ในที่สุดฉันก็เห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเอง

วันที่ 08 เดือน 09 ปี 2020

โดย Shen Xinwei, อิตาลี

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “การทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมของพระเจ้าถูกทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยวิถีทางใด? มันสำเร็จลุล่วงได้โดยวิถีทางของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระเจ้าส่วนใหญ่แล้วประกอบด้วยความชอบธรรม พระพิโรธ พระบารมี การพิพากษา และการสาปแช่ง และส่วนใหญ่แล้วพระองค์ทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยวิถีทางของการพิพากษาของพระองค์ ผู้คนบางคนไม่เข้าใจ และถามว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงมีความสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้โดยผ่านทางการพิพากษาและการสาปแช่งเท่านั้น พวกเขากล่าวว่า ‘หากพระเจ้าทรงประสงค์จะสาปแช่งมนุษย์ มนุษย์จะไม่ตายหรอกหรือ? หากพระเจ้าทรงประสงค์จะพิพากษามนุษย์ มนุษย์จะไม่ถูกกล่าวโทษหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้วเหตุใดเขายังคงสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อีกเล่า?’ เช่นนี้คือคำพูดของผู้คนที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงสาปแช่งคือความไม่เชื่อฟังของมนุษย์ และสิ่งที่พระองค์ทรงพิพากษาคือบาปทั้งหลายของมนุษย์ ถึงแม้ว่าพระองค์ตรัสอย่างเกรี้ยวกราดและอย่างไม่ปรานี พระองค์ก็ทรงเปิดเผยทั้งหมดที่อยู่ภายในมนุษย์ โดยการเปิดเผยโดยผ่านทางพระวจนะที่เข้มขรึมเหล่านี้ ซึ่งเป็นแก่นแท้ภายในมนุษย์ ทว่าโดยผ่านทางการพิพากษาดังกล่าวนั้น พระองค์ก็ทรงมอบความรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับแก่นแท้ของเนื้อหนังให้แก่มนุษย์ และเช่นนั้นเองมนุษย์จึงนบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เนื้อหนังของมนุษย์เป็นเนื้อหนังที่มีบาปและมีซาตาน เนื้อหนังนั้นไม่เชื่อฟัง และมันเป็นวัตถุแห่งการตีสอนของพระเจ้า ดังนั้น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์รู้จักตัวเขาเอง พระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าจึงต้องเกิดขึ้นกับเขา และต้องใช้กระบวนการถลุงทุกประเภท เมื่อนั้นเท่านั้นพระราชกิจของพระเจ้าจึงสามารถมีประสิทธิผลได้” (“เจ้าสามารถรู้จักความดีงามของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับการทดสอบอันแสนเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าบอกว่าพระองค์ทรงพระราชกิจเพื่อชำระมนุษย์ให้สะอาดและทำให้มนุษย์เพียบพร้อมในยุคสุดท้าย โดยมากแล้วผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระองค์ พระวจนะของพระองค์อาจเข้มงวด แต่ก็เพื่อให้เรารู้จักธรรมชาติและอุปนิสัยแบบซาตานของเรา และมองเห็นความจริงว่าเราถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างไร จากนั้นเราก็สามารถตื่นขึ้น รังเกียจตัวเอง และกลับใจได้อย่างแท้จริง ฉันเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดี ฉันเข้ากับพี่น้องชายหญิงได้ดีเสมอ และฉันยินดีช่วยใครก็ตามที่มีปัญหา ฉันไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าพระวจนะของพระเจ้าพิพากษาและเปิดโปงแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของมวลมนุษย์ แต่ภายหลังเมื่อข้อเท็จจริงถูกเปิดเผยออกมา และพระวจนะของพระเจ้าได้พิพากษาและเปิดโปงฉัน ฉันก็เข้าใจอุปนิสัยที่มุ่งร้ายของตัวเองขึ้นมานิดหน่อย ฉันเริ่มไล่ตามความจริงเพื่อแก้ไขความเสื่อมทรามของฉัน

หน้าที่ของฉันในคริสตจักรเมื่อปี 2018 คือแปลเอกสาร ทำงานกับพี่น้องจางและพี่น้องหลิว เราเข้ากันได้ดีมากค่ะ ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง เราสามัคคีธรรมกันเรื่องการแยกแยะผู้นำเทียมเท็จที่เกิดขึ้น พี่น้องหลิวสรุปว่าผู้นำเทียมเท็จคนนั้น “สลับสับเปลี่ยนคนไปเรื่อยโดยไม่มีหลักปฏิบัติ เขาย้ายพี่น้องจางออกไป แต่เก็บพี่น้องอีกคนไว้ในทีม ซึ่งไม่ใส่ใจหรือตั้งใจในหน้าที่ของตัวเองเท่าเธอ” เมื่อผู้นำอีกคนอ่านให้พี่น้องชายหญิงฟัง ฉันก็หน้าแดงก่ำทันทีค่ะ ฉันรู้สึกว่าคำพูดของพี่น้องหลิวรุนแรงมากเป็นพิเศษ ฉันบังคับตัวเองให้เก็บอาการ แต่ภายในฉันรู้สึกว้าวุ่น ในเมื่อทีมของเรามีแค่สามคน ฉันมั่นใจว่าฉันคือคนที่เธอพูดถึง ฉันรู้สึกเหมือนว่าทุกคนคงคิดว่า ฉันไม่ใส่ใจหรือตั้งใจในหน้าที่ของตัวเอง ฉันจะสู้หน้าใครได้ยังไงหลังจากนั้น ฉันรู้สึกขุ่นเคืองพี่น้องหลิวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และความสัมพันธ์ของเราก็ห่างเหินกันมากขึ้น

ไม่นานเธอก็ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าทีม เธอละเอียดมาก คอยตรวจสอบทุกอย่างที่ฉันแปลอย่างรอบคอบ ตอนแรกฉันก็รักษาทัศนคติเชิงบวกเอาไว้ แต่ผ่านไปไม่นานฉันก็เริ่มรู้สึกต่อต้านเธอ ฉันรู้สึกว่าฉันทำหน้าที่นั้นมาก็สักพักแล้ว แต่เธอยังคงไม่ไว้ใจฉัน ราวกับว่าฉันขาดทักษะ บางครั้งเธอยังให้คำแนะนำฉันอีกด้วยค่ะ ฉันจึงรู้สึกว่าเธอดูถูกฉันและทำให้อะไรๆ มันยากเย็น ที่ฉันทนไม่ได้จริงๆ ก็คือ เวลาคุยเรื่องงานกัน เธอชอบยกเอา จุดอ่อนของฉันมาพูดต่อหน้าผู้ดูแล ฉันคิดว่า “นี่คุณแค่พยายามทำให้ฉันดูแย่ต่อหน้าเขาไม่ใช่หรือ” ฉันเริ่มไม่พอใจเธอมากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกขุ่นเคืองมากขึ้น ในการทำงานร่วมกันหลังจากนั้น ฉันเกลียดหน้าเธอมาก และเธอทำให้ฉันรำคาญค่ะ ฉันไม่ชอบให้เธอมาติดตามงานของฉัน และฉันจะหน้าหงิกเมื่อไรก็ตามที่เธอมาคอยแนะนำ บางครั้งฉันคิดนะคะว่าจะทำยังไงให้เธอดูแย่ จะได้รู้ตัวบ้างว่าเธอเองก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น ฉันไม่อยากช่วยเวลาที่ฉันเห็นปัญหาในหน้าที่ของเธอ แต่กลับคิดดูถูกเธอ และถึงกับหวังให้เธอพบอุปสรรคในหน้าที่เพื่อให้เธอได้รับบทเรียนบ้าง ครั้งหนึ่งพี่น้องหลิวเปิดใจในการชุมนุม บอกว่าเธอรู้สึกอึดอัดเพราะฉันเวลาทำงานด้วยกัน ว่าฉันอารมณ์ร้อนเกินไปและเธอไม่รู้ว่าจะทำงานกับฉันยังไง ฉันอารมณ์ขึ้นทันทีที่เธอพูดแบบนั้นออกมา ฉันคิดว่า “นี่คุณแค่พยายามตีแผ่ฉันโดยแสร้งทำเป็นเปิดใจไม่ใช่หรือ ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าอารมณ์ของฉันทำให้คุณอึดอัด พวกเขาจะคิดยังไงกับฉันล่ะ” ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งโกรธ ฉันรู้สึกเหมือนว่าเธอพยายามทำให้ฉันดูแย่ ฉันเกิดอคติกับเธอ และนั่งหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ จนจบการชุมนุม หลังจากนั้น พี่หลิวสังเกตเห็นว่าฉันดูแปลกไป เธอจึงมาพูดกับฉันเบาๆ “คุณดูไม่พอใจ และคุณไม่ได้พูดอะไรเลยในการชุมนุม ถ้าคุณมีอะไรในใจ ฉันยินดีคุยด้วยนะคะ ถ้าฉันมีจุดอ่อนอะไร คุณบอกฉันได้เลยเหมือนกันค่ะ” แต่ฉันทนมองหน้าเธอไม่ได้ และมีแต่ความรู้สึกเกลียดชังเธอเท่านั้น ฉันคิดว่า “คุณต้องถามจริงๆ เหรอ แบบนี้ใครจะยินดีที่ได้ฟังคุณ ‘เปิดใจ’ อีกล่ะ” จากนั้นเธอก็นั่งลงข้างฉัน ฉันมองเธอแวบหนึ่ง สายตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม และควบคุมความโกรธเอาไว้ไม่ได้เมื่อฉันคิดถึงเรื่องที่ เธอเอาฉันไปพูดแย่ๆ ต่อหน้าทุกคน ฉันร่ายข้อเสียต่างๆ ของเธอออกมา รวมถึงความเสื่อมทรามที่เธอได้แสดง บอกว่าเธอขาดสติปัญญา ตั้งใจทำให้คนอื่นดูแย่ ทำให้ผู้คนอึดอัด และเธอหยิ่งยโสมากๆ ฉันพูดต่อไปไม่หยุด ฉันรู้สึกสงบลงเมื่อฉันเห็นว่าเธอดูผิดหวัง คอตก ฉันได้เผยความโกรธเคืองที่เก็บไว้ทั้งหมดออกมา จากนั้นพี่หลิวก็พูดกับฉันว่า “ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันได้ทำร้ายคุณมากเหลือเกิน ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ” ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเธอหันหน้าหนีและแอบปาดน้ำตา ฉันทำเกินไปเหรอ นี่จะทำให้เธอคิดลบรึเปล่า แต่จากนั้นฉันก็คิดว่า “ฉันแค่พูดตามตรง ฉันพูดแบบนี้เพื่อให้เธอรู้จักตัวเอง” เมื่อคิดดังนั้น ความรู้สึกผิดของฉันก็สลายไป หลังจากนั้นพี่หลิวก็เกร็งมากกว่าเดิมเพราะฉัน และเธอไม่กล้าติดตามงานฉันอีกต่อไป ยิ่งให้คำแนะนำยิ่งแล้วใหญ่

สองสามวันถัดมา ผู้นำคริสตจักรของเราก็ให้ทุกคนเขียนประเมินหัวหน้าทีม เพื่อให้เธอสามารถประเมินประสิทธิภาพของพวกเขาตามหลักปฏิบัติได้ ฉันแอบดีใจที่ได้ยินเรื่องนี้ ฉันอยากเปิดโปงความเสื่อมทรามทั้งหมดที่พี่น้องหลิวเผยออกมาเต็มทน เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ เธอจะได้เพลาๆ ลงบ้าง ฉันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแวบหนึ่ง และตระหนักได้ว่าความคิดของฉันมันผิด ว่าฉันควรมีความยุติธรรมและเป็นกลาง และยอมรับการทรงตรวจสอบของพระเจ้า ฉันตั้งใจจะใช้ความยุติธรรมและเป็นกลางในการประเมินของฉัน แต่พอฉันคิดถึงเรื่องที่พี่น้องหลิวทำให้ฉันกลายเป็นจุดเด่นเสมอ ความขุ่นเคืองก็ท่วมท้นขึ้นมา ฉันใช้อคติล้วนๆ ในการประเมินเธอ หวังว่าผู้นำจะจัดการเธออย่างจริงจัง หรือถึงกับย้ายเธอออกไป ฉันจะมีความสุขมากตราบใดที่เธอไม่อยู่ในทีมของฉัน ไม่นานพี่น้องหลิวก็ถูกปลด ข่าวนี้ทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ ฉันคิดว่า “มันเกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่ฉันเขียนรึเปล่านะ ฉันแค่เขียนเรื่องความเสื่อมทรามบางอย่างของเธอ แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับทำให้เธอถูกปลดใช่ไหม” ฉันเห็นว่าพี่น้องหลิวอยู่ในสภาวะคิดลบหลังจากนั้น และฉันก็รู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง ฉันไม่มีพลังงานที่จะทำหน้าที่

ฉันคุยกับผู้นำเรื่องสภาวะของฉันสองวันหลังจากนั้น เธอบอกว่าหลักๆ แล้วที่พี่น้องหลิวถูกปลดเป็นเพราะความสามารถของเธอมีจำกัด และเธอยังไม่พร้อมที่จะเป็นหัวหน้า มันไม่เกี่ยวกับการประเมินของฉันเลย แต่เธอบอกค่ะว่าฉันไม่ผ่อนปรนเลยในเรื่องจุดอ่อนของพี่น้องหลิว และไม่สามารถปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างยุติธรรม ว่าฉันมีใจพยาบาทและมีอุปนิสัยมุ่งร้าย หัวใจฉันหล่นวูบเมื่อได้ยินแบบนั้น คำว่า “มีใจพยาบาท” และ “อุปนิสัยมุ่งร้าย” นี่เราเอาไว้พูดถึงคนชั่วร้ายไม่ใช่เหรอ คลื่นความเครียดถาโถมใส่ฉันอยู่สองสามวัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันคิดถึงสิ่งที่เธอพูด ฉันสงสัยว่าฉันเป็นบุคคลที่มุ่งร้ายจริงหรือ ฉันมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานท่ามกลางความเจ็บปวด “โอ้พระเจ้า พี่น้องคนนี้บอกว่าข้าพระองค์มีอุปนิสัยมุ่งร้าย แต่ข้าพระองค์มองไม่เห็น โปรดให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์เพื่อให้ข้าพระองค์รู้จักตนเองอย่างแท้จริงด้วยเถิด”

ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้หลังจากอธิษฐานค่ะ “เจ้าสามารถคิดหาหนทางต่างๆ ที่จะลงโทษผู้คนเพราะพวกเขาไม่เป็นอย่างที่พวกเจ้าชอบ หรือเพราะพวกเขาไม่เข้ากันกับเจ้าได้หรือไม่? พวกเจ้าเคยทำสิ่งแบบนั้นมาก่อนหรือยัง? เจ้าเคยทำการนั้นไปมากเพียงใดแล้ว? เจ้ามิใช่เคยดูแคลนผู้คนโดยทางอ้อมอยู่เสมอ โดยใช้คำพูดถากถางและกระแทกแดกดันต่อพวกเขาหรอกหรือ? (ใช่แล้ว) เจ้าอยู่ในสภาวะใดตอนที่เจ้ากำลังทำสิ่งทั้งหลายเช่นนั้น? ในเวลานั้น เจ้ากำลังระบายอารมณ์ และรู้สึกมีความสุข เจ้าได้รับตำแหน่งที่ได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากนั้นเจ้าก็คิดกับตัวเองว่า ‘ฉันได้ทำสิ่งที่น่าดูหมิ่นเช่นนั้นฉันไม่ยำเกรงพระเจ้า และฉันได้ปฏิบัติต่อบุคคลนั้น อย่างไม่เป็นธรรมยิ่งนัก’ ลึกลงไป เจ้ารู้สึกผิดใช่หรือไม่? (ใช่แล้ว) ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ยำเกรงพระเจ้า แต่อย่างน้อยเจ้าก็มีสำนึกรับรู้ถึงมโนธรรมอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ เจ้ายังคงสามารถทำสิ่งประเภทนี้อีกครั้งในอนาคตได้หรือไม่? เจ้าสามารถไตร่ตรองการโจมตีและการหาทางแก้แค้นต่อผู้คน ให้พวกเขามีเวลาที่ยากลำบากและแสดงให้พวกเขาเห็นว่าใครเป็นเจ้านายเมื่อใดก็ตามที่เจ้าดูหมิ่นพวกเขาและไม่สามารถที่จะเข้ากับพวกเขาได้ หรือเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไม่เชื่อฟังหรือไม่ฟังเจ้าได้หรือไม่? เจ้าจะพูดหรือไม่ว่า ‘หากเธอไม่ทำสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะหาโอกาสลงโทษเธอโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนั้น ไม่มีสักคนที่จะค้นพบ แต่ฉันจะทำให้เธอนบนอบต่อหน้าฉัน ฉันจะแสดงให้เธอเห็นพลังอำนาจของฉัน หลังจากนั้น ไม่มีสักคนที่จะกล้ายุ่งกับฉัน!’ จงบอกเราถึงการนี้ว่า บุคคลที่ทำสิ่งเช่นนั้นถูกครอบงำด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์แบบใด? ในแง่ของสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขานั้น เขาร้ายกาจ เมื่อวัดกับความจริงแล้ว เขามิได้เคารพพระเจ้า” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ฉันเสียใจมากหลังจากที่อ่านพระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้า พระวจนะเหล่านั้นก็เผยสภาวะที่เที่ยงตรงของฉันออกมา คิดย้อนกลับไป พี่น้องหลิวกับฉันทำงานด้วยกันได้ดีมากในตอนแรก ฉันมามีปัญหากับเธอก็เมื่อตอนที่การประเมินคนอื่นของเธอสะกิดใจฉัน และทำให้ฉันสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเอง เธอเริ่มยกข้อบกพร่องของฉันขึ้นมาหลังจากที่เธอได้เป็นหัวหน้า ฉันรู้สึกเสียหน้าและกลายเป็นจุดเด่น เธอเริ่มทำให้ฉันรำคาญมากๆ และฉันอยากทำให้เธอดูเป็นคนโง่ เมื่อเธอเปิดใจถึงสภาวะของเธอเพื่อหาวิธีแก้ไข ฉันก็คิดว่าเธอแค่จะเปิดโปงจุดอ่อนของฉันและทำให้ฉันละอาย ทำให้ภาพลักษณ์ฉันเสียหายต่อหน้าพี่น้องชายหญิง ฉันยิ่งมีอคติกับเธอมากขึ้น และใส่สีตีไข่ปัญหาของเธอเพื่อเปิดโปงเธอ ประพฤติตัวด้วยความมุ่งร้ายและทำให้เธอคิดลบ ฉันใช้การประเมินเธอของฉันเป็นโอกาสที่จะได้แก้แค้น ฉันเขียนจุดอ่อนและความเสื่อมทรามทั้งหมดของเธอที่ฉันสังเกตเห็นออกมา โดยไม่กล่าวถึงจุดแข็งของเธอเลย ฉันแค่อยากให้ผู้นำแยกแยะได้ว่าเธอเป็นยังไง และหวังว่าเธอจะถูกย้ายออกไป การคิดย้อนกลับไปถึงวิธีที่ฉันประพฤติตัว ทำให้ฉันอึดอัดอย่างมากค่ะ ฉันหล่อเลี้ยงความโกรธเคืองเพียงเพราะว่าคำพูดของพี่น้องหลิวมาแตะต้อง หน้าตาและสถานะของฉัน ฉันจึงตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอ ฉันทำอะไรก็ตามที่ฉันรู้สึกอยากจะทำ ฉันตระหนักได้ว่าฉันขาดความเคารพในพระเจ้า และฉันมีธรรมชาติที่มุ่งร้ายจริงๆ! ฉันเคยคิดว่าฉันเข้ากับพี่น้องชายหญิงได้ดี และฉันอยากช่วยทุกคนที่พบกับความยากลำบาก ฉันคิดว่าฉันเป็นคนดีเพราะฉันทำความดีอยู่บ้าง ตอนนี้ฉันตระหนักได้แล้วว่าเป็นเพียงเพราะไม่มีใครทำลายผลประโยชน์ส่วนตัวของฉัน อุปนิสัยแบบซาตานของฉันเผยตัวออกมาเต็มกำลังเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของฉัน ฉันอดไม่ได้ที่จะต่อสู้และแก้แค้น ฉันตระหนักได้ว่า ถ้าไม่แก้ไขอุปนิสัยนั้น ฉันอาจทำเรื่องชั่วร้ายได้ทุกเมื่อ แบบนั้นอันตรายมากนะคะ!

ฉันได้ไตร่ตรองตัวเองหลังจากนั้น ถ้าฉันสามารถทำชั่วแบบนั้นได้ ความคิดอะไรกันล่ะที่ควบคุมฉันอยู่ ฉันได้อ่านพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าค่ะ “แหล่งที่มาของการต่อต้านและการเป็นกบฏต่อพระเจ้าของมนุษย์ก็คือความเสื่อมทรามของเขาโดยซาตาน เพราะความเสื่อมทรามของซาตาน มโนธรรมของมนุษย์จึงได้ด้านชามากขึ้น เขาไม่มีศีลธรรม ความคิดของเขาเสื่อม และเขามีทัศนะทางจิตใจที่ล้าหลัง ก่อนที่เขาจะถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม มนุษย์ได้ติดตามพระเจ้าโดยธรรมชาติและเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์หลังจากที่ได้ยินพระวจนะเหล่านั้น เขามีสำนึกรับรู้และมโนธรรมที่ถูกต้องโดยธรรมชาติ และมีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ ภายหลังจากที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม สำนึกรับรู้ มโนธรรม และสภาวะความเป็นมนุษย์ดั้งเดิมของมนุษย์ก็ทึบเขลา และถูกซาตานทำให้เสื่อมลง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้สูญเสียความเชื่อฟังและความรักของเขาที่มีต่อพระเจ้า สำนึกรับรู้ของมนุษย์ได้กลายเป็นผิดปกติวิสัย อุปนิสัยของเขาได้กลายเป็นเช่นเดียวกับอุปนิสัยของสัตว์ตัวหนึ่ง และความเป็นกบฏของเขาต่อพระเจ้าก็เกิดขึ้นบ่อยขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก กระนั้นก็ตามมนุษย์ยังคงไม่รู้และไม่ระลึกถึงการนี้ได้ และเพียงต่อต้านและเป็นกบฏอย่างหูหนวกตาบอด อุปนิสัยของมนุษย์ถูกเผยในการแสดงออกทั้งหลายของสำนึกรับรู้ ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และมโนธรรมของเขา เพราะสำนึกรับรู้และความรู้ความเข้าใจเชิงลึกของเขานั้นไม่น่าไว้ใจ และมโนธรรมของเขาได้ทึบเขลายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้อุปนิสัยของเขาจึงเป็นกบฏต่อพระเจ้า” (“การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ผู้คนคิดเช่นนี้ว่า ‘หากเจ้าจะไม่ใจดี เช่นนั้นแล้วเราก็จะไม่เป็นธรรม! หากเจ้าหยาบคายกับเรา เช่นนั้นแล้วเราก็จะหยาบคายกับเจ้าเช่นกัน! หากเจ้าไม่ปฏิบัติต่อเราด้วยความทรงเกียรติ เหตุใดเล่าเราจึงจะปฏิบัติต่อเจ้าด้วยศักดิ์ศรี?’ นี่คือการคิดแบบไหนกัน? มันไม่ใช่วิธีการคิดที่ผูกพยาบาทหรอกหรือ! ในทรรศนะของบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง มุมมองชนิดนี้ใช้การไม่ได้หรอกหรือ? ‘ตาต่อตา และฟันต่อฟัน’ ‘นี่ละคือรสชาติของเวชกรรมของเจ้าเอง’—ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อทั้งหลาย เหล่านี้คือเหตุผลทั้งหมดที่ถูกต้องและคล้อยตามมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ในฐานะใครบางคนที่เชื่อในพระเจ้า—ในฐานะใครบางคนที่พยายามเข้าใจความจริงและแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย—เจ้าจะพูดว่าคำพูดเช่นนั้นถูกหรือผิด? เจ้าควรทำสิ่งใดเพื่อแยกแยะสิ่งเหล่านั้น? สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นมาจากไหนกัน? สิ่งเหล่านั้นมาจากธรรมชาติอันมุ่งร้ายของซาตาน สิ่งเหล่านั้นบรรจุน้ำพิษ และสิ่งเหล่านั้นบรรจุใบหน้าที่แท้จริงของซาตานในความมุ่งร้ายและความอัปลักษณ์ของมันทั้งหมด สิ่งเหล่านั้นบรรจุแก่นสารแท้จริงของธรรมชาตินั้น สิ่งใดคือบุคลิกลักษณะของมุมมอง ความคิด การแสดงออก วาทะ และแม้กระทั่งการกระทำทั้งหลาย ที่บรรจุแก่นสารของธรรมชาตินั้น? สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของซาตานหรอกหรือ? แง่มุมเหล่านี้ของซาตานอยู่ในแนวเดียวกับมนุษยชาติหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้อยู่ในแนวเดียวกับความจริง หรือกับความเป็นจริงของความจริงหรือไม่? แง่มุมเหล่านี้คือการกระทำที่บรรดาผู้ติดตามพระเจ้าควรทำ และความคิดและทัศนคติที่พวกเขาควรครองหรือไม่? (ไม่ใช่)” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ฉันได้ตระหนักว่า มนุษย์เสื่อมทรามและชั่วร้ายมากเพราะความเสื่อมทรามของซาตานทั้งสิ้น โดยอาศัยการศึกษาแบบทางการและอิทธิพลทางสังคม ซาตานมารร้ายทำให้เราชุ่มโชกด้วยยาพิษทั้งหมดของมัน อย่างเช่น “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “เราจะไม่โจมตีเว้นแต่เราถูกโจมตี หากเราถูกโจมตี เราจะตีโต้อย่างแน่นอน” “นี่ละคือรสชาติของเวชกรรมของเจ้าเอง” และ “ไม่เคยสายเกินไปสำหรับสุภาพบุรุษที่จะแก้แค้น” มนุษย์นำสิ่งเหล่านี้มาเป็นกฎในการอยู่รอดโดยไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำ พวกเขาหยิ่งโส เจ้าเล่ห์ เห็นแก่ตัว และมุ่งร้ายมากขึ้นตลอดเวลา มนุษย์ไม่มีความห่วงใยและให้อภัยกันอย่างแท้จริง และไม่มีความรักที่จริงแท้ พวกเขาได้แต่ขุ่นเคืองและคอยอยู่ให้ห่างเมื่ออะไรก็ตามมาแตะต้องผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา พวกเขาอาจสร้างศัตรูหรือแก้แค้นด้วยซ้ำ มนุษย์เย็นชาและห่างเหินกันมากขึ้น และสูญเสียความรู้สึกแบบมนุษย์ธรรมดาไปหมดสิ้น ฉันจมลึกอยู่ในความคิดแบบนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก ฉันมีชีวิตอยู่โดยยึดถือสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นอุปนิสัยของฉันจึงมุ่งร้ายและเห็นแก่ตัวมากขึ้นค่ะ เมื่อคนอื่นแตะต้องผลประโยชน์ของฉันเอง ฉันจะอดไม่ได้ที่จะเกลียดชังและแก้แค้นพวกเขา ช่วงที่ฉันทำงานกับพี่น้องหลิว เธอพูดและทำสิ่งต่างๆ ที่ทำลายผลประโยชน์ของฉัน ฉันจึงไม่พอใจและรีบคว้าโอกาสที่จะเอาคืนเธอ ฉันอยากให้เธอมองเห็นธาตุแท้ของฉัน เธอจะได้ไม่กล้าทำให้ฉันขุ่นเคืองอีก ฉันอยากไล่เธอออกไปเลยด้วยซ้ำ พฤติกรรมของฉันต่างจากศัตรูของพระคริสต์และคนชั่วร้ายที่คริสตจักรไล่ออกไปตรงไหนคะ คนพวกนั้นแค่อยากได้การยอมรับและสรรเสริญจากคนอื่น แต่ไม่สามารถทนกับคำพูดตรงๆ ที่เปิดโปงความเสื่อมทรามของพวกเขาได้ พวกเขาจะต่อสู้กับใครก็ได้ ที่พูดหรือทำอะไรให้พวกเขาขุ่นเคือง เพราะความชั่วร้ายทั้งหมด ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคือง พวกเขาทำให้คนอื่นโกรธ และถูกไล่ออกจากคริสตจักร พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความรอดไปอย่างถาวร และฉันไปเล่นงานพี่น้องหลิวเพียงเพราะว่าคำพูดของเธอ มาสร้างบาดแผลให้กับความภาคภูมิใจของฉัน ฉันเอาแต่ทำร้ายเธอ ฉันทำบาปและทำชั่วค่ะ! ฉันมองเห็นว่าฉันมีความเป็นมนุษย์ที่ย่ำแย่แค่ไหน ว่าฉันมีธรรมชาติที่ชั่วร้ายและมีแก่นแท้เหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ผู้ประพฤติชั่ว และนี่เป็นสิ่งน่ารังเกียจสำหรับพระเจ้า ถ้าฉันไม่กลับใจทันที ฉันจะจมลึกสู่ความชั่วร้าย และถูกพระเจ้าทรงลงโทษเหมือนกับศัตรูของพระคริสต์ผู้ประพฤติชั่ว! เรื่องนี้ทำให้ฉันกลัวมากขึ้นเมื่อคิดถึง ฉันจึงมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า “โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ช่างขาดความเป็นมนุษย์ ข้าพระองค์ใช้ชีวิตในอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและเล่นงานพี่น้อง ข้าพระองค์ไม่มีลักษณะเหมือนมนุษย์เลยสักนิด หากพระองค์ไม่ทรงสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาจัดการข้าพระองค์ ข้าพระองค์คงไม่มีวันได้ไตร่ตรองตัวเอง ข้าพระองค์คงทำความชั่วและทำร้ายเธอต่อไป พระเจ้าคะ ข้าพระองค์อยากกลับใจ ข้าพระองค์ไม่อยากใช้ชีวิตด้วยยาพิษของซาตานอีกแล้ว โปรดทรงนำให้ข้าพระองค์เป็นบุคคลที่มีจิตสำนึก มีเหตุผล พร้อมด้วยความเป็นมนุษย์ด้วยเถิด”

ฉันได้อ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้าหลังจากนั้นค่ะ “ความรักและความเกลียดชังเป็นสิ่งที่มนุษยชาติปกติควรครอง แต่เจ้าต้องจำแนกความแตกต่างให้ชัดเจนระหว่างสิ่งที่เจ้ารักและสิ่งที่เจ้าเกลียดชัง ในหัวใจของเจ้านั้น เจ้าควรรักพระเจ้า รักความจริง รักสิ่งที่เป็นบวก และรักบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้า ในขณะเดียวกัน เจ้าควรจะเกลียดชังมารซาตาน เกลียดชังสิ่งที่เป็นลบ เกลียดชังพวกศัตรูของพระคริสต์ และเกลียดชังผู้คนที่ชั่วร้าย หากเจ้าเก็บงำความเกลียดชังที่มีต่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าเอาไว้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะมีแนวโน้มที่จะปราบปรามพวกเขาและแก้แค้นกับพวกเขา การนี้คงจะน่าขวัญผวาอย่างยิ่ง ผู้คนบางคนเพียงแค่มีความคิดที่จะเกลียดชังและแนวคิดชั่วเท่านั้น หลังจากสักระยะหนึ่ง หากผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถเข้ากันได้กับบุคคลที่พวกเขาเกลียดชัง พวกเขาก็จะเริ่มตีตัวออกห่างจากเขา อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ปล่อยให้การนี้ส่งผลต่อหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาหรือมีอิทธิพลต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่ปกติของพวกเขา เพราะพวกเขามีพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาและพวกเขาเคารพพระองค์ พวกเขาไม่ต้องการที่จะทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง และกลัวที่จะทำเช่นนั้น แม้ว่าผู้คนเหล่านี้อาจจะเก็บงำทรรศนะที่แน่นอนบางอย่างเกี่ยวกับใครบางคนเอาไว้ แต่พวกเขาก็ไม่มีวันนำความคิดเหล่านั้นมาสู่การกระทำ หรือแม้กระทั่งเปล่งถ้อยคำที่ออกนอกแนวสักคำเดียว นี่คือพฤติกรรมแบบใด? นี่คือตัวอย่างของการประพฤติตนและการรับมือกับสิ่งทั้งหลายด้วยหลักการและความเป็นกลาง เจ้าอาจจะเข้ากันไม่ได้กับบุคลิกภาพของใครบางคน และเจ้าอาจจะไม่ชอบเขา แต่เมื่อเจ้าทำงานด้วยกันกับเขา เจ้าก็ยังคงเป็นกลางและจะไม่ระบายความขัดข้องใจของเจ้าออกมาในการทำหน้าที่ของเจ้า พลีอุทิศหน้าที่ของเจ้า หรือถอดความขัดข้องใจของเจ้าออกไปเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวพระเจ้า เจ้าสามารถทำสิ่งทั้งหลายให้สอดคล้องกับหลักการ เช่น เจ้ามีความเคารพเบื้องต้นต่อพระเจ้า หากเจ้ามีมากกว่านั้นสักนิด เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้ามองเห็นว่าใครบางคนมีความผิดหรือจุดอ่อนบางอย่าง—ต่อให้เขาได้ทำให้เจ้าขุ่นเคืองหรือทำอันตรายต่อผลประโยชน์ของเจ้าเอง—เจ้าก็ยังคงมีหลักการนั้นอยู่ในตัวเจ้าที่จะช่วยเขา การทำดังนั้นคงจะดีกว่าด้วยซ้ำ นั่นคงจะหมายความว่าเจ้าเป็นบุคคลผู้ครองความมีมนุษยธรรม ความเป็นจริงของความจริง และความเคารพต่อพระเจ้า” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ฉันมองเห็นจากพระวจนะของพระเจ้า ว่าผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าสามารถปฏิบัติต่อคนอื่นได้ตามหลักปฏิบัติแห่งความจริง พวกเขาอาจมีอคติต่อพี่น้องชายหญิงในบ้างครั้ง แต่พวกเขาไม่ได้มีเจตนาในการตอบโต้ และพวกเขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองหรือทำร้ายผู้อื่น มนุษย์ที่ไม่เกรงกลัวพระเจ้าทำอะไรก็ได้ตามที่หัวใจอันเลวทรามของพวกเขาปรารถนา และนั่นคือการทำชั่วและพระเจ้าทรงประณามค่ะ พี่น้องหลิวพูดค่อนข้างตรง แต่สิ่งที่เธอพูดถึงฉันเป็นความสัตย์จริง มันไม่ใช่การพุ่งเป้ามาที่ฉัน เธอทำหน้าที่ของเธออย่างจริงจังและมีความรับผิดชอบ และคำแนะนำของเธอส่วนมากมีประโยชน์ต่องานของเรา ฉันไม่ควรจงใจทำให้อะไรๆ ยากลำบากสำหรับเธอ ฉันได้เปิดใจกับเธอเรื่องความเสื่อมทรามของฉันและขอโทษ พี่หลิวบอกว่าเธอไม่คิดอะไรเลย และเธอได้สามัคคีธรรมความจริงบางประการเพื่อช่วยฉัน ฉันยิ่งรู้สึกละอายและเกลียดตัวเองมากกว่าเดิม ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของฉันอีกต่อไปแล้วค่ะ หลังจากนั้น เวลาพี่น้องหลิวให้คำแนะนำฉันหรืออะไรที่เธอพูดหรือทำสร้างบาดแผลให้กับความภาคภูมิใจของฉัน ฉันก็สามารถรับมือได้อย่างเหมาะสมและเน้นที่การแสวงหาความจริงและการไตร่ตรองตัวเอง เราทำงานร่วมกันได้ดีอีกครั้ง นี่เป็นความโล่งใจอย่างมากของฉันค่ะ ฉันขอบคุณการทรงพิพากษาของพระเจ้าที่ได้เปลี่ยนแปลงฉันในหนทางเล็กๆ นี้

ก่อนหน้า: หลังการโกหก
พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หลังการโกหก

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พวกเจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าชอบคนจำพวกที่มีความซื่อสัตย์ โดยเนื้อแท้แล้ว พระเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยความสัตย์ซื่อ...

การต่อสู้เพื่อเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์

เมื่อสองสามปีก่อน ผมเปิดร้านซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ ผมอยากเป็นนักธุรกิจที่มีความซื่อสัตย์ และมีรายได้นิดหน่อยเพื่อที่ครอบครัวของผมจะมีเพียงพอ