จงสดับพระสุรเสียงของพระเจ้า และต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า

โดย Muguang, เกาหลีใต้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังต้องการบอกทุกคนที่เรียกได้ว่าเป็นธรรมิกชนผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นี่จะเป็นการทรงปรากฏต่อสาธารณะของดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า ทว่าเจ้าควรรู้ ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ ยังเป็นเวลาที่เจ้าจะลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นเวลาที่แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน และนั่นจะเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะการพิพากษาของพระเจ้า จะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้หวนคืนมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อ ว่า ‘พระเยซูผู้ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวทรงเป็นพระคริสต์เทียมเท็จ’ เท่านั้น ที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงจัดแสดงหมายสำคัญหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงป่าวประกาศการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยหนทางที่แท้จริงของชีวิต และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดเผย ว่าความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดที่แบ่งปันโดยผู้ที่เชื่อในเรื่องการต้อนรับพระเจ้านั้น คือการยึดติดกับตัวอักษรในพระคัมภีร์ และเฝ้ารอให้พระองค์เสด็จมาบนก้อนเมฆอย่างที่พวกเขาจินตนาการ แม้พวกเขาจะได้ยินว่าพระองค์ทรงกลับมาแล้ว พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงความจริง อีกทั้งทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายอยู่ พวกเขาก็ไม่ได้แสวงหาหรือพยายามฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ไม่มีใครจินตนาการ ว่าตอนที่มนุษย์ได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาบนก้อนเมฆนั้น พระราชกิจแห่งการชำระและช่วยมนุษยชาติให้รอดของพระเจ้าจะลุล่วงเรียบร้อยแล้ว และพวกเขาจะถูกลงโทษ จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน การยึดติดอยู่กับมโนคติที่หลงผิดโดยไม่แสวงหาความจริงนั้นอันตรายมาก! ฉันติดอยู่กับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของตัวเอง จนเกือบพลาดโอกาสในการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าซะแล้ว

ฉันเคยเป็นนักเทศน์ในคริสตจักรบ้านค่ะ ช่วงปี 1996 ฉันรู้สึกว่าจิตวิญญาณช่างแห้งแล้งและว่างเปล่า ฉันจึงไปฟังการเทศนาธรรมอื่นๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันได้ยินว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาเป็นมนุษย์แล้ว พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงความจริง และทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายอยู่ อีกทั้งพี่น้องชายหญิงมากมายก็เข้าร่วมกับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกแล้วด้วย ฉันประหลาดใจมากเลยค่ะ และคิดว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาแล้วเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไง ในพระคัมภีร์กล่าวว่า ‘ชาวกาลิลีเอ๋ย ทำไมพวกท่านถึงยืนจ้องมองฟ้าสวรรค์? พระเยซูองค์นี้ที่ทรงรับไปจากท่านทั้งหลายขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกในลักษณะเดียวกับที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น’ (กิจการ 1:11) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงควรกลับมาบนก้อนเมฆเฉกเช่นกายวิญญาณที่คืนพระชนม์ และทรงปรากฏให้พวกเราเห็นอย่างเปิดเผยสิ เนื่องจากเรายังไม่ได้เห็นอะไรแบบนั้น ใครจะมาบอกว่าพระองค์เสด็จกลับมาแล้วได้ยังไง ยิ่งเรื่องพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในเนื้อหนังก็ยิ่งไม่น่าเชื่อเลยแม้แต่น้อย” ฉันจึงไม่เคยฟังการเทศนาธรรมของฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเลยค่ะ

วันหนึ่งน้องชายหวังจากคริสตจักรของเราได้เชิญนักเทศน์คู่หนึ่งมา เขาบอกว่าการเทศนาธรรมของทั้งคู่มีความรู้แจ้งแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราทุกคนสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างได้ ฉันตื่นเต้นมาก และได้ชวนพี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ มาฟังด้วย ในการชุมนุม พี่น้องหญิงคู่นั้นได้ผนวกพระคัมภีร์ เข้ากับการสามัคคีธรรมเรื่องความหมายของพระราชกิจของพระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ รวมถึงเรื่องความลึกลับแห่งพระนามของพระเจ้า พวกเธอพูดถึงเรื่องที่ว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในวัฏจักรที่เลวทรามของการทำบาปและสารภาพยังไง เราโสโครกและเสื่อมทราม อีกทั้งไม่คู่ควรที่จะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าแค่ไหน พวกเธอยังบอกด้วยว่าพระคัมภีร์ได้เผยพระวจนะว่า เมื่อพระองค์ทรงกลับมาในยุคสุดท้าย องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพิพากษาและชำระมนุษยชาติ เพื่อแก้ไขธรรมชาติที่เปี่ยมไปด้วยบาปของเรา นั่นคือทางเดียวที่เราจะเป็นอิสระจากบาปอย่างสมบูรณ์และคู่ควรกับอาณาจักรสวรรค์ อย่างที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล” (ยอห์น 16:12-13) มีประโยคนี้ด้วยค่ะ “เราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48) การสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงคู่นี้เต็มไปด้วยความสว่าง ขนาดฉันที่เชื่อมาสิบกว่าปียังไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้เลย ฉันอยากฟังเพิ่มอีก ก็เลยชวนพี่น้องหญิงคู่นั้นมาที่บ้านเพื่อฟังการสามัคคีธรรมให้มากยิ่งขึ้น เย็นวันหนึ่ง พี่สาวคนหนึ่งกล่าวถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล” เธอให้คำพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาแล้วในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย โดยเฉพาะตอนที่ฉันได้ยินพระวจนะของพระเจ้าพูดถึง “ฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออกตลอดทางไปจนถึงทิศตะวันตก” ฉันก็ตระหนักได้ว่านี่คือฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ฉันทั้งรู้สึกตกใจและผิดหวัง มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง ฉันไม่ได้ฟังการเทศนาธรรมที่ให้ความรู้แจ้งแบบนี้มาหลายปีแล้ว ฉันรู้สึกปีติมาตลอด คิดว่าฉันพบกับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในที่สุดก็ได้รับน้ำแห่งการค้ำจุนในการใช้ชีวิตแล้ว แต่มันกลายเป็นฟ้าแลบจากทิศตะวันออกไปซะได้! ในพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกลับมาในรูปพระวิญญาณของพระองค์และทรงพาเราตรงขึ้นสู่สวรรค์ พวกเธอพูดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาเป็นมนุษย์แล้วได้ยังไง ฉันไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว ถ้าฉันยอมให้พวกเธอชักนำไปผิดทาง ฉันคิดว่าการเชื่อมาตลอดหลายปีของฉันก็คงเปล่าประโยชน์ ฉันแค่อยากพาพวกเธอออกไปเลย แต่หลังจากที่ได้อยู่กับพวกเธอตลอดสองสัปดาห์ ฉันก็เห็นว่าพวกเธอมีความเป็นมนุษย์มากๆ ตอนนั้นเป็นช่วงกลางฤดูหนาวที่อากาศหนาวมาก และเวลาก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว ฉันรู้สึกว่าการเร่งเร้าไล่พวกเธอออกไปคงเป็นอะไรที่ไร้มนุษยธรรมมาก ฉันสู้อยู่กับตัวเองพักหนึ่ง มันเหมือนการเล่นชักเย่ออยู่ภายใน ฉันไม่รู้ว่าอะไรคือน้ำพระทัยของพระเจ้ากันแน่ ฉันหาข้ออ้างเพื่อกลับเข้าไปที่ห้องนอน และคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่ออธิษฐาน “องค์พระผู้เป็นเจ้าคะ การสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงคู่นี้มีความสว่างก็จริง แต่ข้าพระองค์กลัวจะถูกชักนำให้หลงผิด ข้าพระองค์หลงทาง และไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยเถิด” หลังอธิษฐานฉันก็นึกขึ้นได้ว่าองค์พระเยซูเจ้าสอนให้เราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรัก การไล่พวกเธอออกไปคงจะไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นฉันจึงให้พวกเธออยู่ต่อค่ะ

พอเผชิญหน้ากับพี่น้องหญิงคู่นี้ฉันก็ไม่สามารถทำใจให้สงบได้ มันรู้สึกประดังประเดไปหมด ฉันรู้ว่าการสามัคคีธรรมของพวกเธอให้ความรู้แจ้งและมาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่การที่พวกเธอสามัคคีธรรมว่าพระเจ้าทรงกลับมาเป็นมนุษย์นั้น ช่างแย้งกับมโนคติที่หลงผิดของฉันจริงๆ ฉันนึกขึ้นได้ว่าฉันสามารถตั้งคำถามกับพวกเธอได้นี่ ฉันเลยถามพวกเธอไปว่า “คุณให้คำพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาเป็นมนุษย์แล้ว ฉันยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ชาวกาลิลีเอ๋ย ทำไมพวกท่านถึงยืนจ้องมองฟ้าสวรรค์? พระเยซูองค์นี้ที่ทรงรับไปจากท่านทั้งหลายขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกในลักษณะเดียวกับที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น’ (กิจการ 1:11) กายวิญญาณขององค์พระเยซูเจ้าคือสิ่งที่ถูกรับขึ้นไปหลังการคืนพระชนม์ของพระองค์ ดังนั้นถ้าพระองค์ทรงกลับมา ก็ควรเป็นกายวิญญาณของพระองค์เสด็จกลับลงมาบนก้อนเมฆสิ คุณจะพูดว่าพระองค์ทรงกลับมาเป็นมนุษย์แล้วได้ยังไง”

น้องสาวลี่ตอบกลับมาอย่างใจเย็นว่า “ในพระคัมภีร์มีคำเผยพระวจนะมากมายเกี่ยวกับการทรงกลับมาในเนื้อหนังขององค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า: ‘เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น’ (มัทธิว 24:27) ‘พวกท่านจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา’ (ลูกา 12:40) ‘เพราะว่าบุตรมนุษย์ ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่งก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน’ (ลูกา 17:24-25) พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวถึง ‘บุตรมนุษย์’ และ ‘การมาของบุตรมนุษย์’ บุตรมนุษย์หมายถึงผู้ที่เกิดจากมนุษย์และครอบครองความเป็นมนุษย์ปกติ ถ้าพระองค์อยู่ในรูปกายวิญญาณ ก็คงไม่เรียกพระองค์ว่าเป็น ‘บุตรมนุษย์’ ซึ่งพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงอยู่ในรูปกายวิญญาณ ดังนั้นจึงไม่สามารถเรียกพระองค์ว่า ‘บุตรมนุษย์’ ได้ ทูตสวรรค์นั้นคือวิญญาณ เราจึงไม่สามารถเรียกพวกเขาว่า ‘บุตรมนุษย์’ ได้ เราเรียกองค์พระเยซูเจ้าว่าพระคริสต์ บุตรมนุษย์ เพราะพระองค์คือพระวิญญาณของพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และพระองค์คือบุตรมนุษย์ผู้ครอบครองความเป็นมนุษย์ปกติ” “ดังนั้นเมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘การเสด็จมาของบุตรมนุษย์’ และ ‘บุตรมนุษย์จะเสด็จมา’ จึงเป็นการอ้างอิงถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงกลับมาในเนื้อหนังในยุคสุดท้ายนั่นเอง”

จากนั้น พี่สาวโจวก็บอกว่า “องค์พระเยซูเจ้าทรงเผยพระวจนะเกี่ยวกับการทรงกลับมาของพระองค์เองว่า: ‘แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน’ พระเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจของพระองค์ในร่างมนุษย์ ในฐานะบุตรมนุษย์ในยุคสุดท้าย ผู้คนไม่ได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระคริสต์ และปฏิบัติต่อพระองค์เฉกเช่นคนธรรมดา ส่วนคนเหล่านั้นที่ไม่รักความจริงหรือแสวงหาที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า ต่างต่อต้านและปฏิเสธพระคริสต์อย่างมาก ระบอบการปกครองของซาตานและโลกศาสนาก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเพื่อกล่าวโทษ ว่าร้าย และปฏิเสธพระคริสต์ นี่เองที่ทำให้คำเผยพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าลุล่วงได้โดยสมบูรณ์ ‘แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน’ หากองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาในรูปพระวิญญาณของพระองค์ในยุคสุดท้าย ทรงปรากฏบนก้อนเมฆด้วยพระสิริทั้งปวง ทุกคนคงจะหมอบลงเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และคงไม่มีใครต่อต้านพระองค์เลย แล้วคำเผยพระวจนะนี้จะลุล่วงได้ยังไงคะ”

คำพูดของเธอช่วยให้ฉันเริ่มเข้าใจ ว่าหากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏในรูปพระวิญญาณของพระองค์ในยุคสุดท้ายโดยตรง ทุกคนที่เห็นพระองค์คงหมอบลงกับพื้น และคงไม่มีใครต่อต้านพระองค์เลย เช่นนั้นแล้วคำเผยพระวจนะที่ว่า “แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน” ก็คงไม่มีทางลุล่วงไปได้ ฉันนึกถึงที่ฟ้าแลบทางทิศตะวันออกให้คำพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาแล้ว และโลกศาสนากับรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็โยนทุกอย่างใส่มันในการต่อต้านและกล่าวโทษ นั่นไม่ทำให้คำเผยพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเรื่องการปฏิเสธของคนยุคนี้ลุล่วงเหรอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะเป็นองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมาแล้วจริงๆ เหรอ แต่ยังมีบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจค่ะ พระคัมภีร์เผยพระวจนะเรื่องการเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จริง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสไว้ว่า: “นี่แน่ะ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้แต่คนทั้งหลายที่แทงพระองค์ และมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะคร่ำครวญเพราะพระองค์” (วิวรณ์ 1:7) ฉันสงสัยว่า “มันไม่ย้อนแย้งเหรอ” ฉันนำความสับสนนี้ไปเล่าให้พวกเธอฟัง

และน้องสาวลี่ก็ได้แบ่งปันสามัคคีธรรมนี้ “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระวจนะทุกถ้อยคำของพระองค์จะลุล่วง มันแค่เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ในพระคัมภีร์มีคำเผยพระวจนะเกี่ยวกับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่มากมาย นอกจากที่ว่าพระองค์จะเสด็จมาบนก้อนเมฆแล้ว ยังมีคำเผยพระวจนะเรื่องที่พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และเสด็จมาอย่างลับๆ ด้วย อย่างเช่นที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสไว้ว่า ‘นี่แน่ะ เรากำลังมาเหมือนอย่างขโมย’ (วิวรณ์ 16:15) ‘เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า “เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด”‘ (มัทธิว 25:6) ‘แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลา แม้แต่บรรดาทูตแห่งฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาองค์เดียว’ (มัทธิว 24:36) เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘อย่างขโมย’ ‘เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้อง’ และ ‘ไม่มีใครรู้’ นั่นคือพระองค์ตรัสถึงการทรงกลับมาอย่างลับๆ องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาในสองวิธีที่แตกต่างกันในยุคสุดท้าย พระองค์ทรงจุติเป็นมนุษย์อย่างลับๆ ในฐานะบุตรมนุษย์ และพระองค์ก็ได้เสด็จลงมาบนก้อนเมฆอย่างเปิดเผยด้วย ซึ่งก็คือ พระองค์เสด็จมาในเนื้อหนังอย่างลับๆ ก่อน เพื่อทรงแสดงให้เห็นถึงความจริง ทรงพิพากษาและชำระมนุษยชาติให้สะอาด อีกทั้งทรงจัดตั้งกลุ่มผู้ชนะก่อนที่ความวิบัติจะมาถึง เมื่อพระองค์ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการช่วยมนุษยชาติให้รอดอย่างลับๆ แล้ว ความวิบัติจะตกมาถึง เมื่อนั้นพระองค์จะประทานรางวัลแก่คนดี และทรงลงโทษคนชั่ว ในตอนนั้นเองที่พระเจ้าจะเสด็จลงมาบนก้อนเมฆอย่างเปิดเผย เปิดเผยพระองค์แก่ทุกชนชาติและทุกคน นั่นคือตอนที่คำเผยพระวจนะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาอย่างเปิดเผยจะลุล่วง” “ทุกคนที่ยอมรับในพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ซึ่งทรงชำระอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา จะได้รับการทรงคุ้มครองโดยพระเจ้า และได้รับการช่วยให้รอดจากความวิบัติ พวกเขาจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์” “แต่คนเหล่านั้นที่ปฏิเสธพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย คนที่ทำทุกทางเพื่อต่อต้านและกล่าวโทษ จะถูกลงโทษในความวิบัติ จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สิ่งนี้จะทำให้คำเผยพระวจนะในวิวรณ์ลุล่วง: ‘นี่แน่ะ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้แต่คนทั้งหลายที่แทงพระองค์ และมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะคร่ำครวญเพราะพระองค์’ (วิวรณ์ 1:7)” จากนั้น เธอได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บทตอนนี้ให้ฉันฟัง “ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังต้องการบอกทุกคนที่เรียกได้ว่าเป็นธรรมิกชนผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นี่จะเป็นการทรงปรากฏต่อสาธารณะของดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า ทว่าเจ้าควรรู้ ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ ยังเป็นเวลาที่เจ้าจะลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นเวลาที่แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน และนั่นจะเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะการพิพากษาของพระเจ้า จะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ฉันตาสว่างขึ้นมาในทันที ฉันได้เห็นว่าการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเกิดขึ้นเป็นระยะ ระยะแรก พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ อีกทั้งตรัสและทรงพระราชกิจอย่างลับๆ ต่อมาพระองค์ก็เสด็จลงมาบนก้อนเมฆอย่างเปิดเผย ทรงปรากฏแก่มนุษย์ทุกคน ฉันได้เห็นว่าตัวเองแยกการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าไว้เป็นทางสุดท้าย เพราะมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของฉัน ซึ่งมันผิดค่ะ ฉันไม่อาจยืนกรานทำแบบนั้นต่อไปได้ ฉันนึกถึงพระวจนะเหล่านี้จากองค์พระเยซูเจ้า: “เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ และทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา” (มัทธิว 7:8) ในคราวนี้ที่เผชิญกับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ฉันก็ต้องมีหัวใจที่เกรงกลัวพระเจ้า และแสวงหาอย่างจริงจังเพื่อให้พบน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่อย่างนั้นฉันคงจะถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำจัด! จากนั้นฉันได้ถามพวกเธอว่า “เนื่องจากเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา พระองค์จะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจอย่างลับๆ ก่อน แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าในเนื้อหนัง คือพระคริสต์ในยุคสุดท้าย”

น้องสาวลี่ตอบกลับมาอย่างมีความสุขว่า “ตลอดหลายพันปี ไม่เคยมีใครเข้าใจความลึกลับและความจริงข้อนี้ ว่าการจุติเป็นมนุษย์คืออะไร และเราจะรู้จักพระเจ้าในเนื้อหนังได้ยังไง” “ตอนนี้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเปิดเผยความลึกลับและความจริงทั้งหมดนี้แก่เราแล้ว” จากนั้นเธอก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้ฉันฟังสองสามบทตอน “‘การจุติเป็นมนุษย์’ คือการทรงปรากฏของพระเจ้าในเนื้อหนัง พระเจ้าทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นในพระฉายาของเนื้อหนัง ดังนั้น เพื่อที่พระเจ้าจะทรงจุติเป็นมนุษย์ได้นั้น ประการแรกพระองค์ทรงต้องเป็นเนื้อหนังก่อน นั่นคือ เนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นี่คือข้อกำหนดเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด อันที่จริงแล้ว ความหมายโดยนัยของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ก็คือว่า พระเจ้าทรงพระชนม์ชีพและทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง คือว่าพระเจ้าในแก่นสารที่แท้จริงของพระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ทรงกลายเป็นมนุษย์” “การจุติเป็นมนุษย์หมายความว่า พระวิญญาณของพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ นั่นคือ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระราชกิจที่เนื้อหนังกระทำคือพระราชกิจของพระวิญญาณ ซึ่งทำให้เป็นจริงในเนื้อหนัง แสดงออกโดยเนื้อหนัง ไม่มีผู้ใดเว้นแต่เนื้อหนังของพระเจ้าที่สามารถทำให้พันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ลุล่วง นั่นคือ มีเพียงเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า สภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกตินี้เท่านั้น—และไม่มีสิ่งอื่นใด—ที่สามารถแสดงออกถึงพระราชกิจที่เป็นของพระเจ้าได้” “พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เรียกว่าพระคริสต์ และพระคริสต์คือเนื้อหนังมนุษย์ที่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงจุติมา เนื้อหนังมนุษย์นี้ไม่เหมือนกับมนุษย์คนใดที่มีเนื้อหนัง ความแตกต่างนี้เป็นเพราะว่า พระคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นเนื้อและเลือด พระองค์ทรงเป็นการจุติเป็นมนุษย์ของพระวิญญาณ พระองค์ทรงมีทั้งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ และเทวสภาพที่ครบบริบูรณ์ ไม่มีมนุษย์คนใดครอบครองเทวสภาพของพระองค์ สภาวะความเป็นมนุษย์ปกติของพระองค์ช่วยในการทำกิจกรรมตามปกติทั้งหมดของพระองค์ในเนื้อหนัง ในขณะที่เทวสภาพของพระองค์ปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เอง” “พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองการแสดงออกของพระเจ้า ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะทรงสามารถนำความจริงสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้หนทางให้เขา เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ถือว่าเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน ในเรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใด หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การที่จะยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ และเป็นหนทางแท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะบนพื้นฐานของแก่นแท้ของพระองค์ และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ พระดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) มากกว่ารูปปรากฏภายนอก หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่พระรูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่ามนุษย์มืดบอดและไม่รู้เท่าทัน” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

น้องสาวลี่สามัคคีธรรมต่อไปว่า “พระคริสต์คือพระเจ้าในเนื้อหนัง พระองค์คือพระวิญญาณของพระเจ้าที่ห่อหุ้มด้วยเนื้อหนัง ผู้ซึ่งบังเกิดเป็นคนธรรมดา ทรงปรากฏ ทรงพระราชกิจ และดำรัสพระวจนะมากมายในหมู่มนุษย์ พระเจ้าที่ทรงจุติมาเป็นมนุษย์นั้นดูเหมือนคนธรรมดา ไม่ได้สูงส่งหรือเหนือธรรมชาติ พระองค์ทรงมีเหตุผล การนึกคิด และอารมณ์ทั้งปวงเฉกเช่นคนปกติ และพระองค์ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ในวิธีที่แท้จริง สิ่งที่ต่างออกไปคือ นอกจากความเป็นมนุษย์ปกติ พระองค์ทรงครอบครองแก่นแท้อันแสนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมนุษย์ไม่มีด้วย พระคริสต์ทรงพระราชกิจของพระเจ้าได้ พระองค์ทรงสามารถสิ้นสุดยุคเก่าและเริ่มต้นยุคใหม่ได้ แก่นแท้ของพระองค์คือความจริง คือหนทาง และคือชีวิต” “พระองค์ทรงสามารถแสดงให้เห็นถึงความจริงได้ทุกที่ทุกเวลา พระองค์ทรงสามารถนำและค้ำจุนมนุษย์ อีกทั้งแก้ไขปัญหาของเราได้ พระองค์ประทานเส้นทางปฏิบัติให้เราได้ พระคริสต์ก็ทรงสามารถเปิดเผยความลึกลับทั้งปวงได้ ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงมี รวมถึงพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระองค์ได้ พระวจนะของพระคริสต์ทำให้ทุกสิ่งสัมฤทธิ์ผล ไม่มีมนุษย์คนใดทำเช่นนั้นได้” “องค์พระเยซูเจ้าดูเหมือนคนธรรมดา แต่พระองค์ทรงมีแก่นแท้ที่ศักดิ์สิทธิ์ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระองค์เริ่มต้นในยุคพระคุณ และสิ้นสุดในยุคธรรมบัญญัติ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงความจริง ประทานหนทางแห่งการกลับใจ และทรงอภัยแก่บาปของเรา พระองค์ทรงอดทนและอดกลั้น อีกทั้งทรงบอกให้รู้จักอภัยอย่างไม่มีสิ้นสุด พระองค์ทรงแสดงออกถึงพระอุปนิสัยแห่งความรักและกรุณาของพระเจ้า อีกทั้งทรงแสดงออกถึงสัญญาณและสิ่งอัศจรรย์มากมายให้ขณะที่ทรงพระราชกิจ เช่น รักษาคนตาบอดให้เห็นได้ ทำให้คนง่อยเดินได้ ทำให้ทะเลสงบด้วยพระวจนะ ปลุกคนตาย เลี้ยงมนุษย์ห้าพันคนด้วยขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว และอื่นๆ นี่เปิดเผยพระสิทธิอำนาจและพระอานุภาพของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ พระราชกิจและพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า รวมถึงพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นนั้น เป็นข้อพิสูจน์ที่เพียงพอแล้วว่า พระองค์คือพระเจ้าในเนื้อหนัง” “มีเพียงพระเจ้าที่ทรงสามารถแสดงให้เห็นถึงความจริง ทรงยุติยุคเก่าและเริ่มต้นยุคใหม่ แสดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้า รวมถึงพระปรีชาญาณแห่งพระราชกิจของพระองค์ได้ นอกจากพระเจ้า ก็ไม่มีใครที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความจริง แสดงให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าทรงครอบครองและทรงเป็น หรือรับผิดชอบพระราชกิจของพระเจ้าได้ นี่คือวิธี ที่ทำให้เราระบุได้ว่าพระองค์คือพระเจ้าในเจ้าในเนื้อหนัง คือพระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการแสวงหาและสอบสวนพระราชกิจและพระวจนะของพระคริสต์ หากพระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงความจริงและพระอุปนิสัยของพระเจ้า หากพระองค์ทรงพระราชกิจแห่งพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็คือพระเจ้าในเนื้อหนัง พระองค์คือพระคริสต์”

ผ่านการสามัคคีธรรมของเธอฉันก็ได้เข้าใจมากขึ้น ว่าพระเจ้าในเนื้อหนังนั้น ทรงสามารถแสดงให้เห็นถึงความจริงและทรงพระราชกิจของพระเจ้าได้ นั่นคือความเป็นจริงในเรื่องนี้ค่ะ

พี่สาวโจสามัคคีธรรมต่อไปว่า “การจะยืนยันว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ใช่พระเจ้าในเนื้อหนังหรือไม่ เราไม่สามารถมองแค่ที่ภายนอกได้ เราต้องแน่ใจจากพระวจนะและพระราชกิจของพระองค์ รวมถึงพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงให้เห็น ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า บนรากฐานของพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงสิ้นสุดยุคพระคุณและนำมาซึ่งยุคแห่งราชอาณาจักร พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ดำรัสพระวจนะนับล้าน พระองค์ทรงเปิดเผยความลึกลับแห่งแผนการบริหารจัดการกว่าหกพันปีของพระเจ้า ความลึกลับแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า และเรื่องราวในพระคัมภีร์ พระองค์ทรงเปิดเผยว่าซาตานทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามยังไง พระเจ้าทรงช่วยมนุษยชาติให้รอดยังไง พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและชำระมนุษย์ในยุคสุดท้ายให้สะอาดยังไง พระองค์ทรงจัดสรรมนุษย์ตามประเภทของพวกเขา อีกทั้งทรงกำหนดจุดจบและปลายทางของมนุษย์ยังไง และอีกมากมาย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เป็นสำคัญ ทรงพิพากษาและเปิดโปงธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ต่อต้านพระเจ้า รวมถึงอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเรา พระองค์ทรงแสดงออกถึงเส้นทางในการละทิ้งสิ่งชั่วร้ายและได้รับการชำระให้สะอาดด้วย” พี่สาวโจยังได้แบ่งปันประสบการณ์ของเธอ ในการถูกพิพากษาและตีสอนผ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วย เธอบอกว่า “ฉันไม่เห็นว่าตัวเองโอหัง เห็นแก่ตัว และเจ้าเล่ห์แค่ไหนจนกระทั่งถูกพิพากษา ตีสอน ทดสอบ ถลุง จัดการ และตัดแต่งผ่านพระวจนะของพระเจ้า ฉันมีความเชื่อและทุ่มเทตัวเองเพื่อพระเจ้า แต่ฉันก็ยังทำบาปและต่อต้านพระเจ้าตลอดเวลา เพราะธรรมชาติที่เสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของฉัน อย่างเช่น ฉันชอบที่จะอวดตัวเองและให้คนอื่นเคารพฉันอยู่เสมอ ฉันจะด่าว่าคนอื่นอย่างรุนแรง และให้พวกเขาทำตามที่ฉันบอก ฉันโกหกและหลอกลวงอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว แถมเรื่องอื่นอีกนับไม่ถ้วน ผ่านการพิพากษาและตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ตระหนักได้ว่าพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์ไม่ทนต่อการทำให้ขุ่นเคือง และฉันก็เริ่มเกรงกลัวพระองค์ขึ้นมาในหัวใจ ฉันยังเริ่มเกลียดตัวเองและจดจ่อกับการปฏิบัติความจริงเพื่อแก้ไขธรรมชาติเยี่ยงซาตานของตัวเองด้วย แล้วอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของฉันก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงค่ะ ความสำเร็จของพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น ไม่มากพอให้แน่ใจอีกเหรอ ว่าพระองค์คือพระเจ้าซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์ ว่าพระองค์คือพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย”

การสามัคคีธรรมของทั้งคู่ทำให้หัวใจของฉันกระจ่างขึ้นค่ะ ฉันได้เห็นว่า กุญแจสำคัญในการยืนยันการปรากฏของบุตรมนุษย์ และยืนยันว่าพระองค์คือพระคริสต์ในเนื้อหนังนั้น คือการดูว่าพระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระวจนะและพระอุปนิสัยของพระเจ้าได้ไหม และพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจเพื่อสิ้นสุดยุคเก่าและเริ่มต้นยุคใหม่ได้ไหม พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงให้เห็นถึงความจริงมากมาย และทรงพระราชกิจเพื่อพิพากษาและชำระมนุษยชาติให้สะอาด พระองค์ทรงเริ่มต้นยุคแห่งราชอาณาจักรและสิ้นสุดยุคพระคุณ นั่นแปลว่าพระองค์คือพระคริสต์ การทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน! ฉันไม่เคยเข้าใจความจริงมาก่อน ฉันหลับหูหลับตาเฝ้ารอองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนก้อนเมฆในรูปกายวิญญาณของพระองค์ เมื่อได้ยินว่าพระองค์ทรงกลับมาแล้ว ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะแสวงหาหรือสอบสวน ฉันเกือบพลาดโอกาสในการรวมตัวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ฉันมันโง่จริงๆ เลยค่ะ!

หลังจากนั้น ฉันกินพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ราวกับผู้หิวโหย ฉันได้เรียนรู้ความจริงและความลึกลับมากมายที่ฉันไม่เคยเข้าใจตลอดเวลาที่เชื่อมา และได้มั่นใจอย่างที่สุดว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมา! ฉันได้แบ่งปันพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้าย ให้กับพี่น้องชายหญิงร้อยกว่าคนในเครือข่ายของตัวเอง เมื่อพวกเขาอ่านพระวจนะของพระองค์และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ พวกเขาก็ตื้นตันจนน้ำตาไหลเลยค่ะ พวกเขาหันเข้าหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระองค์ และได้เข้าร่วมงานฉลองแห่งพระเมษโปดกด้วย!

ก่อนหน้า: ติดตามย่างพระบาทแห่งพระเมษโปดก

ถัดไป: ฉันกลับคืนสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

สารบัญ

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้