การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและบรรดาผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์ผล

ก่อนอื่น พวกเรามาขับร้องเพลงสรรเสริญกัน : เพลงเฉลิมราชอาณาจักร (1) ราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนพิภพ

เสียงร้องคลอตาม : มหาชนแซ่ซ้องพระเจ้า มหาชนสรรเสริญพระเจ้า ทุกปากทั้งปวงขนานพระนามพระเจ้าแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนพิภพแห่งมวลมนุษย์

1. มหาชนแซ่ซ้องพระเจ้า มหาชนสรรเสริญพระเจ้า ทุกปากทั้งปวงขนานพระนามพระเจ้าแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ผู้คนทั้งผองแหงนจ้องมองกิจการของพระเจ้า ราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนพิภพแห่งมวลมนุษย์ บุคคลของพระเจ้านั้นมั่งมีและเอื้ออารี ใครเล่าจะไม่ปีติยินดีกับการนี้? ใครเล่าจะไม่เริงระบำเพื่อความชื่นชมยินดี? โอ้ ไซออน! ชูธงประจำชัยของเจ้าเพื่อสมโภชพระเจ้า ! ขับร้องเพลงฉลองชัยแห่งชัยชนะของเจ้าเพื่อเผยแผ่พระนามอันทรงศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า!

2. ทุกสิ่งทรงสร้างกระทั่งสุดปลายพิภพ! จงเร่งชำระตัวเจ้าให้สะอาด เพื่อที่เจ้าอาจได้เป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า! หมู่ดาราในท้องนภาเบื้องบน! จงเร่งกลับไปยังตำแหน่งแห่งหนของพวกเจ้า เพื่อแสดงฤทธานุภาพอันทรงอิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าในพื้นฟ้า! พระเจ้าทรงสดับซาบซึ้ง ในน้ำเสียงทั้งหลายของผู้คนบนแผ่นดินโลก ผู้หลั่งรินความรัก และความเคารพตราบอสงไขยของพวกเขาแด่พระองค์มาในบทเพลง! ในวันนี้ เมื่อทุกสิ่งทรงสร้างหวนคืนมาสู่ชีวิต พระเจ้าจึงเสด็จลงมายังพิภพแห่งมวลมนุษย์ ณ ช่วงเวลานี้ ณ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ มวลบุปผาระดมผลิดอกบานสะพรั่งอย่างโกลาหล มวลหมู่สกุณาขับขานพร้อมเพรียงประดุจเสียงเดียว สรรพสิ่งล้วนระริกรัวด้วยความชื่นชมยินดี! ในเสียงประโคมคารวะแห่งราชอาณาจักร อาณาจักรซาตานพลันโค่นสลาย มีอันบรรลัยไปในเสียงก้องกัมปนาทของเพลงเฉลิมราชอาณาจักร ไม่มีวันผงาดขึ้นมาได้อีกเลย!

3. ใครเล่าบนแผ่นดินโลกกล้าลุกขึ้นมาต้านทาน? ขณะพระเจ้าเสด็จลงมายังแผ่นดินโลก พระองค์ทรงนำมาซึ่งการเผาผลาญ ทรงนำมาซึ่งพระพิโรธ ทรงนำมาซึ่งทุกเภทแห่งมหันตภัย อาณาจักรทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก ณ บัดนี้คือราชอาณาจักรของพระเจ้า! สูงขึ้นไปในนภดล หมู่เมฆอวนระคนวนป่วนเป็นมวนคลื่น เบื้องล่างนภดลนั้นเล่า ทะเลสาบและลำน้ำพากันถั่งโถมกระเพื่อมพล่าน เป็นท่วงทำนองปลุกเร้าอย่างเริงร่ายินดี เหล่าสัตว์ซึ่งกำลังพักผ่อนทยานพรวดออกจากคูหาของพวกมัน และพระเจ้าทรงปลุกผู้คนทั้งผองให้ตื่นจากความหลับใหล วันซึ่งผู้คนมหาศาลเฝ้ารอคอยได้มาถึงแล้วในที่สุด! พวกเขาถวายบทเพลงอันไพเราะที่สุดทั้งหลายแด่พระเจ้า!

พวกเจ้าคิดเรื่องอะไรทุกครั้งที่พวกเจ้าขับร้องเพลงนี้? (พวกเรารู้สึกตื่นเต้นและเร้าใจมาก และพวกเราคิดเรื่องที่ว่าความงามของอาณาจักรนั้นรุ่งโรจน์เพียงใด มนุษย์และพระเจ้าจะอยู่ร่วมกันตลอดไปได้อย่างไร) ผู้ใดบ้างได้คิดเรื่องสภาพที่มนุษย์ต้องใช้เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกับพระเจ้า? ในจินตนาการต่าง ๆ ของพวกเจ้า ผู้คนต้องเป็นอย่างไรเพื่อเข้าร่วมกับพระเจ้าและชื่นชมชีวิตอันรุ่งโรจน์ที่จะตามมาในอาณาจักร? (อุปนิสัยของพวกเขาควรถูกเปลี่ยนแปลง) อุปนิสัยของพวกเขาควรถูกเปลี่ยนแปลง แต่ในระดับใดเล่า? พวกเขาจะเป็นเหมือนอะไรหลังจากที่อุปนิสัยของพวกเขาได้ถูกเปลี่ยนแปลงแล้ว? (พวกเขาจะกลายเป็นบริสุทธิ์) เกณฑ์กำหนดสำหรับความบริสุทธิ์คืออะไร? (ความคิดและการพิจารณาทั้งหมดของคนเราต้องเข้ากันได้กับพระคริสต์) ความเข้ากันได้เช่นนี้ได้รับการสำแดงอย่างไร? (คนเราไม่ต้านทานหรือทรยศพระเจ้า สามารถนบนอบต่อพระองค์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และคนเรามีความเคารพต่อพระองค์ในหัวใจของคนเรา) บางคำตอบของเจ้านั้นมาถูกทางแล้ว จงเปิดหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมด และเปล่งเสียงในสิ่งที่เจ้าปรารถนาที่จะพูด (ผู้คนที่อาศัยอยู่กับพระเจ้าในอาณาจักรควรจะสามารถทำหน้าที่ของพวกเขาได้ — ด้วยความจงรักภักดี — โดยการไล่ตามเสาะหาความจริงและไม่ถูกสกัดกั้นโดยบุคคล เหตุการณ์ หรือวัตถุใด ๆ เช่นนั้นแล้วจึงเป็นไปได้ที่พวกเขาจะหลุดรอดจากอิทธิพลของความมืด ปรับหัวใจของพวกเขาให้เข้ากับพระเจ้า และยำเกรงพระเจ้าและหลีกเลี่ยงความชั่ว) (มุมมองของพวกเราในสิ่งต่าง ๆ สามารถปรับให้เข้ากับพระเจ้าได้ และพวกเราสามารถหลุดรอดจากอิทธิพลของความมืดได้ อย่างน้อยที่สุด พวกเราสามารถไปยังที่ที่เราไม่ถูกซาตานหาประโยชน์อีกต่อไป และที่ที่พวกเราทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใด ๆ ไป และนบนอบต่อพระเจ้า พวกเราเชื่อว่ามันเป็นสาระสำคัญที่ผู้คนหลุดรอดจากอิทธิพลของความมืด ผู้คนที่ไม่สามารถหลุดรอดจากอิทธิพลของความมืดและหนีพ้นพันธนาการของซาตานยังไม่ได้บรรลุความรอดของพระเจ้า) (เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสำหรับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า ผู้คนต้องมีหัวใจและจิตใจเดียวกันกับพระองค์ และไม่ต้านทานพระองค์อีกต่อไป พวกเขาต้องสามารถรู้จักตัวเอง นำความจริงไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติ บรรลุความเข้าใจในพระเจ้า รักพระเจ้า และกลายเป็นเข้ากับพระเจ้าได้ นั่นคือทั้งหมดที่ต้องทำ)

บทอวสานของผู้คนมีความหนักหน่วงเพียงใดในหัวใจของพวกเขา

ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะมีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่พวกเจ้าควรปฏิบัติตาม และพวกเจ้าได้พัฒนาความเข้าใจบางอย่างหรือความซาบซึ้งต่อมัน อย่างไรก็ตาม การที่คำพูดทั้งหมดที่พวกเจ้าได้เปล่งออกมาจะกลายเป็นเท็จหรือจริงนั้นขึ้นอยู่กับการมุ่งเน้นของพวกเจ้าในการฝึกฝนปฏิบัติประจำวันของพวกเจ้า หลายปีที่ผ่านมา พวกเจ้าทั้งหมดได้เก็บเกี่ยวผลไม้บางอย่างจากแต่ละแง่มุมของความจริง ทั้งในแง่ของคำสอนและในแง่ของเนื้อหาจริงแท้ของความจริง นี่พิสูจน์ว่าทุกวันนี้ ผู้คนให้การเน้นย้ำมากกับการมุ่งมั่นเพื่อความจริง และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ แต่ละแง่มุมและรายการของความจริงนั้นได้หยั่งรากลงในใจของผู้คนบางคนแล้วแน่นอน อย่างไรก็ตาม อะไรเล่าคือสิ่งที่เรากลัวที่สุด? เป็นเพราะแม้จะมีข้อเท็จจริงว่าหัวข้อเหล่านี้ของความจริงและทฤษฎีเหล่านี้ได้หยั่งรากในหัวใจของพวกเจ้าแล้ว แต่เนื้อหาจริงแท้ของหัวข้อเหล่านี้มีสาระเพียงเล็กน้อย เมื่อพวกเจ้าประสบปัญหาและเผชิญหน้ากับการทดสอบและทางเลือกต่าง ๆ ความเป็นจริงของความจริงเหล่านี้จะมีประโยชน์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงต่อพวกเจ้ามากเพียงใดเล่า? มันสามารถช่วยให้พวกเจ้าข้ามผ่านความยากลำบากและโผล่พ้นจากการทดสอบของพวกเจ้าได้ โดยได้สร้างความพึงพอใจให้กับน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้วหรือไม่? เจ้าจะตั้งมั่นท่ามกลางการทดสอบของเจ้าและเป็นคำพยานที่กังวานก้องต่อพระเจ้าหรือไม่? เจ้าได้เคยให้ตัวเองเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้หรือไม่? เราถามพวกเจ้าว่า ในหัวใจของพวกเจ้า และในความคิดและการไตร่ตรองประจำวันของพวกเจ้า อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเจ้า? พวกเจ้าเคยได้มาถึงข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่? เจ้าเชื่อว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับพวกเจ้า? ผู้คนบางคนพูดว่า “คือการนำความจริงไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติอย่างแน่นอน” ในขณะที่คนอื่น ๆ พูดว่า “แน่นอนว่าคือการอ่านพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน” ผู้คนบางคนพูดว่า “คือการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและอธิษฐานต่อพระองค์ทุกวันอย่างแน่นอน” และนอกจากนี้ยังมีพวกที่พูดว่า “แน่นอนเลยว่าคือการทำหน้าที่ของข้าพระองค์อย่างถูกต้องเหมาะสมทุกวัน” แล้วก็ยังมีแม้กระทั่งบางคนที่พูดว่าพวกเขาเคยคิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย จะเชื่อฟังพระองค์ในทุกสิ่งทุกอย่างอย่างไร และจะปฏิบัติตัวอย่างไรให้ลงรอยกับน้ำพระทัยของพระองค์ นั่นถูกต้องหรือไม่? นี่คือทั้งหมดที่มีอยู่ใช่หรือไม่? ตัวอย่างเช่นบางคนพูดว่า “ข้าพระองค์ต้องการเพียงนบนอบต่อพระเจ้า แต่เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์ประสบปัญหา ข้าพระองค์ก็จะไม่สามารถทำได้” คนอื่น ๆ พูดว่า “ข้าพระองค์ต้องการเพียงทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยเท่านั้น และมันก็จะดีแล้วแม้ว่าข้าพระองค์สามารถเพียงทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยแค่ครั้งเดียว — แต่ข้าพระองค์ไม่มีวันสามารถทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยได้” บางคนพูดว่า “ข้าพระองค์ต้องการเพียงนบนอบต่อพระเจ้า ในเวลาของการทดสอบ ข้าพระองค์ต้องการเพียงนบนอบต่อการเรียบเรียงจัดวาง ต่ออำนาจสูงสุดและการจัดการเตรียมการของพระองค์ โดยปราศจากการร้องทุกข์คร่ำครวญหรือการเรียกร้องใด ๆ แต่ถึงกระนั้น ข้าพระองค์ก็ล้มเหลวในการนบนอบแทบทุกครั้ง” ยังมีคนอื่น ๆ อีกที่พูดว่า “เมื่อข้าพระองค์เผชิญหน้ากับการตัดสินใจ ข้าพระองค์ไม่มีวันสามารถเลือกที่จะนำความจริงมาสู่การฝึกฝนปฏิบัติได้ ข้าพระองค์มักต้องการสร้างความพึงพอใจให้กับเนื้อหนังและต้องการเติมเต็มความอยากได้อยากมีส่วนตัวที่เห็นแก่ตัวของตัวเอง” อะไรเล่าคือเหตุผลสำหรับการนี้? ก่อนที่การทดสอบของพระเจ้าจะมา พวกเจ้าจะได้ท้าทายตัวเองหลายครั้งแล้ว โดยทดลองและทดสอบตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือไม่? จงดูว่าเจ้าสามารถนบนอบต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงและทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยอย่างแท้จริงหรือไม่ และเจ้าสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าเจ้าจะไม่ทรยศพระองค์ จงดูว่าเจ้าสามารถหลบเลี่ยงการทำให้ตนเองพึงพอใจและเติมเต็มความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของเจ้า และเพียงทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยแทน โดยไม่ต้องทำการเลือกตัวเลือกใด ๆ ได้หรือไม่ มีใครบ้างหรือไม่ที่ทำเช่นนี้? อันที่จริง มีเพียงข้อเท็จจริงหนึ่งเดียวที่ได้ถูกวางไว้ต่อหน้าต่อตาพวกเจ้า และมันคือสิ่งที่พวกเจ้าทุกคนสนใจมากที่สุดและสิ่งที่เจ้าปรารถนาที่จะรู้มากที่สุด — เรื่องของบทอวสานและบั้นปลายของทุกคน พวกเจ้าอาจไม่ตระหนัก แต่นี่เป็นบางสิ่งที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ เมื่อพูดถึงความจริงของบทอวสานของผู้คน พระสัญญาของพระเจ้าต่อมนุษยชาติ และบั้นปลายชนิดใดที่พระเจ้าทรงตั้งใจจะนำผู้คนเข้าไป เรารู้ว่ามีบางคนที่ได้ศึกษาพระวจนะของพระเจ้าในหัวข้อเหล่านี้หลายครั้งแล้ว แล้วยังมีพวกที่กำลังมองหาคำตอบและครุ่นคิดเรื่องนี้ในจิตใจของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ได้อะไรขึ้นมา หรือบางที อาจมาจบลงที่บทสรุปที่คลุมเครือบทใดบทหนึ่ง ในท้ายที่สุด พวกเขายังคงไม่แน่ใจเกี่ยวกับบทอวสานชนิดที่รอพวกเขาอยู่ เมื่อยอมรับการสื่อสารของความจริง เมื่อยอมรับชีวิตคริสตจักร และเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่มักจะต้องการรู้คำตอบขั้นสุดท้ายต่อคำถามต่อไปนี้ : “บทอวสานของของข้าพระองค์จะเป็นอะไร? ข้าพระองค์สามารถเดินตามเส้นทางนี้ไปจนถึงจุดสิ้นสุดได้หรือไม่? พระเจ้าทรงมีท่าทีอะไรต่อมนุษยชาติ?” บางคนถึงกับวิตกกังวลดังนี้ “ในอดีต ข้าพระองค์ได้ทำบางสิ่ง และข้าพระองค์ได้พูดบางสิ่ง ข้าพระองค์ได้ดื้อดึงต่อพระเจ้า ข้าพระองค์ได้กระทำกิจกรรมที่ได้ทรยศต่อพระเจ้า และในบางกรณี ข้าพระองค์ได้ล้มเหลวในการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย ข้าพระองค์ได้ทำร้ายความรู้สึกของพระองค์ และข้าพระองค์ทำให้พระองค์ทรงผิดหวังและทำให้พระองค์ทรงเกลียดข้าพระองค์และทรงรังเกียจข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น บางทีบทอวสานของข้าพระองค์อาจไม่เป็นที่รู้จัก” คงจะสมเหตุสมผลที่จะพูดว่าผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับบทอวสานของตัวเอง ไม่มีใครกล้าพูดว่า “ข้าพระองค์รู้สึกด้วยความแน่ใจหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าข้าพระองค์จะเป็นผู้อยู่รอด ข้าพระองค์แน่ใจหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าข้าพระองค์สามารถทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ข้าพระองค์เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้า ข้าพระองค์เป็นบุคคลหนึ่งที่พระเจ้าทรงสรรเสริญ” ผู้คนบางคนคิดว่ามันยากเป็นพิเศษที่จะติดตามทางของพระเจ้า และคิดว่าการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติเป็นสิ่งที่ยากที่สุดของทั้งหมด เพราะฉะนั้น ผู้คนเช่นนี้จึงถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขาอยู่เกินเลยการช่วยเหลือแล้ว และไม่กล้าที่จะชูความหวังของพวกเขาในการบรรลุบทอวสานที่ดี หรือบางที พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาไม่สามารถทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ และดังนั้นจึงไม่สามารถกลายเป็นผู้อยู่รอดได้ เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงอ้างว่าพวกเขาไม่มีบทอวสานและไม่สามารถบรรลุบั้นปลายที่ดีได้ ไม่ว่าผู้คนจะคิดอย่างไรแน่ก็ตาม พวกเขาทั้งหมดก็ได้กังขาเกี่ยวกับบทอวสานของพวกเขาหลายครั้ง สำหรับคำถามเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาและเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาจะได้ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจของพระองค์เสร็จสิ้น พวกเขากำลังคาดการณ์และวางแผนอย่างต่อเนื่อง บางคนชดใช้เป็นสองเท่า บางคนละทิ้งครอบครัวของพวกเขาและงานของพวกเขา บางคนยอมเลิกล้มการแต่งงานของพวกเขา บางคนลาออกเพื่อสละตัวเองเพื่อประโยชน์ของพระเจ้า บางคนออกจากบ้านของพวกเขาเพื่อทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วง บางคนเลือกความยากลำบาก และเริ่มรับทำภารกิจที่ขมขื่นและเหนื่อยล้าที่สุด บางคนเลือกที่จะทุ่มเทอุทิศความมั่งคั่งของพวกเขาและอุทิศหมดตัวของพวกเขา และยังมีคนอื่น ๆ ที่เลือกไล่ตามเสาะหาความจริงและเพียรพยายามรู้จักพระเจ้า ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าจะเลือกฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร ลักษณะที่พวกเจ้าใช้ฝึกฝนปฏิบัตินั้นสำคัญหรือไม่? (ไม่ มันไม่สำคัญ) เช่นนั้นแล้วเราจะอธิบาย “ความไม่สำคัญ” นี้อย่างไร? หากวิธีการฝึกฝนปฏิบัติไม่สำคัญ เช่นนั้นแล้วอะไรเล่าที่สำคัญ? (พฤติกรรมที่ดีภายนอกไม่ได้เป็นตัวแทนของการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ) (ความคิดต่าง ๆ ของแต่ละปัจเจกบุคคลนั้นไม่สำคัญ กุญแจในที่นี้คือพวกเราได้นำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติหรือไม่ และพวกเรารักพระเจ้าหรือไม่) (ความล่มจมของศัตรูของพระคริสต์และผู้นำเทียมเท็จช่วยให้พวกเราเข้าใจว่าพฤติกรรมภายนอกไม่ใช่สิ่งสำคัญมากที่สุด โดยผิวเผินแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะได้ละทิ้งไปมากและดูเหมือนจะเต็มใจชดใช้ แต่เมื่อได้ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดขึ้น พวกเราสามารถเห็นได้ว่าพวกเขาเพียงแค่ไม่เคารพพระเจ้า แต่พวกเขากลับต่อต้านพระองค์ด้วยประการทั้งปวงแทน ณ ชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวด พวกเขามักจะเข้าข้างซาตานและแทรกแซงพระราชกิจของพระเจ้าเสมอ ดังนั้น การพิจารณาหลักในที่นี้ก็คือพวกเรายืนอยู่ข้างไหนเมื่อถึงเวลา และทัศนคติของพวกเราต่อสิ่งต่าง ๆ คืออะไร) พวกเจ้าทั้งหมดพูดดี และพวกเจ้าดูเหมือนจะมีความเข้าใจพื้นฐานและมาตรฐานที่จะดำเนินชีวิตตามอยู่แล้วเมื่อพูดถึงการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ เจตนาของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จากมนุษยชาติ การที่พวกเจ้าสามารถพูดเช่นนี้ได้นั้นเร้าใจมาก แม้ว่าบางสิ่งที่พวกเจ้าพูดจะไม่ถูกต้องมากนัก แต่เจ้าก็ได้เข้าใกล้การมีคำอธิบายที่ถูกต้องเหมาะสมของความจริงแล้ว — และนี่ก็พิสูจน์ว่าพวกเจ้าได้พัฒนาความเข้าใจที่จริงแท้ของพวกเจ้าเองเกี่ยวกับผู้คน เหตุการณ์ และวัตถุต่าง ๆ รอบตัวพวกเจ้า เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของเจ้าทั้งหมดตามที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ และเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าสามารถมองเห็นได้ นี่คือความเข้าใจอย่างหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความจริง แม้ว่าสิ่งที่พวกเจ้าได้พูดจะไม่ได้มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งหมด และคำพูดของเจ้าบางคำไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่การจับใจความของพวกเจ้าก็กำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงของความจริงแล้ว การได้ยินพวกเจ้าพูดแบบนี้ทำให้เรารู้สึกดีมาก

ความเชื่อของผู้คนไม่สามารถแทนที่ความจริงได้

ผู้คนบางคนสามารถทนความยากลำบากได้ สามารถชดใช้ได้ ภายนอกมีความประพฤติดีมาก ค่อนข้างเป็นที่เคารพดี และสุขสำราญกับการเลื่อมใสของคนอื่น พวกเจ้าจะพูดว่าพฤติกรรมภายนอกแบบนี้สามารถถือได้ว่าเป็นการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติได้หรือไม่? คนเราจะสามารถตัดสินได้หรือไม่ว่าผู้คนเช่นนี้กำลังทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้า? ทำไมจึงเป็นว่าครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้คนเห็นปัจเจกบุคคลเช่นนี้และคิดว่าพวกเขากำลังทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย โดยเดินตามเส้นทางของการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ และเดินตามทางของพระเจ้า? ทำไมผู้คนบางคนจึงคิดเช่นนี้? มีคำอธิบายเพียงคำเดียวเท่านั้น คำอธิบายนั้นคืออะไรเล่า? มันเป็นว่าสำหรับผู้คนจำนวนมหาศาล คำถามบางคำถาม — อาทิ การนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติหมายความว่าอะไร การทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยหมายความว่าอะไร และการมีความเป็นจริงของความจริงอย่างแท้จริงหมายความว่าอะไร —ไม่ชัดเจนอย่างมาก ดังนั้น จึงมีผู้คนบางคนที่มักถูกหลอกลวงโดยพวกที่ภายนอกดูเหมือนจะเป็นฝ่ายจิตวิญญาณ ชั้นสูง สูงส่ง และยิ่งใหญ่ ในส่วนของผู้คนที่สามารถพูดถึงตัวอักษรและคำสอนได้อย่างมีคารมคมคาย และการพูดและการกระทำของพวกเขาดูเหมือนจะมีค่าคู่ควรกับการเลื่อมใส พวกที่ถูกพวกนั้นหลอกลวงไม่เคยได้มองที่แก่นแท้ของการกระทำของพวกเขา หลักการต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของพวกเขา หรืออะไรคือเป้าหมายของพวกเขา ยิ่งกว่านั้น พวกเขาไม่เคยมองว่าผู้คนเหล่านี้นบนอบต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ และพวกเขาไม่เคยตัดสินว่าผู้คนเหล่านี้ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างแท้จริงหรือไม่ พวกเขาไม่เคยหยั่งรู้แก่นแท้ของสภาวะความเป็นมนุษย์ของผู้คนเหล่านี้ ตรงกันข้าม เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรกของการทำความคุ้นเคยกับพวกเขา พวกเขาได้มาเลื่อมใสและเคารพผู้คนเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อย และในที่สุด ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็นรูปเคารพของพวกเขา นอกจากนี้ ในจิตใจของผู้คนบางคน รูปเคารพที่พวกเขานมัสการ — และผู้ที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถละทิ้งครอบครัวและงานของพวกเขาได้ และผู้ที่โดยผิวเผินแล้วดูเหมือนจะสามารถชดใช้ได้ — เป็นพวกที่ทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยอย่างแท้จริง และพวกที่สามารถบรรลุบทอวสานที่ดีและบั้นปลายที่ดีได้ ในจิตใจของพวกเขา รูปเคารพเหล่านี้คือพวกที่พระเจ้าทรงสรรเสริญ อะไรเล่าที่ทำให้พวกเขาเชื่อสิ่งเช่นนี้? อะไรคือแก่นแท้ของประเด็นนี้? อะไรคือผลที่ตามมาที่มันจะนำไปสู่? ก่อนอื่นพวกเรามาหารือเรื่องแก่นแท้ของมันกัน

โดยแก่นแท้แล้ว ประเด็นเหล่านี้ที่เกี่ยวกับทัศนคติของผู้คน วิธีการฝึกฝนปฏิบัติของพวกเขา หลักการของการฝึกฝนปฏิบัติใดที่พวกเขาเลือกที่จะนำมาใช้ และสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนมักจะมุ่งเน้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์เลย ไม่ว่าผู้คนจะมุ่งเน้นที่เรื่องตื้น ๆ หรือประเด็นลึกล้ำ หรือบนตัวอักษรและคำสอนหรือความเป็นจริง พวกเขาก็ไม่ยึดติดในสิ่งที่พวกเขาควรยึดติดมากที่สุด และพวกเขาก็ไม่รู้จักสิ่งที่พวกเขาควรรู้จักมากที่สุด เหตุผลของเรื่องนี้คือผู้คนไม่ชอบความจริงเอาเสียเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงไม่เต็มใจที่จะใส่เวลาและความพยายามลงไปในการแสวงหาและนำหลักการของการฝึกฝนปฏิบัติที่ได้พบในพระดำรัสของพระเจ้าสู่การฝึกฝนปฏิบัติ แต่พวกเขากลับชอบที่จะใช้ทางลัดแทน โดยสรุปว่าสิ่งที่พวกเขาเข้าใจและรู้เป็นการฝึกฝนปฏิบัติที่ดีและพฤติกรรมที่ดี เช่นนั้นแล้วบทสรุปนี้จึงกลายเป็นเป้าหมายของพวกเขาเองในการไล่ตามเสาะหา ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นความจริงที่จะได้รับการฝึกฝนปฏิบัติ ผลที่ตามมาโดยตรงของเรื่องนี้คือผู้คนใช้พฤติกรรมที่ดีของมนุษย์เป็นสิ่งแทนที่สำหรับการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ ซึ่งก็สร้างความพึงพอใจให้แก่ความอยากของพวกเขาที่จะประจบพระเจ้าอีกด้วย นี่ให้ทุนแก่พวกเขาเพื่อใช้ในการขับเคี่ยวกับความจริง ซึ่งพวกเขายังใช้เพื่อชี้แจงเหตุผลและแข่งขันกับพระเจ้าอีกด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ย้ายพระเจ้าออกไปอย่างไร้หลักธรรม แล้ววางรูปเคารพที่พวกเขาเลื่อมใสลงแทนที่พระองค์ มีเพียงสาเหตุที่แท้จริงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผู้คนมีการกระทำและทัศนคติที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นนี้ หรือข้อคิดเห็นและการฝึกฝนปฏิบัติด้านเดียว — และวันนี้ เราจะบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้: เหตุผลก็คือว่า แม้ว่าผู้คนอาจติดตามพระเจ้า อธิษฐานต่อพระองค์ทุกวัน และอ่านพระดำรัสของพระองค์ทุกวัน แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์อย่างจริงแท้ ในที่นี้มีรากของปัญหาดำรงอยู่ หากมีใครบางคนเข้าใจพระทัยของพระเจ้าและรู้ว่าพระองค์ทรงชอบสิ่งใด พระองค์ทรงรังเกียจสิ่งใด พระองค์ทรงต้องการสิ่งใด พระองค์ทรงปฏิเสธสิ่งใด พระองค์ทรงรักบุคคลชนิดใด พระองค์ไม่ทรงชอบบุคคลชนิดใด พระองค์ทรงใช้มาตรฐานชนิดใดเมื่อทำการเรียกร้องต่าง ๆ ต่อผู้คน และพระองค์ทรงใช้วิธีเข้าหาชนิดใดเพื่อทำพวกเขามีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้วบุคคลนั้นยังคงสามารถมีข้อคิดเห็นส่วนตัวของพวกเขาเองได้หรือไม่? ผู้คนเช่นนี้สามารถไปนมัสการคนอื่นได้จริง ๆ หรือไม่? มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งสามารถกลายเป็นรูปเคารพของพวกเขาได้หรือไม่? ผู้คนที่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าจะมีทัศนคติที่สมเหตุสมผลมากกว่านั้นเล็กน้อย พวกเขาจะไม่ทำให้บุคคลที่เสื่อมทรามผู้หนึ่งเป็นรูปเคารพโดยพลการ และพวกเขาจะไม่เชื่อว่าการยึดติดกับกฎหรือหลักการที่เรียบง่ายไม่กี่ข้ออย่างตาบอดก็เท่ากับการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ ในขณะที่เดินไปบนเส้นทางของการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ

มีข้อคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้กำหนดบทอวสานของผู้คน

พวกเรากลับมาที่หัวข้อนี้และหารือเรื่องของบทอวสานต่อไปกัน

ในเมื่อสิ่งที่ทุกคนมีความเกี่ยวข้องด้วยคือบทอวสานของพวกเขาเอง พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานนั้นอย่างไร? พระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานของบางคนในลักษณะใด? ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงใช้มาตรฐานแบบใดในการกำหนด? เมื่อบทอวสานของบุคคลหนึ่งยังคงไม่ได้ถูกกำหนด พระเจ้าทรงทำอะไรเพื่อเปิดเผยบทอวสานนั้น? มีใครรู้บ้างหรือไม่? ดังที่เราได้พูดไปเมื่อชั่วขณะที่แล้ว มีบางคนที่ได้ใช้เวลาวิจัยพระวจนะของพระเจ้านานมาก ในความพยายามที่จะค้นให้พบเบาะแสเกี่ยวกับบทอวสานของผู้คน เกี่ยวกับประเภทต่าง ๆ ที่บทอวสานเหล่านี้ถูกแบ่งออกไป และเกี่ยวกับบทอวสานต่าง ๆ นานาที่รอผู้คนชนิดต่าง ๆ กันอยู่ พวกเขายังหวังอีกด้วยว่าจะค้นพบว่าพระวจนะของพระเจ้าทรงบัญชาบทอวสานของผู้คนอย่างไร พระองค์ทรงใช้มาตรฐานแบบใด และจริง ๆ แล้ว พระองค์ทรงกำหนดบทอวสานของบุคคลหนึ่งอย่างไร อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ผู้คนเหล่านี้ไม่มีวันได้พบคำตอบใด ๆ ได้ โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีการพูดถึงเรื่องนี้น้อยมากท่ามกลางพระวาทะของพระเจ้า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? ตราบใดที่บทอวสานของผู้คนยังไม่ได้รับการเปิดเผย พระเจ้าก็ไม่ทรงปรารถนาที่บอกผู้ใดว่าอะไรจะเกิดขึ้นในท้ายที่สุด และพระองค์ก็ไม่ทรงต้องการแจ้งผู้ใดให้รู้บั้นปลายของพวกเขาก่อนเวลา — เพราะการทำเช่นนั้นจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อมนุษยชาติ ที่นี่และตอนนี้เราเพียงต้องการบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับลักษณะที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อกำหนดบทอวสานของผู้คน เกี่ยวกับหลักการที่พระองค์ทรงใช้ในพระราชกิจของพระองค์เพื่อกำหนดและสำแดงบทอวสานเหล่านี้ และเกี่ยวกับมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้เพื่อกำหนดว่าบางคนสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ ไม่ใช่คำถามเหล่านี้หรอกหรือที่พวกเจ้าวิตกกังวลมากที่สุด? ดังนั้น เช่นนั้นแล้ว ผู้คนเชื่อว่าพระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานของผู้คนอย่างไร? พวกเจ้าได้เอ่ยถึงส่วนหนึ่งของเรื่องนั้นเมื่อกี้ นั่นคือ พวกเจ้าบางคนพูดว่ามันเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์และการสละเพื่อพระเจ้า บางคนพูดว่ามันเกี่ยวข้องกับการนบนอบต่อพระเจ้าและทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย บางคนพูดว่าปัจจัยหนึ่งคือการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า และบางคนก็พูดว่ากุญแจคือการไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ…เมื่อพวกเจ้านำความจริงเหล่านี้สู่การฝึกฝนปฏิบัติ และเมื่อพวกเจ้าฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับหลักการต่าง ๆ ที่เจ้าเชื่อว่าถูกต้อง พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงคิดอะไร? พวกเจ้าเคยได้พิจารณาหรือไม่ว่าการไปต่อเช่นนี้คือการทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระองค์หรือไม่? มันเป็นไปตามมาตรฐานของพระองค์หรือไม่? มันสนองข้อพึงประสงค์ของพระองค์หรือไม่? เราเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ขบคิดคำถามเหล่านี้มากนัก พวกเขาเพียงใช้ส่วนหนึ่งของพระวจนะของพระเจ้า หรือส่วนหนึ่งของคำเทศนา หรือมาตรฐานของรูปหล่อฝ่ายจิตวิญญาณบางรูปที่พวกเขายกให้เป็นรูปเคารพราวกับเครื่องจักรกล โดยบังคับให้พวกเขาเองทำเช่นนี้และเช่นนั้น พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงยึดติดสิ่งนั้นและทำสิ่งนั้นต่อไปไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้นในที่สุด ผู้คนบางคนคิดว่า “ข้าพระองค์ได้มีความเชื่อมาหลายปีเหลือเกินแล้ว ข้าพระองค์ได้ฝึกฝนปฏิบัติด้วยวิธีนี้มาตลอด ข้าพระองค์รู้สึกเหมือนว่าข้าพระองค์ได้ทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยแล้วจริง ๆ และข้าพระองค์ยังรู้สึกเหมือนว่าข้าพระองค์ได้รับมากมายจากการทำเช่นนั้นด้วย นี่เป็นเพราะข้าพระองค์ได้มาเข้าใจความจริงมากมายในระหว่างเวลานี้ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ข้าพระองค์ไม่ได้เข้าใจมาก่อน โดยเฉพาะเจาะจงแล้ว แนวคิดและทัศนะมากมายของข้าพระองค์ได้เปลี่ยนไป คุณค่าชีวิตของข้าพระองค์ได้เปลี่ยนไปอย่างมโหฬาร และบัดนี้ข้าพระองค์มีความเข้าใจดีทีเดียวเกี่ยวกับโลกนี้” ผู้คนเช่นนี้เชื่อว่านี่เป็นการเก็บเกี่ยวพืชผล และเชื่อว่าเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของพระราชกิจของพระเจ้าสำหรับมนุษยชาติ ในข้อคิดเห็นของพวกเจ้า ด้วยมาตรฐานเหล่านี้และการฝึกฝนปฏิบัติทั้งหมดของพวกเจ้าที่นำมารวมกัน พวกเจ้ากำลังทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่? พวกเจ้าบางคนจะพูดด้วยความแน่นอนเต็มที่ว่า “แน่นอน! พวกเรากำลังฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า พวกเรากำลังฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับสิ่งที่เบื้องบนได้เทศนาและสื่อสาร พวกเรามักจะทำหน้าที่ของพวกเราเสมอและติดตามพระเจ้าตลอดเวลา และพวกเราไม่เคยไปจากพระองค์ ดังนั้นพวกเราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าพวกเรากำลังทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย ไม่สำคัญว่าพวกเราจะเข้าใจเจตนาของพระองค์มากเพียงใด และไม่สำคัญว่าเราจะจับใจความพระวจนะของพระองค์มากเพียงใด พวกเราก็ได้อยู่บนเส้นทางแห่งการพยายามเข้ากันได้กับพระเจ้าเสมอมา ตราบใดที่เราปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง และฝึกฝนปฏิบัติอย่างถูกต้อง เช่นนั้นแล้วพวกเราก็จะต้องได้สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง” เจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับมุมมองนี้? มันถูกต้องหรือไม่? อาจมีบางคนอีกด้วยที่พูดว่า “ข้าพระองค์ไม่เคยคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน ข้าพระองค์แค่คิดว่าตราบใดที่ข้าพระองค์ยังคงทำให้หน้าที่ของข้าพระองค์ลุล่วงและปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามข้อพึงประสงค์แห่งพระวาทะของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วข้าพระองค์ก็สามารถอยู่รอดได้ ข้าพระองค์ไม่เคยได้พิจารณาคำถามที่ว่าข้าพระองค์สามารถทำให้สมดังพระทัยของพระเจ้าได้หรือไม่ และข้าพระองค์ไม่เคยได้พิจารณาว่าข้าพระองค์กำลังตอบสนองมาตรฐานที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ให้หรือไม่ เนื่องจากพระเจ้าไม่เคยทรงบอกข้าพระองค์หรือให้คำแนะนำที่ชัดเจนใด ๆ แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงเชื่อว่าตราบใดที่ข้าพระองค์ยังคงทำงานและไม่หยุดยั้ง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงพึงพอพระทัยและไม่น่าจะทรงทำการเรียกร้องเพิ่มเติมใด ๆ จากข้าพระองค์” ความเชื่อเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่? ในความคิดเห็นของเรา วิธีฝึกฝนปฏิบัติเช่นนี้ วิธีคิดเช่นนี้ และทัศนคติเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งจินตนิมิตต่าง ๆ รวมทั้งความมืดบอดอีกเล็กน้อย บางทีคำพูดของเรานี้ทำให้พวกเจ้าบางคนรู้สึกท้อแท้ใจเล็กน้อย โดยคิดว่า “ตาบอดหรือ? หากนี่เป็นอาการตาบอด เช่นนั้นแล้วความหวังในความรอดและการอยู่รอดของพวกเรานั้นมีน้อยและไม่แน่นอนอย่างมากใช่หรือไม่? โดยการกล่าวแบบนั้น พระองค์ไม่ทรงกำลังทำให้พวกเราท้อใจหรอกหรือ?” ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าเชื่ออะไร แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เราพูดและทำไม่ได้หมายที่จะทำให้พวกเจ้ารู้สึกว่าบรรดาความหวังของพวกเจ้ากำลังถูกดับ ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นหมายที่จะปรับปรุงความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับเจตนาของพระเจ้าให้ดีขึ้น และเพิ่มการจับความเข้าใจของพวกเจ้าต่อสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังคิด สิ่งที่พระองค์ทรงต้องการทำให้สำเร็จลุล่วง ผู้คนชนิดต่าง ๆ ชนิดใดที่พระองค์ทรงชอบ สิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด สิ่งที่พระองค์ทรงรังเกียจ บุคคลชนิดใดที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะได้รับ และบุคคลชนิดใดที่พระองค์ทรงปฏิเสธ สิ่งเหล่านั้นหมายที่จะให้ความชัดเจนแก่จิตใจของพวกเจ้า และให้ความเข้าใจที่ชัดเจนแก่พวกเจ้าว่าการกระทำและความคิดของพวกเจ้าแต่ละคนและทุกคนได้ไถลห่างไปไกลเพียงใดจากมาตรฐานที่พระเจ้าทรงประสงค์ มันจำเป็นมากหรือไม่ที่จะหารือเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้? เพราะเรารู้ว่าพวกเจ้าได้มีความเชื่อมานานแล้ว และได้ฟังการเทศนามากมายแล้ว แต่เหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าขาดมากที่สุดอย่างแน่นอน แม้ว่าพวกเจ้าได้บันทึกทุกความจริงไว้ในสมุดบันทึกของเจ้า และได้จดจำและจารึกสิ่งต่าง ๆ บางสิ่งที่เจ้าเชื่อเป็นการส่วนตัวว่ามีความสำคัญไว้ในหัวใจของพวกเจ้า และแม้ว่าเจ้าวางแผนที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยในระหว่างการฝึกฝนปฏิบัติของพวกเจ้า เพื่อใช้สิ่งเหล่านั้นในยามที่พวกเจ้าพบว่าตัวเองกำลังลำบาก เพื่อใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อก้าวผ่านเวลาลำบากยากเย็นที่อยู่ข้างหน้า หรือเพียงแค่ปล่อยให้ความจริงเหล่านี้ร่วมทางกับพวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้าใช้ชีวิตของพวกเจ้า ในความคิดเห็นของเรา ไม่ว่าพวกเจ้าจะทำอย่างไรก็ตาม หากพวกเจ้าแค่กำลังทำอยู่แล้ว นี่ก็ไม่สำคัญนัก เช่นนั้นแล้วอะไรเล่าที่สำคัญมาก? เป็นไปว่าในขณะที่เจ้ากำลังฝึกฝนปฏิบัติ เจ้าต้องรู้ลึกลงไปด้วยความแน่ใจอย่างสิ้นเชิงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากำลังทำอยู่ — ทุก ๆ การกระทำ — สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการหรือไม่ และการกระทำทั้งหมดของพวกเจ้า ความคิดทั้งหมดของพวกเจ้า และผลลัพธ์และเป้าหมายที่พวกเจ้าปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผลนั้น ทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าและตอบสนองข้อเรียกร้องของพระองค์หรือไม่ ตลอดจนพระองค์ทรงเห็นชอบกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ เหล่านี้คือบรรดาสิ่งที่สำคัญมาก

จงเดินในทางของพระเจ้า นั่นคือ จงยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

มีคำกล่าวหนึ่งที่พวกเจ้าควรจดจำ เราเชื่อว่าคำกล่าวนี้สำคัญมาก เพราะสำหรับเราแล้ว มันเข้ามาในความคิดนับครั้งไม่ถ้วนทุก ๆ วัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เป็นเพราะทุกครั้งที่เราต้องเผชิญหน้ากับใครบางคน ทุกครั้งที่เราได้ยินเรื่องราวของใครบางคน และทุกครั้งที่เราได้รับฟังประสบการณ์หรือคำพยานของบุคคลหนึ่งเกี่ยวกับการเชื่อในพระเจ้า เรามักจะใช้คำกล่าวนี้เพื่อตัดสินในหัวใจของเราเสมอ ว่าบุคคลผู้นี้เป็นบุคคลชนิดที่พระเจ้าทรงต้องการและเป็นบุคคลชนิดที่พระเจ้าทรงชอบหรือไม่ ดังนั้น เช่นนั้นแล้วคำกล่าวนี้คืออะไร? ตอนนี้เราได้ทำให้พวกเจ้าสนใจอย่างยิ่งแล้ว เมื่อเราเปิดเผยคำกล่าวนั้น บางทีพวกเจ้าจะรู้สึกผิดหวัง เพราะมีบางคนได้พูดสนับสนุนอย่างไม่จริงใจ เกี่ยวกับคำกล่าวนั้นนานหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตาม เราไม่เคยพูดสนับสนุนอย่างไม่จริงใจเกี่ยวกับคำกล่าวนั้นเลยแม้สักครั้ง คำกล่าวนี้พำนักอยู่ในหัวใจเรา ดังนั้นคำกล่าวนี้คืออะไรเล่า? คำกล่าวนี้ก็คือ: “จงเดินในทางของพระเจ้า นั่นคือ จงยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” นี่ไม่ใช่วลีที่เรียบง่ายเหลือเกินกระนั้นหรือ? ถึงอย่างนั้นก็ตาม แม้จะมีความเรียบง่าย แต่ผู้คนที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในคำกล่าวเหล่านี้อย่างแท้จริง จะรู้สึกว่าคำกล่าวมีความหนักแน่นอย่างยิ่ง รู้สึกว่าคำกล่าวนี้มีคุณค่ามากต่อการฝึกฝนปฏิบัติของคนเรา รู้สึกว่ามันเป็นประโยคหนึ่งจากภาษาแห่งชีวิตที่ประกอบด้วยความเป็นจริงของความจริง รู้สึกว่ามันเป็นตัวแทนของเป้าหมายตลอดชีวิตสำหรับพวกที่กำลังพยายามทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย และรู้สึกว่ามันเป็นทางตลอดชีวิตที่ใครก็ตามที่คำนึงถึงเจตนาของพระเจ้าควรทำตาม ดังนั้นเจ้าคิดอย่างไร: คำกล่าวนี้แสดงออกถึงความจริงหรือไม่? คำกล่าวนี้มีหรือไม่มีนัยสำคัญเช่นนั้น? นอกจากนั้นแล้ว บางทีพวกเจ้าบางคนอาจกำลังนึกถึงคำกล่าวนี้ และกำลังพยายามขบคิดความหมายอยู่ และบางทีอาจมีพวกเจ้าบางคนที่กระทั่งรู้สึกแคลงใจเกี่ยวกับคำกล่าวนี้ นั่นคือ คำกล่าวนี้สำคัญมากหรือไม่? มันสำคัญมากหรือไม่? จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเน้นคำกล่าวนี้มากขนาดนั้น? อาจมีพวกเจ้าบางคนที่ไม่ชอบคำกล่าวนี้มากนักเพราะพวกเจ้าคิดว่าการนำเอาทางของพระเจ้ามากลั่นให้เป็นคำกล่าวหนึ่งคำนี้เป็นการอธิบายที่ง่ายเกินจริงมากเกินไป การนำเอาทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสมาสรุปให้เป็นคำกล่าวเดียว — นั่นจะไม่ทำให้พระเจ้าทรงกลายเป็นไร้นัยสำคัญมากเกินไปหรอกหรือ? มันเป็นอย่างนั้นหรอกหรือ? อาจเป็นไปได้ว่าพวกเจ้าส่วนใหญ่ไม่เข้าใจนัยสำคัญที่ลึกซึ้งของคำพูดเหล่านี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าพวกเจ้าจะได้จดบันทึกไว้ทั้งหมดแล้ว แต่พวกเจ้าก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะเก็บคำกล่าวนี้ไว้ในหัวใจของพวกเจ้า พวกเจ้าเพียงได้เขียนมันลงในสมุดบันทึกของพวกเจ้าเพื่อจะได้กลับไปอ่านและไตร่ตรองในเวลาว่างของพวกเจ้า พวกเจ้าบางคนจะไม่แม้แต่วุ่นวายที่จะจดจำคำกล่าวนี้ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลองใช้คำกล่าวนี้ให้เกิดประโยชน์ที่ดี แม้กระนั้น ทำไมเราจึงปรารถนาที่จะพูดถึงคำกล่าวนี้? โดยไม่คำนึงถึงมุมมองของพวกเจ้าและไม่สำคัญว่าพวกเจ้าจะคิดอะไร เราต้องพูดถึงคำกล่าวนี้ เนื่องจากว่าคำกล่าวนี้มีความเกี่ยวเนื่องอย่างที่สุดกับวิธีที่พระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานของผู้คน ไม่สำคัญว่าความเข้าใจปัจจุบันของพวกเจ้าในคำกล่าวนี้จะเป็นอะไร หรือเจ้าจะปฏิบัติต่อคำกล่าวนี้อย่างไร เราจะยังคงบอกพวกเจ้าดังนี้: หากผู้คนสามารถนำคำกล่าวนี้สู่การฝึกฝนปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและสัมฤทธิ์ผลมาตรฐานแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะเชื่อมั่นว่าจะเป็นผู้อยู่รอดและแน่ใจว่าจะมีบทอวสานที่ดี อย่างไรก็ตาม หากพวกเจ้าไม่สามารถตอบสนองมาตรฐานที่คำกล่าวนี้ได้กำหนดไว้ เช่นนั้นแล้วอาจกล่าวได้ว่าบทอวสานของพวกเจ้าไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้นเราพูดกับพวกเจ้าเกี่ยวกับคำกล่าวนี้เพื่อการตระเตรียมด้านจิตใจของพวกเจ้าเอง และเพื่อให้พวกเจ้าจะได้รู้ว่าพระเจ้าทรงใช้มาตรฐานชนิดใดในการประเมินพวกเจ้า ดังที่เราเพิ่งได้บอกพวกเจ้า คำกล่าวนี้มีความเกี่ยวเนื่องอย่างที่สุดกับการที่พระเจ้าทรงช่วยมนุษยชาติให้รอด รวมไปถึงวิธีที่พระองค์ทรงกำหนดบทอวสานของผู้คนด้วย คำกล่าวนี้เกี่ยวเนื่องในทางใดเล่า? พวกเจ้าคงอยากจะรู้จริง ๆ ดังนั้นเราจะพูดถึงคำกล่าวนี้ในวันนี้เลย

พระเจ้าทรงใช้ประโยชน์การทดสอบต่าง ๆ กันเพื่อตรวจสอบว่าผู้คนยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่

ในทุกยุคสมัย ขณะที่ทรงพระราชกิจท่ามกลางพวกมนุษย์ พระเจ้าทรงประทานพระวจนะบางคำให้กับพวกเขาและบอกความจริงบางประการแก่พวกเขา ความจริงเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทางที่ผู้คนควรยึดติด เป็นทางที่พวกเขาควรจะเดินไปข้างใน เป็นทางที่ทำให้พวกเขาสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และเป็นทางที่ผู้คนควรนำไปฝึกฝนปฏิบัติและยึดติดในชีวิตของพวกเขาและตลอดการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขา เป็นเพราะเหตุผลเหล่านี้นั่นเองที่พระเจ้าทรงแสดงพระวาทะเหล่านี้ออกไปให้มนุษยชาติ พระวจนะเหล่านี้ซึ่งมาจากพระเจ้าควรได้รับการยึดติดโดยผู้คน และการยึดติดในพระวจนะเหล่านี้คือการได้รับชีวิต หากบุคคลผู้หนึ่งไม่ยึดติดในพระวจนะเหล่านี้ ไม่นำพระวจนะเหล่านี้สู่การฝึกฝนปฏิบัติ และไม่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นแล้วบุคคลผู้นี้ก็จะไม่ได้กำลังนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ นอกจากนั้น หากผู้คนไม่ได้กำลังนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ได้กำลังยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ ผู้คนที่ไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ไม่สามารถได้รับคำสรรเสริญของพระองค์ได้ และผู้คนเช่นนี้ก็จะไม่มีบทอวสาน ดังนั้นแล้ว ในระหว่างการทรงพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานของบุคคลผู้หนึ่งอย่างไร? พระเจ้าทรงใช้วิธีการใดในการกำหนดบทอวสานของบุคคลผู้หนึ่ง? บางทีพวกเจ้าอาจยังคงคลุมเครืออยู่บ้างในชั่วขณะนี้ แต่เมื่อเราบอกเจ้าเกี่ยวกับกระบวนการ มันจะกลายเป็นค่อนข้างชัดเจน เพราะพวกเจ้ามากมายได้เคยมีประสบการณ์กับมันมาแล้ว

ในระหว่างการทรงพระราชกิจของพระองค์ นับตั้งแต่ปฐมกาลเป็นต้นมา พระเจ้าได้ทรงกำหนดการทดสอบสำหรับทุกบุคคลไว้แล้ว — หรือเจ้าสามารถพูดได้ว่าทุกคนที่ติดตามพระองค์ — และการทดสอบเหล่านี้มาในขนาดต่าง ๆ กัน มีพวกที่ได้มีประสบการณ์กับการทดสอบแห่งการถูกครอบครัวของพวกเขาปฏิเสธ พวกที่ได้มีประสบการณ์กับการทดสอบแห่งสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย พวกที่ได้มีประสบการณ์กับการทดสอบแห่งการถูกจับกุมและถูกทรมาน พวกที่ได้มีประสบการณ์กับการทดสอบแห่งการต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกต่าง ๆ และพวกที่ได้เผชิญหน้ากับการทดสอบแห่งเงินตราและสถานะ กล่าวโดยทั่วไปแล้ว พวกเจ้าแต่ละคนได้เผชิญหน้ากับการทดสอบทุกลักษณะแล้ว ทำไมพระเจ้าทรงพระราชกิจเช่นนี้? ทำไมพระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกคนเยี่ยงนี้? บทอวสานแบบใดที่พระองค์ทรงแสวงหา? นี่คือประเด็นที่เราปรารถนาที่จะสื่อสารกับพวกเจ้า นั่นคือ พระเจ้าต้องการดูว่าบุคคลผู้นี้เป็นประเภทที่ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่ สิ่งนี้หมายความว่าเมื่อพระเจ้าให้การทดสอบแก่เจ้า และให้เจ้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์บางอย่างหรืออื่น ๆ เจตนาของพระองค์คือเพื่อตรวจสอบว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่ หากใครบางคนกำลังเผชิญหน้ากับหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเครื่องบูชา และหน้าที่นี้นำไปสู่การเข้ามาจับต้องเครื่องบูชาของพระเจ้า เจ้าจะบอกว่านี่เป็นบางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้แล้วกระนั้นหรือ? เป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย! ทุกสิ่งที่เจ้าเผชิญคือบางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ พระเจ้าจะทรงสังเกตการณ์เจ้าอย่างลับ ๆ เฝ้าดูว่าเจ้าเลือกทางเลือกใด วิธีที่เจ้าฝึกฝนปฏิบัติ และเจ้ามีความคิดอะไร สิ่งที่พระเจ้าห่วงใยมากที่สุดคือผลลัพธ์สุดท้าย เนื่องจากว่าเป็นผลลัพธ์นี้นี่เองที่จะช่วยให้พระองค์ประเมินว่าเจ้าได้ขึ้นถึงมาตรฐานของพระองค์ในการทดสอบโดยเฉพาะครั้งนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนเผชิญปัญหา พวกเขามักจะไม่คิดเกี่ยวกับว่าทำไมพวกเขาจึงต้องเผชิญหน้ากับมัน มาตรฐานอะไรที่พระเจ้าทรงคาดหมายให้พวกเขาตอบสนอง อะไรที่พระองค์ทรงต้องการเห็นในพวกเขา หรืออะไรที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะได้รับจากพวกเขา ในยามที่เผชิญหน้ากับปัญหานี้ ผู้คนเหล่านี้ก็เพียงคิดว่า “นี่คือบางสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องเผชิญหน้า ข้าพระองค์ต้องระมัดระวัง ต้องไม่สะเพร่า! ไม่ว่าอะไรก็ตาม นี่คือเครื่องบูชาของพระเจ้า และข้าพระองค์ก็ไม่สามารถแตะต้องได้” พร้อมด้วยความคิดที่มีลักษณะเรียบง่ายเช่นนี้ ผู้คนเชื่อว่าพวกเขาได้ทำให้ภาระหน้าที่ต่าง ๆ ของพวกเขาลุล่วงแล้ว ผลลัพธ์ของการทดสอบนี้จะนำความพึงพอพระทัยมาให้พระเจ้าหรือไม่? จงไปและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ (หากผู้คนยำเกรงพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหน้าที่ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาสัมผัสกับเครื่องบูชาของพระเจ้า พวกเขาก็จะพิจารณาว่ามันง่ายเพียงใดที่จะทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าขุ่นเคือง และนั่นจะทำให้พวกเขาต้องดำเนินการต่อด้วยความระมัดระวังอย่างแน่นอน) การตอบโต้ของพวกเจ้าอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง แต่ก็ยังไม่ถึงกับครบบริบูรณ์ การเดินในทางของพระเจ้านั้นไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎอันผิวเผินต่าง ๆ ตรงกันข้ามกลับหมายความว่าเมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับปัญหา เจ้าจะเห็นว่าเหนือสิ่งอื่นใด มันเป็นสถานการณ์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้แล้ว เป็นความรับผิดชอบที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เจ้า หรือภารกิจที่พระองค์ทรงวางใจมอบหมายให้เจ้า เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหานี้ เจ้าควรถึงกับเห็นว่าเป็นการทดสอบที่พระเจ้าทรงส่งให้แก่เจ้า เมื่อเจ้าประสบกับปัญหานี้ เจ้าต้องมีมาตรฐานในหัวใจของเจ้า และเจ้าต้องคิดว่าเรื่องนี้ได้มาจากพระเจ้า เจ้าต้องคิดเกี่ยวกับวิธีจัดการกับมันในลักษณะที่เจ้าสามารถทำให้ความรับผิดชอบของเจ้าลุล่วง ในขณะที่ยังคงจงรักภักดีต่อพระเจ้า ตลอดจนวิธีที่จะทำเช่นนั้นโดยไม่ทำให้พระองค์ทรงโกรธหรือทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ทรงขุ่นเคือง เมื่อครู่นี้เราได้พูดเกี่ยวกับการเก็บรักษาเครื่องบูชา เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเครื่องบูชา และยังโยงใยไปถึงหน้าที่ของเจ้าและความรับผิดชอบของเจ้าอีกด้วย เจ้ามีหน้าที่ผูกพันกับความรับผิดชอบนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหานี้ มีการทดลองใด ๆ หรือไม่? มี! การทดลองนี้มาจากไหนเล่า? การทดลองนี้มาจากซาตาน และมาจากอุปนิสัยที่ชั่วร้าย เสื่อมทรามของพวกมนุษย์อีกด้วย ในเมื่อมีการทดลอง ประเด็นนี้จึงเกี่ยวข้องกับการยืนหยัดในคำพยานที่ผู้คนควรจะยืนหยัด ซึ่งเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ของเจ้าอีกด้วย ผู้คนบางคนพูดว่า “นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่งนัก จำเป็นจริง ๆ หรือที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่?” ใช่แล้ว มันจำเป็น! นี่เป็นเพราะเพื่อที่จะยังอยู่ในทางของพระเจ้า พวกเราไม่สามารถปล่อยสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับพวกเราหรือรอบตัวพวกเราไป แม้กระทั่งสิ่งเล็กน้อย ไม่ว่าพวกเราจะคิดว่าพวกเราควรให้ความสนใจกับมันหรือไม่ ตราบใดที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าเรื่องใดก็ตาม พวกเราจะต้องไม่ปล่อยมันไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นควรถูกมองว่าเป็นการทดสอบที่พระเจ้าได้ทรงมอบแก่พวกเรา เจ้าคิดอะไรเกี่ยวกับวิธีมองสิ่งต่าง ๆ วิธีนี้? หากเจ้ามีท่าทีแบบนี้ เช่นนั้นแล้ว มันจะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง กล่าวคือ ลึก ๆ แล้ว เจ้ายำเกรงพระเจ้าและเต็มใจหลบเลี่ยงความชั่ว หากเจ้ามีความอยากที่จะทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้านำสู่การฝึกฝนปฏิบัติจะไม่อยู่ไกลมากนักจากการตอบสนองต่อมาตรฐานแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว

มีบ่อย ๆ ที่พวกที่เชื่อว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจมากนักและไม่พูดถึงโดยปกติเป็นเพียงเรื่องไร้สาระเล็กน้อยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับประเด็นเช่นนี้ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับมัน และจากนั้นพวกเขาก็ปล่อยให้มันผ่านไป อย่างไรก็ตาม โดยข้อเท็จจริงแล้วเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่เจ้าควรศึกษา—บทเรียนเกี่ยวกับวิธีที่จะกยำเกรงพระเจ้าและวิธีที่จะหลบเลี่ยงความชั่ว ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่เจ้าควรวิตกกังวลยิ่งขึ้นไปอีกคือการรู้ว่าพระเจ้าทรงกำลังทำอะไรเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเผชิญหน้ากับเจ้า พระเจ้าทรงอยู่ข้างเจ้านั่นเอง ทรงสังเกตการณ์ทุกคำพูดและการกระทำของเจ้า และทรงเฝ้าดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำและการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นในความคิดของเจ้า—นี่คือพระราชกิจของพระเจ้า ผู้คนบางคนถามว่า “หากนั่นเป็นจริง เช่นนั้นแล้วทำไมข้าพระองค์จึงไม่รู้สึก?” เจ้าไม่รู้สึกเพราะเจ้ายังไม่ได้ยึดติดวิธีที่จะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเป็นวิธีแรกของเจ้า ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถสำนึกรับรู้ได้ถึงพระราชกิจอันแยบยลที่พระเจ้าทรงทำในผู้คน ซึ่งสำแดงตัวโดยสอดคล้องกับความคิดและการกระทำที่หลากหลายของผู้คน เจ้าเป็นคนประมาทเลินเล่อ! อะไรเล่าที่เป็นเรื่องใหญ่? อะไรเล่าที่เป็นเรื่องเล็ก? เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินในทางของพระเจ้าไม่ได้ถูกแยกระหว่างเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก แต่พวกเจ้าสามารถยอมรับนั่นได้ไหม? (พวกเราสามารถยอมรับได้) ในด้านของเรื่องประจำวันต่าง ๆ มีบางเรื่องที่ผู้คนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่และมีนัยสำคัญมาก และเรื่องอื่น ๆ ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กไร้สาระ บ่อยครั้งที่ผู้คนเห็นว่าเรื่องใหญ่เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และพวกเขาพิจารณาว่าเรื่องเหล่านั้นได้ถูกพระเจ้าทรงส่งมา อย่างไรก็ตามเมื่อเรื่องใหญ่เหล่านี้ปรากฏขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้คนไปไม่ถึงการทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าลุล่วง ไม่สามารถได้รับวิวรณ์ใด ๆ และไม่สามารถได้รับความรู้จริงแท้ใด ๆ ที่มีคุณค่า เนื่องจากวุฒิภาวะที่ยังน้อยอยู่ของผู้คนและเพราะขีดความสามารถที่ต่ำของพวกเขา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล็กแล้ว เรื่องเหล่านี้เพียงแค่ถูกผู้คนมองข้ามและถูกทิ้งให้เลือนหายไปทีละนิดทีละหน่อย เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้คนได้สูญเสียโอกาสมากมายที่จะได้รับการตรวจสอบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและได้รับการทดสอบโดยพระองค์ มันหมายความว่าอะไรหากเจ้ามักมองข้ามผู้คน เหตุการณ์และวัตถุต่าง ๆ และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าเสมอ? มันหมายความว่าทุกวัน และแม้กระทั่งทุกชั่วขณะ เจ้ากำลังปฏิเสธการที่พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม ตลอดจนภาวะผู้นำของพระองค์เป็นนิตย์ เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสถานการณ์ให้กับเจ้า พระองค์กำลังทรงเฝ้าดูอย่างลับ ๆ ทรงมองดูหัวใจของเจ้า ทรงสังเกตการณ์ความคิดและการไตร่ตรองของเจ้า ทรงเฝ้าดูว่าเจ้าคิดอย่างไร และทรงรอดูว่าเจ้าจะปฏิบัติตัวอย่างไร หากเจ้าเป็นคนประมาท—คนที่ไม่เคยจริงจังกับทางของพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ หรือความจริง—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ใส่ใจหรือให้ความสนใจกับสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้เสร็จสิ้น หรือข้อพึงประสงค์ที่พระองค์ทรงคาดหวังให้เจ้าตอบสนองในคราที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการสภาพแวดล้อมบางอย่างสำหรับเจ้า และเจ้าก็จะไม่รู้ว่าผู้คน เหตุการณ์ และวัตถุต่าง ๆ ที่เจ้าประสบเกี่ยวเนื่องกับความจริงหรือพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างไร หลังจากที่เจ้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์ซ้ำ ๆ และการทดสอบซ้ำ ๆ เช่นนี้ โดยที่พระเจ้าไม่ทรงเห็นผลลัพธ์ใด ๆ ในตัวเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงดำเนินการต่อไปอย่างไร? หลังจากได้เผชิญหน้ากับการทดสอบซ้ำ ๆ เจ้ายังไม่ได้ขยายพระเจ้าในหัวใจของเจ้า และเจ้าไม่ได้เห็นสถานการณ์ที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าในสิ่งที่พวกมันเป็น นั่นคือ การทดสอบและการตรวจสอบจากพระเจ้า แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้ากลับได้ปฏิเสธโอกาสที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้เจ้าแทน แล้วปล่อยให้โอกาสผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า นี่ไม่ใช่การไม่เชื่อฟังอย่างสุดขีดที่ผู้คนแสดงให้เห็นหรอกหรือ? (ใช่สิ) พระเจ้าจะทรงรู้สึกเจ็บปวดเพราะเหตุนี้หรือไม่? (พระองค์จะทรงรู้สึก) พระเจ้าจะไม่ทรงรู้สึกเจ็บปวด! การได้ยินเราพูดสิ่งนี้ทำให้พวกเจ้าตกใจอีกครั้ง พวกเจ้าอาจกำลังคิดว่า: “ไม่ได้มีการพูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วหรือว่าพระเจ้าทรงรู้สึกเจ็บปวดเสมอ? ดังนั้นพระเจ้าจะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้วเมื่อใดเล่าที่พระองค์ทรงรู้สึกเจ็บปวด?” โดยสังเขปแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงรู้สึกเจ็บปวดในสถานการณ์นี้ ดังนั้นเช่นนั้นแล้ว ท่าทีของพระเจ้าที่มีต่อพฤติกรรมประเภทที่ระบุไว้คร่าว ๆ ข้างต้นนั้นคืออะไรเล่า? เมื่อผู้คนปฏิเสธการทดสอบและการตรวจสอบที่พระเจ้าทรงส่งให้พวกเขา และเมื่อพวกเขาหลบเลี่ยงทั้งสองอย่างนั้น มีเพียงท่าทีเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเช่นนี้ นี่คือท่าทีอะไรกันเล่า? พระเจ้าทรงผลักไสบุคคลแบบนี้จากก้นบึ้งหัวใจของพระองค์ มีความหมายสองชั้นสำหรับคำว่า “ผลักไส” เราควรอธิบายอย่างไรดีจากทัศนคติของเรา ลึก ๆ แล้วคำว่า “ผลักไส” มีนัยยะของความรังเกียจและความเกลียดชัง แล้วความหมายอีกชั้นหนึ่งเล่า? นั่นก็คือส่วนที่แสดงนัยของการยอมแพ้ในบางสิ่ง พวกเจ้าทั้งหมดรู้ว่า “ยอมแพ้” หมายถึงอะไรใช่หรือไม่? โดยสรุปแล้ว “ผลักไส” คือคำที่เป็นตัวแทนของปฏิกิริยาและท่าทีท้ายสุดของพระเจ้าที่ทรงมีต่อผู้คนเหล่านั้นที่ประพฤติตัวเช่นนั้น เป็นความเกลียดชังสุดขีดต่อพวกเขา และความรังเกียจ และด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้มีการตัดสินใจที่จะละทิ้งพวกเขา นี่คือการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของพระเจ้าต่อบุคคลที่ไม่เคยเดินในทางของพระเจ้า และที่ไม่เคยยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บัดนี้พวกเจ้าทั้งหมดสามารถเห็นความสำคัญของคำกล่าวที่เราได้พูดถึงไปก่อนหน้านี้ได้แล้วหรือไม่?

ทีนี้พวกเจ้าเข้าใจวิธีการที่พระเจ้าทรงใช้ในการกำหนดบทอวสานของผู้คนหรือยัง? (พระองค์ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกันทุกวัน) “พระองค์ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกัน” —เหล่านี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้คนสามารถสัมผัสและแตะต้องได้ ดังนั้นอะไรคือแรงจูงใจของพระเจ้าในการทรงทำการนี้? เจตนาของพระองค์คือการให้การทดสอบหลากหลายลักษณะ ณ เวลาที่แตกต่างกันและในสถานที่ที่แตกต่างกันแก่บุคคลทุกคนไม่มีเว้น ด้านใดเล่าของบุคคลถูกนำไปตรวจสอบในระหว่างการทดสอบ? การทดสอบกำหนดว่าเจ้าเป็นบุคคลประเภทที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในทุกประเด็นที่เจ้าเผชิญหน้า ได้ยิน ได้เห็น และมีประสบการณ์ด้วยตนเองหรือไม่ ทุกคนจะเผชิญหน้ากับการทดสอบชนิดนี้เพราะพระเจ้าทรงยุติธรรมต่อผู้คนทั้งหมด พวกเจ้าบางคนพูดว่า “ข้าพระองค์ได้เชื่อในพระเจ้าหลายปีแล้ว ดังนั้นแล้วทำไมข้าพระองค์จึงยังไม่ได้เผชิญหน้ากับการทดสอบใด ๆ เล่า?” เจ้ารู้สึกว่าเจ้ายังไม่ได้เผชิญหน้าการทดสอบใด ๆ เพราะเมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมให้เจ้า เจ้าไม่ได้จริงจังกับรูปการณ์แวดล้อมเหล่านั้นและไม่ต้องการเดินในทางของพระเจ้า ดังนั้นเจ้าก็แค่ไม่สำนึกรับรู้การทดสอบของพระเจ้าเลย บางคนพูดว่า “ข้าพระองค์ได้เผชิญหน้ากับการทดสอบสองสามครั้งแล้ว แต่ข้าพระองค์ไม่รู้วิธีฝึกฝนปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม แม้เมื่อข้าพระองค์ได้ฝึกฝนปฏิบัติแล้ว ข้าพระองค์ก็ยังคงไม่รู้ว่าข้าพระองค์ได้ตั้งมั่นในระหว่างการทดสอบของพระเจ้าหรือไม่” ผู้คนในสภาวะแบบนี้ไม่ได้มีจำนวนน้อยอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วอะไรเล่าคือมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้ประเมินผู้คน? เป็นดังเช่นที่เราได้พูดเมื่อครู่ก่อน นั่นคือ เป็นการที่ว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในทุกสิ่งที่เจ้าทำ คิด และแสดงออกหรือไม่ นี่คือวิธีที่จะตัดสินว่าเจ้าเป็นบุคคลที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่ มโนภาพนี้เรียบง่ายหรือไม่? มันเรียบง่ายพอที่จะพูด แต่ง่ายที่จะนำสู่การฝึกฝนปฏิบัติหรือไม่? (มันก็ไม่ง่ายนัก) ทำไมจึงไม่ง่ายนัก? (เพราะผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า และพวกเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมอย่างไร ดังนั้นเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหา พวกเขาไม่รู้วิธีค้นพบความจริงเพื่อแก้ปัญหาของพวกเขา พวกเขาต้องก้าวผ่านการทดสอบ กระบวนการถลุง การตีสอน และการพิพากษาต่าง ๆ ก่อนที่พวกเขาจะสามารถครอบครองความเป็นจริงแห่งการยำเกรงพระเจ้า) พวกเจ้าอาจจะพูดเช่นนั้น แต่ในความคิดเห็นของพวกเจ้า การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วดูเหมือนจะทำได้อย่างง่ายดายมากตอนนี้ ทำไมเราถึงพูดเช่นนี้? เป็นเพราะพวกเจ้าได้ฟังคำเทศนามากมายและได้รับการรดน้ำในปริมาณไม่น้อยจากความเป็นจริงของความจริง สิ่งนี้ทำให้พวกเจ้าเข้าใจทั้งทางทฤษฎีและทางสติปัญญาว่าจะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างไร ในส่วนของวิธีนำการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วนั้นสู่การฝึกฝนปฏิบัติจริง ๆ นั้น ความรู้นี้ทั้งหมดช่วยได้มากและได้ทำให้พวกเจ้ารู้สึกราวกับว่าสิ่งนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยง่าย เช่นนั้นแล้วทำไมผู้คนจึงไม่มีวันสามารถสัมฤทธิ์ผลจริง ๆ ได้เล่า? นี่เป็นเพราะแก่นแท้ของธรรมชาติมนุษย์ไม่ยำเกรงพระเจ้าและมันชอบความชั่ว นี่คือเหตุผลที่แท้จริง

การไม่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วคือการต่อต้านพระเจ้า

เราขอเริ่มต้นด้วยการถามเจ้าว่าคำกล่าวนี้ “จงยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว” มาจากที่ใด (พระธรรมโยบ) เนื่องจากพวกเราได้พูดถึงโยบแล้ว เรามาสนทนาเรื่องของเขากัน ในเวลาของโยบ พระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจเพื่อความรอดและการพิชิตชัยมนุษยชาติหรือไม่? ไม่! ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหรือ? นอกจากนั้น ในความคิดเห็นของโยบ เขามีความรู้เรื่องพระเจ้ามากเท่าใดในเวลานั้น? (ไม่มาก) และความรู้เรื่องพระเจ้านั้นเปรียบเทียบกับความรู้ที่พวกเจ้ามีในทุกวันนี้อย่างไร? ทำไมพวกเจ้าจึงไม่กล้าตอบ? โยบมีความรู้มากกว่าหรือน้อยกว่าพวกเจ้าในตอนนี้เล่า? (น้อยกว่า) นี่เป็นคำถามที่ตอบง่ายมาก น้อยกว่า! นั่นแน่นอนอยู่แล้ว! ทุกวันนี้พวกเจ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและอยู่ต่อหน้าพระวจนะของพระเจ้า พวกเจ้ามีความรู้เรื่องพระเจ้ามากกว่าที่โยบมี ทำไมเราจึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา? อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการพูดสิ่งเหล่านี้? เราอยากจะอธิบายข้อเท็จจริงข้อหนึ่งแก่เจ้า แต่ก่อนที่เราจะทำเช่นนั้น เราต้องการถามพวกเจ้าหนึ่งคำถาม นั่นคือ โยบรู้น้อยมากเรื่องพระเจ้า แต่ก็ยังคงสามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วได้ ทำไมผู้คนในทุกวันนี้จึงล้มเหลวในการทำเช่นนั้น? (พวกเขาเสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ) “เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ” — นี่เป็นปรากฏการณ์ผิวเผินที่ก่อให้เกิดปัญหา แต่เราจะไม่มีวันมองมันในแบบนั้น บ่อยครั้งที่พวกเจ้านำคำสอนและคำศัพท์ที่ใช้บ่อย อาทิ “ความเสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ” “การเป็นกบฏต่อพระเจ้า” “การไม่จงรักภักดีต่อพระเจ้า” “การไม่เชื่อฟัง” “การไม่ชอบความจริง” และอื่น ๆ และใช้วลีติดหูเหล่านี้เพื่ออธิบายแก่นแท้ของทุก ๆ ประเด็น นี่เป็นวิธีฝึกฝนปฏิบัติที่มีข้อบกพร่อง การใช้คำตอบเดียวกันเพื่ออธิบายเรื่องต่าง ๆ ที่มีเนื้อหาแตกต่างกันนั้น ทำให้เกิดความสงสัยอย่างน่าเหยียดหยามเกี่ยวกับความจริงและพระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่ชอบฟังคำตอบเช่นนี้ จงคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้นานและหนัก! พวกเจ้าไม่มีแม้สักคนได้ขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่เราสามารถเห็นเรื่องนี้ทุก ๆ วัน และทุก ๆ วันเราก็สามารถรู้สึกเรื่องนี้ได้ ดังนั้นในขณะที่พวกเจ้ากำลังแสดงอยู่ เราก็กำลังเฝ้าดูอยู่ เมื่อพวกเจ้ากำลังทำบางสิ่ง พวกเจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงแก่นแท้ของมัน แต่เมื่อเราเฝ้าดู เราสามารถเห็นแก่นแท้ของมัน และเราสามารถรู้สึกถึงแก่นแท้ของมันอีกด้วย ดังนั้นแล้วแก่นแท้นี้คืออะไร? ทำไมผู้คนทุกวันนี้จึงไม่สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้เล่า? คำตอบของพวกเจ้าอยู่ไกลจากความสามารถในการอธิบายแก่นแท้ของปัญหานี้ และคำตอบเหล่านั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นั่นเป็นเพราะมันมีแหล่งกำเนิดที่พวกเจ้าไม่ตระหนักรู้ แหล่งกำเนิดนี้คืออะไรเล่า? เรารู้ว่าพวกเจ้าต้องการได้ยินเรื่องแหล่งกำเนิดนั่น ดังนั้นเราจะบอกเรื่องแหล่งกำเนิดของปัญหานี้แก่พวกเจ้า

ตั้งแต่พระเจ้าเริ่มทรงพระราชกิจ พระองค์ได้ทรงคำนึงถึงพวกมนุษย์อย่างไร? พระเจ้าทรงช่วยกู้พวกเขา พระองค์ทรงเห็นพวกมนุษย์เป็นสมาชิกครอบครัวของพระองค์ เป็นวัตถุประสงค์ในพระราชกิจของพระองค์ เป็นพวกที่พระองค์ทรงต้องการพิชิตและช่วยให้รอด และเป็นพวกที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำให้มีความเพียบพร้อม นี่คือท่าทีของพระเจ้าต่อมนุษยชาติเมื่อพระราชกิจของพระองค์เริ่มต้นขึ้น แต่ท่าทีของมนุษย์ต่อพระเจ้าในเวลานั้นคืออะไร? พระเจ้าไม่ทรงคุ้นเคยกับพวกมนุษย์ และพวกเขาคำนึงถึงว่าพระเจ้าทรงเป็นคนแปลกหน้า อาจกล่าวได้ว่าท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้านั้น ไม่ได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และพวกเขาไม่ได้มีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าพวกเขาควรปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระองค์ตามที่พวกเขาชอบและทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาชอบ พวกเขามีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพระเจ้าบ้างหรือไม่? ตอนแรกพวกเขาไม่ได้มี ที่เรียกว่าข้อคิดเห็นของพวกเขาเพียงประกอบด้วยมโนคติที่หลงผิดและข้อสันนิษฐานบางอย่างเกี่ยวกับพระองค์ พวกเขายอมรับสิ่งที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา และเมื่อมีบางสิ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา พวกเขาก็เชื่อฟังสิ่งนั้นโดยผิวเผิน แต่ลึกลงไป พวกเขารู้สึกขัดแย้งอย่างรุนแรงและพวกเขาต่อต้านมัน นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับพวกมนุษย์ในปฐมกาล นั่นคือ พระเจ้าทรงมองว่าพวกเขาเป็นสมาชิกครอบครัว แต่พวกเขาปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงคนแปลกหน้า อย่างไรก็ตาม หลังพระราชกิจของพระเจ้าผ่านไปสักพักหนึ่ง พวกมนุษย์ก็ได้มาทำความเข้าใจกับสิ่งที่พระองค์ทรงพยายามที่จะสัมฤทธิ์ผล และพวกเขาก็ได้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ พวกเขาได้มารู้ด้วยว่าพวกเขาสามารถได้รับอะไรจากพระเจ้า ผู้คนคำนึงถึงพระเจ้าอย่างไร ณ เวลานี้? พวกเขาได้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นสายชูชีพ และหวังว่าจะได้รับประทานพระคุณ พระพร และพระสัญญาของพระองค์ ณ เวลานี้พระเจ้าทรงคำนึงถึงพวกมนุษย์อย่างไร? พระองค์ทรงเห็นว่าพวกเขาเป็นเป้าหมายสำหรับการพิชิตชัยของพระองค์ พระเจ้าทรงต้องการใช้คำพูดเพื่อพิพากษาพวกเขา เพื่อตรวจสอบพวกเขา และเพื่อให้พวกเขาก้าวผ่านการทดสอบ อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้คนในตอนนั้น พระเจ้าทรงเป็นเพียงวัตถุที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อสัมฤทธิ์ผลเป้าหมายของพวกเขาเอง ผู้คนได้เห็นว่าความจริงที่พระเจ้าทรงแจกจ่ายให้สามารถพิชิตและช่วยพวกเขาให้รอดได้ ได้เห็นว่าพวกเขามีโอกาสได้รับสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องการจากพระองค์ ตลอดจนบรรลุบั้นปลายที่พวกเขาต้องการ ด้วยเหตุนี้ ความจริงใจเล็กน้อยจึงได้ก่อเกิดในหัวใจพวกเขา และพวกเขาก็เต็มใจที่จะติดตามพระเจ้าองค์นี้ เวลาได้ผ่านไป และเนื่องจากพวกเขาได้รับความรู้ผิวเผินและเกี่ยวกับหลักข้อเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า จึงอาจกล่าวได้ว่าพวกมนุษย์กำลังเริ่มกลายเป็น “คุ้นเคย” กับพระเจ้า และพระวจนะที่พระองค์ตรัส การเทศนาของพระองค์ ความจริงต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงแจกจ่ายออกไป และพระราชกิจของพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่ใต้การจับความที่ผิดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงไม่คุ้นเคยอีกต่อไป และว่าพวกเขาได้ก้าวเดินบนเส้นทางของการกลายเป็นเข้ากันได้กับพระเจ้าแล้ว ถึงตอนนี้ผู้คนได้ฟังการเทศนามากมายเกี่ยวกับความจริงและได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามากมายแล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม เพราะการแทรกแซงและการกีดขวางที่เกิดจากปัจจัยและรูปการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกันมากมาย ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถประสบความสำเร็จในการนำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติได้ และพวกเขาไม่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้ ผู้คนได้กลายเป็นย่อหย่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ และขาดความมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขามีสำนึกรับรู้ที่มากขึ้นว่าบทอวสานของพวกเขาเองไม่เป็นที่รู้จัก พวกเขาไม่กล้าคิดหาแนวคิดที่ฟุ้งเฟ้อ และพวกเขาไม่พยายามสร้างความก้าวหน้า พวกเขาเพียงติดตามไปด้วยอย่างไม่เต็มใจ ไปข้างหน้า ทีละก้าว ๆ ในส่วนของสถานะปัจจุบันของพวกมนุษย์ อะไรเล่าคือท่าทีของพระเจ้าต่อพวกเขา? พระองค์ทรงปรารถนาที่จะประทานความจริงเหล่านี้ให้พวกเขาและปลูกฝังพวกเขาด้วยทางของพระองค์เท่านั้น และจากนั้นก็ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมต่าง ๆ เพื่อทดสอบพวกเขาในวิธีที่แตกต่างกัน เป้าหมายของพระองค์คือใช้พระวจนะเหล่านี้ ความจริงเหล่านี้ และพระราชกิจของพระองค์ และทำให้เกิดบทอวสานที่พวกมนุษย์สามารถยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วได้ ผู้คนส่วนใหญ่ที่เราได้เห็นมาเพียงใช้พระวจนะของพระเจ้าและคำนึงถึงพระวจนะนั้นว่าเป็นคำสอน เพียงแค่ตัวอักษรบนกระดาษ ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม ในการกระทำและคำพูดของพวกเขา หรือในขณะเผชิญหน้ากับการทดสอบ พวกเขาไม่คำนึงถึงทางของพระเจ้าว่าเป็นแบบที่พวกเขาควรปฏิบัติตาม นี่เป็นจริงเป็นพิเศษเมื่อผู้คนเผชิญหน้ากับการทดลองใหญ่ เราไม่เคยเห็นบุคคลเช่นนี้คนใดที่ฝึกฝนปฏิบัติในทิศทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ดังนั้นท่าทีของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์จึงเต็มไปด้วยความเกลียดและความรังเกียจสุดขีด! แม้ว่าพระองค์ได้ทรงให้การทดสอบแก่พวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงกับนับเป็นร้อย ๆ ครั้ง พวกเขาก็ยังคงไม่มีท่าทีที่ชัดเจนใด ๆ เพื่อใช้สาธิตความมุ่งมั่นของพวกเขาว่า “ข้าพระองค์ต้องการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว!” เนื่องจากผู้คนไม่ได้มีความมุ่งมั่นนี้และไม่ทำการแสดงแบบนี้ ท่าทีในปัจจุบันของพระเจ้าต่อพวกเขาจึงไม่เหมือนกับท่าทีในอดีต เมื่อพระองค์ทรงยื่นความกรุณา ความยอมผ่อนปรน ความอดกลั้น และความทรหดอดทนให้พวกเขา แต่พระองค์ทรงผิดหวังในมนุษยชาติอย่างที่สุดแทน ใครเล่าที่ก่อเกิดความผิดหวังนี้? ท่าทีของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับใครเล่า? ท่าทีนั้นขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคนและทุกคนที่ติดตามพระองค์ ในระหว่างการทรงพระราชกิจนานหลายปีของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงมอบหมายข้อพึงประสงค์มากมายให้แก่ผู้คนและได้ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมมากมายสำหรับพวกเขา อย่างไรก็ตาม โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาได้ฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร และไม่สำคัญว่าท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้าจะเป็นอะไร ผู้คนก็ได้ล้มเหลวในการฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องอย่างชัดเจนกับเป้าหมายของการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ดังนั้นเราจะมอบวลีแห่งการสรุป และใช้วลีนี้เพื่ออธิบายทุกสิ่งที่เราเพิ่งพูดเกี่ยวกับว่าทำไมผู้คนไม่สามารถเดินในทางของพระเจ้าแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว วลีนี้คืออะไร? วลีนี้ก็คือ พระเจ้าทรงคำนึงถึงพวกมนุษย์ว่าเป็นวัตถุประสงค์แห่งความรอดของพระองค์และเป็นวัตถุประสงค์แห่งพระราชกิจของพระองค์ พวกมนุษย์คำนึงถึงพระเจ้าว่าเป็นศัตรูของพวกเขาและผู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับพวกเขา บัดนี้เจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่? ชัดเจนมากว่าท่าทีของมนุษย์คืออะไร ท่าทีของพระเจ้าคืออะไร และความสัมพันธ์ระหว่างพวกมนุษย์กับพระเจ้าคืออะไร ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าได้ฟังการเทศนามากเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้นที่พวกเจ้าได้ทำข้อสรุปของพวกเจ้าเองแล้ว อาทิ การซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า การนบนอบต่อพระเจ้า การแสวงหาวิธีที่จะเข้ากันได้กับพระเจ้า การต้องการสละชั่วชีวิตเพื่อพระเจ้า และการต้องการมีชีวิตเพื่อพระเจ้า—สำหรับเราแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวอย่างของการเดินโดยรู้สึกตัวในทางของพระเจ้า ซึ่งก็คือการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว แต่สิ่งเหล่านั้นกลับเป็นเพียงช่องทางที่พวกเจ้าสามารถใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างแทน เพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น พวกเจ้าปฏิบัติตามกฎข้อบังคับบางข้ออย่างไม่เต็มใจ และเป็นกฎข้อบังคับเหล่านี้นี่เองที่นำผู้คนให้ห่างไกลจากวิธีแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วยิ่งขึ้น และนั่นทำให้พระเจ้าทรงอยู่ตรงกันข้ามกับมวลมนุษย์อีกครั้ง

หัวข้อของวันนี้หนักสักหน่อย แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังคงหวังว่าเมื่อพวกเจ้าก้าวผ่านประสบการณ์ที่จะมา และเวลาที่จะมา พวกเจ้าจะสามารถทำสิ่งที่เราเพิ่งจะบอกพวกเจ้าได้ จงอย่าคำนึงถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่ง—ราวกับว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่เมื่อพระองค์ทรงมีประโยชน์ต่อพวกเจ้า แต่ไม่ทรงดำรงอยู่เมื่อพวกเจ้าไม่ได้ใช้ประโยชน์พระองค์แล้ว ทันทีที่เจ้ามีความคิดเช่นนี้ในจิตใต้สำนึกของเจ้า เจ้าก็จะได้ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธแล้ว บางทีอาจมีผู้คนที่พูดว่า “ข้าพระองค์ไม่คำนึงถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า ข้าพระองค์มักอธิษฐานต่อพระองค์เสมอและข้าพระองค์มักพยายามทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยเสมอ และทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำอยู่ภายในขอบเขต มาตรฐานและหลักการที่พระเจ้าทรงประสงค์ ข้าพระองค์ไม่ได้กำลังฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับแนวคิดของข้าพระองค์เองอย่างแน่นอน” ใช่แล้ว ลักษณะนี้ที่เจ้าใช้ฝึกฝนปฏิบัตินั้นถูกต้อง! แม้กระนั้นก็ตาม เจ้าคิดอะไรเมื่อเจ้ามาประจัญหนากับปัญหา? เจ้าฝึกฝนปฏิบัติอย่างไรเมื่อเจ้าเผชิญหน้ากันประเด็นปัญหา? ผู้คนบางคนรู้สึกว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่เมื่อพวกเขาอธิษฐานต่อพระองค์และวิงวอนต่อพระองค์ แต่เช่นนั้นแล้ว เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาประสบปัญหา พวกเขาก็คิดหาแนวคิดของพวกเขาเองและต้องการที่จะปฏิบัติตามแนวคิดเหล่านั้น นี่หมายความว่าพวกเขาคำนึงถึงพระเจ้าว่าเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่ง และสถานการณ์เช่นนี้ทำให้พระเจ้าทรงไม่มีตัวตนในจิตใจของพวกเขา ผู้คนเชื่อว่าพระเจ้าควรดำรงอยู่เมื่อพวกเขาต้องการพระองค์ แต่ไม่ใช่เมื่อพวกเขาไม่ต้องการพระองค์ ผู้คนคิดว่าการฝึกฝนปฏิบัติบนพื้นฐานแนวคิดของพวกเขาเองนั้นเพียงพอแล้ว พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถทำสิ่งใดก็ได้ที่พวกเขาพอใจ พวกเขาแค่ไม่เชื่อว่าพวกเขาต้องแสวงหาทางของพระเจ้าจนพบ สำหรับผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้และติดอยู่ในสภาพเช่นนี้ในขณะนี้ พวกเขาไม่ได้กำลังเข้าหาอันตรายหรอกหรือ? ผู้คนบางคนพูดว่า “ไม่ว่าข้าพระองค์กำลังเข้าหาอันตรายหรือไม่ ข้าพระองค์ก็ได้มีความเชื่อมาหลายปีแล้ว และข้าพระองค์เชื่อว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงทนไม่ได้ที่จะทรงทำเช่นนั้น” คนอื่น ๆ พูดว่า “ข้าพระองค์ได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่เวลาที่ข้าพระองค์อยู่ในครรภ์มารดาของข้าพระองค์ เป็นเวลาสี่สิบหรือห้าสิบปีแล้ว ดังนั้นในแง่ของเวลา ข้าพระองค์มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า และข้าพระองค์มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะอยู่รอด ในช่วงสี่หรือห้าทศวรรษนี้ ข้าพระองค์ได้ละทิ้งครอบครัวของข้าพระองค์และงานของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้ยอมทิ้งทั้งหมดที่ข้าพระองค์มี—สิ่งต่าง ๆ เช่น เงินตรา สถานะ ความสุขสำราญ และเวลากับครอบครัวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยังไม่ได้กินอาหารอร่อย ๆ มากมาย ข้าพระองค์ยังไม่ได้สุขสำราญกับความสนุกต่าง ๆ มากมาย ข้าพระองค์ยังไม่ได้ไปเยือนสถานที่ที่น่าสนใจมากมาย และข้าพระองค์ยังถึงกับได้มีประสบการณ์กับความทุกข์ที่ผู้คนธรรมดาไม่สามารถทนฝ่าได้ หากพระเจ้าไม่สามารถช่วยข้าพระองค์ให้รอดได้ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เช่นนั้นแล้วข้าพระองค์ก็กำลังถูกปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรม และข้าพระองค์ก็ไม่สามารถเชื่อในพระเจ้าแบบนี้ได้” มีผู้คนมากมายที่มีทัศนะเช่นนี้หรือไม่? (มี) เช่นนั้นแล้ว วันนี้เราก็จะช่วยพวกเจ้าทำความเข้าใจข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ ผู้คนที่มีทัศนะเช่นนี้ล้วนกำลังยิงที่เท้าตัวเอง นี่เป็นเพราะพวกเขากำลังปิดบังตาของพวกเขาด้วยจินตนาการของพวกเขาเอง เป็นจินตนาการเหล่านี้นี่เอง รวมถึงบทสรุปของพวกเขาเอง ที่เข้าไปแทนที่ของมาตรฐานที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้พวกมนุษย์ตอบสนองและหน่วงเหนี่ยวพวกเขาจากการยอมรับเจตนาจริงแท้ของพระเจ้า มันทำให้พวกเขาไม่สามารถสำนึกรับรู้การทรงดำรงอยู่ที่แท้จริงของพระองค์ และยังเป็นเหตุให้พวกเขาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า โดยละทิ้งส่วนใดส่วนหนึ่งหรือส่วนแบ่งในพระสัญญาของพระเจ้า

พระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานของผู้คนและมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้ในการทำเช่นนั้นอย่างไร

ก่อนที่เจ้าจะลงเอยในทัศนะหรือบทสรุปใด เจ้าควรทำความเข้าใจว่าท่าทีของพระเจ้าต่อเจ้าคืออะไร และพระองค์กำลังทรงคิดอะไรเป็นอันดับแรก และจากนั้น เจ้าก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่าการขบคิดของเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่ พระเจ้าไม่ได้ทรงเคยใช้เวลาเป็นหน่วยวัดในการกำหนดบทอวสานของบุคคล และพระองค์ไม่ได้ทรงเคยวางการกำหนดเช่นนี้บนพื้นฐานของปริมาณความทุกข์ที่บุคคลผู้หนึ่งได้ทน เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าทรงใช้อะไรเป็นมาตรฐานในการกำหนดบทอวสานของบุคคล? การกำหนดบทอวสานบนพื้นฐานของเวลาจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คนมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้คนเหล่านั้นที่พวกเจ้าเห็นบ่อย ๆ ผู้ซึ่ง ณ จุดหนึ่งได้อุทิศไปมากมาย สละไปมากมาย ชดใช้ไปมหาศาล และทนทุกข์มากมาย เหล่านี้คือพวกที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า ในแบบที่พวกเจ้ามองเห็น ทั้งหมดที่ผู้คนเหล่านี้สาธิตและดำเนินชีวิตนั้นสอดคล้องอย่างแม่นยำกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คนเกี่ยวกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงวางไว้สำหรับการกำหนดบทอวสานของบุคคล สิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าเชื่อ เราจะไม่ทำรายการตัวอย่างเหล่านี้ทีละรายการ กล่าวโดยสังเขปแล้ว สิ่งใดที่ไม่เป็นมาตรฐานภายในการขบคิดของพระเจ้าเองนั้นมาจากจินตนาการของมนุษย์แทน และสิ่งเช่นนี้ทั้งหมดเป็นมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ หากเจ้ายืนยันในมโนคติที่หลงผิดและความเพ้อฝันของเจ้าเองอย่างคนตาบอด ผลลัพธ์จะเป็นอะไรเล่า? เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าผลที่ตามมาของการนี้สามารถเป็นได้เพียงการที่พระเจ้าปฏิเสธเจ้า นี่เป็นเพราะเจ้ามักจะโอ้อวดคุณสมบัติของเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า แข่งขันกับพระองค์ และโต้เถียงกับพระองค์ และเจ้าไม่ได้พยายามจับความเข้าใจการขบคิดของพระองค์อย่างแท้จริง และเจ้าไม่ได้พยายามจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์หรือท่าทีของพระองค์ต่อมนุษยชาติ การดำเนินการไปในลักษณะนี้ให้เกียรติเจ้าเองเหนือสิ่งอื่นใด มันไม่ได้ขยายพระเจ้า เจ้าเชื่อในตัวเอง เจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงต้องการผู้คนเช่นนี้ และพระองค์จะไม่ทรงนำความรอดมาให้พวกเขา หากเจ้าสามารถปล่อยมุมมองแบบนี้ไป และยิ่งกว่านั้น แก้ไขทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นซึ่งเจ้าเคยมีในอดีต หากเจ้าสามารถดำเนินการไปโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า หากเจ้าสามารถฝึกฝนปฏิบัติทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วจากจุดนี้เป็นต้นไป หากเจ้าสามารถจัดการถวายเกียรติแด่พระเจ้าในฐานะองค์หนึ่งเดียวผู้ยิ่งใหญ่ในทุกสรรพสิ่งและละเว้นจากการใช้ความเพ้อฝัน ทัศคติ หรือความเชื่อส่วนตัวของพวกเจ้าเองเพื่อนิยามตัวเองและพระเจ้า และหากเจ้าสามารถแสวงหาเจตนาของพระเจ้าในทุกด้านจนพบแทน มาตระหนักและเข้าใจท่าทีของพระองค์ต่อมนุษยชาติ และทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยโดยการตอบสนองมาตรฐานของพระองค์ นั่นจะน่าอัศจรรย์! จะเป็นการแสดงความหมายว่าเจ้ากำลังจะเริ่มเข้าสู่ทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

หากพระเจ้าไม่ทรงใช้ความคิด แนวคิด และทัศนคติที่หลากหลายของผู้คนเป็นมาตรฐานในการกำหนดบทอวสานของพวกเขา พระองค์ทรงใช้มาตรฐานแบบใดเล่าในการกำหนดบทอวสานของผู้คน? พระองค์ทรงใช้การทดสอบต่าง ๆ เพื่อกำหนดบทอวสานของพวกเขา มีสองมาตรฐานสำหรับการใช้การทดสอบของพระเจ้าเพื่อกำหนดบทอวสานของผู้คน กล่าวคือ มาตรฐานแรกคือจำนวนการทดสอบที่ผู้คนก้าวผ่าน และมาตรฐานที่สองคือผลลัพธ์ที่การทดสอบเหล่านี้มีต่อผู้คน เป็นตัวบ่งชี้ทั้งสองนี้นั่นเองที่สร้างบทอวสานของบุคคล ทีนี้เรามาอธิบายมาตรฐานทั้งสองนี้โดยละเอียดกัน

ในการเริ่มต้น เมื่อบุคคลผู้หนึ่งเผชิญหน้ากับการทดสอบจากพระเจ้า (หมายเหตุ: เป็นไปได้ว่าในสายตาของเจ้า การทดสอบนี้อาจจะเป็นการทดสอบเล็ก ไม่คุ้มค่าที่จะพูดถึง) พระองค์จะทรงทำให้เจ้าไหวตัวรับรู้อย่างเด่นชัดว่า นี่คือพระหัตถ์ของพระองค์บนตัวเจ้า และเป็นพระองค์ที่ทรงจัดการเตรียมการรูปการณ์แวดล้อมนี้ให้เจ้า ในขณะที่เจ้ายังคงไม่มีวุฒิภาวะเต็มที่ พระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมการการทดสอบเพื่อตรวจสอบเจ้า และการทดสอบเหล่านี้จะสอดคล้องกับวุฒิภาวะของเจ้า สิ่งที่เจ้าสามารถจับใจความได้ และสิ่งที่เจ้าสามารถต้านทานได้ ส่วนไหนของเจ้าเล่าที่จะถูกตรวจสอบ ท่าทีของเจ้าต่อพระเจ้า ท่าทีนี้สำคัญมากหรือไม่? แน่นอนว่ามันสำคัญ! มันมีความสำคัญเป็นพิเศษ! ท่าทีนี้ในพวกมนุษย์เป็นผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงอยากได้ ดังนั้น ในความคิดเห็นของพระองค์ มันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของทั้งหมด มิฉะนั้นแล้ว พระเจ้าจะไม่ทรงใช้ความพยายามของพระองค์กับผู้คนโดยมีส่วนร่วมในพระราชกิจเช่นนี้ โดยผ่านทางการทดสอบเหล่านี้ พระเจ้าทรงต้องการเห็นท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ พระองค์ทรงต้องการดูว่าเจ้าอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ พระองค์ทรงต้องการดูว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่อีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจความจริงมากหรือน้อยในเวลาใดก็ตาม เจ้าจะยังคงเผชิญหน้ากับการทดสอบของพระเจ้า และหลังการเพิ่มใด ๆ ในปริมาณของความจริงที่เจ้าเข้าใจ พระองค์จะยังคงจัดการเตรียมการการทดสอบที่เกี่ยวข้องสำหรับเจ้าต่อไป เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบอีกครั้ง พระเจ้าจะทรงต้องการดูว่าทัศคติของเจ้า แนวคิดของเจ้า และท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ได้ประสบกับการเติบโตใดบ้างในช่วงเวลาใดระหว่างนั้นหรือไม่ ผู้คนบางคนสงสัยว่า “ทำไมพระเจ้าทรงต้องการเห็นท่าทีของผู้คนเสมอ? พระองค์ไม่ได้ทรงเห็นแล้วหรอกหรือว่าพวกเขานำความจริงสู่การฝึกฝนปฏิบัติอย่างไร? ทำไมพระองค์ทรงยังคงต้องการเห็นท่าทีของพวกเขา?” นี่เป็นคำพูดไร้สาระปราศจากเหตุผล! ในเมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจในลักษณะนี้ น้ำพระทัยของพระองค์ต้องอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงคอยสังเกตการณ์ผู้คนจากด้านข้าง ทรงคอยเฝ้าดูทุกคำพูดและกิจกรรมของพวกเขา ทุกการกระทำและการเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่เป็นนิตย์ พระองค์ทรงถึงกับสังเกตการณ์ทุกความคิดและแนวคิดของพวกเขา พระเจ้าทรงจดบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คน—ความประพฤติดีของพวกเขา ความผิดของพวกเขา การล่วงละเมิดของพวกเขา แม้แต่การกบฏและการทรยศของพวกเขา—เป็นหลักฐานที่ใช้ในการกำหนดบทอวสานของพวกเขา ขณะที่พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการยกระดับขึ้น เจ้าจะได้ยินความจริงมากขึ้นและมายอมรับสิ่งต่าง ๆ และข่าวสารเชิงบวกมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเจ้าจะได้รับความเป็นจริงของความจริงมากขึ้น ตลอดกระบวนการนี้ ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าต่อเจ้าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์จะทรงจัดการเตรียมการการทดสอบที่จริงจังมากขึ้นสำหรับเจ้า เป้าหมายของพระองค์คือการตรวจสอบว่าท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ได้ก้าวหน้าไปในระหว่างนั้นแล้วหรือไม่ แน่นอน เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ทัศคติที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากเจ้าจะสอดคล้องกับความเข้าใจในความเป็นจริงของความจริงของเจ้า

เมื่อวุฒิภาวะของเจ้าค่อย ๆ เพิ่มขึ้น มาตรฐานที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในขณะที่เจ้ายังไม่บรรลุวุฒิภาวะ พระองค์จะทรงวางมาตรฐานที่ต่ำมากเพื่อให้เจ้าตอบสนอง เมื่อวุฒิภาวะของเจ้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พระองค์จะทรงยกมาตรฐานของเจ้าให้สูงขึ้นอีกหน่อย แต่พระเจ้าจะทรงทำอะไรหลังจากเจ้าได้รับความเข้าใจในความจริงทั้งหมดแล้ว? พระองค์จะทรงให้เจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบที่ใหญ่ขึ้นไปอีก ท่ามกลางการทดสอบเหล่านี้ สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะได้รับจากเจ้า สิ่งที่พระองค์ต้องการเห็นจากเจ้านั้น คือความรู้เรื่องพระองค์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นความเคารพที่จริงแท้ต่อพระองค์ ณ เวลานี้ ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อเจ้าจะสูงขึ้นและ “รุนแรงขึ้น” มากกว่าที่เคยเป็นเมื่อวุฒิภาวะของเจ้ายังต่ำกว่านี้ (หมายเหตุ: ผู้คนอาจมองว่าข้อพึงประสงค์เหล่านั้นรุนแรง แต่จริง ๆ แล้ว พระเจ้าทรงมองว่าข้อพึงประสงค์เหล่านั้นสมเหตุสมผลแล้ว) เมื่อพระเจ้าทรงกำลังทดสอบผู้คนนั้น พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสร้างความเป็นจริงแบบใดเล่า? พระองค์มักจะทรงขอให้ผู้คนมอบหัวใจของพวกเขาให้พระองค์เสมอ ผู้คนบางคนจะพูดว่า “ข้าพระองค์จะให้สิ่งนั้นได้อย่างไร? ข้าพระองค์ได้ทำให้หน้าที่ของข้าพระองค์ลุล่วงแล้ว ข้าพระองค์ได้ละทิ้งบ้านและความเป็นอยู่ของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้สละตัวเองแล้ว เหล่านี้ไม่ใช่กรณีทั้งหมดของการที่ข้าพระองค์มอบหัวใจของข้าพระองค์ให้กับพระเจ้าหรอกหรือ? มีวิธีอื่นอีกหรือไม่ที่ข้าพระองค์จะสามารถมอบหัวใจของข้าพระองค์แก่พระเจ้าได้? เป็นไปได้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว เหล่านี้ไม่ใช่วิธีมอบหัวใจของข้าพระองค์แก่พระองค์? ข้อพึงประสงค์เฉพาะเจาะจงของพระเจ้าคืออะไรเล่า?” ข้อพึงประสงค์นั้นเรียบง่ายมาก อันที่จริง มีผู้คนบางคนที่ได้มอบหัวใจของพวกเขาแก่พระเจ้าแล้วในระดับที่แตกต่างกันในระหว่างช่วงระยะหลากหลายของการทดสอบของพวกเขา แต่ผู้คนส่วนใหญ่มากไม่เคยมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าหัวใจของเจ้าอยู่กับพระองค์ อยู่กับเนื้อหนัง หรืออยู่กับซาตาน เมื่อพระเจ้าทรงทดสอบเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าเจ้ายืนอยู่ตรงข้ามกับพระองค์หรืออยู่ในตำแหน่งที่เข้ากันได้กับพระองค์ และพระองค์ก็ทรงเห็นอีกด้วยว่าหัวใจของเจ้าอยู่ฝ่ายพระองค์หรือไม่ เมื่อเจ้ายังไม่บรรลุวุฒิภาวะและกำลังเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้ามีความมั่นใจน้อย และเจ้าไม่สามารถรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องทำเพื่อทำให้เจตนาของพระเจ้าลุล่วง เพราะความเข้าใจของเจ้าในความจริงนั้นมีจำกัด อย่างไรก็ตาม หากเจ้ายังคงสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างแท้จริงและจริงใจ และหากเจ้าสามารถเต็มใจที่จะมอบหัวใจของเจ้าให้กับพระองค์ ทำให้พระองค์เป็นผู้ครองราชย์ของเจ้า และเต็มใจที่จะถวายสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดที่เจ้าเชื่อว่ามีค่ามากที่สุดให้กับพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะได้มอบหัวใจของเจ้าให้กับพระเจ้าแล้ว ขณะที่เจ้าฟังการเทศนามากขึ้นและเข้าใจความจริงมากขึ้น วุฒิภาวะของเจ้าก็จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ณ เวลานี้มาตรฐานของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าจะไม่เป็นเหมือนที่เคยเป็นเมื่อเจ้ายังไม่บรรลุวุฒิภาวะ พระองค์จะทรงพึงประสงค์มาตรฐานที่สูงขึ้นจากเจ้า เมื่อผู้คนค่อย ๆ มอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้า หัวใจของพวกเขาก็จะค่อย ๆ กลายเป็นใกล้พระองค์ยิ่งขึ้น ในขณะที่ผู้คนสามารถกลายเป็นใกล้กับพระเจ้ายิ่งขึ้นอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วหัวใจของพวกเขาจะเคารพพระองค์ยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการก็คือหัวใจเช่นนี้นั่นเอง

เมื่อพระเจ้าทรงต้องการได้รับหัวใจของใครสักคน พระองค์จะทรงให้บุคคลผู้นั้นก้าวผ่านการทดสอบมากมาย ในระหว่างการทดสอบเหล่านี้ หากพระเจ้าไม่ทรงได้รับหัวใจของบุคคลผู้นั้นหรือเห็นว่าบุคคลผู้นี้มีท่าทีใด ๆ—กล่าวคือหากพระเจ้าไม่ทรงเห็นบุคคลผู้นี้ฝึกฝนปฏิบัติหรือประพฤติตนในวิธีที่แสดงความเคารพต่อพระองค์ และหากพระองค์ไม่ทรงเห็นท่าทีและปณิธานที่หลบเลี่ยงความชั่วในบุคคลผู้นี้ — เช่นนั้นแล้ว หลังการทดสอบมากมาย ความอดทนของพระเจ้าต่อพวกเขาก็จะถูกถอนออกไป และพระองค์จะไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อพวกเขาอีกต่อไป พระองค์จะไม่ทรงทดสอบบุคคลผู้นี้อีกต่อไป และพระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจกับพวกเขาอีกต่อไป ดังนั้นสิ่งนี้มีความหมายอะไรเล่าต่อบทอวสานของบุคคลผู้นี้? มันหมายความว่าพวกเขาไม่มีบทอวสาน บางทีบุคคลผู้นี้อาจไม่ได้ทำชั่ว บางทีพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่สร้างความแตกหักและไม่ได้ก่อเกิดสิ่งใดที่เป็นการปั่นป่วน บางทีพวกเขาอาจไม่ได้ต่อต้านพระเจ้าอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม หัวใจของบุคคลผู้นี้ยังคงซ่อนเร้นจากพระเจ้า พวกเขาไม่เคยได้มีท่าทีและทัศคติที่ชัดเจนต่อพระเจ้า และพระเจ้าไม่ทรงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจของพวกเขาได้ถูกมอบให้กับพระองค์หรือว่าพวกเขากำลังพยายามที่จะยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว พระเจ้าทรงสูญเสียความอดทนกับผู้คนเช่นนี้และจะไม่ทรงยอมชดใช้ใด ๆ สำหรับพวกเขา ยื่นความกรุณาใด ๆ ให้พวกเขา หรือทรงพระราชกิจกับพวกเขาอีกต่อไป ชีวิตแห่งความเชื่อในพระเจ้าของบุคคลเช่นนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว นี่เป็นเพราะในการทดสอบมากมายทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงให้แก่พวกเขา พระเจ้าไม่ทรงได้รับผลลัพธ์ที่พระองค์ทรงต้องการ ดังนั้นมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในตัวพวกเขา สิ่งนี้จะเห็นได้อย่างไร? ผู้คนเหล่านี้อาจได้เชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี และโดยผิวเผินแล้ว พวกเขาได้ประพฤติตนด้วยความกร้าวแกร่ง พวกเขาได้อ่านหนังสือมากมาย ได้จัดการกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย ได้เขียนสมุดบันทึกจนเต็มราวหนึ่งโหลเล่ม และได้ศึกษาจนเชี่ยวชาญคำพูดและคำสอนมากมาย อย่างไรก็ตามไม่เคยมีการเจริญเติบโตที่มองเห็นได้ใด ๆ ในสิ่งเหล่านั้น ทัศนะของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้ายังคงมองไม่เห็น และท่าทีของพวกเขายังคงไม่ชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่ง หัวใจของพวกเขาไม่สามารถมองเห็นได้ หัวใจของพวกเขาถูกห่อหุ้มและปิดผนึกไว้เสมอ—หัวใจของพวกเขาถูกปิดผนึกไว้จากพระเจ้า ผลลัพธ์ก็คือพระองค์ไม่ทรงได้เห็นหัวใจที่แท้จริงของพวกเขา พระองค์ไม่ทรงได้เห็นความเคารพพระองค์ที่แท้จริงในผู้คนเหล่านี้ และยิ่งกว่านั้น พระองค์ไม่ทรงได้เห็นวิธีที่ผู้คนเหล่านี้เดินในทางของพระองค์ หากถึงตอนนี้พระเจ้ายังคงไม่ทรงได้รับผู้คนเหล่านี้แล้ว พระองค์จะทรงสามารถได้รับพวกเขาในอนาคตหรือไม่? พระองค์ไม่ทรงสามารถ! พระองค์จะทรงพยายามให้ได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถได้มาต่อไปหรือไม่? พระองค์จะทรงไม่ เช่นนั้นแล้ว อะไรเล่าคือท่าทีปัจจุบันของพระเจ้าต่อผู้คนเช่นนี้? (พระองค์ทรงผลักไสพวกเขาและทรงเพิกเฉยต่อพวกเขา) พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อพวกเขา! พระเจ้าไม่ทรงสนใจผู้คนเช่นนี้ พระองค์ผลักไสพวกเขา พวกเจ้าได้จดจำคำพูดเหล่านี้อย่างรวดเร็วมากและแม่นยำมาก ดูเหมือนว่าพวกเจ้าได้เข้าใจสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินแล้ว!

มีผู้คนบางคนที่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะและไม่รู้เท่าทัน พวกเขาไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ และพวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือการเชื่อในพระองค์เมื่อพวกเขาเริ่มติดตามพระเจ้า พวกเขายอมรับวิธีที่มนุษย์คิดฝันและเข้าใจผิดในการเชื่อและติดตามพระเจ้า เมื่อผู้คนเช่นนี้เผชิญหน้ากับการทดสอบ พวกเขาไม่ได้ไหวตัวรับรู้ พวกเขายังคงมึนชาต่อการทรงนำและการทรงรู้แจ้งของพระเจ้า พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือความหมายของการมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้าหรืออะไรคือความหมายของการตั้งมั่นในระหว่างการทดสอบ พระเจ้าจะทรงให้เวลาในปริมาณจำกัดให้กับผู้คนเช่นนี้ และในระหว่างเวลานี้ พระองค์จะทรงให้พวกเขาเข้าใจธรรมชาติของการทดสอบของพระองค์และอะไรคือเจตนาของพระองค์ หลังจากนั้นผู้คนเหล่านี้ต้องสาธิตทัศนคติของพวกเขา สำหรับพวกที่อยู่ ณ ช่วงระยะนี้ พระเจ้ายังคงทรงกำลังรออยู่ สำหรับพวกที่มีทัศนะบางอย่างแล้วแต่ยังคงลังเล ที่ต้องการมอบหัวใจของพวกเขาให้กับพระเจ้าแต่ยังไม่ได้ตกลงใจทำเช่นนั้น และที่พยายามซ่อนเร้นและยอมแพ้เมื่อเผชิญหน้ากับการทดสอบใหญ่ทั้ง ๆ ที่ได้นำความจริงพื้นฐานสู่การฝึกฝนปฏิบัติบ้างแล้ว—อะไรเล่าคือท่าทีของพระเจ้าต่อพวกเขา? พระองค์ยังคงทรงคาดหมายจากพวกเขาเล็กน้อย และผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับท่าทีและผลงานของพวกเขา หากผู้คนไม่แข็งขันในการก้าวหน้าแล้ว พระเจ้าทรงทำอะไร? พระองค์ทรงวางพระหัตถ์จากพวกเขา นี่เป็นเพราะก่อนที่พระเจ้าทรงวางพระหัตถ์จากเจ้า เจ้าได้วางมือจากตัวเองไปแล้ว ดังนั้นเจ้าไม่สามารถตำหนิพระเจ้าที่ทรงทำเช่นนั้นใช่หรือไม่? นี่เป็นธรรมหรือไม่? (เป็นธรรมแล้ว)

ความลำบากใจหลากหลายที่คำถามเชิงปฏิบัติคำถามหนึ่งทำให้เกิดขึ้นในผู้คน

มีบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่มีบทอวสานที่น่าสลดใจที่สุดของทั้งหมด นี่คือบุคคลประเภทที่เราชอบพูดถึงน้อยที่สุด พวกเขาน่าสลดใจไม่ใช่เพราะพวกเขาได้รับการลงโทษของพระเจ้า หรือเพราะข้อพึงประสงค์ของพระองค์ต่อพวกเขานั้นรุนแรง และดังนั้น พวกเขาจึงมีบทอวสานที่น่าสลดใจ ตรงกันข้ามพวกเขาน่าสลดใจเพราะพวกเขาทำตัวเอง ตามที่มีการกล่าวไว้โดยทั่วไป พวกเขาขุดหลุมฝังศพของตัวเอง บุคคลประเภทไหนเล่าที่ทำเช่นนี้? ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง และบทอวสานของพวกเขาถูกเปิดเผยไว้ล่วงหน้า ในสายพระเนตรของพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้เป็นวัตถุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความเกลียดของพระองค์ ในแง่มนุษย์ ผู้คนเยี่ยงนี้น่าสงสารที่สุด เมื่อผู้คนเช่นนี้เริ่มติดตามพระเจ้า พวกเขากระตือรือร้นมาก พวกเขายอมลำบากมากมาย มีข้อคิดเห็นที่ดีเกี่ยวกับความหวังซึ่งดูเป็นไปได้ของพระราชกิจของพระเจ้า และมีจินตนาการอันอุดมเมื่อพูดถึงอนาคตของพวกเขาเอง พวกเขายังมีความมั่นใจในพระเจ้าเป็นพิเศษอีกด้วย โดยเชื่อว่าพระองค์ทรงสามารถทำให้พวกมนุษย์ครบบริบูรณ์และนำพวกเขาสู่บั้นปลายอันรุ่งโรจน์ ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้คนเหล่านี้ก็จะหนีหายไปในระหว่างพระราชกิจของพระเจ้า “หนีหาย” ในที่นี้หมายความว่าอะไร? มันหมายความว่าพวกเขาหายไปโดยไม่ได้ร่ำลา ไม่มีแม้แต่เสียง พวกเขาจากไปโดยไม่พูดสักคำ แม้ว่าผู้คนเช่นนี้อ้างว่าเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาไม่เคยลงรากในเส้นทางแห่งความเชื่อของพวกเขาจริง ๆ ดังนั้นไม่สำคัญว่าพวกเขาได้เชื่อในพระองค์มานานเท่าใด พวกเขาก็ยังคงสามารถหันหนีไปจากพระเจ้า ผู้คนบางคนจากไปเพื่อเข้าสู่ธุรกิจ บางคนจากไปเพื่อดำเนินชีวิตของพวกเขา บางคนจากไปเพื่อรวย และบางคนจากไปเพื่อแต่งงานและมีลูก…ในบรรดาผู้ที่จากไป มีบางคนที่ได้รับการโจมตีต่อมโนธรรมและต้องการที่จะกลับมาในภายหลัง และคนอื่น ๆ ที่มีช่วงเวลาที่ยากลำบากมากในการเอาตัวรอดและจบลงด้วยการเร่ร่อนในโลกเป็นเวลาหลาย ๆ ปี ผู้เร่ร่อนเหล่านี้มีประสบการณ์กับความทุกข์มากมาย และพวกเขาเชื่อว่าการอยู่ในโลกเจ็บปวดเกินไป และเชื่อว่าพวกเขาไม่สามารถถูกแยกจากพระเจ้าได้ พวกเขาต้องการกลับไปที่พระนิเวศของพระเจ้าเพื่อรับความสบาย สันติสุข และความชื่นบาน และพวกเขาต้องการเชื่อในพระเจ้าต่อไป เพื่อที่จะหลบหนีความวิบัติ หรือเพื่อที่จะบรรลุความรอดและบั้นปลายที่สวยงาม นี่เป็นเพราะผู้คนเหล่านี้เชื่อว่าความรักของพระเจ้านั้นไม่มีที่สิ้นสุด และเชื่อว่าพระคุณของพระองค์นั้นไม่มีวันหมดสิ้น พวกเขาคิดว่าไม่สำคัญว่าบางคนได้ทำอะไรไปแล้ว พระเจ้าก็น่าจะทรงให้อภัยพวกเขาและทรงยอมผ่อนปรนต่ออดีตของพวกเขา ผู้คนเหล่านี้พูดว่าพวกเขาต้องการกลับมาและทำหน้าที่ของพวกเขา มีแม้กระทั่งพวกที่มอบสิ่งของของพวกเขาบางส่วนให้กับคริสตจักร โดยหวังว่าการนี้จะปูทางกลับสู่พระนิเวศของพระเจ้า อะไรคือท่าทีของพระเจ้าต่อผู้คนเช่นนี้? พระองค์ควรทรงกำหนดบทอวสานของพวกเขาอย่างไร? จงอย่าลังเลที่จะแสดงข้อคิดเห็น (เราคิดว่าพระเจ้าจะทรงยอมรับบุคคลประเภทนี้ แต่หลังจากที่ได้ยินเรื่องนั้นเมื่อครู่นี้ เรารู้สึกว่าพระองค์อาจจะไม่ทรงยอมรับ) จงพูดถึงการใช้เหตุผลของเจ้า (ผู้คนเช่นนี้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อที่บทอวสานของพวกเขาจะไม่ใช่ความตายเท่านั้น พวกเขาไม่มาเชื่อในพระเจ้าเพราะความจริงใจที่แท้จริง พวกเขามาเพราะพวกเขารู้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะเสร็จสิ้นในไม่ช้า ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่ใต้ความหลงผิด ว่าพวกเขาสามารถมาและรับพระพรได้) เจ้ากำลังพูดว่าผู้คนเหล่านี้ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจ ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงสามารถยอมรับพวกเขาได้ใช่หรือไม่? (ใช่) (ความเข้าใจของเราคือผู้คนเช่นนี้เป็นเพียงนักฉวยโอกาส และไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง) พวกเขาไม่ได้มาเชื่อในพระเจ้า พวกเขาเป็นนักฉวยโอกาส พูดได้ดี! นักฉวยโอกาสเหล่านี้เป็นผู้คนประเภทที่ทุกคนเกลียด พวกเขาแล่นไปในทิศทางใดก็ตามที่ลมพัด และพวกเขาไม่สามารถลำบากทำสิ่งใดได้เลย เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะได้บางสิ่งเป็นการตอบแทน ดังนั้นแน่นอนว่าพวกเขาน่ารังเกียจ! มีพี่น้องชายหญิงคนอื่น ๆ อีกหรือไม่ที่มีข้อคิดเห็นที่พวกเขาต้องการแบ่งปัน? (พระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับพวกเขาอีกต่อไป เพราะพระราชกิจของพระองค์กำลังจะครบบริบูรณ์ และบัดนี้คือเวลาที่บทอวสานของผู้คนกำลังได้รับการกำหนด เป็นเวลานี้เองที่ผู้คนเหล่านี้ต้องการกลับมา—ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างจริงแท้ แต่เพราะพวกเขาเห็นความวิบัติกำลังเคลื่อนลงมา หรือเพราะพวกเขากำลังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก หากพวกเขามีความตั้งใจจริง ๆ ในการไล่ตามเสาะหาความจริง พวกเขาจะไม่มีวันหนีหายไปในกลางพระราชกิจของพระเจ้า) มีข้อคิดเห็นอื่น ๆ อีกไหม? (พวกเขาจะไม่ได้รับการยอมรับ จริง ๆ แล้ว พระเจ้าได้ทรงให้โอกาสพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาได้ยืนยันที่จะใช้ท่าทีที่ไม่เอาใจใส่ต่อพระองค์ ไม่สำคัญว่าเจตนาของผู้คนเหล่านี้จะเป็นอะไร และแม้ว่าพวกเขาจะกลับใจจริง ๆ ก็ตาม พระเจ้าก็ยังคงไม่ทรงปล่อยให้พวกเขากลับมา นี่เป็นเพราะพระองค์ได้ทรงให้โอกาสพวกเขามากมาย แต่พวกเขาได้สาธิตท่าทีของพวกเขาแล้ว: พวกเขาต้องการจากพระเจ้าไป ด้วยเหตุนี้ หากพวกเขาพยายามกลับมาตอนนี้ พระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับพวกเขา) (เราเห็นด้วยว่า พระเจ้าจะไม่ทรงยอมรับบุคคลประเภทนี้ เพราะหากบุคคลผู้หนึ่งได้เห็นทางที่แท้จริงแล้ว ได้มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าเป็นเวลายาวนานเช่นนี้แล้ว และยังคงสามารถกลับไปยังโลกและอ้อมกอดของซาตานได้ เช่นนั้นแล้วนี่คือการทรยศพระเจ้าครั้งใหญ่ แม้จะมีข้อเท็จจริงว่าเนื้อแท้ของพระเจ้าคือความกรุณาและความรัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อแท้นั้นถูกชี้ตรงไปยังบุคคลประเภทใด หากบุคคลผู้นี้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อมองหาความสบายหรือแสวงหาบางสิ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวความหวังของพวกเขา เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ไม่ใช่ประเภทที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจอย่างแน่แท้ และความกรุณาของพระเจ้าต่อผู้คนเช่นนี้ก็จะมีแค่นั้น) หากเนื้อแท้ของพระเจ้าคือความกรุณา เช่นนั้นแล้วทำไมพระองค์ไม่ทรงให้ความกรุณาแก่บุคคลประเภทนี้เพิ่มอีกสักหน่อย? ด้วยความกรุณามากขึ้นอีกเล็กน้อย บุคคลผู้นี้จะไม่มีโอกาสกระนั้นหรือ? ในอดีต ผู้คนพูดบ่อย ๆ ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้ทุกคนได้รับการช่วยให้รอดและไม่ทรงต้องการให้ผู้ใดทนทุกข์ต่อความพินาศ หากมีแกะหนึ่งในร้อยตัวหลงหายไป พระเจ้าจะทรงจากเก้าสิบเก้าตัวไปเพื่อตามหาหนึ่งตัวที่หลงหายไป บัดนี้ เมื่อมาถึงผู้คนเหล่านี้ พระเจ้าควรทรงยอมรับพวกเขาและให้โอกาสครั้งที่สองแก่พวกเขาเพราะความเชื่อที่จริงใจของพวกเขาหรือไม่? จริง ๆ แล้ว นี่ไม่ใช่คำถามที่ยาก มันเรียบง่ายมาก! หากพวกเจ้าจับใจความพระเจ้าอย่างแท้จริงและมีความรู้จริงเกี่ยวกับพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายมากมาย—และไม่จำเป็นต้องมีการคาดคะเนมากนักเช่นกัน ใช่หรือไม่? คำตอบของพวกเจ้าอยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง แต่ก็ยังอยู่ห่างไกลจากการตอบสนองท่าทีของพระเจ้า

เมื่อครู่นี้ พวกเจ้าบางคนแสดงความมั่นใจว่าพระเจ้าไม่ทรงสามารถยอมรับบุคคลประเภทนี้ได้ คนอื่น ๆ ไม่ได้ชัดเจนเกินไป คิดว่าพระเจ้าอาจทรงหรืออาจไม่ทรงยอมรับพวกเขา—ท่าทีนี้เป็นท่าทีที่ปานกลางกว่า นอกจากนี้ยังมีพวกของเจ้าที่มีทัศนคติว่าเจ้าหวังว่าพระเจ้าจะทรงยอมรับบุคคลแบบนี้—ท่าทีนี้เป็นท่าทีที่คลุมเครือกว่า พวกของเจ้าที่แน่ใจในสิ่งที่เจ้าคิดเชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมานานยิ่งแล้ว และเชื่อว่าพระราชกิจของพระองค์ครบบริบูรณ์แล้ว ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงจำเป็นต้องยอมผ่อนปรนต่อผู้คนเหล่านี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจึงคิดว่าพระองค์จะไม่ทรงยอมรับพวกเขาอีกครั้ง พวกของเจ้าที่มีความปานกลางกว่าเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ควรได้รับการจัดการโดยสอดคล้องกับแต่ละรูปการณ์แวดล้อม หากหัวใจของผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้ และหากพวกเขาเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าทรงควรลืมจุดอ่อนและข้อผิดพลาดก่อนหน้านี้ของพวกเขา—พระองค์ทรงควรให้อภัยผู้คนเหล่านี้ ให้โอกาสครั้งที่สองแก่พวกเขา และยินยอมให้พวกเขากลับเข้ามาที่พระนิเวศของพระองค์และยอมรับความรอดของพระองค์ อย่างไรก็ตาม หากผู้คนเหล่านี้หนีหายไปอีกครั้งในภายหลัง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงต้องการพวกเขาอีกต่อไป และการละทิ้งผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถพิจารณาว่าเป็นความอยุติธรรมได้ มีอีกกลุ่มหนึ่งที่หวังว่าพระเจ้าทรงสามารถยอมรับบุคคลเช่นนี้ได้ กลุ่มนี้ค่อนข้างไม่แน่ใจว่าพระเจ้าจะทรงทำเช่นนั้นจริง ๆ หรือไม่ หากพวกเขาเชื่อว่าพระองค์ควรทรงยอมรับบุคคลแบบนี้ แต่พระองค์ไม่ทรงยอมรับ เช่นนั้นแล้วดูเหมือนว่าทัศนะนี้จะไม่สอดคล้องกับมุมมองของพระเจ้าเล็กน้อย หากพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงควรยอมรับบุคคลเช่นนี้ และพระเจ้าก็บังเอิญตรัสว่าความรักของพระองค์ต่อพวกมนุษย์นั้นไร้ขอบเขตและว่าพระองค์ก็ทรงเต็มใจที่จะให้โอกาสบุคคลแบบนี้อีกครั้ง เช่นนั้นแล้วนี่ไม่ใช่ตัวอย่างหนึ่งของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ที่กำลังถูกเปิดโปงหรอกหรือ? ไม่ว่าในกรณีใด พวกเจ้าทั้งหมดมีทัศนคติของตัวเอง ทัศนคติเหล่านี้เป็นตัวแทนของความรู้ชนิดหนึ่งภายในความคิดของพวกเจ้าเอง ทัศคติเหล่านั้นยังเป็นการสะท้อนของความลึกของความเข้าใจของเจ้าในความจริงและในน้ำพระทัยของพระเจ้าอีกด้วย การพูดเช่นนั้นถูกต้องแล้วใช่หรือไม่? มันวิเศษมากที่พวกเจ้ามีข้อคิดเห็นต่าง ๆ ในเรื่องนี้! อย่างไรก็ตามยังคงมีคำถามอยู่ว่าข้อคิดเห็นของพวกเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่ พวกเจ้าทั้งหมดวิตกกังวลเล็กน้อยใช่หรือไม่? “เช่นนั้นแล้วอะไรเล่าที่ถูกต้อง? ข้าพระองค์ไม่สามารถมองเห็นอย่างชัดเจน และข้าพระองค์ไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงกำลังคิดอะไรอยู่อย่างแน่ชัด และพระองค์ไม่ทรงได้บอกสิ่งใดกับข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสามารถรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์ทรงกำลังคิดอะไรอยู่? ท่าทีของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์คือความรัก พิจารณาจากท่าทีที่พระองค์ได้ทรงมีในอดีต พระองค์ทรงควรยอมรับบุคคลเช่นนี้ แต่ข้าพระองค์ไม่ชัดเจนเกินไปเกี่ยวกับท่าทีปัจจุบันของพระเจ้า ข้าพระองค์เพียงสามารถพูดได้ว่าบางทีพระองค์อาจจะทรงยอมรับบุคคลผู้นี้ และบางทีพระองค์อาจจะไม่ทรงยอมรับ” เรื่องนี้น่าหัวเราะใช่หรือไม่? คำถามนี้ทำให้พวกเจ้างงงวยจริง ๆ หากพวกเจ้าไม่มีทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องนี้ เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะทำอะไร เมื่อคริสตจักรของพวกเจ้าเผชิญหน้ากับบุคคลเช่นนี้จริง ๆ ? หากเจ้าไม่จัดการกับสถานการณ์อย่างถูกต้อง เช่นนั้นแล้วเจ้าอาจทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง นี่ไม่ใช่เรื่องที่อันตรายหรอกหรือ?

ทำไมเราจึงต้องการถามเกี่ยวกับทัศนะของพวกเจ้าเกี่ยวกับเรื่องที่เราเพิ่งนำขึ้นมาพูด? เราปรารถนาที่จะทดสอบทัศนคติของพวกเจ้า ที่จะทดสอบว่าพวกเจ้ามีความรู้เรื่องพระเจ้ามากเท่าใด และพวกเจ้าเข้าใจพระประสงค์และท่าทีของพระองค์มากเท่าใด คำตอบคืออะไร? คำตอบก็คือทัศนคติของพวกเจ้านั่นเอง พวกเจ้าบางคนอนุรักษ์นิยมมาก และพวกเจ้าบางคนกำลังใช้จินตนาการของพวกจ้าเพื่อเดา “การเดา” คืออะไร? มันหมายถึงการไม่สามารถหยั่งรู้ว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไร และดังนั้นจึงคิดหาการคาดเดาที่ไม่มีมูลความจริงว่าพระเจ้าทรงควรคิดในทางใดทางหนึ่ง จริง ๆ แล้ว ตัวเจ้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าถูกหรือผิด ดังนั้นเจ้าจึงประกาศทัศนคติที่คลุมเครือ เมื่อเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้ พวกเจ้าได้เห็นอะไรเล่า? เมื่อติดตามพระเจ้า ผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจต่อน้ำพระทัยของพระองค์ และพวกเขาไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อความคิดและท่าทีของพระองค์ต่อพวกมนุษย์ ผู้คนไม่เข้าใจความคิดของพระเจ้า ดังนั้นเมื่อถูกถามคำถามเกี่ยวกับพระประสงค์และพระอุปนิสัยของพระองค์ พวกเจ้าก็จะสับสน พวกเจ้าตกอยู่ในความไม่แน่นอนที่ลึก และจากนั้น เจ้าก็เดาหรือไม่ก็พนัน นี่คือกรอบความคิดแบบใดกัน? มันพิสูจน์ข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง ว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้าคำนึงถึงพระองค์ว่าทรงเป็นอากาศที่ว่างเปล่าก้อนหนึ่งและทรงเป็นบางสิ่งที่ดูเหมือนดำรงอยู่ในนาทีหนึ่งและไม่ดำรงอยู่ในนาทีถัดไป ทำไมเราจึงพูดแบบนั้น? เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกเจ้าเผชิญปัญหา พวกเจ้าไม่รู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้า ทำไมพวกเจ้าไม่รู้จักน้ำพระทัยของพระองค์เล่า? ไม่ใช่เพียงแค่ตอนนี้ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเจ้าไม่รู้จักท่าทีของพระเจ้าต่อปัญหานี้ เจ้าไม่สามารถหยั่งถึงและไม่รู้ว่าท่าทีของพระเจ้าคืออะไร แต่เจ้าได้ขบคิดเรื่องนี้มากหรือไม่? เจ้าได้พยายามที่จะรู้จักท่าทีของพระเจ้าหรือไม่? เจ้าได้สามัคคีธรรมเรื่องนี้แล้วหรือไม่? ไม่! นี่ยืนยันข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ พระเจ้าแห่งความเชื่อของเจ้าไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแห่งความเป็นจริง ในความเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าครุ่นคิดเพียงเจตนารมณ์ของเจ้าเองและเจตนารมณ์ของผู้นำของเจ้าเท่านั้น เจ้าเพียงแค่ขบคิดถึงความหมายผิวเผินและตามคำสอนของพระวจนะของพระเจ้า โดยไม่พยายามรู้จักหรือแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างแท้จริงเลย นี่ไม่ใช่กรณีนั้นหรอกหรือ? แก่นแท้ของเรื่องนี้ค่อนข้างร้ายแรง! หลังจากที่ผ่านมาหลายปีเหลือเกิน เราได้เห็นผู้คนมากมายที่เชื่อในพระเจ้า ความเชื่อของพวกเขาได้แปลงสภาพพระเจ้าไปเป็นอะไรในจิตใจของพวกเขา? ผู้คนบางคนเชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่ง ผู้คนเหล่านี้ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามเกี่ยวกับการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า เพราะพวกเขาไม่สามารถรู้สึกหรือสำนึกรับรู้การทรงอยู่ของพระองค์หรือการไม่ทรงอยู่ของพระองค์ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้เห็นอย่างชัดเจนหรือการเข้าใจในสิ่งนั้น ในจิตใต้สำนึก ผู้คนเหล่านี้คิดว่าพระเจ้าไม่ทรงดำรงอยู่ คนอื่น ๆ เชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ ผู้คนเหล่านี้คิดว่าพระองค์ไม่ทรงสามารถทำทุก ๆ สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้เช่นกัน และคิดว่าพระองค์ทรงควรคิดอย่างไรก็ตามตามที่พวกเขาคิด คำจำกัดความพระเจ้าของพวกเขาคือ “บุคคลที่ไม่ปรากฏแก่ตาและไม่สามารถแตะต้องได้” นอกจากนี้ยังมีผู้คนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ผู้คนเหล่านี้เชื่อว่าพระเจ้าไม่ทรงมีอารมณ์ พวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นรูปปั้น และคิดว่าเมื่อเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหา พระเจ้าไม่ทรงมีท่าที ทัศนคติ หรือแนวคิด พวกเขาเชื่อว่าพระองค์อยู่ในอาณัติของมวลมนุษย์ ผู้คนเพียงแค่เชื่อสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาต้องการที่จะเชื่อ หากพวกเขาทำให้พระองค์ยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงยิ่งใหญ่ หากพวกเขาทำให้พระองค์เล็ก เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงเล็ก เมื่อผู้คนทำบาปและต้องการความกรุณา ความยอมผ่อนปรน และความรักของพระเจ้า พวกเขาก็ทึกทักว่าพระเจ้าทรงควรยื่นความกรุณาของพระองค์ให้ ผู้คนเหล่านี้ประดิษฐ์ “พระเจ้า” องค์หนึ่งในจิตใจของพวกเขาเอง และจากนั้นทำให้ “พระเจ้า” องค์นี้ทำให้ข้อเรียกร้องของพวกเขาลุล่วงและตอบสนองความอยากได้อยากมีทั้งหมดของพวกเขา ไม่สำคัญว่าเมื่อใดหรือที่ใด และไม่สำคัญว่าผู้คนเช่นนี้ทำอะไร พวกเขาจะนำสิ่งเพ้อฝันนี้มาใช้ในการปฏิบัติต่อพระเจ้าของพวกเขาและในความเชื่อของพวกเขา มีแม้กระทั่งพวกที่ได้ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าทรงระคายเคือง แต่ก็ยังคงเชื่อว่าพระองค์ทรงสามารถช่วยพวกเขาให้รอดได้ เพราะพวกเขาทึกทักว่าความรักของพระเจ้านั้นไร้ขอบเขตและพระอุปนิสัยของพระองค์นั้นชอบธรรม และทึกทักว่าไม่สำคัญว่าบุคคลผู้หนึ่งทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคืองมากเท่าใด พระองค์จะไม่ทรงจดจำเรื่องใด ๆ เหล่านี้เลย พวกเขาคิดว่าเนื่องจากข้อผิดพลาดของมนุษย์ การบุกรุกของมนุษย์ และการไม่เชื่อฟังของมนุษย์เป็นการแสดงออกชั่วขณะของอุปนิสัยของบุคคลผู้หนึ่ง พระเจ้าจึงจะทรงให้โอกาสแก่ผู้คน และทรงยอมผ่อนปรนและอดทนกับพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะยังคงทรงรักพวกเขาเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงไว้ซึ่งความหวังสูงในการบรรลุความรอด อันที่จริง ไม่สำคัญว่าผู้คนจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไร ตราบใดที่พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง พระองค์ก็จะทรงมีท่าทีเชิงลบต่อพวกเขา นี่เป็นเพราะในระหว่างที่เจ้ามีความเชื่อในพระเจ้านั้น แม้ว่าเจ้าได้นำหนังสือแห่งพระวจนะของพระเจ้าและเห็นว่าเป็นขุมทรัพย์ มาศึกษาและอ่านทุกวัน แต่เจ้าก็วางพระเจ้าที่แท้จริงไว้ก่อน เจ้าคำนึงถึงพระองค์ว่าเป็นเพียงอากาศที่ว่างเปล่า หรือเป็นเพียงบุคคลผู้หนึ่ง—และพวกเจ้าบางคนคำนึงถึงพระองค์ว่าไม่ได้ทรงเป็นอะไรมากไปกว่าหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ทำไมเราจึงพูดเช่นนี้เล่า? เราทำเช่นนั้นเพราะในวิธีที่เราเห็นสิ่งนั้น ไม่ว่าเจ้าจะเผชิญหน้ากับปัญหาหรือประสบกับรูปการณ์แวดล้อมบางอย่าง สิ่งเหล่านั้นที่ดำรงอยู่ในจิตใต้สำนึกของเจ้า สิ่งเหล่านั้นที่เจ้าก่อให้เกิดขึ้นภายใน ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใด ๆ กับพระวจนะของพระเจ้าหรือกับการไล่ตามเสาะหาความจริง เจ้าเพียงรู้ว่าตัวเจ้าเองกำลังคิดอะไร ทัศนคติของตัวเจ้าเองคืออะไรเท่านั้น และจากนั้นเจ้าก็ยัดเยียดแนวคิดและข้อคิดเห็นของเจ้าเองให้กับพระเจ้า ในจิตใจของเจ้า สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นทัศนคติของพระเจ้า เป็นมาตรฐานที่ต้องค้ำจุนไว้อย่างไม่สั่นคลอน เมื่อเวลาผ่านไป การดำเนินการเช่นนี้จะนำเจ้าออกห่างจากพระเจ้าไกลขึ้นและไกลขึ้น

จงเข้าใจท่าทีของพระเจ้าและวางความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าทั้งหมดไว้ก่อน

พระเจ้าองค์นี้ที่พวกเจ้าเชื่ออยู่ในเวลานี้เป็นพระเจ้าแบบใดกันแน่? พวกเจ้าเคยขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม? เมื่อพระองค์ทรงเห็นคนชั่วกระทำความชั่ว พระองค์ทรงรังเกียจหรือไม่? (ใช่ พระองค์ทรงรังเกียจ) ท่าทีของพระองค์คืออะไรเมื่อพระองค์ทรงเห็นผู้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำความผิด? (ความเศร้าโศก) เมื่อพระองค์ทรงเห็นผู้คนขโมยเครื่องบูชาของพระองค์ อะไรคือท่าทีของพระองค์? (พระองค์ทรงรังเกียจพวกเขา) ทั้งหมดนี้ชัดเจนมากใช่หรือไม่? เมื่อพระเจ้าทรงเห็นใครบางคนสับสนในความเชื่อในพระองค์ของพวกเขา ผู้ซึ่งไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงแต่อย่างใด อะไรคือท่าทีของพระเจ้า? พวกเจ้าค่อนข้างไม่แน่ใจใช่หรือไม่? “ความสับสน” ในฐานะท่าที ไม่ใช่บาป และไม่ทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง และผู้คนรู้สึกว่าไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งใหญ่อย่างหนึ่ง ดังนั้น จงบอกเรา—อะไรคือท่าทีของพระเจ้าในกรณีนี้? (พระองค์ไม่ทรงเต็มใจที่จะรับรู้พวกเขา) “ความไม่เต็มใจที่จะรับรู้”—นี่เป็นท่าทีแบบใดเล่า? มันหมายความว่าพระเจ้าทรงดูแคลนผู้คนเหล่านี้และทรงสบประมาทพวกเขา! วิธีที่พระองค์ทรงจัดการกับผู้คนเช่นนี้คือการเมินเฉยต่อพวกเขา วิธีการของพระเจ้าคือทรงวางพวกเขาไว้ก่อน โดยไม่ทรงพระราชกิจใด ๆ กับพวกเขา และนี่รวมไปถึงพระราชกิจแห่งความรู้แจ้ง ความกระจ่าง การตีสอนและการบ่มวินัย ผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ถูกนับรวมในพระราชกิจของพระเจ้าอย่างแน่นอน อะไรคือท่าทีของพระเจ้าต่อพวกที่ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ทรงระคายเคือง และฝ่าฝืนประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระองค์? เกลียดสุดขีด! พระเจ้าทรงพระพิโรธเป็นอันมากกับผู้คนที่ไม่สำนึกผิดเกี่ยวกับการทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ทรงระคายเคือง! “ทรงพระพิโรธ” ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความรู้สึกอย่างหนึ่ง อารมณ์อย่างหนึ่ง มันไม่สอดคล้องกับท่าทีที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามความรู้สึกนี้—อารมณ์นี้—จะนำมาซึ่งบทอวสานสำหรับผู้คนเช่นนี้ นั่นคือ มันจะเติมพระเจ้าด้วยความเกลียดสุดขีด! อะไรคือผลที่ตามมาของความเกลียดสุดขีดนี้เล่า? นั่นก็คือพระเจ้าจะทรงวางผู้คนเหล่านี้ไว้ก่อน และไม่ทรงตอบสนองต่อพวกเขาในระหว่างนี้ จากนั้นพระองค์จะทรงรอเพื่อที่จะจัดระเบียบพวกเขา “หลังฤดูใบไม้ร่วง” สิ่งนี้บอกเป็นนัยอะไร? ผู้คนเหล่านี้จะยังคงมีบทอวสานหรือไม่? พระเจ้าไม่ทรงเคยตั้งพระทัยที่จะประทานบทอวสานใด ๆ แก่ผู้คนเช่นนี้! เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติอย่างเต็มที่หรือไม่ที่ตอนนี้ พระเจ้าไม่ทรงตอบสนองต่อผู้คนเช่นนี้? (ใช่ เป็นเรื่องปกติ) ผู้คนเช่นนี้ควรกำลังเตรียมตัวทำอะไร? พวกเขาควรเตรียมรับผลที่ตามมาด้านลบของพฤติกรรมของพวกเขาและการกระทำชั่วที่พวกเขาได้กระทำ นี่คือการทรงตอบโต้ของพระเจ้าต่อบุคคลเช่นนี้ ดังนั้น บัดนี้เราพูดกับผู้คนเหล่านี้อย่างชัดเจนว่า จงอย่ายึดมั่นในความหลงผิดของเจ้าอีกต่อไป และจงอย่ามีส่วนร่วมในความคิดเพ้อฝันมากไปกว่านี้ พระเจ้าจะไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้ผู้คนอย่างไม่รู้จบ พระองค์จะไม่ทรงทนต่อการล่วงละเมิดหรือการไม่เชื่อฟังของพวกเขาตลอดไป ผู้คนบางคนจะพูดว่า “ข้าพระองค์ได้เห็นผู้คนเช่นนี้สองสามคนด้วยเช่นกัน และเมื่อพวกเขาอธิษฐาน พวกเขารู้สึกเหมือนได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้าเป็นพิเศษ และจากนั้นพวกเขาก็ร่ำไห้อย่างขมขื่น โดยปกติแล้ว พวกเขาก็มีความสุขมากเช่นกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีการอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและการทรงนำทางของพระเจ้ากับพวกเขา” จงอย่าพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้! น้ำตาอันขมขื่นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าคน ๆ หนึ่งกำลังได้รับสัมผัสของพระเจ้า หรือสุขสำราญกับการได้อยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทรงนำทางของพระเจ้า หากผู้คนทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ พระองค์จะยังคงทรงนำทางพวกเขาหรือไม่? กล่าวสั้น ๆ เมื่อพระเจ้าทรงได้ตัดสินใจที่จะกำจัดและละทิ้งบางคน บทอวสานของบุคคลนั้นก็ได้หายไปแล้ว ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะมีความรู้สึกน่าพอใจเพียงใดยามที่พวกเขาอธิษฐาน หรือพวกเขามีความเชื่อในพระเจ้ามากเพียงใดในหัวใจของพวกเขา มันก็จะไม่มีผลใด ๆ อีกต่อไป สิ่งสำคัญคือพระเจ้าไม่ทรงต้องการความเชื่อแบบนี้ พระองค์ทรงได้ผลักไสผู้คนเหล่านี้ไปแล้ว วิธีจัดการกับพวกเขาในอนาคตก็ไม่สำคัญเช่นกัน สิ่งสำคัญคือทันทีที่ผู้คนเหล่านี้ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ บทอวสานของพวกเขาก็ถูกกำหนดแล้ว หากพระเจ้าทรงได้ตกลงใจที่จะไม่ช่วยผู้คนเช่นนี้ให้รอด เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่อให้ถูกลงโทษ นี่คือท่าทีของพระเจ้า

แม้ว่าเนื้อแท้ของพระเจ้าจะมีองค์ประกอบของความรักอยู่ด้วย และพระองค์ก็ทรงกรุณาต่อทุก ๆ คน แต่ผู้คนก็ได้มองข้ามและลืมข้อเท็จจริงที่ว่าเนื้อแท้ของพระองค์นั้นเป็นเนื้อแท้แห่งพระเกียรติภูมิเช่นกัน การที่พระองค์ทรงมีความรักไม่ได้หมายความว่าผู้คนสามารถทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคืองได้อย่างอิสระโดยไม่ทำให้พระองค์ทรงเกิดความรู้สึกต่าง ๆ หรือปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง และข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงมีความกรุณาก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่ทรงมีหลักการในการปฏิบัติต่อผู้คน พระเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงดำรงอยู่อย่างแท้จริง พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นหุ่นเชิดที่จินตนาการขึ้นหรือวัตถุอื่นใด ในเมื่อพระองค์ทรงดำรงอยู่จริง พวกเราควรตั้งใจฟังเสียงของพระทัยของพระเจ้าตลอดเวลา ให้ความสนใจใกล้ชิดต่อท่าทีของพระองค์ และมาเข้าใจความรู้สึกต่าง ๆ ของพระองค์ พวกเราไม่ควรใช้จินตนาการของมนุษย์ในการนิยามพระเจ้า และพวกเราไม่ควรบังคับใช้ความคิดหรือความปรารถนาของมนุษย์กับพระองค์ ทำให้พระเจ้าปฏิบัติต่อผู้คนในลักษณะของมนุษย์บนพื้นฐานของจินตนาการต่าง ๆ ของมนุษย์ หากเจ้าทำเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังทำให้พระเจ้าทรงโกรธ กระตุ้นพระพิโรธของพระองค์ และท้าทายพระเกียรติภูมิของพระองค์! ดังนั้นทันทีที่เจ้าได้มาเข้าใจถึงความรุนแรงของเรื่องนี้แล้ว เราขอรบเร้าให้พวกเจ้าทุก ๆ คนระมัดระวังและรอบคอบในการกระทำของพวกเจ้า จงระมัดระวังและรอบคอบในคำพูดของพวกเจ้าเช่นกัน—ในส่วนของวิธีที่เจ้าปฏิบัติต่อพระเจ้า ยิ่งเจ้าระมัดระวังและรอบคอบมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น! เมื่อเจ้าไม่เข้าใจว่าอะไรคือท่าทีของพระเจ้า จงงดเว้นการพูดอย่างประมาท จงอย่าประมาทในการกระทำของเจ้า และจงอย่าใช้ป้ายฉลากด้วยความฉาบฉวย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นจงอย่ามาทำข้อสรุปโดยพลการ เจ้าควรรอและแสวงหาแทน การกระทำเหล่านี้ก็เป็นการแสดงออกถึงการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเช่นกัน เหนือสิ่งอื่นใด หากเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ผลการนี้ได้ และเหนือสิ่งอื่นใด หากเจ้ามีท่าทีเช่นนี้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงไม่โทษเจ้าเพราะความโง่ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการขาดความเข้าใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังสิ่งต่าง ๆ ของเจ้า ตรงกันข้าม เนื่องจากท่าทีของเจ้าเกี่ยวกับความกลัวต่อการทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง ความเคารพต่อพระประสงค์ของพระองค์ และความเต็มใจที่จะเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าก็จะทรงจดจำเจ้า ทรงนำทางและทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้า หรือทรงยอมผ่อนปรนต่อความไม่บรรลุวุฒิภาวะและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเจ้า ในทางกลับกัน หากท่าทีของเจ้าต่อพระองค์นั้นไม่มีความเคารพ—ตัดสินพระองค์ตามที่เจ้าปรารถนา หรือเดาและนิยามแนวคิดของพระองค์ตามอำเภอใจ—พระเจ้าก็จะทรงกล่าวโทษเจ้า บ่มวินัยเจ้า และแม้กระทั่งลงโทษเจ้า หรือพระองค์อาจทรงประทานความเห็นเกี่ยวกับเจ้า บางที ความเห็นนี้จะเกี่ยวข้องกับบทอวสานของเจ้า เพราะฉะนั้นเราปรารถนาที่จะเน้นอีกครั้ง กล่าวคือ พวกเจ้าแต่ละคนควรระมัดระวังและรอบคอบเกี่ยวกับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า จงอย่าพูดอย่างประมาท และจงอย่าประมาทในการกระทำของพวกเจ้า ก่อนที่เจ้าจะพูดอะไร เจ้าควรหยุดและคิดว่า การกระทำครั้งนี้ของข้าพระองค์จะทำให้พระเจ้าทรงโกรธหรือไม่? ในการทำสิ่งนั้น ข้าพระองค์กำลังเคารพพระเจ้าอยู่หรือไม่? แม้ในเรื่องที่เรียบง่าย เจ้าควรพยายามขบคำถามเหล่านี้ให้แตก และใช้เวลามากขึ้นในการพิจารณาคำถามเหล่านี้ หากเจ้าสามารถฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงในทุก ๆ ด้าน ในทุก ๆ สิ่ง ตลอดเวลา และนำท่าทีเช่นนี้ไปใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าไม่เข้าใจบางสิ่ง เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงนำทางเจ้าและทรงให้เส้นทางให้เจ้าติดตาม ไม่สำคัญว่าผู้คนจะเสนอการแสดงแบบใด พระเจ้าก็ทรงเห็นพวกเขาอย่างชัดเจนและชัดแจ้ง และพระองค์จะทรงประทานการประเมินที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการแสดงเหล่านี้ของเจ้า หลังจากที่เจ้าได้ก้าวผ่านการทดสอบสุดท้ายแล้ว พระเจ้าก็จะทรงนำพฤติกรรมทั้งหมดของเจ้ามาสรุปรวมกันอย่างครบบริบูรณ์ เพื่อที่จะกำหนดบทอวสานของเจ้า ผลลัพธ์นี้จะโน้มน้าวให้ทุก ๆ บุคคลเชื่ออย่างสิ้นสงสัย สิ่งที่เราอยากจะบอกพวกเจ้าในที่นี้คือ: ทุกความประพฤติของพวกเจ้า ทุกการกระทำของพวกเจ้า และทุกความคิดของพวกเจ้าตัดสินโชคชะตาของพวกเจ้า

ผู้ใดกำหนดบทอวสานของผู้คน

มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญสุดขีดที่จะหารือ และนั่นก็คือท่าทีของเจ้าต่อพระเจ้า ท่าทีนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด! ท่าทีนี้กำหนดว่า ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเจ้าจะเดินเข้าหาความย่อยยับหรือลงไปในบั้นปลายที่สวยงามซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเจ้า ในยุคอาณาจักร พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว และบางที ในระหว่างสองทศวรรษนี้ ลึก ๆ แล้ว พวกเจ้าไม่แน่ใจเล็กน้อยเกี่ยวกับว่าเจ้าได้มีผลงานอย่างไร อย่างไรก็ตาม ในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ทรงได้ทำการบันทึกที่เป็นจริงและซื่อตรงของพวกเจ้าแต่ละคนไว้แล้ว นับจากเวลาที่แต่ละบุคคลเริ่มติดตามพระองค์และฟังการเทศนาของพระองค์ ค่อย ๆ เข้าใจความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ และจนกระทั่งถึงเวลาที่แต่ละบุคคลเริ่มทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วง พระเจ้าทรงได้เก็บบันทึกพฤติกรรมทุกลักษณะซึ่งถือเป็นของแต่ละบุคคลไว้แล้ว ในขณะที่กำลังทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วงและกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมและการทดสอบทุกรูปแบบ อะไรเล่าคือท่าทีต่าง ๆ ของผู้คน? พวกเขาปฏิบัติอย่างไร? พวกเขารู้สึกอย่างไรต่อพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา?…พระเจ้าทรงมีรายการบัญชีของทั้งหมดนี้ พระองค์ทรงมีบันทึกของมันทั้งหมด บางที จากมุมมองของพวกเจ้า ประเด็นเหล่านี้อาจกำลังทำให้สับสน อย่างไรก็ตาม จากที่ซึ่งพระเจ้าทรงยืนอยู่ ประเด็นหล่านั้นทั้งหมดชัดเจนราวแก้วผลึก และไม่มีแม้แต่วี่แววของความยุ่งเหยิงแม้เพียงน้อยนิด นี่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทอวสานของแต่ละบุคคล และพาดพิงถึงโชคชะตาและความหวังซึ่งดูเป็นไปได้ในภายภาคหน้าของแต่ละบุคคลอีกด้วย และยิ่งกว่านั้น นี่คือที่ซึ่งพระเจ้าทรงทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ของพระองค์ทั้งหมด ดังนั้นพระเจ้าจะไม่มีวันทรงทอดทิ้งแม้แต่น้อย และไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อความประมาทใด ๆ พระเจ้าทรงกำลังทำการบันทึกเรื่องราวนี้ของมวลมนุษย์ โดยทำการจดบันทึกครรลองทั้งหมดของพวกมนุษย์ในการติดตามพระเจ้าของพวกเขา ตั้งแต่ปฐมกาลไปจนถึงกาลอวสาน ท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ในระหว่างช่วงเวลานี้ได้กำหนดโชคชะตาของเจ้าไว้แล้ว นี่ไม่จริงหรอกหรือ? บัดนี้ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงชอบธรรม? การกระทำของพระองค์เหมาะสมหรือไม่? พวกเจ้ายังคงมีจินตนาการอื่นใดบ้างเกี่ยวกับพระเจ้าในหัวของพวกเจ้าหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะพูดว่าบทอวสานของผู้คนมีไว้เพื่อให้พระเจ้าทรงกำหนด หรือมีไว้เพื่อให้ผู้คนกำหนดด้วยตัวเองกันเล่า? (บทอวสานเหล่านั้นมีไว้เพื่อให้พระเจ้าทรงกำหนด) ใครเล่าที่กำหนดบทอวสานเหล่านั้น? (พระเจ้า) เจ้าไม่แน่ใจใช่หรือไม่? พี่น้องชายหญิงจากฮ่องกง จงพูดออกมา—ใครกำหนดบทอวสานเหล่านั้น? (ผู้คนนั่นเองที่กำหนดบทอวสานเหล่านั้นด้วยตัวเอง) ผู้คนกำหนดบทอวสานเหล่านั้นด้วยตัวเองหรือไม่? เช่นนั้นแล้วนั่นจะไม่ได้หมายความว่าบทอวสานของผู้คนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าเลยหรอกหรือ? พี่น้องชายหญิงจากเกาหลีใต้ จงพูดออกมา (พระเจ้าทรงกำหนดบทอวสานของผู้คนบนพื้นฐานของการกระทำและความประพฤติทั้งหมดของพวกเขา และโดยสอดคล้องกับเส้นทางที่พวกเขาอยู่) นี่เป็นการตอบโต้ที่ไม่ลำเอียงอย่างมาก มีข้อเท็จจริงข้อหนึ่งที่นี่ที่เราต้องแจ้งให้พวกเจ้าทั้งหมดรับรู้ กล่าวคือ ในระหว่างพระราชกิจความรอดของพระเจ้า พระองค์ทรงได้กำหนดมาตรฐานสำหรับพวกมนุษย์ไว้แล้ว มาตรฐานนี้คือว่าพวกเขาต้องฟังพระวจนะของพระเจ้าและเดินในทางของพระเจ้า เป็นมาตรฐานนี้เองที่ถูกใช้ในการชั่งน้ำหนักบทอวสานของผู้คน หากเจ้าฝึกฝนปฏิบัติโดยสอดคล้องกับมาตรฐานนี้ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะสามารถได้รับบทอวสานที่ดีได้ หากเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เจ้าก็จะไม่สามารถได้รับบทอวสานที่ดีได้ เช่นนั้นแล้วใครเล่าที่เจ้าจะพูดว่าเป็นผู้กำหนดบทอวสานนี้? ไม่ใช่พระเจ้าที่กำหนดบทอวสานโดยลำพัง หากแต่เป็นพระเจ้าและพวกมนุษย์ร่วมกัน สิ่งนี้ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า? เป็นเพราะพระเจ้าผู้ทรงปรารถนาอย่างแข็งขันที่จะมีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์และตระเตรียมบั้นปลายที่สวยงามสำหรับมนุษยชาติ พวกมนุษย์ก็คือวัตถุประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และบทอวสานนี้ บั้นปลายนี้ คือสิ่งที่พระเจ้าทรงตระเตรียมไว้สำหรับพวกเขา หากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้พระองค์ทรงพระราชกิจด้วย เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่ทรงจำเป็นต้องทรงพระราชกิจนี้ หากพระองค์ไม่ได้กำลังทรงพระราชกิจนี้ เช่นนั้นแล้วพวกมนุษย์ก็จะไม่มีโอกาสได้รับความรอด พวกมนุษย์เป็นพวกที่จะได้รับการช่วยให้รอด และแม้ว่าการได้รับการช่วยให้รอดนั้นเป็นส่วนที่แฝงอยู่ในกระบวนการนี้ แต่ท่าทีของพวกที่กำลังเล่นบทนี้นั่นเองที่กำหนดว่าพระเจ้าจะทรงประสบความสำเร็จในพระราชกิจของพระองค์ในการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดหรือไม่ หากไม่ใช่เพราะการทรงนำที่พระเจ้าทรงให้แก่เจ้า เจ้าก็คงจะไม่รู้จักมาตรฐานของพระองค์ และเจ้าก็คงจะไม่มีเป้าหมาย หากเจ้ามีมาตรฐานนี้ เป้าหมายนี้ แต่เจ้ายังคงไม่ร่วมมือ นำไปฝึกฝนปฏิบัติ หรือยอมชดใช้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่ได้รับบทอวสานนี้ ด้วยเหตุนี้เราจึงพูดว่าบทอวสานของคนผู้หนึ่งไม่สามารถแยกจากพระเจ้าได้ และก็ไม่สามารถแยกจากบุคคลผู้นั้นได้เช่นกัน เช่นนั้นแล้ว บัดนี้เจ้าก็รู้แล้วว่าผู้ใดกำหนดบทอวสานของผู้คน

ผู้คนมีแนวโน้มที่จะนิยามพระเจ้าบนพื้นฐานของประสบการณ์

ขณะกำลังสื่อสารเกี่ยวกับหัวข้อของการรู้จักพระเจ้า พวกเจ้าได้สังเกตบางสิ่งหรือไม่? พวกเจ้าได้สังเกตหรือไม่ว่าท่าทีของพระองค์ในทุกวันนี้ได้ก้าวผ่านการแปลงสภาพไปแล้ว? ท่าทีของพระองค์ต่อพวกมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้กระนั้นหรือ? พระองค์จะทรงทนฝ่าไปเช่นนี้เสมอ ยื่นความรักและความกรุณาของพระองค์ทั้งหมดให้พวกมนุษย์อย่างไม่รู้จบหรือไม่? เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับเนื้อแท้ของพระเจ้าด้วย พวกเรากลับไปที่คำถามของผู้ที่ถูกขนานนามว่าบุตรน้อยผู้หลงหายที่ได้เอ่ยถึงก่อนหน้านี้ หลังจากคำถามนั้นถูกถาม คำตอบของพวกเจ้าไม่ชัดเจนมากนัก กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเจ้ายังคงไม่มีความเข้าใจแน่นหนาเกี่ยวกับเจตนาของพระเจ้า เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงรักมวลมนุษย์ พวกเขาก็นิยามพระองค์ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก: พวกเขาเชื่อว่าไม่สำคัญว่าผู้คนจะทำอะไร ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะประพฤติตนอย่างไร ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไร และไม่สำคัญว่าพวกเขาอาจจะไม่เชื่อฟังเพียงใด เหล่านี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญจริง ๆ เลย เพราะพระเจ้าทรงมีความรัก และความรักของพระองค์นั้นไร้ขีดจำกัดและไม่สามารถวัดได้ พระเจ้าทรงมีความรัก ดังนั้นพระองค์จึงทรงสามารถยอมผ่อนปรนต่อผู้คนได้ และพระเจ้าทรงมีความรัก ดังนั้นพระองค์จึงทรงเปี่ยมกรุณาต่อผู้คน ทรงเปี่ยมกรุณาต่อความไร้วุฒิภาวะของพวกเขา ทรงเปี่ยมกรุณาต่อความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และทรงเปี่ยมกรุณาต่อการไม่เชื่อฟังของพวกเขา นี่เป็นวิธีที่มันเป็นจริง ๆ หรือ? สำหรับผู้คนบางคน เมื่อพวกเขาได้มีประสบการณ์กับความอดทนของพระเจ้าเพียงครั้งเดียวหรือแม้แต่สองสามครั้ง พวกเขาจะปฏิบัติต่อประสบการณ์เหล่านี้ในฐานะทุนในความเข้าใจของพวกเขาเองเกี่ยวกับพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระองค์จะทรงอดทนและเปี่ยมกรุณาต่อพวกเขาตลอดไป และจากนั้น ในระหว่างชีวิตของพวกเขา พวกเขานำความอดทนนี้ของพระเจ้ามาถือว่าเป็นมาตรฐานที่พระองค์ทรงใช้ปฏิบัติต่อพวกเขา นอกจากนี้ยังมีพวกที่หลังจากได้มีประสบการณ์กับความยอมผ่อนปรนของพระเจ้าเพียงครั้งเดียวจะนิยามพระเจ้าว่ายอมผ่อนปรนตลอดไป—และในจิตใจของพวกเขา ความยอมผ่อนปรนนี้ไม่มีกำหนด ไม่มีเงื่อนไข และแม้แต่ไร้วินัยโดยสิ้นเชิง ความเชื่อเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? ทุกครั้งที่เรื่องของเนื้อแท้ของพระเจ้าหรือพระอุปนิสัยของพระเจ้าถูกนำมาหารือ พวกเจ้าดูเหมือนงุนงงที่สุด การได้เห็นพวกเจ้าเยี่ยงนี้ทำให้เราโกรธมาก พวกเจ้าได้ยินความจริงมากมายเกี่ยวกับเนื้อแท้ของพระเจ้า พวกเจ้าก็ได้ฟังการหารือมากมายที่เกี่ยวข้องกับพระอุปนิสัยของพระองค์ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในจิตใจของพวกเจ้า ประเด็นเหล่านี้และความจริงของแง่มุมเหล่านี้เป็นเพียงความทรงจำบนพื้นฐานของทฤษฎีและถ้อยคำที่เขียนไว้ ในชีวิตประจำวันของพวกเจ้า ไม่มีใครสักคนในพวกเจ้าสามารถมีประสบการณ์หรือเห็นพระอุปนิสัยของพระเจ้าว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ดังนั้นพวกเจ้าล้วนสับสนมึนงงในความเชื่อของพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดเชื่ออย่างมืดบอด จนถึงจุดที่พวกเจ้ามีท่าทีที่ไม่เคารพต่อพระเจ้า และแม้กระทั่งปัดพระองค์ออกไป การที่พวกเจ้ามีท่าทีเช่นนี้ต่อพระเจ้านำไปสู่อะไรเล่า? มันนำไปสู่การที่พวกเจ้ากระทำการสรุปเกี่ยวกับพระเจ้าเสมอ ทันทีที่เจ้าได้รับความรู้เพียงเล็กน้อย เจ้าก็จะรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ราวกับว่าเจ้าได้รับพระเจ้ามาแล้วอย่างครบถ้วน หลังจากนั้นเจ้าก็สรุปว่านี่คือวิธีที่พระเจ้าทรงเป็น และเจ้าไม่ปล่อยให้พระองค์เคลื่อนไหวโดยอิสระ นอกจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าทรงทำบางสิ่งใหม่ ๆ เจ้าก็ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าพระองค์คือพระเจ้าอย่างแน่นอน สักวันหนึ่งเมื่อพระเจ้าตรัสว่า “เราไม่รักมวลมนุษย์อีกต่อไป เราจะไม่ยื่นความกรุณาให้พวกมนุษย์อีกต่อไป เราไม่มีความยอมผ่อนปรนหรือความอดทนสำหรับพวกเขาอีกต่อไป เราเต็มปริ่มไปด้วยความเกลียดและความเป็นปรปักษ์อย่างสุดขีดต่อพวกเขา” พระดำรัสเช่นนี้จะก่อเกิดความขัดแย้งลึกลงไปในหัวใจของผู้คน พวกเขาบางคนจะถึงกับพูดว่า “พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์อีกต่อไป พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าที่ข้าพระองค์ต้องการติดตามอีกต่อไป หากนี่คือสิ่งที่พระองค์ตรัส เช่นนั้นแล้วพระองค์ก็จะไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์อีกต่อไป และข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องติดตามพระองค์ต่อไป หากพระองค์จะไม่ทรงให้ความกรุณา ความรักและความยอมผ่อนปรนแก่ข้าพระองค์อีกต่อไป เช่นนั้นแล้วข้าพระองค์ก็จะหยุดติดตามพระองค์ หากพระองค์ทรงยอมผ่อนปรนต่อข้าพระองค์โดยไม่มีกำหนด ทรงอดทนต่อข้าพระองค์เสมอ และทรงยินยอมให้ข้าพระองค์เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นความรัก เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นความอดทน และเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นความยอมผ่อนปรน เช่นนั้นเท่านั้น ข้าพระองค์ก็สามารถติดตามพระองค์ และเช่นนั้นเท่านั้น ข้าพระองค์ก็จะมีความมั่นใจที่จะติดตามพระองค์ตราบจนกาลอวสาน เนื่องจากข้าพระองค์มีความอดทนและความกรุณาของพระองค์ การไม่เชื่อฟังของข้าพระองค์และการล่วงละเมิดของข้าพระองค์สามารถได้รับการอภัยและละเว้นโทษอย่างไม่มีกำหนด และข้าพระองค์สามารถทำบาปได้ทุกเวลาและทุกหนแห่ง สารภาพและได้รับการละเว้นโทษทุกเวลาและทุกหนแห่ง และทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธได้ทุกเวลาและทุกหนแห่ง พระองค์ไม่ทรงควรมีข้อคิดเห็นใด ๆ หรือสร้างข้อสรุปใด ๆ เกี่ยวกับข้าพระองค์” แม้ว่าไม่มีสักคนเดียวในพวกเจ้าที่อาจคิดเกี่ยวกับประเด็นเช่นนี้อย่างเป็นส่วนตัวหรืออย่างมีสำนึกรับรู้ เมื่อใดก็ตามที่เจ้าพิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ใช้เพื่อให้อภัยเจ้าต่อบาปของเจ้า หรือวัตถุชิ้นหนึ่งที่จะใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งบั้นปลายที่สวยงาม เจ้าก็ได้วางพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ไว้ตรงข้ามกับเจ้า ในฐานะศัตรูของเจ้าอย่างแยบยล นี่คือสิ่งที่เราเห็น เจ้าอาจพูดสิ่งเหล่านี้ต่อไป อาทิ “ข้าพระองค์เชื่อในพระเจ้า” “ข้าพระองค์ไล่ตามเสาะหาความจริง” “ข้าพระองค์ต้องการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของข้าพระองค์” “ข้าพระองค์ต้องการหลุดพ้นจากอิทธิพลของความมืด” “ข้าพระองค์ต้องการทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย” “ข้าพระองค์ต้องการนบนอบต่อพระเจ้า” “ข้าพระองค์ต้องการสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และทำหน้าที่ของข้าพระองค์ให้ดี” และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญว่าคำพูดของเจ้าจะไพเราะเสนาะหูเพียงใด ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจรู้ทฤษฎีมากเพียงใด และไม่สำคัญว่าทฤษฎีนั้นจะภูมิฐานหรือทรงเกียรติเพียงใด แต่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ก็คือตอนนี้ มีพวกเจ้ามากมายที่ได้เรียนรู้วิธีใช้กฎระเบียบ คำสอน ทฤษฎีที่เจ้าเชี่ยวชาญเพื่อสร้างข้อสรุปเกี่ยวกับพระเจ้าแล้ว จึงวางพระองค์ตรงข้ามกับตัวพวกเจ้าเองโดยธรรมชาติ แม้ว่าเจ้าอาจได้ศึกษาตัวอักษรและคำสอนจนเชี่ยวชาญ แต่เจ้าก็ยังไม่ได้เข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่เจ้าจะเข้าใกล้พระเจ้า รู้จักพระองค์ และเข้าใจพระองค์ นี่ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก!

เราได้เห็นฉากต่อไปนี้ในวีดีทัศน์: พี่สาวน้องสาวสองสามคนมีหนังสือ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ เล่มหนึ่ง และพวกนางชูหนังสือเล่มนั้นไว้สูงมาก พวกนางยกหนังสือขึ้นมาท่ามกลางพวกนาง สูงเหนือศีรษะของพวกนาง แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่ภาพ แต่สิ่งที่ถูกทำให้ปรากฏขึ้นในตัวเราไม่ใช่ภาพ ตรงกันข้ามมันทำให้เราคิดว่าสิ่งที่ทุกคนชูไว้สูงในหัวใจของพวกเขาไม่ใช่พระวจนะของพระเจ้า แต่เป็นหนังสือแห่งพระวจนะของพระเจ้า นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างสุดขีด การกระทำเช่นนี้ไม่เหมือนกับการชูพระเจ้าให้อยู่สูงเลย เพราะการขาดความเข้าใจในพระเจ้าของพวกเจ้าได้มาถึงจุดที่แม้แต่คำถามที่ชัดเจนมาก ประเด็นที่เล็กน้อยอย่างสุดขีด ทำให้เจ้าคิดหามโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เมื่อเราขอสิ่งต่าง ๆ จากพวกเจ้า และกำลังจริงจังกับพวกเจ้า พวกเจ้าก็ตอบโต้ด้วยการคาดเดาและจินตนาการของเจ้าเอง พวกเจ้าบางคนถึงกับใช้น้ำเสียงแคลงใจและตอบคำถามของเราด้วยคำถาม นี่บอกเราอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้ หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้ามาหลายปีแล้ว พวกเจ้าก็ใช้พระวจนะ พระราชกิจของพระเจ้า และคำสอนมากขึ้น เพื่อสร้างข้อสรุปเกี่ยวกับพระองค์อีกครั้ง ยิ่งกว่านั้น เจ้าไม่เคยแม้แต่จะพยายามเข้าใจพระเจ้า เจ้าไม่เคยพยายามเข้าใจเจตนาของพระองค์ เข้าใจท่าทีของพระองค์ต่อมนุษย์ หรือจับใจความว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไร ทำไมพระองค์ทรงเศร้า ทำไมพระองค์ทรงพระพิโรธ ทำไมพระองค์ทรงผลักไสผู้คน และคำถามอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ยิ่งกว่านั้น ผู้คนจำนวนมากขึ้นไปอีกเชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงนิ่งเงียบอยู่เสมอเพราะพระองค์เพียงทรงกำลังเฝ้าดูการกระทำอันหลากหลายของมนุษยชาติ โดยไม่มีท่าทีหรือแนวคิดเกี่ยวกับการกระทำเหล่านั้น แต่ยังมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงเปล่งเสียงเลย เพราะพระองค์ได้ทรงยินยอม และทรงยังคงนิ่งเงียบเพราะพระองค์ทรงกำลังรอคอยหรือเพราะพระองค์ไม่ทรงมีท่าที พวกเขาคิดว่าเพราะท่าทีของพระเจ้าได้รับการอธิบายอย่างละเอียดครบถ้วนในหนังสือเล่มนี้แล้ว และได้รับการแสดงออกอย่างครบถ้วนต่อมนุษยชาติแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบอกกับผู้คนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าพระเจ้าจะทรงเงียบ แต่พระองค์ก็ยังคงมีท่าทีและทัศนะคติ รวมทั้งมาตรฐานที่พระองค์ทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนทำตามให้ได้ แม้ว่าผู้คนไม่พยายามเข้าใจพระองค์หรือแสวงหาพระองค์ ท่าทีของพระเจ้าก็ชัดเจนมาก ลองพิจารณาบางคนที่ครั้งหนึ่งได้ติดตามพระเจ้าด้วยความหลงใหล แต่แล้ว ณ จุดหนึ่ง ก็ละทิ้งพระองค์และจากไป หากบุคคลผู้นี้ต้องการกลับมาในตอนนี้ มันก็จะน่าประหลาดใจมากพอที่พวกเจ้าไม่รู้ว่าอะไรจะเป็นทัศนคติของพระเจ้า หรืออะไรจะเป็นท่าทีของพระองค์ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าอย่างสุดขีดหรอกหรือ? ข้อเท็จจริงก็คือนี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างผิวเผิน หากพวกเจ้าเข้าใจพระทัยของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว พวกเจ้าก็คงจะรู้ท่าทีของพระองค์ต่อบุคคลแบบนี้ และเจ้าก็คงจะไม่ให้คำตอบที่กำกวม ในเมื่อพวกเจ้าไม่รู้ อนุญาตให้เราบอกพวกเจ้าเถิด

ท่าทีของพระเจ้าต่อบรรดาผู้ที่หนีหายไปในระหว่างพระราชกิจของพระองค์

มีผู้คนแบบนี้อยู่ทุกหนแห่ง นั่นคือ หลังจากพวกเขาได้แน่ใจเกี่ยวกับทางของพระเจ้าแล้ว ด้วยเหตุผลหลากหลาย พวกเขาก็จากไปในความเงียบ โดยไม่กล่าวคำอำลา เพื่อออกไปและทำในสิ่งใดก็ตามที่หัวใจของพวกเขาอยากทำ สำหรับตอนนี้เราจะไม่สนใจเหตุผลที่ผู้คนเหล่านี้จากไป ก่อนอื่นเราจะมามองดูว่าอะไรคือท่าทีของพระเจ้าต่อบุคคลประเภทนี้ มันชัดเจนมาก! จากชั่วขณะที่ผู้คนเหล่านี้เดินจากไป ในสายพระเนตรของพระเจ้า ช่วงเวลาแห่งความเชื่อของพวกเขาก็ได้สิ้นสุดลง ไม่ใช่ปัจเจกบุคคลที่ได้ยุติความเชื่อ แต่เป็นพระเจ้า การที่บุคคลผู้นี้จากพระเจ้าไปหมายความว่าพวกเขาได้ปฏิเสธพระเจ้าแล้ว หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการพระองค์อีกต่อไป และหมายความว่าพวกเขาไม่ยอมรับความรอดของพระเจ้าอีกต่อไป ในเมื่อผู้คนเช่นนี้ไม่ต้องการพระเจ้า พระเจ้าจะยังคงทรงสามารถต้องการพวกเขาหรือไม่? ยิ่งกว่านั้น เมื่อผู้คนเช่นนี้มีท่าทีแบบนี้ ทัศนะนี้ และได้กลายเป็นมุ่งมั่นที่จะจากพระเจ้าไป พวกเขาก็ได้ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าทรงระคายเคืองแล้ว นี่เป็นไปทั้ง ๆ ที่พวกเขาอาจไม่ได้เกิดความโกรธขึ้นมาและด่าทอพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่พวกเขาอาจไม่ได้มีส่วนร่วมในพฤติกรรมชั่วช้าหรือเกินเลยใด ๆ และทั้ง ๆ ที่ผู้คนเหล่านี้กำลังคิดว่า “หากจะมีสักวันเมื่อข้าพระองค์ได้มีความสนุกสนานภายนอกจนจุใจแล้ว หรือเมื่อข้าพระองค์ยังคงต้องการพระเจ้าเพื่ออะไรบางอย่าง ข้าพระองค์ก็จะกลับมา หรือหากพระเจ้าทรงเรียกหาข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะกลับมา” หรือพวกเขาพูดว่า “เมื่อข้าพระองค์ได้รับบาดเจ็บที่ภายนอก หรือเมื่อข้าพระองค์เห็นว่าโลกภายนอกนั้นมืดเกินไปและชั่วร้ายเกินไป และข้าพระองค์ไม่ต้องการไปตามกระแสอีกต่อไป ข้าพระองค์ก็จะกลับมาหาพระเจ้า” แม้ว่าผู้คนเหล่านี้ได้คำนวณในจิตใจของพวกเขาถึงเวลาแน่นอนที่พวกเขาจะกลับมา และแม้ว่าพวกเขาได้พยายามทิ้งให้ประตูเปิดไว้เพื่อการกลับมาของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ไม่ตระหนักว่า ไม่สำคัญว่าพวกเขาเชื่ออะไร หรือพวกเขาวางแผนอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงความคิดเพ้อฝัน ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับว่า ความอยากจากไปของพวกเขาทำให้พระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไร จากชั่วขณะจริงที่พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะจากพระเจ้าไป พระองค์ก็ทรงละทิ้งพวกเขาอย่างสิ้นเชิงแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นพระองค์ก็ทรงได้กำหนดบทอวสานของบุคคลเช่นนี้ในพระทัยของพระองค์แล้ว นั่นคือบทอวสานอะไร? มันเป็นไปว่าบุคคลผู้นี้จะเป็นหนึ่งในพวกหนูแฮมสเตอร์ และดังนั้น จะพินาศไปพร้อมกับพวกมัน ดังนั้นผู้คนมักจะเห็นสถานการณ์แบบนี้บ่อย ๆ นั่นคือ ใครบางคนละทิ้งพระเจ้า แต่แล้วก็ไม่ได้รับการลงโทษ พระเจ้าทรงปฏิบัติการโดยสอดคล้องกับหลักการของพระองค์เอง บางสิ่งสามารถมองเห็นได้ในขณะที่สิ่งอื่น ๆ ถูกสรุปในพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้นผู้คนจึงไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ ส่วนที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นด้านที่แท้จริงของสิ่งต่าง ๆ แต่ด้านอื่นนั้น—ด้านที่เจ้าไม่เห็น—จริง ๆ แล้วประกอบด้วยความคิดและข้อสรุปที่จริงใจแท้จริงของพระเจ้า

ผู้คนที่หนีหายไปในระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าคือพวกที่ละทิ้งทางที่แท้จริง

ดังนั้น พระเจ้าทรงสามารถให้การลงโทษที่จริงจังเช่นนี้แก่ผู้คนได้อย่างไร? ทำไมพระองค์จึงทรงโกรธพวกเขาขนาดนั้น? แรกที่สุดพวกเรารู้ว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าคือพระบารมีและพระพิโรธ พระองค์ไม่ทรงเป็นแกะที่ถูกผู้ใดฆ่า และยิ่งไม่ต้องพูดถึงหุ่นเชิดที่ถูกควบคุมโดยผู้คนให้ทำอะไรก็ได้ที่พวกเขาอยากให้ทำ พระองค์ไม่ทรงเป็นอากาศว่างเปล่าที่ถูกบงการอีกด้วย หากเจ้าเชื่ออย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ควรมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า และเจ้าควรรู้ว่าเนื้อแท้ของพระองค์ไม่ใช่เนื้อแท้ที่จะถูกทำให้โกรธ ความโกรธนี้อาจก่อเกิดโดยคำพูด หรือบางทีความคิด หรือบางทีพฤติกรรมเลวทรามบางอย่าง หรือบางทีแม้แต่พฤติกรรมเบา ๆ—พฤติกรรมที่ให้ผ่านได้ในสายตาและจริยธรรมของพวกมนุษย์ หรือบางทีมันอาจจะถูกกระตุ้นโดยคำสอนหรือทฤษฎี อย่างไรก็ตามทันทีที่เจ้าได้ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ โอกาสของเจ้าก็จะหายไป และวันสุดท้ายของเจ้าก็จะมาถึง นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว! หากเจ้าไม่เข้าใจว่าพระเจ้าจะต้องไม่ทรงถูกทำให้ขุ่นเคือง เช่นนั้นแล้วบางทีเจ้าอาจไม่กลัวพระองค์ และบางทีเจ้าอาจกำลังทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคืองเป็นกิจวัตร หากเจ้าไม่รู้วิธียำเกรงพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่สามารถยำเกรงพระเจ้า และเจ้าจะไม่รู้วิธีเข้าไปสู่และติดตามทางของพระเจ้า—อันเป็นทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ทันทีที่เจ้ากลายเป็นไหวตัวรับรู้ และรู้สึกตัวว่าพระเจ้าต้องไม่ถูกทำให้ทรงขุ่นเคือง เจ้าก็จะรู้ว่าอะไรคือการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว

การเดินในทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่วนั้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับว่า เจ้ารู้จักความจริงมากเท่าใด เจ้าได้มีประสบการณ์กับการทดสอบกี่ครั้ง หรือเจ้าได้ถูกบ่มวินัยมากเท่าใดแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับแก่นแท้ประเภทที่หัวใจของเจ้ามีเมื่อคำนึงถึงพระเจ้า และอะไรคือท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ แก่นแท้ของผู้คนและท่าทีเฉพาะตัวของพวกเขา—สิ่งเหล่านี้สำคัญมากอย่างยิ่งยวด ในส่วนของพวกที่ได้ตัดขาดและไปจากพระเจ้า ท่าทีที่น่าเหยียดหยามของพวกเขาต่อพระองค์ และหัวใจของพวกเขาที่ดูหมิ่นความจริงนั้น ได้สร้างความระคายเคืองแก่พระอุปนิสัยของพระองค์แล้ว ดังนั้น ในความคิดเห็นของพระองค์ พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการให้อภัย พวกเขาได้รู้ถึงการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ได้รับแจ้งข่าวที่ว่าพระองค์ได้ทรงมาถึงแล้ว และยังได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าด้วยซ้ำ การจากไปของพวกเขาไม่ใช่กรณีของการถูกหลอกให้เชื่อหรือหัวหมุนมึนงง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาถูกบังคับให้จากไป ตรงกันข้าม พวกเขาเลือกไปจากพระเจ้าอย่างรู้ตัวและด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง การจากไปของพวกเขาไม่ได้เป็นเรื่องของการหลงทางของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่ได้ถูกทิ้งขว้างด้วย ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาไม่ใช่ลูกแกะที่ไถลห่างจากฝูง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงบรรดาบุตรน้อยผู้หลงหายที่หลงทางไป พวกเขาจากไปโดยได้รับการยกเว้นโทษ—และสภาพเงื่อนไขเช่นนี้ สถานการณ์เช่นนี้ สร้างความระคายเคืองแก่พระอุปนิสัยของพระเจ้า และเป็นเพราะความระคายเคืองนี้ พระองค์จึงทรงให้บทอวสานที่สิ้นหวังแก่พวกเขา บทอวสานแบบนี้ไม่น่าตกใจหรอกหรือ? เพราะฉะนั้น หากผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า พวกเขาสามารถทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคืองได้ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก! หากผู้คนไม่ถือจริงจังกับท่าทีของพระเจ้า และยังคงเชื่อว่าพระองค์ทรงกำลังตั้งตารอคอยการกลับมาของพวกเขาเพราะพวกเขาเป็นลูกแกะที่หายไปบางส่วนของพระองค์ และพระองค์ยังคงทรงรอให้พวกเขามีการเปลี่ยนใจ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็อยู่ไม่ไกลจากวันแห่งการลงโทษของพวกเขา พระเจ้าจะไม่เพียงทรงปฏิเสธที่จะยอมรับพวกเขา—ในเมื่อนี่เป็นครั้งที่สองที่พวกเขาสร้างความระคายเคืองแก่พระอุปนิสัยนิสัยของพระองค์ เรื่องนี้จึงแย่มากยิ่งขึ้นไปอีก! ท่าทีที่ไร้ความเคารพของผู้คนเหล่านี้ได้ละเมิดประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าแล้ว พระองค์จะยังคงทรงยอมรับพวกเขาหรือไม่? ในพระทัยของพระองค์ หลักการของพระเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า บางคนได้บรรลุความแน่ใจเกี่ยวกับทางที่แท้จริงแล้ว แต่ยังคงสามารถปฏิเสธพระเจ้าและไปจากพระเจ้าอย่างรู้ตัวและด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง จากนั้นพระองค์จะทรงปิดถนนสู่ความรอดของบุคคลเช่นนี้ และสำหรับบุคคลผู้นี้ ประตูสู่อาณาจักรก็จะถูกปิด จากนี้ไป เมื่อบุคคลผู้นี้มาเคาะอีกครั้ง พระเจ้าก็จะไม่ทรงเปิดประตู บุคคลผู้นี้จะถูกทิ้งไว้ข้างนอกตลอดไป บางทีพวกเจ้าบางคนได้อ่านเรื่องราวของโมเสสในพระคริสตธรรมคัมภีร์แล้ว หลังจากที่โมเสสได้รับการทรงเจิมจากพระเจ้า ผู้นำ 250 ท่านได้แสดงออกถึงความไม่เชื่อฟังต่อโมเสส เพราะการกระทำต่าง ๆ ของเขาและด้วยเหตุผลอื่น ๆ อันหลากหลาย พวกเขาได้ปฏิเสธที่จะนบนอบต่อผู้ใด? ไม่ใช่โมเสส พวกเขาได้ปฏิเสธที่จะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า พวกเขาได้ปฏิเสธที่จะนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้าในประเด็นนี้ พวกเขาได้พูดดังนี้ “ ท่านทำเกินเหตุ เพราะว่าชุมนุมชนทั้งหมดก็บริสุทธิ์ทุก ๆ คน และพระยาห์เวห์สถิตท่ามกลางพวกเขา…” คำพูดและประโยคเหล่านี้จริงจังมาก จากทัศนคติของมนุษย์ใช่หรือไม่? คำพูดและประโยคเหล่านี้ไม่จริงจัง! อย่างน้อยที่สุด ความหมายของคำพูดเหล่านี้ตามที่เป็นจริงนั้นไม่จริงจัง ในแง่กฎหมาย พวกเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายใด ๆ เพราะโดยผิวเผินจริง ๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ภาษาหรือคำศัพท์ที่เป็นปรปักษ์ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันมีความหมายโดยนัยที่ดูเป็นการหยามหมิ่น เหล่านี้เป็นเพียงประโยคธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เช่นนั้นแล้ว ทำไมจึงเป็นว่าคำพูดเหล่านี้สามารถกระตุ้นพระพิโรธเช่นนั้นจากพระเจ้า? เป็นเพราะคำพูดเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดกับผู้คน แต่ถูกพูดกับพระเจ้า ท่าทีและอุปนิสัยที่คำพูดเหล่านี้แสดงออกมานั้นคือสิ่งที่ทำให้พระอุปนิสัยของพระเจ้าทรงระคายเคืองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพระอุปนิสัยของพระเจ้าซึ่งต้องไม่ถูกทำให้ขุ่นเคือง เราทั้งหมดรู้ว่าบทอวสานของผู้นำเหล่านั้นคืออะไรในท้ายที่สุด ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คนที่ได้ละทิ้งพระเจ้า ทัศนคติของพวกเขาคืออะไร? อะไรเล่าคือท่าทีของพวกเขา? และทำไมทัศนคติและท่าทีของพวกเขาทำให้พระเจ้าทรงจัดการกับพวกเขาในลักษณะเช่นนี้? เหตุผลก็คือแม้ว่าพวกเขารู้อย่างชัดเจนว่าพระองค์คือพระเจ้า พวกเขาก็ยังคงเลือกที่จะทรยศพระองค์ และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาถูกปลดเปลื้องโอกาสที่จะได้รับความรอดโดยสิ้นเชิง ตามที่เขียนไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ว่า “เพราะถ้าเรายังจงใจทำบาปอยู่เรื่อย ๆ หลังจากได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว ก็จะไม่มีเครื่องบูชาลบบาปเหลืออยู่เลย” บัดนี้พวกเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?

โชคชะตาของผู้คนถูกตัดสินใจโดยท่าทีของพวกเขาต่อพระเจ้า

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และเฉกเช่นเดียวกับที่ผู้คนประพฤติตนแตกต่างกันในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ท่าทีของพระองค์ต่อพฤติกรรมเหล่านี้ก็แตกต่างกันเพราะพระองค์ไม่ทรงเป็นทั้งหุ่นเชิดและอากาศว่างเปล่า การทำความรู้จักกับท่าทีของพระเจ้าคือการไล่ตามเสาะหาที่คุ้มค่าต่อมวลมนุษย์ โดยการรู้จักท่าทีของพระเจ้า ผู้คนควรจะได้เรียนรู้วิธีที่พวกเขาสามารถบรรลุความรู้เกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า และมาเข้าใจพระทัยของพระองค์ทีละเล็กทีละน้อย เมื่อเจ้าค่อย ๆ มาเข้าใจพระทัยของพระเจ้า เจ้าก็จะไม่รู้สึกว่าการยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่วเป็นสิ่งยากยิ่งที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง ยิ่งกว่านั้น เมื่อเจ้าเข้าใจพระเจ้าจริง ๆ เจ้าก็จะไม่มีแนวโน้มที่จะสร้างบทสรุปต่าง ๆ เกี่ยวกับพระองค์ ทันทีที่เจ้าหยุดสร้างข้อสรุปเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้าก็จะมีแนวโน้มน้อยลงที่จะทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคือง และโดยที่เจ้าไม่ตระหนักรู้ พระเจ้าจะทรงนำเจ้าให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับพระองค์ สิ่งนี้จะเติมเต็มหัวใจของเจ้าด้วยความเคารพต่อพระองค์ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะหยุดนิยามพระเจ้าโดยผ่านทางคำสอน ความหมายตามตัวอักษร และทฤษฎีต่าง ๆ ที่เจ้าได้ศึกษาจนเชี่ยวชาญ แต่โดยการแสวงหาจนพบเจตนารมณ์ต่าง ๆ ของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสม่ำเสมอ เจ้าก็จะกลายเป็นบุคคลที่สมดังพระทัยของพระเจ้าโดยไม่รู้สึกตัว

พระราชกิจของพระเจ้านั้นพวกมนุษย์มองไม่เห็นและไม่สามารถแตะต้องได้ แต่ในความคิดเห็นของพระองค์ การกระทำของบุคคลแต่ละคนและทุกคน—พร้อมกับท่าทีของพวกเขาต่อพระองค์—ไม่เพียงสามารถล่วงรู้ได้โดยพระเจ้า แต่ยังสามารถมองเห็นได้ต่อพระองค์อีกด้วย นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนควรระลึกและชัดเจนอย่างมาก เจ้าอาจกำลังถามตัวเองอยู่เสมอว่า “พระเจ้าทรงรู้หรือไม่ว่าข้าพระองค์กำลังทำอะไรอยู่ที่นี่? พระองค์ทรงรู้หรือไม่ว่าข้าพระองค์กำลังคิดอะไรอยู่ตอนนี้? บางทีพระองค์อาจทรงรู้ และบางทีพระองค์อาจไม่ทรงรู้” หากเจ้ายอมรับทัศนคติแบบนี้ ติดตามและเชื่อในพระเจ้า แต่ยังแคลงใจในพระราชกิจของพระองค์และการทรงดำรงอยู่ของพระองค์ เช่นนั้นแล้วไม่ช้าก็เร็วจะมีวันหนึ่งมาถึง เมื่อเจ้าจะปลุกเร้าพระพิโรธของพระองค์ เพราะเจ้ากำลังเดินโซเซอยู่บนขอบหน้าผาอันตราย เราได้เห็นผู้คนที่ได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่ยังคงไม่ได้รับความเป็นจริงจากความจริง และยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเข้าใจในน้ำพระทัยของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ไม่สร้างความก้าวหน้าในชีวิตและวุฒิภาวะของพวกเขา โดยยึดติดกับคำสอนที่ตื้นเขินที่สุดเท่านั้น นี่เป็นเพราะผู้คนเช่นนี้ไม่เคยถือว่าพระวจนะของพระเจ้าคือชีวิตในตัวเอง และพวกเขาไม่เคยเผชิญหน้าและยอมรับการทรงดำรงอยู่ของพระองค์ เจ้าคิดหรือไม่ว่าเมื่อทรงเห็นผู้คนเช่นนี้ พระเจ้าจะทรงเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี? พวกเขาปลอบพระทัยพระองค์หรือไม่? ดังนั้นจึงเป็นวิธีที่ผู้คนเชื่อในพระเจ้านั่นเองที่ตัดสินใจโชคชะตาของพวกเขา ในส่วนของวิธีที่ผู้คนแสวงหา และวิธีที่ผู้คนเข้าหาพระเจ้า ท่าทีของผู้คนมีความสำคัญอันดับแรก จงไม่เพิกเฉยต่อพระเจ้าเหมือนพระองค์ทรงเป็นเพียงอากาศว่างเปล่าก้อนหนึ่งที่ลอยอยู่รอบ ๆ ที่ด้านหลังของหัวเจ้า จงคิดถึงพระเจ้าที่เจ้าเชื่อในฐานะพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าที่เป็นจริงเสมอ พระองค์ไม่ทรงกำลังประทับอยู่บนนั้นในสวรรค์ชั้นที่สามโดยไม่มีสิ่งใดให้ทรงทำ ตรงกันข้ามพระองค์ทรงกำลังเฝ้ามองหัวใจของทุกคน ทรงสังเกตการณ์สิ่งที่เจ้าคิดจะทำ ทรงเฝ้ามองทุกคำพูดเล็กน้อยและทุกความประพฤติเล็กน้อยของพวกเจ้า ทรงเฝ้าดูว่าเจ้าประพฤติตนอย่างไร และเห็นว่าอะไรคือท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจมอบตัวเองให้กับพระเจ้าหรือไม่ พฤติกรรมของเจ้าทั้งหมด และความคิดและแนวคิดข้างในสุดของเจ้าถูกเปิดโปงเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์และกำลังถูกพระองค์ทรงพินิจพิเคราะห์ เนื่องจากพฤติกรรมของเจ้า เนื่องจากความประพฤติของเจ้า และเนื่องจากท่าทีของเจ้าต่อพระองค์ ข้อคิดเห็นของพระเจ้าเกี่ยวกับเจ้า และท่าทีของพระองค์ต่อเจ้าจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราอยากจะให้คำแนะนำบางอย่างแก่ผู้คนบางคนว่า จงไม่วางตัวของเจ้าเองเหมือนเด็กทารกในพระหัตถ์ของพระเจ้า ราวกับว่าพระองค์ควรหลงใหลเจ้า ราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงมีวันสามารถจากเจ้าไป และราวกับว่าท่าทีของพระองค์ต่อเจ้าได้ถูกกำหนดตายตัวแล้วและไม่มีวันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเราขอแนะนำให้เจ้าเลิกฝัน! พระเจ้าทรงชอบธรรมในการที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุก ๆ บุคคล และพระองค์ทรงจริงจังในวิธีการเข้าหาของพระองค์ในพระราชกิจแห่งการพิชิตและช่วยผู้คนให้รอด นี่คือการบริหารจัดการของพระองค์ พระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุก ๆ คนอย่างจริงจัง และไม่ใช่เหมือนสัตว์เลี้ยงที่จะเล่นด้วย ความรักของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์นั้นไม่ใช่แบบที่เอาใจหรือตามใจ และความกรุณาและความยอมผ่อนปรนของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ก็ไม่ตามใจและไม่เพิกเฉย ในทางตรงกันข้าม ความรักของพระเจ้าต่อพวกมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับการทะนุถนอม การสงสาร และการเคารพชีวิต ความกรุณาและความยอมผ่อนปรนของพระองค์สื่อถึงความคาดหวังของพระองค์ต่อพวกเขา และเป็นสิ่งที่มนุษยชาติต้องการเพื่อที่จะอยู่รอด พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และพระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง ท่าทีของพระองค์ต่อมวลมนุษย์นั้นมีหลักการ ไม่ใช่กฎกติกามากมายแต่อย่างใด และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เจตนารมณ์ของพระองค์ต่อมนุษยชาติกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและแปลงสภาพไปตามกาลเวลา ขึ้นอยู่กับรูปการณ์แวดล้อมขณะที่เกิดขึ้น และพร้อมกับท่าทีของแต่ละคนและทุกคน เพราะฉะนั้น เจ้าควรรู้ในหัวใจของเจ้าด้วยความชัดเจนอย่างแท้จริงว่าเนื้อแท้ของพระเจ้านั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลง และพระอุปนิสัยของพระองค์จะปรากฏออกมาในเวลาที่ต่างกันและในบริบทที่แตกต่างกัน เจ้าอาจไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องจริงจัง และเจ้าอาจใช้มโนคติที่หลงผิดส่วนตัวของเจ้าเองเพื่อจินตนาการว่าพระเจ้าทรงควรทำสิ่งต่าง ๆ อย่างไร อย่างไรก็ตาม มีบางครั้งที่ทัศนคติขั้วตรงข้ามของเจ้าเป็นความจริง และด้วยการใช้มโนคติที่หลงผิดส่วนตัวของเจ้าเองเพื่อพยายามวัดพระเจ้า เจ้าก็ได้ทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธแล้ว นี่เป็นเพราะพระเจ้าไม่ทรงดำเนินการตามวิธีที่เจ้าคิดว่าพระองค์ทรงทำ และพระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติต่อเรื่องนี้เหมือนที่เจ้าบอกว่าพระองค์จะทรงทำ ดังนั้นเราเตือนความจำเจ้าให้ระมัดระวังและรอบคอบในการเข้าหาทุกสิ่งรอบตัวเจ้า และเรียนรู้วิธีปฏิบัติตามหลักการแห่งการเดินในทางของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งก็คือการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เจ้าต้องพัฒนาความเข้าใจที่มั่นคงโดยคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าและท่าทีของพระเจ้า เจ้าต้องหาผู้คนที่รู้แจ้งเพื่อสื่อสารเรื่องเหล่านี้กับเจ้า และเจ้าต้องแสวงหาอย่างจริงจัง จงไม่มองดูพระเจ้าแห่งความเชื่อของเจ้าในฐานะหุ่นเชิด—ตัดสินพระองค์ตามอำเภอใจ มาถึงข้อสรุปเกี่ยวกับพระองค์โดยพลการ และไม่ปฏิบัติต่อพระองค์ด้วยความเคารพที่พระองค์ทรงสมควรได้รับ ในขณะที่พระเจ้ากำลังนำความรอดมาให้เจ้าและกำหนดบทอวสานของเจ้า พระองค์อาจประทานความกรุณา หรือความยอมผ่อนปรน หรือการพิพากษาและการตีสอนแก่เจ้า แต่ไม่ว่าในกรณีใด ท่าทีของพระองค์ต่อเจ้าจะไม่ตายตัว มันขึ้นอยู่กับท่าทีของเจ้าเองต่อพระองค์ ตลอดจนความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระองค์ จงไม่ปล่อยให้แง่มุมชั่วคราวอย่างหนึ่งในความรู้และความเข้าใจเรื่องพระเจ้าของเจ้านิยามพระองค์อย่างถาวร จงไม่เชื่อในพระเจ้าที่สิ้นพระชนม์แล้วองค์หนึ่ง จงเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวผู้ทรงพระชนม์อยู่ จงจดจำเรื่องนี้ไว้! แม้ว่าเราได้หารือเกี่ยวกับสภาวะที่แท้จริงของเรื่องราวบางอย่างที่นี่—ความจริงที่พวกเจ้าจำเป็นต้องฟัง—ในแง่ของสถานะปัจจุบันและวุฒิภาวะปัจจุบันของพวกเจ้า เราจะไม่ทำการเรียกร้องใด ๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นจากพวกเจ้าในตอนนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการลดทอนความกระตือรือร้นของพวกเจ้า การทำเช่นนั้นสามารถเติมเต็มหัวใจของพวกเจ้าด้วยความท้อแท้มากเกินไป และทำให้พวกเจ้ารู้สึกผิดหวังมากเกินไปต่อพระเจ้า แต่เราหวังว่าพวกเจ้าสามารถใช้ความรักต่อพระเจ้าที่พวกเจ้ามีอยู่ในหัวใจของพวกเจ้าและใช้ท่าทีที่เปี่ยมความเคารพกับพระเจ้าแทน เมื่อเดินตามเส้นทางที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า จงไม่สับสนมึนงงโดยผ่านทางเรื่องนี้เกี่ยวกับวิธีเชื่อในพระเจ้า จงปฏิบัติต่อมันว่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ จงวางมันไว้ในหัวใจของเจ้า นำไปฝึกฝนปฏิบัติ และเชื่อมต่อมันกับชีวิตจริง จงไม่เพียงพูดสนับสนุนอย่างไม่จริงใจเกี่ยวกับเรื่องนี้—เพราะนี่เป็นเรื่องของความเป็นและความตาย และเป็นเรื่องที่จะกำหนดชะตากรรมของเจ้า จงไม่ปฏิบัติต่อเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกหรือเรื่องเล่นของเด็ก! หลังจากแบ่งปันคำพูดเหล่านี้กับพวกเจ้าในวันนี้ เรากังขาว่าจิตใจของเจ้าได้เก็บเกี่ยวความเข้าใจไปมากเพียงใดแล้ว มีคำถามอะไรอีกหรือไม่ที่พวกเจ้าปรารถนาที่จะถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้พูดไปในวันนี้?

แม้ว่าหัวข้อเหล่านี้ค่อนข้างใหม่ และอยู่ห่างเล็กน้อยจากทัศนะของพวกเจ้า จากการไล่ตามเสาะหาตามปกติของพวกเจ้า และสิ่งที่เจ้ามีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจ เราคิดว่าทันทีที่สิ่งเหล่านั้นได้รับการสามัคคีธรรมจากพวกเจ้าช่วงระยะเวลาหนึ่ง พวกเจ้าก็จะพัฒนาความเข้าใจร่วมกันในทุกสิ่งที่เราได้พูดที่นี่ หัวข้อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหม่ และเป็นหัวข้อที่พวกเจ้าไม่เคยได้พิจารณามาก่อน ดังนั้นเราจึงหวังว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เพิ่มภาระให้กับพวกเจ้าไม่ว่าในทางใด เราไม่ได้พูดคำพูดเหล่านี้วันนี้เพื่อเขย่าขวัญพวกเจ้า และเราไม่ได้กำลังใช้คำพูดเหล่านี้เป็นวิธีที่จะจัดการกับพวกเจ้า ตรงกันข้าม เป้าหมายของเราคือการช่วยให้พวกเจ้าเข้าใจข้อเท็จจริงที่จริงแท้เกี่ยวกับความจริง เพราะมีความแตกต่างดำรงอยู่ระหว่างมวลมนุษย์กับพระเจ้า แม้ว่าผู้คนจะเชื่อในพระเจ้า พวกเขาไม่เคยได้เข้าใจพระองค์หรือรู้จักท่าทีของพระองค์ พวกมนุษย์ไม่เคยกระตือรือร้นอย่างมากในความกังวลของพวกเขาต่อท่าทีของพระเจ้าอีกด้วย ตรงกันข้าม พวกเขาได้เชื่อและดำเนินการไปอย่างตาบอด และได้สะเพร่าในความรู้และความเข้าใจเรื่องพระเจ้าของพวกเขา เพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ชำระประเด็นเหล่านี้ให้พวกเจ้า และช่วยให้พวกเจ้าเข้าใจว่าพระเจ้าองค์นี้ที่เจ้าเชื่อทรงเป็นพระเจ้าแบบใด ตลอดจนสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังคิด อะไรคือท่าทีของพระองค์ในการปฏิบัติของพระองค์ต่อผู้คนหลายหลากประเภท พวกเจ้าอยู่ห่างเพียงใดจากการทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระองค์ลุล่วง และความแตกต่างระหว่างการกระทำของเจ้ากับมาตรฐานที่พระองค์ทรงประสงค์นั้นใหญ่เพียงใด เป้าหมายในการแจ้งให้เจ้ารู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้คือการให้พวกเจ้ามีปทัฏฐานเพื่อใช้วัดตัวเอง และเพื่อที่พวกเจ้าจะได้รู้ว่าถนนที่พวกเจ้ากำลังใช้เดินทางอยู่นั้นได้นำไปสู่การเก็บเกี่ยวชนิดใด สิ่งใดที่พวกเจ้าไม่ได้รับมาตามถนนสายนี้ และในพื้นที่ใดที่เจ้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย ในขณะที่สื่อสารกันท่ามกลางพวกเจ้า พวกเจ้ามักจะพูดคุยในหัวข้อที่ถูกหารือทั่วไปสองสามเรื่องซึ่งมีขอบเขตที่แคบมากและมีเนื้อหาที่ตื้นเขิน มีระยะห่าง ช่องว่าง ระหว่างสิ่งที่เจ้าหารือกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ตลอดจนช่องว่างระหว่างการหารือของเจ้าและขอบเขตและมาตรฐานของข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เมื่อเวลาผ่านไป การดำเนินการเช่นนี้จะส่งผลให้เจ้าเบี่ยงเบนไปจากทางของพระเจ้าไกลขึ้นตลอด พวกเจ้าแค่กำลังนำพระวาทะปัจจุบันของพระเจ้ามาเปลี่ยนให้กลายเป็นวัตถุบูชา และเห็นว่าพระวาทะเหล่านั้นเป็นพิธีกรรมและข้อบังคับ นั่นคือทั้งหมดที่พวกเจ้ากำลังทำ! โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระเจ้าไม่ทรงมีที่อยู่ในหัวใจของพวกเจ้าจริง ๆ และพระองค์ไม่ทรงเคยได้รับหัวใจของพวกเจ้าอย่างแท้จริง ผู้คนบางคนคิดว่าการรู้จักพระเจ้านั้นยากมาก และนี่คือความจริง มันยาก! หากผู้คนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ของพวกเขาและทำสิ่งที่อยู่ภายนอกเสร็จสิ้น และทำงานหนัก เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะคิดว่าการเชื่อในพระเจ้านั้นง่ายมาก เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดตั้งอยู่ภายในขอบเขตของความสามารถของมนุษย์ อย่างไรก็ตามทันทีที่หัวข้อย้ายที่ไปยังเจตนารมณ์ของพระเจ้าและท่าทีของพระองค์ต่อมนุษยชาติ เช่นนั้นแล้ว จากทัศนคติของทุกคน สิ่งต่าง ๆ ก็จะยากขึ้นเล็กน้อยจริง ๆ นั่นเป็นเพราะการนี้เกี่ยวข้องกับความเข้าใจความจริงของผู้คน และการเข้าสู่ความเป็นจริงของพวกเขา ดังนั้นแน่นอนว่าจะมีความยากระดับหนึ่ง! กระนั้นก็ตาม ทันทีที่เจ้าก้าวผ่านประตูแรกและเริ่มบรรลุการเข้าสู่ สิ่งต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ง่ายขึ้น

จุดเริ่มต้นสำหรับการยำเกรงพระเจ้าคือการปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงพระเจ้า

เมื่อไม่นานมานี้ มีบางคนตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดพวกเราจึงยังคงไม่สามารถเคารพพระองค์ได้ ทั้ง ๆ ที่พวกเรารู้จักพระเจ้ามากกว่าโยบ? ก่อนหน้านี้พวกเราได้แตะต้องเรื่องนี้นิดหน่อยแล้วใช่หรือไม่? พวกเราได้พูดถึงสาระสำคัญของคำถามนี้มาก่อนแล้วจริง ๆ เช่นกัน ซึ่งก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าแม้ว่าโยบไม่ได้รู้จักพระเจ้าในเวลานั้น เขาก็ยังคงปฏิบัติต่อพระองค์เยี่ยงพระเจ้า และคำนึงถึงพระองค์ว่าทรงเป็นองค์เจ้านายแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง โยบไม่ได้พิจารณาว่าพระเจ้าทรงเป็นศัตรู ตรงกันข้ามเขานมัสการพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ทำไมทุกวันนี้ผู้คนจึงต้านทานพระเจ้ามากเช่นนั้น? ทำไมพวกเขาไม่สามารถเคารพพระองค์ได้? เหตุผลหนึ่งคือพวกเขาได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ และด้วยธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ฝังลึกอยู่ภายในเช่นนี้ พวกเขาจึงได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้าแล้ว ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้าและยอมรับรู้พระเจ้า พวกเขาก็ยังคงสามารถต้านทานพระองค์และวางตัวเองอยู่ในฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์ การนี้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติของมนุษย์ เหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือแม้ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้า ผู้คนก็ไม่ปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้าจริง ๆ แต่พวกเขากลับพิจารณาว่าพระองค์อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับมนุษยชาติ โดยคำนึงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นศัตรูของพวกเขา และรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถจะปรองดองกับพระเจ้าได้ มันเรียบง่ายอย่างนั้นเอง เรื่องนี้ไม่ได้ถูกนำขึ้นมาพูดคุยในการประชุมครั้งที่แล้วของพวกเราหรอกหรือ? ลองคิดดูว่า นั่นไม่ใช่เหตุผลหรือ? เจ้าอาจมีความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับพระเจ้า แต่ความรู้นี้ส่งผลอะไร? นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนกำลังพูดถึงกันหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงได้บอกเจ้าหรอกหรือ? เจ้าเพียงคุ้นเคยกับแง่มุมทางทฤษฎีและคำสอนของสิ่งนั้น—แต่เจ้าเคยได้ซาบซึ้งกับพระพักตร์แท้จริงของพระเจ้าหรือไม่? เจ้ามีความรู้เชิงอัตวิสัยหรือไม่? เจ้ามีความรู้และประสบการณ์ที่ใช้ได้จริงหรือไม่? หากพระเจ้าไม่ทรงได้บอกเจ้าแล้ว เจ้าจะสามารถรู้ได้หรือไม่? ความรู้เชิงทฤษฎีของเจ้าไม่ได้เป็นตัวแทนของความรู้จริง กล่าวโดยย่อ ไม่ว่าเจ้าจะรู้มากเท่าใด หรือไม่ว่าเจ้าจะมารู้อย่างไร จนกว่าเจ้าจะบรรลุความเข้าใจพระเจ้าจริง ๆ พระองค์จะทรงเป็นศัตรูของเจ้า และจนกว่าเจ้าจะเริ่มปฏิบัติต่อพระเจ้าในฐานะพระเจ้าองค์หนึ่ง พระองค์ก็จะต่อต้านเจ้า เพราะเจ้าเป็นรูปจำแลงของซาตาน

เมื่อเจ้าอยู่ด้วยกันกับพระคริสต์บางทีเจ้าสามารถรับใช้พระองค์ด้วยอาหารสามมื้อต่อวัน หรืออาจจะรับใช้พระองค์ด้วยน้ำชาและช่วยดูแลสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของพระองค์ เจ้าจะดูเหมือนว่าได้ปฏิบัติต่อพระคริสต์ในฐานะพระเจ้าแล้ว เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ทัศนคติของผู้คนจะวิ่งตรงกันข้ามกับทัศนคติของพระเจ้าเสมอ ผู้คนมักจะล้มเหลวในการเข้าใจและยอมรับทัศนคติของพระเจ้า แม้ว่าผู้คนอาจไปกันได้กับพระเจ้าในภายนอก แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้ากันได้กับพระองค์ ทันทีที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ความจริงของการไม่เชื่อฟังของมนุษยชาติก็โผล่ออกมา ดังนั้นจึงเป็นการยืนยันความเป็นปรปักษ์ที่มีอยู่ระหว่างพวกมนุษย์กับพระเจ้า ความเป็นปรปักษ์นี้ไม่ได้เป็นการที่พระเจ้าทรงต่อต้านพวกมนุษย์หรือการที่พระเจ้าทรงต้องการเป็นปรปักษ์กับพวกเขา และไม่ใช่การที่พระองค์ทรงวางพวกเขาในฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์เอง และจากนั้นก็ทรงปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงนั้น ตรงกันข้ามมันเป็นกรณีของแก่นแท้ที่ตรงกันข้ามนี้ต่อพระเจ้าซึ่งแอบแฝงอยู่ในความตั้งใจส่วนตัวของพวกมนุษย์และในจิตใต้สำนึกของพวกเขา เนื่องจากผู้คนคำนึงถึงทั้งหมดที่มาจากพระเจ้าว่าเป็นวัตถุสำหรับการวิจัยของพวกเขา การตอบโต้ของพวกเขาต่อสิ่งที่มาจากพระเจ้าและต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าจึงเป็นการเดา การแคลงใจ และจากนั้นเป็นการนำท่าทีที่ขัดแย้งและต่อต้านพระเจ้าไปใช้ เหนือสิ่งอื่นใด หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็นำอารมณ์ด้านลบเข้าสู่ข้อพิพาทหรือการแข่งขันกับพระเจ้า โดยไปไกลถึงขนาดที่แคลงใจแม้แต่การที่พระเจ้าเช่นนี้มีคุณค่าต่อการติดตามหรือไม่ แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าความมีเหตุผลของพวกเขาบอกพวกเขาว่าพวกเขาไม่ควรดำเนินการไปในลักษณะนี้ พวกเขาก็จะยังคงเลือกที่จะทำเช่นนั้นทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ชอบ ดังนั้นพวกเขาจะทำต่อไปจนถึงที่สุดโดยไม่ลังเล ยกตัวอย่างเช่น อะไรคือปฏิกิริยาแรกที่ผู้คนบางคนมี เมื่อพวกเขาได้ยินข่าวลือหรือคำพูดใส่ร้ายป้ายสีเกี่ยวกับพระเจ้า? ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือการสงสัยว่าข่าวลือเหล่านี้จริงหรือไม่ และข่าวลือเหล่านี้มีอยู่หรือไม่ และจากนั้นจึงนำท่าทีรอดูไปก่อนมาใช้ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มคิดว่า “ไม่มีทางที่จะยืนยันความถูกต้องของเรื่องนี้ สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงหรือ? ข่าวลือนี้จริงหรือไม่?” ถึงแม้ว่าผู้คนเช่นนี้ไม่แสดงให้เห็นที่ภายนอก แต่ในหัวใจพวกเขา พวกเขาได้เริ่มแคลงใจแล้ว และได้เริ่มปฏิเสธพระเจ้าแล้ว อะไรคือแก่นแท้ของท่าทีแบบนี้และทัศนคติเช่นนี้? ไม่ไช่การทรยศหรอกหรือ? จนกว่าพวกเขาเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ เจ้าก็ไม่สามารถมองเห็นว่าอะไรคือทัศนคติของผู้คนเหล่านี้ได้ ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ขัดแย้งกับพระเจ้า และดูราวกับว่าพวกเขาไม่คำนึงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นศัตรู อย่างไรก็ตามทันทีที่พวกเขาเผชิญหน้ากับปัญหา พวกเขาก็ยืนอยู่กับซาตานและต่อต้านพระเจ้าโดยทันที สิ่งนี้ทำให้นึกถึงอะไรเล่า? มันทำให้นึกถึงว่าพวกมนุษย์และพระเจ้าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน! ไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงคำนึงถึงมนุษยชาติในฐานะศัตรู แต่ว่าแก่นแท้จริง ๆ ของมนุษยชาตินั้นเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าจะมีบางคนได้ติดตามพระองค์นานเพียงใด หรือพวกเขาได้ชดใช้มากเพียงใด และโดยไม่คำนึงถึงวิธีที่พวกเขาสรรเสริญพระเจ้า วิธีที่พวกเขาอาจกันตัวเองจากการต้านทานพระองค์ และแม้แต่วิธีที่พวกเขารบเร้าตัวเองอย่างหนักหน่วงให้รักพระเจ้า แต่พวกเขาก็ไม่มีวันสามารถปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนพระเจ้าองค์หนึ่ง การนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของผู้คนหรอกหรือ? หากเจ้าปฏิบัติต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า และเชื่ออย่างแท้จริงว่าพระองค์คือพระเจ้า เจ้าจะยังคงสามารถมีข้อแคลงใจใด ๆ ต่อพระองค์หรือไม่? หัวใจของเจ้าจะยังคงสามารถเก็บงำเครื่องหมายคำถามใด ๆ เกี่ยวกับพระองค์ได้หรือไม่? ไม่สามารถอีกต่อไปใช่หรือไม่? แนวโน้มต่าง ๆ ของโลกนี้ช่างเลวร้ายนัก และเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ก็เป็นเช่นกัน ดังนั้นเจ้าจะไม่สามารถมีทัศนคติใด ๆ เกี่ยวกับแนวโน้มเหล่านั้นได้อย่างไร? เจ้าเองก็ชั่วร้ายยิ่งนัก ดังนั้นจึงเป็นได้อย่างไรที่เจ้าไม่มีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนั้น? และกระนั้นก็ตาม เพียงข่าวลือไม่กี่ข่าวและการใส่ร้ายป้ายสีบางอย่างก็สามารถก่อให้เกิดมโนคติที่หลงผิดมหาศาลเช่นนี้เกี่ยวกับพระเจ้า และชักนำให้เจ้าจินตนาการสิ่งต่าง ๆ มากมายยิ่งนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะของเจ้ายังต่ำอยู่เพียงใด! แค่ “เสียงหึ่ง ๆ” ของยุงไม่กี่ตัวและแมลงวันน่ารังเกียจไม่กี่ตัว—นั่นคือทั้งหมดที่ต้องใช้เพื่อหลอกลวงเจ้าใช่หรือไม่? นี่เป็นบุคคลแบบไหนกันเล่า? เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงคิดอะไรเกี่ยวกับผู้คนเหล่านี้? ท่าทีของพระเจ้านั้นจริง ๆ แล้วชัดเจนมากเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ปฏิบัติต่อพวกเขา เป็นเพียงการที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านี้คือการทรงแสดงอาการเย็นชาต่อพวกเขา—ท่าทีของพระองค์คือการไม่ให้ความสนใจใด ๆ ต่อพวกเขา และการไม่ถือจริงจังกับผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เป็นเพราะในพระทัยของพระเจ้า พระองค์ไม่เคยทรงวางแผนที่จะรับคนเหล่านั้นที่ได้ให้คำมั่นว่าจะเป็นปรปักษ์ต่อพระองค์จนถึงที่สุดและที่ไม่เคยวางแผนที่จะหาจนพบวิธีที่จะเข้ากันได้กับพระองค์ บางทีคำพูดเหล่านี้ที่เราได้พูดไปแล้วนั้น อาจทำร้ายผู้คนไม่กี่คน ก็คือพวกเจ้าเต็มใจที่จะให้เราทำร้ายพวกเจ้าเช่นนี้ตลอดเวลาหรือไม่? ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ทุกอย่างที่เราพูดคือสภาวะที่แท้จริงของเรื่องราว! หากเราทำร้ายพวกเจ้า และตีแผ่แผลเป็นของพวกเจ้าเช่นนี้ตลอดเวลา มันจะส่งผลกระทบต่อพระฉายาอันสูงส่งของพระเจ้าที่เจ้าเก็บงำไว้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่? (มันจะไม่) เราเห็นด้วยว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบ เพราะแท้จริงแล้วไม่มีพระเจ้าในหัวใจของพวกเจ้า พระเจ้าผู้สูงส่งที่พำนักอยู่ในหัวใจของพวกเจ้า—พระเจ้าองค์ที่พวกเจ้าพิทักษ์และปกป้องอย่างแข็งขัน—ไม่ใช่พระเจ้าจริง ๆ ตรงกันข้ามเขาเป็นสิ่งที่กุขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์ เขาไม่มีอยู่จริงอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าอย่างแน่แท้ที่เราตีแผ่คำตอบต่อปริศนานี้ การนี้ไม่ได้เปิดโปงความจริงทั้งหมดหรอกหรือ? พระเจ้าที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จินตนาการว่าพระองค์ทรงเป็น เราหวังว่าพวกเจ้าทั้งหมดสามารถเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี้ได้ และมันจะช่วยเหลือในความรู้เรื่องพระเจ้าของพวกเจ้า

ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่ได้รับการยอมรับรู้โดยพระเจ้า

มีผู้คนบางคนที่ความเชื่อของพวกเขาไม่เคยได้รับการยอมรับรู้ภายในพระทัยของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าไม่ทรงระลึกว่าพวกเขาเป็นผู้ติดตามพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ทรงยกย่องความเชื่อของพวกเขา สำหรับผู้คนเหล่านี้ แนวคิดและทัศนะของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยน โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาได้ติดตามพระเจ้านานกี่ปีแล้ว พวกเขาเป็นเหมือนผู้ไม่เชื่อ โดยยึดติดกับหลักการและวิธีแห่งการทำสิ่งต่าง ๆ ของผู้ไม่เชื่อ และกฎแห่งการอยู่รอดและความเชื่อของผู้ไม่เชื่อ พวกเขาไม่เคยยอมรับพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นชีวิตของพวกเขา ไม่เคยเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ไม่เคยตั้งใจที่จะยอมรับความรอดของพระเจ้า และไม่เคยระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นงานอดิเรกสมัครเล่นบางอย่าง โดยปฏิบัติต่อพระองค์เหมือนเป็นเพียงความค้ำจุนทางจิตวิญญาณ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่คิดว่ามันคุ้มค่าที่จะพยายามเข้าใจพระอุปนิสัยหรือเนื้อแท้ของพระเจ้า อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมดที่สอดคล้องกับพระเจ้าเที่ยงแท้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้คนเหล่านี้ พวกเขาไม่สนใจและไม่สามารถถูกรบเร้าให้ใส่ใจได้ นี่เป็นเพราะลึกลงไปในหัวใจของพวกเขามีเสียงรุนแรงที่มักจะบอกพวกเขาเสมอว่า “พระเจ้าไม่ทรงปรากฏแก่ตาและไม่สามารถแตะต้องได้ และไม่ทรงดำรงอยู่” พวกเขาเชื่อว่าการพยายามเข้าใจพระเจ้าแบบนี้คงจะไม่คุ้มค่ากับความพยายามของพวกเขาและ เชื่อว่าในการทำเช่นนั้น พวกเขาคงจะกำลังหลอกตัวเอง พวกเขาเชื่อว่าโดยเพียงแค่ยอมรับรู้พระวจนะของพระเจ้าโดยไม่ทำการยืนหยัดจริง ๆ หรือลงทุนในการกระทำใด ๆ จริง ๆ ด้วยตัวเอง พวกเขาก็ค่อนข้างฉลาด พระเจ้าทรงพิจารณาผู้คนเช่นนี้อย่างไร? พระองค์ทรงมองว่าพวกเขาเป็นผู้ไม่เชื่อ ผู้คนบางคนถามว่า “ผู้ไม่เชื่อสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าได้หรือไม่? พวกเขาสามารถทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วงได้หรือไม่? พวกเขาสามารถพูดคำว่า ‘ข้าพระองค์จะมีชีวิตเพื่อพระเจ้า’ ได้หรือไม่?” สิ่งที่พวกมนุษย์เห็นบ่อย ๆ คือการแสดงที่ผู้คนจัดขึ้นที่ภายนอก พวกเขาไม่เห็นแก่นแท้ของผู้คน อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงมองที่การแสดงผิวเผินเหล่านี้ พระองค์ทรงเห็นแก่นแท้ภายในของพวกเขาเท่านั้น ดังนั้นนี่ก็คือท่าทีและคำนิยามแบบที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเหล่านี้ ผู้คนเหล่านี้พูดว่า “ทำไมพระเจ้าทรงทำเช่นนี้? ทำไมพระเจ้าทรงทำเช่นนั้น? ข้าพระองค์ไม่สามารถเข้าใจการนี้ ข้าพระองค์ไม่สามารถเข้าใจการนั้น การนี้ไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ พระองค์ต้องทรงอธิบายเรื่องนั้นให้ข้าพระองค์…” ในการตอบคำถามนี้ เราถามว่า จำเป็นจริง ๆ หรือไม่ที่จะอธิบายเรื่องเหล่านี้แก่เจ้า? เรื่องเหล่านี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าจริง ๆ บ้างหรือไม่? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร? เจ้ามาจากที่ใด? เจ้ามีคุณสมบัติจริง ๆ หรือที่จะให้คำแนะนำกับพระเจ้า? เจ้าเชื่อในพระองค์หรือไม่? พระองค์ทรงยอมรับรู้ความเชื่อของเจ้าหรือไม่? ในเมื่อความเชื่อของเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับพระเจ้า แล้วกิจการของพระองค์เป็นเรื่องอะไรของเจ้าหรือ? เจ้าไม่รู้ว่าเจ้ายืนอยู่ที่ใดในพระทัยของพระเจ้า ดังนั้นเจ้าจะสามารถมีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมในการสนทนากับพระองค์ได้อย่างไร?

พระวจนะแห่งการเตือนสอน

พวกเจ้าไม่รู้สึกอึดอัดหลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้หรอกหรือ? แม้ว่าพวกเจ้าอาจจะไม่เต็มใจที่จะฟังคำพูดเหล่านี้หรือไม่เต็มใจที่จะยอมรับคำพูดเหล่านี้ แต่ทั้งหมดนั้นคือข้อเท็จจริง เพราะพระราชกิจช่วงระยะนี้มีไว้ให้พระเจ้าทรงกระทำ หากเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ของพระองค์ ไม่มีความใส่ใจเกี่ยวกับท่าทีของพระองค์ และไม่เข้าใจเนื้อแท้และพระอุปนิสัยของพระองค์ เช่นนั้นแล้วในที่สุด เจ้าก็จะเป็นกลุ่มคนที่จะพ่ายแพ้ จงอย่าตำหนิวจนะของเราที่ฟังยาก และจงอย่าตำหนิวจนะเหล่านั้นที่ลดทอนความกระตือรือร้นของพวกเจ้า เราพูดสภาวะที่แท้จริงของเรื่องราว ไม่ได้เป็นความตั้งใจของเราที่จะทำให้พวกเจ้าท้อใจ ไม่สำคัญว่าเราขอสิ่งใดจากพวกเจ้า และไม่สำคัญว่าพวกเจ้าจะต้องทำสิ่งนั้นอย่างไร เราหวังว่าพวกเจ้าเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องและไปตามทางของพระเจ้า และหวังว่าพวกเจ้าไม่มีวันเบี่ยงเบนจากเส้นทางที่ถูกต้อง หากเจ้าไม่ดำเนินการโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า หรือไปตามทางของพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ไม่อาจมีความแคลงใจเลยว่าเจ้ากำลังกบฏต่อพระเจ้า และได้ไถลห่างจากเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้นเรารู้สึกว่ามีบางเรื่องที่เราต้องทำให้ชัดเจนต่อพวกเจ้า และรู้สึกว่าเราต้องทำให้พวกเจ้าเชื่ออย่างสนิทใจ อย่างชัดเจน และปราศจากความไม่แน่ใจแม้แต่น้อย และช่วยให้พวกเจ้ามีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับท่าทีของพระเจ้า เจตนารมณ์ของพระองค์ วิธีที่พระองค์ทำให้พวกมนุษย์มีความเพียบพร้อม และในลักษณะใดที่พระองค์ทรงกำหนดบทอวสานของผู้คน หากมีสักวันหนึ่งมาถึงเมื่อเจ้าไม่สามารถเริ่มก้าวไปบนเส้นทางนี้ได้ เช่นนั้นแล้วเราก็ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ เพราะวจนะเหล่านี้ได้ถูกกล่าวกับเจ้าอย่างชัดเจนมากแล้ว ในส่วนของวิธีที่เจ้าจัดการกับบทอวสานของเจ้าเอง นี่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเจ้าทั้งสิ้น พระเจ้าทรงมีท่าทีที่แตกต่างเกี่ยวกับบทอวสานของผู้คนหลากหลายประเภท พระองค์ทรงมีวิธีของพระองค์เองในการประเมินผู้คน รวมถึงมาตรฐานของพระองค์เองที่พระองค์ทรงคาดหวังให้ผู้คนตอบสนอง มาตรฐานการประเมินผู้คนของพระองค์เป็นมาตรฐานที่เป็นธรรมต่อทุกคน—ไม่มีความแคลงใจเลยเกี่ยวกับเรื่องนั้น! เพราะฉะนั้นความกลัวของบางคนจึงไม่จำเป็น บัดนี้เจ้าโล่งใจแล้วหรือยัง? นั่นคือทั้งหมดสำหรับวันนี้ ลาก่อน!

17 ตุลาคม ค.ศ. 2013

ก่อนหน้า:พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 3

ถัดไป:พระเจ้าพระองค์เอง องค์หนึ่งเดียว 9