บทความคริสเตียน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

เหตุใดโลกศาสนาจึงต่อต้านและกล่าวโทษพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างบ้าคลั่งอยู่เสมอ

สองพันปีมาแล้วเมื่อองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในยูเดีย พระองค์ทรงถูกข่มเหงและถูกกล่าวโทษโดยพวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีชาวยิวในยุคสุดท้าย ขณะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงแสดงความจริงและทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ พระองค์ก็ได้ทรงทนทุกข์การข่มเหงและการกล่าวโทษที่บ้าคลั่งจากพวกผู้นำทางศาสนาด้วย รวมไปถึงการถูกปฏิเสธโดยคนรุ่นนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ถึงสองครั้งเพื่อทรงเดินไปบนแผ่นดินโลกและดำเนินพระราชกิจการช่วยมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงได้พบกับการต่อต้าน การกล่าวโทษ และการข่มเหงที่บ้าคลั่งอย่างถึงที่สุดจากพวกผู้นำในโลกศาสนา ข้อเท็จจริงนี้ได้เป็นปริศนาแก่ผู้คนและถึงขั้นทำให้ผู้คนตกตะลึง เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นที่ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงเผยคลี่คลายช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจใหม่ พระองค์ก็จะทรงพบกับการปฏิบัติประเภทนี้เสมอ? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นที่พวกที่ต่อต้านพระเจ้าอย่างบ้าคลั่งและก้าวร้าวที่สุดจึงเป็นพวกผู้นำทางศาสนาที่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ครั้งแล้วครั้งเล่าและเป็นผู้ที่ได้รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นที่พวกผู้นำทางศาสนาซึ่งผู้คนเห็นว่าเป็นผู้ที่เปี่ยมศรัทธามากที่สุด สัตย์ซื่อมากที่สุดและเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด จึงไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้าอย่างแท้จริง แต่กลับเป็นศัตรูของพระเจ้าแทน? อาจเป็นไปได้ไหมว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นผิด? อาจเป็นไปได้ไหมว่าการกระทำของพระเจ้าไม่อาจชี้แจงด้วยเหตุผลได้? แน่นอนว่านั่นไม่ใช่กรณีนั้น! มีเหตุผลที่เป็นรากฐานสำคัญสองประการว่าทำไมพวกผู้นำทางศาสนาจึงสามารถเล่นบทบาทของผู้ต่อต้านพระเจ้าและกลายเป็นศัตรูของพระเจ้าได้ และเหตุผลเหล่านี้คือ เหตุผลประการแรกเป็นเพราะคนเหล่านี้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกทั้งพวกเขายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับหลักการของพระราชกิจของพระเจ้า พวกเขาพึ่งพาความรู้อันจำกัดของพวกเขาเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ ทฤษฎีศาสนศาสตร์และมโนคติกับจินตนาการของผู้คนที่จำกัดขอบเขตพระราชกิจของพระเจ้าที่ใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย เหตุผลประการที่สองคือว่า ตั้งแต่ที่มวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างถลำลึกมาก ธรรมชาติของมนุษย์ก็จะโอหังและทะนงตน มนุษย์รังเกียจชิงชังและเกลียดความจริง และมนุษย์เห็นคุณค่าสถานภาพเป็นพิเศษ เมื่อนำทั้งสองเหตุผลนี้มารวมกันจึงได้นำไปสู่โศกนาฏกรรมของการที่มวลมนุษย์ละทิ้งและกล่าวโทษหนทางที่แท้จริงครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดสมัยประวัติศาสตร์

เมื่อมองย้อนกลับไปสมัยสองพันปีที่แล้วตอนที่องค์พระเยซูเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางคนยิว พระองค์ทรงประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์ ตรัสว่า “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 4:17) พระองค์ทรงแสดงความจริง ทรงนำหนทางของการกลับใจมา พระองค์ทรงช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการรักษาผู้ป่วยและขับไล่พวกปีศาจ ทรงแสดงหมายสำคัญต่างๆ สิ่งมหัศจรรย์และการอัศจรรย์ต่างๆ มากมาย และพระองค์ทรงประทานพระคุณ สันติสุขและความชื่นบานยินดีอันไพบูลย์และอุดมล้นเหลือ เหล่านี้คือสิ่งต่างๆ ทั้งมวลที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพันธสัญญาเก่า และยังเป็นพระราชกิจที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ดำเนินการมาก่อน แน่นอนว่า ยังเป็นบางสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถดำเนินการได้อีกด้วย ทั้งนี้เพราะนอกจากพระเจ้าแล้ว ก็ไม่มีบุคคลที่มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพที่จะกระทำสิ่งต่างๆ เช่นนั้นได้ สิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงกระทำในคราวนั้นคือพระราชกิจแห่งการรับเอาบาปของมนุษย์ไว้ด้วยการถูกตอกตรึงกับกางเขนและการไถ่มนุษย์จากบาป เพื่อที่พระองค์จะได้สามารถทรงนำทางมนุษย์ออกจากพันธนาการของธรรมบัญญัติและกฎเกณฑ์ต่างๆ และให้มนุษย์ได้รับการยกเว้นจากการถูกลงโทษสำหรับการไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ บรรดาผู้คนที่อยู่ภายใต้ธรรมบัญญัติสามารถได้รับความรอดของพระเจ้าเท่านั้น และไม่ถูกทำลายด้วยการยอมรับพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า แต่พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีแห่งศาสนายิวไม่ได้ระลึกรู้ถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเขาไม่เข้าใจว่าพระราชกิจประเภทใดที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงดำเนินการอยู่ ในมโนคติของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าใครที่ไม่อธิษฐานในพระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าก็กำลังทรยศต่อพระเจ้า ใครที่ประกาศข่าวสารซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมบัญญัติก็กำลังหลอกลวงประชาชน และสิ่งใดที่เกินขอบเขตพระคริสตธรรมคัมภีร์ก็ถือว่าเป็นการนอกรีต นอกจากนั้น พวกเขายังได้โอ้อวดตัวเองว่าเป็นผู้รอบรู้อย่างมากในธรรมบัญญัติและในฐานะผู้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์พระเจ้าในวิหารมาเป็นเวลาหลายปี และพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขากำลังรักษาคือความจริงและคือหนทางที่บริสุทธิ์ที่สุด ในความคิดของพวกเขา พระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าฝ่าฝืนธรรมบัญญัติและเกินขอบเขตพระคริสตธรรมคัมภีร์ เป็นหนทางที่แยกขาดจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ และพวกเขาถึงกับกล่าวว่าองค์พระเยซูเจ้าตรัสคำหมิ่นประมาทด้วยการช่วงชิงพระนามของพระเจ้า และว่าพระองค์ทรงทรยศต่อพระยาห์เวห์พระเจ้า เพราะการนี้ พวกเขาจึงอยากจะตายเสียมากกว่าที่จะยอมรับวิธีที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงใช้ในการประกาศ พวกเขาถึงกับถือว่าพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าเป็น “การนอกรีต” และ “ลัทธิชั่วร้ายเยี่ยงมาร” และเป็น “การหลอกลวงมนุษย์” ถึงแม้ว่าพระราชกิจและพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้ามีสิทธิอำนาจ ฤทธานุภาพและพระปรีชาญาณ ถึงแม้ว่าการอัศจรรย์ที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงสำแดงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าผู้คนมากมายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ได้มาเป็นพยานถึงกิจการขององค์พระเยซูเจ้าและเป็นพยานต่อข้อเท็จจริงที่ว่าองค์พระเยซูเจ้าคือพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา พวกเขายังคงยึดติดกับมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาอย่างดื้อรั้นและยึดติดกับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติ และด้วยความหัวแข็งพวกเขาต้านทานและกล่าวโทษพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า—พระราชกิจการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า ท่าทีของพวกเขาต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเป็นตามที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงเผยไว้ว่า “มนุษย์เพียงสามารถยอมรับพระราชกิจประเภทหนึ่ง หรือการฝึกฝนปฏิบัติวิธีหนึ่ง และมันยากที่มนุษย์จะยอมรับพระราชกิจ หรือวิธีฝึกฝนปฏิบัติ ที่ขัดแย้งกับ หรือสูงส่งกว่าพวกเขา แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็กำลังทรงพระราชกิจใหม่อยู่เสมอ และดังนั้นจึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาปรากฏขึ้นกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าซึ่งต่อต้านพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเพราะมนุษย์ไม่มีความรู้ว่าพระเจ้าทรงใหม่อยู่เสมอและทรงไม่มีวันเก่าอย่างไร และไม่มีความรู้ในหลักการของพระราชกิจของพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ไม่มีความรู้ในวิธีมากมายที่พระเจ้าทรงช่วยมนุษย์ให้รอดอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์ไร้ความสามารถอย่างสิ้นเชิงที่จะบอกได้ว่าเป็นพระราชกิจที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือเป็นพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง ผู้คนมากมายยึดติดกับท่าทีซึ่งหากบางสิ่งบางอย่างสอดคล้องกับคำพูดที่มาก่อนหน้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะยอมรับ และหากมีความแตกต่างกับพระราชกิจก่อนหน้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะต่อต้านและปฏิเสธ” (“การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า” ในพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ดังที่ใครบางคนผู้ซึ่งเชื่อในพระเจ้า อย่างน้อยที่สุด คนผู้นั้นก็ควรที่จะครอบครองหัวใจที่เคารพยำเกรงพระเจ้าและมีความหิวและกระหายในความชอบธรรม ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่คนผู้หนึ่งจะสามารถได้รับความรู้แจ้งจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ สัมฤทธิ์ความเข้าใจพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าและติดตามย่างพระบาทของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด แต่พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีชาวยิวได้มาติดต่อกับองค์พระเยซูเจ้าและได้พบกับพระองค์หลายครั้ง ถึงกระนั้นก็ไม่เคยอยู่ในการไล่ตามเสาะหาความจริงเลย พวกเขาคิดหาหนทางและวิถีทางทดสอบองค์พระเยซูเจ้าและคว้าบางสิ่งไว้เพื่อที่จะใช้ต่อต้านองค์พระเยซูเจ้า (ดูมัทธิว 22:15-46) พวกเขาพยายามทำลายและทำให้พระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าเป็นโมฆะ พวกเขาล้วนเป็นเช่นเดียวกันในการที่ว่าพวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และว่าพวกเขายึดมโนคติต่างๆ เกี่ยวกับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า แต่นาธานาเอลและหญิงชาวสะมาเรียและบรรดาสาวกและประชาชนธรรมดาที่ติดตามองค์พระเยซูเจ้าสามารถละมโนคติของพวกเขาไว้ได้และแสวงหาความจริง ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจึงสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าผ่านทางพระราชกิจและพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าได้ สามารถระลึกรู้ได้ว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา และจะเสด็จกลับไปหาพระเจ้า โดยผ่านทางการเปรียบเทียบนี้พวกเราก็สามารถมองเห็นได้ว่า พวกผู้นำที่มีอำนาจสูงกว่าในโลกศาสนาของศาสนายิวไม่เพียงแต่เป็นพวกจารีตนิยมที่ดื้อรั้นและปราศจากความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังโอหังและคิดว่าตัวเองถูกต้องอีกด้วย และพวกเขาก็เลยปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งของการต่อต้านพระเจ้าของพวกเขา

อีกเหตุผลหนึ่งคือว่า ขณะที่พระวจนะและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าที่ครอบครองความจริงและสิทธิอำนาจและสามารถจัดหาความจำเป็นแก่ชีวิตของมนุษย์ได้ คนยิวธรรมดาสามัญก็ได้เริ่มติดตามองค์พระเยซูเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยเหตุนี้พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีจึงเริ่มกังวลใส่ใจมากขึ้นเกี่ยวกับการที่ประชาชนทั่วไปต่างก็กำลังพากันติดตามพระองค์ เมื่อผู้คนไม่นมัสการพวกเขาหรือติดตามพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาก็กลายเป็นกระวนกระวายเพิ่มมากขึ้น เพราะพวกเขารู้อย่างชัดเจนในหัวใจของพวกเขาว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพแห่งพระวจนะและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าอยู่ไกลเกินกว่าการเอื้อมถึงของพวกเขา และว่าตราบใดที่องค์พระเยซูเจ้าทรงยังคงอยู่บนแผ่นดินโลก ประชาชนทั่วไปคงจะทิ้งพวกเขาและไปติดตามองค์พระเยซูเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และก็คงจะมีคนน้อยลงในวิหาร เป็นเหตุให้พวกเขาไร้ความสามารถที่จะชื่นชมชีวิตแห่งอำนาจสูงสุดของพวกเขา ที่จะได้รับการสนับสนุนและการจัดเตรียมโดยผู้อื่นได้ต่อไป ดังนั้น องค์พระเยซูเจ้าจึงทรงกลายเป็นเหมือนเข็มทิ่มแทงตาของพวกเขา หรือเป็นหนามยอกอกของพวกเขา และพระองค์ทรงกลายเป็นศัตรูที่ถูกเกลียดชังจนพวกเขาไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงหารือกันเกี่ยวกับพระเยซู พูดว่า “เราจะทำอย่างไรกันดี เพราะว่าชายคนนี้ทำหมายสำคัญมากมาย? ถ้าเราปล่อยให้เขาทำอย่างนี้ต่อไป ทุกคนก็จะเชื่อถือเขา แล้วพวกโรมันก็จะมาทำลายทั้งพระวิหารและชาติของเรา” (ยอห์น 11:47-48) เพื่อที่จะปกป้องสถานภาพของพวกเขา พวกเขาจึงได้คิดหาทางทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้และใช้วิธีการอันเลวทรามสารพัดอย่างเพื่อนำข้อกล่าวหาเท็จมาต่อต้านองค์พระเยซูเจ้า พวกเขาหมิ่นประมาทและกล่าวโทษพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า พวกเขาใส่ความและพูดให้ร้ายองค์พระเยซูเจ้า กล่าวว่าพระองค์พึ่งพาเบเอลเซบูลเพื่อขับไล่พวกมารออก (ดูมัทธิว 12:24) และพวกเขาได้ให้คำพยานเท็จ กล่าวหาและใส่ร้ายองค์พระเยซูเจ้า (ดูมาระโก 14:55-58) และพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับบรรดาผู้มีอำนาจชาวโรมันให้ตอกตรึงพระองค์กับกางเขนอย่างโหดเหี้ยม เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงคืนพระชนม์ พระองค์ได้ทรงปรากฏต่อหน้าบรรดาสาวกของพระองค์เป็นเวลา 40 วัน และหลังจากนั้นก็ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และฤทธานุภาพกับการอัศจรรย์ต่างๆ ก็ได้ไปพร้อมกับการเผยแพร่พระกิตติคุณของพวกเขา ข้อเท็จจริงเหล่านี้พอเพียงที่จะตรวจสอบยืนยันว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ว่าพระราชกิจของพระองค์มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ว่าพระราชกิจได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และว่ามันเป็นหนทางที่แท้จริง! ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเหล่านี้ พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีเหล่านั้นไม่ได้เพียงแต่ไม่คิดทบทวนถึงสถานการณ์ของพวกเขาเท่านั้น แต่ตรงกันข้ามพวกเขากลับกระทำการในนามของ “การยกชูธรรมบัญญัติและการป้องกันหนทางที่แท้จริง” และพวกเขายังหาประโยชน์จากอำนาจของพวกเขาต่อไปด้วยการสมรู้ร่วมคิดกับพวกผู้ปกครองของพวกเขาเพื่อทำให้การกดขี่ การข่มเหงและการสังหารบรรดาผู้ติดตามองค์พระเยซูเจ้าที่บ้าคลั่งเข้มข้น พวกเขาได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างในอำนาจของพวกเขาเพื่อหยุดยั้งผู้คนจากการติดตามองค์พระเยซูเจ้า พวกเขาถึงขั้นสั่งห้ามทุกคนอย่างเคร่งครัดจากการเผยแพร่พระนามขององค์พระเยซูเจ้า… เพื่อที่จะป้องกันสถานภาพของพวกเขาเองและการดำรงชีวิตของพวกเขา ก็ไม่มีอาชญากรรมใดเลยที่พวกเขาคงจะไม่ได้กระทำอย่างแท้จริง ซึ่งได้เปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงมารที่เกลียดความจริงและการเป็นศัตรูของพระคริสต์ของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งสำหรับการต่อต้านและการกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้าอย่างบ้าคลั่งของพวกเขา กิจการอันชั่วช้าของพวกเขาเป็นที่ขุ่นเคืองต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าและเร้าพระพิโรธของพระเจ้า ในท้ายที่สุด เผ่าพันธุ์ชาวยิวทั้งหมดได้ถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้ความเจ็บปวดของการปราบปรามระดับชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเป็นราคาอันแสนเจ็บปวดที่พวกเขาได้จ่ายสำหรับการต่อต้านพระเจ้าและกล่าวโทษพระเจ้า

บัดนี้พวกเราอยู่ในยุคสุดท้าย และพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมความรอดยิ่งใหญ่กว่าสำหรับบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่โดยพระองค์ ความรอดนี้คือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่งและทรงแสดงความจริงเพื่อพิพากษาและชำระมนุษย์ให้สะอาด ขณะนี้พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่ของการพิพากษาที่เริ่มต้นกับพระนิเวศของพระเจ้า ช่วงระยะนี้แห่งพระราชกิจจะทำให้มนุษย์เป็นอิสระจากอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานอย่างถ้วนทั่ว มันจะปลดปล่อยให้มนุษย์เป็นอิสระจากอิทธิพลมืดของซาตานและให้มวลมนุษย์กลับมาสู่เผ่าพันธุ์ที่รู้จักพระเจ้า และเข้ากันได้กับพระเจ้าและเป็นของพระเจ้าอย่างแท้จริง เพื่อที่ผลจากการนั้น มวลมนุษย์จะได้มาซึ่งความรอดและเพื่อที่พระเจ้าจะได้ทรงรับมนุษย์ไว้ นี่คือช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจในแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า ตั้งแต่ที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงปรากฏและทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์ คนเหล่านั้นจากนิกายต่างๆ ที่รักความจริงและที่ได้ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และได้กำหนดพิจารณาว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงไว้ซึ่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ และว่าพระวจนะคือการแสดงออกถึงความจริง และคือพระสุรเสียงที่แท้จริงของพระเจ้า และด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงได้ยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทีละคนๆ ภาพของทุกประชาชาติที่หลั่งไหลไปสู่ภูเขาได้ปรากฏอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บัดนี้พระกิตติคุณแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กำลังแผ่ขยายไปทั่วทุกชนชาติและในทุกทิศทุกทางทั่วโลกอยู่ในเวลานี้ สาขาใหม่ๆ ของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นสาขาแล้วสาขาเล่าในต่างประเทศและภูมิภาคต่างๆ ผู้คนทั่วโลกได้เริ่มยอมรับพระกิตติคุณแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การนี้เผยให้เห็นถึงมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เผชิญหน้ากับความจริงเหล่านี้ทั้งหมด ได้เผชิญหน้ากับสิ่งมหัศจรรย์และคำพยานแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ พวกผู้นำในโลกศาสนาก็ได้หลับหูหลับตาและไม่ถูกขับเคลื่อนโดยความจริงเหล่านี้แม้แต่น้อย ผู้คนเหล่านี้เป็นเหมือนกันกับพวกฟาริสี พวกเขาไม่ระลึกรู้ว่าพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ และไม่ระลึกรู้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าใหม่เสมอและไม่เคยเก่าเลย พวกเขารับรู้เพียงแค่หลักการที่ไม่ผ่อนปรนเพียงหลักการเดียวเท่านั้นคือ การประกาศใดๆ ที่กล่าวว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นความเท็จ บรรดาผู้ที่ประกาศเกี่ยวกับพระเจ้าผู้แบกรับพระนามที่แตกต่างไปจากองค์พระเยซูเจ้าคือพวกนอกรีต พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ สิ่งใดที่เกินขอบเขตพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ใช่หนทางที่แท้จริง และการไม่ปฏิบัติตามข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ในยุคพระคุณคือการทำเกินขอบเขตคำสอนต่างๆ ของพระคริสต์ ที่มากกว่านั้นคือ พวกเขาถึงกับเชื่อด้วยความมั่นใจในตัวเองอย่างสุดขั้วว่าพวกเขาเชี่ยวชาญในพระคริสตธรรมคัมภีร์ และได้รับชีวิตภายหลังจากที่ได้ทำงานและประกาศมาเป็นเวลาหลายปี ว่าสิ่งต่างๆ ที่พวกเขายอมรับ ที่พวกเขามีความรู้และได้ยึดถือคือหนทางที่แท้จริงเท่านั้น และสิ่งใดที่มากเกินกว่านี้คือการนอกรีตหรือเป็นลัทธิชั่วร้าย คนเหล่านี้ได้จำกัดขอบเขตพระเจ้าไว้ภายในพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างเหนียวแน่น และพวกเขาได้จำกัดขอบเขตพระองค์ไว้ภายในพระราชกิจในอดีตของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าพระราชกิจที่ได้รับการนำพาโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะมีความจริงมากเพียงก็ตาม ไม่สำคัญว่ามันจะมีพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มากเพียงใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าพระราชกิจนี้จะสามารถจัดหาความจำเป็นของผู้คนมากเพียงใด และไม่สำคัญว่ามีข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบยืนยันมากเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่รับรู้ว่ามันมาจากพระเจ้า พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่แสวงหาหรือเจาะลึกถึงพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นศัตรูต่อและปฏิเสธพระราชกิจด้วย ช่างเป็นจริงเหลือเกินจนถึงขั้นที่พวกเขาหมิ่นประมาทการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าและดูถูกดูหมิ่นและกล่าวโทษพระราชกิจและพระวจนะของพระคริสต์ในยุคสุดท้าย พวกเขาเป็นเหมือนกับพวกฟาริสีสมัยเก่าเลยทีเดียว—ดื้อรั้นและโอหัง ดูถูกความจริงและหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์! มันช่างเป็นเหมือนสิ่งที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ตรัสไว้ว่า “หากคนเรามารู้จักพระเจ้าจากช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น เช่นนั้นแล้วความรู้ของพวกเขาก็เล็กเกินไปมาก และมีปริมาณไม่มากกว่าน้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร หาไม่แล้ว เหตุใดผู้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางศาสนามากมายจึงตอกตะปูตรึงพระเจ้าไว้ที่กางเขนขณะยังทรงพระชนม์อยู่เล่า? ไม่ใช่เพราะมนุษย์จำกัดขอบเขตพระเจ้าไว้ภายในข้อกำหนดบางอย่างหรอกหรือ? ผู้คนมากมายไม่ต่อต้านพระเจ้าและไม่ขัดขวางพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะพวกเขาไม่รู้จักพระราชกิจอันหลากหลายและแตกต่างกันของพระเจ้า และนอกจากนั้นเพราะพวกเขามีความรู้และคำสอนแค่หางอึ่งที่จะใช้ประเมินพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? แม้ว่าประสบการณ์ต่างๆ ของผู้คนเช่นนี้จะผิวเผิน แต่พวกเขาก็โอหังและหลงใหลในธรรมชาติ และพวกเขาคำนึงถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วยการดูหมิ่น เพิกเฉยต่อการบ่มวินัยของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และยิ่งกว่านั้นใช้ข้อโต้แย้งเก่าๆ ไร้สาระของพวกเขาเพื่อ “ยืนยัน” พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขายังเล่นละครตบตาอีกด้วย และหลงเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในการเรียนรู้และความคงแก่เรียนของตัวเอง และหลงเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถเดินทางข้ามโลกได้ ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่พวกที่ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดูหมิ่นและทรงปฏิเสธ และพวกเขาจะไม่ถูกยุคใหม่ขจัดสิ้นหรอกหรือ? พวกที่มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อต้านพระองค์อย่างเปิดเผย ไม่ใช่ผู้คนตัวเล็กที่ไม่รู้เท่าทันและได้รับข่าวสารน้อยเกินไป ซึ่งเพียงกำลังพยายามอวดว่าพวกเขาปราดเปรื่องเพียงใดหรอกหรือ? ด้วยความรู้เรื่องพระคริสตธรรมคัมภีร์เพียงน้อยนิด พวกเขาพยายามนั่งคร่อม “สถาบันวิชาการ” ของโลก ด้วยคำสอนเพียงผิวเผินเพื่อใช้สอนผู้คน พวกเขาพยายามย้อนกลับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพยายามทำให้พระราชกิจหมุนรอบกระบวนการขบคิดของพวกเขาเอง เพราะพวกเขามีสายตาสั้นพวกเขาจึงพยายามมองดู 6,000 ปีแห่งพระราชกิจของพระเจ้าด้วยการชำเลืองครั้งเดียว ผู้คนเหล่านี้ไม่มีสำนึกรับรู้ที่มีค่าคู่ควรต่อการกล่าวถึงแต่อย่างใด! อันที่จริงยิ่งผู้คนมีความรู้เรื่องพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งตัดสินพระราชกิจของพระองค์ช้าลงเท่านั้น นอกจากนี้พวกเขาพูดถึงความรู้เรื่องพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้เพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้หุนหันพลันแล่นในการตัดสินของพวกเขา ยิ่งผู้คนรู้เรื่องพระเจ้าน้อยลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งโอหังและหลงตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งประกาศการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างหยาบคายมากขึ้นเท่านั้น—กระนั้นพวกเขาพูดถึงทฤษฎีเท่านั้น และไม่เสนอหลักฐานจริงแท้ใดๆ ผู้คนเช่นนี้ไม่มีค่าอะไรเลย พวกที่เห็นว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเรื่องเล่นนั้นเป็นคนเหลาะแหละ! พวกที่ไม่รอบคอบเมื่อพวกเขาเผชิญกับพระราชกิจใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งพูดมาก ด่วนตัดสิน ผู้ซึ่งให้อิสระเต็มที่แก่สัญชาตญาณตามธรรมชาติของพวกเขาที่จะปฏิเสธความถูกต้องของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ซึ่งเย้ยหยันและหมิ่นประมาทพระราชกิจด้วยเช่นกัน—ผู้คนที่ขาดความเคารพเช่นนี้ไม่ได้ขาดความรู้เท่าทันต่อพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? ยิ่งกว่านั้นพวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่โอหังอย่างหนัก ผู้คนที่ทะนงตนและไม่สามารถควบคุมได้โดยสันดานหรอกหรือ?” (“การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า” ในพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ขณะที่ผู้คนซึ่งเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงหวนกลับมาสู่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นจำนวนมากนั้น การแพร่ขยายของพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าก็ค่อยๆ ไปถึงจุดสูงสุดของมัน ทว่าแม้แต่กับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่กำลังเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ก็ยังไม่ได้ทำให้พวกผู้นำศาสนาที่เคยชินกับการเป็นผู้สูงส่งและมีฤทธิ์อำนาจและเป็นผู้เชี่ยวชาญทางศาสนาที่ออกคำสั่งผู้อื่นไปทั่วทบทวนตัวพวกเขาเอง อีกทั้งยังไม่ลดศีรษะที่โอหังของพวกเขาให้ต่ำลงเพื่อแสวงหาและเจาะลึก ตรงกันข้าม คนเหล่านี้ตระหนักว่าสถานภาพของพวกเขากำลังกลายเป็นไม่มั่นคงและว่าพวกเขาอาจล้มคว่ำเวลาใดก็ได้ และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือพวกเขากลัวว่าคนอื่นทุกคนจะหันเข้าหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และจะไม่มีผู้ใดติดตามพวกเขา และคริสตจักรของพวกเขาจะปิดตัวลงและ เลิกกิจการ ผลก็คือ เพื่อที่จะ “ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น” พวกศิษยาภิบาล ผู้อาวุโส ผู้นำและผู้ร่วมงานจากนิกายต่างๆ กระทำการในนามของ “การเฝ้าดูแลฝูงแกะให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าและการยกชูหนทางที่แท้จริง” พวกเขาได้สร้างข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและเผยแพร่เอกสารโฆษณาชวนเชื่อที่หมิ่นประมาทและโจมตีพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างหยาบโลน และพวกเขายังได้โพสต์เอกสารเหล่านี้ทางแพลตฟอร์มเครือข่ายนานาประเภทเพื่อยั่วยุให้ผู้คนต่อต้านพระเจ้า พวกเขาถึงกับพูดสิ่งต่างๆ ที่บิดเบือนและตีความข้อเท็จจริงอย่างผิดๆ และใส่ความคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ว่าเป็นนิกายนอกรีต และพวกเขาสั่งห้ามอย่างเคร่งครัดไม่ให้เหล่าผู้เชื่อของพวกเขาอ่านหนังสือของฟ้าแลบจากทิศตะวันออกหรือรับฟังคำเทศน์ของฟ้าแลบจากทิศตะวันออก พวกเขาไม่อนุญาตให้เหล่าผู้เชื่อรับผู้คนที่ประกาศความรอดในยุคสุดท้ายของพระเจ้าหรือแม้แต่รับคนแปลกหน้าใดๆ และพวกเขาต่อต้านคำสอนของพระเจ้าในยุคพระคุณอย่างสิ้นเชิง เมื่อพระองค์ขอให้มนุษย์ต้อนรับแขกแปลกหน้าด้วยความสงสาร ผู้คนเหล่านี้ตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยมว่าบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือกลุ่มชนที่มีนิสัยดีผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง และพวกเขาก็ถึงขั้นตระหนักรู้มากยิ่งกว่าว่าไม่มีเจตนาชั่วร้ายใดๆ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในบรรดาผู้คนที่ประกาศเกี่ยวกับความรอดในยุคสุดท้ายของพระเจ้า แต่กระนั้นก็ดี พวกเขายังคงดูแคลนบรรดาผู้คนเหล่านี้และขับไล่พวกเขาไปด้วยวิธีการที่ป่าเถื่อนและโหดร้าย และถึงขั้นโจมตีพี่น้องชายหญิงที่แผยแพร่พระกิตติคุณทางกาย สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดคือว่า ทั้งๆ ที่เป็นเหล่าผู้เชื่อในพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ยังสมรู้ร่วมคิดกับระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนที่ชั่วร้ายเยี่ยงซาตาน มีส่วนร่วมในธุรกิจที่เคลือบแคลงและชั่วช้าของการขายองค์พระผู้เป็นเจ้าและขายมิตรสหายของพวกเขา สะกดรอยตาม เฝ้าสังเกตและรายงานพี่น้องชายหญิงที่เผยแพร่พระกิตติคุณแห่งยุคสุดท้าย และพวกเขาถึงกับรับใช้พวกผู้สอดแนมภายในคริสตจักรเพื่อรวบรวมข้อมูลในการจับกุมบรรดาคริสตชนอย่างลับๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ดูเหมือนว่าพวกเขาเพียงแค่สามารถรู้สึกบรรเทาจากความเกลียดชังในหัวใจของพวกเขาด้วยการกำจัดบรรดาผู้ที่เป็นพยานให้กับพระเจ้าในทันทีทันใดและได้ลบล้างพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า พวกผู้นำทางศาสนาเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ปรนนิบัติที่ชั่วช้าที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสถึงหรอกหรือ? องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “มีเจ้าของที่ดินคนหนึ่งทำสวนองุ่นไว้ เขาทำรั้วล้อมรอบ ขุดบ่อย่ำองุ่นในสวนนั้น และสร้างหอเฝ้า ให้พวกชาวสวนเช่า แล้วก็ไปต่างประเทศ เมื่อถึงฤดูเก็บพืชผล จึงใช้บรรดาทาสไปหาพวกคนเช่าสวน เพื่อจะรับพืชผลของเขา แต่คนเช่าสวนเหล่านั้นจับคนของเขาไปเฆี่ยนตีคนหนึ่ง ฆ่าเสียคนหนึ่ง เอาหินขว้างจนตายคนหนึ่ง เขาก็ใช้พวกทาสอื่นๆ ซึ่งมากกว่าครั้งก่อนไปอีก แต่พวกคนเช่าสวนก็ทำกับพวกเขาเช่นเดิม ภายหลังเขาก็ใช้บุตรของเขาไปหา กล่าวว่า ‘พวกเขาจะเคารพลูกของเรา’ แต่เมื่อพวกคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมาก็พูดกันว่า ‘คนนี้แหละเป็นทายาท ฆ่าเขาเสีย แล้วเราก็จะได้มรดกของเขา’ พวกเขาจึงพากันจับบุตรนั้นผลักออกไปนอกสวนแล้วฆ่า เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าของสวนมา ท่านจะทำอย่างไรกับพวกคนเช่าสวนนั้น?” พวกเขาทูลตอบว่า “ท่านจะฆ่าคนร้ายเหล่านั้นให้ตายอย่างทุกข์ทรมาน และจะให้สวนนั้นแก่คนเช่าอื่นที่จะแบ่งพืชผลให้ตามฤดูกาล” (มัทธิว 21:33-41) ด้วยเหตุนี้ จึงมองเห็นได้ว่ารากเหง้าที่แท้จริงของการที่พวกศิษยาภิบาลและพวกผู้อาวุโสของโลกศาสนากล่าวโทษและต่อต้านพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายคือรากเหง้าเดียวกันกับพวกฟาริสีชาวยิวผู้ต่อต้านองค์พระเยซูเจ้า—พวกเขาออกอุบายเสมอเพื่อประโยชน์ต่อสถานภาพของพวกเขาเอง รีบรุดทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดเพื่อประโยชน์ต่อผลประโยช์ของพวกเขาเอง และทุ่มเททั้งหัวใจและกำลังในการตอบสนองความอยากของพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติและแก่นแท้เยี่ยงซาตานของพวกเขาซึ่งทำให้พวกเขาเหนื่อยหน่ายกับความจริง เกลียดชังความจริงและต่อต้านพระเจ้าได้ถูกเปิดโปง เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมา พระองค์ได้ทรงเปิดโปงพวกฟาริสีชาวยิวที่หน้าซื่อใจคด บัดนี้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ได้เสด็จมาในยุคสุดท้ายและพระองค์ทรงเปิดโปงกองกำลังศัตรูของพระคริสต์ในโลกแห่งศาสนาอย่างเต็มที่! หากไม่ใช่เพื่อการที่พระเจ้าทรงปรากฏและปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์แล้ว ก็คงจะไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นทะลุถึงสีหน้าอันเยาะเย้ยท้าทายพระเจ้าของพวกศิษยาภิบาลและพวกผู้อาวุโสของโลกศาสนาได้ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เปิดโปงมนุษย์อย่างแท้จริง

หลังจากการสามัคคีธรรมครั้งนี้ เราวางใจว่าตอนนี้ทุกคนจะมีความเข้าใจบ้างเกี่ยวกับรากเหง้าที่สำคัญของเหตุผลที่ว่าทำไมโลกของศาสนาจึงต่อต้านพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเสมอ! คนยิวธรรมดาสามัญในสมัยของพระเยซูไม่มีความรู้ถึงแก่นแท้ของพวกฟาริสี ซึ่งต่อต้านพระเจ้าและเกลียดชังความจริง และดังนั้นพวกเขาจึงนมัสการและติดตามคนเหล่านั้น พวกเขาไม่ได้แสวงหาหรือเจาะลึกถึงพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า เพียงแต่ปฏิเสธและต่อต้านมันอย่างมืดบอด และได้ถูกพระเจ้าทรงลงโทษในท้ายที่สุด การนี้นำไปสู่การที่ชนชาติอิสราเอลได้ถูกปราบปรามมาเป็นเวลาเกือบสองพันปี และการสังหารชาวยิวจำนวนนับไม่ถ้วน บัดนี้ งานแห่งการพิพากษาที่เริ่มต้นในพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งกำลังได้รับการทรงปฏิบัติโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้มาถึงเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในไม่ช้าจะสิ้นสุดลงในพระสิริเมื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยต่อทุกประชาชาติและผู้คนทั้งปวง ขณะนี้ในชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดนี้ พวกเราจะใส่ใจต่อคำพูดของพวกศิษยาภิบาลและพวกผู้อาวุโส หรือว่าเราจะเจาะลึกในพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า? คำถามข้อนี้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงว่าพวกเราจะสามารถได้รับความรอดของพระเจ้าหรือไม่ องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27) คุณคือหนึ่งในแกะของพระเจ้าไหม? ดังนั้นแล้วคุณควรจะเลือกอย่างไร?

ก่อนหน้า:เหตุใดฟ้าแลบจากทิศตะวันออกจึงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังด้วยความก้าวหน้าที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

ถัดไป:การให้การยอมรับข่าวลือต่างๆ หมายถึงการสูญเสียความรอดในยุคสุดท้ายของพระเจ้า

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง