พระดำรัสของพระคริสต์ในยุคสุดท้าย (ข้อที่คัดสรร)

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

บทที่ 15

มนุษย์ทั้งปวงเป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างที่ขาดพร่องการรู้จักตนเอง และพวกเขาจึงไร้ความสามารถที่จะรู้จักตัวพวกเขาเอง แม้กระนั้นก็ตาม พวกเขากลับรู้จักผู้อื่นทุกคนเหมือนกับรู้จักหลังมือของพวกเขา ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้อื่นได้ทำและได้กล่าว ได้ถูกพวกเขา “ตรวจสอบ” ก่อนแล้ว ตรงหน้าพวกเขานั่นแหละ และได้รับการเห็นชอบจากพวกเขาก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะได้รับการลงมือทำ ผลที่ตามมาคือ มันเป็นราวกับว่าพวกเขาได้ทำความรู้จักผู้อื่นทุกคนลึกเข้าไปจนถึงสภาวะจิตใจเลยทีเดียว มนุษย์ทั้งปวงก็เป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาได้เข้าสู่ยุคแห่งราชอาณาจักรในวันนี้แล้ว แต่ธรรมชาติของพวกเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ต่อหน้าเรา พวกเขายังคงทำสิ่งที่เราทำ แต่ลับหลังเรา พวกเขาก็เริ่มทำ “ธุระ” ที่พิเศษเฉพาะของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง เมื่อพวกเขามาเบื้องหน้าเรา พวกเขาก็เป็นเหมือนผู้คนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง สงบและไม่หวั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด พร้อมโฉมหน้ามนุษย์อันสำรวมและจังหวะชีพจรที่สม่ำเสมอ นี่มิใช่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลายน่าเหยียดหยามยิ่งนักอย่างแน่นอนหรอกหรือ? ผู้คนมากมายเหลือเกินแสดงหน้าตาสองแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง—หน้าตาแบบหนึ่งขณะอยู่เบื้องหน้าเรา และหน้าตาอีกแบบหนึ่งเมื่ออยู่ลับหลังเรา พวกเขามากมายเหลือเกินกระทำการเหมือนลูกแกะแรกเกิดเมื่ออยู่เบื้องหน้าเรา แต่พอลับหลังเรา พวกเขาก็แปรสภาพไปเป็นเสือดุดัน และต่อมาก็กระทำการเหมือนนกน้อยโผบินอย่างสนุกสนานไปรอบๆ เนินเขา หลายคนเหลือเกินแสดงปณิธานต่อหน้าเรา หลายคนเหลือเกินมาเบื้องหน้าเรา แสวงหาวจนะของเราด้วยความกระหายและความถวิลหา แต่พอลับหลังเรา พวกเขากลับรำคาญวจนะเหล่านั้นมากขึ้นทุกทีและประกาศตัดขาดจากวจนะเหล่านั้น ราวกับว่าถ้อยคำทั้งหลายของเราเป็นเครื่องถ่วงอย่างหนึ่ง หลายครั้งเหลือเกิน เมื่อเห็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกศัตรูของเราทำให้เสื่อมทราม เราก็ได้เลิกตั้งความหวังทั้งหลายของเรากับพวกมนุษย์ หลายครั้งเหลือเกินที่เมื่อเห็นมนุษย์ทั้งหลายมาเบื้องหน้าเรา ฟูมฟายแสวงหาการให้อภัย แม้กระนั้นก็ดี เป็นเพราะการขาดพร่องความนับถือตนเองและการไม่สามารถแก้ไขได้อันดื้อดึงของพวกเขา เราก็ได้ปิดตาของเราจากการกระทำของพวกเขาด้วยความโกรธ แม้แต่ในยามที่หัวใจของพวกเขาจริงแท้และเจตนาของพวกเขาจริงใจก็ตาม หลายครั้งเหลือเกิน เราได้เห็นผู้คนมั่นใจพอที่จะร่วมมือกับเรา ผู้ซึ่งเมื่ออยู่เบื้องหน้าเรา ดูเหมือนอยู่ในอ้อมกอดของเรา ลิ้มรสความอบอุ่นของอ้อมกอดนั้น หลายครั้งเหลือเกิน พอได้เป็นพยานของความบริสุทธิ์ใจ ความมีชีวิตชีวา และความน่ารักของประชากรที่ได้รับการเลือกสรรของเราแล้ว เราจะไม่สามารถรับเอาความยินดีใหญ่หลวงอันเกิดมาจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? มนุษย์ทั้งหลายไม่รู้วิธีชื่นชมพรที่ลิขิตไว้ล่วงหน้าของพวกเขาในมือของเรา เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าอันที่จริงแล้ว ทั้ง “พร” และ “ความทุกข์” มีความหมายว่าอะไร ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงหาได้จริงใจในการแสวงหาเราของพวกเขาไม่ หากวันพรุ่งไม่ได้มีอยู่ เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าคนใดที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเรา จักบริสุทธิ์ดุจดังหิมะที่ถูกพัดพา และไร้มลทินดุจดังหยก? จะเป็นไปได้ไหมที่ความรักของเจ้าที่มีต่อเราเป็นเพียงบางอย่างที่สามารถถูกแลกเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารอันโอชะสักมื้อ ชุดสูทมีระดับสักชุด หรือตำแหน่งสูงพร้อมรายได้งามๆ สักตำแหน่ง? ความรักของเจ้าที่มีต่อเราสามารถถูกแลกเปลี่ยนเป็นความรักที่ผู้อื่นมีต่อพวกเจ้าได้ไหม? จะเป็นไปได้อย่างแท้จริงไหมที่การก้าวผ่านบททดสอบต่างๆ จะกระตุ้นผู้คนให้ทอดทิ้งความรักของพวกเขาที่มีต่อเรา? ความทุกข์และความทุกข์ลำบากทั้งหลายจะทำให้พวกเขาพร่ำบ่นเกี่ยวกับการจัดการเตรียมการต่างๆ ของเราไหม? ไม่มีผู้ใดเคยได้ซึ้งคุณค่าของดาบคมกล้าที่อยู่ในปากของเราอย่างแท้จริงเลย กล่าวคือ พวกเขารู้จักเพียงความหมายที่ผิวเผินของมันโดยปราศจากการจับความเข้าใจในสิ่งที่มันพ่วงเอามาด้วย หากมนุษย์ทั้งหลายมีความสามารถที่จะมองเห็นความคมของดาบของเราอย่างแท้จริง พวกเขาก็คงจะวิ่งลนลานเหมือนหนูเข้ารูของพวกมัน เป็นเพราะความมึนชาของมนุษย์ทั้งหลาย พวกเขาจึงไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับความหมายแท้จริงแห่งวจนะของเรา และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีเบาะแสเลยว่า ถ้อยคำทั้งหลายของเราน่ายำเกรงเพียงใด หรือว่าพวกมันเปิดเผยธรรมชาติของมนุษย์มากเพียงใด และความเสื่อมทรามของมนุษย์เองได้ถูกวจนะเหล่านั้นพิพากษาไปมากเพียงใดแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงได้รับเอาท่าทีที่ไม่กระตือรือร้นมาใช้อันเป็นผลลัพธ์ของแนวคิดครึ่งๆ กลางๆ ของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เรากล่าว

ภายในราชอาณาจักร ไม่เพียงถ้อยคำเท่านั้นที่ออกจากปากของเรา แต่เท้าของเราก็ก้าวย่างไปอย่างเป็นพิธีการอย่างยิ่งในทุกหนแห่งทั่วแผ่นดินทั้งปวง ในหนทางนี้ เราจึงได้มีชัยชนะเหนือสถานที่ที่มีมลทินและโสมมทั้งปวง เพื่อที่ไม่เพียงสวรรค์เท่านั้นที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่แผ่นดินโลกเองก็อยู่ในกระบวนการแปลงสภาพและย่อมได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในเวลาต่อมาเช่นกัน ภายในจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างส่องประกายเหมือนใหม่อยู่ในรัศมีแห่งสง่าราศีของเรา นำเสนอแง่มุมที่อบอุ่นหัวใจซึ่งยังความปลาบปลื้มยินดีแก่สำนึกรับรู้ และยกจิตวิญญาณของผู้คนให้สูงขึ้น ประหนึ่งว่าบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างดำรงอยู่ในสวรรค์แห่งหนึ่งพ้นฟ้าสวรรค์ทั้งหลายขึ้นไป ดุจดังที่คิดฝันกันในจินตนาการของมนุษย์ ไม่ถูกซาตานรังควาน และเป็นอิสระจากการโจมตีของศัตรูภายนอกทั้งหลาย ณ ขอบเขตตอนบนสุดของจักรวาล ดวงดาวมากมายเหลือคณานับจับจองตำแหน่งแห่งที่ที่ได้รับการกำหนดไว้ตามบัญชาของเรา เปล่งความสว่างของพวกมันโดยตลอดแดนดาวในโมงยามแห่งความมืด ไม่มีสักชีวิตเดียวที่กล้าเก็บงำความคิดต่างๆ แห่งความพยศ และดังนั้น ในความสอดคล้องกับแก่นแท้ของประกาศกฤษฎีกาบริหารของเรา ทั่วทั้งจักรวาลจึงได้รับการกำกับดูแลเป็นอย่างดีและอยู่ในระเบียบที่เพียบพร้อม กล่าวคือ ไม่มีการรบกวนได้เคยเกิดขึ้น และจักรวาลก็ไม่ได้เคยถูกแบ่งแยก เราโผนทะยานเหนือดวงดาวทั้งหลาย และเมื่อดวงอาทิตย์แผ่รังสีของมันออกมา เราก็คลายไออุ่นของรังสีเหล่านั้นโดยส่งลมยักษ์พัดเกล็ดหิมะที่ใหญ่เท่าขนห่านปลิวลงไปจากมือของเรา แต่เมื่อเราเปลี่ยนใจของเรา หิมะทั้งหมดนั้นก็ละลายลงสู่แม่น้ำ และในทันใด ฤดูใบไม้ผลิก็ได้อุบัติไปทั่วทุกหนแห่งภายใต้ท้องฟ้า และสีเขียวมรกตก็ได้แปลงสภาพทั่วทั้งภูมิทัศน์บนแผ่นดินโลก เราท่องไปเหนือภาคพื้น และทันใดนั้นแผ่นดินโลกก็ถูกความมืดมิดห่อหุ้มอันเป็นเพราะรูปสัณฐานของเรา กล่าวคือ โดยปราศจากคำเตือน “รัตติกาล” ได้มาถึง และทั่วทั้งโลกก็มืดลงมากจนถึงขนาดที่คนผู้หนึ่งไม่สามารถมองเห็นมือของตนตรงหน้าใบหน้าของตนได้ ทันทีที่ความสว่างถูกดับสิ้นไป มนุษย์ทั้งหลายก็ฉวยชั่วขณะนี้เพื่อเริ่มก่อความวุ่นวายแห่งการทำลายล้างซึ่งกันและกัน ฉกชิง และจี้ปล้นกันและกัน และแล้วประชาชาติทั้งหลายของแผ่นดินโลกก็ตกอยู่ในความแตกแยกที่สับสนอลหม่าน และเข้าสู่สภาวะปั่นป่วนวุ่นวายอันฟอนเฟะ จนกระทั่งพวกเขานั้นอยู่พ้นวิสัยการไถ่ทั้งปวง ผู้คนดิ้นรนต่อสู้อยู่ท่ามกลางความทุกข์ ร้องครวญครางและโอดโอยในท่ามกลางความเจ็บปวดของพวกเขา และคร่ำครวญอย่างน่าสังเวชในความระทมของพวกเขา โหยหาความสว่างให้มายังโลกมนุษย์อีกครั้งโดยพลัน และด้วยเหตุนั้นย่อมอวสานยุคแห่งความมืดและฟื้นคืนความมีชีวิตชีวาที่ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ด้วยการสะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง เราก็ได้ผละจากมนุษย์มานานแล้ว ไม่มีวันจะสงสารพวกเขาในเรื่องของความไม่เป็นธรรมทั้งหลายของโลกอีก กล่าวคือ เราได้รังเกียจและปฏิเสธผู้คนของทั่วทั้งแผ่นดินโลก ได้ปิดตาของเราจากสภาพเงื่อนไขทั้งหลายที่นั่น ได้หันหน้าของเราไปจากทุกการเคลื่อนไหวและทุกอากัปกิริยาท่าทางของมนุษย์ และได้หยุดที่จะยินดีในความเป็นเด็กและความบริสุทธิ์ใจของมนุษย์มานานแล้ว เราได้เริ่มดำเนินแผนอีกอย่างหนึ่งเพื่อทำให้โลกใหม่อีกครั้ง เพื่อที่โลกใหม่นี้อาจพบการเกิดใหม่เร็วขึ้น ไม่มีวันจมดิ่งลงไปอีก ในท่ามกลางมนุษย์ สภาวะผิดประหลาดมากมายเหลือเกินกำลังรอให้เราแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสม มีความผิดพลาดมากมายเหลือเกินให้เราป้องกันด้วยตัวเราเองไม่ให้เกิดขึ้น มีฝุ่นผงมากมายเหลือเกินให้เรากวาดทิ้งไป และมีความล้ำลึกมากมายเหลือเกินให้เราเผย มนุษย์ทั้งปวงย่อมตั้งตารอเราอยู่ และถวิลหาการมาของเรา

บนแผ่นดินโลก เราคือพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงพระองค์เอง ผู้ทรงอยู่ในหัวใจของมนุษย์ทั้งหลาย บนสวรรค์ เราคือองค์เจ้านายแห่งสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง เราได้ขึ้นภูเขาทั้งหลาย และเดินลุยข้ามแม่น้ำทั้งหลาย และเราได้ลอยล่องเข้าออกในท่ามกลางมนุษย์ ใครเล่ากล้าต่อต้านพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงพระองค์เองอย่างเปิดเผย? ใครเล่ากล้าแยกตัวออกจากอำนาจอธิปไตยแห่งองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์? ใครเล่ากล้ายืนยันว่าเรานั้นอยู่บนสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย? ที่มากกว่านั้น ใครเล่ากล้ายืนยันว่าเรานั้นอยู่บนโลกอย่างไม่อาจโต้แย้งได้? ไม่มีผู้ใดท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวงสามารถบรรยายให้เห็นภาพถึงทุกรายละเอียดของสถานที่ทั้งหลายที่เราพักอาศัย จะเป็นไปได้ไหมว่าเมื่อใดก็ตามที่เราอยู่บนสวรรค์ เราก็คือพระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือธรรมชาติพระองค์เอง และว่าเมื่อใดก็ตามที่เราอยู่บนแผ่นดินโลก เราก็คือพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงพระองค์เอง? แน่นอนว่าการที่เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงพระองค์เองหรือไม่นั้น ย่อมไม่สามารถกำหนดได้โดยการเป็นองค์ปกครองสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงของเรา หรือโดยข้อเท็จจริงที่ว่าเรามีประสบการณ์กับความทุกข์ต่างๆ ของโลกมนุษย์ จริงไหม? หากเป็นกรณีเช่นนั้น เช่นนั้นแล้ว มนุษย์ทั้งหลายจะไม่รู้เท่าทันเกินที่จะมีความหวังได้หรอกหรือ? เราอยู่บนสวรรค์ แต่เราก็อยู่บนแผ่นดินโลกด้วย เราอยู่ท่ามกลางวัตถุแห่งการทรงสร้างจำนวนเหลือคณานับ และอยู่ท่ามกลางหมู่ชนทั้งหลายด้วย มนุษย์ทั้งหลายสามารถสัมผัสเราได้ทุกวัน ที่มากไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถมองเห็นเราได้ทุกวัน ในความคิดเห็นของมนุษย์ เราดูเหมือนบางครั้งก็ลี้ลับ และบางครั้งก็มองเห็นได้ เราดูเหมือนดำรงอยู่จริง แม้กระนั้นเราก็ดูเหมือนไม่มีอยู่ด้วยเช่นกัน ภายในตัวเรา มีความล้ำลึกทั้งหลายซึ่งยากหยั่งถึงสำหรับมนุษย์ เป็นประหนึ่งว่ามนุษย์ทั้งปวงกำลังเพ่งดูเราโดยผ่านทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อที่จะค้นพบความล้ำลึกต่างๆ ในตัวเรามากขึ้นด้วยซ้ำ โดยหวังว่าด้วยผลจากการนั้นจะปัดเป่าความรู้สึกไม่สบายใจในหัวใจของพวกเขาออกไป อย่างไรก็ตาม แม้มนุษย์จะถึงขนาดใช้รังสีเอ็กซ์ แต่พวกเขาจะสามารถเปิดเผยความลับใดๆ ที่เราครองอยู่ออกมาได้อย่างไร?

ในชั่วขณะที่ประชากรของเราได้รับเกียรติเคียงข้างเรา อันเป็นผลมาจากงานของเรา ที่อยู่ของพญานาคใหญ่สีแดงจะถูกขุดพบ โคลนและดินทั้งหมดจะถูกกวาดทิ้งจนสะอาด และน้ำเน่าเสียทั้งมวลที่สะสมมาตลอดเวลามากมายหลายปีสุดที่จะนับได้ จะเหือดแห้งไปในไฟที่เผาไหม้ของเราเพื่อที่จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ครั้นแล้ว พญานาคใหญ่สีแดงก็จะพินาศไปในบึงไฟและกำมะถัน พวกเจ้าเต็มใจอย่างแท้จริงที่จะคงอยู่ภายใต้การดูแลที่รักใคร่ของเราเพื่อไม่ให้ถูกพญานาคคว้าเอาตัวไปไหม? พวกเจ้าเกลียดชังเล่ห์กระเท่ห์อันลวงหลอกของมันอย่างแท้จริงไหม? ผู้ใดสามารถเป็นพยานที่แข็งแกร่งและทรงพลังเพื่อเรา? ผู้ใดสามารถยกความแข็งแกร่งทั้งหมดของพวกเขาเป็นของถวาย เพื่อประโยชน์แห่งนามของเรา เพื่อประโยชน์แห่งวิญญาณของเรา และเพื่อประโยชน์แห่งแผนการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของเรา? ในวันนี้ เมื่อราชอาณาจักรอยู่ในโลกมนุษย์ก็เป็นเวลาที่เราได้มาถึงในท่ามกลางมนุษย์ในสภาวะบุคคล หากการนี้ไม่เป็นดังนั้นแล้ว มีผู้ใดบ้างที่จะสามารถมุ่งหน้าเข้าสู่สนามรบในนามของเราโดยปราศจากความกังวลใจ? มนุษย์ทั้งปวงกำลังเพียรพยายามด้วยกำลังทั้งหมดของพวกเขา ทุ่มเทจนสุดความพยายามในการพลีอุทิศตัวพวกเขาเองเพื่อเรา เพื่อที่ราชอาณาจักรอาจเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เพื่อที่หัวใจของเราอาจพอใจ และยิ่งไปกว่านั้น เพื่อที่ยุคของเราอาจมาถึง เพื่อที่ว่าอาจถึงเวลาที่เป้าหมายเหลือคณานับแห่งการทรงสร้างย่อมเกิดใหม่และและอุดมยิ่งขึ้นไป เพื่อที่มนุษย์ทั้งหลายอาจได้รับการช่วยกู้จากทะเลแห่งความทุกข์ของพวกเขา เพื่อที่วันพรุ่งอาจมาถึง และเพื่อที่วันพรุ่งอาจมหัศจรรย์ และผลิบานและฟูเฟื่อง และที่มากกว่านั้น เพื่อที่ความชื่นชมยินดีแห่งอนาคตอาจเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่หมายสำคัญอย่างหนึ่งว่าชัยชนะเป็นของเราเรียบร้อยแล้วหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่เครื่องหมายของการทำให้แผนของเราครบบริบูรณ์หรอกหรือ?

ยิ่งผู้คนดำรงอยู่ในยุคสุดท้ายมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งรู้สึกถึงความว่างเปล่าของโลกมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาจะยิ่งมีความกล้าในการใช้ชีวิตน้อยลงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้คนนับไม่ถ้วนจึงได้เสียชีวิตในความผิดหวัง ส่วนคนอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนก็ได้ผิดหวังในการสืบเสาะแสวงหาของพวกเขา และคนอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนย่อมทนทุกข์ด้วยตัวพวกเขาเองในการถูกมือของซาตานบงการ เราได้ช่วยกู้ผู้คนมากมายเหลือเกินและได้สนับสนุนพวกเขามากมายเหลือเกิน และบ่อยครั้งเหลือเกินเมื่อมนุษย์ทั้งหลายได้สูญเสียความสว่าง เราก็ได้ย้ายพวกเขากลับไปในที่แห่งความสว่าง เพื่อที่พวกเขาอาจรู้จักเราภายในความสว่างนั้นและชื่นชมเราท่ามกลางความสุข เป็นเพราะการมาแห่งความสว่างของเรา ความรักใคร่บูชาจึงยิ่งเติบโตในหัวใจของประชากรที่อยู่อาศัยในราชอาณาจักรของเรา ด้วยเหตุที่เราเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งสำหรับให้มนุษย์ทั้งหลายรัก—พระเจ้าองค์หนึ่งที่มนุษย์เกาะติดด้วยความผูกพันรักใคร่—และพวกเขาก็เต็มไปด้วยความประทับใจอันยืนยงในรูปสัณฐานของเรา แม้กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่านี่เป็นการทรงพระราชกิจของพระวิญญาณหรือเป็นหน้าที่การงานอย่างหนึ่งของเนื้อหนังกันแน่ ผู้คนคงจะใช้เวลาทั้งชีวิตเพียงแค่จะมีประสบการณ์อย่างละเอียดกับสิ่งนี้สิ่งเดียว ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจมนุษย์ทั้งหลาย พวกเขาไม่เคยได้ดูหมิ่นเรา ตรงกันข้าม พวกเขากลับเกาะติดอยู่กับเราในส่วนลึกของจิตวิญญาณของพวกเขา ปัญญาของเราเพิ่มพูนความเลื่อมใสของพวกเขา การอัศจรรย์ที่เราทำคือความน่าตื่นตาตื่นใจในสายตาของพวกเขา และวจนะของเราก็ทำให้จิตใจของพวกเขางงงวย แม้กระนั้นพวกเขาก็ยังทะนุถนอมวจนะเหล่านั้นอย่างสุดซึ้ง ความเป็นจริงของเราทำให้มนุษย์ทั้งหลายพูดไม่ออก อึ้งตะลึงงัน และรู้สึกงุนงงสงสัย และถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังเต็มใจที่จะยอมรับมัน นี่ไม่ใช่ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ทั้งหลายตามที่พวกเขาเป็นอย่างแท้จริง โดยเที่ยงตรงหรอกหรือ?

วันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.1992

ก่อนหน้า:บทที่ 14

ถัดไป:บทที่ 16

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง