1. สิ่งที่เป็นการกลับใจใหม่ที่แท้จริง และสิ่งที่เป็นการสำแดงถึงการนั้น

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ทุกคนเคยต่อต้านพระเจ้าในบางเวลา และทุกคนเคยกบฏต่อพระเจ้าในบางเวลา อย่างไรก็ดี หากเจ้าเต็มใจเชื่อฟังพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ และจากจุดนี้ทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าด้วยความจงรักภักดีของเจ้า ปฏิบัติไปตามความจริงที่เจ้าควรทำ ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเช่นที่เจ้าควรทำ และรักษากฎข้อบังคับทั้งหลายที่เจ้าควรทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าคือผู้ที่เต็มใจละทิ้งความกบฏของเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และเป็นผู้ที่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า หากเจ้าปฏิเสธอย่างดื้อรั้นที่จะมองเห็นความผิดพลาดของเจ้าและไม่มีเจตนาที่จะกลับใจด้วยตัวเจ้าเอง หากเจ้ายืนกรานในการกระทำอันกบฏของเจ้าและปราศจากเจตนาแม้เพียงน้อยที่สุดที่จะร่วมมือกับพระเจ้าและกระทำให้พระองค์พึงพอพระทัย เช่นนั้นแล้วคนที่กระด้างและเกินเยียวยาแก้ไขเช่นนั้นจะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน และจะไม่มีวันเป็นผู้ที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้าอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าก็คือศัตรูของพระเจ้าในวันนี้ และพรุ่งนี้เจ้าจะเป็นศัตรูของพระเจ้าเช่นกัน และดังนั้น เจ้าจะยังคงเป็นศัตรูของพระเจ้าในวันถัดไปอีกด้วย เจ้าจะเป็นผู้ต่อต้านพระเจ้าและศัตรูของพระเจ้าไปตลอดกาล ในกรณีเช่นนั้นแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าจะประทานอภัยโทษให้เจ้า? การต่อต้านพระเจ้านั้นอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องไม่จงใจแสวงหา “ความลับ” ของการต่อต้านพระเจ้าเพียงเพราะการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของเขานั้นเป็นงานชิ้นที่ยากเกินกว่าจะทำสำเร็จได้ หากเป็นกรณีนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าควรเดินจากไปก่อนที่จะสายเสียดีกว่า เพื่อให้การตีสอนของเจ้าในอนาคตจะไม่กลายเป็นรุนแรงมากไปกว่านี้ และเพื่อว่าธรรมชาติอันใจโหดของเจ้าจะไม่ปะทุออกมาและกลายเป็นไม่สามารถควบคุมได้ จนกว่าร่างกายทางเนื้อหนังของเจ้าจะถูกพระเจ้าสะบั้นลงในที่สุด เจ้าเชื่อในพระเจ้าเพื่อจะรับพระพร แต่หากในที่สุดมีเพียงโชคร้ายเกิดขึ้นกับเจ้า นั่นจะไม่ใช่ความอัปยศหรอกหรือ? เรารบเร้าพวกเจ้า เจ้าควรวางแผนอื่นอีกสักอย่างจะดีกว่า สิ่งใดที่เจ้าสามารถทำได้ก็คงจะดีกว่าการเชื่อในพระเจ้า แน่นอนว่ามันคงมิได้มีเพียงเส้นทางนี้เส้นทางเดียว เจ้าจะไม่มีชีวิตรอดต่อไปหรอกหรือหากเจ้าไม่แสวงหาความจริง? เหตุใดเจ้าจึงต้องหมางใจกับพระเจ้าในลักษณะเช่นนี้เล่า?

ตัดตอนมาจาก “ผู้คนทั้งหมดที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ทุกบุคคลนั้นได้ฝ่าฝืนไปแล้ว ในขอบเขตที่ไม่มากก็น้อย เมื่อเจ้าไม่รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นการฝ่าฝืน เจ้าคำนึงถึงการนั้นด้วยสภาวะจิตใจที่มัวหม่น หรือบางทีเจ้ายังคงเกาะติดกับความคิดเห็น การปฏิบัติ และหนทางแห่งการทำความเข้าใจของเจ้าเอง แต่วันหนึ่ง ไม่ว่าโดยผ่านทางการสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของเจ้าหรือโดยวิวรณ์ของพระเจ้าก็ตาม เจ้าเรียนรู้ว่าสิ่งนี้เป็นการฝ่าฝืน เป็นการล่วงเกินต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วท่าทีของเจ้าจะเป็นอย่างไร? เจ้าจะยังคงยึดถือ ให้เหตุผล โต้เถียง ฟาดฟันกับแนวคิดของตัวเจ้าเองโดยการที่เชื่อว่าสิ่งที่เจ้ากำลังทำนั้นสอดคล้องกับความจริงอยู่หรือไม่? การนี้เกี่ยวข้องกับท่าทีของเจ้าที่มีต่อพระเจ้า ดาวิดคำนึงถึงการฝ่าฝืนของเขาด้วยท่าทีใด? ความสำนึกผิด—เขาจะไม่ก่อการเหล่านั้นอีกต่อไป ดังนั้น เขาได้ทำสิ่งใด? เขาได้อธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าให้ทรงลงโทษเขา ดังนี้ “หากข้าพระองค์ทำความผิดนี้อีกครั้ง ขอพระเจ้าทรงลงโทษข้าพระองค์และทำให้ข้าพระองค์ตายเสียเถิด!” เช่นนั้นคือความตั้งใจแน่วแน่ของเขา นั่นคือการสำนึกผิดที่แท้จริง ผู้คนธรรมดาสามัญสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้หรือไม่? สำหรับผู้คนธรรมดาสามัญนั้น จะเป็นการดีหากพวกเขาไม่พยายามที่จะโต้เถียงหรือยอมรับหน้าที่ความรับผิดชอบไปโดยปริยาย และในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขายังคิดว่า “ฉันหวังว่าจะไม่มีใครยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีก ฉันคงจะโดนดูหมิ่นเหยียดเหยาม” นี่คือความสำนึกผิดที่แท้จริงกระนั้นหรือ? การสำนึกผิดที่แท้จริงนั้น เจ้าต้องปลดทิ้งความชั่วในอดีตของเจ้า วางมันลง และไม่ทำสิ่งเช่นนั้นอีก เอาละ เช่นนั้นแล้วสิ่งใดเล่าที่ควรทำ? เพียงแค่ปลดทิ้งความชั่ว ไม่ทำสิ่งนั้นและไม่คิดถึงสิ่งนั้นก็จะได้ผลกระนั้นหรือ? ท่าทีของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าเป็นอย่างไร? แนวทางการเข้าหาใดที่เจ้าจะใช้กับการที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเจ้าอยู่ตอนนี้? (พวกเราจะยอมรับการลงโทษของพระเจ้า) การยอมรับการลงโทษของพระเจ้า การพิพากษาและการตีสอนของพระองค์—นั่นคือส่วนหนึ่งในแนวทางการเข้าหานั้น อีกส่วนหนึ่งก็คือการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าในขณะที่เจ้ายอมรับการลงโทษของพระองค์ เมื่อเจ้าได้ยอมรับทั้งสองส่วนแล้ว ความตั้งใจแน่วแน่ของเจ้าจะเป็นอย่างไร? เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับรูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้นและเรื่องราวเช่นนั้นในภายภาคหน้า เจ้าจะทำเช่นไร? หากปราศจากความสำนึกผิดที่แท้จริง คนเราย่อมไม่สามารถปลดทิ้งความชั่วได้ และไม่ว่าที่ใด ณ เวลาใด พวกเขาก็สามารถกลับไปยังหนทางเก่าแบบเดิมของพวกเขา โดยทำสิ่งที่ไม่ดีแบบเดิม กระทำการฝ่าฝืนแบบเดิม ทำความผิดแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก การนี้เปิดเผยท่าทีของมนุษย์ที่มีต่อความจริงและที่มีต่อพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก การสามัคคีธรรมของพระเจ้า

ณ จุดเริ่มต้น ผู้คนลังเลที่จะปฏิบัติความจริง ขอให้ดูการทำหน้าที่ของคนเราให้ลุล่วงอย่างซื่อสัตย์เป็นตัวอย่าง กล่าวคือ เจ้ามีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงและการอุทิศตนเพื่อพระเจ้า และเจ้าเข้าใจความจริงที่เกี่ยวข้องนั้นด้วยเช่นกัน แต่เมื่อใดเล่าที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะอุทิศตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ได้? เมื่อใดเจ้าจะมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงได้ทั้งในนามและการกระทำ? การนี้พึงจะต้องมีกระบวนการหนึ่ง ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าอาจทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย ผู้คนบางคนอาจจัดการกับเจ้า และผู้อื่นอาจวิพากษ์วิจารณ์เจ้า ดวงตาของทุกคนจะจับจ้องที่เจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเริ่มต้นตระหนักว่าเจ้าเป็นคนผิดและว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าเป็นผู้ที่ได้ทำไม่ดีพอ ว่าการขาดพร่องการเฝ้าเดี่ยวในการทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วงคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และว่าเจ้าต้องไม่ขาดความเอาใจใส่หรือทำอย่างขอไปที พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าจากภายใน และตำหนิเจ้าเมื่อเจ้าทำความผิดพลาด ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าจะเข้าใจสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับตัวเจ้าเองบ้าง และจะรู้ว่าเจ้ามีราคีมากเกินไป เจ้าเก็บงำสิ่งจูงใจส่วนตัวมากเกินไป และมีความอยากอันเลยเถิดมากเกินไปเมื่อกำลังทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง ทันทีที่เจ้าได้เข้าใจแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เจ้าจะสามารถมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าในการอธิษฐานและในการกลับใจอย่างแท้จริงได้ ด้วยหนทางนี้ เจ้าจะสามารถได้รับการชำระให้สะอาดจากราคีเหล่านั้น หากเจ้าแสวงหาความจริงในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้งเพื่อแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเอง เจ้าจะค่อยๆ ย่างเท้าลงบนเส้นทางแห่งความเชื่อที่ถูกต้อง ยิ่งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของใครบางคนได้รับการชำระให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด อุปนิสัยชีวิตของพวกเขาก็จะเปลี่ยนสภาพมากขึ้นเท่านั้น

ตัดตอนมาจาก “สิ่งใดที่ควรรู้เกี่ยวกับการแปลงสภาพอุปนิสัยของคนเรา” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยเริ่มจากการระลึกได้ถึงสภาวะอันหลากหลายซึ่งสร้างขึ้นโดยอุปนิสัยอันหลากหลาย หากคนเรายังไม่ได้เริ่มที่จะระลึกได้ถึงการนี้ หากคนเรายังไม่ได้เข้าสู่แง่มุมนี้ของความเป็นจริง เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องไปถามหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของคนเราเลย ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ต้องไปถามหา ดังนั้นแล้ว สิ่งใดเล่าคือบทบาทที่แสดงโดยผู้คนส่วนใหญ่ตลอดครรลองแห่งการทำหน้าที่ของพวกเขา? นั่นคือการทุ่มเทตัวพวกเขาเอง โดยการทำให้ตัวพวกเขาเองติดธุระอยู่กับกิจทั้งหลาย พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขา แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการใช้แรงงานไปแบบเสียเปล่า บางครั้งเมื่อพวกเขาอารมณ์ดีพวกเขาก็ทุ่มให้กับหน้าที่ของพวกเขามากขึ้น และเมื่อพวกเขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ดีเช่นนั้น พวกเขาก็ทุ่มให้กับหน้าที่ของพวกเขาน้อยลง ภายหลังข้อเท็จจริงนั้น พวกเขาคิดทบทวนข้อเท็จจริงนั้นและรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ดังนั้นพวกเขาจึงทุ่มพลังงานเพิ่มเป็นพิเศษอีกเล็กน้อยและรู้สึกว่าพวกเขาได้กลับใจแล้ว ในข้อเท็จจริงนั้น นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง นี่ไม่ใช่การกลับใจใหม่ที่แท้จริง การกลับใจใหม่ที่แท้จริงเริ่มต้นจากพฤติกรรมของเจ้า หากมีการแปรเปลี่ยนในพฤติกรรมของเจ้า เจ้าย่อมมีความสามารถที่จะละทิ้งตัวเองได้และไม่ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางนั้นอีกต่อไป การกระทำของเจ้าปรากฏให้เห็นว่าอยู่ในแนวเดียวกันกับหลักธรรมทั้งหลาย และเจ้าก็บริหารจัดการจนมีหลักธรรมได้สำเร็จทั้งในคำพูดและความประพฤติ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย

ตัดตอนมาจาก “เฉพาะเมื่อเจ้ารู้จักตนเองเท่านั้น เจ้าจึงสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

ผู้คนบางคนเพียงกำลังทำแบบขอไปทีเท่านั้นในการรู้จักตนเองของพวกเขา กล่าวคือ “ทุกคนกำลังพูดว่าพวกเขาเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ดังนั้น ฉันก็จะทำด้วยเช่นกัน—นั่นจะเป็นการประดักประเดิดหากฉันไม่ทำ” พวกเขาพูดการนั้นอย่างร่าเริง ราวกับนั่นเป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของพวกเขา นี่คือการทำแบบขอไปที ดังนั้นแล้ว มีความเป็นหนี้อันใดหรือไม่ในความรู้นี้ที่มาจากการทำแบบขอไปที? ไม่มี ไม่สำคัญว่าพวกเขาระลึกได้ถึงความเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเองหรือไม่ นั่นไม่ใช่การระลึกได้อันแท้จริง และเหตุใดเล่า เราจึงพูดว่านั่นไม่ใช่การระลึกได้อันแท้จริง? การระลึกได้ของพวกเขานั้นไม่ใช่การเผยตัวเองอันแท้จริงและไม่ใช่ความเกลียดชังที่มีต่อตัวพวกเขาเองที่มาจากส่วนลึกภายในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่รู้สึกถึงความเกลียดชัง ไม่รู้สึกถึงสำนึกแห่งความเป็นหนี้ เมื่อพวกเขาทำสิ่งใดก็ตามที่แย่ พวกเขาไม่รู้สึกถึงความเป็นหนี้ในยามที่พวกเขาลองพยายามที่จะเล่นไม่ซื่อกับพระเจ้า หรือหมิ่นประมาทพระเจ้า หรือกบฏต่อพระเจ้า หรือเมื่อพวกเขาเล่นไม่ซื่อกับผู้คนอื่น หากพวกเขาไม่รู้สึกถึงความเป็นหนี้ พวกเขาสามารถที่จะสำนึกผิดหรือไม่? และผู้คนที่ไม่มีความสำนึกผิดสามารถกลับใจได้หรือไม่? ผู้คนที่ไม่กลับใจสามารถกลับตัวและปฏิเสธผลประโยชน์ของเนื้อหนังเพื่อปฏิบัติความจริงได้หรือไม่? พวกเขาไม่สามารถ—นี่เป็นเรื่องของหัวใจ ภายในนั้น ผู้คนบางคนรู้จักตัวพวกเขาเองและกลับใจอย่างแท้จริง แม้ว่าปากของพวกเขาไม่พูดการนั้น พวกเขาก็ละอายใจ พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาได้โกหก และพวกเขาไม่สามารถฝืนใจไปบอกผู้อื่นได้ ในหัวใจของพวกเขา พวกเขารู้ว่าพวกเขาเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงและไม่ดี ว่าพวกเขาไม่ใช่ใครคนหนึ่งที่มีความสัตย์สุจริต ว่าพวกเขาเทียมเท็จและหลอกลวงโดยสิ้นเชิง ว่าพวกเขากำลังหลอกลวงบรรดาพี่น้องชายหญิงและกำลังหลอกลวงพระเจ้า ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเกลียดชังตัวพวกเขาเอง แล้วจากนั้นพวกเขาจึงกลับใจ แม้ว่าทุกคนจะมีธรรมชาติแก่นแท้เดียวกัน แต่ทันทีที่พวกเขาค้นพบความชั่วช้าของพวกเขาเอง พวกเขารู้สึกเสื่อมเสีย พวกเขายอมรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงเปิดเผยว่าถูกต้อง และเริ่มที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอน พวกเขารู้สึกถึงความสำนึกผิดที่แท้จริงในห้วงลึกของหัวใจของพวกเขา นี่คือการล่วงรู้และความรู้ที่แท้จริง พวกที่ขาดพร่องการล่วงรู้ที่แท้จริง ในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็มีความสามารถที่จะทำพิธีรีตองเฉพาะบางอย่างซ้ำไปซ้ำมาด้วยเช่นกัน ราวกับว่าพวกเขากำลังเล่าเรื่องตลก หรือกำลังขับร้องเพลงกล่อมเด็ก เหล่านี้เป็นแค่สำนวนที่ใช้กันบ่อยๆ การหลอกลวงของพวกเขาทำให้ผู้คนน้ำตาคลอ แต่นั่นไม่มีความหมายอะไรเลยต่อพวกเขา มีผู้คนเช่นนี้จำนวนมากหรือไม่? ผู้คนเช่นนี้เป็นพวกหลอกลวงมากที่สุดในบรรดาทั้งหมด

ตัดตอนมาจาก “เฉพาะเมื่อเจ้ารู้จักตนเองเท่านั้น เจ้าจึงสามารถไล่ตามเสาะหาความจริงได้” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย

พวกที่ติดตามเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ยังคงมีความหวังและโอกาสเหมาะที่จะกลับใจ และมีความสามารถที่จะสลัดอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขาได้ กระนั้นศัตรูของพระคริสต์ก็ไร้ความสามารถที่จะยอมรับความจริง ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะบอกพวกเขาอย่างไรให้เปิดกว้างและซื่อสัตย์และไม่ให้คิดมากหรือประมวลผลสิ่งที่พวกเขาต้องพูด แต่ให้พูดการนั้นโดยตรง พวกเขารู้สึกราวกับว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่แย่กว่าสำหรับการนั้น และว่านั่นไม่สามารถใช้ได้ผล ว่านั่นเป็นแค่ความโง่เขลา พวกเขาอาจจะลองพยายามดู แต่พวกเขาไม่สามารถนำการนั้นไปสู่การปฏิบัติได้ นั่นคือศัตรูของพระคริสต์ นั่นคือความแตกต่าง ไม่ว่าจะมีการสัมพันธ์สนิทความจริงอย่างไร ผู้คนเยี่ยงศัตรูของพระคริสต์ก็เพียงแค่ยอมรับว่าพวกเขายังไม่ได้ปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับความจริง และว่าพวกเขามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ อย่างไรก็ตาม การยอมรับของพวกเขาไร้ประโยชน์ และการยอมรับการนี้ของพวกเขาก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่ปฏิบัติตามความจริง และเพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และพระเจ้าจะไม่ทรงช่วยพวกเขาให้รอด แต่เมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดเหล่านี้ ผู้คนเหล่านั้นบางคนที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์จำคำพูดเหล่านี้ได้ในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาก็ถูกซัดกระหน่ำทะลุหัวใจ “ถ้าอย่างนั้นแล้ว นั่นก็คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์! การใช้เส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง—การนี้ร้ายแรงจริงๆ! ฉันมีสภาวะแบบนั้น และนี่คือวิธีที่ฉันประพฤติตน ฉันมีแก่นแท้แบบนั้น—นั่นคือบุคคลประเภทที่ฉันเป็น!” แล้วพวกเขาก็จะครุ่นคิดเรื่องวิธีที่พวกเขาอาจจะเปลี่ยนแปลง วิธีที่พวกเขาอาจจะหลีกหนีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขา วิธีที่พวกเขาอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับอุปนิสัยนั้นอีกต่อไปเลย และวิธีที่จะไม่ใช้เส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ ขณะทำงาน ในชีวิต ในการเข้าสู่ส่วนบุคคลของพวกเขา ในท่าทีที่พวกเขามีต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลาย ในการจัดการกับสิ่งทั้งหลายซึ่งพระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายต่อพวกเขา พวกเขาจะพิจารณาว่าการกระทำหนึ่งเป็นการกระทำของศัตรูของพระคริสต์หรือไม่ และพวกเขาก็จะเกลียดเมื่ออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ถูกเปิดเผยในตัวพวกเขา และรู้สึกเสียใจหลังจากที่อุปนิสัยนั้นถูกเปิดเผย ความเกลียดชังและความเสียใจจะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ชีวิตของพวกเขาอย่างไร? ภายในหนึ่งหรือสองปี ขณะทำงาน และในการเข้าสู่ส่วนบุคคลของพวกเขาเช่นกัน พวกเขาจะค่อยๆ สลัดทิ้งอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขา และดิ้นรนและต่อสู้กับอุปนิสัยนั้น บางครั้ง พวกเขาจะไร้ความสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเอง และจะยังคงต้องการทำสิ่งทั้งหลายและพูดเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของสถานะ พวกเขาจะเกลียดชังตัวเองทันทีที่พวกเขาได้พูดไปแล้ว แต่ก็จะทำเช่นนั้นอีกในครั้งถัดไปเมื่อเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น และเสียใจกับการนั้นอีกครั้งหลังจากนั้น โดยที่เกิดขึ้นซ้ำๆ สม่ำเสมอ การเกิดขึ้นซ้ำๆ นี้พิสูจน์สิ่งใด? นั่นพิสูจน์ว่าพวกเขากำลังเข้าสู่ หากไม่มีการเกิดขึ้นซ้ำๆ เช่นนี้ อีกทั้งไม่มีการเข้าสู่ อีกทั้งไม่มีการถดถอย เช่นนั้นแล้วก็ย่อมไม่มีชีวิต การเกิดขึ้นซ้ำๆ พิสูจน์ว่าชีวิตในบุคคลนั้นสำคัญยิ่ง ว่าพวกเขามีชีวิตและรากฐาน ผู้คนบางคนไม่มีความรู้สึกเลย ไม่มีความเจ็บปวดหรือความยินดีเลย และเมื่อมีการสามัคคีธรรมการนี้กับพวกเขา พวกเขาก็ยอมรับว่าพวกเขามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ ว่าพวกเขาได้ใช้เส้นทางของศัตรูของพระคริสต์แล้ว สิ่งที่พวกเขาพูดนั้นค่อนข้างดี แต่เมื่อมาถึงเรื่องของการเข้าสู่ ไม่มีการต่อสู้ในตัวพวกเขาเลย ถามพวกเขาสิว่า พวกเขาได้ต่อสู้กับอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขาแล้วหรือยัง? พวกเขาตำหนิติเตียนตัวเองภายในหรือไม่เมื่อพวกเขาพูดเพื่อที่จะรักษาสถานะของพวกเขาเอง? พวกเขาเสียใจกับการนั้นหลังจากนั้นหรือไม่? เมื่อได้ตระหนักการนั้นแล้ว พวกเขาพยายามที่จะควบคุมการนั้นหรือไม่เมื่อพวกเขาพูดครั้งถัดไป? สภาวะเหล่านี้มีอยู่ในตัวพวกเขาหรือไม่? พวกที่ดีแต่พูดจะพูดว่า “ฉันไม่รู้—ฉันมีสภาวะเหล่านั้นทุกอย่าง” พวกเขาเห็นด้วยว่าพวกเขามีสภาวะเหล่านั้นทุกอย่าง แต่หลังจากที่พวกเขาได้ยอมรับการนี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่โดยละเอียดหรือสถานการณ์เฉพาะเจาะจงของพวกเขา พวกที่ได้เข้าสู่อย่างแท้จริงแล้วจะเศร้าหมอง “ฉันรู้ว่าฉันมีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ เหตุใดเล่าฉันจึงไม่สามารถสลัดทิ้งอุปนิสัยนั้นได้? มันยากเหลือเกิน มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายในการที่จะเปลี่ยนแปลง!” การที่พวกเขาพูดว่ามันไม่ง่ายนั้นพิสูจน์อะไร? การที่ว่าภายในตัวพวกเขา พวกเขากำลังเข้าสู่ พวกเขากำลังต่อสู้ และสภาวะของพวกเขากำลังก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงที่สม่ำเสมอ ในหนทางนี้ สิ่งทั้งหลายจะดีขึ้นทีละน้อยๆ และในที่สุดแล้วพวกเขาก็จะประสบความสำเร็จ นี่ไม่ง่ายเลย! นั่นก็เป็นเหมือนการช่วยใครบางคนที่กำลังจะตายให้รอด—เจ้าทำอะไรก็ตามที่เจ้าสามารถทำได้ หากบุคคลยังคงสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ย่อมจะยังคงมีหมายสำคัญแห่งชีวิตในร่างกายของพวกเขา ในขณะที่ใครบางคนที่ตายแล้วอย่างที่สุดย่อมจะไม่ตอบสนอง ไม่สำคัญว่าเจ้าทำสิ่งใด พวกเขาตายแล้วจริงๆ และปราศจากความรู้สึกตัว

ตัดตอนมาจาก “พวกเขาคงจะให้ผู้อื่นเชื่อฟังเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (2)” ใน การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์

ก่อนหน้านี้ผู้คนบางคนเคยจัดแสดงการสำแดงบางอย่างของศัตรูของพระคริสต์ กล่าวคือ พวกเขาป่าเถื่อนและทำตามอำเภอใจ นั่นเป็นหนทางหรือทางหลวงของพวกเขาเสมอ แต่โดยผ่านทางการได้รับการจัดการและการตัดแต่ง โดยผ่านทางบรรดาพี่น้องชายหญิงที่แบ่งปันการสามัคคีธรรมกับพวกเขา โดยผ่านทางการจัดสรรและการแทนที่ โดยการทนทุกข์กับความพลาดพลั้งครั้งใหญ่ การเป็นคนคิดลบเป็นเวลาหนึ่งและต่อมาก็คิดว่า “ฉันต้องทำหน้าที่ของฉันให้ถูกต้องเหมาะสม นั่นจะไม่เป็นการจบสิ้นสำหรับฉันหรือหากฉันไม่ทำ? ฉันกำลังเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ แต่ฉันยังไม่ถูกจัดระดับชั้นว่าเป็นศัตรูพระคริสต์คนหนึ่ง ดังนั้นฉันต้องดีในการเชื่อของฉัน ฉันต้องไล่ตามเสาะหาด้วยความจริงจังตั้งใจ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติกับเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง” พวกเขาก็กลับตัวทีละเล็กทีละน้อย แล้วจากนั้นพวกเขาก็กลับใจ มีการสำแดงที่ดีในตัวพวกเขา พวกเขาแสวงหาหลักธรรมแห่งความจริงเมื่อกำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และแสวงหาหลักธรรมแห่งความจริงเมื่อกำลังมีส่วนร่วมกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้นในทุกด้าน เช่นนั้นแล้วพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงแล้วหรอกหรือ? นี่คือการหันจากการเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์มาสู่การเดินบนเส้นทางแห่งการปฏิบัติและการไล่ตามเสาะหาความจริง มีความหวังสำหรับพวกเขา พวกเขามีโอกาส พวกเขาสามารถกลับตัวได้ เจ้าสามารถจัดระดับชั้นผู้คนเช่นนั้นว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์เพราะครั้งหนึ่งพวกเขาเคยจัดแสดงการสำแดงบางอย่างของศัตรูของพระคริสต์หรือเคยเดินบนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ได้หรือ? ไม่ได้ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่กลับใจ พวกเขาไม่มีความละอาย และยิ่งไปกว่านั้น อุปนิสัยของพวกเขาก็ดุร้าย ชั่ว และพวกเขาก็เบื่อหน่ายความจริงมากมายอย่างยิ่ง การที่พวกเขาเบื่อหน่ายความจริงมากมายอย่างยิ่งนั้นกำหนดพิจารณาสิ่งใด? กำหนดพิจารณาว่าพวกเขาไม่มีวันสามารถกลับใจได้ หากพวกเขาเบื่อหน่ายความจริงมากมายอย่างยิ่ง พวกเขาสามารถปฏิบัติความจริง และพวกเขาสามารถกลับใจได้หรือ? เป็นไปไม่ได้ หากมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนเกี่ยวกับผู้คนที่สามารถกลับใจได้ นั่นก็คือว่าพวกเขาได้ทำความผิดแต่ก็สามารถที่จะยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และสามารถที่จะพยายามอย่างหนักเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อให้ความร่วมมือ โดยนำพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นคติพจน์ส่วนตัวของพวกเขาเอง และทำให้พระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นความเป็นจริงแห่งชีวิตของพวกเขา พวกเขายอมรับความจริง และลึกลงไปนั้นก็ไม่ได้เบื่อหน่ายความจริง นี่ไม่ใช่ความแตกต่างหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พวกเขาคงจะให้ผู้อื่นเชื่อฟังเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (1)” ใน การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์

เมื่อกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ทรงได้สดับตรับฟังข่าวนี้ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระองค์ และเปลื้องฉลองพระองค์ออก แล้วทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบและประทับบนกองขี้เถ้า จากนั้น พระองค์ทรงประกาศว่า ทุกคนในเมืองไม่ได้รับอนุญาตให้ลิ้มรสสิ่งใด และแกะ วัว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นใดก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กินหญ้าหรือดื่มน้ำ ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงต้องนุ่งห่มผ้ากระสอบ และผู้คนต้องร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ กษัตริย์ยังได้ทรงประกาศว่าทุกคนจะหันเหจากหนทางที่ชั่วของพวกเขา และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ เมื่อพิจารณาจากลำดับของการกระทำนี้ กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ได้มีการกลับใจที่แท้จริงในพระทัยของพระองค์ ลำดับการกระทำที่พระองค์ทรงปฏิบัตินี้—การลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระองค์ การเปลื้องฉลองพระองค์สำหรับกษัตริย์ของพระองค์ การทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบ และการประทับบนกองขี้เถ้า—บอกผู้คนว่ากษัตริย์เมืองนีนะเวห์กำลังทรงวางพักสถานะการเป็นกษัตริย์ของพระองค์ และกำลังทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบเคียงข้างสามัญชน นี่จึงกล่าวได้ว่า กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ไม่ได้ทรงดำรงสถานะการเป็นกษัตริย์ของพระองค์เพื่อกระทำการประพฤติชั่วของพระองค์หรือการทารุณซึ่งพระหัตถ์ของพระองค์ทำต่อไปหลังจากที่ได้สดับฟังประกาศจากพระยาห์เวห์พระเจ้า แต่พระองค์ทรงวางพักสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงครอง และกลับใจเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้า ในชั่วขณะนี้ กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ไม่ได้กำลังทรงกลับใจในฐานะกษัตริย์ พระองค์ได้เสด็จมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจและสารภาพบาปของพระองค์ในฐานะไพร่ฟ้าธรรมดาของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังได้ตรัสบอกทั้งเมืองให้กลับใจและสารภาพบาปของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้าในลักษณะเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงทำ นอกจากนี้ พระองค์ทรงมีแผนเฉพาะว่าจะทำเช่นนั้นอย่างไร ดังที่เห็นในคัมภีร์ ความว่า “คนหรือสัตว์เลี้ยงไม่ว่าขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง อย่าลิ้มรสสิ่งใด อย่ากินอาหาร และอย่าดื่มน้ำ…ให้ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง เออ ให้ทุกคนหันกลับจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ” ในฐานะผู้ปกครองเมือง กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ทรงครองสถานะและอำนาจสูงสุด และทรงสามารถทำสิ่งใดก็ได้ที่ทรงปรารถนา เมื่อเผชิญกับประกาศของพระยาห์เวห์พระเจ้า พระองค์จะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ หรือกลับใจและสารภาพบาปของพระองค์เพียงลำพังก็ได้ ส่วนเรื่องที่ว่าผู้คนในเมืองเลือกที่จะกลับใจหรือไม่นั้น พระองค์จะเพิกเฉยต่อเรื่องนั้นโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ไม่ได้ทรงทำเช่นนี้เลย ไม่เพียงแต่พระองค์จะลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระองค์ ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้ากระสอบ และประทับบนกองขี้เถ้า และกลับใจและสารภาพบาปของพระองค์เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์พระเจ้าเท่านั้น พระองค์ยังทรงสั่งให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงทั้งหมดภายในเมืองทำเช่นเดียวกันด้วย พระองค์ทรงสั่งแม้กระทั่งให้ผู้คน “ร้องทูลต่อพระเจ้าอย่างจริงจัง” กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ได้ทรงทำสิ่งที่ผู้ปกครองควรทำให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างแท้จริงโดยผ่านทางลำดับการกระทำเหล่านี้ ลำดับการกระทำของพระองค์คือสิ่งที่สัมฤทธิ์ผลได้ยากสำหรับกษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และแท้จริงแล้วไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเคยสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ การกระทำเหล่านี้สามารถเรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ และควรค่าทั้งแก่การยกย่องและการเอาอย่างจากมวลมนุษย์ นับตั้งแต่อรุณรุ่งของมนุษย์ กษัตริย์ทุกพระองค์ได้ทรงนำไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ให้ต้านทานและต่อต้านพระเจ้า ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเคยนำไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ให้วอนขอพระเจ้าเพื่อแสวงหาการไถ่สำหรับความชั่วร้ายของพวกเขา รับการอภัยโทษจากพระยาห์เวห์พระเจ้า และหลีกเลี่ยงการลงโทษที่จวนเจียนจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม กษัตริย์เมืองนีนะเวห์ทรงสามารถนำไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ให้หันหาพระเจ้า ให้ทิ้งการประพฤติชั่วของแต่ละคนไว้เบื้องหลัง และเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงสามารถละวางบัลลังก์ของพระองค์ลงได้ และเพื่อเป็นการตอบแทน พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงเปลี่ยนพระทัยและรู้สึกเสียพระทัย ทรงถอนพระพิโรธของพระองค์ และทรงอนุญาตให้ผู้คนในเมืองมีชีวิตรอด และพิทักษ์รักษาพวกเขาไว้จากการทำลายล้าง การกระทำเหล่านี้ของกษัตริย์สามารถเรียกได้เพียงว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่หายากในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เท่านั้น และแม้กระทั่งเป็นตัวอย่างต้นแบบของมนุษยชาติที่เสื่อมทราม ซึ่งกลับใจและสารภาพบาปของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

“การประพฤติชั่ว” นี้ไม่ได้อ้างอิงถึงการกระทำชั่วหยิบมือหนึ่ง แต่อ้างอิงถึงแหล่งกำเนิดความชั่วที่ทำให้เกิดพฤติกรรมของผู้คน “หันกลับจากการประพฤติชั่วของคนเรา” หมายความว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะไม่มีวันกระทำการเหล่านี้อีก กล่าวคือ พวกเขาจะไม่มีวันประพฤติในหนทางชั่วนี้อีกครั้ง วิธีการ แหล่งกำเนิด จุดประสงค์ เจตนา และหลักการของการกระทำของพวกเขาทั้งหมดได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกเขาจะไม่มีวันใช้วิธีการและหลักการเหล่านั้นเพื่อนำความสำราญและความสุขมายังหัวใจของพวกเขาอีก คำว่า “เลิก” ใน “และเลิกการทารุณซึ่งมือคนเราทำ” หมายถึงการวางลงหรือละทิ้ง เพื่อตัดขาดกับอดีตอย่างสมบูรณ์และไม่มีวันหันกลับ เมื่อผู้คนเมืองนีนะเวห์เลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำ สิ่งนี้พิสูจน์และแสดงถึงการกลับใจที่แท้จริงของพวกเขา พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตรูปลักษณ์ภายนอกของผู้คนรวมถึงหัวใจของพวกเขา เมื่อพระเจ้าทรงสังเกตดูการกลับใจที่แท้จริงอย่างปราศจากคำถามในหัวใจของชาวนีนะเวห์ และยังได้ทรงเฝ้าสังเกตว่าพวกเขาได้ทิ้งการประพฤติชั่วของพวกเขาและเลิกการทารุณซึ่งมือพวกเขาทำแล้ว พระองค์ก็ได้เปลี่ยนพระทัยของพระองค์ นี่จึงกล่าวได้ว่า การประพฤติและพฤติกรรมของผู้คนเหล่านี้ และวิธีการที่หลากหลายในการปฏิบัติสิ่งต่างๆ อีกทั้งการกลับใจและการสารภาพบาปอย่างจริงใจของพวกเขาในหัวใจของพวกเขา เป็นสาเหตุให้พระเจ้าเปลี่ยนพระทัยของพระองค์ เปลี่ยนเจตนารมณ์ของพระองค์ กลับการตัดสินพระทัยของพระองค์ และไม่ลงโทษหรือทำลายพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ผู้คนเมืองนีนะเวห์จึงสัมฤทธิ์ผลในบทอวสานที่แตกต่างออกไปสำหรับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไถ่ชีวิตของพวกเขาเอง และในเวลาเดียวกันก็ได้รับความปรานีและการทนยอมรับของพระเจ้า ซึ่งในจุดนั้นพระเจ้าก็ถอนพระพิโรธของพระองค์กลับเช่นกัน

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

อะไรเล่าคือสิ่งที่เปโตรเสียใจมากที่สุด? ไม่นานนักหลังจากที่เปโตรได้พูดว่า “พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” พระเยซูได้ทรงตั้งคำถามอีกคำถามหนึ่งกับเปโตร (แม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์อย่างนี้ก็ตาม) พระเยซูทรงถามเขาว่า “เปโตร! ท่านเคยรักเราหรือไม่?” เปโตรเข้าใจว่าพระองค์ทรงหมายความว่าอย่างไร และพูดว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า! ครั้งหนึ่งข้าพระองค์รักพระบิดาในสวรรค์ แต่ข้าพระองค์ยอมรับว่าข้าพระองค์ไม่เคยรักพระองค์เลย” พระเยซูจึงตรัสว่า “หากผู้คนไม่รักพระบิดาในสวรรค์ พวกเขาจะสามารถรักพระบุตรบนแผ่นดินโลกได้อย่างไร? และหากผู้คนไม่รักบุตรที่ถูกส่งมาโดยพระเจ้าพระบิดา พวกเขาจะสามารถรักพระบิดาในสวรรค์ได้อย่างไร? หากผู้คนรักพระบุตรบนโลกอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมรักพระบิดาในสวรรค์อย่างแท้จริง” เมื่อเปโตรได้ยินพระวจนะเหล่านี้ เขาก็ได้ตระหนักว่าเขาได้ขาดพร่องอะไรไป เขารู้สึกผิดอยู่เสมอจนถึงจุดที่น้ำตาไหลรินให้กับคำพูดของเขาที่ว่า “ครั้งหนึ่งข้าพระองค์รักพระบิดาในสวรรค์ แต่ข้าพระองค์ไม่เคยรักพระองค์เลย” หลังการคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู เขารู้สึกผิดและตรอมใจยิ่งขึ้นไปอีกกับคำพูดเหล่านี้ เมื่อหวนนึกถึงงานในอดีตของเขาและวุฒิภาวะในปัจจุบันของเขา บ่อยครั้งที่เขาจะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเยซูในการอธิษฐาน รู้สึกอยู่เสมอว่าเสียใจและเป็นหนี้เนื่องมาจากการที่ไม่ได้ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและการที่ไม่ดีพอที่จะไปถึงมาตรฐานของพระเจ้า ประเด็นปัญหาเหล่านี้กลายเป็นภาระใหญ่ที่สุดของเขา เขาพูดว่า “สักวันหนึ่งข้าพระองค์จะทุ่มเทอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพระองค์มีและทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพระองค์เป็นแด่พระองค์ และข้าพระองค์จะมอบอะไรก็ตามที่มีค่ามากที่สุดแด่พระองค์” เขาพูดว่า “พระเจ้า! ข้าพระองค์มีความเชื่อหนึ่งเดียวเท่านั้นและความรักหนึ่งเดียวเท่านั้น ชีวิตของข้าพระองค์ไม่มีค่าอะไรเลย และร่างกายของข้าพระองค์ก็ไม่มีค่าอะไรเลย ข้าพระองค์มีความเชื่อหนึ่งเดียวเท่านั้นและความรักหนึ่งเดียวเท่านั้น ข้าพระองค์มีความเชื่อในพระองค์ในจิตใจของข้าพระองค์และความรักสำหรับพระองค์ในหัวใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีเพียงสองสิ่งนี้เท่านั้นที่จะมอบแด่พระองค์ และไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว” เปโตรได้รับการหนุนใจอย่างมากจากพระวจนะของพระเยซู เนื่องจากก่อนที่พระเยซูจะทรงถูกตรึงกางเขน พระองค์ได้ทรงบอกกับเปโตรว่า “เราไม่ได้เป็นของพิภพนี้ และท่านก็ไม่ได้เป็นของพิภพนี้เช่นกัน” ต่อมา เมื่อเปโตรเข้าถึงจุดที่เจ็บปวดยิ่งนัก พระเยซูทรงเตือนความจำเขาว่า “เปโตร ท่านลืมแล้วหรือ? เราไม่เป็นของโลก และเป็นเพราะงานของเราเท่านั้นเองที่เราได้จากไปก่อน ท่านก็ไม่ได้เป็นของโลกเช่นกัน ท่านลืมไปแล้วจริงๆ หรือ? เราได้บอกท่านแล้วถึงสองครั้ง ท่านจำไม่ได้หรือ?” เมื่อได้ยินดังนี้ เปโตรจึงพูดว่า “ข้าพระองค์ยังไม่ลืม!” พระเยซูจึงได้ตรัสว่า “ครั้งหนึ่งท่านได้ใช้เวลาอันมีความสุขอยู่ร่วมกับเราในสวรรค์และใช้ช่วงเวลาหนึ่งเคียงข้างเรา ท่านคิดถึงเรา และเราก็คิดถึงท่าน แม้ว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหลายไม่คู่ควรกับการเอ่ยถึงในสายตาของเรา แต่เราจะไม่รักผู้ที่ไร้ความผิดและควรค่าที่จะรักได้อย่างไรเล่า? ท่านลืมสัญญาของเราแล้วหรือ? ท่านจำต้องยอมรับบัญชาของเราบนแผ่นดินโลก ท่านจำต้องลุล่วงในกิจที่เราได้วางใจให้ท่านทำ วันหนึ่งเราจะนำทางท่านให้มาอยู่เคียงข้างเราอย่างแน่นอน” หลังจากที่ได้ยินเช่นนี้ เปโตรจึงยิ่งรู้สึกชูใจมากขึ้นไปอีกและได้รับแรงบันดาลใจยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงขนาดที่เมื่อเขาอยู่บนกางเขน เขาสามารถพูดได้ว่า “พระเจ้า! ข้าพระองค์ไม่สามารถรักพระองค์ได้มากพอ! ต่อให้พระองค์จะทรงขอให้ข้าพระองค์ตาย ข้าพระองค์ก็ยังคงไม่สามารถรักพระองค์ได้มากพอ ไม่ว่าพระองค์จะทรงส่งดวงจิตของข้าพระองค์ไปที่ใดก็ตาม ไม่ว่าพระองค์จะทรงลุล่วงพระสัญญาในอดีตของพระองค์หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าพระองค์จะทรงทำอะไรก็ตามหลังจากนั้น ข้าพระองค์รักพระองค์และเชื่อในพระองค์” สิ่งที่เขายึดถือนั้นคือความเชื่อของเขา และความรักที่แท้จริง

ตัดตอนมาจาก “เปโตรได้มารู้จักพระเยซูได้อย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: 3. เหตุที่คนเราไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยและความรอดโดยปราศจากการรู้จักตนเองได้

ถัดไป: 2. วิธีที่คนเราสามารถสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงได้

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

3. พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และองค์พระเยซูเจ้า ทรงเป็นการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ของพระเจ้าองค์เดียวกัน

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องท่ามกลางมนุษย์นั้น เราเคยเป็นวิญญาณที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ วิญญาณที่พวกเขาไม่อาจเกี่ยวข้องได้เลย...

2. ความแตกต่างระหว่างงานของบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงใช้กับงานของบรรดาผู้นำทางศาสนา

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องเว้นแต่บรรดาผู้ที่ได้รับการชี้นำพิเศษและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว...

4. เหตุที่คนเราจะล้มเหลวในการได้มาซึ่งชีวิตนิรันดร์หากพวกเขาค้ำจุนและนมัสการพระคัมภีร์

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง“พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเองเป็นพยานให้กับเรา...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน พระเจ้าได้เสด็จมาแล้วพระองค์ทรงเป็นองค์กษัตริย์ ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้