจ้าทรงท่องไปอย่างอิสระบนแผ่นดินโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น?  เหตุใดจึงไล่ล่าพระเจ้าจนกระทั่งพระองค์ไม่มีที่ใดให้พักพระเศียร?  ไหนเล่าความอบอุ่นท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย?  ไหนเล่าการต้อนรับท่ามกลางผู้คน?  เหตุใดจึงก่อให้เกิดการโหยหาที่ท้อแท้สิ้นหวังในพระเจ้าเช่นนั้น?  เหตุใดจึงทำให้พระเจ้าทรงร้องเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า?  เหตุใดจึงบังคับให้พระเจ้าทรงกังวลถึงพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์?  ในสังคมมืดนี้ เหตุใดพวกสุนัขเฝ้าบ้านที่อยู่ในสภาพน่าสงสารของมันจึงไม่ยอมให้พระเจ้าเสด็จไปมาอย่างอิสระท่ามกลางโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น?  เหตุใดมนุษย์จึงไม่เข้าใจ มนุษย์ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและความทุกข์?  พระเจ้าได้ทรงสู้ทนความทรมานใหญ่หลวงเพื่อประโยชน์ของพวกเจ้า พระองค์ได้ประทานพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์ เลือดเนื้อของพระองค์ มาให้พวกเจ้าด้วยความเจ็บปวดใหญ่หลวง—ดังนั้น เหตุใดพวกเจ้ายังคงทำเป็นไม่เห็น?  ในทัศนะอันครบถ้วนของทุกคน เจ้าไม่ยอมรับการทรงมาถึงของพระเจ้า และปฏิเสธมิตรไมตรีของพระเจ้า  เหตุใดเจ้าจึงไร้จิตสำนึกถึงเพียงนี้?  พวกเจ้าเต็มใจที่จะสู้ทนความไม่เป็นธรรมในสังคมมืดเช่นสังคมนี้หรือ?  เหตุใด แทนที่จะเติมท้องของพวกเจ้าให้เต็มด้วยปฏิปักษ์นับหลายสหัสวรรษ พวกเจ้ากลับสวาปาม “มูล” ของราชาแห่งมารเข้าไป?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

21. อุปสรรคต่อพระราชกิจของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด?  ผู้ใดเคยรู้หรือไม่?  ด้วยผู้คนที่ถูกขังอยู่ในสีสันแห่งความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ฝังลึก ผู้ใดจะสามารถรู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้าได้?  ด้วยความรู้ทางวัฒนธรรมที่ล้าหลัง แสนตื้นเขินและไร้สาระเหลือเกินนี้ พวกเขาจะสามารถเข้าใจถ้อยคำที่พระเจ้าตรัสอย่างเต็มที่ได้อย่างไร?  แม้กระทั่งเมื่อพวกเขาได้รับการตรัสด้วยแบบซึ่งหน้าและได้รับการบำรุงเลี้ยง ปากต่อปาก พวกเขาจะสามารถเข้าใจได้อย่างไร?  บางครั้งมันเป็นราวกับว่าพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่ได้รับความสนใจใยดี กล่าวคือ  ผู้คนไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย พวกเขาสั่นหัวและไม่เข้าใจสิ่งใด  การนี้จะไม่น่ากังวลได้อย่างไร?  “ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมและความรู้ทางวัฒนธรรมแบบโบราณที่ห่างไกล[17]” นี้ได้เลี้ยงดูกลุ่มคนที่ไร้ค่าเช่นนี้มา  วัฒนธรรมโบราณ—มรดกล้ำค่านี้—คือกองขยะ!  มันได้กลายเป็นความอับอายนิรันดร์กาลมานานแล้ว และไม่มีค่าคู่ควรแก่การกล่าวถึง!  มันได้สอนเล่ห์เหลี่ยมและกลวิธีต่างๆ ในการต่อต้านพระเจ้าให้แก่ผู้คน และ “การนำที่อ่อนโยนและมีระเบียบ”[18] ของการศึกษาแห่งชาติได้ทำให้ผู้คนไม่เชื่อฟังพระเจ้ามากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ  พระราชกิจแต่ละส่วนของพระเจ้าลำบากยากเย็นอย่างสุดขีด และทุกขั้นตอนแห่งพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกได้เป็นที่กลัดกลุ้มของพระองค์  พระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกช่างยากลำบากนัก!  ขั้นตอนต่างๆ แห่งพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเกี่ยวข้องกับความยากลำบากใหญ่หลวง  กล่าวคือ  สำหรับความอ่อนแอของมนุษย์ ความขาดตกบกพร่อง ความไม่รู้จักโต ความไม่รู้เท่าทัน และทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์นั้น พระเจ้าทรงทำการวางแผนที่รัดกุมและการพิจารณาที่รอบคอบ  มนุษย์นั้นเหมือนกับเสือกระดาษที่คนคนหนึ่งไม่กล้าแหย่หรือยั่วยุ เพียงสัมผัสเบาที่สุดเขาจะกัดตอบ หรือไม่ก็จะล้มลงและหลงทาง และมันเป็นราวกับว่าเมื่อเสียสมาธิแม้แต่นิดเดียว เขาก็จะกลับสู่สภาพเดิม หรือไม่ก็เพิกเฉยต่อพระเจ้า หรือวิ่งไปหาบิดามารดาที่สกปรกและตะกละตะกลามของเขาเพื่อเกลือกกลั้วอยู่ในสิ่งต่างๆ ที่ไม่บริสุทธิ์แห่งร่างกายของพวกเขา  ช่างเป็นอุปสรรคขัดขวางที่ใหญ่หลวงอะไรเช่นนี้!  ในทุกขั้นตอนที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแห่งงานของพระองค์ พระเจ้าทรงตกอยู่ภายใต้การทดลอง และพระเจ้าทรงเสี่ยงอันตรายใหญ่หลวงในเกือบทุกขั้นตอน  พระวจนะของพระองค์จริงใจและซื่อสัตย์ และปราศจากการมุ่งร้าย แต่ทว่าผู้ใดเล่าเต็มใจที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านั้น?  ผู้ใดเล่าเต็มใจที่จะนบนอบอย่างสุดใจ?  มันทำให้พระทัยของพระเจ้าแตกสลาย  พระองค์ทรงตรากตรำทั้งวันทั้งคืนเพื่อมนุษย์ พระองค์ทรงถูกรุมเร้าด้วยความวิตกกังวนต่อชีวิตมนุษย์ และพระองค์เห็นพระทัยความอ่อนแอของมนุษย์  พระองค์ได้ทรงสู้ทนความคดเคี้ยวและความพลิกผันในแต่ละขั้นตอนแห่งพระราชกิจของพระองค์ อันเป็นเพราะพระวจนะทุกคำที่พระองค์ตรัส พระองค์ทรงอยู่ในสถานการณ์หนีเสือปะจระเข้ และทรงคิดถึงความอ่อนแอ การไม่เชื่อฟัง ความไม่รู้จักโตและเปราะบางของมนุษย์…ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า  ผู้ใดเคยรู้การนี้?  พระองค์ทรงสามารถปรับทุกข์กับผู้ใดได้บ้าง?  ผู้ใดจะมีความสามารถที่จะเข้าใจได้?  ตลอดมานั้นพระองค์ทรงเกลียดบาปของมนุษย์ และการขาดพร่องความกล้า และการไร้ความเข้มแข็งของมนุษย์ และตลอดมานั้นพระองค์ทรงกังวลกับความเปราะบางของมนุษย์ และทรงใคร่ครวญถึงเส้นทางที่ทอดอยู่ข้างหน้ามนุษย์  ขณะที่พระองค์ทรงเฝ้าสังเกตคำพูดและความประพฤติของมนุษย์นั้น พระองค์ทรงเต็มไปด้วยปรานี และความกริ้วเสมอ และภาพของสิ่งเหล่านี้ก็นำความเจ็บปวดมาสู่พระทัยของพระองค์เสมอ  ในที่สุด บรรดาผู้ที่บริสุทธิ์ใจนั้นก็ได้มึนชามากยิ่งขึ้น เหตุใดพระเจ้าต้องทรงทำให้สิ่งต่างๆ ลำบากยากเย็นสำหรับพวกเขาอยู่เสมอ?  มนุษย์ที่อ่อนแอสูญสิ้นความเพียรพยายามโดยสิ้นเชิง เหตุใดพระเจ้าจึงควรมีความกริ้วอันคงที่เช่นนั้นต่อเขาอยู่เสมอ?  มนุษย์ที่อ่อนแอและไร้พลังอำนาจไม่มีกำลังวังชาอีกต่อไปแม้แต่น้อย เหตุใดพระเจ้าจึงควรทรงต่อว่าเขาเรื่องการไม่เชื่อฟังของเขาอยู่เสมอ?  ผู้ใดสามารถทนทานการข่มขู่ของพระเจ้าในสวรรค์ได้?  ไม่ว่าอย่างไร มนุษย์ก็บอบบาง และอยู่ในสภาวะที่เป็นทุกข์ยิ่ง พระเจ้าได้ทรงผลักความกริ้วของพระองค์ลึกลงไปในพระทัยของพระองค์ เพื่อที่มนุษย์อาจจะทบทวนตัวเองอย่างช้าๆ  ถึงกระนั้นมนุษย์ ผู้ซึ่งอยู่ในความลำบากใหญ่หลวง ก็ไม่มีความซึ้งคุณค่าในน้ำพระทัยของพระเจ้าแม้แต่น้อย มนุษย์ได้ถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้าของกษัตริย์แก่ของพวกมาร แต่ทว่าเขาไม่ตระหนักรู้โดยสิ้นเชิง เขาตั้งตัวต่อต้านพระเจ้าอยู่เสมอ หรือมิฉะนั้นเขาก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับพระเจ้า  พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะมากมายยิ่งนัก แต่ทว่าผู้ใดเคยได้พิจารณาพระวจนะเหล่านั้นอย่างจริงจัง?  มนุษย์ไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า ถึงกระนั้นเขายังคงเย็นใจอยู่ และไม่มีการโหยหา และไม่เคยได้รู้อย่างแท้จริงถึงธาตุแท้ของพญามารแก่ตนนั้น  ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในแดนคนตาย ในนรก แต่เชื่อว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในวังแห่งพื้นทะเล พวกเขาถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหง แต่กระนั้นก็คิดว่าตัวพวกเขาเองเป็นที่ “โปรดปราน”[19] ของประเทศ พวกเขาถูกมารเยาะเย้ยถากถาง แต่ยังคิดว่าพวกมันชื่นชมสุดยอดงานศิลป์แห่งเนื้อหนัง  พวกเขาช่างเป็นพวกวายร้ายต่ำต้อยที่สกปรกอะไรเช่นนี้!  มนุษย์ได้พบกับโชคร้าย แต่เขาไม่รู้ตัว และในสังคมมืดนี้เขาทนทุกข์กับเคราะห์ร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า[20] แต่ทว่าเขาไม่เคยตื่นขึ้นมาเข้าใจการนี้  เมื่อใดเขาจะทำให้ตัวเขาเองเป็นอิสระจากความเมตตาสงสารตนเองและอุปนิสัยเยี่ยงทาสของเขา?  เหตุใดเขาจึงไม่แยแสพระทัยของพระเจ้าเช่นนี้?  เขาเห็นดีเห็นงามอย่างเงียบๆ กับการกดขี่และความยากลำบากนี้กระนั้นหรือ?  เขาไม่ปรารถนาวันที่เขาสามารถเปลี่ยนความมืดเป็นความสว่างได้หรอกหรือ?  เขาไม่ปรารถนาที่จะเยียวยาความไม่ยุติธรรมให้เป็นความชอบธรรมและความจริงอีกครั้งหนึ่งหรอกหรือ?  เขาเต็มใจที่จะเฝ้าดูและไม่ทำสิ่งใดขณะที่ผู้คนละทิ้งความจริงและบิดเบือนข้อเท็จจริงกระนั้นหรือ?  เขาเป็นสุขที่จะสู้ทนการทารุณนี้ต่อไปกระนั้นหรือ?  เขาเต็มใจที่จะเป็นทาสกระนั้นหรือ?  เขาเต็มใจที่จะพินาศด้วยพระหัตถ์ของพระเจ้าไปพร้อมกันกับทาสทั้งหลายแห่งรัฐที่ล้มเหลวนี้กระนั้นหรือ?  ไหนเล่าความแน่วแน่ของเจ้า?  ไหนเล่าความทะเยอทะยานของเจ้า?  ไหนเล่าศักดิ์ศรีของเจ้า?  ไหนเล่าความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้า?  ไหนเล่าอิสรภาพของเจ้า?  เจ้าเต็มใจที่จะสละทั้งชีวิตของเจ้า[21] เพื่อพญานาคใหญ่สีแดง ราชาแห่งพวกมารกระนั้นหรือ?  เจ้าเป็นสุขที่จะปล่อยให้มันทรมานเจ้าจนตายกระนั้นหรือ?  ผิวของทะเลที่ลึกนั้นวุ่นวายและมืด ในขณะที่คนทั่วไปซึ่งทนทุกข์กับความทุกข์ร้อนเช่นนั้นร้องต่อสวรรค์และพร่ำบ่นต่อแผ่นดินโลก  เมื่อใดเล่ามนุษย์จะมีความสามารถที่จะเชิดหน้าของเขาได้?  มนุษย์นั้นผอมแห้งและแรงน้อย เขาจะสามารถต่อกรกับมารที่ดุร้ายและเผด็จการนี้ได้อย่างไร?  เหตุใดเขาไม่มอบชีวิตของเขาให้แก่พระเจ้าทันทีที่เขาสามารถทำได้?  เหตุใดเขายังคงหวั่นไหว?  เมื่อใดเขาจะสามารถทำให้พระราชกิจของพระเจ้าแล้วเสร็จได้?  เมื่อถูกรังแกและกดขี่อย่างไร้จุดหมายดังนี้ ในท้ายที่สุดทั้งชีวิตของเขาจะถูกใช้ไปโดยสูญเปล่า เหตุใดเขาจึงรีบเร่งที่จะมาถึงเช่นนั้น และเร่งรุดที่จะจากไปเช่นนั้น?  เหตุใดเขาจึงไม่เก็บรักษาบางสิ่งบางอย่างที่ล้ำค่าไว้เพื่อถวายพระเจ้า?  เขาได้ลืมหลายสหัสวรรษแห่งความเกลียดชังไปแล้วหรือ?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

22. ธรรมเนียมประเพณีทางชาติพันธุ์และทัศนะทางจิตใจที่ฝังแน่นจนยากจะเปลี่ยนแปลง ได้แผ่เงาเหนือจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสาของมนุษย์มานานแล้ว และสิ่งเหล่านั้นได้โจมตีดวงจิตของมนุษย์โดยไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย ราวกับสูญสิ้นอารมณ์หรือสำนึกรับรู้ใดๆ เกี่ยวกับตัวตน  วิธีการของปีศาจเหล่านี้โหดร้ายอย่างสุดขีด และเป็นราวกับว่า “การศึกษา” และ “การเลี้ยงดู” ได้กลายเป็นวิธีการตามธรรมเนียมประเพณีที่ราชาแห่งพวกมารใช้เพื่อเข่นฆ่ามนุษย์  มันปิดบังดวงจิตที่อัปลักษณ์ของมันอย่างสมบูรณ์ด้วยการใช้ “การสอนที่ลุ่มลึก” ของมัน แต่งกายในชุดขนแกะเพื่อให้ได้ความไว้วางใจของมนุษย์ แล้วจากนั้นจึงฉวยโอกาสเมื่อมนุษย์เคลิ้มหลับด้วยความง่วงเพื่อที่จะกลืนกินเขาโดยสิ้นเชิง  มวลมนุษย์ที่น่าสงสาร—พวกเขาจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่าบนแผ่นดินที่พวกเขาได้ถูกเลี้ยงมาคือแผ่นดินของมาร ว่าผู้ซึ่งได้เลี้ยงพวกเขามาแท้ที่จริงแล้วคือศัตรูที่ทำร้ายพวกเขา  ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ไม่ตื่นขึ้นเลย เมื่อได้อิ่มแปล้สิ้นความหิวและกระหายของเขาแล้ว เขาก็ตระเตรียมที่จะทดแทน “ความเมตตา” ของ “บิดามารดา” ของเขาที่เลี้ยงดูเขามา  นั่นคือวิธีที่มนุษย์เป็น  วันนี้ เขายังคงไม่รู้ว่าราชาที่เลี้ยงเขามาคือศัตรูของเขา  แผ่นดินโลกเกลื่อนกลาดไปด้วยกระดูกของคนตาย มารสรวลเสเฮฮาอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน และดำเนินการกลืนกินเนื้อหนังของมนุษย์ใน “นรกขุมลึก” ต่อไป โดยอยู่ร่วมหลุมฝังศพเดียวกันกับโครงกระดูกมนุษย์และพยายามหาทางอย่างสูญเปล่าที่จะบริโภคเศษเดนสุดท้ายจากร่างอันรุ่งริ่งของมนุษย์  ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ไม่รู้เท่าทันเรื่อยมา และไม่เคยปฏิบัติกับมารเหมือนเป็นศัตรูของเขา แต่กลับรับใช้มันด้วยหัวใจทั้งดวงของเขาแทน  ผู้คนที่ต่ำทรามเช่นนั้นย่อมไม่มีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าเท่านั้นเอง  มันง่ายสำหรับพระเจ้าหรือที่จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และมาอยู่ท่ามกลางพวกเขา ดำเนินงานแห่งความรอดของพระองค์ทั้งหมดให้เสร็จสิ้น?  มนุษย์ผู้ซึ่งได้กระโจนลงสู่แดนคนตายแล้ว จะมีความสามารถที่จะสนองข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าได้อย่างไร?  พระเจ้าได้ทรงสู้ทนกับค่ำคืนที่ไม่ได้หลับมากมายหลายคืนเพื่อประโยชน์แห่งงานของมวลมนุษย์  จากที่สูงถึงส่วนลึกต่ำสุด พระองค์ได้เสด็จลงสู่นรกที่มีชีวิตซึ่งมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่เพื่อผ่านวันเวลาของพระองค์ไปกับมนุษย์ พระองค์ไม่เคยได้ทรงพร่ำบ่นถึงความโกโรโกโสท่ามกลางมนุษย์ และพระองค์ไม่เคยได้ทรงตำหนิมนุษย์สำหรับการไม่เชื่อฟังของเขา แต่ทรงสู้ทนความอัปยศอดสูอันยิ่งใหญ่ที่สุดขณะที่พระองค์ทรงดำเนินงานของพระองค์ด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้น  พระเจ้าจะทรงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของนรกได้อย่างไร?  พระองค์จะทรงสามารถใช้ชีวิตของพระองค์ในนรกได้อย่างไร?  แต่เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษย์ทั้งปวง เพื่อที่มวลมนุษย์ทั้งหมดจะสามารถพบกับการหยุดพักได้เร็วขึ้น พระองค์ได้ทรงสู้ทนความอัปยศอดสูและทรงทนทุกข์กับความไม่ยุติธรรมเพื่อเสด็จมายังแผ่นดินโลก และได้เสด็จเข้าสู่ “นรก” กับ “แดนคนตาย” เข้าสู่ถ้ำเสือ ด้วยพระองค์เอง เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด  มนุษย์มีคุณสมบัติที่จะต่อต้านพระเจ้าอย่างไร?  เขามีเหตุผลใดที่จะพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า?  เขาสามารถกล้าที่จะเพ่งมองพระเจ้าได้อย่างไร?  พระเจ้าแห่งสวรรค์ได้เสด็จมายังแผ่นดินแห่งความชั่วช้าที่โสโครกที่สุดแห่งนี้ และไม่เคยได้ทรงระบายความคับข้องพระทัยของพระองค์หรือพร่ำบ่นเกี่ยวกับมนุษย์ แต่กลับทรงยอมรับการย่ำยีทั้งหลาย[22] และการกดขี่ของมนุษย์อย่างเงียบๆ แทน  พระองค์ไม่เคยทรงตอบโต้ข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลของมนุษย์ พระองค์ไม่เคยทรงทำการเรียกร้องมากเกินไปกับมนุษย์ และพระองค์ไม่เคยทรงกำหนดข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลให้กับมนุษย์ พระองค์เพียงทรงพระราชกิจทั้งหมดที่มนุษย์พึงต้องใช้โดยไม่ทรงพร่ำบ่น ได้แก่ การสอน การให้ความรู้แจ้ง การตำหนิ กระบวนการถลุงวาจา การเตือนจำ การเตือนสติ การปลอบโยน การพิพากษา และการเปิดเผย  ขั้นตอนใดของพระองค์หรือที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อชีวิตของมนุษย์?  ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ทรงลบความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และชะตากรรมของมนุษย์ออกไป แต่ขั้นตอนใดที่พระเจ้าได้ทรงดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้วนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งชะตากรรมของมนุษย์หรือ?  ขั้นตอนใดหรือที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมนุษย์?  ขั้นตอนใดหรือที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากความทุกข์นี้ และจากการกดขี่ของพลังมืดที่ดำเหมือนกลางคืน?  ขั้นตอนใดหรือที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของมนุษย์?  ผู้ใดสามารถเข้าใจพระทัยของพระเจ้าได้ ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจของแม่ที่รักใคร่?  ผู้ใดสามารถจับใจความพระทัยที่แรงกล้าของพระเจ้าได้?  พระทัยที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและความคาดหวังที่ร้อนแรงของพระเจ้าได้รับการตอบแทนด้วยหัวใจที่เย็นชา ด้วยสายตาที่ไม่แยแสและแข็งกระด้าง และด้วยการตำหนิติเตียนและดูถูกดูแคลนซ้ำๆ ของมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นได้รับการตอบแทนด้วยข้อคิดเห็นที่เชือดเฉือน และการประชดประชัน และการดูแคลน สิ่งเหล่านั้นได้รับการตอบแทนด้วยการเยาะเย้ยถากถางของมนุษย์ ด้วยการเหยียบย่ำและการปฏิเสธของเขา ด้วยการจับใจความผิดๆ ของเขา และการร้องครวญคราง และความเหินห่าง และการหลีกเลี่ยง และไม่ใช่โดยสิ่งใดเลยนอกจากการหลอกลวง การโจมตี และความขมขื่น  คำพูดที่อบอุ่นได้พบกับคิ้วที่ดุดันและการเยาะเย้ยท้าทายที่เยือกเย็นจากนิ้วชี้ที่ส่ายไปมานับพัน  พระเจ้าทรงทำได้แต่เพียงสู้ทน ก้มพระเศียร ปรนนิบัติผู้คนเหมือนกับวัวตัวผู้ที่เต็มใจ[23]  หลายวันหลายคืนเหลือเกิน หลายครั้งยิ่งนักที่พระองค์ได้ทรงเผชิญหน้ากับดวงดาว หลายครั้งยิ่งนักที่พระองค์ได้ทรงออกเดินทางไปเมื่อรุ่งอรุณและเสด็จกลับมาเมื่อย่ำค่ำ และทรงนอนพลิกกายไปมา ทรงสู้ทนความเจ็บปวดรวดร้าวที่ยิ่งใหญ่กว่าความเจ็บปวดแห่งการจากพระบิดาของพระองค์มานับพันเท่า ทรงสู้ทนการโจมตีและการทำให้สยบยอมของมนุษย์ และการจัดการกับการตัดแต่งของมนุษย์  ความถ่อมพระทัยและการซ่อนอยู่ของพระเจ้าได้รับการตอบแทนด้วยอคติ[24]ของมนุษย์ ด้วยทัศนะที่ไม่เป็นธรรมและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของมนุษย์ และหนทางอันไร้สุ้มเสียงที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในความลึกลับ ความอดกลั้นของพระองค์ การยอมผ่อนปรนของพระองค์ได้รับการตอบแทนด้วยการจับจ้องอันละโมบของมนุษย์ มนุษย์พยายามที่จะกระทืบพระเจ้าให้สิ้นพระชนม์ โดยไม่มีความรู้สึกสำนึกผิด และพยายามที่จะเหยียบย่ำพระเจ้าให้จมพื้นดิน  ท่าทีของมนุษย์ในการปฏิบัติของเขาต่อพระเจ้าคือท่าทีแห่ง “ความฉลาดที่หาได้ยาก” และพระเจ้าผู้ซึ่งถูกมนุษย์รังแกและดูถูก ถูกขยี้จนแบนอยู่ใต้เท้าของผู้คนนับหมื่น ในขณะที่มนุษย์เองยืนบนที่สูง ราวกับว่าเขาจะเป็นราชาแห่งเนินเขา ราวกับว่าเขาต้องการที่จะใช้พลังอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด[25] เพื่อเป็นศูนย์กลางที่มีแต่คนห้อมล้อมจากเบื้องหลังหน้าจอ เพื่อทำให้พระเจ้าทรงเป็นผู้กำกับที่มีมโนธรรมและปฏิบัติตามกฎอยู่หลังฉาก ผู้ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้สู้ตอบหรือก่อให้เกิดความยากลำบาก  พระเจ้าต้องทรงเล่นบทของจักรพรรดิองค์สุดท้าย พระองค์ต้องทรงเป็นหุ่นเชิด[26] ที่ปราศจากอิสรภาพทั้งปวง  ความประพฤติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบอกได้ ดังนั้น เขามีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะเรียกร้องการนี้หรือการนั้นจากพระเจ้า?  เขามีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะยื่นข้อเสนอแนะแก่พระเจ้า?  เขามีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะเรียกร้องให้พระเจ้าเห็นพระทัยความอ่อนแอของเขา?  เขาเหมาะสมอย่างไรที่จะได้รับพระปรานีของพระเจ้า?  เขาเหมาะสมอย่างไรที่จะได้รับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า?  เขาเหมาะสมอย่างไรที่จะได้รับการอภัยของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า?  จิตสำนึกของเขาอยู่ที่ใด?  เขาได้ทำให้พระทัยของพระเจ้าแตกสลายนานมาแล้ว เขาได้ทิ้งให้พระทัยของพระเจ้าแหลกเป็นชิ้นๆ มานานแล้ว  พระเจ้าเสด็จมาท่ามกลางมนุษย์ด้วยความแจ่มใสและมีชีวิตชีวา โดยทรงหวังว่ามนุษย์คงจะโอบอ้อมอารีต่อพระองค์ แม้กระทั่งเป็นเพียงด้วยความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น  ถึงกระนั้น พระทัยของพระเจ้าก็ใช้เวลานานกว่าจะได้รับการชูใจโดยมนุษย์ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงได้รับมาคือการโจมตีด้วยการขว้างก้อนหิมะ[27]และการทรมาน  หัวใจของมนุษย์นั้นโลภเกินไป ความอยากของเขายิ่งใหญ่เกินไป เขาไม่มีวันสามารถอิ่มเอมได้ เขาประสงค์ร้ายและบ้าบิ่นอยู่เสมอ เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้พระเจ้ามีอิสรภาพหรือสิทธิ์ในการพูดใดๆ และทำให้พระเจ้าไม่ทรงมีทางเลือกนอกจากต้องนบนอบต่อความอัปยศอดสู และอนุญาตให้มนุษย์บงการพระองค์อย่างไรก็ได้ตามที่เขาปรารถนา

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (9)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

23. ตั้งแต่การทรงสร้างจนกระทั่งถึงบัดนี้ พระเจ้าได้ทรงสู้ทนความเจ็บปวดมามากมายยิ่งนัก และได้ทรงทนทุกข์กับการโจมตีมากมายยิ่งนัก  ถึงกระนั้นแม้กระทั่งวันนี้ มนุษย์ก็ยังคงไม่ผ่อนคลายข้อเรียกร้องทั้งหลายของเขาต่อพระเจ้า เขายังคงพินิจพิเคราะห์พระเจ้า เขายังคงไม่มีการยอมผ่อนปรนต่อพระองค์ และไม่ทำสิ่งใดนอกจากให้คำแนะนำแก่พระองค์ และวิจารณ์พระองค์ และบ่มวินัยพระองค์ ราวกับเกรงกลัวอยู่ลึกๆ ว่าพระเจ้าจะทรงใช้เส้นทางผิด ว่าพระเจ้าบนแผ่นดินโลกนั้นทรงดุร้ายและไม่มีเหตุผล หรือกำลังทรงก่อความปั่นป่วนวุ่นวาย หรือว่าพระองค์จะไม่ทรงกลับกลายเป็นสิ่งใดขึ้นมา  มนุษย์มีท่าทีประเภทนี้ต่อพระเจ้าเสมอ  นั่นจะไม่ทำให้พระเจ้าทรงเศร้าใจหรอกหรือ?  ในการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้น พระเจ้าได้ทรงสู้ทนความเจ็บปวดและความอัปยศอดสูที่แสนสาหัส เช่นนั้นแล้ว การทำให้พระเจ้าทรงยอมรับคำสอนของมนุษย์จะเลวร้ายยิ่งกว่ามากเพียงใด?  การเสด็จมาถึงของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์ ได้ริบเอาเสรีภาพทั้งหมดไปจากพระองค์ จนเป็นราวกับว่าพระองค์ทรงถูกจองจำอยู่ในแดนคนตาย และพระองค์ได้ทรงยอมรับการถูกมนุษย์ชำแหละโดยไม่มีการต้านทานแม้แต่น้อย  การนี้ไม่น่าอับอายหรอกหรือ?  ในการเสด็จมาอยู่ท่ามกลางครอบครัวของมนุษย์ปกติ “พระเยซู” ได้ทรงทนทุกข์กับความไม่ยุติธรรมใหญ่หลวงที่สุด  ที่น่าอายยิ่งกว่านั้นอีกก็คือว่าพระองค์ได้เสด็จมายังโลกเปื้อนฝุ่นนี้และได้ถ่อมพระองค์เองลงถึงระดับความลึกที่ต่ำที่สุด และได้ทรงรับเอาเนื้อหนังที่มีความธรรมดาสามัญสูงสุด  ในการกลายเป็นมนุษย์ที่ขาดแคลนนั้น พระเจ้าผู้ทรงสูงสุดไม่ทรงทนทุกข์กับความยากลำบากหรอกหรือ?  และพระองค์มิได้ทรงทำเช่นนั้นเพื่อมวลมนุษย์หรอกหรือ?  เคยมีเวลาใดบ้างที่พระองค์มีพระดำริถึงพระองค์เอง?  หลังจากพระองค์ได้ทรงถูกคนยิวปฏิเสธและปลงพระชนม์ และถูกผู้คนเย้ยหยันและเยาะเย้ย พระองค์ไม่เคยทรงพร่ำบ่นต่อฟ้าสวรรค์หรือประท้วงแผ่นดินโลก  วันนี้ โศกนาฏกรรมเก่านับหลายพันปีนี้ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งท่ามกลางผู้คนที่เหมือนคนยิว  พวกเขาไม่กระทำบาปแบบเดียวกันหรอกหรือ?  สิ่งใดเล่าทำให้มนุษย์มีคุณสมบัติที่จะได้รับพระสัญญาของพระเจ้า?  เขาไม่ใช่ต่อต้านพระเจ้าแล้วต่อมาก็ยอมรับพระพรของพระองค์หรอกหรือ?  เหตุใดมนุษย์จึงไม่เคยเผชิญหน้ากับความยุติธรรม หรือค้นหาความจริง?  เหตุใดเขาจึงไม่เคยสนใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ?  ความชอบธรรมของเขาอยู่ที่ใด?  ความเป็นธรรมของเขาอยู่ที่ใด?  เขากล้าที่จะเป็นตัวแทนพระเจ้าหรือไม่?  สำนึกรับรู้ถึงความยุติธรรมของเขาอยู่ที่ใด?  สิ่งที่เป็นที่รักของมนุษย์นั้นเป็นที่รักของพระเจ้ามากเพียงใด?  มนุษย์ไม่สามารถบอกความต่างของชอล์กจากชีสได้[28] เขาเอาสีดำไปสับสนกับสีขาว[29]อยู่เสมอ เขาเก็บกดความยุติธรรมและความจริงเอาไว้ และชูความไม่เป็นธรรมกับความไม่ชอบธรรมสูงขึ้นไปในอากาศ  เขาผลักไสความสว่าง และกระโดดโลดเต้นท่ามกลางความมืด  พวกที่แสวงหาความจริงและความยุติธรรมกลับไล่ส่งความสว่างแทน พวกที่แสวงหาพระเจ้าเหยียบย่ำพระองค์อยู่ใต้เท้าของพวกเขา และดึงตัวเองขึ้นไปบนท้องฟ้า  มนุษย์ไม่แตกต่างไปจากโจรผู้ร้าย[30]  เหตุผลของเขาอยู่ที่ใด?  ผู้ใดสามารถแยกความถูกจากความผิดได้?  ผู้ใดสามารถค้ำชูความยุติธรรมได้?  ผู้ใดเต็มใจที่จะทนทุกข์เพื่อความจริง?  ผู้คนนั้นชั่วช้าและเป็นเยี่ยงมารร้าย!  เมื่อได้ตอกตรึงพระเจากับกางเขนแล้วพวกเขาก็ปรบมือและร้องยินดี เสียงร้องป่าเถื่อนของพวกเขาดังไม่หยุด  พวกเขาเหมือนไก่และสุนัข พวกเขาสมรู้ร่วมคิดและรู้เห็นเป็นใจ พวกเขาได้สถาปนาราชอาณาจักรของพวกเขาเอง การก้าวก่ายของพวกเขาไม่ปล่อยให้ที่ใดไม่ถูกรบกวน พวกเขาปิดตาและเห่าหอนอย่างบ้าคลั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดถูกขังรวมไว้ด้วยกัน และบรรยากาศขุ่นมัวก็ตลบอบอวล คึกคักและมีชีวิตชีวา และพวกที่แนบตัวเองกับผู้อื่นอย่างมืดบอดก็ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งหมดยึดถือชื่อ “อันโด่งดัง” ของบรรพบุรุษของพวกเขา  สุนัขและไก่เหล่านี้ได้เอาพระเจ้าไปเก็บไว้ลึกๆ ในจิตใจของพวกเขามานานแล้ว และไม่เคยให้ความสนใจใดๆ ต่อสภาพพระทัยของพระเจ้า  ไม่น่าประหลาดใจนักที่พระเจ้าตรัสว่ามนุษย์เป็นเหมือนกับสุนัขหรือไก่ สุนัขเห่าที่ทำให้ตัวอื่นๆ อีกนับร้อยเห่าหอน ในหนทางนี้ ด้วยการประโคมข่าวครึกโครมมากมาย เขาได้นำพาพระราชกิจของพระเจ้าเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ไม่ใส่ใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าเป็นเช่นใด ว่าจะมีความยุติธรรมหรือไม่ ว่าพระเจ้าทรงมีที่ที่พระองค์จะใช้วางพระบาทหรือไม่ ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ไม่ใส่ใจความต่ำต้อยของเขาเอง และความโสโครกของเขาเอง  มนุษย์ไม่เคยได้คิดถึงสิ่งต่างๆ มากขนาดนั้น เขาไม่เคยให้ตัวเองกังวลเรื่องวันพรุ่งนี้ และได้รวบรวมทั้งหมดที่เป็นประโยชน์และล้ำค่าไว้ในอ้อมกอดของเขาเอง โดยไม่เหลือสิ่งใดไว้ให้พระเจ้าเว้นแต่กากเดนและของเหลือ[31]  มวลมนุษย์ช่างโหดร้ายเสียนี่กระไร!  เขาไม่เหลือความรู้สึกใดไว้ให้พระเจ้าเลย และหลังจากที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างของพระเจ้าไปอย่างลับๆ แล้ว เขาก็โยนพระเจ้าไปไกลๆ เบื้องหลังเขา โดยไม่ให้ความใส่ใจกับการดำรงอยู่ของพระองค์อีกต่อไป  เขาชื่นชมพระเจ้า แต่ทว่าต่อต้านพระเจ้า และเหยียบย่ำพระองค์อยู่ใต้เท้าในขณะที่ปากของเขากล่าวคำขอบคุณและคำสรรเสริญพระเจ้า เขาอธิษฐานต่อพระเจ้า และพึ่งพาอาศัยพระเจ้าในขณะที่หลอกลวงพระเจ้าด้วยเช่นกัน เขา “ยกย่อง” พระนามของพระเจ้า และนับถือพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างยิ่ง แต่ทว่าเขากลับนั่งบนพระบัลลังก์ของพระเจ้าและตัดสิน “ความไม่ชอบธรรม” ของพระเจ้าอย่างโจ่งแจ้งและหน้าไม่อายอีกด้วย คำพูดที่ว่าเขาเป็นหนี้พระเจ้าออกมาจากปากของเขา และเขามองดูพระวจนะของพระเจ้า แต่ทว่าเขายังเหวี่ยงคำหยาบคายใส่พระเจ้าอยู่ในหัวใจของเขา เขา “ยอมผ่อนปรน” พระเจ้าแต่ทว่ากดขี่พระเจ้า และปากของเขาพูดว่ามันเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งพระเจ้า ในมือของเขานั้นเขาถือสิ่งต่างๆ ของพระเจ้า และในปากของเขานั้นเขาเคี้ยวอาหารที่พระเจ้าได้ประทานแก่เขา ถึงกระนั้นสายตาของเขากลับจับจ้องมองพระเจ้าอย่างเย็นชาและไร้ความรู้สึก ราวกับว่าเขาปรารถนาที่จะสวาปามทั้งหมดของพระองค์ เขาเฝ้ามองความจริงแต่ยืนกรานที่จะพูดว่านั่นเป็นเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน เขาเฝ้ามองความยุติธรรมแต่บีบบังคับมันให้กลายเป็นการปฏิเสธตัวเอง เขาเฝ้ามองความประพฤติของมนุษย์และยืนกรานว่าความประพฤติเหล่านั้นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น เขาเฝ้ามองพรสวรรค์ตามธรรมชาติของมนุษย์และยืนกรานว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง เขาเฝ้ามองกิจการทั้งหลายของพระเจ้าและยืนกรานว่าสิ่งเหล่านั้นคือความโอหังและความทะนงตน การอวดเบ่ง และความคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ เมื่อมนุษย์เฝ้ามองพระเจ้า เขายืนกรานในการตีตราพระองค์ว่าเป็นมนุษย์ และพยายามอย่างหนักที่จะวางพระองค์ไว้ในฐานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างผู้ซึ่งอยู่ในการสมคบคิดกับซาตาน เขารู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งเหล่านั้นคือพระดำรัสของพระเจ้า ถึงกระนั้นก็จะไม่เรียกสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งใดอื่นนอกจากงานเขียนของมนุษย์ เขารู้อยู่เต็มอกว่าพระวิญญาณทรงเป็นจริงขึ้นมาในเนื้อหนัง ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แล้ว แต่พูดเพียงว่าเนื้อหนังนี้คือลูกหลานของซาตาน เขารู้อยู่เต็มอกว่าพระเจ้าถ่อมพระทัยและทรงซ่อนเร้น แม้กระนั้นก็ยังพูดเพียงว่าซาตานถูกทำให้อับอาย และพระเจ้าได้ทรงชนะแล้ว  ช่างไร้ประโยชน์อะไรเช่นนี้!  มนุษย์ไม่มีค่าคู่ควรแม้กระทั่งการปรนนิบัติในฐานะสุนัขเฝ้าบ้าน!  เขาไม่แยกความต่างระหว่างสีดำกับสีขาว และถึงขั้นจงใจบิดกลับให้สีดำเป็นสีขาว  กำลังบังคับของมนุษย์และการโอบล้อมของมนุษย์จะสามารถเปิดทางให้แก่วันแห่งการปลดปล่อยของพระเจ้าได้หรือ?  หลังจากได้จงใจต่อต้านพระเจ้าแล้ว มนุษย์ก็ไม่กังวลสนใจอีก หรือแม้กระทั่งไปไกลถึงขั้นปลงพระชนม์พระองค์ โดยไม่ให้พระเจ้าได้มีโอกาสแสดงพระองค์เอง  ไหนเล่าความชอบธรรม?  ไหนเล่าความรัก?  เขานั่งเคียงข้างพระเจ้า และกดดันพระเจ้าด้วยการคุกเข่าเพื่อร้องขอการอภัยโทษ เพื่อให้ทรงเชื่อฟังการจัดการเตรียมการทั้งหมดของเขา เพื่อให้ทรงยินยอมต่อการหลอกใช้ทั้งหมดของเขา และเขาทำให้พระเจ้าปฏิบัติตามเขาในทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำ หรือมิฉะนั้นเขาจะเดือดดาล[32] และโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ  พระเจ้าจะไม่ทรงเศร้าโศกโทมนัสได้อย่างไรภายใต้อิทธิพลแห่งความมืดซึ่งบิดกลับให้สีดำเป็นสีขาวเช่นนั้น?  พระองค์จะไม่ทรงกังวลได้อย่างไร?  เหตุใดจึงกล่าวกันว่าเมื่อพระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นงานล่าสุดของพระองค์ มันก็เป็นเหมือนกับงานแห่งการทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก?  ความประพฤติของมนุษย์ “มั่งคั่ง” ยิ่งนัก “บ่อน้ำพุของน้ำแห่งชีวิตที่ไหลตลอดเวลา” นั้น “เติมเต็ม” ท้องทุ่งแห่งหัวใจของมนุษย์อย่างไม่หยุดหย่อน ในขณะที่ “บ่อน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต” ของมนุษย์แข่งขันกับพระเจ้าโดยไม่มีความกระดากใจ[33] ทั้งสองนั้นไม่สามารถเข้ากันได้ และบ่อน้ำพุของมนุษย์ก็จัดเตรียมแก่ผู้คนแทนพระเจ้าโดยไม่ใส่ใจต่อผลพวงที่ตามมา ในขณะที่มนุษย์ร่วมมือกับมันโดยไม่มีการพิจารณาถึงอันตรายที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด  และเพื่อผลใด?  เขาทิ้งพระเจ้าไปด้านหนึ่งอย่างเย็นชา และวางพระองค์ไว้ห่างไกลออกไป ที่ซึ่งผู้คนจะไม่ให้ความใส่ใจต่อพระองค์ เกรงกลัวอยู่ลึกๆ ว่าพระองค์จะทรงดึงดูดความสนใจของพวกเขา และกลัวอย่างล้ำลึกว่าบ่อน้ำพุของน้ำแห่งชีวิตของพระเจ้าจะชักนำมนุษย์ และได้รับมนุษย์ไว้  ด้วยเหตุนี้ หลังจากการมีประสบการณ์กับความกังวลสนใจทางโลกมาหลายปี เขาสมรู้ร่วมคิดกันและวางเล่ห์กลต่อต้านพระเจ้า และถึงขั้นทำให้พระเจ้าเป็นเป้าแห่งการดุด่าว่ากล่าวของเขา  นั่นเป็นราวกับว่าพระเจ้าได้ทรงกลายเป็นเหมือนท่อนซุงในตาของเขาไปแล้ว และเขาท้อแท้สิ้นหวังที่จะคว้าพระเจ้าแล้ววางพระองค์ในไฟเพื่อถลุงและชำระให้สะอาด  เมื่อเห็นความกระอักกระอ่วนของพระเจ้า มนุษย์ก็ตีอกตัวเองแล้วหัวเราะ เขาเต้นรำด้วยความชื่นบานยินดี และกล่าวว่าพระเจ้าก็ได้ทรงถูกผลักเข้าสู่กระบวนการถลุงด้วยเช่นกัน และกล่าวว่าเขาจะแผดเผาความไม่บริสุทธิ์อันโสโครกของพระเจ้าให้สะอาด ราวกับว่าการนี้เท่านั้นที่มีเหตุผลและสมเหตุสมผล ราวกับว่าการนี้ชอบด้วยเหตุผลและชอบด้วยสำนึกรับรู้ ราวกับว่าเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นวิธีการแห่งฟ้าสวรรค์ที่เป็นธรรมและมีเหตุผลสมควร  พฤติกรรมที่รุนแรงของมนุษย์นี้ดูเหมือนทั้งจงใจและไม่รู้สึกตัว  มนุษย์เปิดเผยทั้งใบหน้าที่น่าเกลียดของเขาและดวงจิตโสโครกที่น่าขยะแขยงของเขา ตลอดจนภาพลักษณ์ของขอทานที่น่าเวทนา หลังจากการอาละวาดไปกว้างไกล เขาปรับใช้รูปลักษณ์ที่น่าสมเพชและขอการอภัยจากฟ้าสวรรค์ คล้ายกับหมาจูที่น่าเวทนาอย่างที่สุด  มนุษย์มักกระทำการในหนทางที่ไม่คาดคิดอยู่เสมอ เขา “ขี่หลังเสือเพื่อทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว”[ข] อยู่เสมอ เขากำลังแสดงบทบาทหนึ่งอยู่เสมอ เขาไม่คำนึงถึงพระทัยของพระเจ้าแม้แต่น้อย อีกทั้งเขาไม่ทำการเปรียบเทียบใดๆ กับสถานภาพของเขาเอง  เขาแค่ต่อต้านพระเจ้าอย่างนิ่งเงียบ ราวกับว่าพระเจ้าได้ทำผิดต่อเขา และไม่ควรปฏิบัติกับเขาเช่นนั้น และราวกับว่าฟ้าสวรรค์นั้นไม่มีตาและจงใจทำให้สิ่งต่างๆ ลำบากยากเย็นสำหรับเขา  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงดำเนินการวางแผนร้ายที่ชั่วช้าจนเสร็จสิ้นอย่างลับๆ เรื่อยมา และเขาไม่ผ่อนคลายข้อเรียกร้องของเขาต่อพระเจ้าแม้แต่น้อย เฝ้าดูด้วยสายตาของนักล่า ถลึงตามองทุกการเคลื่อนไหวของพระเจ้าอย่างเกรี้ยวกราด ไม่เคยคิดว่าเขาคือศัตรูของพระเจ้า และหวังว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อพระเจ้าทำให้หมอกแยกออก และทำให้สิ่งต่างๆ ชัดเจน และช่วยเขาให้รอดจาก “ปากเสือ” และทำการแก้แค้นแทนเขา  แม้กระทั่งวันนี้ ผู้คนยังคงไม่คิดว่าพวกเขากำลังเล่นบทของการต่อต้านพระเจ้าที่ได้มีคนเล่นมามากมายยิ่งนักตลอดยุคทั้งหลาย พวกเขาจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่า ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้น พวกเขาได้หลงเจิ่นไปตั้งนานแล้ว ว่าทั้งหมดที่พวกเขาเข้าใจนั้นได้ถูกทะเลกวาดกลืนไปตั้งนานแล้ว

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (9)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

24. สำหรับการที่มวลมนุษย์ได้ก้าวหน้ามาไกลขนาดนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน  พระราชกิจของพระเจ้าและการเข้าสู่ของมนุษย์คืบหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กัน และด้วยเหตุนี้ พระราชกิจของพระเจ้าจึงเป็นเหตุการณ์น่าทึ่งที่ไร้คู่เปรียบด้วยเช่นกัน  การเข้าสู่ของมนุษย์จนถึงบัดนี้เป็นการอัศจรรย์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยจินตนาการมาก่อน  พระราชกิจของพระเจ้าได้มาถึงจุดสุดยอดของมันแล้ว—และในลำดับต่อมา “การเข้าสู่”[34] ของมนุษย์ก็ได้มาถึงจุดสูงสุดของมันด้วยเช่นกัน  พระเจ้าได้ทรงลดพระองค์เองลงมามากเท่าที่พระองค์จะทรงสามารถทำได้ และพระองค์ไม่เคยทรงทักท้วงมวลมนุษย์หรือจักรวาลและทุกสรรพสิ่ง  ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ยืนบนพระเศียรของพระเจ้า และการกดขี่พระเจ้าของมนุษย์ได้มาถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว ทั้งหมดได้มาถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว และถึงเวลาที่วันแห่งความชอบธรรมจะปรากฏแล้ว  เหตุใดจึงปล่อยให้ความมัวหม่นปกคลุมแผ่นดิน และความมืดมนห่อหุ้มกลุ่มชนทั้งปวงต่อไป?  พระเจ้าได้ทรงเฝ้ามองมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว—แม้กระทั่งเป็นเวลาหลายหมื่นปี—และความยอมผ่อนปรนของพระองค์ได้มาถึงขีดจำกัดของมันนานแล้ว  พระองค์กำลังทรงเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของมวลมนุษย์อยู่ พระองค์กำลังทรงเฝ้าสังเกตว่าความไม่ชอบธรรมของมนุษย์จะก่อความวุ่นวายไปอีกนานเพียงใด แต่ทว่ามนุษย์ผู้ซึ่งด้านชายิ่งขึ้นทุกทีมานานแล้วก็ยังไม่รู้สึกสิ่งใด  และผู้ใดเคยได้สังเกตกิจการทั้งหลายของพระเจ้าบ้าง?  ผู้ใดเคยได้เงยหน้าเงยตาและมองไปไกลๆ บ้าง?  ผู้ใดเคยได้ฟังอย่างรอบคอบระมัดระวังบ้าง?  ผู้ใดเคยได้อยู่ในพระหัตถ์ขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บ้าง?  ผู้คนทั้งหมดล้วนถูกความเกรงกลัวที่เป็นจินตนาการทำให้ยุ่งยาก[35]  กองฟางและหญ้าแห้งมีประโยชน์อันใด?  สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำคือทรมานพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ให้สิ้นพระชนม์  ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเพียงกองฟางและหญ้าแห้ง แต่ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำได้ “ดีเหนือทุกสิ่ง”[36] คือการทรมานพระเจ้าให้สิ้นพระชนม์ แล้วต่อมาก็ร้องว่า “มันทำให้หัวใจของผู้คนปลาบปลื้ม”  พวกพลทหารกุ้งกับนายพลปู!  ช่างน่าประหลาดนัก ท่ามกลางกระแสของผู้คนที่ไม่หยุดนิ่ง พวกเขามุ่งเน้นความสนใจของพวกเขามาที่พระเจ้า ห้อมล้อมพระองค์ด้วยการปิดล้อมที่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้  การเผาไหม้ที่ร้อนแรงของพวกเขาร้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ[37] พวกเขาเป็นโขยงๆ ได้ล้อมพระเจ้าไว้เพื่อให้พระองค์ไม่ทรงสามารถเคลื่อนไหวได้สักนิ้ว  พวกเขาถืออาวุธทุกรูปแบบไว้ในมือของพวกเขา และเฝ้ามองพระเจ้าราวกับกำลังมองไปที่ศัตรู สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธ พวกเขาคันไม้คันมือที่จะ “ฉีกแขนฉีกขาพระเจ้า”  น่างุนงงสงสัยอะไรเช่นนี้!  เหตุใดมนุษย์กับพระเจ้าจึงกลายเป็นศัตรูที่ไม่อาจลงรอยกันได้?  อาจเป็นได้หรือไม่ว่ามีความเคืองแค้นระหว่างพระเจ้าผู้ทรงดีงามที่สุด กับมนุษย์?  อาจเป็นได้หรือไม่ว่าการกระทำของพระเจ้าไม่มีประโยชน์ต่อมนุษย์?  การกระทำเหล่านั้นทำอันตรายมนุษย์หรือ?  มนุษย์จับตามองพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง เกรงกลัวอย่างลึกซึ้งว่าพระองค์จะฝ่าพ้นการปิดล้อมของมนุษย์ ทรงหวนคืนสู่สวรรค์ชั้นที่สาม และโยนมนุษย์เข้าคุกมืดใต้ดินอีกครั้งหนึ่ง  มนุษย์นั้นระแวงพระเจ้า เขาอยู่กับความใจหายใจคว่ำ และดิ้นไปทั่วพื้นดินอยู่ห่างๆ โดยถือ “ปืนกล” ที่เล็งไปที่พระเจ้าท่ามกลางมนุษย์  มันเป็นราวกับว่าเพียงพระเจ้าทรงขยับแม้แต่นิดเดียว มนุษย์ก็จะกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ออกไป—ทั้งพระกายของพระองค์และทั้งหมดที่พระองค์ทรงสวมใส่—โดยไม่ทิ้งสิ่งใดไว้เบื้องหลัง  สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นั้นเกินจะฟื้นฟูแก้ไข  พระเจ้าเป็นผู้ที่มนุษย์ไม่สามารถจับใจความได้ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็จงใจปิดตาของเขาและเที่ยวเล่น โดยไม่เต็มใจที่จะมองเห็นการดำรงอยู่ของเราโดยสิ้นเชิง และไม่ยอมให้อภัยการพิพากษาของเรา  ด้วยเหตุนี้ เมื่อมนุษย์ไม่คาดหวังมัน เราก็ลอยจากไปอย่างเงียบๆ และเราจะไม่เปรียบเทียบว่าผู้ใดสูงและผู้ใดต่ำกับมนุษย์อีกต่อไป  มวลมนุษย์นั้นเป็น “สัตว์” ที่ต่ำที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด และเราไม่ปรารถนาที่จะใส่ใจเขาอีกต่อไป  เราได้เอาความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระคุณของเรากลับมายังที่ซึ่งเราพักอาศัยอย่างสันติสุข ในเมื่อมนุษย์นั้นไม่เชื่อฟังยิ่งนัก เขามีเหตุผลอันใดที่จะชื่นชมพระคุณอันล้ำค่าของเรามากไปกว่านี้อีก?  เราไม่เต็มใจที่จะให้พระคุณของเราอย่างสูญเปล่าแก่กองกำลังที่ไม่เป็นมิตรกับเรา  เราคงจะมอบผลไม้อันล้ำค่าของเราแก่ชาวไร่แห่งคานาอันผู้ซึ่งกระตือรือร้น และยินดีต้อนรับการกลับมาของเราอย่างจริงจังจริงใจ  เราปรารถนาเพียงให้ฟ้าสวรรค์คงอยู่ชั่วกัลปาวสาน และที่มากไปกว่านั้น ให้มนุษย์ไม่มีวันแก่ชรา ให้ฟ้าสวรรค์และมนุษย์ได้หยุดพักตลอดกาล และให้ “สนไพน์กับสนไซเปรส” ที่เขียวขจีตลอดปีร่วมทางกับพระเจ้าตลอดกาล และร่วมทางกับฟ้าสวรรค์ในการเข้าสู่ยุคแห่งอุดมคติด้วยกันตลอดกาล

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (10)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

25. ถึงแม้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะมั่งคั่งและอุดม การเข้าสู่ของมนุษย์ก็ขาดอยู่มากเหลือเกิน  จาก “การประกอบการ” ร่วมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้านั้น เกือบทั้งหมดในการประกอบการนั้นเป็นพระราชกิจของพระเจ้า สำหรับเรื่องการที่มนุษย์ได้ร่วมทุนมากเท่าใดนั้น เขาแทบจะไม่มีสิ่งใดให้แสดงเกี่ยวกับการประกอบการนั้นเลย  มนุษย์ผู้ซึ่งอัตคัดขัดสนและมืดบอดยิ่งนักถึงขั้นวัดกำลังของเขากับพระเจ้าแห่งวันนี้ด้วย “อาวุธโบราณ” ในมือของเขา  “วานรดึกดำบรรพ์” เหล่านี้แทบจะไม่สามารถเดินตัวตรงได้ และพวกเขาไม่มีความอับอายในร่างอัน “เปลือยเปล่า” ของพวกเขา  สิ่งใดทำให้พวกเขามีคุณสมบัติที่จะประเมินพระราชกิจของพระเจ้า?  ดวงตาของวานรสี่ขาเหล่านี้หลายตัวกลายเป็นเต็มไปด้วยความเดือดดาล และพวกเขาตั้งตนต่อสู้กับพระเจ้าด้วยอาวุธหินโบราณในมือของพวกเขา โดยพยายามที่จะริเริ่มงานแข่งขันของมนุษย์วานรในแบบที่โลกไม่เคยได้เห็นมาก่อน เพื่อจัดการแข่งขันแห่งยุคสุดท้ายระหว่างมนุษย์วานรกับพระเจ้าที่จะกลายเป็นโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน  ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์วานรโบราณที่ยืนตัวงอจำนวนมากเหล่านี้เปี่ยมด้วยความลำพองใจ  ผมที่ปกคลุมใบหน้าของพวกเขาสานพันเข้าด้วยกันเป็นก้อน เต็มไปด้วยเจตนาแห่งการฆาตกรรม และพวกเขายกขาหน้าของพวกเขาขึ้น  พวกเขายังไม่วิวัฒน์เป็นมนุษย์สมัยใหม่อย่างเต็มตัว ดังนั้น บางครั้งพวกเขายืนตัวตรง และบางครั้งพวกเขาก็คลาน เม็ดเหงื่อปกคลุมหน้าผากของพวกเขาเหมือนหยดน้ำค้างเรียงชิดกัน—ความใจจดใจจ่อของพวกเขาชัดแจ้งอยู่ในตัว  เมื่อมองดูมนุษย์วานรโบราณดั้งเดิม สหายของพวกเขา ที่ยืนสี่ขา ขาทั้งสี่ของมันใหญ่เทอะทะและเชื่องช้า แทบจะไร้ความสามารถที่จะปัดป้องการโจมตีและไม่มีแรงที่จะต่อสู้กลับ พวกเขาก็แทบจะไม่สามารถควบคุมตัวเองให้สงบลงได้  ภายในพริบตา—ก่อนที่จะมีเวลาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น—“วีรบุรุษ” ในสังเวียนก็คะมำลงกับพื้น ขาชี้ฟ้า  ขาเหล่านั้นที่วางท่าบนพื้นอย่างผิดปกติมาตลอดหลายปีเหล่านั้น ได้พลันถูกพลิกกลับหัวกลับหาง และมนุษย์วานรตนนี้ก็ไม่มีความอยากที่จะต้านทานอีกต่อไป  จากเวลานี้เป็นต้นไป มนุษย์วานรที่โบราณที่สุดในหมู่มนุษย์วานรนี้ก็ถูกลบไปจากพื้นผิวของแผ่นดินโลก—มัน “หนักหนาสาหัส” อย่างแท้จริง  มนุษย์วานรโบราณตนนี้ได้มาถึงบทอวสานฉับพลันเช่นนั้น  เหตุใดมันจึงต้องรีบรุดจากโลกอันน่าอัศจรรย์ของมนุษย์ไปเร็วเช่นนี้?  เหตุใดมันจึงไม่หารือถึงกลยุทธ์ขั้นตอนต่อไปกับเหล่าสหายของมัน?  น่าเวทนาอะไรเช่นนี้ที่มันบอกลาโลกไปโดยไม่ได้ทิ้งความลับแห่งการวัดกำลังของตนกับพระเจ้า!  มันช่างไร้ความคิดเพียงใดสำหรับมนุษย์วานรแก่เช่นนั้นที่ได้ตายไปอย่างไร้ร่องรอย จากไปโดยไม่ได้ส่งต่อ “วัฒนธรรมและศิลปะโบราณ” ให้แก่ลูกหลานของมัน  ไม่มีเวลาให้มันได้เรียกบรรดาผู้ใกล้ชิดกับมันที่สุดมาอยู่ข้างกายของมันเพื่อบอกพวกนั้นถึงความรักของมัน มันไม่ได้ทิ้งข้อความใดไว้บนแผ่นหิน มันไม่ได้หยั่งรู้สรวงสวรรค์ และไม่พูดสิ่งใดเกี่ยวกับความยากลำบากที่ไม่สามารถกล่าวเป็นคำพูดได้ของมัน  ขณะที่มันหายใจเฮือกสุดท้าย มันไม่ได้เรียกพงศ์พันธุ์ของมันมาอยู่ข้างร่างที่กำลังตายของมันเพื่อบอกพวกเขาว่า “จงอย่าปีนเข้าไปในสังเวียนเพื่อท้าทายพระเจ้า” ก่อนที่มันจะได้ปิดตาของมัน ขาที่แข็งทื่อทั้งสี่ตั้งขึ้นตลอดกาลเหมือนกิ่งก้านของต้นไม้ที่ชี้ขึ้นฟ้า  มันคงจะดูเหมือนมันได้ตายไปอย่างขมขื่น…ทันใดนั้น เสียงหัวเราะดังลั่นก็แผดขึ้นจากใต้สังเวียน หนึ่งในเหล่ามนุษย์วานรที่ยืนตัวงอนั้นควบคุมตัวมันเองไม่อยู่ มันโผนเข้าสู่สังเวียน เต็มไปด้วยความเดือดดาล พร้อมแผนที่คิดมาอย่างดีในจิตใจของมัน[38] พลางถือ “กระบองหิน” สำหรับล่าละมั่งหรือเหยื่อสัตว์ป่าอื่นๆ ที่ก้าวหน้ากว่ากระบองของมนุษย์วานรแก่ตนนั้น  มันเป็นราวกับว่ามันได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่น่าสรรเสริญ  มันจัดการยืนขึ้นตรงเป็นเวลา “สามนาที” ด้วยการใช้ “ความแข็งแกร่ง” ของกระบองหินของมัน  “ฤทธิ์เดช” ของ “ขา” ที่สามนี้ยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้!  มันพยุงมนุษย์วานรตัวใหญ่ งุ่มง่าม โง่เง่า ตัวงอตนนี้ให้ยืนเป็นเวลาสามนาที—ไม่น่าแปลกใจเลยที่มนุษย์วานรแก่ที่น่าเคารพยกย่อง[39]ตนนี้มีอำนาจครอบงำยิ่งนัก  พอจะมั่นใจได้ว่า  เครื่องมือหินโบราณนี้ “ดีสมกับชื่อเสียงของมัน” กล่าวคือ มีด้ามมีด ขอบคม และปลาย ข้อตำหนิอย่างเดียวคือการขาดความมันวาวของขอบคม—นั่นก็น่าเสียดายจริง  จงดูที่ “วีรบุรุษตัวเล็ก” แห่งสมัยโบราณนี้อีกครั้ง ซึ่งยืนอยู่ในสังเวียนโดยมองพวกที่อยู่ข้างล่างด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม ราวกับว่าพวกเขาคือเหล่าผู้น้อยที่ไร้พลังอำนาจ และมันคือวีรบุรุษผู้กล้าหาญ  ในหัวใจของมันนั้น มันรังเกียจพวกที่อยู่หน้าเวทีอย่างลับๆ  “ประเทศกำลังมีปัญหา และพวกเราแต่ละคนมีความรับผิดชอบ เหตุใดพวกเจ้าจึงหลบเลี่ยงไป?  อาจเป็นได้หรือไม่ว่าเจ้ามองเห็นประเทศเผชิญหน้ากับมหันตภัย แต่จะไม่มีส่วนร่วมในการสู้รบนองเลือด?  ประเทศจวนเจียนจะตกอยู่ในมหันตภัย—เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เป็นกลุ่มแรกที่แสดงความกังวลสนใจ และกลุ่มสุดท้ายที่ชื่นชมตัวเอง?  เจ้าสามารถยืนเฝ้ามองประเทศล้มเหลวและประชาชนในประเทศล่มจมสู่ความเสื่อมสลาย?  พวกเจ้าเต็มใจที่จะแบกรับความอับอายของการที่ชาติถูกยึดครองหรือ?  ช่างเป็นพวกที่ไร้ประโยชน์อะไรเช่นนี้!”  ขณะที่มันคิดดังนี้ การวิวาทก็เกิดขึ้นหน้าเวที และสายตาของมันก็กลายเป็นเดือดดาลยิ่งขึ้นไปอีก ราวกับว่ากำลังจะยิง[40]ลูกไฟออกไป  มันอยากเหลือเกินที่จะให้พระเจ้าทรงล้มเหลวก่อนการต่อสู้ หมดหวังที่จะทำให้พระเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อทำให้ผู้คนมีความสุข  มันแทบไม่รู้เลยว่า ถึงแม้เครื่องมือหินของมันอาจจะสมควรได้รับชื่อเสียง แต่มันไม่มีวันสามารถเป็นปรปักษ์กับพระเจ้าได้  ก่อนที่มันจะได้มีเวลาป้องกันตัวเอง ก่อนที่มันจะได้มีเวลานอนลงและลุกขึ้นยืนนั้น มันก็โซเซไปมา และดวงตาทั้งสองข้างมองไม่เห็นอะไร  มันล้มคว่ำลงบนร่างบรรพบุรุษแก่ของมัน และไม่ลุกขึ้นมาอีก กอดรัดมนุษย์วานรโบราณตนนั้นไว้แน่น มันไม่ส่งเสียงร้องออกมาอีกเลย และยอมรับความด้อยกว่าของมัน ไม่มีความปรารถนาใดๆ ที่จะต้านทานอีกต่อไป  มนุษย์วานรที่น่าสงสารสองตนนั้นตายอยู่หน้าสังเวียน  ช่างโชคร้ายเสียนี่กระไรที่บรรพบุรุษของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งได้รอดชีวิตมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ได้ตายไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับวันที่ดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรมได้ปรากฏ!  ช่างโง่เขลาเสียนี่กระไรที่พวกมันได้ปล่อยให้พระพรอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นผ่านพวกมันไป—ที่ในวันแห่งพระพรของพวกมันนั้น มนุษย์วานรทั้งหลายผู้ซึ่งได้รอคอยมาหลายพันปีได้นำเอาพระพรไปยังแดนคนตายเพื่อ “ชื่นชม” ร่วมกับราชาแห่งพวกมาร!  เหตุใดจึงไม่เก็บพระพรเหล่านี้ไว้ในโลกของคนเป็นเพื่อชื่นชมกับบุตรชายและบุตรหญิงของพวกมัน?  พวกมันกำลังเอาแต่หาความลำบากใส่ตัว!  ช่างน่าเสียดายเสียจริงที่เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของสถานภาพ ความมีชื่อเสียง และสิ่งไร้สาระ พวกมันทนทุกข์กับโชคร้ายของการถูกเข่นฆ่า แย่งชิงที่จะเป็นคนแรกที่เปิดประตูแห่งนรกและกลายเป็นบุตรของนรก  ราคาเช่นนั้นไม่จำเป็นเอาเสียเลย  ช่างน่าเสียดายที่บรรพบุรุษชราเช่นนั้นทั้งหลาย ผู้ซึ่ง “เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นชาติ” ยิ่งนัก สามารถ “เข้มงวดกับตนเองยิ่งนักแต่ยอมผ่อนปรนกับผู้อื่นยิ่งนัก” โดยขังตัวพวกเขาเองอยู่ในนรก และปิดกั้นบรรดาผู้น้อยที่ไร้พลังอำนาจเหล่านั้นไว้ด้านนอก  “ตัวแทนของผู้คน” เช่นนี้สามารถพบได้ที่ใด?  เพื่อประโยชน์แห่ง “การอยู่ดีมีสุขของลูกหลานของพวกเขา” และ “ชีวิตเปี่ยมสันติสุขของคนรุ่นต่อไปในอนาคต” พวกเขาไม่ยอมให้พระเจ้าทรงแทรกแซง และดังนั้นพวกเขาไม่ให้ความใส่ใจใดๆ ต่อชีวิตของพวกเขาเอง  พวกเขาทุ่มเทตนเองโดยไม่ยั้งคิดเพื่อ “ประโยชน์ของชาติ” เข้าสู่แดนคนตายโดยไม่ปริปาก  ความนิยมชาติเช่นนั้นสามารถพบได้ที่ใด?  ในการสู้รบกับพระเจ้านั้น พวกเขาไม่กลัวความตาย และไม่กลัวการเลือดตกยางออก นับประสาอะไรที่พวกเขาจะกังวลเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้  พวกเขาแค่เข้าสู่สนามรบ  ช่างน่าเสียดายที่สิ่งเดียวที่พวกเขาได้รับสำหรับ “จิตวิญญาณแห่งการเฝ้าเดี่ยว” ของพวกเขาก็คือความเสียใจชั่วนิรันดร์และการถูกเผาผลาญด้วยเปลวไฟแห่งนรกที่เผาไหม้อยู่ตลอดกาล

ช่างน่าสนใจนัก!  เหตุใดการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าจึงถูกผู้คนปฏิเสธและก่นด่าอยู่เสมอ?  เหตุใดผู้คนจึงไม่เคยมีความเข้าใจใดๆ เกี่ยวกับการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า?  อาจเป็นได้หรือไม่ว่าพระเจ้าได้เสด็จมาผิดเวลา?  อาจเป็นได้หรือไม่ว่าพระเจ้าได้เสด็จมาผิดที่?  อาจเป็นได้หรือไม่ว่าการนี้เกิดขึ้นเพราะพระเจ้าได้ทรงกระทำการเพียงลำพัง โดยไม่มี “การลงนามเห็นชอบ” ของมนุษย์? อาจเป็นได้หรือไม่ว่าพระเจ้าได้ตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เองโดยไม่มีการอนุญาตของมนุษย์?  ข้อเท็จจริงระบุว่าพระเจ้าได้ทรงแจ้งเตือนไว้ล่วงหน้า พระเจ้าไม่ได้ทรงทำผิดในการบังเกิดเป็นมนุษย์—พระองค์จำต้องทรงขอความยินยอมจากมนุษย์หรือ?  ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าได้ทรงเตือนความจำมนุษย์นานมาแล้ว บางทีผู้คนอาจลืมไปแล้ว พวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ เพราะมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามยิ่งนักมานานแล้วจนเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งใดเกี่ยวกับสิ่งที่ดำเนินไปภายใต้ฟ้าสวรรค์เลย ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกฝ่ายจิตวิญญาณ!  น่าอับอายอะไรเช่นนี้ที่บรรพบุรุษของมนุษย์ พวกมนุษย์วานรเหล่านั้น ได้ตายไปในสังเวียน แต่นี่ไม่น่าประหลาดใจเลย กล่าวคือ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกไม่เคยเข้ากันได้ และมนุษย์วานรที่ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาทำด้วยก้อนหินจะสามารถคิดฝันได้อย่างไรว่าพระเจ้าสามารถบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งได้? ช่างน่าเศร้าที่ “ชายแก่” เช่นชายคนนี้ ผู้ซึ่งอยู่ใน “วัยหกสิบปี” ได้ตายลงในวันที่พระเจ้าทรงปรากฏ มันไม่ใช่ความน่าพิศวงหรอกหรือที่มันได้จากโลกนี้ไปโดยไม่ได้รับพระพร ณ การมาถึงของพระพรอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น?

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (10)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

26. การจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าได้ส่งคลื่นกระแทกไปทั่วทุกศาสนาและทุกวงการ ได้ทำให้ระเบียบดั้งเดิมของแวดวงศาสนาทั้งหลาย “ถูกโยนเข้าสู่ความสับสนวุ่นวาย” และได้เขย่าหัวใจของคนเหล่านั้นทั้งหมดที่โหยหาการทรงปรากฏของพระเจ้า  ผู้ใดเล่าไม่ชื่นชมบูชา?  ผู้ใดไม่ถวิลหาที่จะเห็นพระเจ้า?  พระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์ด้วยพระองค์เองมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ยังไม่เคยได้ตระหนักถึงการนั้น  วันนี้ พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงปรากฏแล้ว และได้ทรงแสดงพระอัตลักษณ์ของพระองค์ออกไปให้หมู่ชนได้เห็น—การนี้จะไม่สามารถนำความปีติยินดีมาสู่หัวใจของมนุษย์ได้อย่างไร?  ครั้งหนึ่งพระเจ้าได้ทรงร่วมแบ่งปันความชื่นชมยินดีและความเศร้ากับมนุษย์ และวันนี้พระองค์ก็ได้ทรงอยู่ร่วมกันกับมวลมนุษย์อีกครั้งแล้ว และทรงแบ่งปันเรื่องเล่าแห่งกาลเวลาที่ผ่านไปกับเขา  หลังจากที่พระองค์ได้ทรงพระดำเนินออกจากยูเดีย ผู้คนก็ไม่สามารถหาร่องรอยของพระองค์พบ  พวกเขาโหยหาที่จะได้พบกับพระเจ้าอีกครั้ง โดยแทบไม่รู้เลยว่าวันนี้พวกเขาได้พบกับพระองค์อีกครั้งและได้อยู่ร่วมกันกับพระองค์อีกครั้งแล้ว  การนี้จะไม่สามารถกระตุ้นความคิดเกี่ยวกับวันวานได้อย่างไร?  วันนี้เมื่อสองพันปีที่แล้ว ซีโมนบุตรโยนาห์ พงศ์พันธุ์ของคนยิว ได้เห็นพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอด ได้รับประทานร่วมโต๊ะเดียวกับพระองค์ และหลังจากติดตามพระองค์มาเป็นเวลาหลายปีก็รู้สึกถึงการรักใคร่เอ็นดูที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อพระองค์  กล่าวคือ  เขารักพระองค์จากก้นบึ้งหัวใจของเขา เขารักองค์พระเยซูเจ้าอย่างล้ำลึก  คนยิวไม่รู้เลยว่าทารกผมทองผู้นี้ ซึ่งถือกำเนิดในรางหญ้าที่หนาวเหน็บ เป็นพระฉายาแรกแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าอย่างไร  พวกเขาทั้งหมดคิดว่าพระองค์ก็เป็นแบบเดียวกับพวกเขา ไม่มีผู้ใดคิดว่าพระองค์ทรงแตกต่างไปแต่อย่างใด—ผู้คนจะสามารถระลึกได้ถึงพระเยซูที่ธรรมดาและสามัญนี้ได้อย่างไร?  คนยิวคิดว่าพระองค์เป็นบุตรคนยิวคนหนึ่งในเวลานั้น  ไม่มีผู้ใดเฝ้ามองพระองค์ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงดีงาม และผู้คนไม่ทำสิ่งใดนอกจากทำการเรียกร้องจากพระองค์อย่างหูหนวกตาบอด โดยขอให้พระองค์ประทานความมั่งคั่งและพระคุณมากมาย และสันติสุข และความชื่นชมยินดีแก่พวกเขา  พวกเขารู้แต่เพียงว่า พระองค์ทรงมีทุกสิ่งทุกอย่างที่คนผู้หนึ่งจะสามารถปรารถนาได้เหมือนกับเศรษฐีผู้หนึ่ง  ถึงกระนั้นผู้คนก็ไม่เคยได้ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะคนผู้หนึ่งซึ่งเป็นที่รัก ผู้คนในเวลานั้นไม่ได้รักพระองค์ และมีแต่ประท้วงพระองค์เท่านั้น และทำการเรียกร้องที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลต่อพระองค์  พระองค์ไม่เคยทรงต้านทาน แต่ได้ประทานพระคุณแก่มนุษย์อยู่เนืองนิตย์ ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่รู้จักพระองค์  พระองค์ไม่ได้ทรงทำสิ่งใดนอกจากประทานความอบอุ่น ความรัก และความปรานีแก่มนุษย์อย่างเงียบๆ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงให้วิธีการปฏิบัติใหม่ๆ แก่มนุษย์ โดยทรงนำทางมนุษย์ออกจากพันธนาการของธรรมบัญญัติ  มนุษย์ไม่ได้รักพระองค์ เขาเพียงแต่อิจฉาพระองค์และระลึกได้ถึงความสามารถพิเศษของพระองค์เท่านั้น  มวลมนุษย์ที่ตาบอดจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงดีงามได้ทรงทนทุกข์กับความอัปยศอดสูที่ยิ่งใหญ่เพียงใดเมื่อพระองค์เสด็จมาอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์?  ไม่มีผู้ใดพิจารณาถึงทุกข์โศกของพระองค์ ไม่มีผู้ใดรู้ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อพระเจ้าพระบิดา และไม่มีผู้ใดสามารถรู้ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวของพระองค์ ถึงแม้ว่านางมารีย์จะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของพระองค์ แต่นางจะสามารถรู้ถึงพระดำริในพระทัยขององค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรานีได้อย่างไร?  ผู้ใดเล่าที่รู้ถึงความทุกข์อันไม่อาจบรรยายได้ที่บุตรมนุษย์ได้ทรงสู้ทน?  หลังจากได้ร้องขอจากพระองค์แล้ว ผู้คนในเวลานั้นได้วางพระองค์ไว้ในซอกหลืบแห่งความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาและทิ้งพระองค์ไว้ข้างนอกอย่างเย็นชา  พระองค์จึงทรงระหกระเหินไปตามท้องถนน วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ทรงเลื่อนลอยไปเป็นเวลาหลายปีจนกระทั่งพระองค์ได้ดำรงพระชนม์มาเป็นเวลาสามสิบสามปีที่ยากลำบาก เป็นหลายปีที่ทั้งยาวนานและสั้นกระชับ  เมื่อผู้คนจำเป็นต้องมีพระองค์ พวกเขาได้เชิญพระองค์เข้ามาในบ้านของพวกเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พยายามที่จะทำข้อเรียกร้องต่อพระองค์—และหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสร้างคุณูปการในส่วนของพระองค์ให้แก่พวกเขา พวกเขาก็ผลักไสพระองค์ออกนอกประตูทันที  ผู้คนได้กินสิ่งที่ถูกจัดเตรียมให้จากพระโอษฐ์ของพระองค์ พวกเขาดื่มโลหิตของพระองค์ และพวกเขาชื่นชมพระคุณที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเขา แต่กระนั้นพวกเขาก็ต่อต้านพระองค์ด้วย เพราะพวกเขาไม่เคยได้รู้ว่าผู้ใดได้มอบชีวิตของพวกเขาแก่พวกเขา  ในท้ายที่สุด พวกเขาได้ตรึงพระองค์กับกางเขน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังไม่ทรงส่งเสียงใดๆ  แม้กระทั่งวันนี้ พระองค์ก็ยังคงนิ่งเงียบ  ผู้คนกินเนื้อหนังของพระองค์ พวกเขาดื่มพระโลหิตของพระองค์ พวกเขากินอาหารที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเขา และพวกเขาเดินบนหนทางที่พระองค์ได้ทรงเปิดให้แก่พวกเขา ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงเจตนาที่จะปฏิเสธพระองค์ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าผู้ซึ่งได้ประทานชีวิตแก่พวกเขาเสมือนเป็นศัตรู และกลับปฏิบัติต่อพวกที่เป็นทาสเช่นเดียวกับพวกเขาเสมือนเป็นพระบิดาแห่งสวรรค์แทน  ในการนี้ พวกเขาไม่ได้จงใจต่อต้านพระองค์หรอกหรือ?  พระเยซูได้มาสิ้นพระชนม์บนกางเขนได้อย่างไร?  พวกเจ้ารู้หรือไม่?  พระองค์ไม่ได้ทรงถูกทรยศโดยยูดาส ผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุดและได้กินพระองค์ ดื่มพระองค์ และชื่นชมพระองค์หรอกหรือ?  ยูดาสไม่ได้ทรยศพระเยซูเพราะว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นอื่นใดมากไปกว่าอาจารย์ปกติผู้ไม่สำคัญคนหนึ่งหรอกหรือ?  หากผู้คนได้เห็นจริงๆ ว่าพระเยซูทรงเหนือธรรมดาและเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้มาจากสวรรค์ พวกเขาจะสามารถตรึงพระองค์ที่กางเขนทั้งเป็น เป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงจนกระทั่งพระองค์ไม่ทรงมีลมปราณเหลืออยู่ในร่างของพระองค์ได้อย่างไร?  ผู้ใดจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้?  ผู้คนไม่ทำสิ่งใดนอกจากชื่นชมพระเจ้าด้วยความโลภที่ไม่รู้จักพอ แต่พวกเขาไม่เคยได้รู้จักพระองค์  พวกเขาได้รับมอบหนึ่งนิ้วและได้เอาไปหนึ่งไมล์ และพวกเขาได้ทำให้ “พระเยซู” เชื่อฟังคำบัญชาของพวกเขา เชื่อฟังคำสั่งของพวกเขาโดยสิ้นเชิง  ผู้ใดเล่าเคยแสดงสิ่งใดที่เป็นหนทางแห่งความปรานีต่อบุตรมนุษย์ผู้นี้ ผู้ซึ่งไม่มีที่ใดให้วางพระเศียรของพระองค์?  ผู้ใดเล่าเคยคิดถึงการร่วมแรงกำลังกับพระองค์เพื่อทำให้พระบัญชาของพระเจ้าพระบิดาสำเร็จลุล่วง?  ผู้ใดเล่าเคยนึกถึงพระองค์?  ผู้ใดเล่าเคยพิจารณาถึงความลำบากยากเย็นของพระองค์?  มนุษย์บิดกระชากพระองค์ไปมาโดยไม่มีความรักแม้แต่น้อย มนุษย์ไม่รู้ว่าความสว่างและชีวิตของเขามาจากที่ใดและไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากวางแผนอย่างลับๆ ว่าจะตรึงกางเขน “พระเยซู” แห่งสองพันปีที่แล้ว ผู้ซึ่งได้รับประสบการณ์กับความเจ็บปวดท่ามกลางมนุษย์ อีกครั้งอย่างไร  “พระเยซู” ทรงบันดาลความเกลียดชังเช่นนั้นจริงๆ หรือ?  ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำไปถูกลืมเลือนไปนานแล้วหรือ?  ความเกลียดชังที่บรรจบรวมกันมาเป็นเวลาหลายพันปีจะถูกปล่อยออกมาในที่สุด  เจ้าซึ่งเป็นจำพวกเดียวกับคนยิว!  “พระเยซู” เคยได้เป็นศัตรูกับพวกเจ้าเมื่อใดกัน จนพวกเจ้าควรจะเกลียดชังพระองค์มากถึงเพียงนี้?  พระองค์ได้ทรงทำมากมายยิ่งนัก และได้ตรัสมากมายยิ่งนัก—ไม่มีสิ่งใดในการนั้นที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าเลยหรือ?  พระองค์ได้ประทานชีวิตของพระองค์แก่พวกเจ้าโดยไม่ทรงถามหาสิ่งใดตอบแทน พระองค์ได้ประทานทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์แก่พวกเจ้าแล้ว—พวกเจ้ายังคงต้องการที่จะกินพระองค์ทั้งเป็นจริงๆ หรือ?  พระองค์ได้ทรงให้ทั้งหมดของพระองค์แก่พวกเจ้าโดยไม่ทรงลังเล โดยไม่เคยทรงชื่นชมความรุ่งโรจน์ทางโลก ความอบอุ่นท่ามกลางมนุษย์ ความรักท่ามกลางมนุษย์ หรือพระพรทั้งหมดท่ามกลางมนุษย์เลย  ผู้คนนั้นใจร้ายกับพระองค์ยิ่งนัก พระองค์ไม่เคยได้ทรงชื่นชมความมั่งคั่งทั้งหมดบนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงอุทิศความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระหทัยที่จริงใจและเต็มไปด้วยความรู้สึกของพระองค์ให้แก่มนุษย์ พระองค์ได้ทรงอุทิศความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์แก่มวลมนุษย์แล้ว—และผู้ใดเคยให้ความอบอุ่นแก่พระองค์บ้าง?  ผู้ใดเคยให้การชูใจแก่พระองค์บ้าง?  มนุษย์ได้สุมความกดดันทั้งหมดไว้บนพระองค์ เขาได้ส่งมอบโชคร้ายทั้งหมดให้แก่พระองค์ เขาได้ยัดเยียดประสบการณ์ที่อาภัพอับโชคที่สุดท่ามกลางมนุษย์ให้พระองค์ เขาติเตียนพระองค์สำหรับความอยุติธรรมทั้งหมด และพระองค์ได้ยอมรับมันไปโดยปริยาย  พระองค์เคยได้ทรงทักท้วงผู้ใดหรือไม่?  พระองค์เคยได้ทรงถามหาการชดเชยเล็กๆ น้อยๆ จากผู้ใดไหม?  ผู้ใดเคยได้แสดงความเห็นอกเห็นใจใดๆ ต่อพระองค์บ้าง?  ในฐานะมนุษย์ปกติ ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่ไม่เคยมีวัยเด็กที่ช่างเพ้อฝันบ้าง?  ผู้ใดบ้างไม่เคยมีวัยหนุ่มสาวอันเต็มไปด้วยสีสัน?  ผู้ใดบ้างไม่เคยมีความอบอุ่นจากผู้คนอันเป็นที่รัก?  ผู้ใดบ้างไม่มีความรักของญาติพี่น้องและมิตรสหาย?  ผู้ใดบ้างไม่มีความนับถือจากผู้อื่น?  ผู้ใดบ้างไม่มีครอบครัวที่อบอุ่น?   ผู้ใดบ้างไม่มีความชูใจจากเพื่อนสนิทของพวกเขา?  และพระองค์เคยได้ทรงชื่นชมสิ่งใดแบบนี้หรือไม่?  ผู้ใดเคยได้ให้ความอบอุ่นสักเล็กน้อยกับพระองค์บ้าง?  ผู้ใดเคยได้ให้เศษเสี้ยวของการชูใจแก่พระองค์บ้าง?  ผู้ใดเคยแสดงศีลธรรมจรรยาแบบมนุษย์สักเล็กน้อยกับพระองค์บ้าง?  ผู้ใดเคยยอมผ่อนปรนกับพระองค์บ้าง?  ผู้ใดเคยอยู่กับพระองค์ในช่วงระหว่างเวลาที่ลำบากยากเย็นบ้าง?  ผู้ใดเคยได้ผ่านชีวิตที่ยากลำบากกับพระองค์บ้าง?  มนุษย์ไม่เคยผ่อนคลายข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อพระองค์ เขาแค่ทำการเรียกร้องต่อพระองค์โดยไม่มีความกระดากใจใดๆ ราวกับว่าเมื่อได้เสด็จมายังโลกมนุษย์แล้ว พระองค์ก็จำต้องทรงเป็นวัวหรือม้าของมนุษย์ เป็นนักโทษของเขา และจำต้องประทานทั้งหมดของพระองค์แก่มนุษย์ หาไม่แล้ว มนุษย์จะไม่มีวันยกโทษให้พระองค์ จะไม่มีวันเบามือกับพระองค์ จะไม่มีวันเรียกพระองค์ว่าพระเจ้า และจะไม่มีวันเลื่อมใสและเคารพพระองค์  มนุษย์นั้นมีท่าทีที่รุนแรงเกินไปต่อพระเจ้า ราวกับว่าเขาเตรียมที่จะทรมานพระเจ้าจนสิ้นพระชนม์ มีเพียงหลังจากนั้นเท่านั้นที่เขาจะผ่อนคลายข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อพระเจ้า มิฉะนั้นมนุษย์จะไม่มีวันลดมาตรฐานแห่งข้อพึงประสงค์ของเขาที่มีต่อพระเจ้าลงเลย  มนุษย์เช่นนี้จะไม่ถูกพระเจ้าทรงดูหมิ่นได้อย่างไร?  นี่ไม่ใช่โศกนาฏกรรมแห่งวันนี้หรอกหรือ?  จิตสำนึกของมนุษย์อันตรธานไปหมดสิ้นแล้ว  เขาเอาแต่พูดว่าเขาจะตอบแทนความรักของพระเจ้า แต่เขากลับแยกส่วนพระเจ้าและทรมานพระองค์จนสิ้นพระชนม์  นี่ไม่ใช่ “สูตรลับ” ในความเชื่อพระเจ้าของเขา ที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษของเขาหรอกหรือ?  ไม่มีที่ใดที่จะไม่พบ “คนยิว” และวันนี้พวกเขายังคงทำงานเดียวกันนั้น พวกเขายังคงดำเนินงานเดียวกันนั้นในการต่อต้านพระเจ้าให้เสร็จสิ้น แต่กระนั้นก็ยังเชื่อว่าพวกเขากำลังเชิดชูพระเจ้าไว้สูง  สายตาของมนุษย์เองจะสามารถรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร?  มนุษย์ผู้ซึ่งใช้ชีวิตในเนื้อหนังจะสามารถปฏิบัติต่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ ผู้เสด็จมาจากพระวิญญาณ เสมือนเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?  ผู้ใดบ้างท่ามกลางมนุษย์ที่จะสามารถรู้จักพระองค์?  ความจริงอยู่ที่ใดท่ามกลางมนุษย์?  ความชอบธรรมที่แท้จริงอยู่ที่ใด?  ผู้ใดบ้างสามารถรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า?  ผู้ใดสามารถแข่งขันกับพระเจ้าในสวรรค์ได้?  ไม่ต้องประหลาดใจเลยว่า เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาท่ามกลางมนุษย์ ไม่มีผู้ใดรู้จักพระเจ้าเลย และพระองค์ได้ทรงถูกปฏิเสธ  มนุษย์สามารถทนยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าได้อย่างไร?  เขาจะสามารถยอมให้ความสว่างขับความมืดของโลกนี้ออกไปได้อย่างไร?  ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การเฝ้าเดี่ยวอันมีเกียรติของมนุษย์หรอกหรือ?  นี่ไม่ใช่การเข้าสู่ที่เที่ยงตรงของมนุษย์หรอกหรือ?  และพระราชกิจของพระเจ้าไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่การเข้าสู่ของมนุษย์หรอกหรือ?  เราปรารถนาให้พวกเจ้าผนวกพระราชกิจของพระเจ้าเข้ากับการเข้าสู่ของมนุษย์ และสถาปนาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่ที่มนุษย์ควรที่จะปฏิบัติให้ดีสุดความสามารถของพวกเจ้า  ในหนทางนี้ พระราชกิจของพระเจ้าจะมาถึงบทอวสานหลังจากนั้น ซึ่งสรุปปิดตัวด้วยการถวายพระเกียรติแด่พระองค์!

ตัดตอนมาจาก “งานและการเข้าสู่ (10)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

1. คำว่า “ยึดติดอย่างดื้อแพ่ง” นำมาใช้อย่างเย้ยหยัน  วลีนี้บ่งชี้ว่าผู้คนดื้อรั้นและดื้อดึง และยึดติดกับสิ่งที่ล้าหลังและไม่เต็มใจที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นไป

2. “แยกห่างจากท่าทีปกติของพวกเขา” อ้างอิงถึงวิธีที่มโนคติที่หลงผิดและทรรศนะที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้าเปลี่ยนแปลงไป ทันทีที่พวกเขาได้มารู้จักพระเจ้าแล้ว

3. “หยุดพักสบายๆ” หมายความว่าผู้คนไม่รู้สึกรู้สากับพระราชกิจของพระเจ้าและไม่ถือว่าพระราชกิจนั้นสำคัญ

4. “กำกวม” บ่งบอกว่า ผู้คนไม่มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกที่ชัดเจนในพระราชกิจของพระเจ้า

5. “มิอาจย่อยสลายในทางชีวภาพ” ในที่นี้มีเจตนาให้เป็นถ้อยคำล้อเลียน โดยหมายความว่าผู้คนเข้มงวดในความรู้ วัฒนธรรม และทัศนะทางจิตวิญญาณของพวกเขา

6. “เตร่ไปโดยอิสระ อยู่นอกเงื้อมมือของกฎหมาย” บ่งบอกว่ามารนั้นคลุ้มคลั่งและวิ่งพล่าน

7. “ความโกลาหลสิ้นเชิง” อ้างอิงถึงวิธีที่พฤติกรรมรุนแรงของมารนั้นมิอาจที่จะทนเห็นได้

8. “บอบช้ำและสะบักสะบอม” อ้างอิงถึงใบหน้าอันน่าเกลียดของกษัตริย์ของพวกมาร

9. “เดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างในการโยนลูกเต๋าครั้งเดียว” หมายความถึงการวางเงินทั้งหมดของใครคนหนึ่งในการเดิมพันครั้งเดียวด้วยความหวังว่าจะชนะในท้ายที่สุด  นี่คือคำอุปมาสำหรับกลอุบายอันมุ่งร้ายและสามานย์ของมาร  สำนวนนี้ใช้กันในทางเย้ยหยัน

10. “กลืน” หมายถึงพฤติกรรมชั่วช้าของกษัตริย์ของพวกมาร ซึ่งช่วงชิงผู้คนทั้งตัว

11. “บรรดาผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรม” เป็นประเภทเดียวกับ “กลุ่มอันธพาล”

12. “ก่อปัญหาทุกประเภท” อ้างอิงถึงวิธีที่ผู้คนที่เหมือนปีศาจทำตัวเกเร โดยขัดขวางและต่อต้านพระราชกิจของพระเจ้า

13. “พวกวาฬมีฟัน” ใช้กันในทางเย้ยหยัน  มันคือคำอุปมาสำหรับการที่แมลงวันนั้นมีขนาดเล็กมากเหลือเกินกระทั่งสุกรและสุนัขก็ปรากฏว่าใหญ่เท่ากับวาฬสำหรับพวกมัน

14. “หัวโจกของความชั่วทั้งหมด” หมายถึง มารแก่  วลีนี้แสดงออกถึงความไม่ชอบสุดขีด

15. “ทำการกล่าวหาที่ไม่มีมูล” อ้างอิงถึงวิธีการที่มารใช้เพื่อทำอันตรายผู้คน

16. “พิทักษ์อย่างแน่นหนา” บ่งบอกว่าวิธีการที่มารใช้ก่อความทุกข์ร้อนให้ผู้คนนั้นชั่วช้าเป็นพิเศษ และควบคุมผู้คนมากเสียจนพวกเขาไม่มีที่ให้ขยับ

17. “ที่ห่างไกล” ใช้อย่างเย้ยหยัน

18. “การนำที่อ่อนโยนและมีระเบียบ” ใช้อย่างเย้ยหยัน

19. “โปรดปราน” ใช้เพื่อเย้ยหยันผู้คนที่ดูเหมือนท่อนไม้แล้วยังไม่รู้ตัว

20. “ทนทุกข์กับเคราะห์ร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า” บ่งบอกว่า ผู้คนเกิดในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง และพวกเขาไร้ความสามารถที่จะเชิดหน้าชูตาได้

21. “สละทั้งชีวิตของเจ้า” มีความหมายในทางสบประมาท

22. “การย่ำยีทั้งหลาย” ใช้เพื่อเปิดโปงการไม่เชื่อฟังของมวลมนุษย์

23. “ได้พบกับคิ้วที่ดุดันและการเยาะเย้ยท้าทายที่เยือกเย็นจากนิ้วชี้ที่ส่ายไปมานับพัน  ก้มศีรษะ ปรนนิบัติผู้คนเหมือนกับวัวตัวผู้ที่เต็มใจ” เดิมทีเป็นประโยคเดี่ยว แต่ในที่นี้ถูกแยกออกเป็นสองประโยคเพื่อทำให้สิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น  ประโยคแรกอ้างอิงถึงการกระทำของมนุษย์ ในขณะที่ประโยคที่สองบ่งบอกถึงความทุกข์ที่พระเจ้าได้ทรงก้าวผ่าน และว่าพระเจ้านั้นถ่อมพระทัยและทรงซ่อนเร้น

24. “อคติ” อ้างถึงพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังของผู้คน

25. “ใช้พลังอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด”  อ้างถึงพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังของผู้คน  พวกเขาชูตัวเองขึ้นสูง ใส่โซ่ตรวนผู้อื่น ทำให้คนเหล่านั้นติดตามพวกเขาและทนทุกข์เพื่อพวกเขา  พวกเขาคือกองกำลังที่ไม่เป็นมิตรกับพระเจ้า

26. “หุ่นเชิด” ใช้เพื่อเยาะเย้ยถากถางพวกที่ไม่รู้จักพระเจ้า

27. “ขว้างก้อนหิมะ” ใช้เพื่อเน้นให้เห็นพฤติกรรมที่ต่ำช้าของผู้คน

28. “ไม่สามารถบอกความต่างของชอล์กจากชีสได้” บ่งบอกถึงตอนที่ผู้คนบิดเบือนน้ำพระทัยของพระเจ้าให้เป็นบางสิ่งบางอย่างเยี่ยงซาตาน โดยอ้างอิงอย่างกว้างๆ ถึงพฤติกรรมที่ผู้คนใช้ปฏิเสธพระเจ้า

29. “เอาสีดำไปสับสนกับสีขาว” อ้างอิงถึงการทำให้ความจริงกับภาพลวงตา และความชอบธรรมกับความชั่วผสมปนเปกัน

30. “โจรผู้ร้าย” ใช้เพื่อบ่งบอกว่าผู้คนนั้นไร้สำนึกรับรู้และขาดพร่องความรู้ความเข้าใจเชิงลึก

31. “กากเดนและของเหลือ” ใช้เพื่อบ่งบอกพฤติกรรมที่มนุษย์ใช้กดขี่พระเจ้า

32. “เดือดดาล” อ้างอิงถึงใบหน้าที่น่าเกลียดของมนุษย์ที่โมโหและฉุนเฉียว

33. “โดยไม่มีความกระดากใจ” อ้างอิงถึงเมื่อผู้คนบุ่มบ่าม และไม่มีความเคารพพระเจ้าแม้แต่น้อย

34. “‘การเข้าสู่’ ของมนุษย์” ในที่นี้บ่งบอกถึงพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังของมนุษย์  แทนที่จะเป็นการอ้างถึงการเข้าสู่ชีวิตของผู้คน—ซึ่งเป็นเชิงบวก—คำนี้อ้างถึงพฤติกรรมและการกระทำเชิงลบของพวกเขา คำนี้โดยทั่วไปแล้วอ้างถึงความประพฤติทั้งหมดของมนุษย์ที่เป็นการต่อต้านพระเจ้า

35. “ถูกความเกรงกลัวที่เป็นจินตนาการทำให้ยุ่งยาก” ใช้เพื่อเย้ยหยันชีวิตที่หลงผิดแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ของมนุษย์  มันอ้างถึงสภาพที่น่าเกลียดของชีวิตมวลมนุษย์ ซึ่งผู้คนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับพวกปีศาจ

36. “ดีเหนือทุกสิ่ง” พูดอย่างเย้ยหยัน

37. “การเผาไหม้ที่ร้อนแรงซึ่งร้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” พูดอย่างเย้ยหยัน และอ้างถึงสภาพที่น่าเกลียดของมนุษย์

38. “แผนที่คิดมาอย่างดีในจิตใจของมัน” พูดอย่างเย้ยหยัน และนี่อ้างถึงการที่ผู้คนไม่รู้จักตัวเองและไม่รู้เท่าทันเกี่ยวกับภูมิรู้ที่แท้จริงของตน  นี่เป็นคำกล่าวแบบสบประมาท

39. “ที่น่าเคารพยกย่อง”  เป็นคำพูดเชิงเย้ยหยัน

40. “ยิง” บ่งชี้ถึงสภาพที่น่าเกลียดของผู้คนที่พลุ่งพล่านด้วยความเดือดดาลเมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ต่อพระเจ้า  คำนี้บ่งชี้ถึงขอบข่ายของการต่อต้านพระเจ้าของพวกเขา

ก. สี่ตำราและห้าคัมภีร์เป็นตำราที่เชื่อถือได้ของลัทธิขงจื๊อในประเทศจีน

ข. คำนี้แปลตามต้นฉบับว่า “หู เจี่ย หู่ เวย” ซึ่งเป็นสำนวนจีน  สำนวนนี้อ้างถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่สุนัขจิ้งจอกทำให้สัตว์อื่นๆ ตกใจกลัวด้วยการเดินมาพร้อมกับเสือ ด้วยเหตุนี้จึงเป็น “การยืม” ความยำเกรงและกิตติศัพท์ที่เสือมี  นี่เป็นอุปลักษณ์ ใช้ในที่นี้เพื่ออ้างถึงผู้คนที่ “ยืม” กิตติศัพท์ของคนอื่นบางคนเพื่อกดขี่หรือทำให้ผู้อื่นขวัญผวา

ก่อนหน้า: เจ้าจงรักภักดีต่อใคร?

ถัดไป: ส่วนที่คัดสรรจากสามบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า”

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?

พระราชกิจของพระเจ้ากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ และแม้ว่าเป้าประสงค์ของพระราชกิจของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้