ส่วนที่คัดสรรจากสี่บทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์”

1. ในยุคพระคุณ ยอห์นได้ปูทางไว้ให้พระเยซู  ยอห์นไม่สามารถทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้นอกจากแค่ทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ลุล่วงเท่านั้น  ถึงแม้ว่ายอห์นจะเป็นผู้เบิกทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็ไร้ความสามารถที่จะเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ เขาเป็นแค่เพียงมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน  หลังจากพระเยซูได้ทรงรับบัพติศมา พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาอยู่กับพระองค์เหมือนนกพิราบ  พระองค์จึงได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงเริ่มปฏิบัติพันธกิจของพระคริสต์  นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ได้ทรงเข้ารับพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า เพราะพระองค์ได้เสด็จมาจากพระเจ้านั่นเอง  ไม่สำคัญว่าความเชื่อของพระองค์จะเคยเป็นอย่างไรก่อนหน้านี้─มันอาจจะเคยอ่อนแอมาหลายครั้ง หรือแข็งแกร่งในหลายครั้ง─ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ปกติที่พระองค์ได้ทรงดำรงอยู่ก่อนการปฏิบัติพันธกิจของพระองค์  หลังจากที่พระองค์ทรงได้รับบัพติศมา (นั่นก็คือ ได้รับการเจิม) ฤทธานุภาพและพระสิริของพระเจ้าก็อยู่กับพระองค์โดยทันที และดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงเริ่มปฏิบัติพันธกิจของพระองค์  พระองค์ทรงสามารถทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่างๆ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ และพระองค์ทรงมีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ เพราะพระองค์กำลังทรงพระราชกิจในนามของพระเจ้าพระองค์เองโดยตรง พระองค์กำลังทรงพระราชกิจของพระวิญญาณแทนพระองค์ และกำลังทรงแสดงให้เห็นถึงพระสุรเสียงของพระวิญญาณ  เพราะฉะนั้นดังนั้น พระองค์จึงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง การนี้ไม่สามารถโต้แย้งได้  ยอห์นเป็นใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน  เขาไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ อีกทั้งเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะเป็นตัวแทนของพระเจ้า  หากเขาเคยปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คงจะไม่ทรงอนุญาตให้ทำเช่นนั้น เพราะเขาไร้ความสามารถที่จะทำงานที่พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงตั้งพระทัยที่จะทำให้สำเร็จลุล่วงได้  บางทีในตัวเขาอาจจะมีสิ่งที่เป็นเจตจำนงของมนุษย์อยู่มาก หรือบางสิ่งบางอย่างที่เบี่ยงเบน ไม่มีรูปการณ์แวดล้อมใดที่เขาจะสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยตรงได้  ข้อผิดพลาดและการทำผิดของเขาเป็นตัวแทนของตัวเขาเองเท่านั้น แต่งานของเขาเป็นตัวแทนของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ถึงกระนั้น เจ้าก็ไม่สามารถพูดได้ว่าทั้งหมดของเขาเป็นตัวแทนของพระเจ้า  ความเบี่ยงเบนและการทำผิดของเขาสามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ด้วยกระนั้นหรือ?  การที่จะผิดพลาดในการเป็นตัวแทนของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องปกติ แต่หากใครคนหนึ่งเบี่ยงเบนในการเป็นตัวแทนของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว นั่นจะไม่เป็นการทำให้พระเจ้าเสื่อมเสียพระเกียรติหรอกหรือ?  นั่นจะไม่เป็นการหมิ่นประมาทต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ?  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์ยืนแทนที่ของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย ต่อให้เขาจะได้รับการยกย่องจากผู้อื่น  หากเขาไม่ใช่พระเจ้า เขาคงจะไร้ความสามารถที่จะตั้งมั่นได้ในที่สุด  พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงอนุญาตให้มนุษย์เป็นตัวแทนของพระเจ้าตามที่มนุษย์พอใจ!  ตัวอย่างเช่น พระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเองที่ทรงเป็นพยานแก่ยอห์น และพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกเช่นกันนั่นเองที่ทรงเปิดเผยว่าเขาเป็นผู้ที่ปูทางให้แก่พระเยซู แต่พระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำกับเขานั้นมีการวัดเป็นอย่างดี  ทั้งหมดที่ถูกขอจากยอห์นก็คือให้เป็นผู้ปูทางให้แก่พระเยซู ให้ตระเตรียมหนทางให้แก่พระองค์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์เพียงแค่ทรงยกชูงานของเขาในการปูทางและได้ทรงอนุญาตให้เขาเพียงแค่ทำงานเช่นนั้นเท่านั้น─เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอื่น  ยอห์นเป็นตัวแทนของเอลียาห์ และเขาเป็นตัวแทนของผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งผู้ได้ปูทาง  พระวิญญาณบริสุทธ์ได้ทรงยกชูเขาในการนี้ ตราบเท่าที่งานของเขาคือการปูทาง พระวิญญาณบริสุทธ์ก็ทรงยกชูเขา  อย่างไรก็ตาม หากเขาได้ทำการกล่าวอ้างว่าเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และได้พูดว่าเขามาเพื่อทำพระราชกิจแห่งการไถ่ให้เสร็จสิ้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คงจะต้องทรงบ่มวินัยเขา  ไม่สำคัญว่างานของยอห์นจะยิ่งใหญ่เพียงใด และถึงแม้ว่ามันจะได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ งานของเขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอาณาเขต  สมมติว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงยกชูงานของเขาจริง อำนาจที่ได้มอบให้กับเขา ณ เวลานั้นก็ถูกจำกัดอยู่ที่การปูทางของเขา  เขาไม่สามารถทำงานอื่นใดได้เลย เพราะเขาเป็นเพียงยอห์นผู้ที่ได้ปูทางเท่านั้น และไม่ใช่พระเยซู  เพราะฉะนั้น คำพยานของพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นกุญแจสำคัญ แต่งานที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงอนุญาตให้มนุษย์ทำนั้นมีความสำคัญยิ่งยวดมากยิ่งกว่าเสียอีก  ยอห์นยังไม่ได้รับประจักษ์พยานที่กังวานก้อง ณ เวลานั้นหรอกหรือ?  งานของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เช่นกันหรอกหรือ?  แต่งานที่เขาทำไม่สามารถเหนือกว่าพระราชกิจของพระเยซูได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นมากไปกว่ามนุษย์คนหนึ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน และไม่สามารถเป็นตัวแทนพระเจ้าโดยตรงได้ และดังนั้นเอง งานที่เขาทำจึงถูกจำกัด  หลังจากที่เขาได้ทำงานแห่งการปูทางเสร็จสิ้นแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ไม่ได้ทรงยกชูคำพยานของเขาอีกต่อไป ไม่มีงานใหม่ตามหลังเขามา และเขาได้จากไปขณะที่พระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้เริ่มต้นขึ้น

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

2. มีบางคนผู้ถูกครอบงำโดยวิญญาณชั่วและส่งเสียงร้องอย่างระเบ็งเซ็งแซ่ว่า “เราคือพระเจ้า!”  กระนั้น ในที่สุดพวกเขาก็ถูกเปิดเผย เพราะพวกเขาผิดในสิ่งที่พวกเขาเป็นตัวแทน  พวกเขาเป็นตัวแทนซาตาน และพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงใส่พระทัยพวกเขา  เจ้าจะยกย่องตัวเจ้าเองอย่างสูงเพียงใดก็ตาม หรือเจ้าจะส่งเสียงร้องอย่างแข็งกร้าวเพียงใดก็ตาม เจ้าก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งและเป็นผู้ที่เป็นของซาตาน  เราไม่มีวันส่งเสียงร้องว่า “เราคือพระเจ้า เราเป็นพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระเจ้า!”  แต่งานที่เราทำคือพระราชกิจของพระเจ้า  เราจำเป็นต้องตะโกนหรือ?  ไม่มีความจำเป็นต้องมีการยกย่อง  พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์เองด้วยพระองค์เอง และไม่ทรงจำเป็นต้องให้มนุษย์มอบสถานะแก่พระองค์หรือให้สมญาที่ให้เกียรติแก่พระองค์ กล่าวคือ  พระราชกิจของพระองค์เป็นตัวแทนของพระอัตลักษณ์และสถานะของพระองค์  ก่อนหน้าการบัพติศมาของพระองค์ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองหรือไม่?  พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  แน่ใจหรือไม่ว่าไม่สามารถกล่าวได้ว่า หลังจากการได้รับประจักษ์พยานแล้วเท่านั้นพระองค์จึงทรงกลายเป็นพระบุตรพระองค์เดียวของพระเจ้า?  ไม่ได้มีบุรุษหนึ่งที่มีนามว่าเยซูอยู่นานแล้วก่อนที่พระองค์จะได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์หรอกหรือ?  เจ้าไร้ความสามารถที่จะนำพาเส้นทางใหม่ๆ ออกมาหรือเป็นตัวแทนพระวิญญาณได้  เจ้าไม่สามารถแสดงออกถึงพระราชกิจของพระวิญญาณหรือพระวจนะที่พระองค์ตรัส  เจ้าไร้ความสามารถที่จะทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้ และเจ้าก็ไร้ความสามารถที่จะทำพระราชกิจของพระวิญญาณได้  พระปรีชาญาณ การอัศจรรย์ และความยากหยั่งถึงได้ของพระเจ้า และความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระอุปนิสัยที่พระเจ้าทรงใช้ตีสอนมนุษย์─เหล่านี้ทั้งหมดล้วนเกินความสามารถของเจ้าที่จะแสดงออก  ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามกล่าวอ้างว่าเป็นพระเจ้า เจ้าคงจะมีเพียงชื่อเท่านั้นและไม่มีสิ่งใดจากเนื้อแท้นี้เลย  พระเจ้าพระองค์เองได้เสด็จมาแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดจำพระองค์ได้ กระนั้นพระองค์ยังทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ต่อไป และทรงทำเช่นนั้นในการเป็นตัวแทนของพระวิญญาณ  ไม่ว่าเจ้าจะเรียกพระองค์ว่ามนุษย์หรือพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าหรือพระคริสต์ หรือเรียกพระองค์ว่าพี่น้องหญิง นั่นก็ไม่สำคัญ  แต่พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำคือพระราชกิจของพระวิญญาณและเป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยกับพระนามที่มนุษย์ใช้เรียกพระองค์  พระนามนั้นสามารถกำหนดพระราชกิจของพระองค์ได้หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะเรียกพระองค์ว่าอย่างไร เท่าที่พระเจ้าทรงเกี่ยวข้องนั้น พระองค์ทรงเป็นเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระวิญญาณและได้รับความเห็นชอบโดยพระวิญญาณ  หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะกรุยทางให้แก่ยุคใหม่ หรือนำพายุคเก่าไปถึงบทอวสาน หรือนำมาซึ่งยุคใหม่ หรือทำงานใหม่ได้ เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถเรียกเจ้าว่าพระเจ้าได้!

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

3. แม้กระทั่งมนุษย์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เองได้  นี่ไม่ใช่เป็นเพียงการกล่าวว่ามนุษย์เช่นนั้นไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการกล่าวว่างานที่เขาทำก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยตรงได้เช่นกัน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประสบการณ์แบบมนุษย์ไม่สามารถถูกนำมาวางไว้ภายในการบริหารจัดการของพระเจ้าโดยตรงได้ และมันไม่สามารถเป็นตัวแทนของการบริหารจัดการของพระเจ้า  พระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงทำล้วนเป็นพระราชกิจที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำในแผนการบริหารจัดการของพระองค์เองทั้งสิ้น และมันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ยิ่งใหญ่  งานที่มนุษย์ทำประกอบด้วยการจัดหาประสบการณ์แบบปัจเจกบุคคลของพวกเขา  มันประกอบด้วยการค้นหาเส้นทางใหม่แห่งประสบการณ์ที่นอกเหนือจากเส้นทางที่ถูกเหยียบย่ำโดยพวกที่ได้ไปก่อนหน้านั้น และเส้นทางแห่งการนำพี่น้องชายหญิงของพวกเขาขณะที่อยู่ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์  สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้จัดหาคือประสบการณ์แบบปัจเจกบุคคลของพวกเขาหรืองานเขียนฝ่ายวิญญาณของผู้คนฝ่ายวิญญาณ  ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้จะถูกใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่งานที่พวกเขาทำก็ไม่เกี่ยวพันกับพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่แห่งการบริหารจัดการในแผนหกพันปี  พวกเขาเป็นแค่บรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงยกชูขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเพื่อนำทางผู้คนในกระแสแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จนกระทั่งหน้าที่การงานที่พวกเขาสามารถปฏิบัติได้จะสิ้นสุดลงหรือจนกว่าชีวิตของพวกเขาจะมาถึงบทอวสาน  งานที่พวกเขาทำเป็นเพียงเพื่อตระเตรียมเส้นทางที่เหมาะสมไว้สำหรับพระเจ้าพระองค์เอง หรือเพื่อสานต่อแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งจากการบริหารจัดการของพระเจ้าพระองค์เองบนแผ่นดินโลก  ในตัวของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ไร้ความสามารถที่จะทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ได้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถเปิดหนทางใหม่ออกไปได้ นับประสาอะไรที่พวกเขาคนใดจะสามารถนำพาพระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าจากยุคก่อนหน้านั้นไปสู่บทสรุปได้  เพราะฉะนั้น งานที่พวกเขาทำจึงเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่การงานของเขาเท่านั้น และไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เองที่ทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ได้  นี่เป็นเพราะงานที่พวกเขาทำไม่เหมือนกับพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงทำ  งานแห่งการนำมาซึ่งยุคใหม่ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์สามารถทำแทนพระเจ้าได้  งานนี้ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้นอกจากพระเจ้าพระองค์เอง  งานทั้งหมดที่มนุษย์ทำนั้นประกอบด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และทำไปเมื่อเขาได้รับการขับเคลื่อนหรือได้รับการให้ความรู้แจ้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  การนำที่ผู้คนเหล่านี้จัดเตรียมประกอบด้วยการแสดงให้มนุษย์เห็นเส้นทางแห่งการปฏิบัติในชีวิตประจำวันและวิธีที่เขาควรกระทำการให้ลงรอยกับน้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งสิ้น  งานของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระเจ้าอีกทั้งไม่เป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ดังตัวอย่างหนึ่งคือ งานของวิทเนสลีและวอทช์แมนนี คือการนำทาง  ไม่ว่าทางนั้นจะใหม่หรือเก่า งานนั้นก็ตั้งอยู่บนหลักแห่งการคงอยู่ภายในพระคัมภีร์  ไม่ว่างานนั้นจะเป็นการฟื้นฟูคริสตจักรท้องถิ่นหรือสร้างคริสตจักรท้องถิ่น งานของพวกเขาต้องเกี่ยวข้องกับการสถาปนาคริสตจักรทั้งหลาย  งานที่พวกเขาทำได้ทำให้งานที่พระเยซูและอัครทูตทั้งหลายของพระองค์ทิ้งไว้โดยยังไม่เสร็จสิ้นหรือไม่ได้พัฒนาเพิ่มเติมในยุคพระคุณได้ดำเนินการต่อไป  สิ่งที่พวกเขาทำในงานของพวกเขาคือการฟื้นฟูสิ่งที่พระเยซูได้ทรงขอจากชนรุ่นหลังที่จะมาภายหลังพระองค์ในพระราชกิจแรกเริ่มของพระองค์ เช่น การคลุมศีรษะของพวกเขา การรับบัพติศมา การหักขนมปัง หรือการดื่มไวน์  อาจกล่าวได้ว่า งานของพวกเขาคือการปฏิบัติตามพระคัมภีร์และการแสวงหาเส้นทางต่างๆ ภายในพระคัมภีร์  พวกเขาไม่ได้ทำความรุดหน้าใหม่ๆ ประเภทใดเลย  ดังนั้น คนเราสามารถมองเห็นเพียงการค้นพบหนทางใหม่ๆ ภายในพระคัมภีร์เท่านั้นในงานของพวกเขา ตลอดจนการปฏิบัติที่เป็นจริงที่ดีขึ้นและมากขึ้น  แต่คนเราไม่สามารถพบน้ำพระทัยปัจจุบันของพระเจ้าในงานของพวกเขาได้ นับประสาอะไรที่จะพบพระราชกิจใหม่ที่พระเจ้าในยุคสุดท้ายทรงวางแผนที่จะทำ  นี่เป็นเพราะเส้นทางที่พวกเขาเดินนั้นยังคงเป็นเส้นทางเก่า─ไม่มีการเริ่มใหม่และไม่มีความรุดหน้า  พวกเขายังคงยึดมั่นต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรึงกางเขนพระเยซูต่อไป ในการรักษาการปฏิบัติในการขอให้ผู้คนกลับใจและสารภาพบาปของพวกเขา ในการยึดมั่นกับคติพจน์ต่างๆ ที่ว่าคนที่สู้ทนจนถึงบทอวสานจะได้รับการช่วยให้รอด และที่ว่าบุรุษเป็นหัวหน้าของสตรี  และสตรีต้องเชื่อฟังสามีของเธอ และให้ยึดมั่นมากยิ่งขึ้นไปอีกกับมโนคติที่หลงผิดตามประเพณีที่ว่าพี่น้องหญิงไม่สามารถเทศนาได้ แต่เชื่อฟังได้เท่านั้น  หากความเป็นผู้นำในลักษณะนั้นได้รับการถือปฏิบัติต่อไป พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คงจะไม่มีวันทรงสามารถดำเนินการพระราชกิจใหม่ ปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากคำสอน หรือนำทางพวกเขาไปสู่อาณาจักรแห่งเสรีภาพและความสวยงามได้  ดังนั้น พระราชกิจช่วงระยะนี้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงยุค ต้องได้รับการกระทำและตรัสโดยพระเจ้าพระองค์เอง มิฉะนั้นก็ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำเช่นนั้นแทนพระองค์ได้  จนถึงบัดนี้แล้ว พระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นอกเหนือจากกระแสนี้ได้มาถึงจุดหยุดนิ่ง และบรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานก็ได้สูญเสียทิศทางของตน  ดังนั้น ในเมื่องานของผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานนั้นไม่เหมือนกับพระราชกิจที่พระเจ้าพระองค์เองทรงกระทำ อัตลักษณ์ของพวกเขาและกลุ่มคนที่พวกเขากระทำการแทนก็แตกต่างกันในทำนองเดียวกันนั้น  นี่เป็นเพราะพระราชกิจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำนั้นแตกต่างออกไป และในเรื่องนี้ บรรดาผู้ที่ทำงานเหมือนกันก็ได้รับอัตลักษณ์และสถานะที่แตกต่างกัน  ผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานอาจทำงานบางอย่างที่ใหม่ด้วยเช่นกัน และอาจจะขจัดงานบางอย่างที่เคยทำในยุคก่อนหน้านั้นด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่พวกเขาทำไม่สามารถแสดงออกถึงพระอุปนิสัยและน้ำพระทัยของพระเจ้าในยุคใหม่ได้  พวกเขาทำงานเพียงแค่เพื่อลบงานของยุคก่อนหน้านั้นทิ้งไป และไม่ใช่เพื่อทำงานใหม่เพื่อจุดประสงค์แห่งการเป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้าพระองค์เองโดยตรง  ด้วยเหตุนี้ ไม่สำคัญว่าพวกเขาลบล้างการปฏิบัติที่ล้าสมัยไปมากเพียงใด หรือพวกเขาแนะนำการปฏิบัติใหม่ๆ มากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเป็นตัวแทนของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงดำเนินพระราชกิจ พระองค์ไม่ทรงประกาศการลบล้างการปฏิบัติต่างๆ ของยุคเก่าอย่างเปิดเผยหรือทรงประกาศการตั้งต้นยุคใหม่โดยตรง  พระองค์ทรงซื่อตรงและตรงไปตรงมาในพระราชกิจของพระองค์  พระองค์ทรงเฉียบขาดในการปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำ กล่าวคือ พระองค์ทรงแสดงออกถึงพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำให้เกิดขึ้นโดยตรง ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ดังที่ได้ตั้งพระทัยไว้แต่เดิมโดยตรง โดยทรงแสดงออกถึงสิ่งทรงเป็นและพระอุปนิสัยของพระองค์  ตามที่มนุษย์มองเห็นนั้น พระอุปนิสัยของพระองค์และพระราชกิจของพระองค์ด้วยเช่นกัน ล้วนแตกต่างไปจากพระอุปนิสัยและพระราชกิจของพระองค์ในยุคต่างๆ ในอดีต  อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของพระเจ้าพระองค์เอง นี่เป็นเพียงความต่อเนื่องและการพัฒนาเพิ่มเติมในพระราชกิจของพระองค์  เมื่อพระเจ้าพระองค์เองทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงแสดงพระวจนะของพระองค์ออกมาและทรงนำพาพระราชกิจใหม่มาโดยตรง  ในทางตรงกันข้าม เมื่อมนุษย์ทำงาน มันเป็นไปโดยผ่านทางการตรึกตรองและการศึกษา หรือมันเป็นการขยายความรู้และความเป็นระบบของการปฏิบัติที่ก่อตั้งขึ้นบนงานของผู้อื่น  กล่าวคือ เนื้อแท้ของงานที่มนุษย์ทำคือการปฏิบัติตามระเบียบที่ตั้งไว้และการ “เดินบนเส้นทางเก่าในรองเท้าคู่ใหม่”  นี่หมายความว่า แม้กระทั่งเส้นทางที่ผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานได้เดินไป ก็ถูกสร้างขึ้นบนเส้นทางที่พระเจ้าพระองค์เองทรงเริ่มไว้  ดังนั้น เมื่อพิจารณาทุกๆ อย่างแล้ว มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ และพระเจ้าก็ยังคงทรงเป็นพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

4. ยอห์นเกิดมาด้วยพระสัญญา มากเท่ากับที่อิสอัคได้เกิดมากับอับราฮัม  เขาได้ปูทางไว้ให้พระเยซูและได้ทำงานมากมาย แต่เขาไม่ใช่พระเจ้า  ในทางตรงกันข้าม เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เผยพระวจนะ เพราะเขาเพียงแค่ได้ปูทางไว้ให้พระเยซูเท่านั้น  งานของเขาก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน และมีเพียงหลังจากที่เขาได้ปูทางไว้แล้วเท่านั้นพระเยซูจึงได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นทางการ  ในสาระสำคัญแล้ว เขาเพียงแค่ลงแรงเพื่อพระเยซู และงานที่เขาทำเป็นการปรนนิบัติพระราชกิจของพระเยซู  หลังจากที่เขาได้เสร็จสิ้นการปูทางแล้ว พระเยซูก็ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจที่ใหม่กว่า เป็นรูปธรรมกว่า และมีรายละเอียดมากกว่า  ยอห์นได้ทำเพียงส่วนแรกเริ่มของงานนั้นเท่านั้น  ส่วนที่ยิ่งใหญ่กว่าของงานใหม่นั้นทำโดยพระเยซู  ยอห์นได้ทำงานใหม่ด้วยเช่นกัน แต่เขาไม่ใช่ผู้ที่นำมาซึ่งยุคใหม่  ยอห์นเกิดมาโดยพระสัญญา และทูตสวรรค์ได้ตั้งชื่อให้เขา  ในเวลานั้น บางคนต้องการที่จะตั้งชื่อเขาตามเศคาริยาห์พ่อของเขา แต่แม่ของเขาได้พูดออกมาว่า “เด็กคนนี้ไม่สามารถถูกเรียกด้วยชื่อนั้น  เขาควรถูกเรียกว่ายอห์น”  ทั้งหมดนี้เป็นไปตามพระราชโองการของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระเยซูก็ได้รับการตั้งพระนามตามพระราชโองการของพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกัน พระองค์ทรงประสูติจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระองค์ทรงได้รับพระสัญญาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระคริสต์ และบุตรมนุษย์  แต่งานของยอห์นก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน เหตุใดเขาจึงไม่ถูกเรียกว่าพระเจ้า?  ที่จริงแล้ว ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจที่พระเยซูทรงทำกับงานที่ยอห์นทำคือสิ่งใด?  เหตุผลเดียวก็คือว่ายอห์นเป็นผู้ที่ได้ปูทางให้แก่พระเยซูใช่หรือไม่?  หรือเพราะการนี้พระเจ้าได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว?  ถึงแม้ว่ายอห์นได้กล่าวไว้ด้วยว่า “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” และเขาได้ประกาศข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรสวรรค์เช่นกัน แต่งานของเขาก็ไม่ได้พัฒนาเพิ่มเติมและเพียงแค่ประกอบขึ้นเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น  ในทางตรงกันข้าม พระเยซูได้ทรงนำมาซึ่งยุคใหม่ ตลอดจนทรงนำยุคเก่าไปสู่บทอวสาน แต่พระองค์ยังทรงทำให้ธรรมบัญญัติแห่งภาคพันธสัญญาเดิมลุล่วงไปด้วยเช่นกัน  พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำนั้นยิ่งใหญ่กว่างานของยอห์น และสิ่งที่มากกว่าคือพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวง─พระองค์ทรงทำให้พระราชกิจช่วงระยะนั้นสำเร็จลุล่วง  สำหรับยอห์นนั้น เขาแค่ตระเตรียมทาง  ถึงแม้ว่างานของเขาจะยิ่งใหญ่ คำพูดของเขามีมากมาย และสาวกเหล่านั้นที่ติดตามเขาก็มีจำนวนมาก แต่งานของเขาก็ไม่ได้มากไปกว่าการนำพามนุษย์มาสู่จุดเริ่มต้นใหม่  มนุษย์ไม่เคยได้รับชีวิต หนทาง หรือความจริงที่ลึกซึ้งกว่าจากเขา อีกทั้งมนุษย์ไม่ได้รับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยผ่านทางเขา  ยอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ (เอลียาห์) ผู้ซึ่งได้เปิดพื้นฐานใหม่สำหรับพระราชกิจของพระเยซู และได้ตระเตรียมผู้ได้รับเลือก เขาเป็นผู้เบิกทางของยุคพระคุณ  เรื่องต่างๆ เช่นนั้นไม่สามารถหยั่งรู้ได้เพียงแค่โดยการสังเกตรูปลักษณ์ภายนอกของมนุษย์ปกติของพวกเขา  ทั้งหมดนี้เหมาะสมยิ่งกว่าเนื่องจากยอห์นได้ทำงานที่สำคัญยิ่งด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น เขาได้รับพระสัญญาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และงานของเขาได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เมื่อเป็นดังนี้แล้ว  คนเราสามารถแยกแยะระหว่างอัตลักษณ์เฉพาะของพวกเขาโดยผ่านทางงานที่พวกเขาทำเท่านั้น เพราะไม่มีหนทางใดที่จะบอกถึงเนื้อแท้ของมนุษย์จากรูปลักษณ์ภายนอกของเขา อีกทั้งไม่มีหนทางใดสำหรับมนุษย์ที่จะสืบให้แน่ใจว่าคำพยานของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือสิ่งใด  งานที่ยอห์นทำกับพระราชกิจที่พระเยซูทรงทำนั้นไม่เหมือนกันและมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  จากการนี้นี่เองคนเราจึงอาจจะกำหนดได้ว่ายอห์นเป็นพระเจ้าหรือไม่  พระราชกิจของพระเยซูคือเพื่อริเริ่ม เพื่อสานต่อ เพื่อสรุปปิดตัว และเพื่อนำมาซึ่งการเกิดผล  พระองค์ได้ทรงดำเนินการแต่ละขั้นตอนเหล่านี้ ในขณะที่งานของยอห์นไม่ได้มากไปกว่าการทำจุดเริ่มต้น  ในตอนเริ่มต้น พระเยซูได้ทรงเผยแพร่ข่าวประเสริฐและได้ทรงประกาศหนทางแห่งการกลับใจ และต่อมาได้ทรงดำเนินการต่อไปถึงการบัพติศมามนุษย์ รักษาคนป่วย ขับไล่พวกมาร  ในท้ายที่สุด พระองค์ได้ทรงไถ่มวลมนุษย์จากบาป และได้ทำให้พระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์ตลอดทั้งยุคนั้น  พระองค์ยังได้เสด็จไปทั่วทุกที่ด้วยเช่นกัน โดยทรงประกาศต่อมนุษย์และทรงเผยแพร่ข่าวประเสริฐเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์  ในด้านนี้ พระองค์กับยอห์นนั้นเหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่พระเยซูได้ทรงนำมาซึ่งยุคใหม่และได้ทรงนำพายุคพระคุณมาสู่มนุษย์  พระวจนะที่มนุษย์ควรปฏิบัติและหนทางที่มนุษย์ควรติดตามในยุคพระคุณได้มาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และในท้ายที่สุด พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการไถ่  ยอห์นไม่มีทางสามารถดำเนินการงานนี้ได้  และดังนั้น จึงเป็นพระเยซูนั่นเองที่ได้ทรงทำพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง และเป็นพระองค์นั่นเองที่ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง และทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้าโดยตรง  มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์กล่าวว่า บรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ได้เกิดมาด้วยพระสัญญา ได้เกิดมาจากพระวิญญาณ ได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผู้ที่เปิดหนทางใหม่ๆ ออกมานั้นคือพระเจ้า  จากการให้เหตุผลดังนี้ ยอห์นก็คงจะเป็นพระเจ้าด้วยเช่นกัน และโมเสส อับราฮัม และดาวิด…พวกเขาทั้งหมดก็คงจะเป็นพระเจ้าด้วยเช่นกัน  การนี้ไม่ใช่เรื่องตลกสมบูรณ์แบบหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

5. ผู้คนเชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงมาเป็นมนุษย์ไม่ทรงดำรงพระชนม์อย่างบุคคลปกติดำรงชีวิตอย่างแน่นอน พวกเขาเชื่อว่าพระองค์ทรงสะอาดโดยไม่ต้องแปรงพระทนต์หรือล้างพระพักตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็นบุคคลผู้บริสุทธิ์  เหล่านี้ไม่ใช่มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ล้วนๆ หรอกหรือ?  พระคัมภีร์ไม่ได้ทำการบันทึกถึงพระชนม์ของพระเยซูในฐานะมนุษย์ มีเพียงพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น แต่การนี้มิได้พิสูจน์ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ หรือว่าพระองค์ไม่ได้ทรงดำรงพระชนม์ชีพแบบมนุษย์ปกติก่อนถึงพระชันษาสามสิบปี  พระองค์ได้ทรงตั้งต้นพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นทางการเมื่อพระชันษา 29 ปี แต่เจ้าไม่สามารถตัดชั่วพระชนม์ชีพของพระองค์ในฐานะมนุษย์ก่อนที่จะถึงพระชันษานั้นทิ้งไปได้  พระคัมภีร์แค่ละเว้นช่วงเวลานั้นจากการบันทึก เนื่องจากช่วงเวลานั้นเป็นพระชนม์ชีพของพระองค์ในฐานะมนุษย์ปกติคนหนึ่งและไม่ใช่ระยะของพระราชกิจแบบพระเจ้าของพระองค์ จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับช่วงเวลานั้นที่จะต้องถูกบันทึกลงไป  เนื่องจากก่อนหน้าการบัพติศมาของพระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์มิได้ทรงพระราชกิจโดยตรง แต่เพียงแค่ทรงรักษาพระองค์ไว้ในพระชนม์ชีพของพระองค์ในฐานะมนุษย์ปกติจนกระทั่งถึงกำหนดวันที่พระเยซูต้องทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์  ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ได้ก้าวผ่านกระบวนการของการเติบโตเต็มวัยเหมือนอย่างมนุษย์ปกติคนหนึ่งก้าวผ่าน  กระบวนการแห่งการเติบโตเต็มวัยนี้ได้ถูกละเว้นไว้จากพระคัมภีร์  กระบวนการนี้ถูกละเว้นไปเพราะมันไม่สามารถจัดเตรียมการช่วยที่ยิ่งใหญ่ใดๆ แก่การเจริญเติบโตในชีวิตของมนุษย์  ช่วงเวลาก่อนการบัพติศมาของพระองค์เป็นช่วงเวลาที่ซ่อนเร้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ไม่ได้ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดๆ  มีเพียงหลังจากการบัพติศมาของพระเยซูเท่านั้นพระองค์จึงได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจทั้งหมดแห่งการไถ่มวลมนุษย์ พระราชกิจที่อุดมสมบูรณ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยพระคุณ ความจริง และความรักและความปรานี  การเริ่มต้นของพระราชกิจนี้ยังเป็นการตั้งต้นของยุคพระคุณอย่างแน่ชัดอีกด้วย ด้วยเหตุผลนี้ มันจึงถูกเขียนลงไปและส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน  มันเป็นไปเพื่อเปิดทางออกไปและนำพาคนเหล่านั้นทั้งหมดในยุคพระคุณไปสู่การเกิดผล เพื่อย่ำเท้าไปบนเส้นทางแห่งยุคพระคุณและเส้นทางแห่งกางเขน  ถึงแม้มันจะออกมาจากบันทึกที่เขียนโดยมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นข้อเท็จจริง ยกเว้นที่มีการพบข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ทีนี่และที่นั่น  ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าบันทึกเหล่านี้ไม่จริง  เรื่องทั้งหลายที่ถูกบันทึกไว้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น มีเพียงการเขียนเรื่องเหล่านั้นลงไปเท่านั้นที่ผู้คนทำให้เกิดข้อผิดพลาด  มีบางคนที่จะกล่าวว่า หากพระเยซูทรงเป็นผู้ที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติและธรรมดา จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์ทรงมีความสามารถในการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่างๆ ได้?  สี่สิบวันแห่งการทดลองที่พระเยซูได้ทรงก้าวผ่านเป็นหมายสำคัญที่มหัศจรรย์ เป็นหมายสำคัญที่มนุษย์ปกติคงจะไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้  สี่สิบวันแห่งการทดลองของพระองค์อยู่ในธรรมชาติของการทรงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้ว คนเราจะสามารถพูดได้อย่างไรว่าไม่มีความเหนือธรรมชาติสักนิดในตัวพระองค์?  ความสามารถของพระองค์ในการแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์นั้นไม่ได้พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่เหนือธรรมชาติและไม่ใช่มนุษย์ปกติ มันเป็นแค่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจในมนุษย์ปกติเช่นพระองค์ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เป็นไปได้สำหรับพระองค์ที่จะทรงแสดงปาฏิหาริย์และทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก  ก่อนหน้าที่พระเยซูจะทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ หรือดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า ก่อนหน้าที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาอยู่กับพระองค์นั้น พระเยซูทรงเป็นแต่เพียงมนุษย์ปกติคนหนึ่ง และไม่มีความเหนือธรรมชาติในทางใดเลย  เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงมาอยู่กับพระองค์ กล่าวคือ เมื่อพระองค์ได้ทรงตั้งต้นการปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ พระองค์ได้ทรงกลายเป็นอิ่มเอิบไปด้วยความเหนือธรรมชาติ  ในหนทางนี้ มนุษย์จึงได้มาเชื่อว่าเนื้อหนังที่จุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังคิดอย่างเข้าใจผิดว่าพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงมีเพียงเทวสภาพเท่านั้น ไม่ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์  แน่นอนว่าเมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ มนุษย์ทั้งหมดมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เหนือธรรมชาติ  สิ่งที่พวกเขามองเห็นด้วยตาของพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาได้ยินด้วยหูของพวกเขานั้นล้วนเหนือธรรมชาติ เพราะพระราชกิจของพระองค์และพระวจนะของพระองค์ไม่อาจจับใจความได้และไม่อาจบรรลุถึงได้สำหรับพวกเขา  หากบางสิ่งบางอย่างจากสวรรค์ถูกนำพามายังแผ่นดินโลก มันจะเป็นสิ่งใดได้อย่างไรนอกจากเหนือธรรมชาติ?  เมื่อความล้ำลึกทั้งหลายของอาณาจักรสวรรค์ได้ถูกนำพามายังแผ่นดินโลก ความล้ำลึกทั้งหลายที่ไม่อาจจับใจความได้และยากหยั่งถึงสำหรับมนุษย์ ที่น่าอัศจรรย์และมีสติปัญญาเกินไป─สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เหนือธรรมชาติทั้งหมดหรอกหรือ?  อย่างไรก็ตาม เจ้าควรรู้ไว้ว่า ไม่สำคัญว่ามันจะเหนือธรรมชาติเพียงใด ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินการอยู่ภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ  เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็อิ่มเอิบไปด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์ หากพระองค์ไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์ก็คงจะไม่ได้ทรงเป็นเนื้อหนังที่จุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

6. พระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้าในเนื้อหนังยังถูกควบคุมด้วยหลักการของพระราชกิจนั้นเองด้วยเช่นกัน  มีเพียงเมื่อพระองค์ทรงมีพร้อมด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติเท่านั้นพระองค์จึงทรงสามารถเข้ารับพระราชกิจและรับหน้าที่ของพระบิดาได้  เมื่อนั้นเท่านั้นพระองค์จึงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ได้  ในวัยเด็กของพระองค์ พระเยซูยังไม่ทรงสามารถจับใจความสิ่งใดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในยุคเก่าแก่ได้มากนัก และพระองค์ได้มาเข้าใจโดยผ่านทางการถามเหล่าครูในธรรมศาลาเท่านั้น  หากพระองค์ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ทันทีที่พระองค์ทรงเรียนรู้การตรัส จะเป็นไปได้อย่างไรสำหรับพระองค์ที่จะไม่ทรงทำความผิดพลาด?  จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าอาจจะสามารถทำพลาด?  ดังนั้น จึงมีเพียงหลังจากที่พระองค์ทรงมีความสามารถที่จะทรงพระราชกิจได้เท่านั้นพระองค์จึงได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ พระองค์มิได้ทรงดำเนินพระราชกิจจนกระทั่งพระองค์ทรงมีความสามารถอย่างเต็มที่ในการเข้ารับพระราชกิจนั้น  เมื่อพระชันษา 29 ปี พระเยซูทรงเติบโตเต็มที่อย่างยิ่งแล้วและสภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ก็เพียงพอที่จะเข้ารับพระราชกิจที่พระองค์ต้องทรงทำ  เป็นตอนนั้นเท่านั้นเองที่พระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นทรงพระราชกิจในตัวพระองค์อย่างเป็นทางการ  ในเวลานั้น ยอห์นได้ตระเตรียมมาเป็นเวลาเจ็ดปีแล้วเพื่อที่จะเปิดทางให้แก่พระองค์ และในการสรุปปิดตัวงานของเขานั้น เขาถูกโยนเข้าคุก  เมื่อนั้นภาระหนักจึงได้ตกอยู่กับพระเยซูอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  หากพระองค์ได้ทรงเข้ารับพระราชกิจนี้เมื่อพระชันษา 21 หรือ 22 ปี ในเวลาที่สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์ยังคงขาดพร่องอยู่ เมื่อพระองค์เพิ่งได้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นเท่านั้น และมีสิ่งต่างๆ มากมายที่พระองค์ยังคงไม่เข้าพระทัย เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็คงจะไม่ทรงสามารถเข้าควบคุมได้  ในเวลานั้น ยอห์นได้ดำเนินงานของเขาไปแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่พระเยซูจะได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพระองค์ก็ทรงเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว  ในวัยนั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ก็เพียงพอที่จะเข้ารับพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงทำ

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

7. เมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง มีหลักการต่างๆ มากมาย และมีเรื่องต่างๆ มากมายที่มนุษย์แค่ไม่เข้าใจ มนุษย์ใช้มโนคติที่หลงผิดของเขาเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อใช้มาตรการของพระองค์ หรือเพื่อทำข้อเรียกร้องมากเกินไปจากพระเจ้า  กระนั้นจนถึงวันนี้แล้ว ผู้คนจำนวนมากไม่ตระหนักรู้โดยสิ้นเชิงว่าความรู้ของพวกเขาประกอบด้วยมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเองเพียงอย่างเดียว  ไม่ว่าจะเป็นยุคใดหรือสถานที่ใดที่พระเจ้าทรงจุติเป็นมนุษย์ หลักการทั้งหลายสำหรับพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  พระองค์ไม่ทรงสามารถบังเกิดเป็นมนุษย์แต่ทว่าเหนือกว่าเนื้อหนังในพระราชกิจของพระองค์ได้ นับประสาอะไรที่พระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แต่ทว่าไม่ทรงพระราชกิจภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของเนื้อหนังนี้  มิฉะนั้นแล้ว นัยสำคัญแห่งการจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็คงจะสลายไปเป็นความสูญเปล่า และพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็คงจะกลายเป็นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง  ยิ่งไปกว่านั้น มีเพียงพระบิดาในสวรรค์ (พระวิญญาณ) เท่านั้นที่ทรงรู้เกี่ยวกับการจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และไม่มีผู้อื่นรู้  ไม่แม้กระทั่งเนื้อหนังพระองค์เองหรือบรรดาผู้สื่อสารแห่งสวรรค์  เมื่อเป็นดังนี้แล้ว พระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังก็ล้วนเป็นปกติมากยิ่งขึ้นและล้วนสามารถดียิ่งขึ้นในการแสดงให้เห็นว่า พระวจนะได้บังเกิดเป็นมนุษย์โดยแท้ และเนื้อหนังหมายถึงมนุษย์ปกติและธรรมดาคนหนึ่ง

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

8. บางคนอาจประหลาดใจว่า “เหตุใดยุคนั้นต้องได้รับการนำมาโดยพระเจ้าพระองค์เอง?  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้หรือ?”  พวกเจ้าล้วนตระหนักรู้ว่าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อแสดงออกถึงจุดประสงค์แห่งการนำมาซึ่งยุคใหม่ และแน่นอนว่า เมื่อพระองค์ทรงนำมาซึ่งยุคใหม่ พระองค์จะได้ทรงสรุปปิดตัวยุคก่อนหน้านั้นไปในเวลาเดียวกันไปแล้ว  พระเจ้าทรงเป็นปฐมและอวสาน คือพระองค์ด้วยพระองค์เองนั่นเองที่ทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนไหว และดังนั้นก็ต้องเป็นพระองค์ด้วยพระองค์เองที่ทรงสรุปปิดตัวยุคก่อนหน้านั้น  นี่คือข้อพิสูจน์ถึงการทำให้ซาตานพ่ายแพ้ของพระองค์และถึงการพิชิตโลกของพระองค์  แต่ละครั้งที่พระองค์ด้วยพระองค์เองทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ มันเป็นการเริ่มต้นการสู้รบครั้งใหม่  หากไม่มีการเริ่มต้นงานใหม่ ก็คงจะไม่มีการสรุปปิดตัวของงานเก่าโดยธรรมชาติ  และเมื่อไม่มีการสรุปปิดตัวงานเก่า นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าการสู้รบกับซาตานยังไม่มาถึงบทอวสาน  มีเพียงเมื่อพระเจ้าพระองค์เองเสด็จมาและทรงดำเนินพระราชกิจใหม่ท่ามกลางมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จึงสามารถหลุดพ้นจากแดนครอบครองของซาตานได้โดยสิ้นเชิง และได้รับชีวิตใหม่และการเริ่มต้นใหม่  มิฉะนั้นมนุษย์จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในยุคเก่าไปตลอดกาลและดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลเก่าๆ ของซาตานไปตลอดกาล  ด้วยทุกยุคที่พระเจ้าได้ทรงนำนั้น มนุษย์ส่วนหนึ่งได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และด้วยเหตุนั้นมนุษย์จึงรุดหน้าไปพร้อมกับพระราชกิจของพระเจ้าไปสู่ยุคใหม่  ชัยชนะของพระเจ้าหมายถึงชัยชนะสำหรับคนเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระองค์  หากเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ทรงสร้างได้รับหน้าที่ให้ทำการสรุปปิดตัวยุค เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นจากมุมมองของมนุษย์หรือของซาตาน การนี้คงจะไม่เป็นมากไปกว่าการกระทำของการต่อต้านหรือทรยศพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำแห่งการเชื่อฟังพระเจ้า และงานของมนุษย์ก็คงจะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับซาตาน  มีเพียงเมื่อมนุษย์เชื่อฟังและติดตามพระเจ้าในยุคที่พระเจ้าพระองค์เองทรงนำมาเท่านั้นซาตานจึงจะเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ เพราะนั่นคือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  ดังนั้น เรากล่าวว่าพวกเจ้าจำเป็นแต่เพียงต้องติดตามและเชื่อฟังเท่านั้น และไม่มีการพึงประสงค์สิ่งใดจากพวกเจ้าอีก  นี่คือสิ่งที่เป็นความหมายของการที่แต่ละคนรักษาหน้าที่ของเขาและแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่การงานเฉพาะของเขา  พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์เอง และไม่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่ต้องทำการนั้นแทนพระองค์ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงมีส่วนร่วมในงานของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  มนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ของเขาเองและไม่มีส่วนร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า  การนี้เท่านั้นคือการเชื่อฟัง และการพิสูจน์ถึงความพ่ายแพ้ของซาตาน  หลังจากที่พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงเสร็จสิ้นการนำมาซึ่งยุคใหม่ พระองค์ก็ไม่เสด็จลงมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ด้วยพระองค์เองอีกต่อไป  เป็นเพียงเมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของเขาและดำเนินการพันธกิจของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  เหล่านี้คือหลักการที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ ซึ่งไม่มีผู้ใดอาจล่วงละเมิดได้  มีเพียงการทรงพระราชกิจในหนทางนี้เท่านั้นที่สมเหตุสมผลและมีเหตุผล  พระราชกิจของพระเจ้าจะถูกกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ทำให้พระราชกิจของพระองค์เคลื่อนที่ และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้สรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์  พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้วางแผนพระราชกิจนั้น และพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้บริหารจัดการพระราชกิจ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้นำพาพระราชกิจไปสู่การเกิดผล  ดังที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราเป็นปฐมและอวสาน เราคือผู้หว่านและผู้เก็บเกี่ยว”  ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์นั้นกระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองแผนการบริหารจัดการหกพันปี ไม่มีผู้ใดสามารถทำพระราชกิจของพระองค์แทนพระองค์ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถนำพาพระราชกิจของพระองค์มาสู่การปิดตัวได้ เพราะพระองค์นั่นเองทรงเป็นผู้ถือครองทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์  เมื่อได้ทรงสร้างโลกแล้ว พระองค์จะทรงนำทางทั้งโลกให้ดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างของพระองค์ และพระองค์จะทรงสรุปปิดตัวทั้งยุคด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการนำพาแผนการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ไปสู่การเกิดผล!

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

9. ณ เวลานั้น ที่พระเยซูได้ทรงพระราชกิจอยู่ในยูเดีย พระองค์ได้ทรงทำอย่างเปิดเผยยิ่งนัก แต่ ณ ตอนนี้ เราทำงานและพูดอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าอย่างลับๆ  ผู้ไม่เชื่อทั้งหลายหาได้ตระหนักรู้ไม่โดยสิ้นเชิง  งานของเราท่ามกลางพวกเจ้านั้นถูกปิดกั้นสำหรับพวกคนที่อยู่ภายนอก  วจนะเหล่านี้ การตีสอนและการพิพากษาเหล่านี้เป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่พวกเจ้า และไม่มีใครอื่นอีกเลย  พระราชกิจนี้ทั้งหมดนี้ถูกดำเนินไปในท่ามกลางพวกเจ้าและได้รับการเปิดผ้าคลุมออกต่อพวกเจ้าเท่านั้น ท่ามกลางผู้ไม่เชื่อนั้นไม่มีใครเลยที่รู้เรื่องนี้ เพราะมันยังไม่ถึงเวลา  ผู้คนเหล่านี้ในที่นี้ใกล้จะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้วหลังจากที่ได้สู้ทนการตีสอนมา  แต่พวกที่อยู่ภายนอกนั้นไม่รู้อะไรในการนี้เลย  การนี้ซ่อนเร้นเกินไป!  สำหรับพวกเขาแล้ว การที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นถูกซ่อนเร้นเอาไว้ แต่สำหรับบรรดาผู้ที่อยู่ในกระแสนี้ คนเราสามารถพูดได้เลยว่า พระองค์ทรงเปิดกว้าง  แม้ว่า ในพระเจ้านั้น ทั้งหมดล้วนเปิดกว้าง ทั้งหมดล้วนได้รับการเปิดเผย และทั้งหมดล้วนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ นี่ก็เป็นจริงเฉพาะกับบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์เท่านั้น เท่าที่พิจารณาถึงพวกที่เหลือ พวกผู้ไม่เชื่อ ไม่มีอะไรเลยที่ถูกทำให้รู้  พระราชกิจที่กำลังถูกดำเนินอยู่ ณ เวลานี้ท่ามกลางพวกเจ้าและในประเทศจีนนั้นถูกปิดบังอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้พวกเขารู้  หากพวกเขากลายเป็นไหวตัวรับรู้เกี่ยวกับพระราชกิจนี้ขึ้นมาแล้วไซร้ เช่นนั้นแล้วทั้งหมดที่พวกเขาคงจะทำก็คือ กล่าวโทษมันและเป็นเหตุให้มันถูกข่มเหง  พวกเขาคงจะไม่เชื่อในพระราชกิจนี้  การทรงพระราชกิจในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง สถานที่ซึ่งล้าหลังที่สุดแห่งนี้ในบรรดาสถานที่ทั้งหลาย หาใช่ภารกิจอันง่ายดายเลย  หากพระราชกิจนี้จะต้องถูกทำไปอย่างเปิดเผย มันคงจะไม่มีทางดำเนินต่อไปได้  ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจย่อมเป็นอันไม่สามารถถูกดำเนินไปในสถานที่แห่งนี้ได้เท่านั้นเอง  หากพระราชกิจนี้จะต้องถูกดำเนินไปอย่างเปิดเผย พวกเขาจะยอมปล่อยให้มันเดินหน้าไปได้อย่างไร?  นี่จะไม่ทำให้พระราชกิจนี้ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่ถึงขั้นใหญ่กว่านี้ขึ้นไปอีกหรือ?  หากพระราชกิจนี้ไม่ได้ถูกปกปิด แต่กลับถูกดำเนินไปอย่างเปิดเผยเช่นเดียวกับในกาลสมัยของพระเยซูตอนที่พระองค์ได้ทรงรักษาคนป่วยและขับไล่ปีศาจออกอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เช่นนั้นแล้วมันจะไม่ “ถูกจับเป็นเชลย” โดยพวกมารไปนานแล้วหรอกหรือ?  พวกเขาจะสามารถทนยอมรับการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างนั้นหรือ?  หากบัดนี้ เราต้องเข้าสู่ธรรมศาลาเพื่อประกาศและอบรมสั่งสอนมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเราจะไม่ถูกฟาดฟันออกเป็นชิ้นๆ ไปนานแล้วหรอกหรือ?  และหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจริง งานของเราจะสามารถถูกดำเนินการต่อไปจนเสร็จสิ้นได้อย่างไร?  เหตุผลที่ไม่มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์ใดเลยถูกสำแดงออกมาอย่างเปิดเผยนั้น ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของการปกปิด  ดังนั้น ผู้ไม่เชื่อทั้งหลายจึงไม่สามารถมองเห็น รู้ หรือค้นพบงานของเราได้  หากช่วงระยะนี้ของพระราชกิจต้องถูกทำในลักษณะเดียวกับพระราชกิจของพระเยซูในยุคพระคุณ มันก็คงมิอาจมั่นคงได้มากเท่าที่มันกำลังเป็นอยู่ ณ ขณะนี้  ดังนั้นการทรงพระราชกิจอย่างลับๆ ในหนทางนี้จึงมีประโยชน์ต่อพวกเจ้าและต่อพระราชกิจโดยรวม  เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกมาถึงบทอวสาน นั่นก็คือ เมื่อพระราชกิจลับนี้สรุปตัวลง ถึงตอนนั้น ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจก็จะเผยตัวออกมาอย่างครึกโครมโดยพลัน  ทุกคนจะรู้ว่า มีผู้ชนะกลุ่มหนึ่งอยู่ในประเทศจีน ทุกคนจะรู้ว่า พระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นอยู่ในประเทศจีน และรู้ว่าพระราชกิจของพระองค์ได้มาถึงบทอวสานแล้ว  ถึงตอนนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะเริ่มตระหนักเกี่ยวกับมันเป็นครั้งแรกว่า เหตุใดหรือที่ประเทศจีนจึงยังไม่แสดงความเสื่อมถอยหรือทรุดฮวบลง?  ผลปรากฏออกมาว่า พระเจ้าทรงกำลังดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในประเทศจีนด้วยพระองค์เองและได้ทรงทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งมีความเพียบพร้อมจนกลายเป็นผู้ชนะไปแล้วนี่เอง

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

10. พระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ทรงสำแดงพระองค์เองต่อผู้คนส่วนหนึ่งซึ่งติดตามพระองค์ในช่วงเวลานี้ที่พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์เป็นการส่วนตัวเท่านั้น และไม่ได้ทรงสำแดงต่อสิ่งทรงสร้างทั้งหมด  พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อเสร็จสิ้นช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจของพระองค์ และหาใช่เพื่อประโยชน์แห่งการแสดงให้เห็นพระฉายาของพระองค์ต่อมนุษย์ไม่  อย่างไรก็ตาม พระราชกิจของพระองค์จำต้องถูกดำเนินการจนเสร็จสิ้นด้วยพระองค์เอง เมื่อเป็นดังนั้น พระองค์จึงจำเป็นต้องทรงทำเช่นนั้นในเนื้อหนัง  ครั้นพระราชกิจนี้สรุปปิดตัวลง พระองค์จะทรงไปจากโลกมนุษย์ พระองค์ไม่ทรงสามารถคงอยู่ท่ามกลางมวลมนุษย์ได้เป็นเวลานาน เนื่องจากทรงเกรงว่าจะเป็นการขวางทางพระราชกิจที่กำลังจะมา  สิ่งที่พระองค์ทรงสำแดงต่อมวลชนนั้นเป็นเพียงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์และกิจการทั้งหมดของพระองค์เท่านั้น และหาใช่พระฉายาของตอนที่พระองค์ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์สองคราวไม่ เนื่องจากพระฉายาของพระเจ้าสามารถแสดงโดยผ่านทางพระอุปนิสัยของพระองค์ได้เท่านั้น และไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยพระฉายาของมนุษย์ที่พระองค์ทรงจุติมาเป็นได้  พระฉายาในเนื้อหนังของพระองค์ถูกแสดงต่อผู้คนจำนวนจำกัดเท่านั้น เฉพาะต่อบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ในขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนังเท่านั้น  นี่คือเหตุผลที่ทำไมพระราชกิจซึ่งกำลังถูกดำเนินการให้เสร็จสิ้นอยู่ในขณะนี้จึงถูกทำอย่างลับๆ ยิ่งนัก  ในทำนองเดียวกัน พระเยซูได้ทรงแสดงพระองค์เองต่อพวกยิวเท่านั้นเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงพระราชกิจของพระองค์ และไม่เคยทรงแสดงพระองค์เองต่อชนชาติอื่นใดอย่างเปิดเผยเลย  เมื่อเป็นเช่นนั้น ทันทีที่พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์แล้ว พระองค์จึงได้ทรงไปจากโลกมนุษย์โดยพลันและมิได้ทรงพำนักอยู่ นั่นคือ  ต่อมาภายหลัง พระฉายาของมนุษย์นี้ ที่ได้ทรงแสดงพระองค์เองต่อมนุษย์นั้น หาใช่พระองค์ไม่ แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ซึ่งได้ทรงดำเนินพระราชกิจโดยตรง  ทันทีที่พระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ได้แล้วเสร็จอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ พระองค์จะทรงไปจากโลกมนุษย์ และจะไม่มีวันทรงพระราชกิจใดที่คล้ายคลึงกับที่พระองค์ได้ทรงทำไปเมื่อพระองค์ทรงอยู่ในเนื้อหนังอีก หลังจากนี้ พระราชกิจทั้งหมดได้ถูกปฏิบัติโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยตรง  ในระหว่างช่วงเวลานี้ ยากที่มนุษย์จะมีความสามารถมองเห็นพระฉายาของพระวรกายที่เป็นเนื้อหนังของพระองค์ กล่าวคือ  พระองค์มิได้ทรงแสดงพระองค์เองต่อมนุษย์เลย แต่ยังคงทรงซ่อนเร้นตลอดกาล  เวลาสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีจำกัด  พระราชกิจนี้ถูกดำเนินไปในยุค ในช่วงเวลา ในชนชาติที่เฉพาะเจาะจง และท่ามกลางผู้คนที่เฉพาะเจาะจง  พระราชกิจนี้เป็นเพียงตัวแทนของพระราชกิจในระหว่างช่วงเวลาแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเท่านั้น และเฉพาะยุคนั้นเท่านั้น นั่นคือ มันเป็นตัวแทนพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้าในยุคเฉพาะยุคหนึ่ง และไม่ใช่ความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระองค์  ดังนั้น พระฉายาของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์จะไม่ถูกแสดงต่อผู้คนทั้งหมด  สิ่งที่ถูกแสดงต่อมวลชนคือความชอบธรรมของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระองค์ในความครบถ้วนบริบูรณ์มากกว่าที่จะเป็นพระฉายาของพระองค์ตอนที่พระองค์ทรงบังเกิดมาเป็นมนุษย์สองคราว  มันไม่ใช่สักพระฉายาเดียวที่ถูกแสดงต่อมนุษย์ ทั้งยังไม่ใช่พระฉายาทั้งสองที่ผนึกผสานกัน  ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อหนังซึ่งทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าควรไปจากแผ่นดินโลกทันทีที่พระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงจำเป็นต้องทำนั้นเสร็จบริบูรณ์ เนื่องจากพระองค์ทรงมาเพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงพึงกระทำเท่านั้น และหาใช่เพื่อทรงแสดงพระฉายาของพระองค์ต่อผู้คนไม่  แม้ว่านัยสำคัญแห่งการจุติเป็นมนุษย์ได้ลุล่วงไปแล้วโดยพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองคราว แต่พระองค์ก็ยังคงจะไม่ทรงสำแดงพระองค์เองอย่างเปิดเผยต่อชนชาติใดที่ไม่เคยได้เห็นพระองค์มาก่อน

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

11. ทันทีที่พระราชกิจของการจุติเป็นมนุษย์สองคราวของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน พระองค์จะทรงเริ่มแสดงพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ไปทั่วชนต่างชาติทั้งหลาย เป็นการอนุญาตให้มวลชนได้เห็นพระฉายาของพระองค์  พระองค์จะทรงสำแดงพระอุปนิสัยของพระองค์ และทรงทำให้บทอวสานของมนุษย์ในหมวดหมู่ที่ต่างกันมีความชัดเจนโดยวิถีทางนี้ ด้วยประการฉะนี้จึงเป็นการนำพายุคเดิมไปสู่บทอวสานอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  เหตุผลที่ทำไมพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังจึงไม่ยืดขยายไปทั่วพื้นที่อันไพศาล (เช่นเดียวกับที่พระเยซูได้ทรงพระราชกิจในยูเดียเท่านั้น และวันนี้ เราทำงานท่ามกลางพวกเจ้าเท่านั้น) ก็เพราะพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังมีอาณาเขตและมีขีดจำกัด  พระองค์แค่ทรงกำลังดำเนินช่วงเวลาสั้นๆ แห่งพระราชกิจในรูปลักษณ์ของมนุษย์ปกติและธรรมดาสามัญคนหนึ่งเท่านั้น พระองค์หาได้กำลังใช้เนื้อหนังที่ทรงจุติเป็นมนุษย์นี้เพื่อทรงพระราชกิจแห่งกัลปวสานหรือพระราชกิจแห่งการทรงปรากฏต่อประชาชนของชนต่างชาติทั้งหลายไม่  พระราชกิจในเนื้อหนังนั้นสามารถเพียงถูกจำกัดอยู่ในวงเขตเท่านั้น (ดังเช่น การทรงพระราชกิจแค่ในยูเดียเท่านั้น หรือเพียงท่ามกลางพวกเจ้าเท่านั้น) และต่อจากนั้น โดยวิถีทางของพระราชกิจที่ดำเนินเสร็จสิ้นไปภายในอาณาเขตเหล่านี้ วงเขตของมันจึงสามารถแผ่ขยายได้  แน่นอนว่า พระราชกิจแห่งการแผ่ขยายนั้นจะถูกดำเนินการโดยตรงโดยพระวิญญาณของพระองค์ แล้วก็จะไม่ได้เป็นพระราชกิจของเนื้อหนังที่ทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์อีกต่อไป  เพราะพระราชกิจในเนื้อหนังมีอาณาเขตและไม่ได้ยืดขยายออกไปยังทุกมุมของจักรวาล—มันไม่สามารถสำเร็จลุล่วงการนี้ได้  โดยผ่านทางพระราชกิจในเนื้อหนัง พระวิญญาณของพระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจซึ่งกำลังจะตามมาให้เสร็จสิ้น  ดังนั้นพระราชกิจที่ทำในเนื้อหนังนั้นเป็นลักษณะของการเปิดตัวซึ่งถูกดำเนินจนเสร็จสิ้นภายในอาณาเขตหนึ่งโดยเฉพาะ กล่าวคือ หลังจากนี้ พระวิญญาณของพระองค์นี่เองที่ทรงดำเนินพระราชกิจนี้ต่อ และพระองค์ทรงทำยิ่งไปกว่านั้นมากเหลือเกินในวงเขตที่ถูกขยายออกไป

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

12. พระราชกิจที่พระเจ้าเสด็จมาทำบนแผ่นดินโลกนี้ก็เพียงเพื่อทรงนำยุคนั้น เพื่อทรงเปิดยุคใหม่ขึ้นมา และนำพายุคเก่าไปสู่บทอวสาน  พระองค์มิได้ทรงมาเพื่อทรงดำเนินชีวิตไปตามครรลองของชีวิตมนุษย์บนแผ่นดินโลก มิได้ทรงมาเพื่อผ่านประสบการณ์ความชื่นบานยินดีและความโศกเศร้าของชีวิตแห่งโลกมนุษย์เพื่อตัวพระองค์เอง หรือเพื่อทรงทำให้บุคคลเฉพาะหนึ่งคนมีความเพียบพร้อมด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง หรือเพื่อทรงเฝ้ามองดูบุคคลเฉพาะหนึ่งคนด้วยพระองค์เองในขณะที่เขาเติบโต  นี่ไม่ใช่พระราชกิจของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์นั้นเป็นเพียงเพื่อเริ่มต้นยุคใหม่ยุคหนึ่งและนำพายุคเก่าไปสู่บทอวสาน  นั่นก็คือ พระองค์จะทรงเริ่มต้นยุคใหม่ในสภาวะบุคคล จะทรงนำพาอีกยุคไปสู่บทอวสานในสภาวะบุคคล และจะทำให้ซาตานพ่ายแพ้โดยการดำเนินพระราชกิจของพระองค์จนเสร็จสิ้นในสภาวะบุคคล  แต่ละคราวที่พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ในสภาวะบุคคล มันเป็นราวกับว่าพระองค์ทรงกำลังวางหนึ่งพระบาทลงบนสนามรบ  ก่อนอื่นพระองค์ทรงกำราบโลกนี้ลงและมีชัยเหนือซาตานในขณะที่ทรงอยู่ในเนื้อหนัง พระองค์ทรงครองพระสิริทั้งมวลและทรงเปิดฉากความครบถ้วนบริบูรณ์พระราชกิจของช่วงสองพันปีนั้น อันเป็นการทำเพื่อให้ผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกมีเส้นทางที่ถูกต้องที่จะเหยียบย่ำไปและมีชีวิตแห่งสันติสุขและความชื่นบานยินดีต่อการมีชีวิตอยู่  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงสามารถใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์บนแผ่นดินโลกได้นานนัก เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า และจะว่าไปแล้วก็ไม่ทรงเหมือนกับมนุษย์เลย  พระองค์ไม่ทรงสามารถใช้ชีวิตตลอดชั่วชีวิตของบุคคลธรรมดาสามัญ นั่นก็คือ พระองค์ไม่ทรงสามารถพักอาศัยบนแผ่นดินโลกในฐานะบุคคลหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรพิเศษเลย เนื่องเพราะพระองค์ทรงมีเพียงส่วนน้อยที่สุดของสภาวะความเป็นมนุษย์ตามปกติของบุคคลปกติคนหนึ่งเท่านั้นในการที่จะยังชีพชีวิตมนุษย์ของพระองค์  กล่าวได้อีกอย่างว่า พระเจ้าจะทรงสร้างครอบครัว มีอาชีพการงาน และฟูมฟักบุตรหลานบนแผ่นดินโลกได้อย่างไรกัน?  นี่จะมิใช่ความเสื่อมเสียต่อพระองค์หรอกหรือ?  การที่พระองค์ทรงได้รับการทำให้มีคุณสมบัติของสภาวะมนุษย์ตามปกตินั้นก็เพียงเพื่อจุดประสงค์แห่งการดำเนินพระราชกิจในลักษณะที่ปกติธรรมดาเท่านั้น หาใช่เพื่อทำให้พระองค์มีความทรงสามารถที่จะมีครอบครัวและอาชีพการงานเฉกเช่นที่มนุษย์ปกติคนหนึ่งจะพึงทำได้ไม่  สำนึกรับรู้อันปกติของพระองค์ ความนึกคิดจิตใจที่เป็นปกติ และการรับประทานอาหารกับการนุ่งห่มตามปกติของเนื้อหนังของพระองค์นั้นพอเพียงที่จะพิสูจน์ว่า พระองค์มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ  ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่พระองค์จะต้องมีครอบครัวหรือมีหน้าที่การงานเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงได้รับการประดับประดาด้วยสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ  นี่คงจะไม่จำเป็นโดยสิ้นเชิง!  การเสด็จมายังแผ่นดินโลกของพระเจ้าก็คือการที่พระวจนะทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ กล่าวคือ พระองค์เพียงทรงอนุญาตให้มนุษย์ได้เข้าใจพระวจนะของพระองค์และมองเห็นพระวจนะของพระองค์เท่านั้นเอง นั่นก็คือ เป็นการอนุญาตให้มนุษย์มองเห็นพระราชกิจของพระองค์ที่ถูกดำเนินเสร็จสิ้นไปโดยเนื้อหนัง  เจตนารมณ์ของพระองค์นั้นหาใช่เพื่อให้ผู้คนปฏิบัติต่อเนื้อหนังของพระองค์ในแบบเฉพาะไม่ แต่เพียงเพื่อให้มนุษย์มีความเชื่อฟังจนถึงจุดสุดท้าย นั่นก็คือ เชื่อฟังทุกพระวจนะที่ทรงปล่อยออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และนบนอบต่อพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงปฏิบัติ  พระองค์ก็แค่กำลังทรงพระราชกิจอยู่ในเนื้อหนังเท่านั้นเอง พระองค์หาได้ทรงกำลังเจตนาร้องขอให้มนุษย์ยกย่องความยิ่งใหญ่หรือความบริสุทธิ์แห่งเนื้อหนังของพระองค์ไม่  แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับทรงกำลังแสดงให้มนุษย์เห็นถึงพระปรีชาญาณแห่งพระราชกิจของพระองค์และสิทธิอำนาจทั้งหมดที่ทรงแกว่งไกว  ดังนั้น แม้ว่าพระองค์ทรงมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่โดดเด่น พระองค์กลับมิได้ทรงประกาศแสดงออกมาเลย และเพียงทรงมุ่งเน้นอยู่กับพระราชกิจที่พระองค์ทรงพึงกระทำเท่านั้น  พวกเจ้าควรรู้ว่าเหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แล้วและยังไม่ได้ทรงประกาศต่อสาธารณะหรือให้คำพยานต่อสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเพียงแค่ดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำจนเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบง่ายเท่านั้นเอง ดังนั้น ทั้งหมดที่พวกเจ้าสามารถมองเห็นได้จากพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็คือสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นในเชิงเทวสภาพ กล่าวคือ นี่เป็นเพราะพระองค์ไม่เคยทรงกล่าวประกาศว่าสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นในสภาวะมนุษย์นั้นเป็นไปเพื่อให้มนุษย์ทำตามอย่าง  มีเพียงเมื่อมนุษย์นำทางผู้คนเท่านั้นพระองค์จึงตรัสถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นในสภาวะมนุษย์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รับความเลื่อมใสและความนบนอบจากพวกเขา และด้วยการนั้นจึงได้บรรลุสภาวะความเป็นผู้นำของผู้อื่น  ในทางกลับกัน พระเจ้าทรงพิชิตมนุษย์โดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์โดยลำพัง (นั่นก็คือ พระราชกิจที่มนุษย์ไม่อาจบรรลุได้) จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พระองค์จะทรงได้รับความเลื่อมใสจากมนุษย์หรือทรงทำให้มนุษย์รักบูชาพระองค์  ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำก็คือทรงค่อยๆ ปลูกฝังความรู้สึกเคารพต่อพระองค์หรือสำนึกรับรู้แห่งความยากหยั่งถึงได้ของพระองค์เข้าไปในมนุษย์  พระเจ้าไม่ทรงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้มนุษย์ประทับใจ ทั้งหมดที่พระองค์ทรงจำเป็นต้องมีก็คือเจ้าต้องเคารพพระองค์ทันทีที่ได้เป็นพยานต่อพระอุปนิสัยของพระองค์ไปแล้ว  พระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัตินั้นเป็นของพระองค์เอง มนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้  เฉพาะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงสามารถทรงพระราชกิจของพระองค์เอง และนำมาซึ่งยุคใหม่ที่จะนำทางมนุษย์ไปสู่ชีวิตใหม่ๆ ได้  พระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัตินั้นก็เพื่อทำให้มนุษย์สามารถมาเข้าสู่การครองชีวิตใหม่และเข้าสู่ยุคใหม่  พระราชกิจส่วนที่เหลือถูกส่งมอบให้กับบรรดาผู้ที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ ผู้ซึ่งได้รับความเลื่อมใสจากผู้อื่น  ดังนั้น ในยุคพระคุณ พระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจสองพันปีภายในเวลาเพียงสามปีครึ่งของเวลาสามสิบสามปีของพระองค์ในเนื้อหนัง  เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้น พระองค์ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของสองพันปี หรือของทั้งยุคภายในช่วงชีวิตที่สั้นที่สุดเป็นเวลาไม่กี่ปีเสมอ  พระองค์ไม่ทรงทำให้ล่าช้า และพระองค์ไม่ทรงหยุดชะงัก พระองค์ทรงแค่บีบอัดพระราชกิจของหลายปีเพื่อที่จะให้มันเสร็จลงภายในเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง  นี่เป็นเพราะว่า พระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่ในสภาวะบุคคลนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการเปิดตัวทางออกใหม่และนำทางไปสู่ยุคใหม่ทั้งหมดทั้งสิ้น

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

13. พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์นั้นไม่เหมือนกันกับงานของผู้คนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน  เมื่อพระเจ้าเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับเรื่องการทำพันธกิจของพระองค์ให้ลุล่วงเท่านั้น  สำหรับเรื่องอื่นทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวพันกับพันธกิจของพระองค์นั้น พระองค์แทบจะไม่ได้ทรงเข้าไปมีส่วนร่วมเลย แม้กระทั่งในขอบข่ายของการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่  พระองค์เพียงแค่ทรงดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงต้องทำเท่านั้น และอย่างน้อยที่สุดพระองค์ทรงเป็นห่วงงานที่มนุษย์ควรจะทำ  พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำนั้นเป็นพระราชกิจที่เกี่ยวกับยุคที่พระองค์ทรงประทับอยู่และกับพันธกิจที่พระองค์ควรทรงจะทำให้ลุล่วงเท่านั้น ราวกับว่าเรื่องอื่นทั้งหมดนั้นอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของพระองค์  พระองค์ไม่ทรงเตรียมพระองค์เองให้พรักพร้อมด้วยความรู้พื้นฐานที่มากขึ้นเกี่ยวกับการดำรงชีวิตเหมือนผู้หนึ่งท่ามกลางมวลมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่ทรงเรียนรู้ทักษะทางสังคมมากขึ้น อีกทั้งไม่ทรงเตรียมพระองค์เองให้พร้อมด้วยสิ่งอื่นใดที่มนุษย์เข้าใจ  ทั้งหมดที่มนุษย์ควรจะครอบครองนั้นไม่ทำให้พระองค์ทรงกังวลเลย และพระองค์แค่ทรงพระราชกิจที่เป็นหน้าที่ของพระองค์เท่านั้น  และดังนั้น ตามที่มนุษย์มองเห็น พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงขาดตกบกพร่องในมากมายหลายสิ่งจนพระองค์ไม่แม้กระทั่งให้ความใส่พระทัยในหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ควรจะมี และพระองค์ไม่ทรงมีความเข้าใจเรื่องทั้งหลายดังกล่าว  สิ่งทั้งหลายเช่นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชีวิต ตลอดจนหลักการที่ควบคุมดูแลการประพฤติส่วนตัวและการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นปรากฏว่าไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับพระองค์เลย  แต่เจ้าแค่ไม่สามารถสำนึกรับรู้ถึงเบาะแสของความผิดปกติแม้แต่นิดเดียวจากพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์เพียงแต่รักษาพระชนม์ชีพของพระองค์ให้คงอยู่ในฐานะบุคคลปกติคนหนึ่งและการมีเหตุผลตามปกติของพระมัตถลุงค์ของพระองค์เท่านั้น โดยให้พระองค์ทรงมีความสามารถในการหยั่งรู้ระหว่างถูกและผิดได้  อย่างไรก็ตาม พระองค์ไม่ทรงได้รับการเตรียมให้พรักพร้อมด้วยสิ่งอื่นใด ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ (สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง) เท่านั้นควรจะมี  พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อทำพันธกิจของพระองค์เองให้ลุล่วงเท่านั้น  พระราชกิจของพระองค์ได้รับการชี้นำไปที่ยุคหนึ่งทั้งยุค ไม่ใช่บุคคลหนึ่งคนใดหรือสถานที่หนึ่งที่ใด แต่ที่ทั่วทั้งจักรวาล  นี่คือทิศทางของพระราชกิจของพระองค์และหลักการที่พระองค์ทรงใช้ในการทรงพระราชกิจ  ไม่มีผู้ใดสามารถปรับเปลี่ยนการนี้ได้ และมนุษย์ไม่มีทางที่จะกลายมาเป็นเกี่ยวข้องในการนี้  แต่ละครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงนำพาพระราชกิจของยุคนั้นมากับพระองค์ และไม่ทรงมีเจตนารมณ์ที่จะดำเนินพระชนม์ชีพอยู่เคียงข้างมนุษย์เป็นเวลายี่สิบ สามสิบ สี่สิบ หรือแม้กระทั่งเจ็ดสิบ หรือแปดสิบปี เพื่อที่ว่าเขาอาจจะมีความเข้าใจและได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในตัวพระองค์ดีขึ้น  ไม่มีความจำเป็นสำหรับการนั้น!  การทำดังนั้นคงจะไม่มีทางที่จะทำให้ความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระอุปนิสัยโดยธรรมชาติของพระเจ้าลึกซึ้งขึ้น แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันคงจะเพียงแค่เพิ่มให้กับมโนคติที่หลงผิดของเขา และทำให้มโนคติที่หลงผิดและความคิดของเขากลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ไปเท่านั้น  ดังนั้นมันจึงจำเป็นที่พวกเจ้าทั้งหมดจะเข้าใจอย่างแน่ชัดว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์คือสิ่งใด  แน่ใจหรือไม่ว่าพวกเจ้าไม่สามารถล้มเหลวที่จะได้มีความเข้าใจคำพูดที่เราพูดกับพวกเจ้าว่า “ที่เรามานั้นไม่ใช่เพื่อได้รับประสบการณ์กับชีวิตของมนุษย์ปกติคนหนึ่ง”?  พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือกับคำพูดที่ว่า “พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกไม่ใช่เพื่อดำเนินพระชนม์ชีพแบบมนุษย์ปกติ”?  พวกเจ้าไม่เข้าใจจุดประสงค์ในการบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเจ้า อีกทั้งพวกเจ้าไม่รู้ความหมายของ “พระเจ้าจะทรงสามารถมายังแผ่นดินโลกด้วยเจตนารมณ์ที่จะได้รับประสบการณ์กับชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร?”  พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพียงเพื่อทำพระราชกิจของพระองค์ให้ครบบริบูรณ์เท่านั้น และดังนั้นพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกนั้นจึงมีระยะเวลาอันสั้น  พระองค์ไม่ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกด้วยเจตนารมณ์ที่จะทำให้พระวิญญาณของพระเจ้าบ่มเพาะร่างกายฝ่ายเนื้อหนังของพระองค์ให้เป็นมนุษย์ชั้นเลิศผู้ซึ่งจะนำทางคริสตจักร  เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลก นั่นคือพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่รู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์และบังคับกำหนดคุณลักษณะสิ่งทั้งหลายให้พระองค์  แต่พวกเจ้าทั้งหมดควรตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็น “พระวจนะที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ไม่ใช่ร่างกายฝ่ายเนื้อหนังที่ได้รับการบ่มเพาะโดยพระวิญญาณของพระเจ้าเพื่อเข้ารับบทบาทของพระเจ้าชั่วขณะหนึ่ง  พระเจ้าพระองค์เองไม่ได้ทรงเป็นผลผลิตของการเพาะปลูก แต่เป็นพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และวันนี้ พระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นทางการท่ามกลางพวกเจ้าทั้งหมด

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

14. พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อนำทางยุคและทำให้งานใหม่เริ่มดำเนินไปเท่านั้น  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกเจ้าที่ต้องเข้าใจประเด็นนี้  การนี้แตกต่างอย่างมากจากหน้าที่การงานของมนุษย์ และสองอย่างนี้ไม่สามารถดำเนินไปในเวลาเดียวกันได้  มนุษย์จำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะและการทำให้มีความเพียบพร้อมผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานก่อนที่เขาจะสามารถถูกใช้ให้ดำเนินงานได้ และสภาวะความเป็นมนุษย์ประเภทที่เป็นที่ต้องการนั้นคือประเภทที่มีอันดับสูงเป็นพิเศษ  มนุษย์ไม่เพียงแค่ต้องมีความสามารถที่จะค้ำชูสำนึกรับรู้ถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติเท่านั้น แต่เขาต้องเข้าใจหลักการและกฎเกณฑ์เพิ่มเติมอีกมากมายที่ควบคุมดูแลการประพฤติของเขาที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น และยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องมุ่งมั่นที่จะศึกษาให้มากยิ่งขึ้นไปอีกเกี่ยวกับความรู้ด้านสติปัญญาและตามหลักจริยธรรมของมนุษย์  นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้รับการเตรียมให้พรักพร้อม  อย่างไรก็ตาม การนี้ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้เป็นตัวแทนของมนุษย์ อีกทั้งไมใช่งานของมนุษย์ ตรงกันข้าม นั่นเป็นการแสดงออกโดยตรงถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และเป็นการดำเนินงานพระราชกิจที่พระองค์ควรทรงทำโดยตรง  (โดยธรรมชาติแล้วนั้น พระราชกิจของพระองค์ได้รับการดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่อย่างไม่ตั้งใจหรือไร้แบบแผน และนั่นเริ่มต้นขึ้นเมื่อถึงเวลาที่จะทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วง)  พระองค์ไม่ทรงเข้ามีส่วนร่วมในชีวิตของมนุษย์หรืองานของมนุษย์ กล่าวคือ สภาวะความเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้นไม่ได้รับการเตรียมให้พรักพร้อมด้วยสิ่งใดๆ เหล่านี้ (ถึงแม้ว่าการนี้ไม่ได้กระทบต่อพระราชกิจของพระองค์)  พระองค์เพียงแต่ทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วงเมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะทรงทำดังนั้น ไม่ว่าพระองค์ทรงมีสถานะใดก็ตาม พระองค์แค่ทรงทะยานไปข้างหน้ากับพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำ  ไม่ว่ามนุษย์จะรู้สิ่งใดเกี่ยวกับพระองค์ และไม่ว่าความคิดเห็นของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์จะเป็นอย่างไร พระราชกิจของพระองค์ก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยสิ้นเชิง  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพระเยซูได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ไม่มีผู้เคยรู้อย่างแน่ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด แต่พระองค์แค่ทรงทะยานไปข้างหน้าในพระราชกิจของพระองค์  ไม่มีสิ่งใดจากการนี้ที่ได้ขัดขวางพระองค์ในการดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำ  ดังนั้น พระองค์มิได้ทรงสารภาพหรือประกาศถึงพระอัตลักษณ์ของพระองค์เองเป็นอันดับแรก และแค่ทรงทำให้มนุษย์ติดตามพระองค์เท่านั้น  โดยธรรมชาติแล้วนี่ไม่ใช่แค่การถ่อมพระทัยของพระเจ้า แต่ยังเป็นหนทางที่พระเจ้าทรงใช้ในการทรงพระราชกิจในเนื้อหนังด้วยเช่นกัน  พระองค์ทรงสามารถเพียงทรงพระราชกิจในหนทางนี้เท่านั้น เพราะมนุษย์ไม่มีทางที่จะจำพระองค์ได้ด้วยตาเปล่า  และต่อให้มนุษย์จำพระองค์ได้ เขาก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะช่วยในพระราชกิจของพระองค์ได้  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์มิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะให้มนุษย์มารู้จักเนื้อหนังของพระองค์ การนั้นเป็นไปเพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์และทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วง  ด้วยเหตุผลนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงให้ความสำคัญกับการทำให้พระอัตลักษณ์ของพระองค์เป็นที่เปิดเผย  เมื่อพระองค์ได้ทำให้พระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ควรจะทรงทำครบบริบูรณ์แล้วนั้น พระอัตลักษณ์และสถานะทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ก็ได้กลายเป็นที่ชัดเจนต่อมนุษย์โดยธรรมชาติ  พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นทรงนิ่งเงียบและไม่เคยทรงทำการประกาศใดๆ  พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยทั้งกับมนุษย์และกับวิธีที่มนุษย์กำลังเข้ากันได้ในการติดตามพระองค์ แต่แค่ทรงทะยานไปข้างหน้าในการทำให้พันธกิจของพระองค์ลุล่วงและการดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำ  ไม่มีผู้ใดมีความสามารถที่จะยืนในหนทางแห่งพระราชกิจของพระองค์ได้  เมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ นั่นก็จะได้รับการสรุปปิดตัวและนำพาไปถึงบทอวสานอย่างไม่มีพลาด และไม่มีผู้ใดมีความสามารถที่จะบอกบทเป็นอย่างอื่นได้  มีเพียงหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จไปจากมนุษย์เมื่อพระราชกิจของพระองค์ได้ครบบริบูรณ์แล้วเท่านั้นมนุษย์จึงจะเข้าใจพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำ แม้ว่ายังคงไม่ชัดเจนทั้งสิ้นก็ตาม  และมนุษย์จะต้องใช้เวลายาวนานในการเข้าใจเจตนารมณ์ซึ่งพระองค์ทรงมีในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ครั้งแรกอย่างเต็มที่  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระราชกิจในยุคของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งประกอบด้วยพระราชกิจที่เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าพระองค์เองทำ และพระวจนะที่เนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าพระองค์เองพูด  ทันทีที่พันธกิจของเนื้อหนังของพระองค์ถูกทำให้ลุล่วงโดยครบบริบูรณ์แล้วนั้น อีกส่วนหนึ่งของพระราชกิจยังคงจะต้องได้รับการดำเนินการโดยบรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน  เป็นเวลานี้นี่เองที่มนุษย์ควรจะทำให้หน้าที่การงานของเขาลุล่วง เพราะพระเจ้าได้ทรงเปิดหนทางไว้แล้ว และจำเป็นที่มนุษย์จะต้องเดินด้วยตัวเขาเอง  กล่าวคือ พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ทรงดำเนินการพระราชกิจส่วนหนึ่ง และต่อมาพระวิญญาณบริสุทธิ์และบรรดาผู้ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งานจะทำให้งานนี้สำเร็จ  ดังนั้น มนุษย์ควรรู้ว่าพระราชกิจที่จะได้รับการดำเนินการโดยพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นหลักในช่วงระยะนี้จะนำมาซึ่งสิ่งใด และเขาต้องเข้าใจอย่างแน่ชัดว่านัยสำคัญของการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์คือสิ่งใด และพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำคือสิ่งใด และต้องไม่ทำการเรียกร้องต่อพระเจ้าตามการเรียกร้องที่ทำขึ้นต่อมนุษย์  ในที่นี้มีความผิดพลาดของมนุษย์ มโนคติที่หลงผิดของเขา และที่มากกว่านั้นคือ การไม่เชื่อฟังของเขา

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

15. พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้รู้จักเนื้อหนังของพระองค์ หรือเพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์แยกแยะความแตกต่างระหว่างเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์กับเนื้อหนังของมนุษย์ อีกทั้งพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อฝึกฝนพลังอำนาจแห่งการหยั่งรู้ของมนุษย์ และนับประสาอะไรที่พระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเปิดโอกาสให้มนุษย์นมัสการเนื้อหนังที่จุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการถวายพระเกียรติที่ยิ่งใหญ่  ไม่มีสิ่งใดจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้าในการบังเกิดเป็นมนุษย์  อีกทั้งพระเจ้าไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะกล่าวโทษมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้ทรงจงใจที่จะเปิดเผยมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้จะทำสิ่งทั้งหลายให้ลำบากยากเย็นสำหรับเขา  ไม่มีสิ่งใดจากสิ่งเหล่านี้ที่เป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระเจ้า  ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ นั่นเป็นรูปแบบหนึ่งของงานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  นั่นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งงานที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์และการบริหารจัดการที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์ที่พระองค์ทรงกระทำการดังที่พระองค์ทรงทำ และไม่ใช่ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่มนุษย์จินตนาการ  พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกดังที่พระราชกิจของพระองค์พึงประสงค์เท่านั้น และดังที่จำเป็นเท่านั้น  พระองค์มิได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกด้วยเจตนารมณ์ที่จะมองไปโดยรอบเท่านั้น แต่เพื่อดำเนินงานที่พระองค์ควรจะทรงทำ  เหตุใดอีกเล่าที่พระองค์จะทรงเข้ารับภาระหนักเช่นนั้นและรับความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นเพื่อดำเนินการพระราชกิจนี้?  พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็ต่อเมื่อพระองค์ต้องทรงบังเกิดเท่านั้น และพร้อมด้วยนัยสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์เสมอ  หากเป็นเพียงเพื่อประโยชน์แห่งการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มองดูพระองค์ และเพื่อขยายขอบเขตสายตาของพวกเขาให้กว้างขึ้น เช่นนั้นแล้ว พระองค์คงจะไม่มีวันทรงมาอยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างง่ายๆ เช่นนั้นอย่างแน่นอนที่สุด  พระองค์เสด็จมาสู่แผ่นดินโลกเพื่อประโยชน์แห่งการบริหารจัดการของพระองค์และพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นของพระองค์ และเพื่อที่พระองค์อาจจะทรงได้รับมวลมนุษย์มากยิ่งขึ้น  พระองค์เสด็จมาเพื่อเป็นตัวแทนของยุค พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้ซาตานพ่ายแพ้ และพระองค์ทรงสวมใส่พระองค์เองในเนื้อหนังเพื่อที่จะทำให้ซาตานพ่ายแพ้  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์เสด็จมาเพื่อทรงนำเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลในการดำรงชีวิตของพวกเขา  ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระองค์ และนั่นเกี่ยวข้องกับพระราชกิจแห่งทั้งจักรวาล  หากพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แค่เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้มารู้จักเนื้อหนังของพระองค์และเพื่อเปิดตาของมนุษย์ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดพระองค์จึงจะไม่ทรงเดินทางไปยังทุกชนชาติเล่า?  การนี้จะไม่เป็นเรื่องที่ง่ายมากเกินไปหรอกหรือ?  แต่พระองค์ก็มิได้ทรงทำเช่นนั้น กลับทรงเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการตั้งหลักและเริ่มต้นพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำแทน  แค่เนื้อหนังนี้เท่านั้นที่มีนัยสำคัญอย่างมาก  พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของยุคหนึ่งทั้งยุค และยังทรงดำเนินงานของยุคหนึ่งทั้งยุคให้เสร็จสิ้นอีกด้วย พระองค์ทั้งทรงนำพายุคก่อนหน้าไปสู่บทอวสานและนำมาซึ่งยุคใหม่  ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และทั้งหมดนี้คือนัยสำคัญของงานช่วงระยะหนึ่งที่พระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อดำเนินการ

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

16. องค์รวมของพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นได้ถูกเปิดเผยไว้ในครรลองของแผนการบริหารจัดการหกพันปี  มันไม่ได้ถูกเปิดเผยเฉพาะในยุคพระคุณเท่านั้น อีกทั้งไม่ใช่เฉพาะในยุคธรรมบัญญัติเท่านั้น และยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ที่จะเป็นเช่นนั้นในช่วงเวลาของยุคสุดท้ายนี้  พระราชกิจที่ได้ถูกดำเนินไปจนเสร็จสิ้นในยุคสุดท้ายเป็นตัวแทนการพิพากษา ความพิโรธ และการตีสอน  พระราชกิจที่ถูกดำเนินการจนเสร็จสิ้นในยุคสุดท้ายไม่สามารถแทนที่พระราชกิจของยุคธรรมบัญญัติหรือพระราชกิจของยุคพระคุณได้  อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะทั้งสามเชื่อมโยงกันและกันก่อร่างขึ้นเป็นความครบถ้วนหนึ่งเดียว และทั้งหมดนั้นคือพระราชกิจของพระเจ้าหนึ่งเดียว  เป็นธรรมดาที่การลงมือปฏิบัติพระราชกิจนี้ได้ถูกแยกออกเป็นยุคต่างๆ  พระราชกิจที่ทรงทำในยุคสุดท้ายนำทุกสิ่งทุกอย่างมาสู่การปิดฉาก ที่ทรงทำไปในยุคธรรมบัญญัตินั้นคือพระราชกิจแห่งการเริ่ม และที่ทรงทำในยุคพระคุณคือพระราชกิจแห่งการไถ่  สำหรับเรื่องของนิมิตต่างๆ ของพระราชกิจในแผนการบริหารจัดการหกพันปีนี้ ไม่มีใครเลยที่มีความสามารถที่จะได้รับความเข้าใจหรือความเข้าใจเชิงลึกได้ และนิมิตเหล่านี้ยังคงค้างเป็นปริศนาอยู่  ในยุคสุดท้าย มีเพียงพระราชกิจแห่งพระวจนะเท่านั้นที่ถูกดำเนินการให้เสร็จสิ้น ทั้งนี้เพื่อที่จะนำมาซึ่งยุคแห่งราชอาณาจักร แต่มันไม่ใช่เป็นตัวแทนของยุคทั้งหมด  ยุคสุดท้ายไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ายุคสุดท้าย และไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ายุคแห่งราชอาณาจักร และพวกมันไม่ได้เป็นตัวแทนของยุคพระคุณและยุคธรรมบัญญัติ  มันก็แค่ว่า พระราชกิจทั้งหมดในแผนการบริหารจัดการหกพันปีถูกเปิดเผยต่อพวกเจ้าในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย  นี่คือการเปิดผ้าคลุมแห่งความล้ำลึก  ความล้ำลึกประเภทนี้เป็นบางสิ่งซึ่งไม่มีมนุษย์ใดเลยที่สามารถเปิดผ้าคลุมออกได้  ไม่สำคัญว่ามนุษย์มีความเข้าใจเกี่ยวกับพระคัมภีร์มากมายแค่ไหน มันก็ยังคงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าพระวจนะต่างๆ  เพราะมนุษย์ไม่ได้เข้าใจสาระสำคัญของพระคัมภีร์เลย  ในการอ่านพระคัมภีร์นั้น มนุษย์อาจเข้าใจความจริงบางอย่าง อธิบายพระวจนะบางคำ หรือนำบทตอนและบทต่างๆ ซึ่งมีชื่อเสียงไปอยู่ภายใต้การพินิจพิเคราะห์อันหยุมหยิมของเขา แต่เขาก็จะไม่มีวันสามารถไขความหมายที่บรรจุอยู่ภายในพระวจนะเหล่านั้นออกมาได้ เพราะทั้งหมดที่มนุษย์มองเห็นคือพระวจนะที่ตายไปแล้ว ไม่ใช่ฉากเหตุการณ์แห่งพระราชกิจของพระยาห์เวห์และของพระเยซู และมนุษย์ไม่มีทางที่จะเปิดผ้าคลุมแห่งความล้ำลึกของพระราชกิจนี้ออกได้  เพราะฉะนั้นความล้ำลึกของแผนการบริหารจัดการหกพันปีนั้นคือความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และถูกซ่อนเร้นอย่างลุ่มลึกที่สุด และยากหยั่งถึงทั้งสิ้นโดยมนุษย์  ไม่มีใครเลยที่สามารถจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าได้โดยตรง เว้นเสียแต่ว่า พระเจ้าพระองค์เองทรงอธิบายและเปิดเผยมันต่อมนุษย์ มิฉะนั้นแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะคงค้างเป็นปริศนาต่อมนุษย์ไปตลอดกาล คงค้างเป็นความล้ำลึกที่ถูกผนึกตราไว้ตลอดกาล  อย่าว่าแต่พวกที่อยู่ในโลกศาสนาเลย หากพวกเจ้าไม่ได้รับการบอกกล่าวในวันนี้แล้วไซร้ พวกเจ้าก็คงจะไม่มีวันได้จับความเข้าใจเช่นกัน

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

17. พระราชกิจในยุคสุดท้ายเป็นช่วงระยะสุดท้ายของสามช่วงระยะ  เป็นพระราชกิจของยุคใหม่อีกยุค และไม่ได้เป็นตัวแทนของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการอันครบถ้วนบริบูรณ์  แผนการบริหารจัดการหกพันปีถูกแบ่งออกเป็นพระราชกิจสามระยะ  ไม่มีช่วงระยะหนึ่งใดเพียงลำพังที่สามารถเป็นตัวแทนพระราชกิจของสามยุคได้ แต่เป็นได้แค่เพียงหนึ่งส่วนของทั้งองค์รวม  พระนามพระยาห์เวห์ไม่สามารถเป็นตัวแทนองค์รวมแห่งพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้  ข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในยุคธรรมบัญญัติไม่ได้พิสูจน์ว่า พระเจ้าทรงสามารถเป็นได้เพียงพระเจ้าภายใต้ธรรมบัญญัติเท่านั้น  พระยาห์เวห์ได้ทรงออกธรรมบัญญัติสำหรับมนุษย์ และได้ทรงส่งต่อพระบัญญัติมายังเขา ขอให้มนุษย์สร้างวิหารและแท่นบูชาต่างๆ พระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงทำไปเป็นตัวแทนของยุคธรรมบัญญัติเท่านั้น  พระราชกิจนี้ที่พระองค์ได้ทรงทำไปมิได้พิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงเป็นเพียงพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งขอให้มนุษย์รักษาธรรมบัญญัติเท่านั้น หรือว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในวิหาร หรือว่าพระองค์เป็นพระเจ้าหน้าแท่นบูชา  พูดได้เลยว่านี่คงไม่จริง  พระราชกิจที่ทรงทำไปภายใต้ธรรมบัญญัติสามารถเป็นตัวแทนได้เพียงหนึ่งยุคเท่านั้น  เพราะฉะนั้น หากพระเจ้าได้ทรงทำพระราชกิจในยุคธรรมบัญญัติเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมนุษย์ก็คงจะจำกัดขอบเขตของพระเจ้าอยู่ภายในนิยามต่อไปนี้ที่กล่าวว่า “พระเจ้าคือพระเจ้าองค์ที่อยู่ในวิหาร และเพื่อที่จะรับใช้พระเจ้า พวกเราต้องสวมเสื้อคลุมแบบปุโรหิตและเข้าสู่วิหาร”  หากพระราชกิจในยุคพระคุณไม่ได้ถูกดำเนินการจนแล้วเสร็จ และยุคพระธรรมบัญญัติไม่ได้สานต่อมาจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ก็คงจะไม่รู้ว่า พระเจ้าทรงเปี่ยมปราณีและเปี่ยมความรักด้วยเช่นกัน  หากพระราชกิจในยุคธรรมบัญญัติไม่ได้ถูกกระทำไป และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับมีเพียงพระราชกิจในยุคพระคุณเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ทั้งหมดที่มนุษย์คงจะรู้ก็คือว่า พระเจ้าทรงสามารถไถ่มนุษย์และยกโทษให้กับบาปต่างๆ ของมนุษย์เท่านั้น  มนุษย์คงจะรู้เพียงว่า พระองค์ทรงบริสุทธิ์และไร้เดียงสา และว่าพระองค์ทรงมีความสามารถพลีอุทิศพระองค์เองและถูกตรึงกางเขนได้เพื่อประโยชน์ของมนุษย์  มนุษย์คงจะรู้เพียงสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งอื่นใดเลย  ดังนั้น แต่ละยุคเป็นตัวแทนหนึ่งส่วนของพระอุปนิสัยของพระเจ้า  สำหรับเรื่องที่พระอุปนิสัยด้านใดของพระเจ้ามีตัวแทนในยุคธรรมบัญญัติ ด้านใดมีอยู่ในยุคพระคุณ และด้านใดมีอยู่ในช่วงระยะปัจจุบันนั้น เฉพาะเมื่อช่วงระยะทั้งสามได้ถูกรวมเข้าเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวแล้วเท่านั้น พวกมันจึงจะสามารถเปิดเผยความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระอุปนิสัยของพระเจ้าออกมาได้  เฉพาะเมื่อมนุษย์ได้มารู้จักครบทั้งสามช่วงระยะแล้วเท่านั้น เขาจึงจะสามารถเข้าใจมันได้อย่างครบถ้วน  ไม่มีช่วงระยะใดในสามช่วงระยะนี้ที่สามารถถูกละเว้นได้เลย  เจ้าจะมองเห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้าในความครบถ้วนบริบูรณ์ก็เฉพาะหลังจากที่ได้มารู้จักสามช่วงระยะเหล่านี้ของพระราชกิจแล้วเท่านั้น  ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์ในยุคธรรมบัญญัติไม่ได้พิสูจน์ว่า พระองค์ทรงเป็นเพียงพระเจ้าภายใต้ธรรมบัญญัติเท่านั้น และข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการไถ่ของพระองค์ก็ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าจะทรงไถ่มวลมนุษย์ไปตลอดกาล  เหล่านี้คือข้อสรุปที่มนุษย์วาดภาพขึ้นมา  การที่ยุคพระคุณได้จบลงไปแล้ว ใช่ว่าเจ้าจะสามารถพูดได้ว่า พระเจ้าเพียงเป็นของกางเขนเท่านั้น และว่าเฉพาะกางเขนเพียงลำพังเท่านั้นที่เป็นตัวแทนความรอดของพระเจ้า  การทำเช่นนั้นย่อมจะเป็นการให้นิยามต่อพระเจ้า  ในช่วงระยะปัจจุบัน โดยหลักแล้วพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจแห่งพระวจนะ แต่เจ้าก็ยังไม่สามารถพูดได้อยู่ดีว่า พระเจ้าไม่เคยทรงเปี่ยมปราณีต่อมนุษย์ และพูดว่าทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงนำมาก็คือการพิพากษาและการตีสอน  พระราชกิจในยุคสุดท้ายแผ่วางให้เห็นพระราชกิจของพระยาห์เวห์และพระเยซู และความล้ำลึกทั้งหมดที่มนุษย์ไม่เข้าใจ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเปิดเผยบั้นปลายและบทอวสานของมวลมนุษย์ และสิ้นสุดพระราชกิจแห่งความรอดทั้งหมดท่ามกลางมวลมนุษย์  ช่วงระยะนี้ของพระราชกิจในยุคสุดท้ายนั้นนำพาทุกสิ่งทุกอย่างไปสู่การปิดฉาก  ความลึกล้ำทั้งมวลที่มนุษย์ไม่เข้าใจจำเป็นจะต้องได้รับการคลี่คลาย เพื่อเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้หยั่งค้นลงไปในความลึกของพวกมัน และมีความเข้าใจที่ชัดเจนโดยครบบริบูรณ์ในหัวใจของเขา  เฉพาะเมื่อถึงตอนนั้น เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงจะสามารถถูกจำแนกชนชั้นออกไปตามประเภท  เฉพาะหลังจากแผนการบริหารจัดการหกพันปีเสร็จสิ้นลงเท่านั้น มนุษย์จึงจะมาเข้าใจพระอุปนิสัยของพระเจ้าในความครบถ้วนบริบูรณ์  เพราะถึงตอนนั้น แผนการบริหารจัดการของพระองค์ก็จะได้มาถึงปลายทางแล้ว

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

18. สิ่งที่ขอจากมนุษย์ในวันนี้ก็ไม่เหมือนกับในอดีตและยิ่งไม่เหมือนกับสิ่งที่ขอจากมนุษย์ในยุคธรรมบัญญัติ  เอาล่ะ สิ่งที่ขอจากมนุษย์ภายใต้ธรรมบัญญัติเมื่อตอนที่พระเจ้าได้กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์อยู่ในอิสราเอลนั้นคืออะไรหรือ?  มันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการที่มนุษย์ควรรักษาวันสะบาโตและธรรมบัญญัติทั้งหลายของพระยาห์เวห์  จะต้องไม่มีใครที่ทำงานหนักในวันสะบาโตหรือล่วงละเมิดธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์  แต่บัดนี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่  ในวันสะบาโต มนุษย์ทำงาน ชุมนุม และอธิษฐานกันตามปกติ และไม่มีข้อจำกัดที่ถูกนำมาบังคับใช้กับเขา  บรรดาผู้ที่อยู่ในยุคพระคุณนั้นได้จำเป็นต้องรับบัพติศมา และพวกเขาจะต้องถูกขอต่อไปอีกให้ทำการอดอาหาร หักขนมปัง และดื่มเหล้าองุ่น คลุมศีรษะ และล้างเท้าของผู้อื่นเพื่อตัวพวกเขาเอง  ตอนนี้ กฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ถูกลบล้างไปแล้ว แต่มนุษย์กลับถูกขอในข้อเรียกร้องที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เพราะพระราชกิจของพระเจ้านับวันก็ยิ่งงอกเงยลึกซึ้งขึ้น และการเข้าสู่ของมนุษย์นับวันยิ่งเอื้อมสูงขึ้น  ในอดีต พระเยซูได้ทรงวางพระหัตถ์บนตัวมนุษย์แล้วทรงอธิษฐาน แต่มาบัดนี้ที่ทุกอย่างได้ถูกพูดไปหมดแล้ว ประโยชน์ของการวางมือคืออะไรหรือ?  พระวจนะทั้งหลายเพียงลำพังก็สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้อยู่แล้ว  ตอนที่พระองค์วางพระหัตถ์ของพระองค์ลงบนมนุษย์ในอดีตนั้นก็เพื่ออวยพรมนุษย์และรักษาโรคให้เขาเช่นกัน  นี่คือวิธีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจในกาลเวลานั้น แต่มิได้เป็นเช่นนั้นในตอนนี้  ตอนนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้พระวจนะเพื่อที่จะทรงพระราชกิจและสัมฤทธิ์ผลลัพธ์  พระวจนะของพระองค์ได้รับการอธิบายต่อพวกเจ้าไว้อย่างชัดเจนแล้ว และพวกเจ้าควรนำมาปฏิบัติให้เหมือนดั่งที่พวกเจ้าได้รับการบอกกล่าวไว้ไม่มีผิด พระวจนะของพระองค์ก็คือน้ำพระทัยของพระองค์ พระวจนะเหล่านั้นคือพระราชกิจที่พระองค์ทรงปรารถนาจะทำ โดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลาย เจ้าจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงขอให้เจ้าบรรลุ และเจ้าอาจแค่นำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติโดยตรงโดยไม่มีความจำเป็นใดๆ สำหรับการเอามือมาวางเลย  บางคนอาจกล่าวว่า “ขอทรงวางพระหัตถ์ของพระองค์บนตัวข้าพระองค์!  ขอทรงวางพระหัตถ์ของพระองค์บนตัวข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์อาจได้รับพระพรของพระองค์และเพื่อที่ข้าพระองค์อาจได้เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์”  เหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นการปฏิบัติที่หลงยุคมาจากอดีต เลิกใช้ไปแล้วตอนนี้ เพราะยุคได้เปลี่ยนไปแล้ว  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจโดยสอดคล้องกับยุค ไม่ใช่ทั้งโดยแบบสุ่มและโดยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ตั้งไว้  ยุคได้เปลี่ยนไปแล้ว และยุคใหม่จำเป็นต้องนำพางานใหม่ของมันมากับมันด้วย  นี่เป็นความจริงสำหรับทุกช่วงระยะของพระราชกิจ และดังนั้นแล้วพระราชกิจของพระองค์จึงไม่เคยถูกทำซ้ำ  ในยุคพระคุณ พระเยซูได้ทรงทำพระราชกิจประเภทนั้นไปมากมายพอสมควรแล้ว อาทิ การรักษาอาการป่วย การขับไล่ปีศาจ การวางพระหัตถ์บนตัวมนุษย์แล้วอธิษฐานให้เขา และการอวยพรมนุษย์  อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นอีกก็คงจะไม่มีความหมายในปัจจุบันนี้  พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจในหนทางนั้นในกาลเวลานั้น เพราะนั่นเป็นยุคพระคุณ และมีพระคุณพอเพียงสำหรับมนุษย์ที่จะชื่นชม เขาไม่ได้ถูกขอให้จ่ายอะไรเลย และนานตราบที่เขามีความเชื่อ เขาก็จะได้รับพระคุณ  ทุกอย่างได้รับการปฏิบัติไปอย่างเปี่ยมพระคุณมาก  บัดนี้ยุคได้เปลี่ยนไปแล้ว และพระราชกิจของพระเจ้าก็ได้ก้าวหน้าไปอีก นั่นก็คือ โดยผ่านทางการตีสอนและการพิพากษา นี่เองที่ความเป็นกบฏของมนุษย์และสิ่งต่างๆ ที่ไม่สะอาดภายในมนุษย์จะถูกชำระล้างออกไป  ด้วยความที่ช่วงระยะนี้เป็นช่วงระยะของการไถ่ พระเจ้าจึงได้จำเป็นที่จะต้องทรงพระราชกิจในหนทางนั้น โดยการแสดงพระคุณที่เพียงพอสำหรับมนุษย์ที่จะชื่นชม เพื่อที่มนุษย์อาจได้รับการไถ่จากบาป และได้รับการยกโทษต่อบาปทั้งหลายของพวกเขาด้วยวิถีทางของพระคุณ  ช่วงระยะปัจจุบันนี้เป็นไปเพื่อเปิดโปงความไม่ชอบธรรมภายในมนุษย์โดยวิถีทางของการตีสอน การพิพากษา และการเฆี่ยนตีของพระวจนะต่างๆ ตลอดจนการบ่มวินัยและวิวรณ์แห่งพระวจนะ เพื่อที่มนุษยชาติอาจได้รับการช่วยให้รอดหลังจากนั้น  พระราชกิจนี้ลงรายละเอียดลึกกว่าการไถ่  พระคุณในยุคพระคุณนั้นพอเพียงสำหรับความชื่นชมยินดีของมนุษย์ ตอนนี้ที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์กับพระคุณไปแล้ว เขาจะไม่ได้ชื่นชมกับมันอีกต่อไป  ตอนนี้ พระราชกิจนี้ได้ผ่านกาลเวลาของมันมาแล้วและไม่ต้องกระทำอีกต่อไปแล้ว  ตอนนี้มนุษย์จะต้องได้รับการช่วยให้รอดโดยผ่านทางการพิพากษาของพระวจนะ  หลังจากที่มนุษย์ถูกพิพากษา ตีสอน และถลุงแล้ว อุปนิสัยของเขาก็จะเปลี่ยนไปด้วยการเช่นนั้นเอง  ทั้งหมดนี้มิใช่เป็นเพราะพระวจนะทั้งหลายที่เราได้กล่าวไปหรอกหรือ?  แต่ละช่วงระยะของพระราชกิจนั้นได้ถูกทำไปในแนวเดียวกับความก้าวหน้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งองค์รวมและกับยุคนั้น  พระราชกิจทั้งหมดล้วนมีนัยสำคัญ และทั้งหมดถูกทำไปเพื่อประโยชน์ของความรอดสุดท้ายที่มวลมนุษย์อาจมีบั้นปลายที่ดีในอนาคต และที่มนุษยชาติอาจได้รับการจำแนกชนชั้นไปตามประเภทในที่สุด

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

19. พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายก็คือเพื่อที่จะตรัสพระวจนะ  การเปลี่ยนแปลงต่างๆ อันยิ่งใหญ่สามารถส่งผลในมนุษย์โดยวิถีทางแห่งพระวจนะทั้งหลาย  การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่ได้ส่งผลในผู้คนเหล่านี้ในตอนนี้ทันทีที่พวกเขายอมรับพระวจนะเหล่านี้นั้น ยิ่งใหญ่กว่าบรรดาการเปลี่ยนแปลงที่ได้ส่งผลในผู้คนในทันทีที่พวกเขายอมรับหมายสำคัญและการอัศจรรย์แห่งยุคพระคุณมากมายนัก เนื่องเพราะในยุคพระคุณนั้น ปีศาจทั้งหลายได้ถูกขับไล่ออกจากมนุษย์ด้วยการวางมือและการอธิษฐาน แต่ทว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหลายภายในมนุษย์ยังคงตกค้างอยู่  มนุษย์ได้รับการรักษาอาการเจ็บป่วยของเขาและได้รับการยกโทษต่อบาปของเขา แต่สำหรับการที่มนุษย์จะต้องได้รับการชำระล้างอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานภายในตัวเขานั้น พระราชกิจนี้ยังมิได้ถูกกระทำ  มนุษย์เพียงได้รับการช่วยให้รอดและยกโทษต่อบาปของเขาเนื่องจากความเชื่อของเขาเท่านั้น แต่ธรรมชาติของมนุษย์อันเต็มไปด้วยบาปนั้นหาได้ถูกขุดรากถอนโคนไม่และยังคงตกค้างอยู่ภายในตัวเขา  บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการยกโทษโดยผ่านทางพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ แต่นี่ไม่ได้หลายความว่า มนุษย์ไม่ได้มีบาปภายในตัวเขาอีกต่อไป  บาปทั้งหลายของมนุษย์อาจสามารถได้รับการยกโทษโดยผ่านทางเครื่องบูชาลบล้างบาปได้ แต่สำหรับวิธีที่แน่ๆ ที่มนุษย์จะไม่สามารถถูกทำให้มีบาปอีกต่อไป และวิธีที่ธรรมชาติบาปของเขาอาจถูกขุดรากถอนโคนอย่างครบบริบูรณ์และแปลงสภาพไปนั้น เขาไม่มีทางแก้ปัญหานี้ได้  บาปทั้งหลายของมนุษย์ได้รับการยกโทษไปแล้ว และนี่ก็เพราะพระราชกิจการถูกตรึงกางเขนของพระเจ้า แต่มนุษย์ยังคงมีชีวิตอยู่ภายในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานแบบเดิมต่อไป  เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์จะต้องได้รับการช่วยให้รอดอย่างครบบริบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน เพื่อที่ธรรมชาติบาปของเขาอาจถูกขุดรากถอนโคนอย่างครบบริบูรณ์ ไม่มีวันพัฒนาขึ้นมาอีก เช่นนั้นจึงจะเป็นการทำให้อุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการแปลงสภาพได้  การนี้มนุษย์พึงต้องจับความเข้าใจในเส้นทางการเติบโตของชีวิต จับความเข้าใจในวิถีแห่งชีวิต และจับความเข้าใจในหนทางที่จะเปลี่ยนอุปนิสัยของเขา  ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์พึงต้องกระทำโดยสอดคล้องกับเส้นทางนี้ เพื่อที่อุปนิสัยของเขาอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและเขาอาจมีชีวิตอยู่ภายใต้การสาดแสงของความสว่าง เพื่อที่ทั้งหมดที่เขาทำอาจสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เพื่อที่เขาอาจทิ้งอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และเพื่อที่เขาอาจหลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดของซาตาน อันเป็นผลให้ผุดพ้นออกจากบาปได้อย่างครบถ้วน  ถึงตอนนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงจะได้รับความรอดอันครบบริบูรณ์  ในกาลเวลาที่พระเยซูได้กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์อยู่นั้น ความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับพระองค์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจน  มนุษย์เชื่อเสมอว่าพระองค์เป็นบุตรของดาวิด และป่าวประกาศว่าพระองค์เป็นผู้เผยวจนะที่ยิ่งใหญ่ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีความกรุณามากมายผู้ซึ่งได้ทรงไถ่บาปทั้งหลายของมนุษย์  ด้วยความเชื่อที่แข็งแกร่งของพวกเขา บางคนก็ได้รับการรักษาแค่จากการที่สัมผัสชายฉลองพระองค์ของพระองค์ คนตาบอดได้สามารถมองเห็น และแม้แต่คนตายก็สามารถคืนชีวิตมาได้  อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะค้นพบอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานซึ่งฝังรากลึกอยู่ภายในตัวเขาได้ อีกทั้งเขาก็ไม่รู้ว่าจะทิ้งมันไปอย่างไร  มนุษย์ได้รับพระคุณมามากมาย อาทิ สันติสุขและความสุขของเนื้อหนัง ความเชื่อของสมาชิกหนึ่งคนที่นำมาซึ่งพระพรต่อทั้งครอบครัว การรักษาอาการป่วย และอื่นๆ  ที่เหลือก็คือความประพฤติที่ดีของมนุษย์และรูปลักษณ์ตามแบบพระเจ้าของเขา หากใครบางคนสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานเหล่านี้ พวกเขาย่อมได้ถูกถือว่าเป็นผู้เชื่อที่ยอมรับได้  เฉพาะผู้เชื่อประเภทนี้เท่านั้นที่อาจสามารถเข้าสู่สวรรค์ได้หลังจากความตาย ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาได้รับการช่วยให้รอด  แต่ทว่าในช่วงชีวิตของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เข้าใจหนทางของชีวิตเลยสักนิด  ทั้งหมดที่พวกเขาทำลงไปก็คือการทำบาปแล้วก็สารภาพบาปของพวกเขาอย่างเป็นวัฏจักรสม่ำเสมอโดยไม่มีเส้นทางใดที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาเลย เช่นนั้นเองที่เป็นสภาพเงื่อนไขของมนุษย์ในยุคพระคุณ  มนุษย์ได้รับความรอดที่ครบบริบูรณ์แล้วหรือยังหนอ? ยัง! ดังนั้นภายหลังจากที่พระราชกิจช่วงระยะนั้นได้แล้วเสร็จลง ยังคงมีพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนค้างอยู่  ช่วงระยะนี้คือการทำให้มนุษย์บริสุทธิ์โดยวิถีทางของพระวจนะ และด้วยการนั้นจึงเป็นการให้เส้นทางสำหรับเขาที่จะติดตาม  ช่วงระยะนี้คงจะไม่ออกผลหรือเปี่ยมความหมายหากมันดำเนินต่อไปด้วยการขับไล่ปีศาจ เพราะมันคงจะล้มเหลวที่จะขุดรากถอนโคนธรรมชาติบาปของมนุษย์ และมนุษย์ก็คงจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่การยกโทษบาปของเขา  มนุษย์ได้รับการยกโทษต่อบาปของเขาโดยผ่านทางเครื่องบูชาลบล้างบาป เพราะพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนได้มาถึงปลายทางแล้ว และพระเจ้าก็ได้ทรงมีอำนาจเหนือซาตานแล้ว  แต่ทว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ยังคงตกค้างอยู่ภายในตัวเขา มนุษย์ยังคงสามารถทำบาปและต้านทานพระเจ้าได้ และพระเจ้าก็ยังทรงไม่ได้รับมวลมนุษย์เอาไว้เลย  นี่คือเหตุผลที่ทำไมในช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ พระเจ้าจึงทรงใช้พระวจนะมาตีแผ่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เป็นเหตุให้เขาปฏิบัติไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง  ช่วงระยะนี้เปี่ยมความหมายมากกว่าช่วงระยะก่อนหน้า รวมถึงออกผลมากกว่า เพราะตอนนี้ พระวจนะนี่เองที่จัดหาให้กับชีวิตมนุษย์โดยตรง และทำให้อุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการเริ่มใหม่อย่างครบบริบูรณ์ มันเป็นช่วงระยะของพระราชกิจที่ละเอียดทั่วถึงกว่ามาก  เพราะฉะนั้น การจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายได้ทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าครบบริบูรณ์และเสร็จสิ้นแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าสำหรับความรอดของมนุษย์โดยสมบูรณ์

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

20. การช่วยมนุษย์ให้รอดของพระเจ้าไม่ได้ทำโดยการใช้วิธีการของพระวิญญาณและพระอัตลักษณ์ของพระวิญญาณโดยตรง เพราะพระวิญญาณของพระองค์นั้นไม่ทรงสามารถทั้งถูกสัมผัสและมองเห็นได้โดยมนุษย์ ทั้งมนุษย์ยังไม่สามารถเข้าใกล้ได้เช่นกัน  หากพระองค์ได้ทรงพยายามที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดในลักษณะของพระวิญญาณโดยตรง มนุษย์ก็คงจะไร้ความสามารถที่จะได้รับความรอดของพระองค์ได้  หากพระเจ้ามิได้ทรงทรงสวมรูปสัณฐานภายนอกของมนุษย์ที่ถูกสร้าง ก็คงจะปราศจากหนทางที่มนุษย์จะได้รับความรอดนี้  เนื่องเพราะมนุษย์นั้นปราศจากหนทางที่จะเข้าหาพระองค์ มากพอๆ กับที่ไม่มีใครเลยเคยมีความสามารถที่จะเข้าไปใกล้เมฆของพระยาห์เวห์ โดยการบังเกิดเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างเท่านั้น นั่นก็คือ โดยการบรรจุพระวจนะของพระองค์เข้าไปในร่างกายของมนุษย์ที่พระองค์ทรงกำลังจะบังเกิดมาเป็นเท่านั้น พระองค์จึงจะทรงสามารถนำพระวจนะของพระองค์มาดำเนินการในตัวทุกคนที่ติดตามพระองค์ได้ด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ  เมื่อนั้นเท่านั้นมนุษย์จึงสามารถมองเห็นและได้ยินพระวจนะของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้นคือ เข้าสู่การครองพระวจนะของพระองค์ได้ด้วยตัวเองโดยเฉพาะ และโดยวิถีทางนี้จึงมาได้รับการช่วยให้รอดอย่างครบถ้วน  หากพระเจ้ามิได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ ไม่มีใครเลยที่มีเลือดเนื้อจะมีความสามารถได้รับความรอดอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้ ทั้งยังจะไม่มีเลยสักคนที่ได้รับการช่วยให้รอด  หากพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจโดยตรงในท่ามกลางมวลมนุษย์ มนุษยชาติทั้งมวลก็คงจะถูกบดขยี้จนคว่ำลงไป หรือไม่เช่นนั้น พวกเขาก็คงจะถูกซาตานจับไปเป็นเชลยอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีหนทางที่จะมาสัมผัสกับพระเจ้าเลย

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

21. การจุติเป็นมนุษย์ครั้งแรกนั้นก็เพื่อไถ่มนุษย์จากบาป เพื่อไถ่เขาโดยวิถีทางของพระวรกายเนื้อหนังของพระเยซู นั่นก็คือ พระองค์ได้ทรงช่วยมนุษย์ให้รอดจากกางเขน แต่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานยังคงตกค้างอยู่ในตัวมนุษย์  การจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองนั้นมิใช่เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปอีกต่อไป แต่เพื่อช่วยบรรดาผู้ที่ได้รับการไถ่จากบาปให้รอดอย่างครบถ้วนเสียมากกว่า  การนี้ทำไปก็เพื่อที่บรรดาผู้ที่ได้รับการยกโทษไปแล้วอาจได้รับการช่วยให้พ้นจากบาปของพวกเขา และได้รับการทำให้สะอาดอย่างครบถ้วน และหลุดพ้นจากอิทธิพลแห่งความมืดของซาตานและคืนสู่เบื้องพระบัลลังก์ของพระเจ้าโดยการบรรลุถึงอุปนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป  เพียงในหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะสามารถได้รับการทำให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างครบถ้วน  ภายหลังจากที่ยุคธรรมบัญญัติได้สิ้นสุดลงและกำลังเริ่มต้นด้วยยุคพระคุณ พระเจ้าได้ทรงเริ่มพระราชกิจแห่งความรอดซึ่งดำเนินต่อมาจนถึงยุคสุดท้ายที่พระองค์จะทรงชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์อย่างครบบริบูรณ์ในการพิพากษาและการตีสอนเผ่าพันธุ์มนุษย์สำหรับความเป็นกบฏของพวกเขา  เมื่อนั้นเท่านั้นพระเจ้าจึงจะทรงสรุปพระราชกิจแห่งความรอดของพระองค์และเข้าสู่การพักผ่อน  ดังนั้น ในสามระยะของพระราชกิจ มีเพียงสองระยะเท่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อดำเนินพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์โดยพระองค์เอง  นั่นเป็นเพราะว่า มีเพียงหนึ่งในสามช่วงระยะของพระราชกิจเท่านั้นที่ทรงนำมนุษย์ในการดำเนินชีวิตของพวกเขา ในขณะที่อีกสองนั้นประกอบด้วยพระราชกิจแห่งการช่วยให้รอด  ด้วยการบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นพระเจ้าจึงจะสามารถดำรงพระชนม์ชีพเคียงข้างไปกับมนุษย์ รับประสบการณ์ความทุกข์ของโลกนี้ และดำรงพระชนม์ชีพในพระวรกายเนื้อหนังปกติได้  เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พระองค์ทรงสามารถจัดหาให้กับมนุษย์ในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พวกเขาจำเป็นต้องมีในฐานะสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้าง  โดยผ่านทางการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้านี่เองมนุษย์จึงได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าอย่างครบถ้วน และไม่ใช่โดยตรงจากสวรรค์ในคำตอบของคำอธิษฐานของเขา  เนื่องจากสำหรับมนุษย์ที่เป็นเนื้อหนัง เขาไม่มีหนทางที่จะมองเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าได้ นับประสาอะไรที่จะเข้าหาพระวิญญาณของพระองค์  ทั้งหมดที่มนุษย์สามารถมาติดต่อได้คือเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงจุติมาเป็นมนุษย์ และเพียงด้วยวิถีทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงจะมีความสามารถที่จะจับความเข้าใจหนทางทั้งหมดและความจริงทั้งหมดและได้รับความรอดอย่างครบถ้วน  การจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองนี้จะเพียงพอสำหรับการชะล้างบาปทั้งหลายจากมนุษย์ และทำให้เขาบริสุทธิ์อย่างครบถ้วน  ด้วยเหตุนี้ พระราชกิจทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าในเนื้อหนังก็จะปิดตัวลงและนัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าจึงได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ด้วยการทรงจุติครั้งที่สองนี่เอง  นับแต่นั้นมาพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังจึงจะได้มาถึงปลายทางอย่างบริบูรณ์ ภายหลังการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สอง พระองค์จะไม่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นครั้งที่สามเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์  เพราะการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์จะได้มาถึงปลายทางแล้ว  การจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้ายจะได้รับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้อย่างครบถ้วน และมนุษยชาติในยุคสุดท้ายทั้งหมดจะถูกแบ่งชนชั้นไปตามประเภท  พระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจแห่งความรอดและจะไม่ทรงกลับคืนสู่เนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจใดอีกต่อไป

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

22. ในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย พระวจนะทรงฤทธิ์กว่าการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และสิทธิอำนาจของพระวจนะอยู่เหนือสิทธิอำนาจของหมายสำคัญและการอัศจรรย์  พระวจนะตีแผ่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดที่ถูกฝังลึกอยู่ในหัวใจมนุษย์  เจ้าไม่มีหนทางที่จะระลึกรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านั้นด้วยตัวเจ้าเอง  เมื่อพวกมันถูกแผ่วางต่อหน้าต่อตาเจ้าผ่านพระวจนะ เจ้าจึงจะมาค้นพบพวกมันเอง เจ้าจะไม่มีความสามารถที่จะปฏิเสธพวกมัน และเจ้าจะถูกโน้มน้าวให้เชื่ออย่างถึงที่สุด  นี่มิใช่สิทธิอำนาจของพระวจนะหรอกหรือ?  นี่คือผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์ได้ด้วยพระราชกิจของพระวจนะในวันนี้  ดังนั้น มนุษย์มิได้สามารถได้รับความรอดจากบาปของเขาอย่างครบถ้วนโดยผ่านทางการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจ อีกทั้งยังมิได้สามารถได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์อย่างครบถ้วนโดยการสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์  สิทธิอำนาจในการรักษาอาการป่วยและการขับไล่ปีศาจเพียงแค่ให้พระคุณแก่มนุษย์เท่านั้น แต่เนื้อหนังของมนุษย์ยังคงเป็นของซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานยังคงตกค้างอยู่ภายในมนุษย์  กล่าวได้อีกอย่างว่า สิ่งที่ยังไม่ได้รับการทำให้สะอาดนั้นยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับบาปและความโสมม  เฉพาะหลังจากที่เขาได้รับการทำให้สะอาดโดยผ่านทางการกระทำของพระวจนะแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงสามารถได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าและกลายเป็นสะอาดบริสุทธิ์ได้  เมื่อปีศาจถูกขับไล่ออกจากมนุษย์และเขาได้รับการไถ่ นี่หมายความเพียงว่า เขาได้ถูกกระชากพ้นจากเงื้อมมือของซาตานและกลับคืนสู่พระเจ้าแล้วเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม หากปราศจากการถูกทำให้สะอาดหรือเปลี่ยนแปลงโดยพระเจ้า เขาย่อมยังคงเป็นมนุษย์ที่เสื่อมทราม  ความโสมม ความต่อต้าน และความเป็นกบฏยังคงดำรงอยู่ภายในมนุษย์ มนุษย์ได้กลับคืนสู่พระเจ้าโดยผ่านทางการไถ่ของพระองค์เท่านั้น แต่เขามิได้มีความรู้แม้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับพระเจ้าเลยและยังคงสามารถต้านทานและทรยศพระองค์ได้  ก่อนที่มนุษย์จะได้รับการไถ่ พิษมากมายของซาตานซึ่งได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในตัวเขาแล้ว และภายหลังหลายพันปีของการถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เขามีธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งต้านทานพระเจ้าก่อตัวขึ้นมาภายในตัวเขา  ดังนั้น เมื่อมนุษย์ได้รับการไถ่ ก็ย่อมไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่ากรณีของการไถ่ที่มนุษย์ถูกซื้อมาด้วยราคาแพง แต่ธรรมชาติซึ่งเป็นพิษภายในตัวเขาหาได้ถูกกำจัดให้หมดสิ้นไม่  มนุษย์ซึ่งมีมลทินมากขนาดนั้นจะต้องก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะกลายมามีคุณค่าต่อการรับใช้พระเจ้า  ด้วยวิถีทางแห่งพระราชกิจการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า มนุษย์จึงจะมารู้จักธาตุแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างครบบริบูรณ์และกลับกลายเป็นสะอาดได้  เฉพาะด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถกลายเป็นมีค่าพอที่จะกลับคืนสู่เบื้องบัลลังก์ของพระเจ้าได้ พระราชกิจทั้งหมดที่ทรงกระทำในวันนี้นั้นก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถได้รับการทำให้สะอาดหรือได้รับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ มนุษย์สามารถชำระล้างความเสื่อมทรามและได้รับการทำให้บริสุทธิ์ได้ โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะ ตลอดจนโดยผ่านทางกระบวนการถลุง  แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการทำให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า  ในความจริง ช่วงระยะนี้เป็นช่วงระยะของการพิชิตชัยตลอดจนช่วงระยะที่สองในพระราชกิจแห่งความรอด  โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะนี่เอง มนุษย์จึงมาถึงการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และโดยผ่านทางการใช้พระวจนะถลุง พิพากษา และเปิดเผยนี่เอง ความไม่บริสุทธิ์ มโนคติที่หลงผิด เหตุจูงใจ และความทะเยอทะยานของปัจเจกบุคคลภายในหัวใจมนุษย์จึงถูกเผยอย่างสมบูรณ์  สำหรับทุกสิ่งที่มวลมนุษย์อาจได้รับการไถ่และการยกโทษในบาปของเขาไปแล้วนั้น พิจารณาได้เพียงว่าพระเจ้ามิได้ทรงจดจำการล่วงละเมิดของมนุษย์และมิได้ทรงปฏิบัติติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการล่วงละเมิดของเขา  อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมนุษย์ผู้มีชีวิตอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาป เขาก็ย่อมสามารถทำบาปต่อไปได้เท่านั้นเอง อันเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขาอย่างไม่รู้จบ  นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรอันไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับการยกโทษ  บาปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์ตอนกลางวันก็เพื่อที่จะสารภาพในตอนค่ำเท่านั้นเอง  เมื่อเป็นแบบนี้ แม้ว่าเครื่องบูชาลบล้างบาปนั้นมีประสิทธิภาพต่อมนุษย์ตลอดกาล แต่มันก็จะไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้  พระราชกิจแห่งความรอดเสร็จสิ้นไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่  ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้คนได้ตระหนักว่า พวกเขาเป็นพงศ์พันธุ์ของโมอับ พวกเขาก็แสดงคำพูดปริบ่นออกมา ยุติการไล่ตามเสาะหาชีวิต และกลับกลายไปในทางลบอย่างถึงที่สุด  นี่ไม่ได้แสดงว่า มนุษยชาติยังคงไม่สามารถนบนอบอย่างสุดใจภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าหรอกหรือ?  นี่มิใช่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาชัดๆ เลยหรอกหรือ?  เมื่อเจ้าไม่ได้กำลังอยู่ภายใต้การตีสอน มือของเจ้าชูสูงเหนือผู้อื่นทั้งหมด แม้แต่พระหัตถ์ของพระเยซู  และเจ้าก็ร้องออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “จงเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า!  จงเป็นคนสนิทของพระเจ้า!  พวกเราจะยอมตายเสียดีกว่าที่จะกราบไหว้ซาตาน!  จงขบถต่อซาดานดึกดำบรรพ์!  จงขบถต่อพญานาคใหญ่สีแดง!  ขอให้พญานาคใหญ่สีแดงจงตกต่ำจากอำนาจอย่างน่าอนาถ!  ขอพระเจ้าทรงทำให้พวกเราครบบริบูรณ์!”  เสียงร้องของพวกเจ้าดังกว่าผู้อื่นทั้งหมด  แต่แล้วก็มาถึงเวลาแห่งการตีสอน และเป็นอีกครั้งที่อุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษยชาติถูกเปิดเผย  แล้วเสียงร้องของพวกเขาก็หยุดลง และปณิธานของพวกเขาก็ล้มเหลว  นี่คือความเสื่อมทรามของมนุษย์ที่กำลังดิ่งลงลึกกว่าบาป มันเป็นบางสิ่งที่ปลูกฝังโดยซาตานและหยั่งรากลึกอยู่ภายในมนุษย์  ไม่ง่ายสำหรับมนุษย์ที่จะกลับกลายเป็นตระหนักรู้บาปทั้งหลายของเขาเอง เขาไม่มีหนทางที่จะตระหนักได้ถึงธรรมชาติอันหยั่งรากลึกของตัวเขาเอง และเขาต้องพึ่งพาการพิพากษาโดยพระวจนะ เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้  เฉพาะเมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถค่อยๆ ถูกเปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไป  มนุษย์ได้ร้องตะโกนเช่นนั้นในอดีต เพราะพวกเขาไม่มีความเข้าใจในอุปนิสัยอันเสื่อมทรามดั้งเดิมของเขา  เหล่านี้คือความไม่บริสุทธิ์ที่มีอยู่จริงภายในมนุษย์  ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานเช่นนั้นของการพิพากษาและการตีสอน มนุษย์มีชีวิตอยู่ในบรรยากาศแห่งความตึงเครียด  นี่มิใช่ทั้งหมดที่สัมฤทธิ์โดยผ่านทางพระวจนะหรอกหรือ?  เจ้าไม่ได้ร่ำร้องออกมาด้วยเสียงอันดังมากก่อนบททดสอบพวกคนปรนนิบัติหรอกหรือ? “จงเข้าสู่ราชอาณาจักร!  บรรดาผู้ที่ยอมรับพระนามนี้จะเข้าสู่ราชอาณาจักร!  ทุกคนจะมีส่วนในพระเจ้า!”  เมื่อบททดสอบพวกคนปรนนิบัติได้มาถึง เจ้าก็ไม่ได้ร่ำร้องอีกต่อไป  ในตอนเริ่มแรกเลยนั้น ทั้งหมดได้พากันร่ำร้องว่า “โอ้ พระเจ้า!  ไม่ว่าพระองค์จะทรงวางข้าพระองค์ไว้ที่ใด ข้าพระองค์จะนบนอบต่อการที่พระองค์ทรงคอยคัดท้าย”  ทันทีที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า “ใครจะเป็นเปาโลของเรา?”  ผู้คนได้กล่าวว่า “ข้าพระองค์จะเป็น!”  แล้วพวกเขาก็ได้เห็นพระวจนะ “แล้วของความเชื่อของโยบล่ะ?”  และกล่าวว่า “ข้าพระองค์เต็มใจรับความเชื่อของโยบเอง?  พระเจ้าได้โปรดให้ข้าพระองค์ได้รับประสบการณ์กับการทดสอบด้วยเถิด!”  เมื่อบททดสอบพวกคนปรนนิบัติได้มาถึง พวกเขาก็ได้ทรุดฮวบลงทันทีและแทบจะไม่สามารถยืนขึ้นมาได้อีกเลย  หลังจากนั้น ความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายในหัวใจพวกเขาก็ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย  นี่มิได้สัมฤทธิ์โดยผ่านทางพระวจนะหรอกหรือ?  ดังนั้น สิ่งที่พวกเจ้าได้รับประสบการณ์ไปในวันนี้คือผลลัพธ์ต่างๆ ที่สัมฤทธิ์ผ่านพระวจนะ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าบรรดาผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์ผ่านพระราชกิจแห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ของพระเยซูเสียด้วยซ้ำ  พระสิริของพระเจ้าที่เจ้าเห็นและสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองที่เจ้าเห็นนั้น มิใช่แค่ถูกมองเห็นโดยวิถีทางแห่งการตรึงกางเขน โดยวิถีทางแห่งการรักษาคนป่วยและการขับไล่ปีศาจเท่านั้น แต่โดยวิถีทางแห่งการพิพากษาของพระวจนะของพระองค์มากกว่าเสียด้วยซ้ำ  นี่แสดงให้เจ้าเห็นว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าหาได้ประกอบด้วยการทรงพระราชกิจเกี่ยวกับหมายสำคัญ การรักษาอาการป่วย และการขับไล่ปีศาจเท่านั้นไม่ แต่ทว่าการพิพากษาแห่งพระวจนะของพระเจ้าต่างหาก ที่สามารถเป็นตัวแทนของสิทธิอำนาจของพระเจ้าและเปิดเผยความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ได้ดีกว่า

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

23. มนุษย์ได้สัมฤทธิ์สิ่งใดไปแล้วในตอนนี้—วุฒิภาวะ ณ ปัจจุบันของเขา ความรู้ ความรัก ความจงรักภักดี ความเชื่อฟัง และความรู้ความเข้าใจเชิงลึก—เหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ได้บรรลุโดยผ่านทางการพิพากษาของพระวจนะ  การที่เจ้ามีความสามารถที่จะมีความจงรักภักดีและยังคงยืนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็บรรลุโดยผ่านทางพระวจนะ  ตอนนี้ มนุษย์สามารถมองเห็นว่าพระราชกิจของพระเจ้าที่จุติเป็นมนุษย์นั้นพิเศษจริงๆ และมีมากมายในนั้นที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้ และนั่นก็คือ ความล้ำลึกและการอัศจรรย์ทั้งหลายนั่นเอง  ดังนั้นนั้น หลายคนจึงได้นบนอบแล้ว  บางคนไม่เคยนบนอบต่อมนุษย์คนใดเลยนับแต่วันที่พวกเขาถือกำเนิดมา กระนั้นเมื่อพวกเขามองเห็นพระวจนะต่างๆ ของพระเจ้าในทุกวันนี้ พวกเขาก็นบนอบอย่างสุดใจโดยมิได้สังเกตเลยว่าพวกเขาได้ทำเช่นนั้นลงไป และพวกเขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำการพินิจพิเคราะห์หรือกล่าวอะไรอื่นใด  มนุษยชาติได้ตกมาอยู่ภายใต้พระวจนะและหมอบราบภายใต้การพิพากษาของพระวจนะ  หากพระวิญญาณของพระเจ้าตรัสกับมนุษย์โดยตรง มวลมนุษย์ทั้งปวงก็คงจะนบนอบต่อพระสุรเสียง ตกต่ำลงโดยปราศจากพระวจนะต่างๆ แห่งวิวรณ์ ไม่ต่างอะไรกับที่เปาโลล้มลงกับพื้นในความสว่างระหว่างการเดินทางไปสู่ดามัสกัส  หากพระเจ้าได้ทรงสานต่อพระราชกิจในหนทางนี้ มนุษย์ก็คงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะมารู้จักความเสื่อมทรามของตัวเขาเองโดยผ่านทางการพิพากษาของพระวจนะและบรรลุความรอดโดยการนั้น  โดยผ่านทางการบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นพระเจ้าจึงทรงสามารถนำส่งพระวจนะต่างๆ ของพระองค์เข้าไปในหูของมนุษย์ทุกผู้ทุกคนได้ด้วยพระองค์เองโดยเฉพาะ เพื่อที่ทุกคนซึ่งมีหูอาจได้ยินพระวจนะทั้งหลายของพระองค์และรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยพระวจนะของพระองค์เอาไว้  นี่เท่านั้นที่เป็นผลลัพธ์ซึ่งสัมฤทธิ์โดยพระวจนะของพระองค์ แทนที่จะเป็นการที่พระวิญญาณทรงเกิดสำแดงออกมาให้มนุษย์หวาดผวาจนต้องนบนอบ  เพียงผ่านพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแต่ทว่ามีความพิเศษนี้เท่านั้น อุปนิสัยเดิมของมนุษย์ซึ่งซ่อนเร้นลึกอยู่ภายในมาหลายปีจึงจะสามารถถูกตีแผ่ออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อที่มนุษย์อาจจำมันได้และเปลี่ยนแปลงมันเสีย  สิ่งเหล่านี้คือพระราชกิจทั้งหมดซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตของพระเจ้าที่จุติเป็นมนุษย์ ด้วยการตรัสและการทำการพิพากษาในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงอยู่ในนั้น พระองค์จึงทรงสัมฤทธิ์ผลลัพธ์แห่งการพิพากษาที่กระทำกับมนุษย์โดยพระวจนะ  นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่จุติเป็นมนุษย์และนัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า  มันถูกทำไปก็เพื่อทำให้สิทธิอำนาจของพระเจ้าที่จุติเป็นมนุษย์เป็นที่รู้จัก ทำให้ผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระวจนะเป็นที่รู้จัก และทำให้เป็นที่รู้กันว่า พระวิญญาณได้มาอยู่ในเนื้อหนังแล้ว และแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระองค์โดยผ่านทางการตัดสินมนุษย์โดยพระวจนะ  แม้ว่าเนื้อหนังของพระองค์เป็นรูปสัณฐานภายนอกของสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติและธรรมดา แต่ผลลัพธ์ต่างๆ ที่พระวจนะทั้งหลายของพระองค์สัมฤทธิ์นี่เองที่แสดงให้มนุษย์เห็นว่า พระองค์ทรงเต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ เห็นว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง และเห็นว่าพระวจนะต่างๆ ของพระองค์คือการแสดงออกของพระเจ้าพระองค์เอง  โดยวิถีทางนี้ มนุษยชาติทั้งมวลได้ถูกแสดงให้เห็นว่า พระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เองผู้ซึ่งทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ว่าพระองค์มิอาจทรงถูกทำให้ขุ่นเคืองโดยผู้ใดเลย และว่าไม่มีใครสามารถอยู่เหนือการพิพากษาโดยพระวจนะของพระองค์ได้ และไม่มีกำลังบังคับใดเลยของความมืดที่สามารถมีสิทธิพิเศษเหนือสิทธิอำนาจของพระองค์  มนุษย์นบนอบต่อพระองค์จนหมดสิ้นก็เพราะพระองค์คือพระวจนะที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เพราะสิทธิอำนาจของพระองค์ และเพราะการพิพากษาด้วยพระวจนะของพระองค์  พระราชกิจที่เนื้อหนังของการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์นำมาก็คือสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงครอง  เหตุผลที่ทำไมพระองค์จึงทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็เพราะมนุษย์สามารถครองสิทธิอำนาจได้ และพระองค์ก็สามารถที่จะดำเนินพระราชกิจในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงท่ามกลางมวลมนุษย์ไปจนสำเร็จได้ ในหนทางดังกล่าวซึ่งมองเห็นได้และจับต้องได้สำหรับมนุษย์  พระราชกิจนี้มีความเป็นจริงมากมายกว่าพระราชกิจที่กระทำโดยตรงโดยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ซึ่งทรงครองสิทธิอำนาจทั้งมวล และผลลัพธ์ของมันก็เห็นได้ชัดแจ้งเช่นกัน  นี่เป็นเพราะเนื้อหนังที่จุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้านั้นสามารถพูดและทำงานในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้  รูปสัณฐานภายนอกของเนื้อหนังของพระองค์มิได้กุมสิทธิอำนาจใดเลย และสามารถเข้าหาได้โดยมนุษย์ เมื่อเทียบกับการที่เนื้อแท้ของพระองค์นั้นถือครองสิทธิอำนาจอยู่จริง แต่สิทธิอำนาจของพระองค์ก็หาได้มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้เลย  เมื่อพระองค์ตรัสและทรงพระราชกิจต่างๆ มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะตรวจพบการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระองค์ได้ นี่อำนวยให้พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจได้ในลักษณะที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  พระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงทั้งหมดนี้สามารถสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ได้  แม้ว่าไม่มีมนุษย์ใดเลยที่สามารถตระหนักว่าพระองค์ทรงกุมสิทธิอำนาจ หรือมองเห็นว่าพระองค์มิอาจทรงถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ หรือมองเห็นพระพิโรธของพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ของพระวจนะทั้งหลายของพระองค์โดยผ่านทางสิทธิอำนาจของพระองค์ซึ่งถูกปิดคลุมไว้ โดยผ่านทางพระพิโรธของพระองค์ที่ถูกซ่อนเร้นไว้ และโดยผ่านทางพระวจนะทั้งหลายที่พระองค์ตรัสอย่างเปิดเผย  กล่าวได้อีกอย่างว่า มนุษย์ถูกโน้มน้าวให้เชื่อมั่นอย่างถึงที่สุดโดยผ่านทางกระแสพระสุรเสียงของพระองค์ ความเข้มขรึมของพระวาทะ และพระปรีชาญาณทั้งมวลของพระวจนะทั้งหลายของพระองค์  ในหนทางนี้ มนุษย์จึงนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าที่จุติเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งดูเหมือนไม่มีสิทธิอำนาจเลย อันเป็นการทำให้จุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดนั้นลุล่วงด้วยการนี้นี่เอง  นี่คืออีกด้านของนัยสำคัญแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์ นั่นก็คือ เพื่อที่จะตรัสอย่างเป็นจริงมากขึ้น และเอื้ออำนวยให้ความเป็นจริงแห่งพระวจนะทั้งหลายของพระองค์มีผลต่อมนุษย์ เพื่อที่มนุษย์อาจเป็นพยานต่อฤทธานุภาพแห่งพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น หากพระราชกิจนี้ไม่ได้ถูกทำโดยวิถีทางของการจุติเป็นมนุษย์ ก็คงจะไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์แม้เพียงน้อยนิด และคงจะไม่สามารถช่วยคนบาปทั้งหลายให้รอดได้อย่างครบถ้วน  หากพระเจ้ามิได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์คงจะยังเป็นพระวิญญาณผู้ซึ่งมนุษย์ทั้งไม่สามารถมองเห็นได้และไม่สามารถจับต้องได้  ด้วยความที่มนุษย์เป็นสิ่งทรงสร้างที่มีเนื้อหนัง เขากับพระเจ้าเป็นของสองโลกที่แตกต่างกัน และมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน  พระวิญญาณของพระเจ้าเข้ากันไม่ได้กับมนุษย์ผู้ซึ่งมีเนื้อหนัง และจึงเป็นธรรมดาที่ไม่มีทางที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้เลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่มนุษย์นั้นไม่สามารถกลายไปเป็นพระวิญญาณ กับการที่เป็นเช่นนี้ พระวิญญาณของพระเจ้าจึงต้องทรงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างเพื่อที่จะทรงพระราชกิจดั้งเดิมของพระองค์  พระเจ้าทรงสามารถทั้งเสด็จขึ้นไปยังสถานที่ซึ่งสูงที่สุดและถ่อมพระองค์เองกลายเป็นมนุษย์ที่ทรงสร้าง ทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์และดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางพวกเขา แต่มนุษย์ไม่สามารถขึ้นไปยังสถานที่ซึ่งสูงที่สุดและกลายเป็นวิญญาณ และยิ่งน้อยนักที่เขาจะสามารถลงไปยังสถานที่ซึ่งต่ำที่สุดได้  นี่คือเหตุผลที่เหตุใดพระเจ้าจึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จ  ในทำนองเดียวกัน ในช่วงระหว่างการจุติเป็นมนุษย์ครั้งแรก มีเพียงเนื้อหนังซึ่งเป็นพระเจ้าที่จุติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่ได้สามารถไถ่มนุษย์โดยผ่านทางการตรึงกางเขนของพระองค์ ในขณะที่เมื่อเทียบไปแล้วก็คงจะไม่มีทางที่พระวิญญาณของพระเจ้าจะถูกตรึงกางเขนในฐานะเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์  พระเจ้าได้ทรงสามารถบังเกิดเป็นมนุษย์โดยตรงเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์ แต่มนุษย์ไม่ได้สามารถขึ้นสู่สวรรค์โดยตรงเพื่อรับเอาเครื่องบูชาลบล้างบาปที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้สำหรับเขา  ด้วยความที่เป็นเช่นนี้ ทั้งหมดที่เป็นไปได้ก็คงจะเป็นการขอให้พระเจ้าทรงเสด็จกลับไปกลับมาสักสองสามครั้งระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่ใช่ให้มนุษย์ขึ้นไปยังสวรรค์เพื่อรับความรอดนี้ เพราะมนุษย์ได้ตกต่ำลงไปแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ย่อมไม่สามารถขึ้นสู่สวรรค์ได้เป็นธรรมดา นับประสาอะไรที่จะได้รับเครื่องบูชาลบล้างบาป  ดังนั้นจึงได้จำเป็นสำหรับพระเยซูที่จะเสด็จมาท่ามกลางมวลมนุษย์และทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองซึ่งไม่อาจถูกทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยมนุษย์เป็นธรรมดา  ทุกครั้งที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ มันเป็นความจำเป็นอย่างสิ้นเชิงจริงๆ  หากช่วงระยะใดอาจสามารถถูกดำเนินไปจนสำเร็จได้โดยพระวิญญาณของพระเจ้าโดยตรงแล้วไซร้ พระองค์ก็คงจะมิได้มาน้อมรับความไร้ศักดิ์ศรีของการที่ได้จุติเป็นมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ก่อนหน้า: ส่วนที่คัดสรรจากสี่บทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “เกี่ยวกับพระคัมภีร์”

ถัดไป: ส่วนที่คัดสรรจากสี่บทตอนของพระวจนะของพระเจ้าว่าด้วย “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย”

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า

พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพราะเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระองค์มิใช่วิญญาณของซาตาน หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนใดๆ  แต่คือมนุษย์...

การจุติเป็นมนุษย์สองครั้งทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์สมบูรณ์

พระราชกิจแต่ละช่วงระยะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติของมันเอง  ย้อนกลับไป เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์ทรงเป็นชาย...

อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว

พวกเจ้าได้เห็นพระราชกิจใดที่พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงในผู้คนกลุ่มนี้หรือไม่ ครั้งหนึ่งพระเจ้าตรัสไว้ว่า แม้แต่ในอาณาจักรพันปี...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้