ความตระหนักของนักวาดการ์ตูน

วันที่ 10 เดือน 01 ปี 2021

โดย Shen Ai, ไต้หวัน

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “คนเราอ่อนระโหยกับการใช้คุณค่าของพลังงานทั้งชีวิตเพื่อต่อสู้กับชะตากรรม ใช้เวลาทั้งหมดของคนเรากับการชุลมุนวุ่นวายในเรื่องนั้น พยายามที่จะป้อนบำรุงครอบครัวของคนเรา และกลับไปกลับมาระหว่างความอุดมโภคทรัพย์กับสถานภาพ สิ่งต่างๆ ที่ผู้คนหวงแหนราวสมบัติล้ำค่าก็คือครอบครัว เงินทอง และชื่อเสียง และพวกเขามองสิ่งเหล่านี้เสมือนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ผู้คนทั้งหมดพร่ำบ่นเกี่ยวกับชะตากรรมของตนเอง ทว่าพวกเขาก็ยังคงผลักปัญหาต่างๆ ที่จำเป็นต้องตรวจสอบและทำความเข้าใจที่สุดไปไว้เบื้องหลังของจิตใจพวกเขา ปัญหาที่ว่า เหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิต มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือคุณค่าและความหมายของชีวิต ไม่ว่าพวกเขาอาจจะอยู่นานแค่ไหน พวกเขาก็แค่ใช้ทั้งชีวิตของพวกเขาหมดไปกับการสาละวนแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา จนกระทั่งเยาว์วัยของพวกเขาได้หนีลับไป และพวกเขาได้กลายมาเป็นสีเทาและยับย่น พวกเขาใช้ชีวิตในหนทางนี้จนกระทั่งพวกเขามองเห็นว่าชื่อเสียงและโชควาสนาไม่อาจหยุดการลื่นไถลของพวกเขาไปสู่ความชราได้ ว่าเงินทองไม่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจได้ ว่าไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้นจากกฎแห่งการเกิด การแก่ ความเจ็บ และความตาย ว่าไม่มีใครเลยที่จะหลีกหนีสิ่งที่ชะตากรรมได้เตรียมไว้ให้แล้ว มีเพียงเมื่อพวกเขาถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า ต่อให้คนเรามีความอุดมโภคทรัพย์มหาศาลและมีสินทรัพย์มากล้นเกินคณา ต่อให้คนเรามีสิทธ์พิเศษและอยู่ในฐานะสูงส่ง คนเราก็ยังคงไม่สามารถหลบหนีความตายและต้องคืนสู่ตำแหน่งเดิมของพวกเขาอยู่ดี นั่นคือ ดวงวิญญาณอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าเป็นภาพแทนชีวิตของผมเองที่แท้จริงเลยครับ ผมเคยให้ค่ากับเงินและสถานะมากๆ ตอนที่ผมตระหนักได้ว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษในการวาดการ์ตูน ผมก็หวังจะใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและสถานะ และกลายเป็นคนที่ใครๆ ก็มองว่าประสบความสำเร็จ แต่ทุกครั้งที่ผมส่งการ์ตูนไป มันกลับถูกปฏิเสธ ผมใช้เวลาสามสิบกว่าปีไปกับการไล่ตามเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ได้ คือจิตใจที่อ่อนล้าและร่างกายที่บอบช้ำ มีเพียงความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้น ที่ทำให้ผมเริ่มคิดว่าที่จริงคนเราควรใช้ชีวิตยังไง และคุณค่าของชีวิตจริงๆ คืออะไรกันแน่

สมัยเรียนมัธยมต้น ผมชอบวาดการ์ตูนเพื่อความสนุก ผมมักจะเรียนรู้และฝึกฝนการวาดการ์ตูนอยู่บ่อยๆ พออายุ 25 ปี ผมก็ได้พบกับนักวาดการ์ตูนท่านหนึ่ง ผมอิจฉาที่เขามีคนชอบการ์ตูนมาห้อมล้อมและชื่นชม ผมหวังว่า สักวันหนึ่งจะได้เป็นแบบเขา และกลายเป็นคนที่ทุกคนต่างเคารพนับถือ ผมรู้ว่า ผมยังห่างชั้นกับการเก่งให้ได้เท่าเขา ผมยังต้องพัฒนาตัวเองอีกมาก แต่ผมก็เชื่อเหมือนกันว่า อีกไม่นาน ผมจะสร้างชื่อให้ตัวเองได้ด้วยการทำงานอย่างหนัก ด้วยการยึดความเชื่อนี้ไว้ ผมใช้เวลาสิบกว่าปีในการวาดการ์ตูน ในช่วงเวลานั้น เพื่อที่จะให้ทักษะการวาดของผมดีขึ้น ผมก็ไม่ลังเลที่จะใช้เงินเดือนสองสามเดือนของตัวเอง ไปกับทรัพยากรด้านการ์ตูนที่มีมูลค่าหลายหมื่นหยวน เพื่อช่วยให้ผมก้าวหน้าขึ้น ผมเพียรวาดรูปทุกวันเพื่อเสริมสร้างและขัดเกลาทักษะของตัวเอง พอทำแบบนั้นไปนานๆ นิ้วมือของผมก็เริ่มผิดรูป อีกทั้งสายตาก็ย่ำแย่ แต่ผมก็กัดฟันและทำต่อไปให้สำเร็จ เวลามีคนมายกย่องการ์ตูนสักเรื่องของผม ผมก็จะมีความสุขมาก ผมถึงกับเพ้อฝันไปว่า ตัวเองได้เป็นนักวาดการ์ตูนชื่อดังระดับโลก ได้ขับรถดีๆ และได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสวยๆ แล้ว แต่ในชีวิตจริง ผมเป็นแค่ลูกจ้างที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรอยู่ในบริษัท ไม่มีโอกาสที่ผมจะมีชื่อเสียงได้เลย ไม่ว่าการ์ตูนของผมจะดีแค่ไหน ผมก็ทำเงินได้แค่เล็กน้อยเท่านั้น นี่ไม่ใช่ชีวิตอย่างที่ผมต้องการเลยครับ

ในความพยายามจะก้าวหน้าให้ได้ ผมผ่านการทดสอบที่จะเข้าไปอยู่ในบริษัทการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยความที่ศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคนมาจากบริษัทนี้ ผมเลยคิดว่า บางทีถ้าทำงานที่นี่และมีโอกาสเข้ามา ชื่อเสียงก็คงใกล้เข้ามาด้วย ครั้งหนึ่ง หัวหน้าสำนักพิมพ์การ์ตูนอยากทำนิตยสารร่วมกับนักวาดการ์ตูนท้องถิ่น และจะมาเพื่อมองหาคนที่มีความสามารถ ตอนที่ได้ยินข่าวผมตื่นเต้นมาก ผมคิดว่านี่แหละคือโอกาสจากเบื้องบน ในที่สุด ผมก็ได้มีโอกาสแสดงความสามารถและสร้างชื่อเสียงแล้ว ผมใช้เวลาคิดเรื่องนี้อยู่นานมาก คิดเรื่องกรอบความคิด วัสดุที่ใช้ โครงเรื่อง และสีของการ์ตูน ผมให้ความสนใจกับมันมากๆ และเจอสิ่งที่ใช้อ้างอิงได้มากมาย หลังจากใช้เวลาอยู่สองสามวัน ในที่สุดการ์ตูนของผมก็เสร็จ ผมไปหาหัวหน้าคนนี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม แต่รู้อะไรไหมครับ แนวคิดของผมไม่ตรงกับรสนิยมของเขา เราโต้เถียงกันและผมดันไปทำให้เขาไม่พอใจ สุดท้าย หัวหน้าคนนี้ก็เลือกใช้การ์ตูนของเพื่อนร่วมงานแทน ด้วยเหตุนั้นเอง ความหวังของผมก็สลายกลายเป็นควัน

หลังจากเรื่องนั้น ผมรู้สึกผิดหวังมาก แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ผมส่งการ์ตูนอีกเรื่องไปที่สำนักพิมพ์หนึ่ง บรรณาธิการชอบมันมาก แล้วผมก็ได้กลายเป็นศิลปินของสำนักพิมพ์นั้น ในไม่ช้า ทางสำนักพิมพ์ก็จัดแจงให้ผมทำงานร่วมกับบรรณาธิการเพื่อทำการ์ตูนให้เสร็จ ผมกระตือรือร้นที่จะทำมันให้ดีที่สุด แต่ต่อมาผมก็พบว่า ความสำเร็จของการ์ตูนของเรา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหัวหน้าคนที่ผมเคยทำให้เขาไม่พอใจ ทันใดนั้น ผมก็รู้สึกขัดแย้งมากๆ ผมรู้ว่า ไม่ว่างานของเราจะดีแค่ไหน แต่พอไปถึงหัวหน้าคนนั้นมันก็คงไม่ได้ไปไกลกว่านี้แล้ว สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือยอมแพ้ซะ ตลอดหลายปีนั้น ผมพยายามอย่างหนักที่จะทำให้ความฝันของตัวเองเป็นจริง เพียงเพื่อพบกับความล้มเหลวทุกครั้ง ผมรู้สึกหมดหวัง และไม่มีคำพูดไหนอธิบายความรู้สึกเจ็บปวดในใจของผมได้ ผมคิดว่า หนทางข้างหน้าเป็นไปไม่ได้เลยครับ

หลังจากนั้น เป็นเวลานานพอดู ที่ผมรู้สึกเหมือนการวาดการ์ตูนกลายเป็นเรื่องเจ็บปวดมากๆ จนถึงจุดที่ผมไม่อยากทำมันอีกต่อไป แต่ผมไม่ได้เต็มใจจะล้มเลิกความฝันในการเป็นนักวาดการ์ตูนหรอกครับ ไม่ว่ายังไง ผมก็ใช้เงินทองและเวลา รวมถึงเสียสละสุขภาพของตัวเองมาหลายปี แล้วผมจะยอมแพ้แบบนั้นได้ยังไง ผมก็เลยยังวาดรูปต่อไป… หลายปีผ่านไป ผมได้ส่งมอบการ์ตูนให้ทางสำนักพิมพ์แบบนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ทุกความล้มเหลวนำมาซึ่งความเจ็บปวดสาหัสให้กับจิตใจของผม โดยเฉพาะเวลาที่ผมเห็นการ์ตูนจากเพื่อนร่วมงานเก่าวางเรียงเป็นแถวยาวอยู่บนชั้นวาง หัวใจของผมก็จะเต็มไปด้วยความอิจฉา ผมใช้เวลาสามสิบกว่าปีไปกับการ์ตูนพวกนี้ แต่ก็ยังไม่ได้อะไรกลับมาเลย ผมไม่สามารถเข้าใจได้ ว่าทำไมคนอื่นถึงทำได้ แต่ผมกลับไม่เคยมีโอกาสเอาความสามารถของตัวเองมาใช้ด้วยซ้ำ ทำไมทุกความพยายามอย่างหนัก เพื่อสิ่งที่ผมต้องการแทบบ้า ถึงไม่เคยให้อะไรตอบแทนเลย นี่คือชะตากรรมของผมจริงๆ เหรอ ผมถูกกำหนดมาให้ชีวิตนี้ไม่มีวันร่ำรวยและมีชื่อเสียงงั้นเหรอ ทำไมชีวิตถึงยากเย็นขนาดนี้

ถึงแม้ผมจะไม่เคยได้ในสิ่งที่ต้องการ หัวใจของผมก็ยังปรารถนาความสำเร็จอย่างหนักหน่วง ถึงมันอาจจะเป็นแค่ความหวังเล็กๆ ที่แสนริบหรี่ แต่ผมก็ยินดีที่จะมอบทุกอย่างที่มี ต่อมา ผมพบว่าตลาดในยุโรปและอเมริกานั้นใหญ่มาก ผมเลยคิดเรื่องการเปลี่ยนจุดสนใจไปทางนั้น บางทีผมอาจจะยังรวยและมีชื่อเสียงได้ ผมลุกขึ้นใหม่ และเริ่มเรียนรู้ลักษณะของการ์ตูนแบบตะวันตก ผ่านไปสักระยะ ในที่สุดการ์ตูนของผมก็พร้อม ผมอิ่มเอมใจมากครับ ผมวางแผนที่จะส่งงานของผมไปยังสำนักพิมพ์ต่างชาติ ตอนนั้นเองที่ความรอดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายได้มาถึงผม ถึงแม้ผมจะรู้ว่า พระเจ้ากำลังทรงแสดงความจริง และทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาเพื่อชำระมนุษย์ให้สะอาดและช่วยพวกเขาให้รอด แต่ผมก็มัววุ่นอยู่กับการ์ตูนของตัวเองทั้งวันและไม่สามารถทำใจให้สงบได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างเหมาะสมเลย ตอนที่ผมพอใจมาก และเตรียมจะส่งการ์ตูนของตัวเองไปต่างประเทศนั้นเอง ผมก็พบว่าต้องแปลมันเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นต้องใช้เงินมากทีเดียว แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เงินเดือนของผมเอาไปลงกับการ์ตูนหมดแล้ว ผมไม่มีช่องทางที่จะจ่ายค่าแปลได้เลย สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือล้มเลิกแนวคิดที่จะส่งการ์ตูนของตัวเองไปต่างประเทศซะ

แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ “ชะตากรรมของมนุษย์ถูกควบคุมโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า เจ้าไม่มีความสามารถในการควบคุมตัวของเจ้า กล่าวคือ ทั้งที่มนุษย์จะสาละวนเร่งรีบและทำตัวเขาเองให้วุ่นวายในนามของเขาเองอยู่เสมอ เขาก็ยังคงไม่สามารถควบคุมตัวเขาเองได้ หากเจ้าสามารถรู้ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้าเอง หากเจ้าสามารถควบคุมชะตากรรมของเจ้าเองได้ เจ้าจะยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอยู่หรือ?” (“การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เนื่องเพราะผู้คนไม่ระลึกได้ถึงการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาจึงเผชิญกับชะตากรรมอย่างเยาะเย้ยท้าทายและด้วยท่าทีที่เป็นกบฏเสมอ และพวกเขาต้องการที่จะปลดเปลื้องจากสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้าและสิ่งต่างๆ ที่ชะตากรรมเตรียมไว้ให้ โดยหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อม ณ ปัจจุบันและแก้ไขดัดแปลงชะตากรรมของพวกเขา แต่พวกเขาไม่มีวันสามารถทำสำเร็จ และถูกขัดขวางในทุกการขยับตัว การดิ้นรนนี้ที่ฝังลึกอยู่ในวิญญาณของคนเรานำมาซึ่งความเจ็บปวดล้ำลึกชนิดที่กัดเซาะเข้าไปถึงกระดูกดำของคนเราในขณะที่คนเราใช้ชีวิตของพวกเขาทิ้งขว้างไปพลางๆ อะไรหรือคือสาเหตุของความเจ็บปวดนี้? มันเป็นเพราะอธิปไตยของพระเจ้า หรือเพราะบุคคลหนึ่งเกิดมาอย่างโชคร้าย? เห็นได้ชัดว่า ไม่ถูกทั้งสองอย่าง โดยพื้นฐานแล้ว มันเกิดจากเส้นทางที่ผู้คนเดิน วิธีที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตของพวกเขา” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พอนึกถึงพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เห็นความสว่างทันทีเลยครับ ชะตากรรมของคนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าพระองค์เองโดยสมบูรณ์ มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เราไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะควบคุมชะตากรรมของตัวเองได้ยังไง ในความเป็นจริง อย่างงานที่ผมจะทำ ความสำเร็จที่ผมจะสร้าง และไม่ว่าผมจะประกอบอาชีพนี้ได้หรือไม่ พระเจ้าก็ทรงกำหนดสิ่งนั้นเอาไว้นานแล้ว แต่ผมเองที่ไม่ยอมรับอธิปไตยของพระเจ้า ผมมักจะต่อสู้กับชะตากรรมอยู่เสมอโดยใช้หัวและความสามารถของตัวเอง ผมมักจะต่อต้านกฎเกณฑ์ของพระเจ้า และหวังอย่างทะนงตัวว่าจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเองได้ นั่นคือสาเหตุที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในความเจ็บปวด พอคิดย้อนไปถึงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมต่อสู้อย่างไม่ลดละเพื่อที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียง ร่ำรวย และประสบความสำเร็จ ผมล้มเหลวอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ผมส่งมอบงานไป และแต่ละครั้งก็เป็นเพียงความพ่ายแพ้อีกครั้งหนึ่ง สิ่งนี้นำมาซึ่งความเจ็บปวดสาหัสให้แก่จิตใจของผม ผมทุกข์ทนกับทุกความเจ็บปวดนี้ เพราะผมเลือกทางเดินที่ผิดในการดำเนินชีวิต ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะผมพยายามที่จะต่อสู้กับชะตากรรมของตัวเอง ใช้บางเรื่องที่ผมถนัดเพื่อพยายามจะก้าวหน้าขึ้น

ต่อมา ผมก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากขึ้น “ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่สำคัญว่าอุดมคติของมนุษย์จะสูงส่งเพียงใด ไม่สำคัญว่าความอยากได้อยากมีของมนุษย์จะเป็นจริงได้เพียงใด หรือสิ่งเหล่านั้นจะถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ทั้งหมดที่มนุษย์ต้องการจะสัมฤทธิ์ผล ทั้งหมดที่มนุษย์แสวงหา เชื่อมโยงกับถ้อยคำสองคำอย่างแยกกันไม่ออก ถ้อยคำสองคำนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของทุกคน และถ้อยคำสองคำนี้เป็นสิ่งที่ซาตานตั้งใจที่จะปลูกฝังในมนุษย์ ถ้อยคำสองคำนี้คืออะไร? ถ้อยคำสองคำนี้ก็คือ ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ทรัพย์สมบัติ’ ซาตานใช้วิธีการแบบที่แยบยลมาก วิธีการซึ่งเข้ากันได้ดีมากกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน ซึ่งไม่แตกต่างกันทางความคิดเลยแม้แต่น้อย โดยผ่านวิธีการนี้มันทำให้ผู้คนยอมรับหนทางแห่งการดำรงชีวิตของมัน กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการดำรงชีวิตของมันโดยที่ไม่รู้ตัว และทำให้ผู้คนตั้งเป้าหมายในชีวิตและทิศทางในชีวิตของพวกเขา และในการทำเช่นนั้นพวกเขายังมามีความทะเยอทะยานในชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน ไม่สำคัญว่าความทะเยอทะยานในชีวิตเหล่านี้อาจดูยิ่งใหญ่เพียงใด มันถูกเชื่อมโยงกับ ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ทรัพย์สมบัติ’ อย่างแยกกันไม่ออก ทุกสิ่งที่บุคคลที่ยิ่งใหญ่หรือมีชื่อเสียงคนใดก็ตาม—ในข้อเท็จจริงแล้วคือผู้คนทั้งหมด—ติดตามในชีวิตเกี่ยวข้องกับถ้อยคำสองคำนี้เท่านั้น: ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ทรัพย์สมบัติ’ ผู้คนคิดว่าทันทีที่พวกเขามีชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ พวกเขาก็ย่อมสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์เพื่อชื่นชมกับสถานภาพอันสูงส่งและความมั่งคั่งอันใหญ่หลวง และเพื่อชื่นชมกับชีวิต พวกเขาคิดว่าชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติคือต้นทุนอย่างหนึ่งที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตแห่งการแสวงหาความยินดีและความชื่นชมยินดีที่ฟุ้งเฟ้อของเนื้อหนัง เพื่อประโยชน์ของชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติซึ่งมวลมนุษย์อยากได้มาก ผู้คนจึงมอบร่างกาย จิตใจของพวกเขา ทั้งหมดที่พวกเขามี อนาคตของพวกเขาและโชคชะตาของพวกเขาให้ซาตานอย่างเต็มใจ ถึงแม้ว่าไม่รู้ตัวก็ตาม พวกเขาทำเช่นนั้นโดยที่ไม่มีความลังเลแม้แต่ชั่วขณะ ไม่รู้เท่าทันในความจำเป็นที่จะต้องเอาทั้งหมดที่พวกเขาได้มอบไปแล้วกลับคืนมาอยู่เรื่อยไป ผู้คนสามารถรักษาการควบคุมตัวเองได้หรือไม่เมื่อพวกเขาได้หลบภัยในซาตานในลักษณะนี้และกลายเป็นจงรักภักดีต่อมันแล้ว? แน่นอนว่าไม่ พวกเขาถูกซาตานควบคุมอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด พวกเขาได้จมดิ่งสู่หล่มอย่างสิ้นเชิงและอย่างที่สุด และไร้ความสามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระวจนะของพระเจ้ากวนใจผมอย่างหนัก จากวิวรณ์ในพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ได้มารู้ตัวว่า เหตุผลที่ผมอยากเป็นนักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียง และต่อสู้อย่างขมขื่นเพื่อมันอยู่เสมอ ก็เพราะผมถูกซาตานชักนำไปในทางที่ผิดและทำให้เสื่อมทราม แถมยังถูกแนวคิดเรื่องชื่อเสียงครอบงำ ซาตานเอาแนวคิดผิดๆ ใส่หัวของพวกเรา อย่างเช่น “ผู้ชายควรเพียรพยายามที่จะดีกว่าคนรุ่นเดียวกันเสมอ” “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ” “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” และแน่นอน “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่เจ็บปวด” ผ่านการใช้การศึกษาในโรงเรียนและอิทธิพลของบุคคลที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง ซาตานทำให้เราตั้งเป้าหมายผิด ในการมุ่งมั่นที่จะทำให้ตัวเองดีกว่าคนอื่น อีกทั้งทำให้เราคิดว่ามีเพียงการมีชื่อเสียงและสถานะ การแตกต่างจากคนอื่น การโดดเด่นและมีผู้คนมายกย่องเท่านั้น ชีวิตเราถึงจะมีคุณค่าหรือมีความหมาย ผมนึกถึงทุกอย่างที่พอจะนึกออก เพื่อให้ได้เป็นนักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียง ผมยังยินดีที่จะใช้เวลาสามสิบกว่าปีในชีวิต ใช้เงินเก็บทั้งหมด และเกือบจะทำลายสุขภาพของตัวเอง แม้ว่าทุกครั้งที่ผมส่งการ์ตูนไปและล้มเหลว มันจะเป็นระเบิดสำหรับผม ทำให้ผมทุกข์ทรมาน แถมรู้สึกหลงทางและสิ้นหวังอยู่บ่อยๆ เป็นอารมณ์ที่ถาโถมใส่ และผมมีความคิดที่จะล้มเลิก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมจินตนาการว่าการมีชื่อเสียงจริงๆ มันเป็นยังไง ความปรารถนาก็จะลุกโชนขึ้นอีกครั้ง และสิ่งนี้เอง ที่ขับเคลื่อนให้ผมต่อสู้เพื่อสิ่งที่ต้องการ ทำให้เมื่อความรอดของพระเจ้ามาถึง ผมก็ไม่มีทั้งเวลาหรือเรี่ยวแรงที่จะไปอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมยังทุ่มเทตัวเองอย่างเต็มที่ในการทำงานหนัก เพื่อชื่อเสียงและโชควาสนา ผมจะหยุดก็ต่อเมื่อวิ่งไปชนกำแพงอีกด้านเท่านั้น ตอนนั้นเอง ที่ผมตระหนักได้ว่า ผมถูกเชิดโดยแนวคิดเรื่องชื่อเสียงและโชควาสนา แนวคิดพวกนี้ควบคุมผมอย่างกับผมเป็นหุ่นเชิด ในการไล่ตามเสาะหาชื่อเสียง ผมมักกังวลเรื่องส่วนได้ส่วนเสียอยู่บ่อยๆ ผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยความอิจฉาและความเจ็บปวด ตัดพ้อว่าโชคชะตาช่างไม่ยุติธรรม ผมกลายเป็นของเล่นในมือของซาตานไปแล้ว แล้วผมก็นึกถึงคนที่มีชื่อเสียงพวกนั้นครับ แม้ว่าพวกเขาจะมีชื่อเสียงที่โดดเด่นและตำแหน่งสูง มีผู้คนเฝ้าล้อมหน้าล้อมหลังไม่ขาด สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ข้างในของพวกเขารู้สึกสบายใจหรือมีความสุขได้ พวกเขากลับรู้สึกว่างเปล่า บางคนอยู่ในความสิ้นหวังจนเลือกที่จะจบชีวิตลง มีคนมากมายที่ก่อนจะมีชื่อเสียง พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตอันมีเกียรติได้ แต่พอประสบความสำเร็จแล้ว พวกเขากลับยอมจำนนให้กับความทรุดโทรม ความเสื่อมโทรม และความหลงระเริงในความปรารถนาทางกาม บางคนเริ่มใช้ยาเสพติดมองหาความตื่นเต้นและทำลายชีวิตของตัวเอง บางคนแข่งขันกับคนอื่นเพื่อชื่อเสียง พวกเขาหลอกลวง โจมตี และเข่นฆ่ากันเพื่อโชควาสนา บางคนถึงกับขายร่างกาย ใช้ศักดิ์ศรีของตัวเองแลกกับชื่อเสียง… สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่าการไล่ตามชื่อเสียงและสถานะเพื่อให้คนเห็นค่าเรา ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต มันไม่สามารถนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงได้ มีแต่ทำให้เรายิ่งชั่วร้ายและเสื่อมทรามลงเท่านั้น การไล่ตามชื่อเสียง โชควาสนา และสถานะ คือเส้นทางชั่วร้ายที่ซาตานใช้เพื่อทำร้ายเราครับ พอได้เข้าใจสิ่งนี้แล้ว จิตใจของผมก็กระจ่าง ผมจะไม่โหยหาชื่อเสียงและโชควาสนามากขนาดนั้นอีกต่อไป ถ้าไม่มีวิวรณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า ผมคงไม่มีวันเห็นความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่มาจากการแสวงหานี้ได้ ซาตานก็คงหลอกลวงและทำร้ายผมต่อไป ผมตัดสินใจวางแผนชีวิตเสียใหม่ ผมล้มเลิกความฝันในการเป็นนักวาดการ์ตูนและหยุดส่งผลงานไปตามสำนักพิมพ์แล้วครับ

แต่พอผมกำลังจะล้มเลิก ผมก็ยังไม่ค่อยเต็มใจที่จะทำเท่าไหร่นัก สุดท้ายแล้ว ผมก็ทำงานอย่างหนักมาสามสิบกว่าปี เพื่อจะกลายเป็นนักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียงและมีฝีมือ ผมจะล้มเลิกไปแบบนั้นเลยเหรอ วันหนึ่ง ผมได้เห็นในข่าว ว่านักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียงชาวไต้หวันเสียชีวิต เขาอายุ 51 ปีเท่านั้นเอง ข่าวนั้นทำให้ผมรู้สึกปนเปกันมั่วไปหมด ครั้งหนึ่งคนๆ นี้เคยเป็นที่เคารพอย่างสูงในวงการ เขาได้สร้างสรรค์ผลงานยอดเยี่ยม ที่ทำให้เขาได้รับความชื่นชมและความนับถือ เขามีทั้งชื่อเสียงและโชควาสนา ใครจะคิดว่าเขาจะเสียชีวิตเร็วแบบนี้ ผมถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเราตายไป ชื่อเสียง เงินทองและสถานะจะไปมีประโยชน์อะไร พอคิดย้อนไปว่า การไล่ตามชื่อเสียงตลอดหลายปีนั้นทำให้ผมเจ็บปวดแค่ไหน ผมก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก ผมได้อธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า วิงวอนให้พระองค์ทรงนำในหนทางข้างหน้า และทรงทำให้ผมปลดปล่อยตัวเองจากโซ่ตรวนเหล่านี้ได้

ต่อมา ผมได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าในหัวข้อ พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3 ที่ว่า “เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำๆ และทำการจำแนกอย่างระมัดระวังในเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิต และหนทางการดำเนินชีวิตนับหมื่นแสนของพวกเขา เจ้าจะไม่พบแม้สักหนึ่งอย่างที่สอดคล้องกับพระเจตนาดั้งเดิมของพระผู้สร้างที่พระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกับดักที่เป็นเหตุให้ผู้คนกลายเป็นต่ำช้า และเป็นสิ่งที่นำทางพวกเขาไปสู่นรก หลังจากที่เจ้าระลึกได้ในเรื่องนี้ กิจของเจ้าก็คือวางมุมมองเก่าของชีวิตลง อยู่ให้ห่างจากกับดักอันหลากหลาย ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับชีวิตของเจ้าและทำการจัดการเตรียมการสำหรับเจ้า มันเป็นการพยายามเพียงเพื่อที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้า ที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการเลือกของปัจเจกบุคคล และเพื่อที่จะกลายเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งนมัสการพระเจ้า” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “หากคนเรามองชีวิตเหมือนเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รับประสบการณ์อธิปไตยของพระผู้สร้างและที่จะมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ หากคนเรามองชีวิตคนเราเป็นโอกาสที่หายากที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่ของคนเราในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้างและที่จะได้ทำภารกิจของคนเราให้เสร็จสิ้น เช่นนั้นแล้ว แน่นอนว่า คนเราจะมีทรรศนะที่ถูกต้องต่อชีวิต แน่นอนว่าจะใช้ชีวิตที่ได้รับพระพรและได้รับการทรงนำโดยพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะเดินในความสว่างแห่งพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง แน่นอนว่าจะมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และแน่นอนว่าจะกลายมาเป็นพยานให้กับกิจการอันอัศจรรย์เลิศเลอของพระองค์ พยานต่อสิทธิอำนาจของพระองค์” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ผมเห็นถึงเส้นทางและทิศทางที่ถูกต้องในการไล่ตามเสาะหา ในการจะกำจัดความเจ็บปวดแห่งการแสวงหาชื่อเสียงไปจากตัว ผมต้องปล่อยมือจากเป้าหมายและทรรศนะผิดๆ เหล่านั้นในชีวิตไป ผมจะไม่หาทางมีชื่อเสียงเพื่อให้ได้รับการชื่นชมหรือเคารพจากคนอื่นอีกต่อไป ผมจะมอบชีวิตของตัวเองให้แก่พระเจ้า นบนอบต่อการเรียบเรียงจัดวางของพระเจ้าในอาชีพของผม และเป็นคนที่ถ่อมใจ และทำหน้าที่ของผมในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงอย่างที่ควรทำ มีเพียงสิ่งนี้เอง ที่เป็นคุณค่าในการใช้ชีวิต เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และไม่มีความรู้เรื่องอธิปไตยของพระองค์ ผมมักจะมีความปรารถนาและแผนต่างๆ มากเกินไป จนถึงจุดที่ผมใช้เวลามากกว่าสามทศวรรษไปกับการไล่ตามชื่อเสียงและโชควาสนาจนเสียทิศทางในชีวิต ผมถูกซาตานหลอกลวงและทำร้ายอย่างหนักเลยครับ ตอนนี้ เมื่อพระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ผมเห็นถึงเส้นทางแห่งการปฏิบัติ ผมก็ไม่สามารถใช้ชีวิตด้วยแนวคิดผิดๆ ของซาตานได้อีกต่อไป พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเพื่อมนุษย์ พระองค์ประทานลมหายใจแห่งชีวิตแก่เรา พระองค์เสด็จมาเป็นมนุษย์อีกครั้งในยุคสุดท้ายเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ผมคือสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้าง ผมเพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่ผม ผมควรมีจิตสำนึกและมีเหตุผล ผมควรใช้พรสวรรค์และความสามารถของตัวเองเพื่อทำหน้าที่ให้ลุล่วง และเป็นพยานให้กับพระผู้สร้างพระองค์เอง พอผมเข้าใจสิ่งนี้แล้ว จิตใจของผมก็แจ่มแจ้งขึ้นมากครับ ผมรู้วิธีที่จะเดินบนเส้นทางนับจากนั้นแล้ว

ผมขอบคุณที่พระเจ้าทรงเลือกผม และทรงพาผมกลับมาสู่แผ่นดินบริสุทธิ์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า พระวจนะของพระองค์หล่อเลี้ยง ค้ำจุน และนำทางผม ให้ได้เข้าใจว่าชื่อเสียงและโชควาสนาคือโซ่ตรวนที่ซาตานใช้เพื่อผูกมัดเรา และเข้าใจว่าผมไม่ควรไล่ตามชื่อเสียงและสถานะ ผมได้เห็นพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรหลายคนมุ่งเน้นในการไล่ตามความจริง ทำหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วงอย่างซื่อสัตย์และรู้ความจริงมากขึ้น ผมอิจฉาพวกเขาครับ เมื่อก่อน ผมมักจะใช้ชีวิตเพื่อชื่อเสียงและต้องทุกข์ทนเพราะมันเสมอ และผมก็อยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ได้เช่นกัน การทำหน้าที่ของตัวเองในปัจจุบันกับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐในคริสตจักร ทำให้จิตใจของผมรู้สึกสงบ สบาย และผมก็ได้รู้สึกถึงอิสระเป็นครั้งแรก ความรู้สึกถึงสันติสุขและความสุขในจิตวิญญาณของผมนี้ คือสิ่งที่ไม่สามารถแทนที่ได้ด้วยความเพลิดเพลินทางวัตถุหรือชื่อเสียง ผมขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงช่วยผมให้รอดจริงๆ ครับ!

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง