ติดตามย่างพระบาทแห่งพระเมษโปดก

โดย Li Zhong, ประเทศจีน

เนื่องจากมนุษย์เชื่อในพระเจ้า เขาจึงต้องติดตามย่างพระบาทของพระเจ้าอย่างใกล้ชิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เขาควร ‘ติดตามพระเมษโปดกไม่ว่าพระองค์เสด็จไปที่ใดก็ตาม’ มีเพียงผู้คนเหล่านี้เท่านั้นที่เป็นผู้แสวงหาหนทางที่แท้จริง มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้พระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนที่ติดตามความหมายตามตัวอักษรและหลักข้อเชื่อราวกับทาสคือพวกที่ได้เคยถูกพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์กำจัด ในแต่ละยุค พระเจ้าจะทรงเริ่มต้นพระราชกิจใหม่ และในแต่ละยุคจะมีการเริ่มต้นใหม่ท่ามกลางมนุษย์ หากมนุษย์เพียงยึดถือความจริงที่ว่า ‘พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า’ และ ‘พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์’ ซึ่งก็คือความจริงที่ใช้เฉพาะกับยุคนั้นๆ ของพวกเขาเท่านั้น เช่นนั้นแล้วมนุษย์ย่อมจะไม่มีวันตามทันพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะไม่สามารถได้รับพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ตลอดไป มีเพียงบรรดาผู้ที่ติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดกจนถึงบทอวสานเท่านั้นที่สามารถได้รับพระพรสุดท้าย” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) เราเห็นได้จากพระวจนะของพระเจ้า ว่าการติดตามย่างพระบาทของพระองค์อย่างใกล้ชิดและตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทันสำคัญแค่ไหน ผมไม่เคยเข้าใจความจริงในแง่มุมนี้มาก่อน และเอาแต่ยึดติดกับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของตัวเอง คิดว่าตราบใดที่ผมซื่อสัตย์ต่อพระนามขององค์พระเยซูเจ้าและหนทางของพระองค์ ผมก็จะถูกพาขึ้นสู่สวรรค์เมื่อพระองค์เสด็จมา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมไม่เคยแสวงหาหรือตรวจสอบพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมเกือบพลาดโอกาสในการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วครับ

วันหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2012 ผมนอนเอนหลังอยู่บนเตียง พักผ่อนหลังกินมื้อเย็นเสร็จ ส่วนภรรยาของผมก็นั่งฟังเพลงอยู่อีกฝั่ง ผมได้ยินเสียงดนตรีที่เสนาะหูดังออกมาจากหูฟังของเธอ ผมเลยถามเธอด้วยความสงสัยว่า “คุณฟังอะไรอยู่เหรอ” เธอยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า “เพลงสรรเสริญจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ค่ะ” ผมเด้งตัวขึ้นมานั่ง และร้องถามเสียงดังว่า “คุณเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เหรอ มันไม่เป็นการทรยศต่อองค์พระเยซูเจ้าหรือไง” เธอตอบกลับมาแบบเคร่งเครียดในทันทีว่า “ถ้าคุณไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูดดีกว่า! องค์พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาแล้ว พระองค์ทรงสิ้นยุคแห่งพระคุณ ทรงเริ่มต้นยุคแห่งราชอาณาจักร และกำลังทรงพระราชกิจใหม่อยู่ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมา เพราะฉะนั้นความเชื่อที่ฉันมีต่อพระองค์ไม่ใช่การทรยศองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นการตามรอยพระบาทแห่งพระเมษโปดกให้ทัน เหมือนที่พระคัมภีร์กล่าวว่า ‘คนเหล่านี้เป็น…พวกที่ติดตามพระเมษโปดกไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน’ (วิวรณ์ 14:4) ลองคิดดูสิ ตอนที่องค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ มีคนมากมายทิ้งพระวิหารและยอมรับในพระราชกิจของพระองค์ คุณจะบอกว่าพวกเขาทรยศต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าเหรอ ไม่ใช่แค่พวกเขาไม่ทรยศต่อพระยาห์เวห์พระเจ้า แต่ยังตามรอยพระบาทของพระเจ้าทัน อีกทั้งได้รับพระคุณจากการไถ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย” “ที่จริงเหล่าหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และพวกฟาริสี ที่ยึดติดกับธรรมบัญญัติในพระคัมภีร์ ต่อต้านและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า หลงคิดว่าตัวเองอุทิศตนเพื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าต่างหาก ที่ลงเอยด้วยการถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษ คุณไม่รู้เรื่องนั้นจริงๆ เหรอ” จังหวะนั้นผมไม่รู้ว่าจะหักล้างสิ่งที่เธอพูดยังไง ผมเลยพูดออกไปด้วยความโกรธว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานพระคุณมากมายแด่เรา ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องซื่อสัตย์ต่อพระนามและหนทางของพระองค์ เราจะแสดงความเนรคุณแบบนั้นไม่ได้!” แล้วผมก็ปึงปังออกไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ด้วยความพยายามจะหยุดเธอ ผมเลยเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกลูกสาวของเรา แล้วลูกก็เข้าข้างผมครับ วันนั้นพอภรรยาผมออกไปที่การชุมนุม ลูกสาวของเราก็ตามไปอาละวาดและกันไม่ให้มีใครชุมนุมได้ ตอนที่เลิกงานมาแล้วรู้เรื่องนี้ ผมก็บอกลูกไปว่า “วันนี้ลูกทำดีมากเลย ทำต่อไปนะลูก ตอนที่พ่อไปทำงานลูกก็จับตาดูแม่เอาไว้ เราต้องหาทางทำให้แม่กลับมาติดตามองค์พระเยซูเจ้าให้ได้” แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันการปิดเทอมฤดูร้อนของลูกสาวผมก็สิ้นสุดลง เธอเลยต้องกลับไปโรงเรียน ด้วยความกลัวว่าภรรยาจะออกไปชุมนุมอีก ผมเลยเกลี้ยกล่อมลูกชายวัยสิบขวบของเราด้วยเงินนิดหน่อย ให้เขาจับตาดูแม่และดูให้แน่ใจว่าแม่ไม่ได้ออกไปชุมนุมหลังจากที่เขากลับมาจากโรงเรียน ทุกวันหลังจากผมเลิกงาน ลูกก็จะรายงานว่าแม่ออกไปไหนบ้าง ผมเริ่มผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าช่วงไม่กี่วันมานี้เธอแค่ออกไปทำงานเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมาก คือทุกเย็นเธอไม่ออกไปเล่นไพ่นกกระจอกอีกต่อไป แต่กลับอยู่ทำความสะอาดบ้านแทน แม้แต่งานในไร่ก็ทำเสร็จด้วย ผมงงเลยครับ เธอมักจะเอาแต่เล่นไพ่นกกระจอกและไม่ใส่ใจงานบ้าน แล้วผมก็ไม่เคยโน้มน้าวเธอได้ ขนาดเธออธิษฐานและสารภาพบาปต่อพระเจ้า แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ทำไมจู่ๆ เธอก็เปลี่ยนไปล่ะ ผมไม่รู้เลยครับว่าเกิดอะไรขึ้น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง จู่ๆ ผมก็ตื่นขึ้นมากลางดึก และเห็นแสงรำไรๆ ส่องไปบนผ้าม่าน ผมก็สงสัยว่าแสงนั่นมาจากไหน พอเข้าไปดูใกล้ๆ ผมก็เห็นว่ามันมาจากใต้ผ้าห่มของภรรยาครับ ผมรู้สึกว่ามันแปลกมาก และสงสัยว่า “นี่เธอทำบ้าอะไรอยู่” ผมเลยค่อยๆ คลานลงจากเตียงแล้วย่องไปที่อีกฝั่งหนึ่ง แล้วเพ่งเข้าไปใต้ผ้าห่มนั่น เธอกำลังอ่านหนังสือด้วยไฟฉายอยู่ครับ ผมคิดว่า “เธอไม่ได้ล้มเลิกการเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ไปแล้วเหรอ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเธอยังอ่านหนังสือนั่นอยู่อีก ว่าแต่ในหนังสือนั่นมันมีอะไรที่ทำให้เธออยากมุดเข้าไปแอบอ่านใต้ผ้าห่มงั้นเหรอ และไม่ว่าฉันจะต่อต้านแค่ไหน ทำไมเธอยังแน่วแน่ที่จะเชื่อต่อไปอยู่ล่ะ” ผมจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยครับ ผมนึกถึงตอนที่เธอชอบเล่นไพ่นกกระจอกมากๆ แล้วผมก็ทำอะไรไม่ได้ขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะละเลยเรื่องในบ้านเลยนะครับ ผมสงสัยว่า “ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนได้ล่ะ หนังสือเล่มนั้นเหรอที่เปลี่ยนเธอน่ะ” ผมพยายามหาคำตอบ แล้วก็คิดได้ว่า “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าในหนังสือนั่นเขียนอะไรไว้กันแน่” วันหนึ่งตอนที่ภรรยาของผมออกไปข้างนอกหลังมื้อเช้า หนังสือเล่มนั้นก็ผุดขึ้นมาในความคิดของผม ผมค้นดูในตู้ทุกใบและลิ้นชักทุกลิ้นชัก ค้นดูในทุกที่แล้วแน่นอนครับ แต่ก็คว้าน้ำเหลว จู่ๆ ผมก็ตระหนักได้ว่าเธอน่าจะซ่อนไว้กับเสื้อผ้าที่พับไว้ และแน่นอนว่าผมก็หาเจอจนได้ครับ พอหยิบออกมา ผมก็เห็นหนังสือปกแข็งเล่มหนามากๆ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ ผมเปิดหนังสือเล่มนั้นดู และชื่อบทบทหนึ่งก็ดึงดูดผมในทันที “พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ผมอ่านตั้งแต่ต้นยันจบบทในทันที และบทตอนนั้นก็ทำให้ผมตื้นตันใจอย่างมาก “เราขอรบเร้าประชาชนของทุกชนชาติของทุกประเทศ และแม้แต่วงการต่างๆ ทุกวงการ ให้สดับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ให้เฝ้ามองพระราชกิจของพระเจ้า และให้ใส่ใจในชะตากรรมของมวลมนุษย์ เพื่อทำให้พระเจ้าทรงมีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ทรงมีเกียรติที่สุด ทรงเป็นสิ่งสักการะสูงสุดและสิ่งสักการะเดียวเท่านั้นท่ามกลางมวลมนุษย์ และเพื่อช่วยให้มวลมนุษย์ทั้งปวงมีชีวิตอยู่ภายใต้พระพรของพระเจ้า เช่นเดียวกับพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมที่มีชีวิตอยู่ภายใต้พระสัญญาของพระยาห์เวห์ และเช่นเดียวกับที่อาดัมและเอวา ผู้ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมาก่อน ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสวนเอเดน พระราชกิจของพระเจ้าถั่งโถมรุดหน้าไปราวลูกคลื่นอันทรงอิทธิฤทธิ์ ไม่มีใครสามารถยับยั้งพระองค์ได้ และไม่มีใครสามารถชะลอรั้งการเดินทัพของพระองค์ มีเพียงผู้คนที่รับฟังพระวจนะของพระองค์อย่างตั้งใจ และผู้ที่แสวงหาและกระหายในพระองค์เท่านั้น ที่สามารถติดตามย่างพระบาทของพระองค์และได้รับพระสัญญาจากพระองค์ พวกคนที่ไม่ทำเช่นนั้นจะต้องตกอยู่ภายใต้ความวิบัติอันท่วมท้น และการลงโทษอันสมควรแล้ว” ผมคิดว่า “ถ้อยคำเหล่านี้ทรงอำนาจและทรงพลังมาก ไม่มีมนุษย์คนไหนเปล่งสิ่งเหล่านี้ออกมาได้แน่! เหล่านี้คือพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์งั้นเหรอ ภรรยาของฉันบอกว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงกลับมาแล้ว และการเชื่อในพระองค์คือการตามรอยพระบาทแห่งพระเมษโปดกให้ทัน ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง การขัดขวางเธอแบบนี้ก็จะเป็นการต่อต้านพระเจ้าน่ะสิ” “นั่นจะไม่ทำให้ฉันเป็นเหมือนพวกฟาริสีเมื่อสองพันปีก่อนเหรอ” “พวกฟาริสียึดติดกับธรรมบัญญัติและไม่ยอมรับในพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า พวกเขาต่อต้านและกล่าวโทษพระองค์อย่างบ้าคลั่ง ท้ายที่สุดก็มีส่วนร่วมในการตรึงพระองค์บนกางเขน แล้วพวกเขาก็ถูกพระเจ้าทรงสาปแช่ง” ผมสงสัยว่า “ถ้าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จมาจริง ฉันจะไม่ได้ทำผิดบาปร้ายแรงแบบเดียวกับการต่อต้านพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าเหรอ” “ผลที่ตามมาจะต้องคาดไม่ถึงแน่!” จากนั้น ผมก็นึกขึ้นได้ว่าในหนังสือกล่าวเอาไว้ว่า “มีเพียงผู้คนที่รับฟังพระวจนะของพระองค์อย่างตั้งใจ และผู้ที่แสวงหาและกระหายในพระองค์เท่านั้น ที่สามารถติดตามย่างพระบาทของพระองค์และได้รับพระสัญญาจากพระองค์” ผมคิดว่า “ฉันจะเอาแต่ตัดสินและกล่าวโทษพระราชกิจแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ฉันควรอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างระมัดระวังและอ่านให้ถี่ถ้วนจริงๆ”

นับจากวันนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ภรรยาออกไปข้างนอก ผมก็จะอ่าน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ มีครั้งหนึ่งเธอบอกว่าวันนั้นเธอต้องทำงานล่วงเวลา ผมเลยเลิกงานให้เร็วกว่าปกติสองชั่วโมงและรีบขี่จักรยานกลับบ้าน เพื่อที่ผมจะได้มีเวลาอ่านหนังสือเล่มนั้นมากขึ้น ผมเห็นพระวจนะนี้เขียนไว้ในหนังสือ “แผนการจัดการทั้งหมดของเรา ซึ่งเป็นแผนการจัดการระยะเวลา 6,000 ปีนั้น ประกอบด้วยสามระยะ หรือสามยุค ได้แก่ ยุคธรรมบัญญัติปฐมกาล ยุคพระคุณ (ซึ่งเป็นยุคแห่งการทรงไถ่ด้วยเช่นกัน) และยุคแห่งราชอาณาจักรแห่งยุคสุดท้าย งานของเราในสามยุคดังกล่าวแตกต่างกันในด้านเนื้อหาตามลักษณะของแต่ละยุค ทว่าในแต่ละระยะ งานส่วนนี้จะมีความเหมาะสมกับความจำเป็นของมนุษย์ หรือกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นได้ว่า ถูกกระทำไปโดยสอดรับกับเล่ห์เพทุบายที่ซาตานนำมาใช้ในสงครามที่เราต้องเข้าต่อกรด้วย วัตถุประสงค์แห่งงานของเราคือเพื่อทำให้ซาตานพ่ายแพ้ เพื่อสำแดงปัญญาและฤทธานุภาพอันไม่สิ้นสุดของเราให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อเปิดโปงเล่ห์เพทุบายทั้งสิ้นของซาตาน และด้วยเหตุนั้นจะเป็นการช่วยเผ่าพันธุ์มนุษยชาติทั้งมวลซึ่งอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตานให้รอด” “พระราชกิจของวันนี้ทำให้พระราชกิจของยุคพระคุณเดินหน้าต่อ กล่าวคือ พระราชกิจภายใต้แผนการบริหารจัดการทั้งหกพันปีได้เดินหน้าต่อ แม้ว่ายุคพระคุณได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่พระราชกิจของพระเจ้าก็ยังมีความก้าวหน้า เหตุใดกันเล่า เราจึงกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก ว่าพระราชกิจระยะนี้ต่อยอดมาจากยุคพระคุณและยุคธรรมบัญญัติ? ก็เพราะพระราชกิจของวันนี้เป็นการการสานต่อจากพระราชกิจที่แล้วเสร็จไปในยุคพระคุณ และเป็นความก้าวหน้าต่อจากพระราชกิจที่แล้วเสร็จไปในยุคธรรมบัญญัติ พระราชกิจทั้งสามช่วงระยะนี้เชื่อมโยงกันและกันอย่างแน่นแฟ้น โดยที่ข้อต่อแต่ละข้อในสายโซ่เชื่อมต่อกับข้อถัดไปอย่างสนิทแนบแน่น แล้วเหตุใดเราจึงกล่าวเช่นกันว่าพระราชกิจของช่วงระยะนี้จึงต่อยอดจากสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำจนแล้วเสร็จไป? สมมติว่าพระราชกิจช่วงระยะนี้ไม่ได้ต่อยอดจากพระราชกิจที่พระเยซูทรงได้กระทำจนแล้วเสร็จไป จะต้องมีการตรึงกางเขนเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงระยะนี้ และจะต้องมีการดำเนินพระราชกิจแห่งการไถ่ของช่วงระยะก่อนหน้าใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง สิ่งนี้จะไร้ความหมาย และดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าพระราชกิจได้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ยุคได้เดินหน้าต่อ และระดับของพระราชกิจได้ยกสูงขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ สามารถกล่าวได้ว่าพระราชกิจในช่วงระยะนี้สร้างขึ้นโดยใช้ยุคธรรมบัญญัติเป็นรากฐาน และต่อยอดจากพระศิลาของพระราชกิจของพระเยซู พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการสร้างขึ้นเป็นช่วงระยะ และช่วงระยะนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นใหม่ เพียงการผสานรวมกันของพระราชกิจสามระยะเท่านั้นที่อาจถือเป็นแผนการบริหารจัดการหกพันปี” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การได้อ่านพระวจนะนี้ทำให้ผมสงสัยว่าหรือภรรยาผมจะพูดถูก พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ถูกทำให้ลุล่วงบนรากฐานแห่งพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้าเหรอ มันทำให้พระราชกิจแห่งยุคพระคุณเดินหน้าต่อจริงๆ เหรอ หนังสือเล่มนั้นทำให้ผมเต็มไปด้วยความสงสัยและความปรารถนา ผมคว้าทุกโอกาสที่มีเพื่อแอบอ่านหนังสือเล่มนั้น

มีอยู่บทตอนหนึ่งที่ผมอ่านเจอ และอยากอ่านให้ฟังกันครับ “เจ้ารู้เพียงว่าพระเยซูจะเสด็จลงมาในระหว่างยุคสุดท้าย แต่พระองค์จะเสด็จลงมาอย่างไรกันแน่เล่า? คนบาปเช่นพวกเจ้า ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการไถ่บาป และไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง หรือได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้าสามารถเป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้าได้หรือ? สำหรับเจ้า เจ้าผู้ซึ่งยังคงเป็นตัวตนเก่าของเจ้า เป็นความจริงที่ว่าเจ้าได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเยซู และที่ว่าเจ้าไม่ได้ถูกนับว่าเป็นคนบาปเพราะความรอดของพระเจ้า แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้มีบาป และไม่ได้ไม่บริสุทธิ์ เจ้าสามารถเป็นผู้เปี่ยมบริสุทธิ์ได้อย่างไรหากเจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง? ภายใน เจ้าถูกรุมเร้าด้วยความไม่บริสุทธิ์ เห็นแก่ตัวและใจร้าย กระนั้นเจ้าก็ยังคงปรารถนาที่จะลงมาพร้อมกับพระเยซู—เจ้าคงจะโชคดีน่าดู! เจ้าได้พลาดไปขั้นตอนหนึ่งในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าแล้ว นั่นคือ เจ้าเพียงได้รับการไถ่บาปเท่านั้น แต่เจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เจ้าจะได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าต้องทรงพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงและการชำระล้างเจ้าให้สะอาดด้วยพระองค์เอง หากเจ้าได้รับการไถ่บาปเท่านั้น เจ้าก็จะไม่สามารถบรรลุการชำระให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยวิธีนี้เจ้าจะไม่มีคุณสมบัติที่จะแบ่งปันในพระพรดีๆ ของพระเจ้า เพราะเจ้าได้พลาดขั้นตอนหนึ่งในพระราชกิจของพระเจ้าในการบริหารจัดการมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงและการทำให้มีความเพียบพร้อม ดังนั้นเจ้า คนบาปที่เพิ่งได้รับการไถ่บาป จึงไม่สามารถรับมรดกของพระเจ้ามาเป็นมรดกของเจ้าโดยตรงได้” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) สำหรับผมพระวจนะนี้ฟังดูสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากครับ ผมนึกถึงตลอดหลายปีแห่งความเชื่อของตัวเอง ผมมักจะสารภาพบาปแล้วก็ทำบาปอีก ผมอดไม่ได้ที่จะโกหกและหลอกลวง ผมหนีพันธนาการแห่งบาปไม่พ้นเลยจริงๆ ผมไม่แน่ใจว่าวิธีนั้นจะทำให้ผมได้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ไหม ผมคิดว่า “ถ้าเป็นแบบที่พระวจนะกล่าวจริงๆ ล่ะ ถ้าฉันยังพลาดขั้นตอนหนึ่งในความเชื่อของตัวเอง ที่ว่าการยอมรับแค่การไถ่ขององค์พระเยซูเจ้ายังไม่พอล่ะ” ยิ่งคิดถึงมันมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มีความจริงอยู่ และไม่มีมนุษย์คนไหนพูดสิ่งเหล่านั้นได้แน่ ผมสงสัยว่าพระวจนะนี้มาจากพระเจ้าจริงไหม เป็นพระสุรเสียงของพระองค์หรือเปล่า ความคิดนั้นกระตุ้นผมมากๆ ผมอ่านต่อไปพลางใคร่ครวญอย่างโหยหา

ต่อมา ภรรยาก็สังเกตว่าผมไม่ต่อต้านความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของเธออีกต่อไปแล้ว เธอจึงเลิกอ่านหนังสือนั้นลับหลัง และบางครั้งเธอถึงกับอ่านหลายบทตอนออกมาเสียงดังให้ผมได้ยินด้วย วันหนึ่งตอนที่ผมกลับจากทำงาน เธอกำลังอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่ พอเห็นผมเดินเข้ามาเธอก็พูดอย่างมีความสุขว่า “ลี่จง มาอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สิคะ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ คือพระดำรัสของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระวจนะนี้เปิดเผยความลึกลับและความจริงมากมายที่ตลอดการเชื่อนั้นเราไม่เคยเข้าใจมาก่อน ให้ฉันอ่านสักสองสามบทตอนให้ฟังไหมคะ” ผมคิดว่า “ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาสักพักแล้ว อาจจะอ่านมากพอๆ กับคุณเลยด้วยซ้ำ” พอผมไม่ได้ว่าอะไร เธอก็หยิบหนังสือขึ้นมาและเริ่มอ่าน “แม้ว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่พระองค์เพียงแค่ทรงเสร็จสิ้นการไถ่บาปของมวลมนุษย์ทั้งปวงเท่านั้น และทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของมนุษย์ พระองค์ไม่ได้ทรงปลดเปลื้องมนุษย์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของเขา การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างครบถ้วน ไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแบกรับบาปต่างๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพึงต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีก เพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ได้รับการยกโทษบาปของเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงได้กลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ และได้เริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้นำพามนุษย์เข้าสู่อาณาจักรที่สูงส่งขึ้น บรรดาผู้ที่นบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ทั้งหมดจะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้น และได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทางและชีวิต” “ด้วยวิถีทางแห่งพระราชกิจการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า มนุษย์จึงจะมารู้จักธาตุแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างครบบริบูรณ์และกลับกลายเป็นสะอาดได้ เฉพาะด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถกลายเป็นมีค่าพอที่จะกลับคืนสู่เบื้องบัลลังก์ของพระเจ้าได้ พระราชกิจทั้งหมดที่ทรงกระทำในวันนี้นั้น ก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถได้รับการทำให้สะอาดหรือได้รับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ มนุษย์สามารถชำระล้างความเสื่อมทรามและได้รับการทำให้บริสุทธิ์ได้ โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะ ตลอดจนโดยผ่านทางกระบวนการถลุง แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการทำให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า” “จากพระราชกิจของพระยาห์เวห์จนถึงพระราชกิจของพระเยซู และจากพระราชกิจของพระเยซูจนถึงพระราชกิจช่วงระยะปัจจุบันนี้ สามช่วงระยะเหล่านี้ครอบคลุมเรื่องราวอันต่อเนื่องตลอดช่วงทั้งหมดของการบริหารจัดการของพระเจ้า และเหล่านั้นล้วนเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณหนึ่งเดียว นับตั้งแต่การทรงสร้างโลก พระเจ้าทรงพระราชกิจในการบริหารจัดการมวลมนุษย์อยู่ตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นปฐมกาลและบทอวสาน พระองค์ทรงเป็นองค์แรกและองค์สุดท้าย และพระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงเริ่มต้นยุคหนึ่งและเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงนำยุคนั้นไปถึงบทอวสาน พระราชกิจสามช่วงระยะ ในยุคทั้งหลายที่แตกต่างกันและในตำแหน่งแห่งหนทั้งหลายที่แตกต่างกันนั้น คือพระราชกิจของพระวิญญาณหนึ่งเดียวอย่างไม่มีผิดพลาด พวกเหล่านั้นทั้งหมดที่แยกช่วงระยะทั้งสามเหล่านี้ออกจากกันล้วนยืนอยู่ในทางตรงกันข้ามกับพระเจ้า บัดนี้ จำเป็นที่เจ้าจะต้องเข้าใจ ว่าพระราชกิจทั้งหมดจากช่วงระยะแรกจนกระทั่งถึงวันนี้คือพระราชกิจของพระเจ้าองค์หนึ่งเดียว พระราชกิจของพระวิญญาณหนึ่งเดียว ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในการนี้เลย” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากที่ภรรยาอ่านจบ ผมก็ขอให้เธอช่วยอธิบายแบบละเอียดๆ ให้ฟังครับ ผมประหลาดใจเล็กน้อยที่เธอสามัคคีธรรมแบบนี้กับผมขึ้นมา “คุณพูดอยู่เสมอว่าการเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของฉันเป็นการทรยศต่อองค์พระเยซูเจ้า แท้จริงแล้วพระยาห์เวห์ องค์พระเยซูเจ้า และพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าองค์เดียวกันค่ะ พระเจ้าทรงพระราชกิจที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค” “ในยุคธรรมบัญญัติ พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงกำหนดกฏและคำบัญญัติต่างๆ เพื่อนำมนุษยชาติยุคแรกในชีวิตของพวกเขาบนโลกนี้ ด้วยวิธีนั้น มนุษย์จึงได้รู้ว่าอะไรคือบาปและพวกเขาควรบูชาพระเจ้ายังไง แต่ในตอนท้ายของยุคธรรมบัญญัตินั้น ก็ไม่มีใครสามารถรักษากฎได้อีกต่อไป พวกเขาทำบาปมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาทั้งหมดก็เสี่ยงที่จะถูกกล่าวโทษและประหารชีวิตภายใต้กฎนั้น ในยุคพระคุณ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเพื่อช่วยมนุษยชาติ พระองค์ทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอุปนิสัยแห่งความเมตตาและความรัก ทรงชำระมนุษยชาติด้วยพระคุณ ในที่สุดพระองค์ก็ทรงถูกตรึงบนกางเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้มนุษยชาติ เมื่อเราทำบาป เราต้องมาเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อสารภาพบาปและกลับใจเท่านั้น จึงจะได้รับการอภัย” “แต่องค์พระเยซูเจ้าทรงแค่ไถ่เราจากบาปของเรา ธรรมชาติที่เต็มไปด้วยบาปของเรานั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข เรายังคงอดไม่ได้ที่จะพูดโกหกและจงใจทำบาปอย่างต่อเนื่อง เราโอหัง เห็นแก่ตัว เจ้าเล่ห์ โลภ อีกทั้งยังชอบอวดตัว แม้แต่ผู้ที่เชื่อซึ่งทุ่มเทตนเอง ทำการพลีอุทิศและทุกข์ทนมาบ้างแล้ว ก็ยังทำเช่นนั้นเพื่อพระพรแห่งราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ มันคือการทำธุรกรรม เมื่อเผชิญหน้ากับความยากลำบากและการทดสอบครั้งใหญ่ หรือหายนะที่แท้จริง เรากลับตำหนิองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือแม้แต่ปฏิเสธและทรยศพระองค์ เมื่อพระราชกิจของพระเจ้าไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของเรา เราก็จะตัดสิน กล่าวโทษ และต่อต้านพระองค์ตามอำเภอใจ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ แล้วเราผู้ซึ่งทำบาปและต่อต้านพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง จะเหมาะสมที่จะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ยังไงคะ” “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมองค์พระเยซูเจ้าจึงทรงสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้เสด็จมาในยุคสุดท้าย ทรงแสดงให้เห็นถึงความจริงมากมายเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา โดยเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า บนรากฐานแห่งพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า พระองค์เสด็จมาเพื่อชำระพวกเราจากอุปนิสัยที่เสื่อมทราม เพื่อแก้ไขธรรมชาติที่เต็มไปด้วยบาปของเราโดยสมบูรณ์ ด้วยวิธีนั้น เราถึงจะเป็นอิสระจากบาปและได้รับการช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ได้” “สิ่งนี้ทำให้คำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วง: ‘เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล’ (ยอห์น 16:12-13) ‘ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย’ (ยอห์น 12:48) แม้พระเจ้าจะทรงพระราชกิจที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคภายใต้พระนามที่ต่างกัน ทั้งหมดนั้นก็ลุล่วงโดยพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว” “พระราชกิจทั้งสามระยะของพระองค์ ทั้งยุคธรรมบัญญัติ ยุคพระคุณ และยุคแห่งราชอาณาจักรนั้นต่างสูงส่งและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าระยะก่อนหน้า พระราชกิจทุกระยะนั้นต่อยอดมาจากระยะก่อนหน้า แต่ละระยะเชื่อมต่อกันอย่างใกล้ชิดกับระยะต่อไป มีเพียงสามระยะนี้รวมกันเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษยชาติให้รอดได้โดยสมบูรณ์” “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการที่ฉันยอมรับในพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จึงไม่เป็นการทรยศต่อพระเจ้า แต่เป็นการติดตามย่างก้าวแห่งพระราชกิจของพระเจ้า และเป็นการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า”

หลังการสามัคคีธรรมของเธอ เราก็นั่งดูวิดีโอที่อ่านพระวจนะของพระเจ้า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นที่รู้จักในนามพระยาห์เวห์ เรายังเคยถูกเรียกว่าพระเมสสิยาห์เช่นกัน และครั้งหนึ่งผู้คนเรียกเราว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความรักและความเคารพยกย่อง อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ เราไม่ใช่พระยาห์เวห์หรือพระเยซูซึ่งผู้คนได้รู้จักในช่วงเวลาที่ผ่านมาอีกต่อไป เราคือพระเจ้าผู้ที่ได้กลับมาในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ที่จะนำพายุคนี้ไปสู่บทอวสาน เราคือพระเจ้าเองซึ่งลุกขึ้นมาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลก สมบูรณ์พร้อมด้วยอุปนิสัยครบถ้วนทั้งมวลของเรา และเต็มเปี่ยมไปด้วยสิทธิอำนาจ เกียรติ และสิริ ผู้คนไม่เคยเข้ามาร่วมสัมพันธ์กับเรา ไม่เคยได้รู้จักเรา และไม่รู้เท่าทันในอุปนิสัยของเราตลอดเวลา ตั้งแต่การสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ ไม่มีบุคคลสักคนเดียวที่เคยเห็นเรา นี่คือพระเจ้าผู้ที่ทรงปรากฏต่อมนุษย์ในยุคสุดท้ายแต่ได้ทรงถูกซ่อนไว้ท่ามกลางมนุษย์ พระองค์ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ทรงเที่ยงแท้และทรงเป็นจริง ดุจดวงสุรีย์ที่แผดเผาและเปลวเพลิงที่ลุกโชน ทรงถูกเติมด้วยฤทธานุภาพและทรงปริ่มล้นด้วยสิทธิอำนาจ ไม่มีแม้แต่คนเดียวหรือสิ่งเดียวที่จะไม่ถูกพิพากษาโดยวจนะของเรา และไม่มีแม้แต่คนเดียวหรือสิ่งเดียวที่จะไม่ถูกชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการแผดเผาของไฟ ในท้ายที่สุด ชนชาติทั้งมวลจะได้รับการอวยพรเพราะวจนะของเรา และจะถูกทุบจนแหลกเป็นชิ้นๆ เพราะวจนะของเราเช่นกัน ด้วยวิธีนี้ ผู้คนทั้งหมดในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายจะเห็นว่าเราคือพระผู้ช่วยให้รอดที่ได้กลับมา และเห็นว่าเราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ซึ่งพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวง และทุกคนจะเห็นว่าครั้งหนึ่งเราคือเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์ แต่เห็นว่าในยุคสุดท้ายเรายังได้กลายเป็นเปลวเพลิงแห่งสุริยันซึ่งเผาผลาญทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุณด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับองค์ตะวันแห่งความชอบธรรมซึ่งเปิดเผยทุกสรรพสิ่ง นี่คืองานของเราในยุคสุดท้าย เราใช้ชื่อนี้และครองอุปนิสัยนี้เพื่อที่ผู้คนทั้งหมดจะได้เห็นว่าเราคือพระเจ้าที่ชอบธรรม ดวงสุรีย์ที่แผดเผา เปลวเพลิงที่ลุกโชน และเพื่อที่ทุกคนจะได้นมัสการเรา พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว และเพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเรา เราไม่ใช่เพียงแค่พระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น และเราไม่ใช่เพียงพระผู้ไถ่ เราคือพระเจ้าของสิ่งทรงสร้างทั้งมวลทั่วทั้งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและห้วงทะเล” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากดูวิดีโอนี้หัวใจของผมก็กระจ่างขึ้น ผมได้เห็นว่าพระยาห์เวห์ องค์พระเยซูเจ้า และพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าองค์เดียวกัน ผู้ทรงพระราชกิจที่แตกต่างกันในยุคที่ต่างกัน พระราชกิจของพระยาห์เวห์พระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติคือเพื่อกำหนดกฎต่างๆ พระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าในยุคพระคุณ เพื่อไถ่มนุษยชาติทั้งปวง และตอนนี้ พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและชำระมนุษย์ พระราชกิจทั้งสามระยะ คือพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดของพระเจ้า ผ่านแต่ละยุคที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็นของมนุษยชาติ ผมรู้สึกมั่นใจในหัวใจแล้วว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าที่ทรงกลับมา และการติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นก็คือการตามรอยพระบาทแห่งพระเมษโปดกให้ทัน ผมตื่นเต้นมากๆ และบอกกับภรรยาว่า “การเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ของคุณไม่ใช่การทรยศต่อองค์พระเยซูเจ้า แต่เป็นการตามพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าให้ทัน!” “ที่จริงผมอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาระยะหนึ่งแล้วละ”

เธอประหลาดใจเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ตั้งแต่ตอนไหนคะ ฉันไม่เห็นรู้เลย!” ผมไม่ได้ตอบไปตรงๆ แต่กลับก้มหน้าแบบเจื่อนๆ แล้วตอบเธอไปเบาๆ ว่า “ก็ตั้งแต่คุณเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์น่ะ ผมไม่เพียงแค่ขัดขวางคุณ แต่ยังดึงลูกมาทำด้วย และให้คอยจับตาดูคุณ ตอนนี้ผมเสียใจมากเลย! การทำแบบนั้นคือการต่อต้านพระเจ้าและเป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ แต่พระเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อผม ทรงนำผมให้มาอ่านพระวจนะของพระองค์ ตอนนี้ผมแน่ใจแล้ว ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ซึ่งเรารอคอยการทรงกลับมาของพระองค์ พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว!” “ผมอยากยอมรับในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างเป็นทางการ” คืนนั้นอารมณ์ของผมช่างท่วมท้นเหลือเกิน ผมเลยมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐาน เอ่ยพระนามแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ “ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเลือกข้าพระองค์ และทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์ได้ติดตามย่างพระบาทและเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก!”

ถัดไป: จงสดับพระสุรเสียงของพระเจ้า และต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้