ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และโลกขึ้นใหม่แล้ว (บทตัดตอน 1)ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และโลกขึ้นใหม่แล้ว (บทตัดตอน 1) พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | "ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะแห่งพระเจ้า" (บทตัดตอน 2)พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | "ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ได้ด้วยพระวจนะแห่งพระเจ้า" (บทตัดตอน 2) พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | "การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่" (บทตัดตอน 1)พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | "การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่" (บทตัดตอน 1) พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน |“พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่ทรงสามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้”(บทตัดตอน 3)พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน |“พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่ทรงสามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้”(บทตัดตอน 3) พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” (บทตัดตอน 2)พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” (บทตัดตอน 2) พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การพยากรณ์ว่าข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรจะเผยแพร่ไปทั่วทั้งจักรวาล (บทตัดตอน 2)พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การพยากรณ์ว่าข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรจะเผยแพร่ไปทั่วทั้งจักรวาล (บทตัดตอน 2) พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | "พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่ทรงสามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้"(บทตัดตอน 1)พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | "พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่ทรงสามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้"(บทตัดตอน 1) พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3 (บทตัดตอน 1)พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3 (บทตัดตอน 1)

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3 (บทตัดตอน 1)

การอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์   948  

พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3 (บทตัดตอน 1)

ก่อนที่มนุษยชาตินี้จะเกิดขึ้น ห้วงจักรวาล—ดาวเคราะห์ทั้งมวลและหมู่ดาวทั้งหมดในสวรรค์—ได้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว ในระดับมหัพภาค เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้มีการโคจรตลอดมาอย่างเป็นปกติภายใต้การควบคุมของพระเจ้าสำหรับการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้นของพวกมัน ไม่ว่าจะผ่านไปหลายปีดีดักอย่างไร ดาวเคราะห์ใดไปถึงจุดใด ณ เวลาเฉพาะใด ดาวเคราะห์ใดทำหน้าที่ใดและเมื่อใด ดาวเคราะห์ใดหมุนรอบตัวเองไปกับวงโคจรใด และมันจะหายลับไป หรือถูกแทนที่เมื่อใด—สิ่งทั้งมวลเหล่านี้ดำเนินหน้าไปโดยปราศจากความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตำแหน่งของดาวเคราะห์และระยะห่างระหว่างพวกมันทั้งหมดเป็นไปตามแบบแผนต่าง ๆ อันรัดกุม ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถพรรณนาได้โดยข้อมูลอันเที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่พวกมันเดินทางร่วมไป ความเร็วและแบบแผนของวงโคจรของพวกมัน เวลาที่พวกมันไปอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ อันหลากหลาย—ทั้งหมดเหล่านี้สามารถบอกปริมาณได้อย่างเที่ยงตรงและพรรณนาได้โดยกฎพิเศษต่าง ๆ หลายชั่วกัปชั่วกัลป์ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายได้ดำเนินไปตามกฎเหล่านี้โดยปราศจากการเบี่ยงเบนแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีอำนาจใดสามารถเปลี่ยนหรือขัดขวางวงโคจรของพวกมันหรือแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ เนื่องเพราะกฎพิเศษต่าง ๆ ที่ปกครองการเคลื่อนไหวของพวกมัน และข้อมูลอันเที่ยงตรงที่พรรณนาเกี่ยวกับพวกมันนั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง พวกมันดำเนินไปตามกฎเหล่านี้ด้วยตัวเองภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระผู้สร้าง ในระดับระดับมหัพภาค ไม่ยากที่มนุษย์จะค้นพบแบบแผนบางอย่าง ข้อมูลบางอย่าง และกฎหรือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้ แม้มนุษยชาติไม่ยอมรับแต่โดยดีว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระผู้สร้างได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้ระลึกถึงการดำรงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ไม่ว่าจะอย่างไร เหล่ามนุษย์นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ทั้งหลายก็กำลังค้นพบกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล และหลักการกับแบบแผนที่บงการการเคลื่อนที่ของพวกมันทั้งหมดนั้นถูกปกครองและควบคุมโดยพลังงานมืดอันมหาศาลที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้ทำให้มนุษย์จำต้องยอมเผชิญหน้าและยอมรับรู้ว่า มีหนึ่งเดียวผู้ทรงฤทธิ์ในท่ามกลางแบบแผนการเคลื่อนที่เหล่านี้ที่กำลังทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่าง ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือปกติ และแม้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ได้ พระองค์ก็ยังทรงปกครองและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในทุกชั่วขณะอยู่ดี ไม่มีมนุษย์คนใดหรือพละกำลังใดเลยที่สามารถล่วงล้ำอธิปไตยของพระองค์ได้ ครั้นได้เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้แล้ว มนุษย์จำต้องระลึกว่า กฎต่าง ๆ ที่กำลังปกครองการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่สามารถถูกควบคุมได้โดยมนุษย์ ไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยใครก็ตาม เขาต้องยอมรับแต่โดยดีอีกด้วยว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และกฎเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกบงการโดยอธิปไตยหนึ่ง เหล่านี้คือการแสดงออกทั้งหมดของสิทธิอำนาจแห่งพระเจ้าที่มนุษยชนสามารถรับรู้ได้ในระดับมหัพภาค

ในระดับจุลภาคนั้น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล และแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดที่มนุษย์อาจมองเห็นบนแผ่นดินโลก ทุกฤดูกาลที่เขาได้ผ่านประสบการณ์มา ทุกสรรพสิ่งที่อาศัยอยู่ในโลก รวมถึงพืชพรรณ สัตว์ จุลชีพ และมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้านั้น ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นหรือหายไปโดยสอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ กฎต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นมาควบคุมการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้เจริญเติบโตและเพิ่มทวีคูณไปด้วยกันกับกฎเหล่านี้ ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดเลยที่อยู่เหนือกฎเหล่านี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ? คำตอบเดียวก็คือ เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า เพราะการกระทำของพระเจ้าพระองค์เองด้วยตัวพระองค์เอง นี่หมายความว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระกมลของพระเจ้านี่เองที่ให้กำเนิดกฎเหล่านี้ทีขยับเปลี่ยนและเปลี่ยนไปตามพระดำริแห่งพระองค์ และการขยับเปลี่ยนและการเปลี่ยนไปเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นหรือเลือนหายไปก็เพื่อประโยชน์ของแผนการของพระองค์ ยกตัวเองเช่น การเกิดโรคระบาด พวกมันเริ่มโดยปราศจากการเตือน ไม่มีใครเลยที่รู้จุดกำเนิดของพวกมันและเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดพวกมันจึงเกิดขึ้น และเมื่อใดก็ตามที่โรคระบาดหนึ่งลามไปถึงบางสถานที่ พวกที่ถูกชี้ชะตากรรมไว้จะไม่สามารถหลีกหนีจากหายนะได้ วิทยาศาสตร์ของมนุษย์เข้าใจว่าโรคระบาดทั้งหลายเกิดจากการแพร่ระบาดของจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายหรือร้ายแรง และความเร็ว ขอบเขต และวิธีแพร่เชื้อของพวกมันนั้นไม่สามารถคาดทำนายหรือควบคุมได้โดยวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ แม้ผู้คนต่อต้านโรคระบาดทั้งหลายในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้คนใดหรือสัตว์ใดที่จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อโรคระบาดก่อเริ่มขึ้น สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้ก็คือ พยายามป้องกันพวกมัน ต้านทานพวกมัน และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพวกมัน แต่ไม่มีใครรู้เหตุรากเหง้าที่อธิบายการเกิดขึ้นและการสิ้นสุดของโรคระบาดแต่ละโรคใด ๆ เลย และไม่มีใครสามารถควบคุมพวกมันได้ ครั้นได้เผชิญกับการเกิดขึ้นและการแพร่ระบาดของโรคระบาดหนึ่งแล้ว มาตรการแรกที่มนุษย์ใช้ก็คือ การพัฒนาวัคซีนหนึ่งขึ้นมา แต่บ่อยครั้งที่โรคระบาดวายลงไปเองก่อนที่วัคซีนจะพร้อมใช้ เหตุใดเล่าโรคระบาดเหล่านั้นจึงวายตัวลง ? บ้างก็พูดว่าพวกเชื้อโรคถูกควบคุมไว้ได้แล้ว ในขณะที่คนอื่น ๆ พากันพูดว่า พวกมันวายลงไปก็เพราะการเปลี่ยนไปของฤดูกาลต่าง ๆ ... ในส่วนของการที่ว่าการคาดเดาไปส่งเดชนี้ฟังขึ้นหรือไม่นั้น วิทยาศาสตร์กลับไม่สามารถให้คำอธิบายและไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ มนุษยชาติต้องไม่เพียงให้ความสำคัญกับการคาดเดาเหล่านี้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการขาดความเข้าใจและความหวาดกลัวของมนุษยชนที่มีต่อโรคระบาดต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ไม่มีใครรู้เลยว่า เหตุใดโรคระบาดต่าง ๆ จึงเริ่มขึ้น หรือว่าเหตุใดพวกมันจึงจบลง ด้วยเหตุที่มนุษยชาติมีความเชื่ออยู่แค่ในวิทยาศาสตร์ วางใจในวิทยาศาสตร์ทั้งหมดทั้งสิ้น และไม่ได้ระลึกได้ถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง หรือยอมรับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจึงจะไม่มีวันลุถึงคำตอบเลย

ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่และพินาศไปก็เพราะสิทธิอำนาจแห่งพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์ บางสิ่งมาและไปอย่างเงียบเชียบ และมนุษย์ไม่สามารถบอกได้ว่าพวกมันมาจากไหนหรือจับความเข้าใจในแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ นับประสาอะไรที่จะเข้าใจเหตุผลต่าง ๆ ว่าทำไมพวกมันจึงมาและไป แม้ว่ามนุษย์สามารถมองเห็นทั้งหมดที่ผ่านมาท่ามกลางทุกสรรพสิ่งด้วยตาของเขาเอง และได้ยินมันด้วยหูของเขา และสามารถได้รับประสบการณ์กับมันด้วยกายของเขาเอง แม้ว่ามันทั้งหมดจะมีอิทธิพลต่อมนุษย์ และแม้ว่ามนุษย์จับความเข้าใจในความไม่ปกติสัมพัทธ์ ความเป็นปกติ หรือแม้แต่ความแปลกประหลาดของปรากฏการณ์อันหลากหลายไปโดยจิตใต้สำนึก เขาก็ยังคงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นน้ำพระทัยและพระกมลของพระผู้สร้าง มีเรื่องเล่ามากมายเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้ หลายความจริงที่ถูกซ่อนไว้ เนื่องเพราะมนุษย์ได้พเนจรห่างไกลไปจากพระผู้สร้าง และเนื่องเพราะเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง เขาจะไม่มีวันรู้และจับใจความทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างเลย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้าเกินล้ำไปกว่าขอบเขตแห่งการจินตนาการของมนุษย์ ขอบเขตของความรู้ของมนุษย์ ขอบเขตของความเข้าใจของมนุษย์ และขอบเขตของสิ่งที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์สามารถสัมฤทธิ์ผล นั่นก็คือเหนือล้ำกว่าขอบเขตความรู้ของมนุษยชาติที่ทรงสร้าง บางคนกล่าวว่า "เพราะเจ้าไม่เคยได้เป็นพยานในอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าจะสามารถเชื่อได้อย่างไรว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจแห่งพระองค์ ?" การมองเห็นไม่ใช่การเชื่อเสมอไป ทั้งยังไม่ใช่การระลึกได้และความเข้าใจเสมอไป ดังนั้นแล้ว ความเชื่อมาจากไหนหรือ ? เราสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า "ความเชื่อมาจากระดับและความลึกซึ้งของการจับความและประสบการณ์ของผู้คนเกี่ยวกับความเป็นจริงและเหตุรากเหง้าของสิ่งต่าง ๆ" หากเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง แต่เจ้าไม่สามารถระลึกได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสามารถรับรู้ได้ถึงข้อเท็จจริงแห่งการควบคุมของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วในหัวใจของเจ้าเจ้าก็จะไม่มีวันยอมรับ ว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจประเภทนี้ ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นเป็นเอกลักษณ์ เจ้าจะไม่มีวันยอมรับพระผู้สร้างเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของเจ้าอย่างแท้จริง

ตัดตอนมาจาก พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3

ดาวน์โหลดแอปฟรี

ติดตามรอยพระบาทของพระเมษโปดกและชื่นชมความค้ำจุนอันมั่งคั่งสำหรับชีวิต

ดาวน์โหลดแอปฟรี

ติดตามรอยพระบาทของพระเมษโปดกและชื่นชมความค้ำจุนอันมั่งคั่งสำหรับชีวิต

วิดีโอใหม่ล่าสุดในซีรีส์อื่น