บทความคริสเตียน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือการทรงปรากฏและพระราชกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เสด็จกลับมาหรือไม่?

โดย มิงเปียน

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกได้เป็นพยานอย่างเปิดเผยว่าองค์พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับมาแล้วในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงจุติมาเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงพระวจนะเป็นล้านๆ คำ และทรงกำลังปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มต้นกับพระนิเวศของพระเจ้า การปรากฏของฟ้าแลบจากทิศตะวันออกได้ทำให้ทั่วทั้งโลกศาสนาสั่นสะเทือน และหลายคนที่ได้ถวิลหาให้พระเจ้าทรงปรากฏได้ยินพระดำรัสของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และระลึกรู้ว่าพระดำรัสเหล่านั้นคือพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาได้กลายเป็นมั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมาและ พวกเขาคนแล้วคนเล่าได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ การปรากฏของฟ้าแลบจากทิศตะวันออกได้ทำให้ข้อพระคัมภีร์ลุล่วง “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27) “ฟ้าแลบ” คือความจริง พระวจนะของพระเจ้า “จากทิศตะวันออก” หมายความว่าความจริงได้มาจากประเทศจีน และ “ส่องไปจนถึงทิศตะวันตก” หมายความว่าฟ้าแลบได้ไปถึงประเทศทางตะวันตกแล้ว “การเสด็จมาของบุตรมนุษย์” อ้างอิงถึงพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ที่ทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในทิศตะวันออก—ในประเทศจีน—และในที่สุดก็แผ่ขยายพระราชกิจของพระองค์ไปยังประเทศทางตะวันตก บัดนี้พระวจนะเหล่านี้ได้ถูกทำให้ลุล่วงแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพวกเขาเชื่อคำโกหกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และการกล่าวโทษของพวกศิษยาภิบาลและเหล่าผู้อาวุโสที่มีต่อคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พี่น้องชายหญิงหลายคนไม่กล้าที่จะเจาะลึกถึงพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย พวกเขาแปลกใจว่า หากฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นหนทางที่แท้จริงและเป็นการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าแล้ว เหตุใดรัฐบาลประเทศจีนและพวกศิษยาภิบาลกับเหล่าผู้อาวุโสในคริสตจักรจึงกล่าวโทษเล่า? ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือการทรงปรากฏและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมาหรือไม่? เราจะมุ่งเน้นที่หัวข้อนี้ในการสามัคคีธรรมต่อไปนี้

หนทางที่แท้จริงได้ทนทุกข์การข่มเหงมาตั้งแต่สมัยโบราณ

องค์พระเยซูเจ้าเคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า “คนในยุคนี้เป็นคนชั่วร้าย” (ลูกา 11:29) “หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างเข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์รักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะกิจการของพวกเขาเลวทราม เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาหาความสว่าง เนื่องจากกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ” (ยอห์น 3:19-20) ด้วยความละเอียดแม่นยำของศัลยแพทย์ องค์พระเยซูเจ้าทรงตีแผ่ความชั่วร้ายและความมืดมิดของโลกนี้ ทรงแสดงออกว่ามวลมนุษย์ทั้งปวงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานและไร้ความสามารถที่จะยอมผ่อนปรนให้การดำรงอยู่ของพระเจ้า ในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง และเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลกเพื่อไถ่มวลมนุษย์ และพระองค์ทรงถูกตอกตรึงกางเขนโดยผู้นำศาสนาชาวยิวในการร่วมมือกันอย่างลับๆ กับพวกผู้มีอำนาจชาวโรมัน เป็นที่ชัดเจนว่ามวลมนุษย์ได้กลายเป็นเสื่อมทรามและชั่วร้ายยิ่งนักจนพวกเขาปฏิเสธและต้านทานพระเจ้าอย่างเปิดเผย บัดนี้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้เสด็จมาในยุคสุดท้ายและได้ทรงแสดงถึงความจริงทั้งหมดที่ทำให้มนุษย์สามารถได้รับความรอดอย่างครบถ้วนได้ แต่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์การกล่าวโทษและการเยาะเย้ยท้าทายที่บ้าคลั่งในมือของโลกศาสนาและรัฐบาลประเทศจีน และทรงถูกปฏิเสธจากคนรุ่นนี้ แน่นอนว่านี่ทำให้พระวจนเหล่านี้จากองค์พระเยซูเจ้าลุ่ล่วง “เพราะว่าบุตรมนุษย์ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน” (ลูกา 17:24-25) รัฐบาลประเทศจีนคือรัฐบาลที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง แก่นแท้ของมันคือการต่อต้านพระเจ้า และด้วยเหตุนี้ การกล่าวโทษคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จึงไม่ใช้เรื่องแปลกเลย อย่างไรก็ตาม พวกศิษยาภิบาลและเหล่าผู้อาวุโสของโลกศาสนาใจปัจจุบันต่างกำลังเฝ้าคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นแล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่แสวงหาหรือเจาะลึกถึงการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แต่กลับต้านทานและกล่าวโทษพระองค์อย่างบ้าคลั่งแทนเล่า? การนี้สมควรได้รับการคำนึงถึงอย่างรอบคอบ อันที่จริงแล้ว มีพวกศิษยาภิบาลและเหล่าผู้อาวุโสมากมายที่ได้เห็นสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพในพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเห็นว่าผู้คนมากมายผู้ที่ได้ถวิลหาให้พระเจ้าทรงปรากฏระลึกรู้จากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ว่าแท้จริงแล้วพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมา และแล้วพวกเขาก็ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คนแล้วคนเล่า พวกศิษยาภิบาลและเหล่าผู้อาวุโสแห่งโลกศาสนาเหล่านี้ได้กลายเป็นหวั่นเกรงว่าเหล่าผู้เชื่อจะติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปหมด แล้วก็จะไม่มีผู้ใดติดตามหรือเลื่อมใสบูชาพวกเขาอีกต่อไป เพื่อที่จะรักษาสถานภาพและการดำรงชีวิตของพวกเขาเอง พวกเขาจึงเสแสร้งที่จะ “ป้องกันหนทางแห่งความจริงและฝูงแกะ” ขณะที่กล่าวโทษการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างหยาบคาย และขวางทางไม่ให้เหล่าผู้เชื่อเจาะลึกถึงหนทางที่แท้จริง พวกเราสามารถมองเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าการทรงปรากฏและพระราชกิจของการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าทั้งสองครั้งว่าได้ถูกกล่าวโทษโดยโลกศาสนาจนโลกศาสนาได้กลายเป็นมืดมิดและชั่วมากถึงขั้นที่พวกเขาตั้งตนขึ้นต่อต้านพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่าพระเจ้าจะทรงถูกกล่าวโทษและข่มเหงโดยกองกำลังของซาตานเมื่อพระองค์เสด็จมาในโลกอันชั่วช้าใบนี้เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์

ดังนั้น เมื่อเราเจาะลึกถึงหนทางที่แท้จริง เราควรรับเอาท่าทีอะไรเมื่อเผชิญหน้ากับการกล่าวโทษและการเยาะเย้ยท้าทายของพวกผู้นำแห่งโลกศาสนา? หากเรานึกถึงเปโตร ยอห์นและอัครทูตท่านอื่นๆ ในยุคแรก พวกเขาไม่เชื่อคำโกหกที่กล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้าของพวกผู้นำศาสนาอย่างมืดบอด แต่ตรงกันข้ามพวกเขาพยายามฟังพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างถ่อมตน เมื่อพวกเขาระลึกรู้ถึงพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าว่าเป็นความจริง ว่าเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาก็สามารถปล่อยมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาไปและติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยรับความรอดขององค์พระผู้เป็นเจ้าในท้ายที่สุด เป็นดังที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ทีเดียวว่า “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่พวกท่าน” (มัทธิว 7:7) หากเราปรารถนาที่จะรู้ว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือหนทางที่แท้จริงหรือไม่ เช่นนั้นแล้ว เราก็ควรที่จะพยายามหาความจริงของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และอ่านพระวจนะที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดง นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะเข้าไปสู่ความจริงของเรื่องได้ หากพวกเราเชื่ออย่างมืดบอดในสิ่งที่พวกศิษยาภิบาลและเหล่าผู้อาวุโสพูด เช่นนั้นแล้ว ก็น่าเป็นไปได้ว่าพวกเราจะติดตามย่างก้าวของพวกผู้คนชาวยิวดั้งเดิมในสมัยของพระเยซู คล้อยตามไปกับพวกฟาริสี ต้านทานและปฏิเสธองค์พระเยซูเจ้า พลาดโอกาสที่จะเจาะลึกถึงหนทางที่แท้จริงและไร้ความสามารถที่จะได้ต้อนรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปตลอดกาล

พวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือหนทางที่แท้จริง?

พวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือหนทางที่แท้จริง? ขอให้เรามาอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “หลักการพื้นฐานที่สุดในการแสวงหาหนทางที่แท้จริงคืออะไร? เจ้าต้องมองไปที่ว่ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในหนทางนี้หรือไม่ ว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงความจริงหรือไม่ ผู้ใดเป็นพยานถึงมัน และมันสามารถนำสิ่งใดมาให้เจ้าได้ การแยกแยะระหว่างหนทางเที่ยงแท้และหนทางเทียมเท็จนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานหลายแง่มุม ซึ่งสิ่งที่เป็นรากฐานที่สุดของมันก็คือการบอกได้ว่าพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีอยู่ในนั้นหรือไม่ เพราะเนื้อแท้ของความเชื่อของผู้คนในพระเจ้าคือความเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้า และแม้กระทั่งความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ก็เป็นเพราะว่าเนื้อหนังนี้เป็นร่างจำแลงของพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าความเชื่อดังกล่าวยังคงเป็นความเชื่อในพระวิญญาณ มีความแตกต่างหลายประการระหว่างพระวิญญาณและเนื้อหนัง แต่เพราะว่าเนื้อหนังนี้มาจากพระวิญญาณ และเป็นพระวจนะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งที่มนุษย์เชื่อจึงยังคงเป็นเนื้อแท้ภายในของพระเจ้า ดังนั้นในการแยกแยะว่ามันเป็นหนทางเที่ยงแท้หรือไม่ เหนือสิ่งอื่นใดเจ้าต้องมองไปที่ว่ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าต้องมองไปที่ว่ามีความจริงอยู่ในหนทางนั้นหรือไม่ ความจริงข้อนี้เป็นอุปนิสัยชีวิตของความเป็นมนุษย์ปกติ นั่นคือ มันเป็นสิ่งที่ถูกเรียกร้องจากมวลมนุษย์เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างมวลมนุษย์ในปฐมกาล ซึ่งเป็นสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมัน (ซึ่งรวมถึงสำนึกรับรู้แบบมนุษย์ ความเข้าใจถ่องแท้ สติปัญญา และความรู้พื้นฐานของการเป็นมนุษย์) นั่นคือ เจ้าจำเป็นต้องมองไปที่ว่าหนทางนี้สามารถพาผู้คนไปสู่ชีวิตแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติได้หรือไม่ ว่าความจริงที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นที่พึงประสงค์ตามความเป็นจริงแห่งสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติหรือไม่ ว่าความจริงนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงและเป็นจริงหรือไม่ และว่ามันเหมาะสมแก่เวลามากที่สุดหรือไม่ หากมีความจริงอยู่ เช่นนั้นแล้ว มันก็สามารถพาผู้คนไปสู่ประสบการณ์ต่างๆ ที่ปกติและเป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนก็จะกลายเป็นปกติมากกว่าที่เคย สำนึกรับรู้แบบมนุษย์ของพวกเขาก็จะกลายเป็นครบบริบูรณ์มากกว่าที่เคย ชีวิตของพวกเขาในเนื้อหนังและชีวิตฝ่ายวิญญาณก็กลายเป็นมีระเบียบมากกว่าที่เคย และอารมณ์ต่างๆ ของพวกเขาจะกลายเป็นปกติมากกว่าที่เคย นี่คือหลักการข้อที่สอง มีหลักการอีกข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือว่าผู้คนมีความรู้ที่เพิ่มขึ้นในเรื่องพระเจ้าหรือไม่ และว่าการได้รับประสบการณ์กับงานและความจริงดังกล่าวสามารถบันดาลให้เกิดความรักต่อพระเจ้าในตัวพวกเขาและนำพวกเขาให้เข้าใกล้พระเจ้าได้มากกว่าที่เคยหรือไม่ ในการนี้ สามารถวัดได้ว่ามันเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่” (“บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้อย่างชัดเจนมากว่ามีหลักการสำคัญสามประการในการแยกแยะระหว่างหนทางที่แท้จริงกับหนทางเทียมเท็จ อันดับแรกคือมองเห็นว่าหนทางมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และแม้ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจในสภาวะเนื้อหนัง แก่นแท้ของพระองค์ยังคงเป็นของพระวิญญาณของพระองค์ ด้วยเหตุนี้พระราชกิจของพระเจ้าต้องไปด้วยกันกับพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อันดับที่สองคือมองเห็นว่าหนทางมีความจริงหรือไม่ พวกเราทั้งหมดต่างก็รู้ดีว่าพระราชกิจของพระเจ้าเป็นความจริง ความจริงที่สามารถกลายเป็นชีวิตของพวกเราจริงๆ เป็นหลักการที่ควบคุมความประพฤติของพวกเรา การวางตัวของพวกเรา และการนมัสการพระเจ้าของพวกเรา อันดับที่สามคือมองเห็นว่าหนทางนั้นสามารถทำให้ผู้คนมีความรู้ที่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับพระเจ้า ทั้งนี้เพราะพระราชกิจของพระเจ้ากระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงเปิดเผยคือสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น และเพราะว่าทุกครั้งที่พระเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงบอกแก่มนุษย์ถึงน้ำพระทัยของพระองค์และพระองค์ทรงพึงประสงค์สิ่งใด ยิ่งพวกเราอ่านพระวจนะของพระเจ้ามากเท่าใดและยิ่งพวกเรารับประสบการณ์พระราชกิจของพระองค์มากเท่าใด ความเชื่อของเราในพระเจ้าก็ยิ่งกลายเป็นมากขึ้นและความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าของเราก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงประทานพระคุณล้นเหลือแก่มนุษย์ พระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วยและขับไล่มารทั้งหลาย และพระองค์ทรงนำพาหนทางแห่งการกลับใจมาสู่มนุษยชาติ พระองค์ทรงสอนให้มนุษย์สารภาพบาปและกลับใจ ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ให้แบกกางเขนของเขา ให้อดทนและอดกลั้น ให้ยกโทษผู้อื่นเจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง ให้รักพระเจ้าด้วยสุดหัวใจของเขาและด้วยสุดความคิดของเขา และอีกมาก คำสอนเหล่านี้จากองค์พระเยซูเจ้าคือพระวจนะที่ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะสามารถเปล่งออกมาได้ ก่อนหน้าที่องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาและทรงแสดงความจริง บรรดาผู้ที่ดำรงชีวิตภายใต้ธรรมบัญญัติรู้แต่เพียงว่าจะดำรงชีวิตอย่างไร พวกเขาไม่มีความเข้าใจถึงความจริงที่ว่าจะรักและยกโทษให้ผู้อื่นได้อย่างไร แต่โดยการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าและการปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ พวกเขาได้เห็นว่าพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเป็นความจริงและว่าพระวจนะเหล่านั้นสามารถแสดงให้ผู้คนในสมัยนั้นรู้ถึงเส้นทางการปฏิบัติ ผู้คนยังได้มาเข้าใจผ่านทางพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าด้วยว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าเต็มเปี่ยมด้วยความปรานีและความรักมั่นคง และพวกเขากลายเป็นเต็มใจหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงมีว่าพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าในสมัยนั้นต้องพบกับการกล่าวโทษ การเยาะเย้ยท้าทาย และการข่มเหงในมือของพวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีอยู่เสมอ ทว่าจำนวนผู้ติดตามขององค์พระเยซูเจ้าก็ได้เพิ่มมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในท้ายที่สุด พวกผู้นำศาสนาเหล่านี้ก็ได้ร่วมมืออย่างลับๆ กับพวกผู้มีอำนาจชาวโรมันตรึงกางเขนองค์พระเยซูเจ้า เชื่อว่าโดยการทำเช่นนั้น พวกเขาก็ได้ลบล้างพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงใจได้เห็นจากพระราชกิจและพระวจนะของพระองค์ว่าพระราชกิจของพระองค์มาจากพระเจ้า และดังนั้นเองพวกเขาจึงได้ติดตามพระองค์ด้วยหัวใจที่ท่วมท้นไปด้วยความเชื่อ และเผยแพร่ข่าวประเสริฐขององค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าพวกผู้มีอำนาจชาวโรมันและโลกศาสนาในสมัยนั้นจะข่มเหงพวกเขาอย่างไรก็ตาม บัดนี้ข่าวประเสริฐขององค์พระเยซูเจ้าได้มาถึงจุดที่แผ่ขยายไปทั่วอย่างที่สุดในจักรวาลและในทุกมุมโลก และไม่มีขุมกำลังใดสามารถหยุดยั้งได้ เราสามารถมองเห็นได้จากผลแห่งพระวจนะและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าว่าพระราชกิจของพระองค์มาจากพระเจ้าและนั่นเป็นหนทางที่แท้จริง

ในทำนองเดียวกัน หากพวกเราต้องการยืนยันว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่ พวกเราก็สามารถมองเห็นได้ว่าความจริงถูกแสดงออกในพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์หรือไม่ ว่ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่ และว่าเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีความรู้มากมายยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้เสด็จมาในยุคสุดท้าย และเสด็จมาบนรากฐานของพระราชกิจการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงถึงความจริงทั้งหมดที่สามารถทำให้มนุษย์บรรลุถึงซึ่งความบริสุทธิ์และความรอดอันบริบูรณ์ พระองค์ทรงปฏิบัติขั้นตอนของพระราชกิจเพื่อทรงพิพากษาและชำระมนุษย์ให้สะอาด และพระองค์ทรงช่วยพวกเราให้รอดจากชีวิตของความทุกข์ในวัฏจักรของการทำบาปและการสารภาพบาป พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระราชกิจของพระเจ้าในการทรงจุติเป็นมนุษย์ครั้งปัจจุบันคือการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยของพระองค์ผ่านการตีสอนและการพิพากษาเป็นหลัก โดยการก่อร่างขึ้นบนพื้นฐานนี้ พระองค์ทรงนำความจริงมาสู่มนุษย์มากขึ้นและชี้ให้เขาเห็นวิธีของการปฏิบัติที่มากขึ้น ส่งผลให้สัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ของพระองค์ในการพิชิตมนุษย์และช่วยเขาให้รอดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา นี่คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพระราชกิจของพระเจ้าในยุคอาณาจักร” (คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ด้วยวิถีทางแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า มนุษย์จึงจะมารู้จักธาตุแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างครบบริบูรณ์และกลับกลายเป็นสะอาดได้ เฉพาะด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถกลายเป็นมีค่าพอที่จะกลับคืนสู่เบื้องบัลลังก์ของพระเจ้าได้ พระราชกิจทั้งหมดที่ทรงกระทำในวันนี้นั้นก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถได้รับการทำให้สะอาดหรือได้รับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ มนุษย์สามารถชำระล้างความเสื่อมทรามและได้รับการทำให้บริสุทธิ์ได้ โดยผ่านทางการพิพากษาและการตัดสินจากพระวจนะ ตลอดจนโดยผ่านทางกระบวนการถลุง แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของการไถ่ น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการทำให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บอกพวกเราถึงความจริงดังกล่าวว่าเป็นความล้ำลึกของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า ความล้ำลึกของการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า บทอวสานและบั้นปลายในอนาคตของมวลมนุษย์ ความหมายของการรับขึ้นไป วิธีแยกแยะพระคริสต์ที่แท้จริงจากพระคริสต์เทียมเท็จ ความจริงของการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามโดยซาตาน วิธีทิ้งพันธนาการของบาปเสีย และวิธีที่จะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ความจริงทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการแสดงออกโดยพระเจ้าบนพื้นฐานของความจำเป็นของพวกเรา เป็นความจริงที่สูงส่งกว่าความจริงเหล่านั้นในยุคพระคุณ ไม่เพียงแต่ความจริงเหล่านี้บอกเราถึงความล้ำลึกแห่งพระราชกิจการบริหารจัดการของพระองค์เท่านั้น แต่ยังตีแผ่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเราอีกด้วย เช่น ความโอหัง การมุ่งร้าย ความเห็นแก่ตัว ความหลอกลวง และความโหดร้าย โดยการก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนแห่งพระวจนะของพระเจ้า พวกเราเห็นว่าพระเจ้าทรงรังเกียจความเสื่อมทรามของมนุษย์ พวกเราล่วงรู้พระอุปนิสัยอันชอบธรรมและบริสุทธ์ของพระเจ้าที่ไม่ทรงยอมทนต่อการทำให้ขุ่นเคือง และหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าก็บังเกิดขึ้นภายในตัวพวกเรา แล้วพวกเราก็ไม่กล้าที่จะกระทำบาปแม้เพียงเล็กน้อยและต้านทานพระเจ้า พวกเราได้กลายเป็นเต็มใจที่จะละทิ้งเนื้อหนังของเราและปฏิบัติความจริง และพวกเราก็ค่อยๆ เริ่มที่จะดำรงชีวิตตามความเหมือนของสภาวะความเป็นมนุษย์บ้าง พวกเรายังมาซึ้งคุณค่าอย่างแท้จริงด้วยว่า หากปราศจากการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าแล้วไซร้ พวกเราก็คงจะไม่มีวันสามารถรู้จักอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่หยั่งรากลึกภายในพวกเราได้เลย พวกเราก็คงจะเป็นเหมือนกับคนเหล่านั้นในศาสนาเพียงเท่านั้น ติดกับดักชั่วนิรันดร์ในวัฏจักรของการทำบาปและการสารภาพบาป แม้ว่าพวกเราเชื่อในพระเจ้าจวบจนกระทั่งวาระสุดท้าย พวกเราก็ยังคงไม่สามารถบรรลุความรอดอย่างครบถ้วนจากพระเจ้าได้ โดยการรับประสบการณ์พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พวกเรามองเห็นว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่เพียงแต่เปี่ยมปรานีและรักใคร่เท่านั้น ทว่ายิ่งมากกว่านั้นอีกคือพระอุปนิสัยของพระเจ้าชอบธรรมและเปี่ยมบารมี และไม่ยอมผ่อนปรนให้กับการทำให้ขุ่นเคือง โดยไม่คำนึงว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าเปี่ยมปรานีและรักใคร่ หรือว่าชอบธรรมและเปี่ยมบารมีหรือไม่ พระอุปนิสัยมีความรอดยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ของพระเจ้าเสมอ

นอกจากนี้ หากว่าเป็นพระราชกิจของพระเจ้าหรือหนทางที่แท้จริง ก็ย่อมครองพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และได้รับการยกชูโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่มีกองกำลังศัตรูใดสามารถขวางทางพระราชกิจของพระเจ้าได้ เนื่องจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงปรากฏและทรงเริ่มต้นพระราชกิจในปี ค.ศ. 1991 รัฐบาลประเทศจีนและโลกศาสนายังไม่เคยหยุดยั้งการต้านทานและการข่มเหงคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เลย แต่กระนั้น ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้ายังไม่เคยถูกขัดขวางในทางใดๆ โดยกองกำลังศัตรูเหล่านี้ และด้วยเวลาเพียงไม่นานในช่วงยี่สิบกว่าปีนี้ ข่าวประเสริฐก็ได้เผยแพร่ไปทั่วทั้งจีนแผ่นดินใหญ่รวมถึงชนชาติอื่นๆ อีกหลายชนชาติทั่วโลก หนังสือแห่งพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือ พระวจนทรงปรากฏเป็นมนุษย์ หาอ่านได้ทางออนไลน์แล้วและยังถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่ายี่สิบภาษา ถูกประกาศและเป็นพยานต่อมวลมนุษย์ทั้งปวงอย่างเปิดเผย ภาพยนตร์ การแสดงเต้นรำ ละครสั้นและเรื่องตลกขบขัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นพยานถึงพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย รวมไปถึงคำพยานจากประสบการณ์ของพี่น้องชายหญิงผู้ที่ได้ก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้าและได้รับประสบการณ์การชำระล้างให้สะอาดและการแปรสภาพของอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา ทั้งหมดถูกตีพิมพ์ทางออนไลน์แล้ว บรรดาผู้เชื่อที่แท้จริงจำนวนมากผู้ถวิลหาการที่พระเจ้าทรงปรากฏได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและได้ชมคำพยานจากประสบการณ์เหล่านี้—ความสว่างก็ได้เข้าสู่ชีวิตของพวกเขาแล้ว พวกเขาได้กลายเป็นมั่นใจว่าพระวจนะที่แสดงออกโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อคริสตจักร และว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า ว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือหนทางที่แท้จริง พวกเขาคนแล้วคนเล่าได้มาอยู่ภายใต้พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คริสตจักร CAG ตอนนี้ได้ถูกสถาปนาขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และการนี้ทำให้คำพยากรณ์ขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วงอย่างถ้วนทั่ว “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27)

พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย จากดอกผลของพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย พวกเราสามารถมั่นใจได้ว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และการแสดงออกถึงความจริง และจากการรับประสบการณ์พระราชกิจของพระเจ้า ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าของพวกเราจะยังคงเติบโตต่อไป ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นหนทางที่แท้จริง เป็นการทรงปรากฏและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมา เราจะสามารถติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดกและได้รับพระพรจากพระเจ้าหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับทางเลือกแบบปัจเจกบุคคลของพวกเรา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระราชกิจของพระเจ้าถั่งโถมรุดหน้าไปราวลูกคลื่นอันทรงอิทธิฤทธิ์ ไม่มีใครสามารถยับยั้งพระองค์ได้ และไม่มีใครสามารถชะลอรั้งการเดินทัพของพระองค์ มีเพียงผู้คนที่รับฟังพระวจนะของพระองค์อย่างตั้งใจ และผู้ที่แสวงหาและกระหายในพระองค์เท่านั้น ที่สามารถติดตามย่างพระบาทของพระองค์และได้รับพระสัญญาจากพระองค์ พวกคนที่ไม่ทำเช่นนั้นจะต้องตกอยู่ภายใต้พิบัติภัยอันท่วมท้น และการลงทัณฑ์อันสมควรแล้ว” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติทั้งมวล” ในพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “พวกเจ้าต้องไม่หูหนวกตาบอดกล่าวโทษพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงเพราะการทรงปรากฏของพระคริสต์เทียมเท็จในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย และพวกเจ้าต้องไม่เป็นคนที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์เพราะพวกเจ้ากลัวเล่ห์ลวง นั่นจะไม่เป็นความน่าเวทนาอย่างยิ่งหรอกหรือ? หลังจากการตรวจดูมากมาย หากเจ้ายังคงเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง และไม่ใช่การแสดงออกของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับการลงโทษในท้ายที่สุด และเจ้าจะปราศจากพระพร หากเจ้าไม่สามารถยอมรับความจริงที่ถูกกล่าวอย่างราบเรียบยิ่งนักและชัดเจนยิ่งนักดังกล่าว เช่นนั้นแล้วเจ้าไม่ได้ไม่เหมาะสมสำหรับความรอดของพระเจ้าหรอกหรือ? เจ้าไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้รับพระพรเพียงพอที่จะกลับคืนสู่เบื้องบัลลังก์ของพระเจ้าหรือ? จงตรองดูเถิด! อย่าหุนหันพลันแล่นและใจเร็ว และอย่าทำเหมือนความเชื่อในพระเจ้าเป็นเกม จงขบคิดเพื่อเห็นแก่บั้นปลายของเจ้า เพื่อความสำเร็จที่มองว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้า เพื่อประโยชน์ของชีวิตของเจ้า และอย่าเล่นกับตัวเจ้าเอง เจ้าสามารถยอมรับพระวจนะเหล่านี้ได้หรือไม่?” (“ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ก่อนหน้า:พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทำให้การเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์ลุล่วง

ถัดไป:ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคืออะไร? ความล้ำลึกของมัทธิว 24:27 ถูกเผยออก

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง