วิธีการสำหรับการสมรสของคริสตชน: ด้วยการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เผชิญหน้ากับการทรยศของสามีของฉันอย่างสงบ (ส่วนที่ 1)

วันที่ 19 เดือน 10 ปี 2020

โดย Shiji

นวนิยายจินตนาการฝันหวานคือเพื่อนคู่เคียงของฉันขณะที่ฉันเติบโตขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ฉันได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอกชายและหญิง ซึ่งสาบานว่าจะค้ำจุนความรักของพวกเขาและก้าวผ่านความยากลำบากที่ไม่ได้บอกเล่า ก่อนที่ในที่สุดแล้วจะสัมฤทธิ์ความพึงปรารถนาของพวกเขา ฉันได้รับการขับเคลื่อนจนมีน้ำตาเสมอ จากเวลานั้นเป็นต้นมา แนวคิดทั้งหลาย อาทิ “จนกว่าความตายจะพรากเราจากกัน” และ “ความรักสำคัญที่สุด” ได้กลายเป็นหยั่งรากลึกในหัวใจของฉัน และฉันได้เริ่มที่จะโหยหาความรักประเภทที่จริงใจซึ่งฉันพบในนวนิยายเหล่านี้ ตั้งตาคอยที่จะมีการสมรสที่มีความสุขและผาสุก และถวิลหาที่จะมีความสามารถที่จะค้นหาคู่ครองชั่วชีวิตในภายภาคหน้า

ฉันอุทิศหัวใจทั้งหมดของฉันให้กับการสมรสที่มีความสุขเพียงเท่านั้น

เมื่อฉันมีอายุมากขึ้น การถวิลหาของฉันที่จะค้นหาคู่ครองชั่วชีวิตก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ต่อมา การปรากฏของสามีของฉันเปิดโอกาสให้ฉันเห็นร่องรอยของความรักที่ฉันได้เห็นในนวนิยายเหล่านั้น และฉันได้มาเชื่ออย่างหนักแน่นว่า ชายคนนี้คืออัศวินขี่ม้าขาวที่ฉันได้รอคอยมาเป็นเวลานานแสนนาน ดังนั้นฉันจึงไม่ใส่ใจต่อคำคัดค้านของบิดามารดาของฉัน แต่กลับรักเขาและแต่งงานกับเขาโดยไม่ลังเล พวกเราทั้งคู่ทำงานเป็นครูที่บริหารจัดการโดยชาวเมือง (ครูซึ่งทำงานในโรงเรียนที่รัฐดำเนินการซึ่งไม่ได้รับเงินเดือนปกติจากรัฐบาล) ในโรงเรียนเดียวกัน และพวกเราก็เริ่มและเสร็จงานพร้อมกันทุกวัน ในเวลาว่างของพวกเรา พวกเราจะเล่าเรื่องตลกและเล่นหมากรุกจีนกัน และบางครั้งสามีของฉันก็จะเล่นซออู้ในขณะที่ฉันจะขับร้อง พวกเราพึ่งพากันและกันอย่างสมบูรณ์ และฉันติดตามเขาในทุกสิ่งทุกอย่าง และแม้ว่าพวกเราจะดำรงชีวิตที่เรียบง่าย แต่พวกเราก็มีความสุขเสมอ สองปีต่อมา ลูกชายของพวกเราก็ถือกำเนิด ซึ่งได้นำพาความชื่นบานไม่จำกัดมาสู่ครอบครัวของพวกเรา ขณะที่ฉันเฝ้าดูสามีที่เห็นอกเห็นใจและลูกชายที่น่ารักของฉัน ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดบนแผ่นดินโลก

ค.ศ. 1977 มาถึงภายในพริบตา และระบบการสอบเข้าวิทยาลัยที่ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ 10 ปีก่อน ก็ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ สามีของฉันเข้าสอบและได้เข้าเรียนในวิทยาลัยฝึกหัดครู และฉันก็ร่ำไห้ด้วยน้ำตาแห่งความชื่นบาน ฉันภูมิใจในตัวเขามาก แต่ท่ามกลางความสุขทั้งหมดของฉัน ฉันเริ่มวิตกกังวลว่า “ตอนนี้เงินทองค่อนข้างตึง และพวกเราไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านซึ่งชำรุดทรุดโทรมของพวกเราเองเสียด้วยซ้ำ เงินช่วยเหลือรายเดือนของฉันคือ 5 หยวนเท่านั้น และฉันมีรายได้ประมาณ 50 ถึง 60 หยวนต่อปีเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะซื้ออาหารปันส่วนที่เป็นธัญพืช นับประสาอะไรที่จะส่งสามีของฉันให้เรียนจนจบวิทยาลัย แต่สามีของฉันได้ต่อสู้ดิ้นรนหนักมากที่จะได้รับโอกาสนี้ในการศึกษาเล่าเรียน และฉันก็ไม่ต้องการที่จะขอให้เขาล้มเลิกการนั้น เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของอนาคตของสามีของฉัน ฉันจะส่งเขาให้เรียนจนจบวิทยาลัย ไม่สำคัญว่าการนั้นจะยากเพียงใด” ดังนั้นฉันจึงได้เที่ยวไปขอยืมเงินมากเท่าที่ฉันจะทำได้ และในที่สุดแล้วฉันจึงได้รวมเงินมากพอที่จะชำระค่าเทอมของเทอมแรกในวิทยาลัยของสามีของฉัน เพื่อที่จะชำระหนี้ของฉันให้หมดและเพื่อชำระค่าเทอมของเทอมที่สองของสามีของฉัน ฉันจึงได้ยืมเงินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งและเริ่มเลี้ยงหมู และฉันยังได้เริ่มปลูกพืชผลบนแผ่นดินผืนหนึ่งด้วยเช่นกัน แต่พวกเรานั้นยากจนมาก และฉันก็ไม่มีอาหารให้กับพวกหมูเลย ทางเลือกเดียวของฉันคือ ตื่นแต่เช้าทุกวันและไปหาอาหารในภูเขาให้ได้วัชพืชเพื่อป้อนอาหารพวกหมู หรือเดินเกิน 50 กิโลเมตรไปยังบ้านแม่ของฉัน เพื่อไปเอากระสอบของเหลือธัญพืชมาเพื่อป้อนอาหารพวกมัน แผ่นดินที่ฉันได้หว่านเมล็ดพืชนั้นก็อยู่ไกลมากเกินไปด้วย และตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดเอียง เมื่อศัตรูพืชเริ่มกินข้าวฟ่างของฉัน ฉันไม่มีทางที่จะรับเอาน้ำมาเพื่อฉีดยาฆ่าแมลงเลย ดังนั้นทั้งหมดที่ฉันสามารถทำได้คือ ยืนกลางพระอาทิตย์เที่ยงวันทุกวัน หยิบแมลงออกจากข้าวฟ่างทีละก้าน เพื่อที่ฉันจะได้มีความสามารถที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ใหญ่กว่าและรวมเงินเข้าด้วยกันเพื่อค่าเล่าเรียนของสามีของฉัน หลังจากการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เมื่อฉันได้ให้เงินแก่สามีเป็นค่าเล่าเรียนของเขา เขาได้รับการขับเคลื่อนอย่างเห็นได้ชัดและพูดว่า “คุณทำงานหนักมากเพื่อหาเงินก้อนนี้ให้ผม ผมเป็นหนี้คุณจริงๆ…” ฉันพูดกับเขาว่า “ไม่ต้องคิดเรื่องนั้นมากเกินไปหรอก แค่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนก็พอ ฉันเต็มใจที่จะก้าวผ่านความยากลำบากอันใดก็ตามเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของคุณ!” เมื่อได้ยินฉันพูดเช่นนี้ สามีของฉันก็สะอึกสะอื้นและสัญญาว่า เขาจะปฏิบัติต่อฉันอย่างดียิ่งนักในภายภาคหน้า และว่าเขาจะไม่มีวันทำให้ฉันเสียใจ… ในตอนนั้นพวกเราใกล้ชิดกันมาก ถึงแม้ว่าฉันจะเหนื่อยล้าในแต่ละวัน ฉันก็ยังคงรู้สึกมีความสุข

สองปีต่อมา สามีของฉันจบการศึกษา และเขาก็ได้งานสอนที่วิทยาลัยฝึกหัดครู เมื่อถึงตอนนั้นฉันยังได้ชำระหนี้ทั้งหมดของพวกเราด้วยเช่นกัน และได้ย้ายไปยังเมืองที่ซึ่งสามีของฉันทำงานอยู่ สุขภาพของสามีของฉันแย่ และเขาก็จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหนึ่งหรือสองครั้งทุกปี ตลอดจนทานยาตลอดทั้งปี เพื่อที่จะดูแลเขา ทุกวันฉันจะทำอาหารที่เขาชอบให้เขาทานซึ่งจะแตกต่างกันไป ด้วยกลัวว่าเขาจะลืมทานยานี้ ฉันจึงเขียนบันทึกแล้วยัดไว้ที่หัวเตียงของพวกเราเพื่อย้ำเตือนเขา และฉันถึงขั้นนำน้ำมาให้เขาล้างเท้าของเขาเสียด้วยซ้ำ และชีวิตของพวกเราซึ่งเรียบง่ายแต่กระนั้นก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นจึงดำเนินต่อไปเช่นนั้น และฉันได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีเพื่อสามีของฉันอย่างเต็มใจ…

สามีของฉันไถลห่างและหัวใจของฉันถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บปวด

ใน ค.ศ. 1985 ด้วยกระแสของการปฏิรูปและการเปิดกว้างสู่โลกภายนอกซึ่งกวาดไปทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ สามีของฉันลาออกจากงานที่วิทยาลัย เข้าสู่ธุรกิจตีพิมพ์หนังสือ และเขาก็เปิดร้านหนังสือ หลังจากสองสามปีผ่านไป เรือของสามีของฉันก็ได้เข้ามา และเขาได้กลายเป็นที่รู้จักทั้งใกล้และไกล ฉันรู้สึกมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อเหลือเกินที่ได้เห็นการนี้…

พอดีกับที่ฉันกำลังรู้สึกดีใจเหลือล้นและเตรียมพร้อมที่จะต้อนรับชีวิตที่ดีกว่าและมีความสุขมากกว่า สามีของฉันได้บอกฉันว่าเขาต้องการหย่า เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ออกจากปากของเขา ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันโดนฟ้าผ่า ในชั่วขณะนั้น ทั้งหมดที่ฉันสามารถรู้สึกได้ก็คือ เลือดในร่างกายของฉันวิ่งไปที่หัวของฉัน—นั่นช่างเป็นอาการรู้สึกอันมิอาจแสดงออกได้ ฉันไม่สามารถหยุดคิดว่า “สามีของฉันผู้ที่สุภาพนอบน้อมและเข้าใจมากเสมอมานั้นไปไหนกัน? ความรู้สึกของเขาที่มีต่อฉันจะสามารถเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปีได้อย่างไร? ฉันได้ให้มากมายเหลือเกินกับเขาและกับครอบครัวนี้ เขาจะสามารถทรยศการสมรสของพวกเราและทรยศครอบครัวของพวกเราอย่างใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นได้อย่างไร?” ฉันแค่ไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และฉันไม่สามารถหยุดน้ำตาของฉันจากการไหลรินได้ ขณะที่หัวใจของฉันฉีกขาดด้วยความเจ็บปวด ฉันระลึกถึงสิ่งเล็กน้อยทุกสิ่งที่ฉันได้เคยทำให้สามีของฉัน กล่าวคือ ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่ได้ใส่ใจต่อการต่อต้านจากครอบครัวของฉัน และฉันก็ได้แต่งงานกับเขาโดยไม่ลังเล ฉันเต็มใจทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อหาเงินส่งเขาเรียนในวิทยาลัย เมื่อเขาป่วย ฉันดูแลอาหารการกินและข้อกำหนดรายวันของเขาอย่างพิถีพิถัน ถึงขั้นนำน้ำมาให้เขาล้างเท้าของเขาเสียด้วยซ้ำ…เป็นเวลาหลายปีเหลือเกิน ฉันได้ให้ทั้งหมดที่ฉันมีแก่เขาและไม่เก็บสิ่งใดไว้ให้ตัวฉันเองเลย แต่กระนั้นตอนนี้เขากลับต้องการหย่ากับฉัน ยิ่งฉันคิดเรื่องนั้นมากขึ้นเท่าใด ฉันก็ยิ่งรู้สึกหัวเสียมากขึ้นเท่านั้น และฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดอันมิอาจควบคุมได้ ฉันรู้สึกว่าฉันหายใจไม่ออก แต่ฉันก็แค่ไม่สามารถเข้าใจการนั้นได้—ทำไมสามีของฉันจึงต้องการหย่ากับฉันอย่างโหดร้ายเช่นนั้น?

ต่อมา ในที่สุดแล้วฉันก็ค้นหาจนพบว่า สามีของของฉันมีผู้หญิงอีกคน ฉันโกรธมากจนกระทั่งฉันสาปแช่งเขาที่ไร้ยางอายเช่นนั้นและไร้ซึ่งมโนธรรม แต่กระนั้นเขาก็พูดกับฉันอย่างไร้ยางอายว่า “นี่คือวิธีที่สิ่งทั้งหลายเป็นอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ‘หากปราศจากผู้หญิงอยู่ข้างๆ ผู้ชายก็ไม่มีความมีรสชาติสำหรับชีวิต’ และ ‘การไล่ตามเสาะหาผู้หญิงสวยนั้นคือหนทางที่ควรค่าที่จะใช้ชีวิต’ ในยุคนี้ซึ่งความยากจนเป็นที่เย้ยหยันแต่การค้าประเวณีนั้นไม่ใช่ ไม่มีผู้ใดพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องมโนธรรมอีกแล้ว มโนธรรมนั้นควรค่ากับสิ่งใดเล่า?” ในชั่วขณะนั้น ฉันรู้สึกเหมือนว่าหัวใจของฉันได้ถูกฉีกจากอกของฉัน ถูกขว้างไปที่พื้น และถูกเหยียบย่ำอย่างมัวเมา ความเจ็บปวดและความรู้สึกของฉันจากการที่ได้ถูกกระทำผิด แปรเป็นความเกลียดชังทันทีทันใด ฉันเกลียดชังที่สามีของฉันไร้มโนธรรม เกลียดชังเขาที่ไม่สัตย์ซื่อ และฉันเกลียดชังหญิงหน้าไม่อายอีกคนนั้นมากยิ่งกว่าเสียอีก หากเธอไม่ได้ล่อลวงสามีของฉัน เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะไม่มีสิ่งใดในการนี้เกิดขึ้นเลย ความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ที่ฉันกำลังรู้สึกเป็นเพราะเธอ ยิ่งฉันคิดเกี่ยวกับเธอมากขึ้นเท่าใด ฉันก็ยิ่งเกลียดชังเธอมากขึ้นเท่านั้น และฉันก็ปรารถนาว่าฉันจะสามารถหยิบมิดขึ้นมา แล้วฆ่าหญิงคนนั้นซึ่งได้ทำลายครอบครัวแสนสุขของฉัน อย่างไรก็ตาม ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทำการนี้ได้ ดังนั้น ทั้งหมดที่ฉันสามารถทำได้ก็คือหลั่งน้ำตาโดยไม่มีใครรู้ เมื่อเผชิญหน้ากับสามีของฉันซึ่งกดดันฉันให้หย่าครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันสูญเสียกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสิ้นเชิง และด้วยความโมโห ฉันจึงกินยานอนหลับ โดยหวังที่จะปลุกมโนธรรมของสามีของฉันอีกครั้งโดยวิถีทางแห่งความตายของฉันเอง อย่างไรก็ตาม โดยไม่ได้คาดคิด ตั้งแต่ชั่วขณะที่ชีวิตของฉันได้รับการช่วยให้รอดจนกระทั่งฉันออกจากโรงพยาบาล สามีของฉันไม่ได้มาเยี่ยมฉันเลยแม้สักครั้ง เมื่อเผชิญหน้ากับความไม่แยแสต่อฉันจากสามีของฉัน ฉันกลายเป็นท้อใจ และฉันก็ร้องไห้ทุกวัน ฉันได้คิดเสมอว่า สามีของฉันเห็นคุณค่าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำให้เขา และว่าเขารับเอาทั้งหมดนั้นไว้ในหัวใจ และว่าเขาจะไม่มีวันทรยศฉัน ฉันได้คิดว่า พวกเราจะเป็นคู่สมรสกันเสมอและจะแก่ไปด้วยกัน ฉันไม่เคยได้จินตนาการเลยว่า หลังจากสองสามปีแห่งความสุข เขาจะไถลห่างไปอยู่ในอ้อมแขนของผู้หญิงอีกคนและกลายเป็นไร้หัวใจและอกตัญญูเช่นนั้น และไร้มโนธรรมอย่างสิ้นเชิง ฉันเสียใจอย่างหนักในเวลานั้น และจิตวิญญาณของฉันก็เกือบจะพังทลาย ฉันอยู่ในความสิ้นหวังเช่นนั้น…หกเดือนต่อมา โดยที่ยังคงถูกสามีของฉันกดดันให้หย่า ฉันไม่มีตัวเลือกนอกจากจะเซ็นเอกสารหย่า

หลังจากที่พวกเราหย่ากันแล้ว ฉันตั้งท่าที่จะเริ่มต้นชีวิตผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยวอันยาวนานกับลูกชายวัยสี่ขวบของฉัน เพราะฉันเพิ่งจะได้หย่ามาและไม่มีใครที่จะสนับสนุนฉัน ครูใหญ่ประจำโรงเรียนที่ฉันทำงานนั้นก็เริ่มที่จะระรานฉัน เมื่อฉันสมัครขอย้ายไปอยู่อีกโรงเรียนหนึ่ง ผู้อำนวยการของสำนักการศึกษาฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้ลวนลามฉัน เหตุการณ์ชุดนี้ทำให้ฉันรู้สึกเศร้าและเคราะห์ร้ายยิ่งขึ้นไปอีก การทรยศของสามีของฉัน ความไม่แยแสของโลก ความยากลำบากของชีวิต และการบีบคั้นที่ฉันรู้สึกในจิตวิญญาณของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันนั้นจบสิ้นแล้ว ฉันซึมเศร้าทุกวัน และเงาที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการสมรสที่ล้มเหลวของฉันนั้น เป็นมลทินบนหัวใจของฉันที่ฉันจะพกพาไปเป็นเวลานาน

ความรอดของพระเจ้ามาหาฉันและฉันพบเจอความอบอุ่นและสิ่งรองรับ

พอดีกับที่ฉันกำลังรู้สึกไร้หนทางอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับชีวิตอยู่นั้น ผู้ปกครองของนักเรียนคนหนึ่งของฉันได้ประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้ากับฉัน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้า ความว่า “มนุษยชาติซึ่งได้ไถลห่างไปจากการจัดเตรียมชีวิตตามแนวทางขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น รู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อจุดประสงค์ของการดำรงอยู่ แต่กระนั้นกลับรู้ที่จะหวาดกลัวต่อความตาย พวกเขาขาดการช่วยเหลือหรือสนับสนุน แต่ก็ยังคงสองจิตสองใจที่จะยอมปิดเปลือกตาลง และได้ทำใจที่จะใช้ชีวิตอย่างต่ำทรามในโลกนี้ เหมือนกระสอบบรรจุเนื้อหนังที่ปราศจากสำนึกรับรู้แห่งดวงวิญญาณที่เป็นของตนเอง…ยามที่เจ้ารู้สึกอ่อนล้าท้อใจและยามที่เจ้าเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเหน็บอ้างว้างบางอย่างในโลกใบนี้ จงอย่าหลงทาง จงอย่าร่ำไห้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้เฝ้าดู จะทรงโอบกอดการมาถึงของเจ้าไม่ว่า ณ เวลาใดก็ตาม” (“การทอดถอนพระทัยขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์”)

ฉันแตกสลายด้วยเสียงสะอื้นขณะที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงปลอบประโลมฉันดั่งมารดา พระเจ้าทรงรู้ว่าฉันกำลังทนทุกข์มากเพียงใด ฉันอยู่ในความเจ็บปวดมากเพียงใด และฉันรู้สึกโดดเดี่ยวเพียงใดในตอนนั้น และพระองค์ก็กำลังทรงใช้พระวจนะอันเป็นสิ่งชูใจของพระองค์ เพื่อละลายหัวใจที่แข็งกระด้างและนิ่งอย่างยิ่งของฉัน จะว่าไปแล้วฉันไม่ได้อยู่ตามลำพังหรือโดดเดี่ยว ด้วยเหตุที่พระผู้สร้างทรงเฝ้าดูฉันอยู่เสมอ ทรงอยู่กับฉันเสมอ ทรงคอยให้ฉันมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เสมอ ฉันเป็นเหมือนแกะหลงทางที่ได้รับบาดเจ็บ และในก็ที่สุดแล้วก็พบเจอหนทางกลับบ้านของมัน ฉันได้พบเจอสิ่งรองรับและฉันได้พบเจอกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ถึงแม้ว่าการสมรสของฉันนั้นพังพินาศและครอบครัวของฉันแตกสลาย แต่ฉันก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ด้วยเหตุที่พระเจ้าทรงเป็นสิ่งรองรับของฉันเสมอ และด้วยพระเจ้าที่ทรงเคียงข้างฉัน หัวใจของฉันจึงรู้สึกสงบสุขและสบายใจ

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระคุณของพระเจ้าทำให้เธอเป็นอิสระจากการสมรสที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด (ภาค 2)

โดย อาเจียว ฮ่องกง พระวจนะของพระเจ้าแก้ปัญหาความว้าวุ่นสับสนของเธอและหัวใจของเธอจึงผ่อนสบายขึ้น ครั้งหนึ่งในการพบปะกัน...

พระคุณของพระเจ้าทำให้เธอเป็นอิสระจากการสมรสที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด (ภาค 1)

โดย อาเจียว ฮ่องกง เจียวนั่งอยู่ริมหน้าต่างพลางมองใบหย่าในมือของเธอด้วยความรู้สึกโล่งอก เพราะพระคุณและความรอดของพระเจ้า...

วิธีการสำหรับการสมรสของคริสตชน: ด้วยการทรงนำของพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เผชิญหน้ากับการทรยศของสามีของฉันอย่างสงบ (ส่วนที่ 2)

โดย Shiji การทรยศของสามีของฉันมีจุดกำเนิดจากกระแสนิยมชั่วของสังคม ในช่วงหลายวันต่อมา ฉันเข้าร่วมการพบปะกับบรรดาพี่น้องชายหญิงบ่อยครั้ง...